นิทานพลังจิตมิติที่๕ "เดชกัลยา" by กลิ่นราตรี

ในห้อง 'วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ' ตั้งกระทู้โดย กลิ่นราตรี, 5 มิถุนายน 2017.

  1. กลิ่นราตรี

    กลิ่นราตรี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    54
    ค่าพลัง:
    +5,141
    สายัณห์สวัสดิ์ค่ะ
    ป่วยกายยังไม่จางหาย มีแต่ย่ำแย่ลงตามกาลเวลา แต่สภาพจิตใจที่เลวร้ายตามสภาพป่วยนั้น
    ดีขึ้นมากๆ จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี ดีขึ้นๆ

    ช่วงนิ่งหยุดทุกสิ่งนั้นก็ได้ใช้ชีวิตหลายแนวทางวิธี ค้นหาเรียนรู้จนพบว่า ใจเรานั้นสำคัญ
    เมื่อรู้แน่วแน่ก็กลับมามองใจตนเอง มองอย่างไม่บังคับ ไม่เลือกหาแนวทางใดๆป้อนส่งให้เขา
    มองเขาจนรู้ได้ว่า ในเบื้องลึกสุดมีสิ่งใดที่เก็บซ่อนเอาไว้ ยอมรับฟังความต้องการของใจเรา
    แล้วก็ปรับคิด ปรับสอนเขาให้เขาเข้าใจความเป็นจริงในความเป็นจริง

    สิ่งใดในความปรารถนาที่คั่งค้าง จับออกมาชำแหละ อบรมแนวคิดเสียใหม่

    ที่ไม่ได้คือไม่ได้ สอนเขาให้ยอมรับ เลือกพยายามดื้อรั้นดิ้นรนให้คว้าถึง บอกเขาให้จำยอมรับรู้
    เฝ้าสอนให้อยู่กับความเป็นจริง แยกความรู้สึกที่เสมือนตกอยู่ในความฝันออกไป
    เรียนรู้และเริ่มทำความเข้าใจกับชีวิตเสียใหม่ ทุกอย่างก็เริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้ง

    ทุกวันนี้อยู่กับความเจ็บป่วยที่รบเร้าอย่างเข้าใจ ไม่คาดหวังในการรักษา ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น
     
  2. กลิ่นราตรี

    กลิ่นราตรี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    54
    ค่าพลัง:
    +5,141
    เรื่องราวในนิทานพลังจิตฯนี้ เขียนขึ้นตามความเชื่อ เป็นการเล่าถึงขั้นตอนการเรียนรู้ของกัลยา
    หญิงผู้ไม่ให้ความสนใจในแนวทางพระพุทธศาสนามาก่อน นางมีหัวคิดไปในทางสาวๆรุ่นใหม่
    วันทั้งวันคือทำงานรอรับค่าตอบแทน ละนำไปใช้จ่ายเพื่อเพิ่มความสุขแก่ตนเอง

    จากนี้ตั้งใจจะเริ่มเขียนต่อจากเดิมที่ค้างไว้ ขอที่จะค่อยๆเขียนตามความสามารถที่พอมีเหลือ
    มาเริ่มอ่านกันต่อค่ะ ว่าพระอาจารย์จะขัดเกลานางได้มากมายเพียงใด
     
  3. กลิ่นราตรี

    กลิ่นราตรี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    54
    ค่าพลัง:
    +5,141
    ก่อนเริ่มเล่าเรื่องก็ขอรวบรัดข้ามกระทู้เดิมมาสู่ใหม่ แล้วบอกกล่าวกันเลยละกันว่า

    "ท่านเก้าเองนั้นคืนกลับทวงถามสัญญาอีกครั้ง ด้วยการที่ท่านได้มาเป็นพระอาจารย์ มอบวิชา
    ความรู้ให้แก่หญิงสาวนามว่ากัลยา"

    ยังไม่บอกล่ะว่าเป็นพระอาจารย์ท่านใดกันแน่ใน๓ท่าน(หนึ่ง,สอง,สาม)
    ใบ้คำไว้ว่า ท่านมาสอนให้กัลยาเพียรรู้ว่าความเป็นนิรันดร์นั้นเป็นเช่นใด เมื่อเกิดแก่ใจนาง
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 15 มกราคม 2018
  4. กลิ่นราตรี

    กลิ่นราตรี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    54
    ค่าพลัง:
    +5,141
    ติดค้างอยู่ตรงส่วนที่๑๐ร่ำเรียน พระอาจารย์๑กำลังเริ่มสอนวิธีการเดินจงกรมให้กัลยา.......

    งั้นเล่าก่อนเริ่มที่ส่วนนี้ก่อนค่ะ ก่อนกลับไปต่อตอนเดิม เป็นส่วนพิเศษเรียกความทรงจำก็แล้วกัน
    ปาริชาติ ดอกไม้แห่งสรวงสวรรค์

    เมื่อกรรมฐานเริ่มต้น สมาธิรวมเป็นหนึ่งในความดำนิ่งเงียบงัน กัลยาได้พบพระอาจารย์๑ภิกษุชรา
    ผู้นำพานางสู่ความแปลกใหม่

    "พระอาจารย์เจ้าขา วันนี้เราจะทำอะไรกันดี พักจากเรียนพาเที่ยวบ้างได้มั้ยเจ้าคะ"
    กัลยาออดอ้อนวาจาในทันทีที่ม่านแสงเหลืองอร่ามสว่างตานำพาให้พบร่างคุ้นที่ปลายแสง

    ภิกษุชรายกมือจากท่าสำรวมขึ้นจับปลายคางตนแล้วหยุดอยู่เช่นนั้น พลางได้เอ่ยปาก
    "ได้เหมือนกัน เอ็งคิดอยากไปเที่ยวสวนดอกไม้ไหมล่ะ?"

    อีกเหมือนเดิมที่ปรารถนาในใจถูกล่วงรู้ นางรีบตอบกลับทันใดไม่รั้งรอ
    "ไปค่ะไป หนูอยากไปดูต้นปาริชาติ อยากรู้ว่ามันมีจริงหรือเปล่า"

    อีกครั้งที่รู้สึกว่าตนเองลอยลิ่วในมวลเมฆหมอก
    กัลยาเหินเหาะตามพระอาจารย์แหวกสู่ม่านฟ้ากว้างไกล ความเร็วนั้นหาที่เปรียบได้ยาก
    จะว่าเหมือนขึ้นลิฟท์ในตึกสูงระฟ้าก็อาจได้บ้าง แต่ไม่เร็วเท่าครั้งนี้
    ทุกสิ่งเกิดขึ้นรวดเร็วเทียบเท่าความคิด คิดเท่าใดไปเท่านั้น

    เพียงคิดไม่ทันไรสองร่างโผล่พรวดลอยเด่นเหนือทิวยอดไม้งามในสวนดอกไม้กลางแจ้ง
    สีสันอันสวยสดสะดุดตาในสวนดอกไม้แห่งนี้เชิญชวนให้เข้าใกล้
    กัลยาดิ่งถลาลงดอมดมชมกลิ่นตามกลีบงาม ผิดหวังบ้างที่ไม่มีกลิ่นหอมเย้ายวนตามรูปโฉม
    และสมหวังบ้างที่ในไม้บางชนิดมีกลิ่นหอมฟุ้งกำจาย

    พระอาจารย์๑ยืนมองดูกิริยาหญิงสาวที่ในสำนึกท่านคือชายหนุ่มศิษย์รักเพลินใจกับความงาม
    พักเดียวร่างทิพย์อันงดงามสองร่างปรากฏขึ้นแต่ลิบๆ เขาทั้งสองเป็นชายหนุ่ม
    และกำลังเดินตรงรี่เข้ามาทางภิกษุ ทันทีที่เข้าใกล้ สองร่างพนมมือน้อมไหว้ทำความเคารพ
    หนึ่งในสองเอ่ยวาจาสุภาพน้ำเสียงยำเกรง

    "หลวงปู่.... นางผู้นั้นเข้ามาในที่นี้"

    ภิกษุชรามองปรายตาตามชายผู้มาใหม่สองท่านแล้วจึงยิ้มรับพลางขยับใบหน้าพยักศรีษะ
    คำตอบเกิดขึ้นโดยไม่รอให้ผู้ถามได้ทันเอ่ยจบประโยค
    "ข้าพาเข้ามาขอยลโฉมปาริชาติสักครู่ พ่อเทวดาหนุ่ม"

    จบประโยคกัลยาร้องอ๋อในใจได้ทันที นางนึกสงสัยอยู่แท้ๆว่าพ่อหนุ่มรูปงามสองท่านนี้คือผู้ใด
    เป็นเช่นนี้นี่เอง และเพิ่งได้เข้าใจว่าเมื่อจะเข้ามาในสถานที่แห่งนี้นั้นต้องได้รับการอนุญาตด้วย ไม่ใช่นึกจะมาก็มาได้เสรี
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 11 มกราคม 2018
  5. กลิ่นราตรี

    กลิ่นราตรี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    54
    ค่าพลัง:
    +5,141
    ต่อๆ

    "มาทางนี้...ทิด ไปตรงนั้นเสียทีดีกว่า มีสิ่งที่เอ็งสนใจมากกว่านี้อีกหลายเท่า"
    เสียงแหบก้องจากภิกษุชราเอ่ยเรียกให้มองตามปลายมือที่ชี้ยังอีกด้านหนึ่งของสวน

    กัลยาหันหน้าตามเสียง เห็นเป็นส่วนด้านในใจกลางของสถานที่อันกว้างขวางสุดสายตานี้
    มีไม้ยืนต้นพุ่มใหญ่อยู่ที่ตรงกลาง แลเด่นตระหง่านด้วยแสงพราวระยิบวิวับเรืองรองในพุ่มใบ

    "ปาริชาติ ใช่ปาริชาติจริงๆด้วย นี่เราอยู่ที่สวนดอกไม้ของพระอินทร์ในสวรรค์ชั้น๓หรือค่ะนี่"
    กัลยาเอ่ยวาจารวดเร็วติดกันเป็นพรืดอย่างดีใจ

    นางกระโดดเข้าใกล้ไม้ใหญ่อย่างรวดเร็ว แต่แล้วให้ชะงัก หน้าเกือบเทล้มคะมำพลางร้องอุทาน
    "อุ๊ย! อือหือ! มันไม่หอมเอาเสียเลยกลิ่นนี้"

    กัลยารีๆรอๆในการสูดดมกลิ่นนั้นอีกครั้ง คำตอบชัดเจนเมื่อเขยิบเข้าใกล้ไม้พุ่มใหญ่ตรงหน้า
    กลิ่นนั้นลอยฟุ้งออกมาจากเจ้าต้นไม้รูปสวยเพริศพิศนี้นั่นเอง
    "พระอาจารย์คะ กลิ่นมันอวนเอียนชวนคลื่นไส้บอกไม่ถูก เป็นอย่างนี้ถูกแล้วหรือคะ ทำไมหนูดมแล้วมันเวียนหัวอย่างนี้ล่ะ เหม็นค่ะเหม็น"

    "มันเป็นอย่างนี้แหละ ถูกแล้ว" คำตอบหลุดจากภิกษุชราที่ยืนมองนิ่งยังลูกศิษย์ ในสีหน้าและ
    แววตานั้นเปี่ยมด้วยความเอื้ออาทรเป็นอย่างยิ่ง

    กัลยาเพลิดเพลินเก็บรายละเอียดของต้นไม้ขนาดยักษ์ใหญ่ กลิ่นดอกเหม็นหืนคลื่นไส้เวียนหัว
    ถ้วยดอกสีขาวบางนั้นแทบโปร่งใส ดุจดังดอกบัวสีขาวบานกว้างใกล้โรย มีทั้งบานคว่ำหงาย
    คละกันไปแปะติดที่ปลายกิ่งอ่อนสว่างพราวแสงไปทั้งต้น ส่วนใบนั้นก็สีเขียวสลับเหลืองน้ำตาล
    เหมือนกับต้นทองหลางตามริมน้ำที่นางเคยพบเห็นทั่วไป

    "แล้วอย่างนี้หนูได้ดมกลิ่นแล้วจะหวนระลึกชาติได้เหมือนในตำนานเล่าลือมั้ยคะพระอาจารย์"
    เสียงคำถามเอ่ยขึ้นเบาหวิวราวกับเพ้อละเมอ

    กัลยารู้สึกได้ว่าตนเองเคลิ้มหงอยง่วงพิกลเมื่อได้สูดดมกลิ่นอวนเอียนของต้นปาริชาติยักษ์
    ในสวนของพระอินทร์ มาสำนึกครองสติได้ก็ด้วยเสียงแหบเคียงใกล้เปล่งเตือน

    "ไม่ต้องสูดดมเข้าไปมาก ประเดี๋ยวได้เคลิ้มง่วงแล้วระลึกชาติไปเสียอีก ก็ไม่ต้องกลับกัน
    ติดอยู่มันเสียที่นี่" ภิกษุชราเอ่ยอารมณ์ขัน แล้วขยายความต่อเป็นการตอบคำถาม
    "สำหรับเอ็งไม่ต้องแล้ว ข้าจัดการให้เสร็จสิ้น แต่คนอื่นเป็นตามนั้น"

    ว่าเช่นนั้นแล้วผู้เป็นพระอาจารย์ก็ได้ขยับร่างออกห่างจากต้นปาริชาติมาเรื่อยๆ กัลยาจึงได้ตาม
    ออกมายืนเฉียงไปทางเบื้องหลังนั่นเอง นางถือโอกาสนี้ที่ท่านสงบนิ่งเฝ้ามองดูังต้นปาริชาติ
    ดอกงามเรืองแสงที่ผลิออกจากขั้วร่วงลงต่ำ แต่ไม่ทันไรก็มีเหล่าชายหญิงในร่างงดงามลอยลิ่วเข้ามาแย่งชิงจ้วงเก็บ ไม่มีดอกใดได้มีโอกาสร่วงถึงพื้นแม้แต่ดอกเดียว

    นางนึกปรารภกับตนเองในใจ 'นี่เองสินะ ปาริชาติสวรรค์ ดอกไม้ที่เหล่าเทวดานางฟ้าต่างหมายปองอยากได้ มันมีอยู่จริงในดินแดนสรวงสวรรค์'
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 15 มกราคม 2018
  6. sathu-sathu

    sathu-sathu ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2014
    โพสต์:
    250
    ค่าพลัง:
    +367
    พี่กลิ่นราตรี คนสวยกลับมาแล้วววววว :):)
    เรื่องราวน่าอ่าน จนเห็นภาพ ... ขอบคุณเรื่องราวดีๆ ขอให้หายไวๆ นะคะ ^___^
     
  7. กึกก้อง

    กึกก้อง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2009
    โพสต์:
    591
    ค่าพลัง:
    +3,442
    เรื่องต้นปาริชาติ มีคนเคยไปยืนมองอยู่เหมือนกัน แต่เขาเห็นเป็นต้นสีทอง (น่าจะใช่ ฟังนานแล้วชักลืม) มีกลิ่นหอม ได้แต่ยืนมองไกล ๆ เพราะเห็นเทวดา นางฟ้ามะรุมมะตุ้มอยู่ เลยเกรงใจไม่กล้าเข้าไปใกล้ ๆ อีกอย่างยังไม่คิดจะระลึกชาติด้วย เลยมองเฉย ๆ แล้วก็แจวกลับซะ
     
  8. tumdidi

    tumdidi เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 กุมภาพันธ์ 2011
    โพสต์:
    84
    ค่าพลัง:
    +412
    ยังตามอ่านเสมอค่ะ
     
  9. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    10,667
    กระทู้เรื่องเด่น:
    136
    ค่าพลัง:
    +25,303
    SitAndWait.jpg รออยู่ค่ะ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  10. กลิ่นราตรี

    กลิ่นราตรี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    54
    ค่าพลัง:
    +5,141
    ๑๑.หลอกผี

    กัลยาเรียนรู้ขั้นตอนการเดินจงกรมจากพระอาจารย์ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิต นางไม่เคยได้ทำในสิ่ง
    เหล่านี้มาก่อน แต่เมื่อลองได้ทำดูแล้วก็ให้เริ่มรู้สึกติดอกติดใจขึ้นมาตะหงิดๆ
    นางนึกแปลกในใจตัวเองไม่น้อยกับความรู้สึกที่เกิดขึ้น
    ก็เพราะที่ผ่านมานั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดให้ความรู้ในด้านนี้แก่นางย่อมเปรียบได้ว่าแค่ลมผ่านหู
    แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ ด้วยว่าทั้งหมดนั้นเป็นดั่งเรื่องราวพิเศษที่เหนือกว่าสิ่งอื่นใดในสำนึกแห่งจิต

    ......แสงแดดอ่อนเริ่มเจิดจ้าขึ้นตามลำดับเวลา ภิกษุชราผู้เดินนำอยู่เบื้องหน้าค่อยๆลดผ่อน
    ความหนักหน่วงของจังหวะฝ่าเท้าลง กัลยาจับตามทุกอริยาบทของผู้นำ นางค่อยๆผ่อนแรงจิต
    ให้เบาลงตามน้ำหนักฝ่าเท้ากระทั่งถอนแรงในที่สุด

    ภิกษุชราพยักศรีษะลงเล็กน้อย รอยยิ้มบางๆปรากฏที่มุมปากขณะสาวเท้าก้าวนำทางก้าวเดินสู่
    กุฏิเรือนไม้หลังเล็กกระทัดรัดสภาพเก่าคร่ำ โดยผู้ตามอยู่ทางเบื้องหลังไม่อาจล่วงรู้ได้ว่า
    รอยยิ้มจากครูนั้นเกิดขึ้นอย่างสมเหตุสมผล เมื่อศิษย์สื่อรับกระแสจิตนำสอนได้รวดเร็ว
    สัญญา(ความจำได้หมายรู้)ระหว่างกันได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นแล้ว

    กัลยาถูกออกคำสั่งให้เขยิบเข้าหาและนั่งลงที่ตรงข้าม จัดท่าทางขัดสมาธิ หลังตั้งเหยียดตรง
    ทั้งสองครูและศิษย์จึงนั่งประจันหน้ากันมีระยะห่างเพียงสักหนึ่งเมตรเท่านั้น
    ไม่ช้านางก็เริ่มมองสังเกตุได้กับบางสิ่งบนใบหน้าของพระอาจารย์๑ นางมองเห็นในหน้าที่เคยดูสดใสวันนี้มองหม่นแห้งคล้ำ เหลืองๆเหี่ยวๆพิกล แต่ที่ตรงริมฝีปากนั่นกลับเป็นจุดที่แปลกใจ

    ปากบางเฉียบที่เคยเห็นกลับเว้าแหว่งเป็นแผลเหวอะหวะ เนื้อริมฝีปากขาดห้อยย้อยรุ่งริ่งสีเขียว
    ม่วงคล้ำแบบเนื้อเน่า รอยแผลนั้นกว้างขนาดมองเห็นถึงเหงือกแดงๆมีเลือดไหลซึมเลาะไรฟัน
    ลิ้นที่ขยับตามริมฝีปากในขณะพูดจานั้นเป็นฝ้าขาวล้อมเหลือง มีกลิ่นเหม็นเน่าลอยเรื่อยออกมา

    "กลัวรึ..หรือว่าไม่เคยเห็นข้าแบบนี้.... เอ็งกลัวข้าไหมเล่านังหนู.. ฮ่าๆๆๆ"
    เสียงแหบด้วยความชราเอ่ยเย้าระคนหัวเราะดุจว่าแกล้งยั่ว

    กัลยาไม่กลัวแต่ในนางนั้นนึกแปลกในเสียมากกว่า ที่แปลกมีสองเรื่อง เรื่องแรกพระอาจารย์ท่านเป็นอย่างนี้ไปได้อย่างไรในวันนี้ เรื่องต่อมานางสงสัยว่าเหตุใดจึงไม่รู้สึกกลัว กลับนึกคิด
    ติดตลกขำตามเสียงถามยั่วนั้นเสียด้วย กระทั่งประโยคสั้นที่สองจากเสียงเดิมดังขึ้น

    "เอ็งกลัวผีไหม..หึ.."

    กัลยานึกสะดุดใจอึ้งไปกับคำถามนั้นจึงยังไม่ทันตอบ
    เสียงเดิมจึงถามขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสงบและดูจริงจังรอคอยคำตอบ

    "กลัวค่ะ หนู..กลัวผีมาก.." นางเอ่ยเสียงสั่นเล็กน้อย เว้นจังหวะความคิด

    ประโยคตอบเอ่ยออกไปสีหน้าคนฟังตึงเข้มขึ้นอีกเล็กน้อย แต่เพียงเดี๋ยวเดียวก็สลับลงสงบ
    สำหรับภิกษุชรา ความกลัวของศิษย์หมายถึงอุปสรรค แต่ไม่ว่าจะมีสิ่งใดกีดขวาง ในความรักเปี่ยมเมตตาแล้ว ยิ่งเปรียบเสมือนบททดสอบที่ต้องมอบให้ ใบหน้าแห้งมีแผลเหวอะค่อยเพิ่ม
    ความเสียหายมากขึ้น เมื่อขยับพูดกรามขากรรไกรส่วนล่างก็แตกร่วงหล่นแพละลงหน้าตัก

    กัลยายิ้มมุมปากกับภาพที่เห็น เสียงใสเอ่ยต่อไปด้วยความมั่นใจกับความรู้สึกตนเอง

    "หนูกลัวผีมากที่สุดก็จริง แต่หนูไม่กลัวพระอาจารย์เลยสักนิดค่ะ"

    นางรู้สึกเช่นที่เอ่ยไป แต่..เป็นด้วยเหตุใดที่ไม่กลัวนั้นนางตอบใจตนเองไม่ได้เช่นกัน

    "แล้วอย่างนี้ล่ะ..กลัวไหมนังหนู"

    สิ้นเสียงแหบก้องนั้น สภาพร่างกายที่แต่แรกแห้งเหี่ยวเฉพาะในใบหน้าก็แห้งเหี่ยวเฉาลงทั่วร่าง
    มีเพียงหนังหุ้มกระดูกของพระอาจารย์ที่ห่มนุ่งจีวรสีกรักขยับเคลื่อนไหวตรงหน้าพร้อมกลิ่นสาป
    กัลยายิ้มน้อยๆเอ่ยปากเล่าความรู้สึกในใจ

    "ไม่เลยค่ะ ถ้าเป็นพระอาจารย์แล้วให้มาสภาพใดหนูก็ไม่กลัว ไม่มีวันกลัว"

    "อย่างนั้นเหรอ งั้นแบบนี้ล่ะ เอ็งกลัวไหม"
     
  11. sathu-sathu

    sathu-sathu ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2014
    โพสต์:
    250
    ค่าพลัง:
    +367
    เอ่อ... ถ้าเห็นแบบนี้บ้าง คงจะไม่ได้ตอบ
    คงตาเหลือก ช๊อก สลบไปเลย :rolleyes::rolleyes:
     
  12. กลิ่นราตรี

    กลิ่นราตรี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    54
    ค่าพลัง:
    +5,141
    ต่อๆๆนะคะ

    ร่างที่ซูบแห้งกรังเบื้องหน้ากัลยาพลันเปลี่ยนแปลงเป็นร่างอวบบวมพองมีเมือกเหนียวแฉะเยิ้มฉ่ำ
    กลิ่นคาวเน่าค่อยอวนโชยโชบเข้ามาให้ได้กลิ่นชัด นางผงะสะดุ้งสะดุดกับกลิ่นที่ทักเรียก
    ใจคิดสงสัยว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นมากกว่าความรู้สึกใดๆ

    ร่างเดิมเริ่มขยายอืดในท่าขัดสมาธิ เนื้อหนังสีคล้ำเน่าปริแตกแยกออกเห็นเนื้อใน จีวรแฉะเปียก
    ของเหลวที่ซึมผ่านผิวหนังยุ่ยเปื่อย ร่างเน่าขยับปากถามเสียงเย้ายั่ว

    "เป็นยังไง...กลัวฉันไหมเล่า....."

    "ไม่กลัวค่ะ"

    กัลยายังคงตอบกลับเช่นเดิม จิตใจนางยังคงหนักแน่นแน่วแน่ไม่ไหวหวั่นในสภาพแวดล้อม
    ที่เริ่มรบกวนสมาธิ

    "งั้นต่อไปเล่า จะยังมั่นคงแค่ไหน"

    ร่างเดิมตรงหน้ายังคงยั่วถามเสกำลังจิต พร้อมกับเสียงฉีกลั่นของร่างเน่า ผิวหนังและเศษเนื้อยุ่ยเละค่อยแยกแตกหล่นร่วงเลอะเทอะรอบกายนั้นที่นั่งขัดสมาธิ เผยให้เห็นแผงมัดกล้ามเนื้อ
    เส้นเลือด เส้นเอ็น ทุกสิ่งอย่างในการเสื่อมสลายประดังเข้ามาให้เห็น ภาพการบิดเบี้ยวยึดตึง
    ของกล้ามมัดที่ดึงรั้งให้ท่อนแขนตลอดจนแข้งขาโกงงอผิดรูป ผ้าจีวรเปลี่ยนสี และเริ่มแยกขาด
    ผุพัง อีกทั้งน้ำเน่าจากเลือดหนองไหลย้อยขยายพื้นที่เข้ามาใกล้ร่างกัลยานางเต็มทน

    แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา กลิ่นเน่าเหม็นคาวเน่าที่เพิ่มทวีความรุนแรงต่างหากที่ปั่นชวนให้ความอดทน
    แทบสิ้นสุด นางนึกอยากลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีออกไปให้ไกลจากจุดนี้ แต่ก็ด้วยใจนั้นอยากเฝ้าอยู่เคียงพระอาจารย์ เป็นความรู้สึกที่ยากเกินบรรยาย นางตอบใจตัวเองไม่ได้ว่าเป็นด้วยเหตุใด
    ทำให้นางจึงจำพยายามรวบรวมสมาธิให้หนาแน่นมั่นคงกว่ากลิ่นที่รุมเร้าดึงทึ้ง

    "อีกนิด ทนอีกนิด ฝืนทนเหม็นไปอีกหน่อย"

    เสียงแหบจากร่างเน่าแทรกขึ้นในห้วงความคิดอดทนของกัลยา นางรู้สึกมีกำลังใจมากขึ้นทันที
    จากสายเสียงนั้นที่สื่อมาถึง ในใจของนางนั้นแม้ไม่รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น แต่ก็พร้อมทนหากได้
    มีเสียงนี้คอยสั่งกำกับ

    "อย่าเพิ่งหยุด ทนให้ได้อีกนิดเดียว ต้องทนให้ได้ ทนเข้าไว้"

    เสียงเดิมกำชับให้อดทนท่ามกลางความอ่อนล้ากับความอดทน เมื่อสภาพกลิ่นเหม็นเข้ารบกวน
    สร้างความถดถอยให้นาง กัลยานึกถึงเวลาที่ต้องเก็บซากหนูตายใส่ถุงพลาสติกผูกปากไปทิ้ง
    ให้ว่าเหม็นอย่างไรก้ไม่เท่าครั้งนี้ นั่นคงเป็นเพราะขนาดของซากเน่านั้นแตกต่างกันมาก

    ความเหม็นยาวนานนับไม่ได้ มันไม่ใช่แค่เพียงชั่วอึดใจเหมือนเก็บหนูใส่ถุง แต่นี่คือนางกำลังเสมือนลงนั่งเผชิญกับซากศพเคียงกัน มันเหม็นเสียจนแทบขาดใจตาย นางทนต่อไปอีกไม่ไหว

    "ทนเข้า อย่าหยุดนะ อย่านะ ไม่งั้นอ็งต้องเริ่มนีบหนึ่งใหม่แต่ต้น ต้องทนให้ได้"
    เสียงแหบเอ่ยเร้าเตือนให้สำนึก นางรู้สึกตลอดเวลาว่ามีพระอาจารย์คอยลุ้นเอาใจช่วย

    และเมื่อนั้น...เมื่อรู้สึกว่าขาดใจตายก็พอดีกับที่ความเหม็นจางลง เสียงแหบก็เปล่งทักพร้อมกับเสียงปรบมือดังขึ้นหนึ่งครั้ง

    "เอ็งทำได้แล้วนังหนู เก่งมาก"

    ประโยคนี้จากร่างภิกษุชราเน่าทำให้นางสำรวจการตอบรับของตนเอง นางไม่รู้สึกได้กลิ่นเหม็น
    อีกต่อไปทั้งที่ร่างห่อจีวรสกปรกตรงหน้านี้ยังคงเน่าเปื่อย ความรู้สึกแปลกใจท่วมท้นในหัวคิด

    "ไหนลองดมดูสิ ยังเหม็นอีกไหม" เสียงจากร่างเบื้องหน้าเอ่ย

    กัลยาพิจารณาในลมหายใจเข้าที่บัดนี้ไร้ซึ่งกลิ่นเหม็นหรือหอมใดๆ มีเพียงความสบายโปร่งเบา
    เท่านั้นที่สัมผัสได้ นางส่ายศรีษะแสดงคำตอบแทนการสื่อเสียง ใจพลางคิดในสิ่งที่เกิดขึ้น

    "เอ็งผ่านแล้ว พักได้"

    เมื่อได้รับการอนุญาตให้หยุดพัก กัลยาจึงเอ่ยปากถามถึงการที่ร่างกายของพระอาจารย์๑
    ที่นางเห็นในตรงข้ามได้เปลี่ยนลักษณะไปจากเดิมที่เคยมองเห็นว่าสวยงาม และไม่ทันที่จะถามสิ่งสงสัยต่อไป นางก็ได้คำตอบที่ทำให้หมดคำถามสิ้นเชิงในเรื่องนี้

    "ก็ข้าเป็นผี ข้าตายแล้วมันก็ต้องเหม็น จริงไหม"
     
  13. sathu-sathu

    sathu-sathu ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2014
    โพสต์:
    250
    ค่าพลัง:
    +367
    เสียงนั้น คือท้านเก้า .. ว้าวๆ รอรอ มาค่ะ มานั่งรอตรงนี้ 5555
     
  14. กลิ่นราตรี

    กลิ่นราตรี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    54
    ค่าพลัง:
    +5,141
    :Dช่างติดตามและคาดเดาเสียจริงๆ คุณsathu

    แต่..อย่าลืมนะ:eek::eek: กัลยาน่ะ นางมีพระอาจารย์ให้รักเมตตาแก่นางตั้ง๓ท่านแน่ะ
    นี่เพิ่งท่าน๑เองนะ ก็ตอบว่าใช่เสียแล้ว:p:p

    :rolleyes:เอ...หรือว่า...อาการ( )มันฟ้องว่า..ใช่....:oops::oops::oops:
     
  15. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    10,667
    กระทู้เรื่องเด่น:
    136
    ค่าพลัง:
    +25,303
    คิดว่าท่านที่๓ที่อาวุโสน้อยที่สุดค่ะ:D:cool::);)
     
  16. กลิ่นราตรี

    กลิ่นราตรี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    54
    ค่าพลัง:
    +5,141
    :rolleyes::rolleyes::rolleyes:.........
    ๑-๒-๓ ก็ทั้งนั้น :eek:ที่ยากจะตัดสินว่าใช่
    :eek:ต้องรอตามกิริยาท่านทั้ง๓เอาเองน๊า....คนไหนใช่ท่านเก้า
    แต่..รอนานนิดนึง คนเขียนมีเวลาน้อยเดียวเอง:D:p
     
  17. กลิ่นราตรี

    กลิ่นราตรี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    54
    ค่าพลัง:
    +5,141
    ๑๒.เหมือนกัน

    ได้พักนิดเดียวไม่ทันหายเหนื่อย เรียกว่าหายใจยังไม่ทันอิ่มกัลยาก็ได้รับคำสั่งให้ทำในบางสิ่ง

    "ไหนเอ็งทำตามข้าเมื่อตะกี้สิ อยากจะรู้มันจะเหมือนกันไหม เรื่องเหม็น
    ให้เปลี่ยนจากที่มองข้าเป็นมองตัวเองก็แค่นั้น"

    เหมือนเดิมที่ไม่ดื้อรั้น นางจำทุกสภาพอารมณ์ ความคิด ความรู้สึกได้ดี จึงแค่เปลี่ยนการพิจารณาจากกายพระอาจารย์๑ที่นั่งขัดสมาธิในด้านตรงกันข้าม ย้ายกลับมามองที่ตนเอง

    ในเสี้ยวกรรมฐาน ความเปลี่ยนแปลงในการรับรู้เกิดขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ใจ เป็นความหัศจรรย์
    แห่งจิตอันน่าพิศมัย กายเต่งตึงที่มองเห็นบางใสของกัลยาค่อยเปลี่ยนสภาพ
    นางมองเห็นผิวตนเองขาวซีดไร้สีเลือด มันไม่ต่างสักนิดกับซากศพ ยิ่งมองยิ่งเห็นความชัดเจน
    ผิวขาวซีดมีจำช้ำแดงอมม่วงที่ค่อยขยายขนาดวงกว้างมากขึ้น ที่ขาวก็เริ่มเปลี่ยนเป็นเหลือง

    ร่างกลมกลึงกลายเป็นร่างอวบบวมผิวสีคล้ำช้ำเลือดช้ำหนองไม่น่าดู กลิ่นเหม็นคาวเน่าเริ่มอวล
    อยู่โดยรอบ ร่างเดิมขึ้นพองแตกปริเผยเนื้อใน อวัยวะที่เคยหลบซ่อนแตกออกแสดงให้เห็น
    กลิ่นเน่าคละเคล้าด้วยกลิ่นสาปฟุ้งรายรอบเรียกนำแมลงมีปีกขนาดเล็กให้รุมทึ้ง

    และไม่นานร่างเน่าที่ฟอนเฟะก็เริ่มสงบ สภาพแห้งโกรกจึงเข้าสวมแทนที่ความเปียกแฉะ
    ทุกก้าวย่ำแห่งความเปลี่ยนแปลงเป็นไปตามขั้นตอนการเน่าสลาย ร่างแห้งกรังบัดนี้กลายเป็นหนังเน่าห่อหุ้มโครงกระดูก

    "เหมือนกันไหม ดูสิเราเหมือนกันไหม เมื่อตายแล้วเราเหมือนกันหรือไม่นังหนู" เสียงแหบก้องเอ่ยถามขึ้นแทรกความเงียบสงัดในจิต

    กัลยาพิศจิตตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นประชิดทุกขณะสติ
    นางพยักหน้ารับคำ พลางด้วยเอ่ยตอบ "เหมือนค่ะ เหมือนกัน ไม่มีต่างกันตรงไหนเลย"

    ภิกษุชราพยักศรีษะลงเล็กน้อย รอยยิ้มจางๆเกิดขึ้นที่มุมปาก ถ้อยคำสั่งนำเปล่งให้อีกฝ่ายได้รู้
    "ตามต่อไป ตามให้ถึงสุดท้ายว่าเป็นเช่นใด"

    กัลยาติดตามมองดูร่างแห้งกรังของตนเองค่อยผุพังเสื่อมลง โครงกระดูกที่เคยประกอบเป็นร่าง
    หลุดร่วงทรุดกองลงที่พื้น นางมองดูเหล่าแมลงฝูงใหญ่ที่บินไล่ตอมแทะร่างนับจากอืดบวมจน
    เปลี่ยนเป็นแห้งกรังดำเนินชีวิตของพวกมันไปตามวงจรภายในร่างของนาง นางมองดูฝูงแมลงวางไข่และกำเนิดออกตัวหนอนไต่ยั๊วเยี๊ยะ ก่อนจะเริ่มถักเปลือกหุ้มตนเอง และกลายเป็นดักแด้ กระทั่งเจาะเปลือกออกวนเวียนคืนกลับแทะกองเนื้อกองกระดูกร่างของนาง

    มองอยู่เช่นนั้นต่อไป จวบสลายใกล้หมดสิ้นภิกษุชราผู้เป็นพระอาจารย์ได้ยกมือข้างหนึ่งโบปัด ลมเย็นก็หอบมาวูบหนึ่ง หมุนวนนำซากสลายที่ท้ายสุดเหลือเล็กเท่าเม็ดฝุ่นปลิวตามติด หายไป
    ทางบานหน้าต่าง

    "เหลือสิ่งใดบ้างนังหนู เอ็งตอบข้ามา" เสียงแหบเอ่ยถามห้วนขึ้น

    กัลยาพิจารณาตามที่เห็นพลางตอบคำถามทั้งไม่ค่อยมั่นใจนัก "เหลือเพียงจิตดวงสีเหลืองนวลดวงนี้เพียงดวงเดียวเจ้าค่ะพระอาจารย์"

    "ใช่แล้ว ทุกสิ่งสลายไป เหลือเพียงแต่จิตนี้เท่านั้น จิตนี้เองที่มีความทรงจำแฝงไว้เป็นสำนึก"
     
  18. กลิ่นราตรี

    กลิ่นราตรี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    54
    ค่าพลัง:
    +5,141
    ....คิดถึง...........

    .......โอ้วันใด..มิได้พบ ประสบพักตร์
    ราว..หัวอก จะหัก เสีย..ให้..ได้
    หวามอุรา..น้ำตา ก็..ตกใน........
    เหมือน..ดั่งไฟ เผาร้อน..รอนชีวี...........

    .......................................................................

    ขอขอบคุณ เก่ง ธชย กับถ้อยคำแห่งความคิดถึง
    (คิดถึงเธอแทบใจจะขาด)
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 9 กุมภาพันธ์ 2018
  19. กลิ่นราตรี

    กลิ่นราตรี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    54
    ค่าพลัง:
    +5,141
    ๑๓.บางสิ่งที่เริ่มต้น....(เมื่อนานมาแล้ว)

    หลังผ่านบทสอนจากพระอาจารย์๑กัลยาได้มีโอกาสพักว่าง นางเลือกที่จะสำรวจสิ่งแวดล้อม
    รอบๆตัวแทนการอยู่นิ่งเผชิญหน้าภิกษุชราในที่แคบๆเช่นบนกุฏิไม้เก่าหลังเล็กนี้ ทั้งหมดล้วน
    เป็นความรู้สึกบางอย่างที่ตอบได้ยากเหลือเกินว่าเป็นเช่นไร

    กัลยากลัวภิกษุชราผู้นี้ เป็นความกลัวที่ช่างน่าแปลกประหลาด กลัวที่สุดแต่ทำไมอยากอยู่ใกล้ๆ
    รู้แต่ว่าไม่อยากออกห่าง ยิ่งในดวงตาคู่นั้นเมื่อได้สบ ในสายตาลึกลับเหมือนมีอะไรหลบซ่อนไว้
    นางไม่อยากนึกถึงว่าคิดไปเอง ภาพบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ลึกสุดในดวงตาของพระอาจารย์
    สักวันนางต้องหาคำตอบนี้ให้ได้เป็นสิ่งที่ปฏิญาณไว้ในใจ

    กัลยาเดินลงมามองสำรวจบรรยากาศโดยรอบทั่วๆกุฏิไม้ ที่ใต้ถุนกุฏิเตี้ยๆมีฝูงไก่ครอบครัวหนึ่ง
    อาศัยอยู่ พ่อไก่แม่ไก่และลูกเล็กๆเดินจิกหากินอาหารธรรมชาติจากพื้นดิน ถัดไปนิดเป็นส่วน
    ใต้ถุนที่ยกสูงขึ้น ตรงนั้นมีควายอยู่๒ตัว

    "หยิบเอาอาหารให้พวกมันกินสิ"

    เสียงแหบลอยมาจากด้านหลังทำเอากัลยาสะดุ้งสุดตัว นางกลับมองตามเสียงก็พบว่าภิกษุชรา
    พระอาจารย์ของนางยืนอยู่ที่เฉลียงระเบียงข้างกุฏิ สายตาอบอุ่นมองมายังนางอย่างเปิดเผย

    "ข้าวเปลือกอยู่ในตระกร้า ฟางอยู่ข้างไม้กั้นคอกควาย"

    กัลยามองไปที่ตระกร้าไม้ไผ่สานเก่าๆมีฝาปิดที่วางไว้ใกล้ๆ มันอยู่ไม่ห่างตัวพอดี นางล้วงหยิบ
    ข้าวเปลือกขึ้นมากำมือ สาดโปรยให้ไก่จิกกิน หยิบฟางข้าวส่งป้อนจ่อปากเจ้าควายทีละตัว
    เป็นภาพน่ารักที่นางมองแล้วเกิดสุข อีกแล้วที่นางไม่อยากคิดไปเองว่าคุ้นเคยกับภาพเหล่านี้

    "เสร็จแล้วเดินไปหลังวัดหน่อย ไปดูสิเขามุงดูอะไรกันที่ริมน้ำ" เสียงแหบเอ่ยขึ้นสะกิดให้เลิกคิด

    "ตรงไหนค่ะ ไม่เห็นมีเลยริมน้ำ" กัลยาถามกลับพลางมองหาสายน้ำตามคำกล่าว

    "เดินอ้อมหลังกอไผ่ตรงไปนั่นแหละ ไปตามทางใจว่าจะไปริมน้ำ มันก็ถึงริมน้ำ" เสียงแหบเอ่ยสำเนียงชวนคุย ไม่ขึงขังจริงจัง

    "หนูกลัว ไม่กล้าไปคนเดียว"

    เมื่อเสียงตอบมีน้ำเสียงหวาดหวั่น ผู้ชักชวนจึงเพิ่มความเป็นกันเองมากเข้าไป

    "ไปเถอะจะได้รู้เขาดูอะไรกัน ไม่ต้องกลัวหรอก ข้าอยู่ตรงนี้ ดูแล้วกลับมาบอกด้วยตัวอะไร"

    นางฟังแล้วไม่ค่อยจะชัดเจนแต่ก็ทำตามคำบอกจากพระอาจารย์ เดินเรื่อยไปตามทางก็ได้มอง
    เห็นฝูงคนกลุ่มใหญ่ยืนรุมอยู่ริมแม่น้ำสายกว้างที่ไหลผ่านแรงเชี่ยว พวกเขาแต่งตัวแปลกตา
    ไม่เหมือนกับนางเลยสักนิด อย่างกับว่าเป็นภาพเก่าจากอดีตนับร้อยๆปีมาอยู่ตรงหน้า
     
  20. sathu-sathu

    sathu-sathu ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2014
    โพสต์:
    250
    ค่าพลัง:
    +367
    คือดี คือชอบ .. ว่าแต่พี่กึกก้อง หายไปไหนนะ แฟนคลับพี่กลิ่นราตรีอีกคน 5555
     
Loading...
กระทู้ที่คล้ายกัน - นิทานพลังจิตมิติที่๕ เดชกัลยา กลิ่นราตรี
  1. SiTa
    ตอบ:
    3
    เปิดดู:
    2,216
  2. SiTa
    ตอบ:
    0
    เปิดดู:
    994
  3. SiTa
    ตอบ:
    2
    เปิดดู:
    3,990
  4. พุทธศาสนิกชนไทย
    ตอบ:
    0
    เปิดดู:
    1,245
  5. cat13
    ตอบ:
    12
    เปิดดู:
    1,589

แชร์หน้านี้

Loading...