![]() | | ![]() | |
| | ||||||
| สมัครสมาชิก | กฎกติกา | ทุกอัลบั้ม | คู่มือการใช้ | กลุ่มชมรม | ปฏิทิน | ค้นหา | ข้อความใหม่วันนี้ | ทำสัญลักษณ์ว่าอ่านแล้ว |
![]() |
![]() |
| | คำสั่งเพิ่มเติม | ให้คะแนนกระทู้ | เรียบเรียงคำตอบ |
| | #1 |
| สมาชิก
วันที่สมัคร: Sep 2006
ข้อความ: 289
พลังการให้คะแนน: 185 ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() | “ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ”“ธัมมิกประชาธิปไตย” กับ “ปูทะเลย์มหาวิชชาลัย” มรดกธรรมหลวงพ่อพุทธทาส และแนวทางพระราชทาน สำหรับการปฏิรูปการเมืองไทย (ที่คนไทยทุกคนควรเรียนรู้ และต้องเริ่มนำมาใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ) “ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ” อมตวาทะอันเป็นมรดกธรรมของหลวงพ่อพุทธทาสที่ท่านได้เมตตามอบให้เป็นเครื่องเตือนใจพวกเราชาวไทยไว้นานมาแล้วนั้น กำลังปรากฏให้เห็นเป็นสภาพจริงที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยในปัจจุบันนี้อย่างชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ คำพูดของหลวงพ่อเป็นประหนึ่งคำพยากรณ์ที่แม่นยำดุจตาเห็น ท่านได้กล่าวไว้ว่า “โลกกำลังจะวินาศ เพราะศีลธรรมกำลังพ่ายแพ้ ศีลธรรมกำลังพ่ายแพ้ แก่กิเลสของมนุษย์ ผู้ตกอยู่ภายใต้วัตถุนิยม บูชาเศรษฐกิจการเมือง อำนาจวาสนาความสุขของเนื้อหนัง จนไม่คำนึงถึงศีลธรรม กำลังทุนรอนทั้งสิ้น ใช้เพื่อผลประโยชน์ รสทางวัตถุกำลังผลทางวัตถุ จนยอมให้เสื่อมเสียลงตำตา การต่อสู้แย่งชิง ทั้งบนดิน ใต้ดิน การฆ่าผู้อื่นตาย และ ฆ่าตัวเองตาย อาชญากรรมเต็มบ้าน โรคอันน่ารังเกียจเต็มโลก ทำลายธรรมชาติสร้างมลภาวะ เพศรส และ เมรัย ยาเสพติดทั้งรู้ๆ(บุหรี่ เฮโลอีนฯลฯ) เยาวชนชายหญิง กำลังหลงทิศทาง กลายเป็นเหยื่อแก่ปีศาจทางเนื้อหนัง เห็นแก่ตัวอย่างไม่มี หิริโอตตัปปะเหลือ สีลธรรมพื้นฐานหายไปหมด ไม่มีการรักบุญ กลัวบาป มีแต่อร่อยแล้วเป็นดี เครื่องมือสื่อสารทุกอย่าง กำลังส่งเสริมทางให้พ่ายแพ้โดยไม่รู้สึกตัว (เพลงลูกทุ่งใหม่) สีลธรรม เครื่องค้ำจุนมนุษย์ กำลังพ่ายแพ้ กิเลสจึงครองโลก แทนสีลธรรม” (หนังสือพุทธทาสลิขิต ๑ หน้า ๑๘๒) ถ้าหากเราทำได้เพียงอ่านแล้วก็แค่เห็นคล้อยตาม ผ่านๆ กันไป หรือเพียงแค่ยกขึ้นมาพูดตาม ให้เพียงได้ชื่อว่ามีคำของหลวงพ่อติดปาก พอเป็นเครื่องบังหน้าโฆษณาสร้างภาพว่าตัวก็มีธรรมะ ก็คงจะไม่มีประโยชน์อะไรมากนะ และยังอาจจะกลับเป็นโทษให้คนที่เขารู้ทันก่นด่าต่อว่าเอาเสียด้วยซ้ำ และจะพลอยทำให้คำพูดของหลวงพ่อที่มีนัยสำคัญอันควรแก่การเรียนรู้และคิดต่อ ดูด้อยค่าลง หรือไม่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ต่อไป ดังนั้นแล้ว เมื่อเราอ่านถ้อยคำของหลวงพ่อแล้วว่า เมื่อศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศนั้น มันควรจะต้องคิดต่อ หรือตั้งคำถามต่อไป จากคำถามสู่การเรียนรู้และตอบโจทย์ จากวลีดังกล่าว น่าจะช่วยกระตุกต่อมคิดหรือสร้างความตระหนักให้แก่เราจนสามารถเห็น “โจทย์” ได้ชัดว่าโจทย์ของเราคืออะไร? คำตอบก็อยู่ในวลีนั้นว่าโจทย์ก็คือ “สังคมหรือโลกกำลังวินาศ” ซึ่งจะนำไปสู่คำถามที่สองว่า “โลกมันกำลังวินาศเพราะอะไรเป็นเหตุ?” ก็จะได้คำตอบจากวลีนั้นเองว่า “เพราะไม่มีศีลธรรมหรือศีลธรรมไม่กลับมา” ซึ่งก็จะยิ่งทำให้เกิดคำถามต่อไปอีกว่า “อ้าว! แล้วศีลธรรมจากไปไหนล่ะ มันถึงยังไม่กลับมาซะที” ซึ่งแสดงว่าเราก็ยอมรับว่าเราก็เคยมีศีลธรรมอยู่ในสังคมไทย แต่แล้ววันหนึ่งเราก็เพิ่งมารู้ตัวว่าศีลธรรมมันจากเราไปแล้วและยังไม่กลับมา ก็ต้องถามต่อว่า “แล้วศีลธรรมมันจากสังคมไทยเราไปตั้งแต่เมื่อไหร่? และจากไปได้อย่างไรล่ะ?” ซึ่งถ้าหากพวกเราช่วยกันสอบสวนสืบสวนไปจนถึงจุดแยกที่สำคัญอันเป็นเหตุที่ทำให้ศีลธรรมหายไปจากสังคมไทยได้ เราก็จะสามารถตอบโจทย์ข้อนี้ได้ชัดเจน และที่จุดนั้นแหล่ะเราจะประจักษ์แจ้งเลยว่า “เป้าหมายของการแก้ปัญหาคืออะไร” ตอบว่าก็คือการทำให้สังคมและโลกไม่วินาศ ซึ่งก็คือการทำให้สังคมไทยฟื้นกลับมามีศีลธรรมได้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะนำมาสู่คำถามที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งว่า “แล้วจะทำอย่างไร? หรือจะมีวิธีการอย่างไร? ที่จะทำให้ศีลธรรมฟื้นกลับมาสู่สังคมไทยอีกครั้ง” ซึ่งจะนำไปสู่ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือ การที่พวกเราชาวไทยจะช่วยกันนำวิธีการนั้นมาประพฤติปฏิบัติให้ปรากฏให้เห็นจริงได้อย่างเป็นรูปธรรมในวิถีชีวิตของคนไทยต่อไปได้อีกครั้งหนึ่ง ถ้าเราเห็นโจทย์ได้ไม่ชัด สืบสาวไปไม่ถึงสาเหตุหรือจุดแยกที่สำคัญได้แล้วไซร้ ก็จะไม่มีทางแก้ปัญหาได้สำเร็จ หรือแก้ปัญหาได้ผลบ้างในระยะสั้นๆ แต่ไม่มีความยั่งยืน ดังนั้น การเห็นโจทย์ให้ชัด และสืบสาวให้ชัดไปจนถึงสาเหตุที่แท้ จึงเป็นขั้นตอนเริ่มต้นที่สำคัญมากที่สุด สามเชื้อโรคร้าย ที่ต้องได้รับการเยียวยารักษาจากศีลธรรม สังคมของคนปุถุชนคนธรรมดานั้น ย่อมต้องเกิดความเสื่อมขึ้นได้เป็นธรรมดา ทั้งนี้เพราะปุถุชนทุกคนมีสาเหตุที่แท้อุปมาเหมือนมีเชื้อโรคร้ายที่แฝงอยู่ภายในตัวอยู่แล้ว ซึ่งก็คือ โลภะ (ความโลภ) โทสะ (ความโกรธ) โมหะ (ความหลงผิด) และเมื่อเชื้อโรคมันกำเริบลุกลามตัวของเจ้าของจนถึงขั้นที่ล้นไหลออกมาก่อมลภาวะเบียดเบียนคนอื่นที่อยู่รอบข้าง ก็จะก่อให้เกิดความเสื่อมความเดือดร้อนไปทั่วทั้งสังคมได้ ด้วยเหตุนี้พระพุทธองค์ผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่ชาวโลก จึงได้ทรงประทานพระธรรมวินัย(หรือศีลธรรมในความหมายของหลวงพ่อพุทธทาส)ที่จะเป็นดั่งยาหรือวัคซีนที่มีหลากหลายขนานอันเหมาะสมแก่คนทุกระดับ มีประสิทธิภาพสูงสำหรับทั้งบำบัดรักษาโรคจนหายขาด เยียวยา บรรเทา หรือควบคุมเชื้อโรคร้ายนี้ ไว้มิให้กำเริบ และยังได้ทรงมียุทธวิธีหรือศิลปะในการนำพาให้คนส่วนใหญ่ทั้งชุมชนและสังคมมีการนำมาบูรณาการในวิถีชีวิตได้อย่างกลมกลืน ปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่องเป็นระบบและเป็นแบบแผน พระพุทธองค์ทรงมียุทธศาสตร์สำคัญที่เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงที่ระดับผู้นำและชนชั้นปกครองประเทศให้ได้เสียก่อน ทรงเน้นที่การปรับทัศนคติของชนชั้นเหล่านี้ให้เป็นสัมมาทิฏฐิ และหันมาปรับเปลี่ยนวิถีคิดวิถีชีวิตวิถีปฏิบัติให้มีแบบแผนจารีตประเพณีวัฒนธรรมตามหลักศีลธรรม ทรงเปลี่ยนกษัตริย์ผู้กระหายอำนาจด้วยการทำสงครามเป็นกษัตริย์ธัมมิกราชเป็นผู้ปกครองที่คอยบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ราษฎรโดยธรรม จากการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ในยุคสมัยของพระมหากษัตริย์ที่ทรงธรรมในประเทศพุทธศาสนาทั้งหลายที่ทรงปกครองบ้านเมืองได้เป็นปกติสุขมีเศรษฐกิจที่รุ่งเรืองแล้วจะพบว่า กษัตริย์ผู้ทรงธรรมหรือธัมมิกราชานั้นก็ได้มีบทบาทเป็นกัลยาณมิตรให้กับคนทั้งประเทศ โดยเริ่มตั้งแต่ทรงเป็นแบบอย่างที่ดี และนำพาให้ราชวงศ์ เหล่าเสนาบดี อำมาตย์ ข้าราชบริพาร ได้เรียนรู้และปฏิบัติตามหลักศีลธรรม จากนั้นเหล่าเสนาบดี อำมาตย์ ข้าราชบริพาร เหล่านี้ก็จะพัฒนาตนเองขึ้นมาเป็น “ธัมมิกเสนาบดี” “ธัมมิกอำมาตย์” “ธัมมิกข้าราชบริพาร” ซึ่งก็จะมีบทบาทเป็นกัลยาณมิตรต่อๆ กันไป นำพาให้คนอื่นๆ ทั่วทั้งสังคมเข้ามาสู่การปฏิบัติ พัฒนา เศรษฐีให้กลายเป็น “ธัมมิกเศรษฐี” ประชาชนคนทั่วไปให้กลายเป็น “ธัมมิกชน” เป็นอุบาสกอุบาสิกา พระพุทธองค์ได้ทรงเริ่มต้นแบบแผนวิถีชีวิตในการปฏิบัติธรรมของชาวพุทธไว้ ดังเช่นการกำหนดวันอุโบสถหรือวันธัมมัสวนะ ไว้เป็นแบบแผนทุก ๗-๘ วัน หรือ ๔ วันต่อ ๑ เดือน พระมหากษัตริย์ผู้ทรงธรรมก็ได้นำมาปฏิบัติเป็นแบบอย่างทรงศีลอุโบสถทุกวันอุโบสถ ทรงดำรงพระองค์ในหลักของศีลธรรมพื้นฐาน ทรงนำหลักทศพิธราชธรรมและจักรวรรดิวัตรมาเป็นหลักธรรมในการปกครองประเทศ ทรงกำหนดและส่งเสริมให้เหล่าเสนาบดีต้องปฏิบัติตาม บางรัชสมัยมีการลงโทษเสียด้วยซ้ำไปหากเสนาบดีคนใดไม่รักษาศีลฟังธรรมในวันอุโบสถ แต่การเมืองที่ลอกมาจากตะวันตกแบบแยกส่วน ไม่เอาศีลธรรม สังคมไทยจึงวิกฤติ แต่เมื่อเรารับเอาวิธีคิดทางการเมืองการปกครองแบบแยกส่วนและบกพร่องของตะวันตกเข้ามา เราก็มองแต่เรื่องของอำนาจ เราเปลี่ยนแปลงการปกครอง ด้วยการแย่งยื้อยึดครองอำนาจทางด้านการเมืองการปกครองมาจากพระมหากษัติย์ ก็สนใจเอามาแต่เฉพาะเรื่องของอำนาจ ไม่ได้เอาเรื่องการเป็นแบบอย่างในการประพฤติปฏิบัติตามหลักศีลธรรมมาจากพระองค์ด้วย ไม่ได้เอาแบบแผนหรือจารีตที่เป็นรูปธรรมที่จะเป็นกระบวนการในการบ่มเพาะและพัฒนาคนทางด้านศีลธรรมมาด้วย “รัฐธรรมนูญ” จึงมีธรรมแต่ชื่อในพยางค์ที่สามเท่านั้น แต่ไม่มีระบบหรือกระบวนการปฏิบัติธรรม สำหรับคนที่เข้ามาใช้รัฐธรรมนูญเลย วิถีของชาวพุทธ วิถีในการปฏิบัติธรรม วิถีวัฒนธรรมประเพณีไทย ถูกชนชั้นปกครองในสมัยที่เปลี่ยนแปลงการปกครองทำตนเป็นปาปมิตรในการถอดถอนวิถีแห่งศีลธรรมออกไปจากระบบการเมืองการปกครองของไทย แล้วพยายามยัดเยียดบีบบังคับวิถีคิด วิถีชีวิต วิถีหายนธรรมตะวันตกเข้ามาแทน วันหยุดวันโกนวันพระถูกบังคับให้ปรับเปลี่ยนไปเป็นวันอื่น ทำให้ตัดขาดบั่นทอนและทำลายวิถีชีวิตที่เป็นเครื่องมือในการพัฒนามนุษย์ออกไปจากสังคมไทยได้อย่างแทบจะสิ้นเชิง เสนาบดีรัฐมนตรีตลอดจนข้าราชการทั้งหลายไม่ต้องมีวิถีชีวิตที่ต้องถือศีลฟังธรรมอย่างน้อยในทุกวันพระอีกแล้ว ดึงประชาชนชาวบ้านออกจากวิถีที่ต้องไปวัดปฏิบัติธรรมพัฒนาตนเองในทุก ๗-๘ วันออกไป ได้ตัดโอกาสที่ครอบครัวจะได้มีกิจกรรมทำบุญร่วมกันอย่างน้อยทุก ๗–๘วันออกไป ตัดทอนทำลายวิถีแห่งความสามัคคีของชุมชนที่อย่างน้อยต้องได้ถือศีลฟังธรรมทำบุญร่วมกันในวันพระทุก ๗-๘ วันออกไป ตัดทอนทำลายบทบาทของวัดที่เคยเป็นศูนย์กลางของชุมชนสังคมออกไป ทำให้จารีตประเพณีศิลปะวัฒนธรรมถูกตัดขาดออกไปจากคนในชุมชนไปพร้อมกันด้วย ทุกอย่างที่กล่าวมาเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ค่อยๆ เสื่อมทรามลงทีละเล็กละน้อย อย่างไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว มารู้อีกทีเมื่อ ๕๐-๖๐ ปีผ่านไป ที่สังคมไทยกำลังฟอนเฟะ วิกฤติทางศีลธรรมมากขึ้นๆ บุคคลเสื่อมทรามจากศีลธรรม ครอบครัวไม่อบอุ่นไม่ได้ทำบุญร่วมกันบ่อยๆ แต่ทำบาปร่วมกันทุกวันทุกคืน ชุมชนไม่เข้มแข็งขาดสามัคคีธรรม ศิลปะวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ที่ดีงามของไทยกำลังเสื่อมสูญหายไปเหลือเพียงการอนุรักษ์ที่ได้แต่รูปแบบที่แปลกแยกจากผู้คน และที่เห็นเด่นชัดที่สุดและเป็นปัญหาสำคัญในปัจจุบันก็คือ วิกฤตทางด้านศีลธรรมคุณธรรมจริยธรรมของชนชั้นปกครองทั้งในรัฐบาลและรัฐสภา ต้องการผลแต่ไม่ทำเหตุ ต้องการ Output แต่ไม่มี Process ปรากฏการณ์แปลกประหลาดแต่จริง มาตลอดกว่า ๗๐ ปี ประชาธิปไตยไทย นักการเมืองที่เป็นผู้นำทั้งในรัฐบาลและรัฐสภา ทำตัวผิดสภาวะ ไม่เป็น “กัลยาณมิตร” ไม่เป็นแบบอย่างในการปฏิบัติธรรม ไม่เดินตามแบบอย่างแห่งพระมหากษัตริย์ผู้ทรงธรรมเลย ในทางตรงข้ามหลายครั้งทำตัวเป็น “ปาปมิตร” เป็นแบบอย่างที่ไม่ดีเสียอีก รัฐธรรมนูญที่ลอกแบบเขามาจากตะวันตกอย่างแยกส่วน ก็ไม่มีกระบวนการหรือวิถีที่จะฝึกฝนและพัฒนาให้นักการเมืองมีคุณธรรมขึ้นมาได้เลย มันจึงมีแต่การเรียกร้องเอาแต่ผล แต่ไม่เคยมีการทำเหตุ เรียกร้องเอาแต่ว่าให้นักการเมืองมีคุณธรรมจริยธรรม ไม่โกง แต่ไม่เคยมีกระบวนการที่จะให้นักการเมืองปฏิบัติตามหลักศีลธรรมมีแต่การไปวิ่งไล่ตามจับที่ปลายทาง ด้วยการสร้างองค์กรอิสระมาตรวจจับหรือควบคุมถ่วงดุล แต่ก็พิสูจน์แล้วว่าทำแต่ที่ปลายทางอย่างเดียวไม่ได้ผล เพราะมันผิดกฎธรรมชาติ ผิดสภาวะการเรียนรู้ของมนุษย์ ว่าถ้าเอาแต่ลงโทษที่ปลายทางเมื่อทำผิดแต่อย่างเดียวนั้นไม่สามารถจะทำให้มนุษย์เรียนรู้และพัฒนาได้แท้จริง มนุษย์จะพัฒนาได้จริงต้องมีกระบวนการปลูกฝังและพัฒนาการเรียนรู้ของมนุษย์มาตั้งแต่ต้นทางด้วย เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจที่สุดในระบบการเมืองการปกครองของไทย ที่เมื่อเอาหลักเหตุผลของพุทธ หรือ System approach ของตะวันตกเข้ามาวิเคราะห์ก็ตาม ก็จะได้คำตอบตรงกันว่าผิดหลักอย่างสิ้นเชิง เอาแต่เรียกร้องให้นักการเมืองมีคุณธรรมจริยธรรม แต่ไม่เคยทำเหตุ คาดหวังให้นักการเมืองมีคุณธรรมจริยธรรม เป็น Output แต่ Process ไม่มี ก็ไม่มีทางได้ จะเรียกร้องเป็นแสนเป็นล้านคน ยาวนานสักกี่ร้อยปีก็ตาม ก็ไม่มีทางสำเร็จ แม้หากจะปฏิรูปการเมืองสักพันครั้ง แต่ถ้าไม่มีการกำหนดให้มีเหตุหรือมี process ในการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมเข้าไปในรัฐธรรมนูญอย่างเป็นรูปธรรม ก็ไม่มีทางที่จะได้นักการเมืองที่มีคุณธรรมจริยธรรมเลย เพราะมันผิดจากหลักความจริงตามธรรมดาธรรมชาติ ผิดสภาวะอย่างสิ้นเชิง จึงน่าแปลกประหลาดใจอย่างที่สุด ที่ตลอด ๖๐–๗๐ ปีของการพัฒนาประชาธิปไตยในบ้านเราไม่เคยคิดได้ในเรื่องนี้ มันจึงไม่สามารถพัฒนาระบอบการเมืองได้เลย เพราะมันไม่มีกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาคนที่อยู่ในระบอบการเมืองเลย (ระบอบการเมืองไทยจึงมีแต่เพียงหลักการลงโทษและให้รางวัลเท่านั้น ซึ่งเขาไม่ใช้กับมนุษย์ เขาใช้กับการฝึกสัตว์ดิรัจฉานในโรงละครสัตว์เท่านั้น จริงมั้ย?) ต้องพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ (หากเผลอจะหลงต่ำลงเป็นสัตว์ดิรัจฉาน) เราต้องยกระดับกระบวนการเรียนรู้ของคนในระบอบการเมืองไทย ที่ปัจจุบันเป็นกระบวนการสำหรับสัตว์ดิรัจฉานตามหลักการลงโทษให้รางวัลเท่านั้น ให้ขึ้นมาเป็นกระบวนการพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ให้ได้ หลวงพ่อพุทธทาส ได้กล่าวเอาไว้ว่า “ยึดความหมายของคำว่ามนุษย์ไว้ให้ดี ๆ นะ, มันผิดกันมากกับคำว่าคน. คำว่า คน นี้มัน มาจาก คำว่า ชน, ชน (ชะ–นะ) แปลว่า เกิดมา, ส่วนคำว่ามนุษย์นี่ มาจาก มน-อุษย แปลว่า ใจสูง ; เป็นคน เป็นเพียงเกิดมาก็เป็นคน, แต่ถ้าเป็นมนุษย์ มันต้องมีการกระทำจนใจสูงขึ้นด้วย. เราต้องมีความเป็น มนุษย์ที่ถูกต้อง คือมีจิตใจสูง ไม่เป็นแต่เพียงคน ; การศึกษานี้ต้องทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ และเต็มแห่งความเป็นมนุษย์...” หลวงพ่อพุทธทาสได้เมตตาชี้ทางออกในเรื่องนี้ไว้ว่า “..จะต้องมีรัฐสภาหรือผู้แทนราษฎร ที่สื่อความประสงค์ของประชาชนอย่างถูกต้อง อย่างครบถ้วน ; ถ้ามันเป็นหน้าที่ของสมาชิกสภา มันก็ต้องเป็นผู้แทนราษฎรชนิดที่สื่อความประสงค์ของราษฎร ให้แก่สภาหรือแก่รัฐบาลอย่างถูกต้องและครบถ้วน ในที่สุดเราจะพูดว่า เขาจะต้องถือหลักศีลธรรมเป็นหลักในการปฏิบัติหน้าที่ทุกแขนง ; รัฐบาลก็ดี รัฐสภาก็ดี ตุลาการก็ดี อะไรก็ดี ที่รวมกันเป็นระบบการปกครองนี้ จะต้องมีศีลธรรมเป็นหลัก ให้เรามีความเป็นชาติที่มีศีลธรรม, ให้เรามีความเป็นชาติหรือชาติที่มีศีลธรรม ซึ่งจะต้องรวมถึงว่า มีวัฒนธรรม มีศาสนา มีขนบธรรมเนียมประเพณี อะไรที่ถูกต้อง. แต่เราใช้คำว่าศีลธรรมคำเดียวก็พอ ถ้ามีศีลธรรมได้จริง มันไม่เสียในทางวัฒนธรรมหรือศาสนาใด ๆ. นี่ระบบการปกครองทุกแขนง ไม่ว่าจะไปในทิศทางไหน จะต้องมีความเป็นธรรม คือมีศีลธรรมในการปฏิบัติหน้าที่การงาน” (ธัมมิกสังคมนิยม จาก http://www.buddhadasa.org/html/articles/1_bdb/dhm_soc.html) ศีลธรรมเป็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ ประชาธิปไตยจึงจะมีธรรม: ธัมมิกประชาธิปไตย หลักการหรือแนวทางสำคัญที่หลวงพ่อพุทธทาสท่านได้เมตตาชี้ให้เห็นก็คือ ทำอย่างไรให้การศึกษาที่ทำคนให้เป็นมนุษย์ และเรื่องของศีลธรรม (หรือจะรวมไปถึง วัฒนธรรม ศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณีด้วยยิ่งดี) เข้ามาสู่ระบอบการเมืองการปกครองประเทศ ทั้งทางด้านรัฐบาล รัฐสภา และตุลาการ ให้ได้ ซึ่งต้องขอฝากไว้กับคณะบุคคลที่จะเข้ามารับภาระรับผิดชอบในการปฏิรูปการเมืองและปรับปรุบแก้ไขรัฐธรรมนูญพิจารณาแนวทางของหลวงพ่อพุทธทาสท่านไว้ด้วย ว่าเรื่องศีลธรรม ไม่ใช่แค่ปล่อยให้ทำกันตามยถากรรม ไม่อยากทำก็ไม่ทำ แต่ต้องกำหนดว่าเป็น “หน้าที่” ของคนในระบอบการเมืองการปกครองทุกคนต้องปฏิบัติ นอกจากนี้ หลวงพ่อพุทธทาสยังได้เมตตาให้แนวคิดในเรื่องประชาธิปไตยกับหลักศีลธรรมไว้อย่างน่าสนใจศึกษายิ่งว่า “ ..ธัมมิกประชาธิปไตย คือเป็นประชาธิปไตยที่ประกอบไปด้วยธรรม, ประชาธิปไตย ถ้าว่าประชาชนหรือคนแต่ละคนมันไม่มีศีลธรรมแล้วมันก็วินาศแหละ วินาศในเวลาอันสั้น, ถ้าประชาชนทุกคนไม่มีศีลธรรมแล้วเอามาเป็นใหญ่สำหรับปกครองบ้านเมือง พักเดียวมันก็ทำวินาศหมด. เราต้องมีประชาธิปไตยที่ประกอบไปด้วยธรรม เรียกว่า ธัมมิกประชาธิปไตย นี้เกี่ยวกับการปกครอง. ธัมมิกสังคมนิยม นั้นมันเกี่ยวกับเศรษฐกิจ, ถ้าธัมมิกประชาธิปไตย นี้มันเกี่ยวกับการปกครอง เอาธรรมะเป็นใหญ่ เอาความถูกต้องเป็นใหญ่ ไม่ใช่ประชาธิปไตยของคนเห็นแก่ตัว, เอาคนที่เห็นแก่ตัว เต็มอัดทุก ๆ คน มาเป็นระบบปกครองเป็นประชาธิปไตย มันก็ฆ่ากันตายหมดแหละ ด้วยความต่างคนต่างเห็นแก่ตัว ต่างคนต่างเห็นแก่ตัว. ฉะนั้น ประชาธิปไตยต้องจำกัดความให้ดี ๆ ว่าต้องของประชาชนที่มีศีลธรรม เลยต้องใช้คำว่า ธัมมิกประชาธิปไตย, มีธรรมเป็นหลัก มีความถูกต้องเป็นหลัก อย่าเห็นแก่ตัว แต่เห็นแก่ธรรมะ, เห็นแก่ธรรมะ แล้วก็อย่าเห็นแก่ตัว. นี่เรียกว่า มีธรรมะเป็นหลัก มีระบบการปกครองชนิดนี้ แล้วก็จะมีการปกครองสังคม หรือโลกให้มีสันติภาพได้โดยง่าย.” (ธัมมิกสังคมนิยม จาก http://www.buddhadasa.org/html/articles/1_bdb/dhm_soc.html) ใส่การศึกษาที่แท้ลงในการเมืองการปกครอง: ปูทะเลย์มหาวิชชาลัย คือการศึกษาที่แท้นั้น นับเป็นเรื่องที่น่าสนใจยิ่งที่ทางออกที่หลวงพ่อพุทธทาสได้เมตตาให้แนวทางไว้ดังกล่าวนี้ ได้สอดคล้องตรงกันกับแนวพระราชดำริขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบัน พระองค์มีพระปรีชาญาณอันน่าอัศจรรย์ยิ่ง ได้ทรงมีพระเมตตาถ่ายทอดแนวพระราชดำริในเรื่องการเมืองการปกครองและการแก้ปัญหาสังคมนี้ผ่านงานวรรณกรรมในพระราชนิพนธ์เรื่อง “พระมหาชนก” ซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีของคนไทย แต่เป็นที่น่าแปลกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งที่คนไทยกลับไม่ค่อยได้อ่านอย่างเอามาขบคิดให้เกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง แล้วนำมาปฏิบัติให้เกิดประโยชน์สุขแก่สังคมไทย ความจริงแล้วพระองค์ได้ทรงชี้ให้เห็นถึงความเสื่อมถอยทางสังคม และทางออกทางแก้ไว้อย่างชัดเจน อันน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก ผู้ที่จะต้องมาปฏิรูปการเมืองทั้งหลายสมควรจะได้นำมาอ่านและศึกษาเรียนรู้อย่างถ่องแท้ จะเห็นว่า แนวทางการปฏิรูปการเมืองที่สมบูรณ์อยู่ในพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนกนี้แล้ว พระองค์ได้มีพระราชปรารภไว้ถึงตอนที่มีผู้คนมายื้อแย่งผลมะม่วงจนทำลายต้นมะม่วงให้โค่นล้มลงว่า “นับแต่อุปราชจนถึงคนรักษาช้างคนรักษาม้า และนับแต่คนรักษาม้าจนถึงอุปราช และโดยเฉพาะเหล่าอำมาตย์ ล้วนจาริกในโมหภูมิทั้งนั้น. ไม่มีความรู้ทั้งทางวิทยาการทั้งทางปัญญา ยังไม่เห็นความสำคัญของผลประโยชน์แท้แม้ของตนเอง จึงต้องตั้งสถานอบรมสั่งสอนให้เบ็ดเสร็จ” (พระมหาชนก หน้า (๗)) ในพระราชนิพนธ์เรื่องนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระเมตตาพระราชทานแนวทางออกไว้อย่างเป็นรูปธรรมในเรื่องว่า ทรงให้ตั้ง “ปูทะเลย์มหาวิชชาลัย” ขึ้นมา ซึ่งจะทำหน้าที่ฝึกฝนอบรมให้กับคนทุกระดับ ตั้งแต่อุปราช เหล่าอำมาตย์ ลงไปถึงคนเลี้ยงช้าเลี้ยงม้า ให้มีความรู้ทั้งทางโลกและปัญญาทางธรรม จึงต้องตั้งคำถามกับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาลว่า “จะทำอย่างไรถึงจะมีปูทะเลย์มหาวิชชาลัยในรัฐบาลได้?” ตั้งคำถามกับนักการเมืองทุกท่านว่า “จะทำอย่างไรถึงจะมีปูทะเลย์มหาวิชชาลัยในรัฐสภาและทุกพรรคการเมืองได้?” ตั้งคำถามกับผู้ดูแลระบบการศึกษาสมัยใหม่ของไทยว่า “จะทำอย่างไรถึงจะมีปูทะเลย์มหาวิชชาลัยในการศึกษาในระบบของไทยได้ในทุกระดับตั้งแต่อนุบาลจนถึงปริญญาเอกในทุกสาขาวิชา?” … และสำคัญที่สุดที่จะเป็นเครื่องมือต้นเริ่มที่กำหนดให้ทุกฝ่ายต้องตระหนักจนนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม ก็คือต้องตั้งคำถามกับคณะบุคคลที่จะเข้ามาปฏิรูปการเมืองว่า “จะทำอย่างไรถึงจะมีปูทะเลย์มหาวิชชาลัยในรัฐธรรมนูญที่ต้องบัญญัติให้เป็นหน้าที่ที่ทุกฝ่ายต้องปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม?” ปูทะเลย์มหาวิชชาลัยคืออะไร? ใช่การศึกษาที่จะพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์หรือไม่ ใช่การศึกษาที่ทำให้คนมีศีลธรรมหรือไม่ จะทำให้เกิด ธัมมิกประชาธิปไตยได้จริงหรือไม่? คนไทยทุกคนโปรดกลับไปอ่าน หรือจำเป็นต้องอ่านพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนกนี้อย่างตั้งใจและเรียนรู้อย่างจริงจังจนเกิดปัญญา อันจะเป็นแสงสว่างส่องให้เห็นทางออกจากวิกฤตของบ้านเมืองในทุกวันนี้ได้อย่างดียิ่ง ในโอกาสครบรอบ ๑๐๐ ปีแห่งชาตกาลของหลวงพ่อพุทธทาส ในปี ๒๕๔๙ นี้ อันสบสมัยกับปีมหามงคลในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ในปี ๒๕๔๙ เช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นปีที่เกิดวิกฤตการณ์ของบ้านเมืองขึ้นมาพอดี ผู้เขียนจึงถือใช้โอกาสนี้นำแนวคิดหลักธรรมและอัญเชิญแนวพระราชดำริที่มีความสอดคล้องต้องกันเป็นอย่างยิ่งมาเป็นเครื่องบูชาธรรมในหลวงพ่อพุทธทาส และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งหวังว่าคนไทยทุกคนเมื่ออ่านแล้วจะเข้าใจและเริ่มที่จะย้อนกลับมาเรียนรู้จนเกิดปัญญาแท้จริง อันจะนำมาซึ่งประโยชน์สุขแก่สังคมไทยได้อย่างยั่งยืนสืบไป.. ฐิตวํโส ภิกฺขุ ๘ เมษายน ๒๕๔๙ แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย มโหสถผู้เจริญ : 01-05-2011 เมื่อ 07:57 PM |
| | |
| sponsor links |
![]() |
| Bookmarks |
| คำสั่งเพิ่มเติม | |
| เรียบเรียงคำตอบ | ให้คะแนนกระทู้นี้ |
| |