เรื่องเด่น บุคคลที่พูดมากจิตใจย่อมฟุ้งซ่าน ผู้ที่จิตฟุ้งซ่านก็จะห่างจากสมาธิ

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย Saber, 11 สิงหาคม 2016.

  1. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,135
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +11,225
    อย่าพูดในเรื่องอันเป็นเหตุให้เถียงกัน​


    ถาม: ...
    ตอบ: ทำเว็บก็อย่าไปเถียงกันกับเว็บอื่น ...(หัวเราะ)... ดู ๆ แล้วน่าเบื่อเหมือนกัน มีอยู่ ๒ สถานด้วยกัน
    สถานแรกคือ พอคุยไปคุยมา ต่างคนเกิดทิฏฐิขึ้นมา

    อย่างที่สองคือ ความรู้ยังไม่ถึงจุดนั้น ก็ชี้แจงแสดงเหตุให้เด็ดขาดลงไปไม่ได้ เลยกลายเป็นที่ถกเถียงกันไปเรื่อย

    พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้แล้วว่า จงอย่าพูดในเรื่องอันเป็นเหตุให้เถียงกัน เรื่องอันเป็นเหตุให้เถียงกันจำเป็นต้องพูดมาก บุคคลที่พูดมากจิตใจย่อมฟุ้งซ่าน ผู้ที่จิตฟุ้งซ่านก็จะห่างจากสมาธิ ท่านตรัสเอาไว้ชัดเลย

    สนทนากับพระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ
    ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ เดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๕

    ที่มา http://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=3904
     
  2. บุญพลัง

    บุญพลัง สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 พฤษภาคม 2016
    โพสต์:
    4
    ค่าพลัง:
    +1
    จิตมันไม่รุ้ไม่ชี้ใดๆกับใครเค้าม้นไม่เคยฟุ้งซ่านหรอก
     
  3. วรณ์นิ

    วรณ์นิ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 เมษายน 2016
    โพสต์:
    3,512
    ค่าพลัง:
    +1,829
    บางคน ก็มาเพื่อเจตนา เถียงเอาสนุก
    บางคนก็มาเพราะ แก้แค้นกัน เกลียดกัน

    ไม่ได้เกี่ยวกับ จานเล็กจานน้อยสักหน่อย..ทั้งคนถามและคนตอบนั่นแหล่ะ ที่มันฟุ้งซ่าน จนต้องเอาเรื่องของคนอื่น มาฟุ้งซ่านคุยกัน..แล้วยังเอามาประจานตนเองอีก
     
  4. วรณ์นิ

    วรณ์นิ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 เมษายน 2016
    โพสต์:
    3,512
    ค่าพลัง:
    +1,829
    ผมสัมผัสได้ว่า อยากดัน จานเล็ก ให้ดัง ซักวัน หรือเปล่าครับ

    ดันกันจัง...เห็นแล้ว เอือม
     
  5. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    6,084
    ค่าพลัง:
    +27,515
    ควรแยกแยะให้ออกนะครับ...
    อย่าเอาประเด็นทางโลกมาปนกับทางธรรม
    และอย่าไปยึดเอา ในกรณีที่เรา ไม่มีองค์
    ความรู้เพียงพอในจุดที่พูด ที่ทำให้เราชี้แจง
    แสดงลงไปในจุดที่เด็ดขาดไม่ได้
    เพื่อรักษาหน้าตาตัวเอง
    เพื่อรักษาภาพพจน์ในเรื่องการอยากได้รับการยอมรับทางสังคม
    เพื่อที่จะให้สังคมยอมรับว่า ตนเองนั้นเก่ง
    ตนเองนั้นมีดีกว่าใครเข้านะครับ
    หรือพูดง่ายๆว่าเพื่อรักษา ลาภ ยศ สุข และสรรเสริญจอมปลอม
    ที่สร้างให้มนุษย์ยึดติดกับทางโลกทั้งหลาย พวกนี้ล้วนแล้ว
    แต่สร้างเป็นอัตตาตนเอง เป็นกิเลส
    ที่มาจาก โลภะ โทสะ โมหะ อย่างใดอย่างหนึ่ง
    ในใจเราไปยึด มาเกี่ยวข้องนะครับ


    เพราะเมื่อตราบใดที่ตัวเราเองไม่มีองค์ความรู้เพียงพอ
    (แต่เรามักจะขาดการถ่อมตน และไม่ค่อยกล้าที่จะยอมรับกับตรงนี้
    และขาดซึ่งน้ำใจในการยอมรับบุคคลอื่นๆในมุม
    ที่เค้าเข้าถึงได้ก่อนเรา เข้าถึงได้ลึกกว่าเราครับ

    ทั้งๆที่เราก็รู้ลึกๆอยู่ในใจตนเอง ว่าสิ่งที่ตนพูด
    ตนเองไม่มีองค์ความรู้เพียงพอ ตนเองเข้าถึงไม่ได้จริงๆ
    ตนเองไม่ได้ผ่านการปฏิบัติตรงนั้นมา
    แต่พอผ่านมา ก็มักเอามาอ้างเพื่อยกตนเองอีก..
    หรือตนเองยังไม่เคยไปถึงจุดที่เคยนำผลการปฏิบัติที่ได้
    มาใช้ทดสอบกับตนเองมาก่อน
    จนรู้ว่า ตรงไหนเป็นข้อดีข้อด้อย
    แล้วนำมาเพื่อที่จะเตือนบุคคลอื่นๆ ในฐานะที่ตนผ่านมาก่อน


    ตนเองเพียงแต่อยากจะรักษาหน้าตาตนเอง
    กลัวบุคคลอื่นๆมองว่าตนเองไม่เก่ง
    กลัวบุคคลอื่นๆ มองว่าตนเองไม่มีความรู้
    ทั้งๆที่ความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม
    มันเรียนรู้ที่จะเข้าถึงกันได้ทุกๆคนนั่นหละครับ

    แต่ด้วยที่กิเลสที่ เราไปดึง ลาภ ยศ สุข สรรเสริญเข้ามา
    แบบไม่รู้ตัว เลยสร้าง เลยยกตนเอง
    ในสิ่งที่ตนเอง ได้เพียงแค่ได้เข้าถึงก่อน
    ได้รู้มาก่อน บุคคลอื่นๆเค้า

    หรือเรามักจะยกตนเอง ในสิ่งที่เราคิดเอาเอง
    นึกวิเคราะห์ คาดคะเน คาดการณ์ไปเอง
    แล้วดึงเข้ามาสร้างเป็นตนเอง
    ถ่ายทอดเป็นตนเอง เพื่อหวังที่จะได้รับการยอมรับ
    จากสังคม นึกดีๆพวกนี้มันเป็นกิเลสทั้งนั้นหละครับ

    หลังจากนั้น พอเราสร้างอัตตา เพื่อหวังให้มีหน้ามีตา
    หวังว่าอยากจะได้รับการยอมรับขึ้นมา
    ...พอมีคนมาแย้ง มาแสดงความเห็น
    แทนที่เราจะแสดงเหตุ เพื่อให้เกิดความชัดเจนเพื่อให้ได้ข้อยุติแล้วนั้น
    ..กลับไปกระทำการอื่นๆเพื่อรักษาหน้า
    รักษาภาพพจน์ชั่วคราว ภาพพจน์ที่มันยึดติดไม่ได้บนโลกนี้
    เป็นเหตุให้นอกจาก จะหาเหตุมาแสดง
    เพื่อให้เกิดความชัดเจนไม่ได้ จากการที่ไปยึดเอา
    แต่สิ่งที่ตัวเองรู้ ลามเป็นผลให้เกิดการทะเลาะ ปะทะคารมย์
    จนลามปามเลยเถิด เป็นการพยายามทำลาย
    ไปดิสเครดิส บุคคลที่มาแย้ง ด้วยการกล่าวความเท็จ..
    ใส่ความ ใส่ร้ายป้ายสี เนื่องมาจาก
    ก็เพราะตนเอง มองข้ามเหตุที่มาแย้งตั้งแต่ต้น
    และตนเองไม่มีเหตุที่จะชี้แจงผลที่เด็ดขาดได้นั่นเอง
    แต่กลับไม่ได้พยายามมามองที่จุดนี้กันเลย
    ..
    กลายเป็น ผุดนิสัยของตัวเองออกมาประจานตัวเอง
    ทำให้บุคคลอื่นๆ ได้เห็นย้อน ไปถึงการปฏิบัติของตนเอง
    การถ่ายทอดของตนเอง ที่พยายามสร้างหน้าตา
    สร้างการยอมรับจากทางสังคม ทำให้บุคคลอื่นๆมองย้อนได้ว่า
    ตนเองได้ทำการประจานตนเอง. ว่าในอดีตหรือการ
    ถ่ายทอดที่ผ่านมา ตนเองไม่ได้เข้าถึงจริงๆ
    ขาดองค์ความรู้จริงๆในประเด็นที่ตนถ่ายทอด
    ไม่ว่าทั้งทางภาคทฤษฏี หรือ ทางภาคปฎิบัติ
    ของตนเองได้นั่นหละครับ



    ก็เพราะเนื่องจากเราไม่สามารถหาเหตุมาแสดงได้
    เป็นเหตุให้สร้างอัตตาตัวตน ยึดมั่น
    ในสิ่งที่ตนเองแสดง ยึดมั่นในสิ่งที่ตนเองรู้
    โดยขาดองค์ความรู้แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นทั้ง
    ทางภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ
    รวมทั้งขาดการเป็นผู้ฟังที่ดี ผู้อ่านที่ดี
    ขาดการยกย่อง ยอมรับบุคคลอื่นๆที่เข้าถึงในมุมที่ดีกว่าตนเอง


    เนื่องจากตนเองถือเนื้อถือตัว ลึกๆว่าตนเองดีกว่าใคร
    จึงขาดการมองการแย้ง ว่าเป็นเจตนาที่ดี
    และมองเป็นทางด้าน ที่จะมาทำลายหน้าตา
    หรือภาพต่างๆ ที่ตนเองยึดติดไว้อย่างไม่รู้ตัว
    กลับกลายเป็นว่าหรือแม้กระทั่งไปยึดติด
    กับการที่อยากรักษาการอยาก
    ได้รับการยอมรับจากทางสังคมมากแบบไม่รู้ตัว
    เนื่องจากยังมั่นใจว่าตนเองนั่นเก่งกว่าใครเพื่อน
    เนื่องจากอยากได้รับการต้อนรับจากทุกๆสังคมอยู่
    เพราะหมายมั่นว่าสิ่งที่ตนรู้ ตนยึดนั้น เป็นที่สุด(ย้ำว่ายึดเป็นที่สุด)
    นั้นเองครับ โดยหารู้ไม่ว่า ธรรมะมันมาจากการปฏิบัติ
    มันจะไปยึดเอาเป็นหลักการไม่ได้ และมันไม่ใช่ปรัชญา
    มันจึงไปยึดเอามาเป็นตัวตน เป็นตัวเองเลยไม่ได้ครับ..


    แต่ถ้าทางโลกพูดมากได้แต่ต้อง
    ใช้สมาธิและมีสติในการพูด
    รวมทั้งองค์ความรู้ในการจัดระบบ วิธีคิดการถ่ายทอด
    สิ่งที่จะนำมาพูดจากทางทฤษฎี
    และจากความชำนาญในสิ่งที่ตนนั้นจะพูดครับ...
    พูดอย่างนี้ยังไงก็ต้องมีสมาธิเป็นทุนครับ

    แต่ถ้าพูดเรื่อยเปื่อย พูดผิดๆถูก มีสาระบ้าง
    ไม่สาระบ้าง ฮาบ้าง ไม่ฮาบ้าง พูดบ้างเพื่อการ
    อยู่ร่วมกัน พูดเพื่อให้สังคมดำเนินไปอย่างปกติ
    อย่างนี้จะมีสมาธิหรือไม่มีสมาธิก็ได้..
    จะมีสติหรือไม่มีสติก็ได้
    เพราะส่วนมาก มนุษย์ ไม่ว่าจะเด็ก หรือผู้ใหญ่
    หรือไม่ว่าจะใกล้ลงโลงแล้ว และไม่ว่าจะฝึกสมาธิมา
    หรือไม่ฝึกสมาธิมา หรือว่าจะเคยฝึกสติมา
    หรือไม่เคยฝึกมา
    ก็พูดกันจนกลายเป็นเรื่องปกติครับ
    ตราบใดที่มนุษย์ยังต้อง อาศัยการสื่อสาร
    กันด้วยเสียง ด้วยคำพูดครับ
    หรือจะเรียกรวมๆว่า พูดแบบไม่รู้ตัว กับพูดแบบรู้ตัว
    ตั้งแต่วัยเด็ก ยันวัยชรา
    ซึ่งจะเป็นได้ ทั้งสาระก็ได้ และไม่สาระก็ได้ครับ..
    ยกเว้นเราจะเป็น ผี เป็น มนุษย์ต่างดาว
    ที่เชื่อว่า สื่อสารกันด้วยจิต นั่นเป็นอีกประเด็นหนึ่งครับ
     
  6. bigtoo

    bigtoo เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    2,038
    ค่าพลัง:
    +1,349
    ยาวไปป่าว
     
  7. Dion

    Dion สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มิถุนายน 2016
    โพสต์:
    54
    ค่าพลัง:
    +18
    อย่าตั้งกระทู้อันเป็นเหตุให้เถียงกันด้วยรึเปล่า
    (||)
     
  8. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    6,084
    ค่าพลัง:
    +27,515
    เห็นด้วยครับ โดยเฉพาะการตัดตอนบทความ หรือ
    แม้กระทั่งแอบแทรกความคิดตนเองเข้าไปเสริม
    โดยไม่ได้นำบทความดั้งเดิมมาทั้งบริบท
    หรือใช้ประโยชน์ ย้ำเน้น บทความ ที่ตนนำมาอ้างอิง
    เพื่อใช้ยัดเยียด ใส่ความผู้อื่น หรือใช้เพื่อยกตนเองข่มคนอื่นๆ
    โดยมิได้มีเจตนาเพื่อที่จะกล่าวเตือนกันฉันท์มิตร
    ที่มีความเห็นต่าง โดยที่ตนเองยังไม่สามารถปฏิบัติได้ถึง
    รวมทั้งการพูดอะไรก็ตาม ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับหัวข้อกระทู้
    หรือไม่ได้ดูว่า ขณะนี้เนื้อหากระทู้กำลังไปในทิศทางใด
    พูดง่ายๆว่า อยากจะพูดอะไรก็พูด ไม่ดูตาม้าตาเรือนั่นหละครับ

    หรือแม้จากการคิดวิเคราะห์ วิพากษ์ ด้วยตนเอง
    เพื่อเสริมสิ่งที่ตนเองคิด เสริมสิ่งที่ตนเองเชื่อ เสริมที่ตัวเอง
    ยึดอยู่อย่างไม่เป็นกลาง แล้วพยายามยัดเหยียด
    ในสิ่งที่ตนเองยึด สิ่งที่ตัวคิด ว่าดีที่สุด เป็นที่สุด
    ต้องแบบตัวเองเท่านั้น...
    แบบขาดการรับฟังซึ่งความคิดเห็นแย้งต่างๆ
    โดยที่มิได้ ดูแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือต่างๆ
    ที่สมาชิกท่านอื่นๆได้กล่าวเตือน
    หรือไม่สนใจฟังข้อคิดแย้ง
    จากการปฏิบัติของสมาชิกท่านอื่นๆ


    ขาดตรรกะในการแยกแยะเหตุและผลทางด้านความคิด
    เพราะยึดติดในสิ่งที่ตัวเองยึดอย่างไม่รู้ตัว
    แม้ว่า สิ่งที่ตัวเองเชื่อจะมาจากความคิด
    ไม่ได้มาจากการปฏิบัติก็ตาม
    หรือมาจากการปฏิบัติก็ตาม
    แต่ยึดว่าต้องใช่แบบตนเองเท่านั้น

    อย่างนี้เป็นเหตุให้เกิดการทะเลาะ
    เบาะแว้งได้เช่นกัน
    กลายเป็นเหตุให้เกิด การพยายามใส่ร้าย
    ใส่ความเท็จ กล่าวหา พยายาม
    ทำให้บุคคลอื่นๆมองบุคคลที่ตนใส่ความเสียหาย
    พวกนี้มันมีสาเหตุมาจากการที่ตนเองยึดสิ่งที่ตนคิด
    ยึดสิ่งที่ตนปฏิบัติว่าต้องที่สุดนั่นหละ
    และเหตุที่สำคัญเลยก็คือ การยึดติด
    ในเรื่องการอยากได้รับการสรรเสริญจากสังคมใดๆ
    ก็ตามที่ตนเองเข้าไปยุ่งเกี่ยว
    อยากได้รับการยอมรับจากสังคมว่าตนเองนั้นเป็นคนเก่ง
    อยากได้รับการยอมรับจากสังคมว่าตนเองเป็นคนดี
    อยากได้รับการยอมรับในเรื่องลาภสักการะอย่างใดอย่างหนึ่ง
    ไม่ว่ารูปแบบใดๆ
    หรือการติดกับความสุข ที่ตนได้รับจากคำชมต่างๆ...

    พวกนี้ถ้าสมาชิกต่างๆสังเกตุนะครับ
    จะพบว่ามันล้วนแล้วแต่เกิดจากตัว โมหะ โทสะ โมหะ
    ในใจตนเองทั้งนั้นครับ
    ที่เผลอไปดึงเอา ลาภ ยศ สุข สรรเสริญที่มีอยู่แล้วภายนอก
    อย่างใดอย่างหนึ่งเข้าจนกลายเป็นกิเลส
    กลายเป็นอัตตาตนเองอย่างไม่รู้ตัวนั่นเองครับ
    นี่ก็เป็นเหตุให้เกิดการเถียงกันได้เช่นกันครับ

    ดังนั้นจึงควรให้ความสำคัญกับการเจริญสติการเจริญปัญญา
    เพื่อละกิเลสพวกนี้ให้มันออกจากจิตเราให้ได้
    หรือให้มันค่อยๆลด ค่อยละ ค่อยคลาย
    การไปยึด ลาภ ยศ สุข สรรเสริญอย่างใดอย่างหนึ่ง
    เราก็จะสามารถไปถึงปลายทางกันได้ทุกคนครับ
    ถ้าเราสามารถทำได้นะครับ

    ปล.ฝากไว้พิจารณาครับ
     
  9. GhostHead

    GhostHead เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กุมภาพันธ์ 2011
    โพสต์:
    1,016
    ค่าพลัง:
    +1,881
    คำสอนของครูบาอาจารย์ จะเม้นอะไรก็ระวังนรกกันหน่อยนะครับเพื่อนๆ
     
  10. kengkenny2

    kengkenny2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 พฤษภาคม 2011
    โพสต์:
    593
    ค่าพลัง:
    +289
    ผมรู้ว่าพระอาจารย์หลายท่านนั้นดีเขาก็ต้องดีนะไม่งั้นคงอยู่ได้ไม่นาน...แต่เวลาจะเอ่ยอะไรก็ต้องใช้ความคิดการพิจารณาของตนเป็นหลักคนที่เข้าใจเขาจะดูออกว่าเข้าใจมีหรือไม่มีธรรมถ้าความคิดมันผิดเพี้ยนไปแม้ยกพระศาสดามาอ้างมันก็เป็นเรื่องไร้สาระจะประสาอะไรกับการยกคำสอนพระอริยะสงฆ์มาผนวกแต่สรุปคือพูดกันในเชิงของเราตัวของเราไม่เห็นจำเป็นเท่าไหร่ที่จะยกคำสอนพระท่านมาสนับสนุนถ้าเรารู้ก็แปลว่ารู้จะกี่พระคาถากีบทกี่บาทก็หาได้มีค่าไม่ถ้ายกมาเพื่อเอาชนะคะคานกันเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นพหูสูตรใส่กัน...นั่นคือสิ่งสำคัญและผลการเจริญธรรมอย่างนั้นหรือ...ผมไม่เห็นด้วยแต่ถ้าทำเพื่อชี้แนะแย้งพระสูตรที่มีซ้ำซ้อนหลายที่เอามาแย้งกันเพราะบางทีมันก็มีข้อผิดเพี้ยนตึความจากคนนั้นจากคนนี้ก็อ้างพระท่านซึ่งผลสุดท้ายพระท่านจะต้องพบปะและพูดคุยกันเรื่องแบบนี้ถ้าคนยอมรับพระท่านยอมรับตามวิสัยของท่านตามภูมิความรู้ภูมิธรรมของท่านเราปุถุชนจะรู้ได้เหรอเอาเนื่องนั้นเรื่องนี้มาผสมกันเพื่อสร้างนวัตกรรมทางพุทธมันไม่สมควรเพราะสิ่งที่เราจะเสียคือความเป็นจริงที่เราควนควาญหากันมาหลายภพชาติ
     
  11. kengkenny2

    kengkenny2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 พฤษภาคม 2011
    โพสต์:
    593
    ค่าพลัง:
    +289
    ผมศึกษาธรรมแบงูงูปลาปลาผมก็ต้องยอมรับความเป็นจริงคือปัจจัยหลายอย่างไม่ได้เอื้อให้สามารถรู้ก็ค่อยทำไปเมื่อก่อนผมยังเคยเอ่ยคำหนึ่งที่ซ้ำกับพระิริยะเจ้าโดยบังเอิญเป็นไปตามสัญญาที่สั่งสมมาทางจิตสมาธิจึงมารู้ทีหลังว่าใครเป็นเจ้าของคำนั้นแต่ผมเชื่อแบบไม่ต้องพิสูจน์เพราะมันไม่บังเอิญแน่นนอนว่านั่นเป็นเรื่องจริงหลังจากนั้นก็วางปล่อยทุกอย่างก็กลับสู่สภาวะธรรมปกติตามธรรมชาติของสิ่งต่างๆมันก็เท่านั้นจะไปอะไรถ้าบังเอิญจริงเราคงไม่ต้องคิดทบทวนมากนั่นแปรว่าไม่บังเอิญมันเกิดผลกระทบมากมายใครจะรู้...
     
  12. kengkenny2

    kengkenny2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 พฤษภาคม 2011
    โพสต์:
    593
    ค่าพลัง:
    +289
    ไม่ต้องไปอยากรู้หรอกแอดมินลบทิ้งไปเรียบร้อยแล้วนานมาแล้ว...ขออนุโมทนาให้ทุกท่านตั้งจิตตั้งใจพิจารณาปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระศาสดาสมณโคดมและองค์อริยะเจ้าพระขีณาสพทั้งหลาย...ขอท่านทั้งหลายเจริญในธรรม....อย่าว่ากันนะพูดเองเออเองจบเอง...จบเอวัง
     
  13. DR-NOTH

    DR-NOTH เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    583
    ค่าพลัง:
    +1,284
    ^__^ ปล่อยวางตัวผู้รู้ลงได้ สุขอิสระแท้จริงก็อยู่ตรงหน้า ^__^
     
  14. นาย หวังดี

    นาย หวังดี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 เมษายน 2013
    โพสต์:
    395
    ค่าพลัง:
    +1,264
    ปกติผมชอบพูดมากมารู้ตัวอีกที ก็ฟุ้งไปไกลเลยครับ สาธุครับ
     
  15. ยศวดี

    ยศวดี ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 เมษายน 2010
    โพสต์:
    4,443
    กระทู้เรื่องเด่น:
    10
    ค่าพลัง:
    +5,463
    ปกติผมก็ไม่พูดเยอะนะ
    ผมทำเท่าไหร่ผมก็พูดเท่านั้นนะ
    ครับ
     
  16. ยศวดี

    ยศวดี ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 เมษายน 2010
    โพสต์:
    4,443
    กระทู้เรื่องเด่น:
    10
    ค่าพลัง:
    +5,463
    หนูว่าไม่ต้องถึงสมาธิหรอก..ถ้าจิตใจฟุ้งซ่าน
    หนูว่าเอาแค่
    สิ่งที่ทำ ณ ปัจจุบัน
    ก็รวน...รวน...จนร้วนเลยเลแหละนะ

    ถ้าเรารู้
    จุดของจิต
    ไม่ว่าทำอะไร
    ได๊หมดนะ
    หนูว่านะ
     
  17. ฟางว่าน

    ฟางว่าน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 มีนาคม 2010
    โพสต์:
    1,266
    ค่าพลัง:
    +1,183
    แบ่งเงินทำบุญให้ทาน สมาทานศีลและรักษาศีล5 ไม่เจตนาละเมิด ทำสมาธิสม่ำเสมอเพื่อละคลายบาปกรรม ภาวนาคือดูจิตดูใจในขณะนั้นๆให้ว่างจากการปรุงแต่ง ทำบ่อยๆดี
     
  18. ฟางว่าน

    ฟางว่าน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 มีนาคม 2010
    โพสต์:
    1,266
    ค่าพลัง:
    +1,183
    สาวกของพี่ฟางว่านช่วยขยายความด้วยนะ เอาตามนี้นะ กระทู้อื่นๆด้วย
     

แชร์หน้านี้

Loading...