กลับไป   PaLungJit.com > ทั่วไป > ข่าวทั่วไป
Connect with Facebook
 
 
คำสั่งเพิ่มเติม ให้คะแนนกระทู้ เรียบเรียงคำตอบ
เก่า 23-10-2007, 04:50 AM   #1
NoOTa
Super Moderator
 
NoOTa's Avatar
 
วันที่สมัคร: Jun 2005
สถานที่: เก็บตัว เจียมตน ถือสันโดษ ไม่อวดอ้าง
ข้อความ: 22,466
พลังการให้คะแนน: 9671
NoOTa has a reputation beyond reputeNoOTa has a reputation beyond reputeNoOTa has a reputation beyond reputeNoOTa has a reputation beyond reputeNoOTa has a reputation beyond reputeNoOTa has a reputation beyond reputeNoOTa has a reputation beyond reputeNoOTa has a reputation beyond reputeNoOTa has a reputation beyond reputeNoOTa has a reputation beyond reputeNoOTa has a reputation beyond repute

นิติศาสตร์แนวพุทธ


นิติศาสตร์แนวพุทธ

โดย โสต สุตานันท์ ศาลจังหวัดเชียงใหม่




ในการเรียนการสอนวิชานิติปรัชญานั้น ส่วนใหญ่เรามักจะศึกษาเรียนรู้แนวคิด แนวความเห็นของนักคิด นักปราชญ์ ของต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศโลกตะวันตก

พอดีวันก่อนผู้เขียนได้มีโอกาสอ่านหนังสือ "รวมคำบรรยายหลักวิชาชีพนักกฎหมาย" ซึ่งมีรองศาสตราจารย์ แสวง บุญเฉลิมวิภาส เป็นบรรณาธิการ ปรากฏว่า มีการนำปาฐกถาพิเศษของท่านเจ้าคุณอาจารย์พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ซึ่งเคยแสดงปาฐกถาไว้เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2539 ณ สำนักงานอัยการสูงสุด ในหัวข้อเรื่อง "นิติศาสตร์แนวพุทธ" ลงพิมพ์ไว้ด้วย

ผู้เขียนอ่านแล้ว รู้สึกประทับใจมาก และเห็นว่า เป็นของดีใกล้ตัวที่มีคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง

จึงขอนำบางส่วนบางตอนที่น่าสนใจมาวิเคราะห์ วิจารณ์ และแลกเปลี่ยนความเห็นกับท่านผู้อ่าน

ท่านเจ้าคุณให้ความเห็นไว้ว่า คำสอนของพระพุทธเจ้า หรือที่เรียกว่า "ธรรมวินัย" นั้น แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ คำว่า "ธรรม" ซึ่งหมายถึง ความจริงตามธรรมชาติหรือ "กฎธรรมชาติ" และคำว่า "วินัย" ซึ่งหมายถึง สิ่งที่มนุษย์จัดตั้งขึ้นเอง หรือ "กฎมนุษย์" ซึ่งถือว่าเป็นเรื่อง สมมุติ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ง่ายต่อการทำความเข้าใจ ท่านได้ยกตัวอย่างไว้ เช่น เมื่อคนต้องการทำสวนก็จะนำต้นไม้มาปลูก การทำสวนนี้เป็นเหตุ และจะทำให้เกิดผลคือ ต้นไม้เจริญงอกงาม อันนี้คือ เหตุและผลอันเป็นความจริงตามกฎธรรมชาติ

ต่อมาหากเจ้าของสวนไปจ้างคนงานให้มาช่วยเหลือดูแลในการทำสวนโดยจ่ายเงินเป็นค่าตอบแทน อันนี้ เป็นกฎที่มนุษย์ตั้งขึ้นเอง โดยการสมมุติขึ้นมาว่า เมื่อคนงานทำสวนแล้วก็จะได้เงินตอบแทน

ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่การทำงานของคนสวนจะทำให้เกิดผล คือ มีเงินงอกเงยขึ้นมา ต่างจากการเจริญเติบโตของต้นไม้อันเป็นกฎที่จริงแท้แน่นอน

ท่านอธิบายว่า แท้จริงแล้ว การที่เราวางกฎสมมุติขึ้นมาก็เพราะเราต้องการผลตามกฎธรรมชาติ เพราะถ้าเราไม่ต้องการให้ต้นไม้เจริญงอกงามแล้วเราจะวางกฎมนุษย์ให้คนทำสวนได้เงินเดือนไปทำไม

ดังนั้น มนุษย์จึงต้องตระหนักรู้อยู่เสมอว่า สิ่งต้องการที่แท้จริง คือ ความเป็นจริงตามธรรมชาติ ไม่ใช่ตามสิ่งสมมุติ หากมนุษย์หลงยึดติดในกฎสมมุติ ไม่เข้าถึงหรือไม่สามารถเชื่อมโยงให้เข้าถึงความจริงแห่งกฎธรรมชาติได้ ความวิปลาสทั้งของชีวิตและสังคมก็จะเกิดขึ้นทันที

จากแนวคิดและตัวอย่างดังกล่าว จะเห็นได้ว่า โลกของมนุษย์เป็นแดนแห่งสมมุติ

ทฤษฎีต่างๆ ที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมานั้น แท้จริงแล้วก็คือ การพยายามที่จะเข้าถึงซึ่งความจริงที่เรียกกันว่า "ธรรมชาติ" นั่นเอง

และจากทฤษฎีก็จะไปจัดโครงสร้างวางระบบกฎเกณฑ์ขึ้นในสังคมที่เรียกกันว่า "กฎหมาย" ขึ้นมา

ซึ่งหากทฤษฎีนั้นไม่เข้าถึงธรรม คือแก่นแท้แห่งความจริงแล้ว ระบบที่จัดตั้งขึ้นมาบนฐานของทฤษฎีนั้น ก็จะไม่สามารถให้ประโยชน์ที่แท้จริงยั่งยืน ตามความต้องการของมนุษย์ได้

ดังนั้น นักนิติศาสตร์ หรือฝ่ายนิติบัญญัติจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะกฎหมายจะมีความสมบูรณ์ตามความมุ่งหมายได้ ย่อมต้องอาศัยผู้ร่างที่มีปัญญาพิเศษ สามารถหยั่งรู้ถึงความจริงแห่งปัจจัยทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับกฎแห่งธรรม และนำมาเชื่อมโยงกับการสร้างระบบกฎหมายในสังคมได้อย่างถูกต้องเหมาะสม และอย่างประสานสอดคล้องกลมกลืนกัน

ท่านเจ้าคุณได้อธิบายขยายความอีกว่า กฎแห่งธรรมชาตินั้นไม่มีผิด เป็นสิ่งจริงแท้แน่นอน แต่กฎของมนุษย์นั้นมีทางผิดพลาดได้ ด้วยสาเหตุ 2 ประการ คือ

1.) ด้านปัญญา กล่าวคือ หากมนุษย์ไม่มีปัญญารู้เท่าทันทั่วถึงธรรม ไม่รู้ตัวธรรมที่เป็นความจริงในธรรมชาติ เป็นต้นว่า ไม่รู้ไม่เข้าใจชีวิตมนุษย์ ไม่เข้าใจเหตุปัจจัยในสังคมว่า เวลานี้สังคมเป็นอย่างไร มีปัญหาอย่างไร กลไกของปัญหาสังคมเป็นอย่างไร การทำเหตุปัจจัยอย่างนี้ๆ จะก่อให้เกิดผลในสังคมสะท้อนกันไปอย่างไร ฯลฯ ก็จะส่งผลให้การบัญญัติกฎหมายผิดพลาดได้ทันที

เพราะฉะนั้น มนุษย์จึงต้องรู้เข้าใจความจริงของตัวธรรมในทุกระดับอย่างชัดแจ้ง ถ่องแท้

และเมื่อรู้ความจริงทั้งหลายแล้ว ยังจะต้องมีปัญญาในขั้นจัดตั้งวางกฎวินัย คือ รู้จักจัดระเบียบระบบขึ้นมาอย่างประสานสอดคล้องและให้ได้ผลจริงตามธรรมนั้นด้วย

2.) ด้านเจตนา กล่าวคือ หากมนุษย์มีเจตนาที่แอบแฝง เช่น คิดจะหาจะเอาผลประโยชน์แก่ตัวหรือพวกพ้อง หรือคิดจะกลั่นแกล้งทำร้ายคนอื่น พวกอื่น

ก็จะทำให้การบัญญัติกฎหมายผิดพลาดได้อีกเหมือนกัน

จากแนวคิดของท่านเจ้าคุณดังกล่าว ผู้เขียนขอเชิญชวนท่านผู้อ่านลองตรวจสอบวิเคราะห์ เนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2550 ดู

หากมองในแง่ "เจตนา" ของผู้ร่าง ก็เชื่อว่าผู้อ่านคงพอจะคาดเดาได้ว่า คณะผู้ร่างแต่ละคน แต่ละกลุ่มมีเจตนาอย่างไร มีเป้าหมายเพื่ออะไร เพราะกฎธรรมชาติบอกว่า "กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา"

แต่หากมองในแง่ของ "ปัญญา" ผู้เขียนก็เชื่อว่า คงมีความคิดความเห็นที่แตกต่างหลากหลาย

ผู้เขียนคิดว่า ประเด็นสำคัญๆ หลายเรื่องคงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า "กฎมนุษย์" ที่คณะผู้ร่างคิดขึ้นมา จะมีความสอดคล้องเชื่อมโยงกับ "กฎธรรมชาติ" แค่ไหน เพียงใด คงไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะตัดสินชี้ขาดกันได้ในวันนี้

แต่สิ่งสำคัญที่พึงตระหนักประการหนึ่งก็คือ เป็นวิบากกรรมของมนุษย์ที่ว่า มีกฎธรรมชาติข้อหนึ่งกำหนดไว้ว่า "ในโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือ การเปลี่ยนแปลง"

ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้มีลักษณะเป็นพลวัต มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาไม่เคยหยุดนิ่ง ดังนั้น เมื่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป มนุษย์ก็ต้องปรับเปลี่ยนกฎมนุษย์ตามเพื่อให้สอดคล้องกับหลักความจริงแท้แห่งธรรมชาติให้ได้

เพราะฉะนั้น บางครั้งกฎมนุษย์ที่เห็นว่า ดีมากในวันนี้ ก็อาจจะเป็นกฎที่แย่มากในวันข้างหน้าก็เป็นได้

จากการติดตามสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงนี้ คิดว่าหลายท่านคงรู้สึกเครียดและห่วงกังวลกับอนาคตอยู่ไม่น้อย

ส่วนตัวผู้เขียนเองนึกถึงบรรยากาศก่อนการปฏิวัติเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 คือ ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน มีทิฐิ ตั้งเงื่อนไข ใช้วาจาเชือดเฉือน มีแต่เงื่อนแง่ทางการเมือง

ผู้เขียนเคยเขียนบทความเรื่อง "อนาคตสังคมไทย หลังการรัฐประหาร" (ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับลงวันที่ 3 เมษายน 2550) โดยให้ความเห็นไว้ตอนหนึ่งว่า ผู้เขียนคาดเดาว่า หลังการเลือกตั้ง ไม่ว่าฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายชนะ ปัญหาในเรื่องความขัดแย้งทางความคิดของสังคมไทยก็คงจะยังมีอยู่ต่อไป เพราะตราบใด ที่อำนาจและผลประโยชน์ของคนในสังคมแต่ละกลุ่ม แต่ละองค์กร แต่ละสถาบัน ยังไม่สามารถประนีประนอมหรือประสานผลประโยชน์กันได้อย่างลงตัว ย่อมไม่มีทางเป็นไปได้ที่ปัญหาจะได้รับการเยียวยาแก้ไข

พร้อมกันนั้นก็ได้เสนอจุดประเด็นความคิดในเรื่องขององค์กรแก้วิกฤตชาติขึ้นมา

โดยเห็นว่า น่าจะเป็นวิถีทางหนึ่งที่จะเปิดช่องทางให้บุคคลที่เห็นว่าน่าจะเป็นผู้มีปัญญาในแผ่นดิน ได้มีโอกาสเข้าไปช่วยเหลือแก้ไขปัญหาบ้านเมืองในยามวิกฤตได้โดยมีระบบรองรับที่ชัดเจน

โดยผู้เขียนมองว่า บุคคลที่เป็นผู้นำสูงสุดในองค์กรหลักๆ ของชาติ โดยธรรมชาติแล้ว เขาน่าจะเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถและมีคุณความดีเป็นพื้นฐานอยู่ไม่น้อย เพราะมิเช่นนั้น เขาคงไม่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญเช่นนั้นได้

ที่สำคัญการตัดสินใจของเขาน่าจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์เพื่อประเทศชาติโดยส่วนรวมมากกว่าฝ่ายการเมืองโดยตรง

เพราะโดยธรรมชาติของนักการเมืองอาชีพเขาย่อมตัดสินใจในเรื่องต่างๆ บนพื้นฐานของอำนาจและผลประโยชน์ของกลุ่มพวก ของฐานเสียงตนเองเป็นสำคัญ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด

แต่การต่อรองผลประโยชน์ระหว่างกันในยามที่บ้านเมืองตกอยู่ในภาวะวิกฤตนั้น ดูเหมือนจะไม่เหมาะสมกับสถานการณ์นัก โดยเฉพาะในสังคมที่การเมืองยังไม่ค่อยพัฒนาเท่าที่ควร โอกาสที่จะพากันก้าวเดินไปสู่ทางตันจึงมีอยู่สูงยิ่ง การมีคนกลางที่สังคมยอมรับคอยช่วยเหลือไกล่เกลี่ยให้จึงน่าจะช่วยหาทางออกได้ดีกว่า

ซึ่งต่อมาสังคมก็ได้วิพากษ์วิจารณ์ประเด็นดังกล่าวกันอย่างกว้างขวางแต่ก็น่าเสียดายที่ผลสุดท้ายข้อเสนอก็ตกไป

กฎมนุษย์ที่ผู้เขียนมีส่วนร่วมในการนำเสนอจึงไม่มีโอกาสได้รับการพิสูจน์ว่า มีความเหมาะสมสอดคล้องกับกฎธรรมชาติหรือไม่ อย่างไร

บทความนี้ ผู้เขียนคงไม่เสนอความเห็นอะไรเกี่ยวกับหนทางในการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง เพียงแต่อยากจะเขียนมาปรับทุกข์กับท่านผู้อ่านในฐานะเพื่อนร่วมชาติว่า ณ วันนี้ เวลานี้ผู้เขียนไม่แน่ใจว่า มนุษย์เราได้หนีความจริงแท้แห่งกฎธรรมชาติด้วยการสร้างกฎมนุษย์ที่สลับซับซ้อนขึ้นมามากมาย จนยากที่จะหาหนทางย้อนกลับไปทำความเข้าใจกับกฎธรรมชาติได้หรือไม่

หรือหากใครคนใดหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในสังคมจะเข้าใจและพยายามพาสังคมเดินกลับไปก็คงจะเป็นเรื่องที่สายเกินไปแล้วหรือไม่ เพราะกฎแห่งมายาภาพที่มนุษย์สร้างขึ้นมานั้น ได้ครอบงำกัดกินทั้งชีวิตและจิตวิญญาณของมนุษย์ส่วนใหญ่ไปเกือบหมดแล้ว

เอาแค่เรื่อง "นิติบุคคล" ซึ่งเป็นบุคคลสมมุติที่มนุษย์อุปโลกน์ขึ้นมาเพียงเรื่องเดียว ก็สร้างความวิปลาส ขาดสมดุล ให้กับโลกมนุษย์อย่างมากมายมหาศาล

คนคนเดียวมีทรัพย์สินเงินทองเป็นหมื่นล้านแสนล้าน หากไม่มีคำว่านิติบุคคล ผู้เขียนเชื่อว่า เรื่องอย่างนี้ก็คงจะไม่เกิดขึ้น

ไหนจะเรื่องของ "เงิน" ที่เจตนาของมนุษย์ยุคเริ่มแรกมีจุดประสงค์เพียงเพื่อประโยชน์ในการแลกเปลี่ยนสิ่งจำเป็นสำหรับธรรมชาติของชีวิตมนุษย์เท่านั้น

ไหนจะเรื่องของ "ยศ ตำแหน่ง" ซึ่งตั้งขึ้นมาเพื่อแบ่งหน้าที่กันทำ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎธรรมชาติที่ว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม เท่านั้นเอง แต่มนุษย์กลับหลงใหลได้ปลื้มยึดติดกับมันจนบางครั้ง บางคนถึงขนาดลืมเพื่อน-ลืมฝูง ลืมพี่-ลืมน้อง ลืมลูก-ลืมเมีย หรือแม้กระทั่งลืมชาติ ลืมแผ่นดินเลยก็มี ฯลฯ

ผู้เขียนคิดว่า บางทีคนไทยเราอาจจะยังไม่เคยได้รับบทเรียนอันเจ็บปวดที่มากพอก็เป็นได้

ผู้อ่านลองสังเกตประเทศทั้งหลายที่ได้รับการยอมรับว่า พัฒนาแล้ว จะเห็นได้ว่า หลายประเทศ มีประวัติศาสตร์ มีบทเรียนที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย

บางประเทศเรียกว่า เคยตกอยู่ในสภาพสาหัสสากรรจ์ ถึงขั้นเกือบสิ้นชาติสิ้นแผ่นดินเลยก็มี

ผู้เขียนคาดเดาเอาว่า ในอนาคตเขมรก็น่าจะเป็นอีกประเทศหนึ่งที่น่าจะมีความมั่นคงและมีความเจริญก้าวหน้าไม่น้อย

ดังนั้น หากต่อไปประเทศไทยเราจะเกิดวิกฤตที่สุดในโลกอีกครั้งหนึ่ง ก็คงจะเป็นนิมิตหมายที่ดี ที่เราจะได้มีโอกาสเรียนรู้และมีประสบการณ์ร่วมกันเพิ่มขึ้นอีกบทหนึ่ง ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ไม่น้อยสำหรับการย่างก้าวต่อไปอย่างมั่นคงในอนาคต

ส่วนตัวผู้เขียนเองคิดว่า เมื่อเราทำหน้าที่ของเราอย่างดีที่สุดแล้วสุดท้ายอะไรจะเกิดหรือจะดับ เราก็ต้องพยายามทำใจและวางเฉยกับมัน เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ย่อมเป็นไปตามกฎแห่งธรรมชาติ คือ "เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป"

ขอพวกเราชาวไทยผู้เจริญทั้งหลายมั่นใจในคุณค่าแห่งความดี คิดดี พูดดี ทำดี มีชีวิต อยู่ด้วยปัญญาและเมตตาเถิด

ไม่แน่ว่าหากพลังแห่งความดีงาม พลังแห่งเมตตาธรรม ของพวกเรามีมากพอ แทนที่เราจะพบกับวิกฤตที่สุดในโลก สิ่งดีๆ ที่เราร่วมกันสร้างขึ้นอาจจะช่วยพลิกให้สังคมไทยกลายเป็นประเทศที่มีโอกาสแห่งความโชคดีที่สุดในโลกก็เป็นได้
-------------
ที่มา:มติชน
http://www.matichon.co.th/matichon/n...sectionid=0130
รูป
 
__________________
โปรดงดแสดงความคิดเห็นที่ไม่สร้างสรรค์ ขาดเมตตาธรรม ส่อเสียด ดูหมิ่น สร้างความแตกแยกให้แก่สังคมกระทบกระทั่งต่อสถาบันอันเป็นที่เคารพ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ และขัดต่อกฎหมาย
"ทีมงาน Palungjit ขอสงวนสิทธิ์ ที่จะ ลบ แก้ไข เคลื่อนย้าย หรือปิดกระทู้ ข้อความที่ไม่เหมาะสม โดยมิต้องบอกกล่าวแก่สมาชิกก่อน"
ฯ ๗๑  
sponsor links
 

Bookmarks

Tags
123, photo, tag, ฯลฯ


คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ ให้คะแนนกระทู้นี้
ให้คะแนนกระทู้นี้:

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are งดใช้
Pingbacks are งดใช้
Refbacks are งดใช้


กระทู้ที่คล้ายกัน
ชื่อกระทู้ ผู้ตั้งกระทู้ เว็บบอร์ด คำตอบ ข้อความล่าสุด
ช่วย สังขารไม่เที่ยง จักรวาลคู่ขนาน 3 23-10-2009 07:07 PM
สมมุติศาสนา และ วิมุติศาสนา (ปรมัตถศาสนา) ฤษีแปลงสาร วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ 4 18-04-2008 08:21 AM
"พระธรรมทูต"ปฏิบัติศาสนกิจ พัฒนาศาสนา-ในประเทศยุโรป สังขารไม่เที่ยง ข่าวพุทธศาสนา 3 11-02-2008 09:25 PM
นิติศาสตร์แนวพุทธ sithiphong วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ 0 23-10-2007 08:22 AM


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +6 และเวลาในขณะนี้คือ 02:25 PM


พลังจิต | พระไตรปิฎก | เสียงธรรม | รูปภาพ | พจนานุกรม  | วัดไทย | คลิป | สารบัญเว็ป | หลวงพ่อฤาษีลิงดำ | อภิญญาหก | ฝึกสมาธิ
 
พุทธศาสนาจากพระโอษฐ์ | สมาธิ | แชท | เว็ปบอร์ด | พระเครื่อง | ดูดวง | ทำนายฝัน | Blog | | Google | แปลภาษา |

vBulletin Copyright ©2000-2009 Jelsoft Enterprises Ltd. Search Engine Friendly URLs by vBSEO 3.6.0
Palungjit.com 1 April 2003 - 2009
Page generated in 0.58811 seconds with 16 queries