วิธีตอบแทนบุญคุณพ่อแม่อย่างสูงสุด ชำระหนี้อันศักดิ์สิทธิ์อย่างสมน้ำสมเนื้อ

ในห้อง 'กฎแห่งกรรม - ภพภูมิ' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 12 สิงหาคม 2017.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    10,658
    กระทู้เรื่องเด่น:
    136
    ค่าพลัง:
    +25,298
    ............... momPhone.jpg

    วิธีตอบแทนบุญคุณพ่อแม่อย่างสูงสุด ชำระหนี้อันศักดิ์สิทธิ์อย่างสมน้ำสมเนื้อ
    พฤษภาคม 24, 2016 โดย ธ. ธรรมรักษ์

    การใช้หนี้บิดามารดามีสองระดับคือ ระดับพื้นฐาน ได้แก่การทำหน้าที่ของลูกให้ดีที่สุด คือ เมื่อท่านเลี้ยงเรามาแล้วก็ต้องเลี้ยงดูท่านตอบ ช่วยทำการงานของท่าน ดำรงวงศ์สกุล ประพฤติให้อยู่ในศีลธรรมเหมาะสมแก่การสืบทอดในมรดก และเมื่อท่านได้ล่วงลับไปแล้วก็ต้องทำบุญอุทิศบุญให้แก่ท่าน
    13239407_1365715583442270_1090275055691907825_n.jpg ........................​

    แต่การคิดเลี้ยงดูให้พ่อแม่สุขทั้งกายสบายทั้งใจนับเป็นการใช้หนี้แค่ “ครึ่งเดียว” หากจะตอบแทนอย่างสมน้ำสมเนื้อนั้นในระดับสูงสุดต้องมีโอกาสด้วย โอกาสที่ว่านั้นคือให้โอกาสพ่อและแม่ที่ยังไม่มีที่พึ่งให้ตนเองได้มีที่พึ่งในทางจิตใจ

    ที่พึ่งในทางจิตใจได้แก่ความรู้ความศรัทธาในเรื่องกรรมและการให้ผลกรรม หากท่านยังไม่มีความตั้งมั่นในทาน ยังไม่มีความตั้งมั่นในศีล แล้วผู้เป็นลูกสามารถโน้มน้าว ชักชวนให้พวกท่านมาศรัทธากรรมได้ ฝึกให้ทาน จนรู้สึกว่าหากไม่ให้แล้วเหมือนขาดอะไรไปในชีวิต ฝึกถือศีลจนประพฤติผิดแล้วรู้สึกผิดรุนแรง นั่นแหละจึงได้ชื่อว่าเราได้ตอบแทนคุณท่านอย่างสมน้ำสมเนื้อ

    ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะกรรมดี คือ “ที่พึ่งที่แท้จริง” เมื่อเราสามารถทำให้พ่อแม่ได้ศรัทธากฎแห่งกรรมวิบาก ตั้งมั่นในทาน ตั้งมั่นในศีล ก็เท่ากับเราได้ตอบแทนเลือดเนื้อก้อนนี้เป็นอัตภาพดีๆในการสร้างกรรมครั้งต่อๆไปของพ่อแม่นั่นเอง

    ในครั้งพุทธกาล มีพระสาวกรูปหนึ่งที่พระพุทธเจ้ายกย่องว่าเป็นผู้ที่มีความกตัญญูและหาวิธีใช้หนี้บุญคุณบิดามารดาได้ประเสริฐที่สุดนั่นก็คือ พระสารีบุตร ท่านสารีบุตรนั้นเป็นพระอรหันต์ผู้เลิศด้วยปัญญารองจากพระพุทธเจ้า สั่งสอนอบรมให้ผู้คนกลายเป็นพระอรหันต์มาแล้วนับไม่ถ้วน แต่มีอยู่คนๆ หนึ่งที่ท่านยังไม่ได้สอนให้ หากไม่ได้สอนคนๆ นี้ให้เข้าถึงธรรมท่านก็จะยังนิพพานไม่ได้ คนๆ นั้นก็คือ โยมแม่นั่นเอง

    วันหนึ่งก่อนที่ท่านจะนิพพานก็ได้กราบทูลลาพระพุทธองค์เพื่อกลับบ้านเกิด เมื่อได้รับพุทธานุญาตแล้วจึงออกเดินทางด้วยร่างกายที่ถูกรุมเร้าด้วยพิษไข้และบากบั่นมาพบหน้ากับโยมแม่ได้ คืนนั้นพระสารีบุตรได้แสดงธรรมสั้นๆ บทหนึ่งให้โยมแม่ได้ฟังจนพระนางได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นพระโสดาบัน เมื่อท่านได้ชำระหนี้อันศักดิ์สิทธิ์นี้แล้ว รุ่งเช้าก็ได้เข้านิพพานอย่างสงบ

    ธรรมชาติพิเศษของการใช้หนี้บุญคุณมีอยู่ประการหนึ่ง คือยิ่งหนี้สูงแล้วเราได้ใช้คืนพ่อแม่อย่างสมน้ำสมเนื้อ เราจะได้คะแนนบวกมหาศาล น้ำหนักของกรรมดีที่เราได้ทำกับพ่อแม่จะให้ผลชัดเป็นความไม่ตกต่ำ แม้ชาติปัจจุบันถูกกรรมเก่าร้ายๆ เล่นงานก็จะได้รับความช่วยเหลือ ผ่อนหนักให้เป็นเบาตามสมควร

    เรื่องน่าเศร้าคือกรรมบางอย่างอาจจะปิดบังไม่ให้เราเองเห็นช่วงเวลาที่แม่ได้รับความลำบากตั้งท้องเรามา ท่านไม่เคยเปิดเผยให้เห็นช่วงนาทีวิกฤตที่ต้องทุกข์สาหัสกับการเบ่งคลอดเราออกมา กับทั้งไม่ให้เราได้รับรู้ว่าพ่อแม่ทำงานหนักเพื่อเลี้ยงเรามาอย่างไร

    ด้วยเหตุนี้ จึงมักทำให้ชีวิตของมนุษย์ทุกคนจึงมองเห็นแค่บุญคุณของคนภายนอกก่อน อย่างครูบาอาจารย์ บุญคุณของญาติ บุญคุณของเพื่อน และบุญคุณของใครต่อใครอื่นๆ ในโลกที่ทุ่มเทเวลาช่วยเหลือเรา และเราก็เผลออาจตัดสินว่าน้ำหนักของบุญคุณคงจะพอๆ กันกับที่พ่อแม่ช่วยเหลือเรามา

    และที่สำคัญหากเราไม่ได้ตอบแทนพ่อแม่เลย ลูกของเราเองนั้นแลจะเป็นผู้ทำหน้าที่ทวงคืนแทน คือกรรมของเราเองจะไปดึงดูดเอาโอปปาติกะพวกที่จะมาเป็นลูกล้างลูกผลาญ และไม่สำนึกบุญคุณมาเกิดเป็นลูก และหากเรายังไม่มีลูกก็จะต้องทบหนี้ไปถึงชาติถัดไป

    ในทางกลับกัน หากเรามีลูกอยู่แล้วไม่รับผิดชอบดูแลลูกเมียให้ดี มันอาจหมายถึงการเลื่อนเวลาชดใช้หนี้เก่าก็ได้ ต้องแยกให้ออกว่าลูกอาจติดหนี้ชีวิตเราก็จริง แต่เราเองก็อาจเคยติดหนี้เขาไว้ก่อนหากเขามาทวงหนี้คืนแล้วไม่ใช้ ชาติต่อไปเราก็มีสิทธิ์สูงที่จะไปเกิดกับพ่อแม่ที่ขาดความรับผิดชอบ เลี้ยงดูแบบทิ้งๆขว้างๆ หรือฝากคนอื่นเลี้ยงจนคุณว้าเหว่และมีปัญหาตั้งแต่เล็ก
    ขอบคุณที่มา :- https://torthammarak.wordpress.com/2016/05/24/วิธีตอบแทนบุญคุณพ่อแม่/
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 30 มกราคม 2018
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    10,658
    กระทู้เรื่องเด่น:
    136
    ค่าพลัง:
    +25,298
  3. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    10,658
    กระทู้เรื่องเด่น:
    136
    ค่าพลัง:
    +25,298
  4. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    10,658
    กระทู้เรื่องเด่น:
    136
    ค่าพลัง:
    +25,298
  5. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    10,658
    กระทู้เรื่องเด่น:
    136
    ค่าพลัง:
    +25,298
    พระในบ้าน

    lธอผู้ไม่แพ้ ตลอดกาล Published on Oct 21, 2014
     
  6. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    10,658
    กระทู้เรื่องเด่น:
    136
    ค่าพลัง:
    +25,298
  7. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    10,658
    กระทู้เรื่องเด่น:
    136
    ค่าพลัง:
    +25,298
  8. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    10,658
    กระทู้เรื่องเด่น:
    136
    ค่าพลัง:
    +25,298
  9. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    10,658
    กระทู้เรื่องเด่น:
    136
    ค่าพลัง:
    +25,298
  10. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    10,658
    กระทู้เรื่องเด่น:
    136
    ค่าพลัง:
    +25,298
    ไม่รักแม่ ไม่ต้องอ่าน
    ไม่รักแม่ ไม่ต้องไลค์
    ไม่รักแม่ ไม่ต้องแชร์
    เรื่องราว ข้อคิดดี ๆ แบบนี้ พลาดแล้วจะเสียใจ
    เพราะจะไม่มีวันย้อนกลับไปทำใหม่ได้อีกเมื่อสายไปเสียแล้ว....

    " เงิน 1000 บาท เลี้ยงหัวใจแม่ "

    อาจารย์ของผม ท่านได้ให้เงินเดือนพ่อและแม่ เดือนละ1000 บาท เป็นประจำทุกเดือน

    ผมสงสัยทำไมต้องให้เงินพ่อแม่เดือนละ 1000 บาท? ในเมื่อแม่ก็อยู่บ้านหลังเดียวกับอาจารย์อยู่แล้ว ค่าใช้จ่ายสำหรับท่าน อาจารย์ก็จัดการทั้งหมดอยู่แล้ว

    วันหนึ่งสบโอกาสผมจึงตัดสินใจ ถามอาจารย์ ว่า

    "อาจารย์ กำลังทำอะไรครับ?"

    อาจารย์ตอบว่า

    "ผมกำลังตัดรายจ่ายอยู่...ผมต้องจ่ายค่าแม่ครัว
    คนขับรถ คนสวน ค่าใช้จ่ายในบ้าน และให้แม่อีกเดือนละ 1000 บาท...

    ตอนนี้รายได้กับรายจ่ายมันไม่ค่อยสัมพันธ์กัน
    ต้องตัดรายจ่ายลงบ้าง"

    ผมเลยบอกว่า

    "เงินเดือนที่ให้แม่ 1000 ตัดได้นี่ครับ...
    อาหาร 3 มื้อ อาจารย์ก็จัดให้ท่านเรียบร้อยเสื้อผ้าก็ซื้อให้ใหม่ปีละ 3 ชุด ไม่สบาย อาจารย์ก็พาหมอมาฉีดยาให้

    คุณแม่ตาบอดไม่ได้ไปไหน ฉะนั้นเงินเดือน 1000 เนี่ย ตัดได้ครับ"

    อาจารย์บอกว่า

    "ตัดไม่ได้เด็ดขาด...1000 บาทเนี่ย สำคัญที่สุด เพราะ..เป็นเงินสำหรับเลี้ยงหัวใจแม่!"

    ผมฟังแล้วสะอึก!

    "เงินเลี้ยงหัวใจแม่"

    พวกเราเคยได้ยินไหมครับ?

    ึอาจารย์บอกต่อ

    “หัวใจต้องการอาหารที่มาหล่อเลี้ยงให้เอิบอิ่ม เบิกบาน เป็นสุข...

    คุณลองนึกดู...

    คนที่ไม่มีเงินอยู่ในตัวเลยนี่เป็นยังไง? หัวใจมันแฟบ หัวใจมันเหี่ยวเฉา เหมือนดอกไม้
    ยามเย็น ใครที่เป็นมนุษย์เงินเดือนจะรู้ พอเลยวันที่ 25 ไปแล้วนี่ มันเหี่ยวๆ ยังไงชอบกล ไม่มีเงินค่ารถ..ค่าอาหาร..ซื้อข้าวสาร..มันเหี่ยวไปจนถึงสิ้นเดือน

    แม่อยู่กับเราก็จริง แต่ถ้าแม่ไม่มีเงินอยู่ในมือนี่ หัวใจท่านเหี่ยว พอถึงวันเงินเดือนออก ทุกคนหน้าบานเหมือนดอกไม้ ยามเช้า จิตใจสดชื่นเบิกบาน มีความสุข รับเงินเดือนมาใหม่ๆหน้าสดใส สั่งกาแฟยังเสียงดังฟังชัด

    ทุกสิ้นเดือนพอเงินเดือนออก ผมเข้าไปสวัสดีแม่ บอกแม่ว่า

    ...วันนี้เงินเดือนออกครับ ผมเอาเงินใส่มือแม่ 1000 บาท แม่ก็ให้พร เเล้วเก็บเงินไว้ใต้หมอน
    ไว้ อย่างมีความสุข"

    1000.-บาท เลี้ยงหัวใจแม่อย่างไร?

    วันหนึ่งน้องของอาจารย์พาภรรยาไปคลอดลูก
    คุณแม่ก็ซื้อทองให้หลานด้วยเงิน 1000 บาท ที่เก็บสะสมไว้ ท่านกอดหลานสาวสวมสร้อยให้ พร้อมให้พร

    พอเด็กคนนี้โต พอพูดได้ มีคนถามว่า สายสร้อยนี้ใครซื้อให้ เด็กก็จะตอบว่า “คุณย่าซื้อให้”
    ชี้มือไปที่คนตาบอด คนที่ใหญ่ที่สุดในบ้านคือ คุณย่า ไม่ใช่พ่อแม่ เพราะเงิน 1000 บาท
    นี่ทำให้คนตาบอด ดูน่าเกรงขาม

    ถ้าคุณแม่ไม่มีเงิน จะรับขวัญหลานได้อย่างไร ?
    เห็นไหมครับ ?

    ไม่ใช่ว่าพอโตขึ้น มีคนถามว่าคนนี้เป็นใคร เด็กบอกว่า

    ยายแก่ตาบอดที่มาอาศัยพ่อแม่ฉันอยู่ เห็นหรือยังคุณ ว่าเงินเดือน 1000 บาทนี่ ทำให้คนแก่
    ตาบอดมีคุณค่าขึ้นมาได้

    วันดีคืนดี แม่ครัวล้างชามเสร็จ
    คุณแม่ก็บอกให้มานวดขาให้แม่ครัวหน้ามุ่ย ทำงานเหนื่อยยังต้องมานวดให้อีก นั่งขยำๆ
    คว่ำหน้า พอนวดเสร็จคุณย่าหยิบเงินให้ 100 บาท แม่ครัวยิ้มหน้าบาน จยกมือไหว้
    ขอบคุณค่ะ

    วันรุ่งขึ้น พอล้างจานเสร็จ
    รีบวิ่งมานั่งใกล้ๆ... วันนี้นวดอีกไหมคะ คุณย่า?
    เห็นไหมเงินเดือน 1000 บาท ที่เราให้แม่ของเรามีฤทธิ์ขึ้นมาได้ มีคนมายกมือไหว้
    มีคนมาปรนนิบัติ มีคนมานวดให้ ถ้าไม่มีเงินเดือน 1000 บาทนี้แม่เราจะมีฤทธิ์ได้อย่างไร?

    บันไดไปสวรรค์ด้วยเงิน1000 บาท

    วันหนึ่ง กำนันมาที่บ้านอาจารย์ หารือจะปรับปรุงห้องน้ำวัดที่ชำรุดทรุดโทรม แม่อาจารย์ ได้ยิน กวักมือเรียกอาจารย์ แล้วคุณแม่ยกหมอนขึ้น นับเงินมา 5000 บาท บอกเอาไปให้กำนันปรับปรุงห้องน้ำ

    เห็นมั๊ยว่าเงินเดือน 1000 ที่เราให้เป็นบันไดพาแม่ไปสวรรค์...นี่ถ้าแม่ไม่มีเงินในมือแม่จะได้ทำบุญไหม?

    พอกำนันรับเงินเสร็จ ก็เดินผ่านไปบ้านถัดไป
    ลุงแก่ๆ บ้านโน้นกำลังเก็บผ้าอยู่ในบ้าน กำนันตะโกนข้ามรั้ว ทำบุญสร้างส้วมไหมลุง?

    ลุงข้างบ้านตอบ

    “ลุงไม่มีเงินหรอก ลุงอาศัยลูกสาวเขาอยู่ เดี๋ยวเผื่อลูกสาวเขากลับมาทันจะขอเงินเขาทำบุญ”

    เพราะลูกเค้าไม่ได้ให้เงินเดือนลุง
    ลุงคนนี้เป็นเพียงแค่คนเก็บผ้าของลูกๆ ลุงคนนี้ไม่มีเงิน เพราะลูกเอามาเลี้ยง เอาไว้คอยเก็บผ้า!

    เป็นยังไงบ้างครับ....
    เห็นอิทธิฤทธิ์ของเงิน 1000
    บาท..."เงินเลี้ยงหัวใจแม่"
    แล้วหรือยังครับ

    เดือนนี้เราให้ "เงินเลี้ยงหัวใจแม่" แล้วหรือยัง ?
    ขอบคุณ คุณสายพิณ นันทเวช ที่นำมาแชร์
    .......................... RoseUnderline.gif
     
  11. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    10,658
    กระทู้เรื่องเด่น:
    136
    ค่าพลัง:
    +25,298
  12. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    10,658
    กระทู้เรื่องเด่น:
    136
    ค่าพลัง:
    +25,298
    ความสุขจากอกแม่ (ธรรมะก่อนวันแม่) โดย ท่าน ว วชิรเมธี..(พ่อหลวง ท่านพุทธทาส)

    photo.jpg
    BUDdee CHANNAL

    Published on Aug 6, 2016
     
  13. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    10,658
    กระทู้เรื่องเด่น:
    136
    ค่าพลัง:
    +25,298
    เรื่องจริงของพ่อ......จากพระพยอม‏
    "เคยทำอะไรให้พ่อเสียใจบ้างหรือเปล่า
    อาตมามีเรื่องหนึ่งจะเล่าให้ฟัง …

    โยมพ่อของอาตมาเป็นคนขี้เหล้า...
    หาเงินมาได้เท่าไหร่ก็กินเหล้าหมด
    พอเมาก็ดุด่าโยมแม่กับอาตมา อาตมาไม่ชอบพ่อมาก.......

    วันหนึ่ง โยมพ่อเมากลับบ้านไม่ได้
    มีคนให้อาตมาพายเรือไปรับ
    ตอนนั้น อาตมายังเป็นวัยรุ่น
    ทำงานมาทั้งวันก็อยากจะนอน....อยากพักผ่อน....
    อาตมารู้สึกโมโหมาก …

    พอพายเรือกลับบ้าน ก็ทิ้งโยมพ่อไว้ในเรือ
    แต่พ่อเมามากลุกไม่ไหว ตะโกนเรียก....

    “ ไอ้ยอม... ไอ้ยอม...มึงมาอุ้มกูขึ้นบ้านหน่อย...กูขึ้นไม่ไหว ”

    ไอ้เราก็ทนรำคาญไม่ไหว เดินกระทืบเท้า ตึง.. ตึง.. ตึง..
    กระชากร่างพ่ออุ้ม ในขณะที่อุ้ม..
    ความรู้สึกเจ็บแค้นที่พ่อทำให้เราลำบาก
    ชอบด่าว่าเราเจ็บๆ
    พออุ้มพ่อขึ้นมาจากเรือ... ถึงหัวสะพาน
    จับร่างพ่อกระแทกกับหัวสะพาน ก้นพ่อกระแทกกับ
    พื้นไม้อย่างแรง เสียงดังโครม....
    พ่อแกร้องไห้.... แล้วพูดว่า

    “ ไอ้ยอมนะ... ไอ้ยอม.. กูอุ้มมึงมาแต่เล็กแต่น้อย....กูนอนหลับ.. แต่มึงไม่ยอมนอน... ร้องไห้กวน..กูต้องลุกมาอุ้มมึง...ร้องเพลงกล่อมให้มึงนอน จะไปไหนมึงเดินไม่ไหว.. มึงเหนื่อย.. กูก็ต้องอุ้มมึง..ทั้งที่กูก็เหนื่อย กูอุ้มมึง.. มึงทั้งขี้..ทั้งเยี่ยว.. ใส่กู แต่กูไม่เคยทุ่มมึงลงกับพื้นเลย....
    เพราะกูรักมึง......วันนี้... มึงอุ้มกู เหล้ากูไม่ได้หกโดนมึงสักนิด
    มึงทุ่มกูลงพื้นทำไม.....”
    พอพ่อพูดจบ น้ำตาไม่รู้มาจากไหน มันไหลพรูลงมาอาบสองแก้ม
    อาตมาเจ็บปวดหัวใจเหลือเกิน
    ก้มลงกราบพ่อ แล้วพูดว่า
    พ่อครับ ต่อจากนี้ไป... ผมจะอุ้มพ่อตลอดชีวิต
    โดยไม่บ่นและทุ่มพ่อ ลงพื้นอีกแล้วละครับ ”

    หลังจากนั้น อาตมาทำงานอย่างหนักเพื่อมาให้พ่อ
    หวังให้พ่อสบายขึ้น
    แต่เมื่อถึงวันนั้น มันก็สายไปแล้ว
    โยมพ่อได้จากอาตมาไปแล้ว
    คิดแล้วมันทรมานใจเหลือเกิน อาตมาทำผิดพลาดไปแล้ว
    และแก้ไขไม่ได้
    จึงอยากเตือนทุกคนเอาไว้ ไม่อยากให้เสียใจไปตลอดชีวิต
    แล้วคุณล่ะ เคยทำอะไรให้พ่อเสียใจบ้างหรือเปล่า

    บางครั้งเราอาจเข้าใจท่านผิด

    บ้างครั้งท่านเฉยเราก็คิดว่าท่านไม่สนใจ

    แต่พอเราโตเราก็จะรู้เองว่า

    สิ่งที่ท่านทํากับเรามันเป็นสิ่งที่ท่านหวังดีกับเราเสมอ
    ขอให้รู้จักค้นหาหัวใจตัวเองให้ทันเวลา

    ก่อนที่ทุกอย่างมันจะสายเกินไป.....
    ***********************
     
  14. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    10,658
    กระทู้เรื่องเด่น:
    136
    ค่าพลัง:
    +25,298
    เทิดทูนบุญคุณพ่อแม่

    สุขใจ
    Published on Apr 12, 2017
     
  15. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    10,658
    กระทู้เรื่องเด่น:
    136
    ค่าพลัง:
    +25,298
    LpToPrommrangsri.jpg
    พระอรหันต์ในบ้าน

    คราวหนึ่ง "สมเด็จโต" ได้รับนิมนต์ให้แสดงธรรม ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จออกมาท่ามกลางเหล่าขุนนาง ครั้นพอพบหน้าท่าน เจ้าผู้ครองแผ่นดินก็ทรงสัพยอกว่า...
    "ท่านเจ้าคุณ เห็นเขาชมกันทั้งเมืองว่าท่านเทศน์ดีนักนี่ วันนี้ต้องขอพิสูจน์หน่อย"
    สมเด็จโตทรงทูลว่า
    "ผู้ที่ไม่เคยฟังในธรรม ครั้นเขาฟังธรรม และได้รู้เห็นในธรรมนี้แล้ว เขาก็ชมว่าดี ขอถวายพระพรมหาบพิตร"
    และวันนี้อาตมาจะมาเทศน์เรื่อง
    "พระอรหันต์อยู่ในบ้าน" ฝ่ายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเหล่าขุนนางต่างก็มีความสงสัย เพราะเคยได้ยินแต่ว่าพระอรหันต์ท่านจะอยู่ในถ้ำ - ในป่า - ในเขา ในที่เงียบสงัดหรือที่วัดวาอารามเท่านั้น แต่ทำไมสมเด็จโตจึงกล่าวว่าจะเทศนาเรื่อง "พระอรหันต์อยู่ในบ้าน"

    ในขณะที่ทุกคนพากันคิดสงสัยอยู่นั้น ฝ่ายสมเด็จโตทรงทราบด้วยญาณวิถีของทุกคน ท่านจึงขยายความต่อไปว่า...
    "จิตพระอรหันต์เป็นผู้บริสุทธิ์ ท่านละจากความโลภ ความหลง ไม่ยินดียินร้ายในเรื่องใดๆทั้งสิ้น เป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยม"

    "หากใครได้ทำบุญกับพระอรหันต์แล้วไซร้ ถือได้ว่าเป็นลาภอันประเสริฐที่สุด บุญที่ได้ทำกับท่านจะให้ผลในชาติปัจจุบันทันที ไม่ต้องรอไปถึงชาติหน้า ทุกๆคนจึงมุ่งเสาะแสวงหาแต่พระอรหันต์ที่อยู่นอกบ้าน แต่ไม่เคยมองเห็นพระอรหันต์ที่อยู่ในบ้านเลย"

    ทุกๆคนที่นั่งฟังเทศนาอยู่ในที่แห่งนั้น ต่างทำสีหน้างุนงงไปตามกัน
    สมเด็จโตจึงเทศนาต่อไปว่า...
    "พระอรหันต์คือ พระผู้ประเสริฐ คนเราทั้งหลายพยายามค้นหาพระผู้ประเสริฐ เพียงหวังที่จะยึดท่าน เกาะผ้าเหลืองท่าน เกาะหลังของท่าน เพื่อให้ท่านพาไปสู่ความสุข แม้ว่าท่านจะอยู่ไกลสุดขอบฟ้า เราก็ยังอุตสาห์ดั้นด้นดิ้นรนไปหา เพียงหวังเพื่อยึดเหนี่ยวและบูชาท่าน"

    "แต่พระที่อยู่ภายในที่ใกล้ตัวที่สุดกลับมองข้าม มองไม่เห็นเหมือนใกล้เกลือแต่กลับไปกินด่าง อันน้ำใจของพ่อ - แม่ที่ให้ต่อลูก มีแต่ความบริสุทธิ์ ไม่คิดหวังสิ่งตอบแทนเช่นเดียวกับน้ำใจของพระอรหันต์ที่ให้ต่อมนุษย์ก็มีความบริสุทธิ์เช่นเดียวกัน"
    "พ่อแม่จึงเปรียบเสมือนพระอรหันต์ของลูก ท่านมีน้ำใจบริสุทธิ์ต่อลูกมากมายนัก ท่านเลี้ยงดูเรามาตั้งแต่อยู่ในท้อง ท่านทนทุกข์ทรมานแต่ท่านก็ไม่เคยปริปากบ่นสักนิด"
    "แม้ลูกเกิดมาแล้วพิกลพิการ หูหนวก ตาบอด ท่านก็ยังรัก ยังสงสาร เพราะท่านคิดเสมอว่านั้นคือสายเลือด ไม่เคยคิดรังเกียจและทอดทิ้ง แต่ท่านกลับจะเพิ่มความรักความสงสารมากยิ่งขึ้น"
    "ครั้นตอนที่เราเป็นเด็กเล็กๆก็ซุกซน รู้เท่าไม่ถึงการณ์ เราเคยหยิก เคยข่วน ทุบ ตี เตะ ต่อย กัด หรือด่าทอพ่อแม่ต่างๆนานา เพราะความไร้เดียงสา ท่านก็ไม่เคยโกรธเคืองกลับยิ้มร่าชอบใจ เพิ่มความรักความเอ็นดูให้เสียอีก"

    "แม้เราจะเป็นผู้ใหญ่รู้ผิดชอบชั่วดี แต่บางครั้งด้วยความโกรธ ความหลง เราก็ยังทุบตีหรือด่าทอท่านอยู่ แทนที่ท่านจะโกรธหรือถือโทษเอาผิดต่อเรา ท่านกลับยอมนิ่งเฉย ยอมที่จะทนรับทุกข์เพียงฝ่ายเดียว ยอมเสียน้ำตา ยอมเป็นเครื่องรองรับมือ รับเท้าและปากของเรา"
    "สำหรับลูกแล้ว ท่านเสียสละให้ทุกอย่าง ท่านให้อภัยในการกระทำของเราเสมอ เพราะท่านกลัวเราจะมีบาปติดตัว จึงยอมที่จะทุกข์เสียเอง ไม่มีใครในโลกนี้ที่จะรักเราและหวังดีต่อเราอย่างจริงจังและจริงใจเหมือนพ่อแม่"

    "ท่านเลี้ยงดูเรามาตั้งแต่เล็กจนเราเติบใหญ่ ทุ่มเทแรงกายแรงใจ และกำลังทรัพย์ให้แก่เราอย่างมากมาย จนไม่อาจประมาณค่าเป็นตัวเลขได้"
    "ในบางครั้งลูกหลงผิดเป็นคนชั่วด้วยอารมณ์แห่งโทสะ เป็นคนเมาขาดสติ ก่อกรรมทำเข็ญเป็นที่เดือดร้อนแก่ชาวบ้าน ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ในสายตาของท่านแล้ว เมื่อมีภัยสู่ลูกก็ยังปกป้องรักษา ช่วยเหลือลูกอย่างเต็มกำลังและสุดความสามารถยอมเสียทรัพย์สินและเงินมากมาย เพื่อให้ลูกได้พ้นผิด"
    "ถึงแม้ว่าในบางครั้งลูกต้องถูกจองจำหมดแล้วซึ่งอิสรภาพด้วยอาญาแห่งแผ่นดินก็คงมีแต่พ่อแม่เท่านั้นที่คอยหมั่นดูแลไปเยี่ยม คอยส่งน้ำส่งข้าวปลาอาหาร คอยให้กำลังใจแก่ลูก และรอนับเวลาที่ลูกจะกลับมาสู่อ้อมกอดอีกครั้งหนึ่ง"
    "น้ำใจที่มีต่อลูกเช่นนี้เปรียบเท่ากับน้ำใจของพระอรหันต์โดยแท้ พ่อแม่จึงเป็นพระอรหันต์ในบ้านของเราจริงๆ ทำไมพวกท่านจึงไม่คิดที่จะทำบุญกับพระอรหันต์ที่อยู่ในบ้านของท่านเล่า"

    "สำหรับลูก ถึงแม้พ่อแม่จะเป็นโจร เป็นคนชั่วในสายตาของบุคคลอื่น แต่สำหรับลูกแล้วท่านเสียสละได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินเงินทอง แม้แต่ชีวิตท่านก็สามารถเสียสละให้ลูกได้ พ่อแม่มีลูกนับ 10 คนเลี้ยงดูมาเติบใหญ่ แต่ลูก 10 คน กลับเลี้ยงดูพ่อแม่เพียง 2 คนไม่ได้ ชอบเกี่ยงกัน เพราะลูกเหล่านั้นกำลังลืมคำว่าพระคุณของพ่อแม่"

    "ยามที่พ่อแม่ท่านยังมีชีวิตอยู่ เราควรที่จะเลี้ยงดูพ่อแม่โดยการซื้ออาหารการกิน ซื้อเสื้อผ้า พาท่านไปทำบุญทำทาน เข้าวัดเข้าวา อะไรก็ตามที่ทำแล้วให้ท่านมีความสุขก็ควรทำให้ท่าน และเลี้ยงดูจิตใจท่าน เชื่อฟังในโอวาทคำเตือนของท่าน"
    "คำพูดคำจาที่จะพูดกับท่านก็ต้องระมัดระวังเพราะคนแก่นั้นใจน้อย ต้องรักษาน้ำใจท่านไว้ด้วยคำพูดที่นิ่มหู ไม่ปล่อยทิ้งให้ท่านอยู่อย่างว้าเหว่ คอยเอาใจใส่ปรนนิบัติดูแลท่านอย่างใกล้ชิด"
    "แต่คนส่วนมากมักจะทำบุญให้พ่อแม่ เมื่อยามที่ท่านตายจากเราไปแล้ว นั่นคือการพลาดและเป็นการพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเรา ซึ่งความจริงแล้วเราควรที่จะทำบุญให้กับพ่อแม่ในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้กตัญญูกตเวที"

    "ขอให้สาธุชนทั้งหลายผู้มาได้ฟังธรรมในวันนี้จงกลับไปทำบุญกับพ่อแม่ผู้เป็นพระอรหันต์ในบ้าน การทำบุญแบบนี้จะได้อานิสงส์ทันตาเห็นในชาติปัจจุบัน"

    "พระอรหันต์ที่อยู่นอกบ้าน พวกท่านไม่อาจจะล่วงรู้ได้ว่าองค์ใดจริงหรือไม่จริง แต่ที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด เป็นของจริงและบูชาได้อย่างแน่นอน ไม่เคยเห็นผู้ใดเลยที่มีความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่แล้วต้องพบกับความวิบัติ ไม่เคยมี มีแต่เจริญรุ่งเรือง ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟก็ไม่ไหม้ มีแต่ความสุข"

    "ขอให้ท่านทั้งหลายที่อยู่ในที่นี้ จงใช้สติและพิจารณาในเรื่องราวต่างๆที่อาตมาได้เทศนาให้ฟังในครั้งนี้ให้ดี แล้วประโยชน์และความสุขก็จะบังเกิดแก่ท่านทั้งหลาย อย่างทันตาเห็น"

    "เอวัง...ก็มีด้วยประการฉะนี้ ขอถวายพระพร"

    ฝ่ายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและข้าราชบริพาร ได้ฟังคำเทศนาของสมเด็จโตจบลง บ้างน้ำตาก็คลอเบ้า บ้างน้ำตาก็หลั่งไหลออกมาสุดที่จะกลั้นได้ ด้วยความรู้สึกรักสงสาร และคิดถึงพระคุณพ่อแม่ขึ้นมาอย่างจับจิตจับใจอย่างที่ไม่เคยมีความรู้สึกเช่นนี้มาก่อนเลย เจ้าผู้ครองแผ่นดินแห่งสยามประเทศ จึงตรัสด้วยพระสุรเสียงอันสั่นเครือว่า...

    "ท่านเจ้าคุณท่านเทศน์ได้จับใจยิ่งนัก และขอให้ทุกคนจงกลับไปทำบุญกับพ่อแม่ผู้เป็นพระอรหันต์เถิด"

    ..................... RoseUnderline.gif
     
  16. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    10,658
    กระทู้เรื่องเด่น:
    136
    ค่าพลัง:
    +25,298

แชร์หน้านี้

Loading...