PDA

View Full Version : ขอเชิญท่านที่มีความจงรักภักดีและเทิดทูนในสมเด็จพระนเรศวรมหาราช


หน้า : 1 [2] 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18

ทางสายธาตุ
30-07-2009, 04:29 PM
<CENTER>
ตอนที่หนึ่งราชอาณาจักรสยาม</CENTER>บทที่หนึ่ง ลักษณะทางภูมิประเทศ
<CENTER>http://203.144.136.10/service/mod/heritage/nation/siam/ralrubar03.jpg

</CENTER> ๑. เหตุใดราชอาณาจักรนี้จึงไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกันนัก การเดินเรือได้ช่วยให้เรารู้จักตำบลชายฝั่งของอาณาจักรนี้บ้าง และมีผู้เขียนไว้บ้างแล้ว แต่ในส่วนที่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน แทบจะไม่รู้เรื่องราวกันเลย เพราะชาวสยามไม่ได้ทำแผนที่ขึ้นไว้ หรือหากทำไว้ก็คงปกปิดไว้เป็นความลับ แผนที่ที่เขานำมาแสดง เป็นงานของชาวยุโรปผู้หนึ่งทำไว้ โดยได้ทวนแม่น้ำไปถึงอาณาเขต

๒. พรมแดนด้านเหนือ ไปถึงองศาที่ ๒๒ และโดยที่อ่าวสยามอยู่ที่ ๑๓ องศา ดังนั้ขนาดของพื้นที่จะตกประมาณ ๑๗๐ ลี้ ตามวัดขึ้นไปเป็นเส้นตรง โดยคิด ๒๐ ลี้ต่อองศาละติจูด (ลี้กิโลเมตริก ๔ กิโลเมตร ลี้บก ๔,๔๔๔ กิโลเมตร ลี้ทะเล ๕,๕๕๖ กิโลเมตร)

๓. เชียงใหม่ และทะเลสาบ ชาวสยามกล่าวว่าเชียงใหม่อยู่ห่างจากพรมแดนราชอาณาจักรขึ้นไป ระยะเดินทาง ๑๕ วัน (๖๐ - ๗๐ ลี้) การนับวันคือ การเดินเรือทวนน้ำ มีผู้เล่าว่าเมื่อ ๓๐ ปีที่ผ่านมา พระเจ้าอยู่หัวได้ยกทัพไปตีเมืองนั้นแล้วทิ้งให้ร้าง โดยกวาดต้อนคนมาหมด ต่อจากนั้นว่าพระเจ้าอังวะ ซึ่งเมืองพะโค เป็นเมืองขึ้นได้มาส้องสุมผู้คนขึ้นใหม่ แต่ชาวสยามที่ขึ้นไปในกองทัพครั้งนั้น ไม่มีใครได้เห็น หรือรู้ว่ามีทะเลสาบลือนาม ซึ่งนักภูมิศาสตร์ของเราระบุว่าเป็นต้นแม่น้ำ (เจ้าพระยา) เมื่อทวนน้ำขึ้นไปต้นน้ำประมาณ ๕๐ ลี้ ก็มีลำน้ำพอที่เรือขนาดย่อม ๆ จะผ่านขึ้นไปได้เท่านั้น

๔. ประเทศสยามเป็นที่ราบระหว่างหุบเขา มีอาณาเขตกันด้วยภูเขาสูง ตั้งแต่ด้านทิศตะวันออกจรดทิศเหนือ แบ่งเขตกับราชอาณาจักรลาว ทางทิศเหนือกับทิศตะวันตกก็มีภูเขากั้น แบ่งเขตกับราชอาณาจักรพะโคและอังวะ ระหว่างเทือกเขาทั้งสอง (มีคนอาศัยอยู่น้อย เป็นคนป่าและยากจนแต่เป็นอิสระไม่ขึ้นกับใคร) เป็นที่ราบใหญ่ บางตอนกว้าง ๕๐ - ๑๐๐ ลี้ มีแม่น้ำไหลผ่านไหลลงอ่าวสยาม แยกออกเป็นสามแคว

<CENTER>http://203.144.136.10/service/mod/heritage/nation/siam/ralrubar04.jpg

</CENTER> ๕. เมืองที่ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำสายนี้ ลึกจากปากน้ำ ๗ ลี้ เป็นเมืองบางกอก ชาวสยามไม่นิยมปลูกเรือนอยู่ตามชายฝั่งทะเลนัก มักชอบอยู่ตามริมแม่น้ำ ที่ขึ้นล่องสะดวกแก่การค้าทางทะเล ชื่อตำบลมักขึ้นต้นด้วยบ้าน

๖. สวนผลไม้บางกอก มีอาณาบริเวณยาวไปตามริมฝั่งแม่น้ำ ถึง ๔ ลี้ จรดตลาดขวัญ

๗. เมืองอื่น ๆ บนฝั่งแม่น้ำ ตำบลสำคัญคือ แม่ตาก เป็นเมืองเอก ตั้งอยู่ทางทิศเหนือหนพายัพ ถัดไปเป็นเมืองเทียนทอง (เชียงทอง) กำแพงเพชร (กำแปง) แล้วถึงเมืองนครสวรรค์ ชัยนาท ตลาดขวัญ ตลาดแก้ว และบางกอก ถึงทางชัยนาทกับสยามค่อนไปทางตะวันออกเป็นเมืองละโว้ ตรงละติจูด ๑๔ ๔๒ ๓๒ ตามที่บาทหลวงเยซูฮิตได้คำนวณไว้ พระเจ้ากรุงสยาม โปรดไปอยู่เมืองนั้นเกือบตลอดปี เมืองเทียนทองร้างไปคงเนื่องจากสงครามเก่าแก่กับพระโค

๘. ลำน้ำที่เรียกแม่น้ำเหมือนกัน ที่เมืองนครสวรรค์ เป็นแควร่วมของแม่น้ำสายใหญ่ไหลจากเหนือ นักภูมิศาสตร์ฝรั่งเศสบอกว่าไหลจากทะเลสาบเชียงใหม่ แต่ยืนยันว่าต้นน้ำมาจากเทือกเขา ซึ่งอยู่ทางเหนือของเมืองขึ้นไปไม่ไกลนัก ไหลผ่านเมืองฝาง พิชัย พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ และบรรจบกับแม่น้ำสายอื่น
เมืองพิษณุโลก มีเจ้าสืบวงศ์เช่นเมืองตากมีการค้าขายมาก มีหอรบ ๑๔ แห่งอยู่ละติจูด ๑๙
เมืองนครสวรรค์ อยู่กึ่งกลางระหว่างเมืองพิษณุโลกกับเมืองสยาม (อยุธยา) ระยะทางขาขึ้น ๒๕ วัน โดยทางเรือ แต่อาจร่นมาเป็น ๑๒ วัน ถ้ามีฝีพาย และพายอย่างรีบเร่ง

๙. เมืองไม้ เมืองเหล่านี้ไม่ผิดกับเมืองอื่น ๆ ในสยามคือเป็นหมู่เรือนจำพวกกระท่อม ล้อมรอบด้วยรั้วไม้เสา บางทีมีกำแพงหินและอิฐ แต่มีน้อย

๑๐. ความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวเมืองฝาง เพราะเมืองนั้นเป็นที่เก็บพระทันตธาตุ ชาวสยามจึงสร้างวิหารเจดีย์ไว้เพื่อบูชา บางคนเรียกเมืองพัน ทำให้มีชาวพะโค (มอญ) และชาวลาว นอกจากชาวสยามมาชุมนุมนมัสการด้วย

๑๑. ความเชื่อที่พระบาท อยู่ห่างเมืองละโว้ไปทางตะวันออก ๕ - ๖ ลี้

๑๒. พระบาทคืออะไร คือพิมพ์เท้ามนุษย์ โดยฝีมือช่างสลักอย่างหยาบ ๆ ลงในหิน ลึก ๑๓ - ๑๔ นิ้ว ยาวกว่าเท้าคนทั่วไป ๕ - ๖ เท่า กว้างทำนองเดียวกัน พระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปนมัสการเป็นประจำทุกปี โดยขบวนพยุหยาตราเป็นพระราชพิธีใหญ่ พระพุทธบาทหุ้มด้วยแผ่นทองคำ อยู่ในมหามณฑปที่สร้างสวมไว้ ตามคำให้การของผู้เฒ่าผู้แก่ พระบาทนี้เพิ่งมีตำนานมาได้ไม่เกิน ๙๐ ปี

๑๓. มูลเหตุความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้ คนสยามเป็นเพียงนักลอกแบบที่หยาบ ๆ พงศาวดารอินเดียได้บันทึกเรื่องพระเจ้ากรุงสิงหฬ (ซีลอน) องค์หนึ่งได้สงวนเขี้ยวลิงตัวหนึ่งไว้ด้วยความนับถือยิ่งยวด ซึ่งชาวอินเดียถือว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุองค์หนึ่ง พระองค์พยายามไถ่คืนจากอุปราชแห่งอินเดียว ซึ่งยึดเขี้ยวนั้นมาจากชาวอินเดีย แต่ไม่เป็นผล อุปราชอินเดียได้เผาเขี้ยวนั้นแล้วทิ้งแม่น้ำไป

๑๔. อะไรคือรอยเท้าอาดัมในลังกา ชาวปอร์ตุเกศเรียกรอยเท้าในสิงหลว่า เท้าอาดัม และพวกเขาเชื่อว่าลังกานั้นคือ สวนสวรรค์ในไบเบิล

ทางสายธาตุ
30-07-2009, 04:33 PM
บทที่สอง ลักษณะทางภูมิศาสตร์ แห่งราชอาณาจักรสยามต่อจากที่ว่าด้วยเมืองหลวง

๑. เมืองอื่น ๆ ติดเส้นแบ่งพรมแดนกับประเทศพะโค เป็นที่ตั้งของเมืองกาญจนบุรี ติดกับพรมแดนลาว มีเมืองโคราชเสมา และเมืองที่อยู่ระหว่างแม่น้ำสองสายเหนือนครสวรรค์คือ สุโขทัย ซึ่งอยู่ในระดับพื้นที่สูงเกือบเท่าเมืองพิจิตร กับเมืองสังคโลก ซึ่งตั้งอยู่คล้อยทางด้านทิศเหนือไปเล็กน้อย

๒. บ้านเมืองที่มีลำคลองตัดกันมากมาย ชาวสยามขุดคลองเป็นอันมาก ถ้าจดจำไม่ดี จะนับบรรดาเมืองที่ตั้งอยู่ตามริมน้ำได้ไม่ถ้วน

<CENTER>http://203.144.136.10/service/mod/heritage/nation/siam/ralrubar05.jpg

</CENTER> ๓. ลักษณะเมืองสยาม (อยุธยา) คลองทำให้เมืองสยามกลายเป็นเกาะ แต่ว่าอยู่ท่ามกลางเกาะหลายเกาะด้วยกัน อยุธยาอยู่ที่ละติจูด ๑๔ ํ ๒๐" ๔๐" ลองติจูด ๑๒๐ํ ๓๐' รูปร่างคล้ายถุงย่าม ปากถุงอยู่ทางทิศตะวันตก แม่น้ำใหญ่บรรจบกับลำคลองหลายสาย ซึ่งแล่นวงรอบกรุงตรงด้านเหนือ แล้วแยกลงด้านใต้เป็นหลายแพรกด้วยกัน พระบรมมหาราชวังอยู่ทางด้านทิศเหนือ พบลำคลองที่เป็นคูเมืองด้านตะวันออก มีทางเดินข้ามอยู่แห่งเดียว คล้ายคอคอด จะออกพระนครได้โดยไม่ต้องข้ามลำน้ำ

ตัวพระนครกว้างขวางมาก มีกำแพงล้อมตัวเกาะ ในกำแพงเมืองมีคนอยู่ประมาณ ๑ ใน ๖ หมายถึงพื้นที่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ นอกนั้นรกเป็นป่ามีแต่วัดเท่านั้น เขตชานพระนครซึ่งมีชาวต่างประเทศอยู่ทำให้ เพิ่มจำนวนพลเมืองขึ้นอีกมาก ถนนในหมู่บ้านชาวต่างประเทศกว้างและเป็นเส้นตรง บางแห่งปลูกต้นไม้ และปูถนนด้วยแผ่นอิฐตะแคง บ้านชาวพื้นเมืองโดยมากเป็นเรือนต่ำสร้างด้วยไม้ ถนนส่วนใหญ่มักมีลำคลองขนานเป็นแนวตรงไปด้วย ทำให้เปรียบเมืองสยามได้กับเมืองเวนิช ตามคลองหลอดมีสะพานเชือกเล็ก ๆ ไม่มั่นคงนัก ทอดข้ามเป็นอันมาก บางแห่งมีสะพานก่ออิฐถือปูนสูงมาก และฝีมือหยาบเต็มที

๔. นามของสยาม คำว่า สยามไม่เป็นที่รู้จักของชนชาวสยามเอง เป็นคำที่พวกปอร์ตุเกศ ซึ่งอยู่ในชมพูทวีปใช้เรียก เป็นนามประชาชาติ ไม่ใช่นามแห่งราชอาณาจักร และคำนามว่า พะโค ลาว มะหง่ล (Mogol) กับชื่ออื่น ๆ เป็นอันมาก ซึ่งพวกเราใช้เรียกอาณาจักรต่าง ๆ ในชมพูทวีป ก็เป็นคำที่ใช้เรียกประชาชาติ

๕. นามอันแท้ของชาวสยามก็คือ ฟรังซ์ นั่นเอง ชาวสยามเรียกตนเองว่า ไทย แปลว่า อิสระ ผู้ที่รู้ภาษาพะโคยืนยันว่า สยาม แปลว่า อิสระ ในภาษานั้น คำว่า ฟรังซ์ เป็นนามที่บรรพบุรุษฝรั่งเศส ใช้เมื่อสลัดแอกชาติโกลออกจาก อำนาจปกครองของจักรวรรดิ์โรมัน
ส่วนเมืองสยาม ชาวสยามเรียกว่า ศรีอโยธยา บางทีก็เรียกว่า กรุงเทพพระมหานคร

๖. ชนต่างจำพวกสองชาติเรียกตนเองว่าสยาม ชาวสยามที่กล่าวถึง เรียกตนเองว่า ไทยน้อย ยังมีชนอีกพวกหนึ่ง ยังป่าเถื่อนอยู่มาก เรียกกันว่า ไทยใหญ่ อยู่ตามภูเขาทางภาคเหนือ

๗. ภูเขาอื่น ๆ และเขตแคว้นอื่น ๆ เทือกเขาอันเป็นพรมแดนระหว่างอังวะ พะโค และสยาม นั้น ค่อยราบลงทีละน้อย เมื่อแผ่ลงมาทางตอนใต้ กลายเป็นคาบสมุทรอินเดียน นับแต่ปากน้ำคงคาออกมา และสิ่นสุดลงที่เมืองสิงคะปุระ คั่นอ่าวสยามกับอ่าวเบ็งกะหล่า ให้เแยกจากกัน ซึ่งเมื่อรวมกับเกาะสุมาตรา เข้าด้วยแล้วก็เกิดเป็นช่องแคบมะละกา หรือช่องแคบสิงคะปุระ อันลือชื่อ มีลำน้ำหลายสายจากภูเขาต่าง ๆ ในคาบสมุทรนี้ หลั่งลงในอ่าว ภูเขาลูกอื่น ๆ อันเป็นพรมแดนสยามกับลาว ก็ยื่นลงมาทางใต้เหมือนกัน ค่อยเตี้ยลงทีละน้อยจนสิ้นสุดลงที่ แหลมกัมโพชา ซึ่งตั้งอยู่ตะวันออกสุดของทวีปเอเซีย อ่าวสยามเริ่มต้นตรงระดับเดียวกับแหลมจะงอยนี้ และอาณาจักรสยามก็แผ่ออกไปมากทางด้านใต้ ทั้งสองฟากอ่าวเป็นรูปเกือกม้าคือ ตามอ่าวทางตะวันออกถึงแม่น้ำจันทบูร อันเป็นจุดเริ่มต้นของอาณาจักรกัมโพชา ทางตะวันตกของอ่าวสยาม อาณาเขตสยามแผ่ลงมาถึงเมืองเกคะ และเมืองปัตตานี อันเป็นดินแดนแคว้นของชาวมลายู ซึ่งแต่ก่อนนี้ เมืองมะละกา เป็นเมืองหลวง

๘. ฝ่ายชายทะเลสยาม ชายทะเลสยามยาวประมาณ ๑๐๐ ลี้ และทางอ่าวเบ็งกะหล่า อีกประมาณ ๑๘๐ ลี้

๙. เกาะของสยามในอ่าวเบ็งกะหล่า มีเกาะใหญ่น้อยเป็นอันมาก เรียงรายอยู่หนาแน่น เกาะเหล่านี้ส่วนใหญ่มีท่าเรืออย่างดี สมบูรณ์ด้วยน้ำจืดและป่าไม้ เป็นเครื่องล่อให้ชวนกันมาตั้งอาณานิคมใหม่อย่างยิ่ง พระเจ้ากรุงสยามถือว่าพระองค์เป็นใหญ่เหนือแผ่นดินเหล่านี้ แม้ชาวสยามน้อยนัก จะอพยพไปตั้งถิ่นฐานอยุ่ในแหลมมลายา ทั้งพระองค์เองก็ไม่มีกำลังทางทะเลเพียงพอที่จะแผ่อำนาจ เพื่อกีดกันมิให้ชาวต่างประเทศอพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐานบ้านเรือน เอาตามอำเภอใจได้

๑๐. เมืองมะริด ตั้งอยู่ที่แง่ด้านตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะใหญ่ ที่มีผู้คนมากเกาะหนึ่ง มีปลายแม่น้ำสวยงามสายหนึ่งล้อมรอบเป็นขอบคู ท่าเรือเมืองมะริด กล่าวกันว่า สวยงามที่สุดแห่งชมพูทวีป

มีทั้งหมด 9 บทสำหรับตอนที่ 1 นี้ จะลงไว้วันนี้แค่ 3 บทก่อนค่ะ อ่านมากจะเบื่อกันไปข้างหนึ่งค่ะ

ทางสายธาตุ
30-07-2009, 04:37 PM
บทที่สาม ประวัติศาสตร์และต้นกำเนิดของชนชาวสยาม
http://school.obec.go.th/watsripracha/library/mapay/borom_kot_map.jpg

แผนที่อุษาคเนย์สมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษ โดยไอแซค ไทริออน

๑. ชาวสยามไม่ค่อยสนใจในประวัติศาสตร์ของตนนัก ประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยนิยาย หนังสือก็มีน้อย เพราะชาวสยามยังไม่รู้จักใช้เครื่องตีพิมพ์ มีผู้กล่าวว่าชาวสยาม แสร้งปกปิดประวัติศาสตร์ของตนไว้ และยืนยันว่าชาวสยามมีประวัติย้อนขึ้นไปไม่ไกลเท่าใดเลย

๒. ศักราชสยาม ชาวสยามเริ่มศกใหม่ในเดือนธันวาคม การเริ่มศักราชนับจากวันปรินิพพานของสมเด็จพระสมณโคดม

๓. พระมหากษัตริย์สยาม ปฐมกษัตริย์สยาม พระนามว่า พระปฐมสุริยเทพนรไทยสุวรรณบพิตร พระนครแห่งแรกคือ ไชยบุรีมหานคร เมื่อปี พ.ศ.๑๓๐๐ ได้สืบสันตติวงศ์ต่อมาอีกสิบชั่วกษัตริย์ องค์สุดท้ายมีพระนามว่า พญาสุนทรเทศมหาเทพราช ได้ย้ายพระนครมาสร้างราชธานีใหม่ที่เมืองธาตุนครหลวง ในปี พ.ศ.๑๗๓๑ พระมหากษัตริย์องค์ที่ ๑๒ พระนามว่า พระพนมไชยศิริ ได้ให้ราษฎรอพยพตามไปยังเมืองนครไทย ซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำที่ไหลมาจากภูเขาแดนลาว และไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ตอนเหนือเมืองพิษณุโลก ขึ้นไปเล็กน้อยไกลกัน ๔๐ - ๕๐ ลี้ แต่พระมหากษัตริย์องค์นี้มิได้อยู่ที่เมืองนครไทยตลอดมา แต่ได้ไปสร้างและประทับอยู่ ณ เมืองพิบพลี บนฝั่งแม่น้ำสายหนึ่งอยู่ห่างจากปากน้ำราว ๑ ลี้ ทางทิศตะวันตกของปากน้ำเจ้าพระยา มีพระมหากษัตริย์สืบสันตติวงศ์ต่อมาอีกสี่ชั่วกษัตริย์ องค์สุดท้ายมีพระนามว่า รามาธิบดี ได้ทรงสร้างเมืองสยามขึ้น เมื่อปี พ.ศ.๑๘๙๔ และขึ้นครองราชย์ ณ ที่นั้น

๔. พระชาติของพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบัน วัน วลิต ได้ทำให้เราได้รู้เหตุการณ์ชัดแจ้งขึ้น

๕. ตัวอย่างการกบฎจลาจลในกรุงสยาม

๖. ข้อสงสัยเกี่ยวกับต้นกำเนิดของชาวสยาม ยากที่จะวินิจฉัยลงไปได้ว่า เป็นชนชาติที่สืบพงศ์พันธุ์แต่ดึกดำบรรพ์ในประเทศสยาม ที่อยู่ในดินแดนสยามเอง หรือว่าสืบเผ่าพันธุ์มาจากมนุษย์ชาติอื่น แล้วอพยพย้ายมาตั้งถิ่นฐานในภูมิภาคส่วนนี้ แม้จะมีมีเจ้าของถิ่นดั้งเดิมตั้งรกรากอยู่ก่อนแล้ว

๗. ในสยามมีภาษาสองอย่าง ชาวสยามรู้จักใช้ภาษาสองอย่าง อย่างหนึ่งเป็นภาษาพื้นเมือง เป็นภาษาง่าย ๆ และเกือบจะเป็นคำโดด ไม่มีการกระจายคำกริยา หรือการเปลี่ยนตามการก กับอีกภาษาหนึ่งคือ ภาษาบาลี ซึ่งในทรรศนะของพวกเขาว่าเป็นภาษาที่ตายแล้ว เป็นที่รู้จักกันในหมู่ปวงปราชญ์ราชบัณฑิต ใช้ในการพระศาสนา ในตัวบทพระธรรมศาสตร์ ชื่อตำแหน่งหน้าที่ ใช้ในคำประพันธ์

๘. ชาวสยามบอกถึงมูลเดิมแห่งกฎหมายและศาสนา ชาวสยามยืนยันว่า กฎหมายของพวกเขาเป็นกฎหมายต่างประเทศ มาสู่สยามจากเมืองลาว ทั้งสยามและลาวมีศาสนาเดียวกัน และยังเหมือนกับชาวพะโค และตำนานหรือประเพณีดั้งเดิม ก็กล่าวว่ากฎหมายและแม้แต่พระมหากษัตริย์ของพวกเขา ก็มาจากเมืองลาว และทางลาวก็ว่าพระมหากษัตริย์ของพวกเขา และกฎหมายของลาว โดยมากก็ไปจากสยามเช่นเดียวกัน

๙. ภาษาบาลี ชาวสยามเชื่อว่า ตัวอักษรภาษาบาลี มีผู้รู้เฉพาะชาวสยามเท่านั้น แต่พวกนักสอนศาสนาคริสต์เชื่อว่า ภาษาบาลียังไม่ใช่ภาษาที่ตายแล้ว เพราะพวกเขาได้พบผู้ที่มาจากแหลมโกโมแร็ง (Comorin) พูดภาษาบาลีปนมาในคำพูดของเขา และยืนยันว่าเป็นภาษาที่พูดกันในบ้านเมืองของเขาตามปกติ

๑๐. ชาวสยามคล้ายคลึงกับชาวประเทศเพื่อนบ้าน ชาวสยามมีรูปพรรณทางใบหน้าแบบชาวชมพูทวีป ผิวผสมแดงกับน้ำตาลไหม้ ซึ่งไม่เหมือนกับชาวต่างชาติข้างเหนือของทวีปอาเซีย และยังมีจมูกสั้น ตอนปลายจมูกมีลักษณะมนเหมือนชาวประเทศเพื่อนบ้าน กระดูกโหนกแก้มโปน และยื่น หางตาเชิดชัน ใบหูใหญ่กว่าชาวยุโรป ท่าทางมีลักษณะห่อตัวเหมือนลิงทะโมน และยังมีอิริยาบทอีกหลายอย่าง ที่คล้ายสัตว์จำพวกนี้

๑๑. พระเจ้ากรุงสยามโปรดเด็ก จน ๗ หรือ ๘ ขวบ เมื่อพ้นจากการเป็นทารกแล้ว ก็ไม่โปรดอีกต่อไป

๑๒. ชาวสยามมิได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานในประเทศนี้จากที่ไกลนัก ทุกปีจะมีน้ำท่วมอยู่หลายเดือน เต็มไปด้วยเหลือบยุง บุ้ง ร่าน ริ้น ตัวแมลงต่างๆ นับไม่ถ้วนชนิด อยู่ในเขตอากาศร้อนอบอ้าว เป็นการยากที่มนุษย์จากถิ่นไกลจะปลงใจอพยพมาตั้งถิ่นฐานได้ นอกจากหมู่ชนในดินแดนใกล้เคียง และเชื่อว่าเพิ่งเข้ามาอยู่ เมื่อไม่กี่ศตวรรษมานี้ โดยอาศัยอายุต้นไม้ใหญ่ที่มีอายุเป็นพันปีมีอยู่น้อยมาก จึงน่าจะสันนิษฐานว่า ชนชาติสยามน้อย (ไทยน้อย) น่าจะสืบตระกูลมาจากชนชาติสยามใหญ่ (ไทยใหญ่) และพวกสยามใหญ่ก็ถอยมาจากถิ่นเกิดขึ้นไปอยู่ตามภูเขา เพื่อหนีภัยการรุกรานของประเทศเพื่อนบ้าน

๑๓. คนต่างด้าวที่เข้าไปยังประเทศสยาม เลือดชาวสยามระคนปนกับเลือดต่างด้าวอยู่มาก โดยไม่ต้องนับพวกมอญ หรือลาว ซึ่งเกือบจะเป็นชนชาติเดียวกับสยาม กล่าวกันว่ามีชนต่างชาติเข้ามาพึ่งสยามอยู่ถึง ๔๐ ชาติ ความปั่นป่วนในด้านการค้า ของเมืองสยามในระยะหลัง ทำให้ชาวต่างชาติที่เคยตั้งหลักแหล่งอยู่ได้ถอนตัวออกไปมาก ปัจจุบันพวกที่อพยพมาจากเบ็งกะหล่า พวกญวนสักสองสามครอบครัว เฉพาะพวกมัวร์ ก็แบ่งออกเป็นตั้ง ๑๐ ชาติแล้ว พวกมัวร์เป็นแขกชาติอาหรับ นับถือศาสนามะหะหมัด เป็นบรรพบุรุษของพวกแขกสาระเซ็น แขกชาตินี้แผ่ซ่านอยู่ในที่ต่าง ๆ เกือบทั่วทวีปยุโรป

๑๔. ประชากรแห่งราชอาณาจักรสยามมีไม่มากนัก แยกอยู่ตามเขตแขวงต่าง ๆ ในตัวเมือง หรือตามหัวเมืองต่าง ๆ น่าจะอนุมานว่ารัฐบาลสยามไม่ปรารถนาที่จะให้พลเมืองเพิ่มขึ้นกว่านี้อีก เพราะได้มีการสำรวจสำมะโนประชากรทุกปี รัฐบาลสยามได้ทำทะเบียนคนชายหญิง และเด็กไว้อย่างครบถ้วน จากการสำรวจครั้งล่าสุดมีเพียง ๑.๙ ล้านคน

ป.ล. ตอนนี้ท่านทั้งหลายยังเป็นฝรั่งกันอยู่นะคะ อย่าลืม อ่านแบบฝรั่งมองไทยนะคะ

จงรักภักดี
30-07-2009, 07:13 PM
รายงานเรื่องการเดินทางไปพื่อร่วมถวายปัจจัยที่วัดวรเชษฐ

วันนี้ (30 ก.ค. 52) ได้เดินทางไปวัดวรเชษฐ ตามที่นัด

หมายกันไว้กับคุณแม่ชี เพื่อร่วมถวายปัจจัยทำบุญกับพระ

อาจารย์สิงห์ทน สืบเนื่องจากเดิมที่คุณโมเย ได้มีจิตศรัท

ธาถวายแผ่นซีดีเพลงสมเด็จพระนเรศวรมหาราชให้กับพระ

อาจารย์จำนวน 50 แผ่น เพื่อเป็นทุนทรัพย์ไว้ซ่อมแซม

อาคารที่ชำรุดเสียหายด้วยเหตุเพลิงไหม้ ยอดแรกจำนวน

7,000 บาท ( เจ็ดพันบาท ) ปรากฎว่าพระอาจารย์ติด

กิจนิมนต์ ก็ได้ฝากไว้กับคุณแม่ชี โดยได้กราบเรียนให้พระ

อาจารย์ได้ทราบทางโทรศัพท์เป็นที่เรียบร้อย

ในการไปวัดวรเชษฐในครั้งนี้โชคดีได้มีโอกาสได้รับรู้ใน

เรื่องการเดินทางไปศึกษาดูงานของคณะอนุกรรมการ

พิจารณา ติดตาม ตรวจสอบ ส่งเสริมกิจการศาสนา คุณ

ธรรม จริยธรรมฯ ในคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม

จริยธรรมฯ วุฒิสภา เพื่อรับฟังข้อเท็จจริงจากผู้แทนหน่วย

งานที่เกี่ยวข้องพร้อมทั้งศึกษาพื้นที่ในบริเวณวัดวรเชษฐ

ในวันพุธที่ 7 มกราคม 2552 โดยทางวัดได้จัดทำเป็น

เอกสารสำหรับแจกจ่าย ซึ่งผมได้นำมาด้วยจำนวนหนึ่ง

ท่านใดต้องการกรูณา PM ไปนะครับจะจัดส่งไปให้ มี

สาระที่น่าสนใจมากทีเดียวครับ แค่กล่าวถึงความเป็นมา

ของวัดก็ต้องฮือฮากัน ดังนี้ครับ ...." วัดวรเชษฐเป็นวัด

นอกเมือง อยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองอยุธยา ชื่อเดิม

วัดป่าแก้ว ตามลักษณะแบบวัดที่สำคัญของพระมหา

กษัตริย์ มีศิลปการก่อสร้างตามแบบอโยธยาสมัยพระ

ธรรมราชาที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง ) มีแห่งเดียวในจังหวัด

พระนครศรีอยุธยา วัดป่าแก้ว เป็นวัดฝ่ายอรัญญวาสี

เคยมีการปกครองด้วยปู่ทวดในตำแหน่งพระสังฆราช

ต่อมาได้มอบตำแหน่งพระสังฆราชให้ พระพนรัตน์

ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นที่พระราชทานเพลิงพระศพ

สมเด็จพระนเรศวรมหาราช...."

Fort_GORDON
30-07-2009, 07:26 PM
โอ้โฮ ครับ กระทู้นี้อัดแน่นไปด้วยเนื้อหาสาระที่เป็นความ

รู้และเป็นประโยชน์มากทีเดียว ฟอร์ทขออนุโมทนากับ

คุณทางสายธาตุ ด้วยครับ ข่าววัดวรเชษฐ ของพี่จงรัก

ภักดี เป็นข่าวดีจริงๆครับ สาธุ

supasoon06
30-07-2009, 08:08 PM
โมทนาค่ะ

ทางสายธาตุ
31-07-2009, 09:09 AM
ดีใจที่คณะกรรมาธิการศาสนาให้ความสนใจค่ะ
แผ่นดินนี้เจ้าท่านทุ่มทั้งชีวิต ยื้อแย่งกลับมาจากพม่า
สมควรที่คนไทยจะได้รู้ซึ้งและระลึกถึงพระคุณท่าน
พระราชวังอันมีที่นอนอ่อนนุ่ม เจ้าท่านแทบไม่ได้ทรงใช้
เจ้าท่านอยู่กับทหารของท่านตลอด
เสวยอาหารที่ไม่ต่างจากทหารท่านนัก
ความรักที่เจ้าท่านมีให้กับแผ่นดินนี้
ท่านให้ค่าสูงมากเกินกว่าชีวิตของพระองค์เองเสียอีก

ทางสายธาตุ
31-07-2009, 09:27 AM
เข้ามาสมัครเวปไซด์นี้เพราะหาข้อมูลวัดวรเชษฐ์ แล้ว google ก็โชว์ข้อความของ The Third Eyes ไว้ (นำมาลงไว้ข้างล่างนี้) ทำให้สมัครเป็นสมาชิก แต่อย่างพวกมือใหม่นั่นแหละค่ะ หา The third eyes อยู่เดือนกว่า เพิ่งรู้ว่าย้ายไปห้องจิตวิทยา กว่าจะเจอหน้านี้อีกครั้ง เหงื่อตก หาอยู่นานมากค่ะ

เรื่องเล่า ก่อนอน คืนนี้ เรื่องที่ สิบสี่
คงจะเป็น เรื่อง ยาวมาก อีกเรื่อง... ต้อง ทะยอยมาเล่า ต่อ เป็น ตอนๆๆ
.................................................................................................
สมเด็จพระนเรศวร มหาราช
กับ การยุทธหัตถี ชนช้าง กับ พระมหาอุปราช แห่ง พม่า
..................................................................
ในปัจจุบัน เราจะได้ ยินเรื่อง ยุทธการชนช้าง
ของ สมเด็จพระนเรศวรน มหาราช..ชนกับ พระมหาอุปราช
และพระองค์ เป็น ฝ่ายชนะ..และส่งผลสะท้อน
ทำให้ องค์ พระ สุพรรณกัลยา..พระพี่ นางเธอ
ต้อง ถูก สังหาร สิ้นพระชนม์ ไปด้วย
ความโกรธ แค้น ของ พระเจ้า นันทบุเรง
...............................................................................
ความสงสัย ของ ผู้ คน ในปัจจุบัน คือ
ชนช้างกัน ตรงไหน..ที่ ตำบลอะไร จังหวัดใด
......................................................................................
เพราะ จุดแรก คือ ที่ ดอนเจดีย์ ในเขต สุพรรณบุรี
ที่เมื่อเรา ผ่านเข้าไป..ก็จะเห็น
รูปปั้น ของ องค์ สมเด็จ พระนเรศวร มหาราช
ประทับ บนหลัง ช้าง...ยืนอยู่ บนแท่นสูง
บริเวณ โดยรอบ จัดทำเป็น สวนหย่อมเล็กๆๆ..พองาม
......................................................................
จุดที่ สอง คือ ที่ ต.ตระพังตรุ ดอนเจดีย์ อ.พนมทวน กาญจนบุรี
ที่ นั่น ก็ มี รูปปั้น องค์ สมเด็จ พระนเรศวรมหาราช
ประทับบนหลังช้าง อยู่ บนแท่นสูง เช่นกัน
บริเวณ โดยรอบ กว้าง ขวางมาก
มี รูปปั้น ไก่ ชน สูง ขนาด ตัวคนวางเรียงกันมากมาย
มีเจดีย์เก่า เล็กๆๆ ที่ สันนิษฐานกันว่า เป็น จุด ที่ ชนช้างกัน จริงๆๆ
..........................................................................................<!-- google_ad_section_end -->
ปัญหา ในปัจจุบัน ที่ นักปกครอง / นักประวัติศาสตร์/ นักโบราณ คดี
กำลัง หาวิธีพิศูจน์ ว่า ทั้ง สอง สถานที่ เกี่ยวพันกันอย่างไร
.....................................................................................
ปัญหา ทั้งหมด..ไม่มีกรรมการ..จึงต้องใช้วิธี ถามโดยตรง
ถามกับใคร ?????
ถาม องค์ สมเด็จพระนเรศวร มหาราชโดยตรง
พระองค์ ทรงเล่าให้ฟังอย่างละเอียด ว่า รบ กันอย่างไร
พระองค์ ในขณะ นั้น ทรงมี ปุจฉา อย่างไร
......................................................................
รายละเอียด บางอย่างที่พระองค์ ทรงเล่า..มีมุขขำ มุกฮา.
อย่างที่ เรา ไม่เคยรู้มาก่อน..เพราะ พระองค์ ทรงรู้ องค์เดียว
...............................................................................

เมื่อ หลายปี ก่อน ข้าพเจ้า ได้ รับ งานก่อสร้าง
สถานีไฟฟ้า ของ กฟภ ที่ หันคา.
.จึงต้องขับรถผ่าน สุพรรณบุรี สัปดาห์ ละ มากกว่า4 ครั้ง
ทำอยู่ แปดเดือน..จึงผ่านมากว่า 30 ครั้ง
..........................................................................
จนวันหนึ่ง..ก็จำได้ ว่า ที่ ดอนเจดีย์ สุพรรณ
มีรูปปั้น สมเด็จ พระนเรศวมหาราช ทรงช้าง
เป็นสัญญลักษณ์ ของการกู้ ฃาติ
แต่เราก็ไม่เคย แวะเข้าไปสักที
.....................................................................
พอดี ขณะนั้น ผู้ก่อการร้าย แบ่งแยก ดินแดน
ภาคใต้ กำลัง เหิมเกริม หนัก..อาละวาด
ทำลาย ทรัพย์ สิน และ ชีวิตผู้ คนอย่างมาก มาย
จน ครู และ พระสงฆ์ ต้องหนี ไป อยู่ ที่อื่น
..............................................................
จำได้ ว่า ในอดีต พระองค์เคย ยกทัพ ลงไป ตี เมือง ปัตตานี
เคยปราบกลุ่มปัตตานี มาก่อน..ถ้า ครา นี้ ถ้า อัญเชิญ พระองค์
ให้ ลงไป ปราบอีก ครั้ง..ก็คงจะดี ไม่น้อย
พอคิดได้..ก็เลยขับรถ แวะ เข้าไป ที่ ดอนเจดีย์
ในเขตสุพรรณ เป็น ครั้งแรก
............................................................................
พบว่า เข้าไป จาก ทางแยก ถนนใหญ่ ไม่มาก นัก
มีการจัดเป็นสวนหย่อม ขนาด ย่อมๆๆ พระองค์
ประทับอยู่ บนหลัง ช้าง สูง ต้องแหงนมอง
ถ้า จะถ่ายรูปเต็ม องค์ ก็ ต้อง ถอยมาไกล จึงจะถ่ายได้
...................................................................................
ด้านข้าง ของ รูปปั้น..มีตำหนักขนากกลางๆๆ
ภายใน มีรูปปั้น องค์ พระนรเศวร..พร้อม พระเอกาทศรถ
และ พระพี่ นาง สุพรรณกัลยา..ไว้ให้ผู้คน มาสักการะบูชา
ข้พเจ้า ก็ กราบถวายบังคม และ ถวายดอกไม้ ตามธรรมเนียม ปฏิบัติ
ถวายเสร็จ ก็ ออก มายืน ตรงหน้า รูปปํน ที่ พระองค์ ทรงช้าง
..................................................................................
กำหนด จิต ว่า..." บัดนี้ ภาคใต้ มี ความวุ่นวาย มีการก่อการร้าย
แบ่งแยกดินแดน..ทำให้ ผู้คน เดิอดร้อนไป ทั่ว.
.พระองค์ เคยทรงปราบมาก่อนแล้วในอดีต กาล
บัดนี้ ขอ อำนาจแห่งพระองค์..อีก ครั้ง..ที่ จะปราบยุคเข็ญ อีก ครั้ง.."
......................................................................................
..มีเสียงตรัสตอบมาในจิต.." มึงแน่ใจว่า กู ทำได้ รึ..เอ้า กู จะลอง ดู..."
ว่า แล้ว ก็ดูด้วยคาที่สาม..ภาพ อัศจรรย์ ก็ ชัดเจนขึ้น
พระองค์ ประทับ บนหลัง ช้าง..แล้ว ทั้งหมด ก็ ลอย ขึ้น ลงจากแท่น
ลอยข้าม ศีรษะ ข้าพเจ้า..ขนาด ท้องช้าง เฉียด
จนต้องก้ม หลบ เพราะ ขาช้างคู่หลัง จะ กระแทกเอา
หันมองตาม...พระองค์ ลอยเหาะ ลิ่วไ มุ่งลงไป ทางใต้
แล้ว ข้าพเจ้า ก็ กลับออกมา..พร้อมในใจคิด
พระองค์เสด็จไป แล้ว..คงจะเรียบร้อย
...........................................................................<!-- google_ad_section_end -->
เรื่องเล่า ก่อนนอนคืนนี้ ตอนที่ สิบสี่ (ต่อ)
เย็นกลับถึงบ้าน ก็ นอน อย่างสะบายใจ
องค์พระนเรศวร คง จะ จัดการปัญหา ทางใต้ ได้ อย่างราบคาบ
พอถึง ตีห้า เศษ ของ วันรุ่งขึ้น..กำลัง เคลิ้มๆๆ
ก็ได้ ยินเสียง ลั่นมาทาง จิต..อย่าง ชัดเจน
................................................................
..." ไอ้ บ้า เอ๊ย...ให้ กูไป คนเดียว..แล้วกูจะรบกับมันได้ ยังไง
ต้องให้ ทหารไปกับกูด้วยสัก สามสี่พันคน..ถึงจะรบได้..."
..เราก็ถาม ต่อ.."ก็ พระองค์เป็น สุดยอด ของ ขุนพล.
.พระองค์ก็ สั่งเองได้ ไม่ใช่หรือ พะย่ะ ค่ะ..."
.............................................................
..." เฮ่ย... กูเป็น พระเจ้าแผ่นดิน..กูไม่มีหน้า ที่ เกณฑ์ คน เกณฑ์ ทหาร
พวกแม่ทัพ..เขาทำกันหมด..กูเคยเกณฑ์กับเขา..ที่ไหน.."
................................................................
เอาล่ะ พะย่ะ ค่ะ..ข้าพระพุทธเจ้า จะ ทำ พิธีใหม่..
เกณฑ์ ทหารให้ พร้อม สี่พันคน
แล้ว ลงไป ลุย กันใหม่
.................................................................
เอ้อ...จนป่านี้ มัวแต่ทำโน่น ทำนี่..จนลืมไป เลย..
ต้องหาเวลาว่าง เหมาะ จะทำ พิธีที่ ว่า..ภาคใต้จะได้ เรียบ ร้อย เสียที
.......................................................................
ตอนที่ ได้ เฝ้า องค์พระนเรศวร..คราวนั้น.
.ก็ มัว แต่ ห่วงเรื่อง ปักษ์ใต้
ไม่ได้ถามพระองค์ เรื่อง การทำยุทธหัตถี ในครั้ง นั้น
....................................................................<!-- google_ad_section_end -->
ขับรถวนไป วนมา..ในที่สุดก็มาถึง พนมทวน.เป้าหมายของ วันนี้
เข้าไป จอด ที่หน้าตูทางเข้า.
.ที่ ทำเป็น พระมาลา หมวก นักรบโบราณ ที่คล้ายหมวกกะโล่
ก่อสร้างขนาดสูงใหญ่ เหมือนเป็น ประตูเมือง
เลยจอดรถ..ถ่ายรูป เป็น รูปแรก ของการมาเยือน
ยืนที่ ป้าย ต้อนรับ..ที่ วิษณุ เอามาลงก่อนหน้า นี้ แล้ว
เสื้อ สีฟ้า คือ ผู้เล่า ...เสื้อเหลือง คือคุณ จักรพล โชเฟอร์ ในวันนี้
..........................................................................<!-- google_ad_section_end -->
ที่หน้า ประตู..ตามธรรมเนียม คือ สงบจิต.
.ขออนุญาต เจ้าที่เจ้าทาง..ขอเข้าไปในพื้นที่
ท่านก็ไม่ว่า อะไร
..............................................
ห่างเข้าไป ประมาณ 300เมตร ก็ไป ถึง วงเวียนเล็กๆๆ
กลางวงเวียน เป็นแท่นสูง ประมาณ สามเมตร
บนแท่น มีรูปหล่อ องค์ สมเด็จ พระนรศวร มหาราช ทรงช้างศึก
พร้อม ศาสตราวุธ เต็ม ร้อย..ในท่าทางสง่า และพร้อมที่จะรบ
.................................................................
เราสามคนก็ เข้าไป ทำการสักการะ พระมหากษัตริย์ ผู้ ยิ่งใหญ่
ที่ ทรงงานหนัก ทำสงครามกู้ ชาติ..
จนสามารถทำให้ไทยเป็นไทย อยู่ได้ ถึงปัจจุบัน
........................................................................
พอเสร็จ ก็ มอง มาทางขวา
เป็นอาคารแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับ การศึก /และ อาวุโบราณ
ทางขวามือ มี แถวไก่ ชน สูง ขนาด ตัวคน ..
เรียงราย ต้อนรับเข้าสู่ อาคาร พิพิธภัณฑ์..มีอยู่ หลายตัว
................................................................
เดินไป ก็คิดไป..นี่ คงเป็น กลุ่มไก่ ชน ของ องค์ มหาราช
แล้ว ตัวไหนล่ะ ที่ เป็นเขา..ทันใด กายก็ถูกกระตุกที่ ขา เหมือนดึงไว้
ก็หยุดมอง..ใช้ตาที่สามเพ่ง..เขาอยู่เป็น ตัว ที่ สอง จากหัวแถว
......................................................................
ถามไป ..."เจ้าหรือ เป็นไก่ชน ของ องค์ มหาราช.."
มีเสียงตอบมาในจิตว่า.." ใช่แล้ว."
ในใจก็คิดถึงเรื่องเล่า..ที่เคยได้ ยินมา ว่า ไก่ ที่ ดี ที่ สุด
ที่ ชนไก่ ชนะ กับไก่ ของ มังสามเกียด ที่หงสา ..สมัยเป็นตัวประกัน
ชื่อ .." เจ้าหางเหลือง..จึงถามต่อ..จริงๆๆแล้ว เจ้า ชื่อ อะไร
......................................................................
.."พระองค์ เรียก ข้า ว่า ม่อญลาย..ข้าเป็น พันธ์ จาก มอญ
ข้าเก่งที่ สุด"....
.อือๆๆ.ข้าพเจ้าคิด.. ถ้า อยู่ ในยุคปัจจุบัน ต้อง เรียก ว่า.
."คุณ ม่อญลาย..ในทำนองเดียวกับ ."คุณทองแดง.."
ถามต่อ..เจ้ารู้เรื่อง การยุทธหัตถีใหม??
ตอบ..คนละยุคกัน ข้าๆไม่รู้หรอก..ท่านสั่งให้ ข้าๆ มาเฝ้าที่ นี่ เท่านั้น
แล้วข้าๆ ก็ มา
คุยกันเสร็จ ก็ พอดี..คุณ จักรพล เข้ามาใกล้.
.ก็ลอง ให้ เขาคุยกับคุณไก่ม่อญลายดู บ้าง
ไม่รู้คุยกันยังไง..เห็นคุณ จักรพล..ตัวสั่นเอาสั่นเอา
........................................................
...........................................................................<!-- google_ad_section_end -->
http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=482831&stc=1&d=1231381214

เรื่องเล่าก่อนนอนคืนนี้ ..
.สมเด็จพระนเรศวร มหาราชกับ การยุทธหัตถี(ต่อ)
.................................................................
เดินวนดูที่จัด นิทรรศการ จนรอบ..พบว่า ในอาคาร เป็นปกติ
ไม่มีพลัง แปลกๆๆอบแฝงเข้ามา..ก็เดินอย่างสะบาย ไม่ต้องระวังตัว
ออกมาด้านนอก..มองไป ทางซ้ายมือ..เห็นพุ่มไม้ จัดเป็น สวนหย่อม
มองลิบๆๆ เห็น เป็น วงเวียน ขนาด ย่อมๆๆ มีถนน เป็น วงโค้งโดยรอบ
ตรงกลางมี สิ่งก่อสร้างเล็กๆๆ มองเห็น เป็น สี อิฐแดง..
คงจะเป็นที่ สำคัญ
.........................................................................
เดินเข้าไปใกล้ ก็ มองเห็น เป็นสนามกลม มีเจดีย์เล็กๆๆ อยู่ ตรงกลาง
นี่ คงจะเป็น จุด ที่ คาดกันว่า เป็น จุด ปะทะชนช้าง ทำยุทธหัตถี
ระหว่าง องค์ ชายดำ สมเด็จ พระนเรศวร กับ
พระมหาอุปราช แห่ง พม่า เป็นแน่
.......................................................................
ก็เดินเข้าใกล้ ชนิด ติดขอบ ถนนวงเวียน
หลับตา ขอดู ภาพ สำคัญ ย้อนหลัง..
ว่า เหตุการณ์เรียงต่อ กันอย่างไร
.......................................................................
เนื่องจาก สนามเป็นวงกลม..ลำบากในการกำหนดจุด
จึงขอให้ หลัก นาฬิกา เป็น ฐานในการกำหนด
โดยให้ 12.00 น เป็น เที่ยงตรง
ถ้า อ้าง 14.00 น..แปลว่า อยู่ไปทางบ่าย คือ ทิศตะวันตก
ถ้า อ้าง 7.00 น ตอนเช้า ก็แปลว่า..อยู่ทางทิศตะวันออก
..............................................................................<!-- google_ad_section_end -->
ภาพที่เห็นจาก จอในจิต
ก่อนที่จะ เกิดเหตุการณ์ อันน่าระทึกใจ..โดยเอาสนามเป็นจุดกลาง
ขณะนั้นน่าจะเป็นเวลา ประมาณ บ่ายสามโมงเศษ เกือบ สี่โมง
เห็นช้างทรงพระนเรศวร เจ้าพระยาไชยานุภาพ..วิ่งเข้ามาในทิศ 17.00 น
วิ่งตลุยฝุ่นฟุ้ง เขามากลางวง..ที่ ว่าง
โดยมีเหล่า ทหารพม่า จำนวนหลายร้อย ล้อมเป็นวงอยู่
................................................................
ที่ มุมบ่ายสองโมง..มีช้างใหญ่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้.
.นั้นคือ ช้างทรงของ พระมหาอุปราช แห่งกองทัพ พม่า
................................................................
ตอนช้างทรง ของ องค์ พระนเรศ ลุยฝ่าด่านเข้ามา
มีฝุ่นเหมือนแป้ง นม สีน้ำตาล.ฟู้งตลบจนมอง อะไรๆๆ ไม่ชัด
ช้างทรงหยุด นิ่ง..
ต่อมา 10-20 วินาที ฝุ่นที่หนาและหนัก ก็ลดลง
มองเห็น สถาพแวด ล้อมได้ ชัด
...................................................................
องค์ พระนเรศ..ก็ ประทับ ชงักงัน กับ ภาพที่ ทอดพระเนตรเห็น
โดยคาดไม่ถึง......สักพัก ก็ ทรง ส่งพระสุรเสียง ตะโกนสีหนาทออกไป
ชั่วอึดใจต่อมา..ช้างใหญ่ที่อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ก็ ถลันออกมา
อย่างทนไม่ได้..ที่มีใครมายืนช้างท้า ทาย
ระยะ ที่ห่างกัน ช่วงแรก ประมาณ ไม่เกิน 50 เมตร
....................................................................
ช้างทรงองค์พระนเรศ กำลัง ยืนนิ่งๆๆ เพราะ ความเหนื่อย
ที่ ควบตลุยมาไกล
ช้างใหญ่ มหาอุปราช ตัวใหญ่กว่า ก็ ถลันเอาหัวเข้า ชน
ทางซ้าย ของ ช้างทรงไชยานุภาพ..ทำให้เสียหลัก เบนไป
แล้วถูกตามมาเอาหัวลงไป ยก ส่วนหน้าขาหน้า
ของเจ้าพระยาไชยาฯให้ลอยขึ้น
.......................................................................
องค์พระนเรศ..พอ ช้างทรง..ถูกงัดให้ ลอย..หัวช้างก็เอียง.
.พระวรกายก็เอียง เซ ตามไปได้วย
จังหวะ ต่อ มา..พระมหาอุปราชในลักษณะ ชนที่ได้เปรียบ
ก็ ประทับโยงโย่ ยืน..เอาพระแสง ง้าว ฟันมาทันที
....................................................................
ถึงแม้จะยังทรงองค์ได้ ไม่นิ่ง องค์พระนเรศก็ ทันทอดพระเนตรเห็น..
พระแสงของ้าว ของ พระมหาอุปราชลอยมา
ก็ทรงรีบทรุดองค์ ลงหมอบ
........................................................................
พระมหาอุปราช ทรงฟัน พระแสงง้าวแนวดาบ กวาดพื้น
หรือ ขนานไปกับพื้น เพื่อกะให้ ขาด กลางตัว
พระแสงง้าวจึงฟันพระ มาลา ของ องค์พระนเรศ
แบบ ยอดมาลาขาด ตามไป.
................................................................
พลาดไป รอบ แรก..พระมหาอุปราช.
.พลิก พระวรกายกลับมา ตั้งหลัก ฟันอีก ครั้ง
กะเอาทีเดียวให้ เอวขาด..
องค์พระนเรศ ก็ เบี่ยงหลบบนคอ ช้างทรงได้ อีก ครั้ง
...........................................................
ช้างทรง เจ้าพระยาไชยยาฯ เริ่มมีสติ..สะบัด ตัวไป ทางขวาสุด
ทำให้ หลุด จากการ โดนเสยงัด คอ..และด้วยแรงแห่งการตกมัน
ก็ก้ม หัวมุดลง..ปล่อยให้ ช้าง พระมหาอุปราช เสียหลัก ถลันไปทางขวา
...........................................................................
เบนหัวกลับมาช้อนงัด ช้าง พระมหาอุปราชทางซ้ายบ้าง
ตีนของ ช้างพระมหาอุปราช ยกลอย..
ส่วนหัวสูง บัง สายพระเนตร ของ องค์พระนเรศ
.............................................................................
พระองค์ จึง ถลันลุก ขึ้นประทับยืน..
ทอดพระเนตรเห็น พระมหาอุปราช กำลัง เซองค์ ทรุด ลง
จึงทรงเอาง้าวชนิด ดาบยาว ฟันลงไป แบบผ่า ฟืน
ไม่ได้ ฟันแบบ กวาดพื้น ในแนวขนาน
...........................................................
ง้าวดาบยาวนั้น ฟันลงไป ช่วงหัวไหล่
พอทรงเห็นว่า ฟันถูกแล้ว ก็ ทรง ปล่อย ง้าว ดาบทันที..
ไม่ทันประทับ ทอดพระเนตรว่า ผล ว่า เป็น เช่นไร
..................................................................
ก็ทรง กระแทก กะโหลก ช้างทรง..
ทำให้ เจ้าพระยาไขยานุภาพก้ม หัวลง
มุด ลอดหลบ..วิ่งไป ทางทิศ บ่ายสามโมง
วิ่งตลุยกลับไป ตามทิศที่ มา..เห็นฝุ่นฟุ้งตลบหลัง
ออกไป ได้ ประมาณ600-700 เมตร
ก็ สวนกับ ขบวนช้างที่ นำมาโดยสมเด็จพระเอกาทศรถ
................................................................<!-- google_ad_section_end -->
พลันที่ พระมหาอุปราช ทรง ถูกฟันและ ฟุบกับ คอ ช้างทรง
พลทหารพม่า ที่ มีปืน คาบศิลา ก็ ประทับ ปืน ยิง.
.ยิงได้ เพียง สอง สาม นัด.ก็ไม่ถูก
องค์พระนเรศ ควบช้างทรงหนีห่างออกไปแล้ว
............................................................
ทหารพลประจำช้าง เห็น พระมหาอุปราช ถูกฟัน หมอบอยู่ บนหลังช้าง
ก็รีบเอาพระองค์ ลงมา ข้างล่าง ที่เป็น ลานดิน..ในทิศ 13.00น.
............................................................................
จากภาพที่เห็น
พระมหาอุปราชา ทรง ถูกฟัน ที่บ่า ขวา..ตัดไหปลาร้าหัก
คมดาบและแรงเหวี่ยง ทำให้ ดาบกินลึกเข้าไป ถึง
ครึ่งส่วนบน ของ ปอด ขวา ..ปอด ฉีกแหว่ง ออกไป ทันที
....................................................................
ทำให้ ปอด รั่ว..เมื่อ หายใจเข้า..ก็จะไป ทะลุในหลอด ลม
ดันเลือดออกมาเป็น ฟอง..
.เมื่อหายใจออก..เลือดลม ก็ มาออก ที่ พระโอษฐ์ และ พระนาสิก
..................................................................
หายใจอยู่ได้ สี่ห้า นาที..ก็ สิ้น พระชนม์..
บนสนามดิน อันเป็น จุด ชนช้าง..ครั้งประวัติศาสตร์
...................................................................
ทันทีที่ สิ้นพระชนม์.นายทหารพม่า ระดับสูง ประกาศ ก้อง ว่า..
พระมหาอุปราช..สิ้นพระชนม์แล้ว
ทันทีที่สิ้นเสียงประกาศ
ทหารพม่า ทั้งหมด..วางอาวุธ..ทรุด ตัว ลงกราบ ทั้ง กองทัพ
..................................................................
ลองนึกภาพดู..ถ้า กองทหารไทย ที่ นำตามมาโดยพระเอกาทศรถ
นำทัพลุยเข้ามา ในขณะที่ ทหารพม่า ทั้งหมด วาง อาวุธ
ก้ม ลงกราบ พระศพ พระมหาอุราชา..จะเกิด อะไร ขึ้น
.......................................................................<!-- google_ad_section_end -->
เรา สามคน ผม / จักรพล/ วิษณู..ก็ ใช้ ตาที่สามสำรวจต่อ
เพื่อหาตำแหน่ง ต่างๆที่ แน่นอน ในการทำ ยุทธครั้งประวัติศาสตร์
พบว่า ต้นไม้ใหญ่ ( ต้นข่อย) ที่ พระมหาอุปราช ทรงพัก ร่มเงาไม้
อยู่ ห่างออกไป ประมาณ 50 เมตร ทางทิศ 14.00 น
......................................................................
จุด ชนช้าง คือ ตำแหน่ง เจดีย์เล็กๆๆ นั้น....ถูกต้อง.
ตำแหน่ง ที่ พระมหาอุปราช ลงมาบรรทมสิ้นพระชนม์
อยู่ ห่าง จาก จุด ชนช้าง ประมาณ 6 เมตร..ในทิศ12.00น
..............................................................
ทุกจุดได้ มีการยืนยัน ทั้งสามคน
และ ถ่ายรูปไว้ เป็น หลักฐาน ของการสำรวจ
โดยใช้ ตาทิพย์ และ กระแสจิต สัมผัส
..................................................................
การศึก ชนช้าง กระทำยุทธหัตถีครั้งสำคัญ
ใช้เวลา สั้นมาก
ช่วงสมเด็จ พระนเรศวร ลุยเข้ามา โผล่กลางวงล้อมของพม่า
แล้ว เจรจาท้าทาย..ใช้เวลาไม่เกิน 3 นาที
ฉาก ประจันบาน ดวลด้วยช้าง แค่ ไม่เกิน สองนาที
รวมเวลาทั้งหมด ไม่เกิน 5 นาที..ก็จบ
..............................................................
เหมือนดู มวย
ฝ่ายแดง เดินออกมาจาก มุม..ชก ซ้ายขวา ได้สองหมัดในมุมกว้าง
ฝ่ายน้ำเงิน มุด หลบก้มลง..แล้วเงย.. เสยวงในด้วย อัพเปอรฺ คัด ขวา
ที่เดียว น็อค...คนดู ยังไม่ทันมันเลย<!-- google_ad_section_end -->

ลครชีวิตจริง ปิด ฉากไปแล้ว..อย่างน่าระทึกใจ
ทีนี้ ก็ ต้องมาลอง ขอ พระบรมราชานุญาติสัมภาษณ์ ตัวเอก
ของเรื่อง..คือ สมเด็จ พระนเรศวร มหาราช ผู้ ยิ่งใหญ่..เพื่อให้ สมบูรณ์
..............................................................................
สัมภาษณ์ ในโลก แห่ง อีกมิติ
." ขอ พระบรมราชานุญาติขอ พระองค์ ทรง ตรัสถึงเรื่องเก่าๆๆ
สมัย ทรงกระทำยุทธหัตถี เมื่อ คราวทรงกู้ ชาติ..
ชนช้างกับ พระมหาอุปราช..ด้วย พะย่ะ ค่ะ.."
..........................................................
.." กูจำได้ แต่ว่า วันนั้น..เดินทัพ มาดีดี อย่างไม่เร่งรีบ
จะไป ดัก โจมตี พวก ตะเลง ที่ ข้างหน้า..ตามที่ ส่วนหน้าแจ้งมา
ทางมันเรียบๆๆ มีฝุ่นแยะ เวลาเดินช้าง..
.กูก็รู้ว่า ไอ้ ช้างตัวนี้ มัน กำลัง จะตก มัน
แต่ก็ ลอง ขี่มันดู..อยู่ดีดี..มันก็พรวด พราด วิ่ง ควบเอา
วิ่งตลุยฝุ่นมา.กลัวว่า จะไป เจอ ไอ้ พวก ตะเลง มันดักอยู่
..............................................................
เอ..วิ่งไป แล้ว มันก็หยุด วิ่ง เหมือนเจอ อะไร..
อ้อ ข้างหน้า มี กอไม้ใหญ่กั้นอยู่..วิ่งต่อไม่ได้

พอฝุ่นจางลง...อ้าวเฮ้ย..กลางพวกตะเลงเลย
ทำไงดีว่ะ..ก็พอดี เห็นไอ้ มังสามเกียด.
.คู่กัดกันมาแต่เด็ก.มันยืนซุ่มอยู่ ใต้ ต้นไม้..หลับเอางีบ
.........................................................
กูรู้นิสสัยมันดี..มันบ้า ผู้หญิง มาแต่ไหน แต่ไรแล้ว
ที่ หงสา..บ้านไหน มี ลูกสาวสวยๆ มันกวาดมาหมด
เดินทัพ มานี่ ..ก็เอามาด้วย หลายคน
ตามรายทางรุกเข้ามา..ก็กวาดต้อน จับ เชลยมาตลอด ทาง
คนไหนสวยก็เสร็จ มัน..นี่ก็คงหมดแรง เลยเอางีบไว้ก่อน
..........................................................
ทำใจดี สู้เสือ..ท้า มันไว้ก่อน..ก่อนที่ พวก ตะเลง จะรุม เอา
มันก็แน่..ออกมาจริงๆๆ... ช้างมันตัวใหญ่ ได้ เปรียบ
แต่ของกู..มันกำลัง ตกมัน..แรงย่อมแยะ สูสีกัน
............................................................
ของกูกำลัง พักเหนื่อย มัน ซัดก่อน..ก็เลยเอียง
เราอยู่ ต่ำ มันอยู่สุง..ไอ้มังสามเกียด มันก็ เก่ง ฟันมาก่อน
ดีที่ตาไวน่ะ..หลบทันที...มันฟันสองที..ก็หมอบติดๆๆไว้ก่อน
...................................................................<!-- google_ad_section_end -->
พอดี ช้างกู มันคิดได้ ก็สะบัดหลุด
ก้มลงงัดบ้าง..มันก็ลอย..หัวช้างของไอ้ มังสามเกียดมันโต
มัน บังมองไม่เห็น...กูเลยลุกยืน เห็นมัน ทรุด ลงนั่ง ตะแคง
ก็เลยเอาง้าวดาบยาวฟันผ่าลงไป
..................................................
กูคิดไว้แต่ต้นแล้ว ว่า คราวนี้ ต้องใช้ ง้าวดาบยาว
เพราะ มันมี หน้า ดาบส่วนคม ยาวเกือบ สองศอก
ดีกว่า ง้าวธรรมดา ที่ มีหน้า ดาบ กว้างเพียง ศอกเดียว
ฟันพลาดได้ ง่าย..จำได้ ว่า ฟันลงไป..เห็นแวบๆๆ ว่า ถูกมัน จังๆๆ
......................................................................
แต่ไม่กล้าอยู่ แล้ว ..เผ่นดี กว่า..กูโยนดาบง้าวทิ้ง
เจ้าช้างไชยา ก็แสนรู้ ลด หัวลง..
มุดเผ่นออก ทางขวา..เผ่นกลับไปเลย
กูไม่รู้ว่า ไอ้มังสามเกียด มันเป็นยังไง
.........................................................
รู้แต่ว่า พวกตะเลง มัน ค่อยๆๆ ถอยทัพ กลับ..
แปลว่า มันคงสาหัส พากลับไป รักษาตัวที่ หงสา
กูก็สั่ง ทหาร แอบเข้าโจมตี แบบกองโจร.
.ตัด กลาง ขบวนบ้าง... ตีท้ายขบวนบ้าง.
ได้ ทรัพย์สิน ช้าง ม้า มามาก พอควร.ฆ่า พวกตะเลงได้ อีก นับพัน
ก่อนจะถึงชายแดน
ตัดกำลัง มัน ในอนาคต..จะรบกับมันได้ ง่ายหน่อย
..........................................................
นี่ คือ ส่วนหนึ่ง ของ การให้ สัมภาณ์ ทางจิต
ของ องค์ สมเด็จ พระนเรศวร มหาราช ผู้เป็นพระมหากษัตริย์
ผู้ มี พระมหากรุณาธิคุณ...บุญญาธิการ อย่างสุง ส่ง
แก่ คนไทย ทั้งมวล
ด้วยเกล้า ด้วยกระหม่อม ขอ เดชะ
............................................................
จากจุดกลางของ การชนช้าง
โดยรอบ จะเป็นวงกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง มากกว่า 50 เมตร
มีแนวรั้วเตี้ยๆๆ สูงขนาด สะโพก
มีช่องทางเดิน เข้า อยู่ สี่ ทิศ..
มีเสาหัวหมุด เป็นสัญญลักษณ์ ของ ช่องเข้า
....................................................................
ถัดออกมาก็เป็นถนน ขนาดรถ สวนกันได้ วนรอบ วงกลมนั้น
ในทิศ 15.00 น..มีอาคารใหญ่ สีแดงหลังหนึ่ง สูงเด่นชัด
คงจะมีผู้มาสร้างทำเป็น ตำหนัก เพื่อใคร สักอย่าง
......................................................................
เรา สามคน ก็เพ่งมอง
พบว่า มีพลังที่รุนแรงกระแทกเข้ามา ชนตัว
พลังนั้นมาจาก ตำหนัก หรือ อาคารที่ว่า
เป็นพลังที่อัดแน่น ที่ หน้า อก..ทำให้ หายไม่ออก
.......................................................
ลองเดินตรงเข้าไป ยังทิศที่ อาคาร นั้นตั้งอยู่
พบว่า ยิ่งเข้าไปใกล้..พลังนั้นยิ่งรุนแรง
จากจุดที่ ยืนอยู่ ห่างจาก ขอบ วง ประมาณ 10 ก้าว เดิน
แต่ละก้าว ที่เดินเข้าไป..มันกดดันมากขึ้น
............................................................
ไปได้ ครึ่งเดียว..คุณ จักรพล..ถอยแล้ว บอกว่า สู้ไม่ไหว
ผม จึงต้องเอามือ คล้องแขนซ้าย พากันฉุดเดิน เข้าไป
ก็อยากจะรู้ว่า..มันเป็นอะไร
ทนเดินต้านพลัง ออกมาได้ จนถึง ขอบ ถนน
หนักมากจริงๆๆ..ลองเอามือ แหย่ออกไป
นอก หัวหมุดเสา ทางเข้า
....................................................
มันแรงจริงๆๆ ขนาดดัน แบบ พายุ นากิส ที่ ถล่มพม่า
แหย่ได้ แค่มือ..ไม่กล้า เอาตัวออกไป
.....................................................................
พลันก็เห็น ตัวอะไร ดำๆๆยาวๆๆ เหมือน จิ้งเหลนตัวอ้วนๆสั้นๆๆ
มีสี่ตีนวิ่งออกมาจาก ตำหนัก..คลานมาอย่างเร็ว
เอ..แบบนี้ เคยเห็นบ่อยนี่ หว่า.จิตบอก.เป็นเปรตตัวยาวนั่นเอง
....................................................................
พอมาอยู่ห่างจาก จุดที่เรายืนอยู่
ไอ้ตัวยาวเป็นเปรต ก็ ยืด ตัวขึ้นยืน
มันยืดมาสูง ระดับ ตัวคน เท่าๆๆกับเรา
กลายเป็นคน แต่งตัวแบบพม่า
มายืนจ้องหน้า เรา สามคนเขม็ง
..............................................
เราก็งง..ใครว่ะ..มาหลอกเรา
ทันใด วิษณุ ที่อยู่ ซ้ายสุด ในการยืน
ก็อุทานออกมา..."นี่ ไอ้คนที่ถูกฟันตายบนหลังช้าง นี่ น่า.."
เราก็เลยมาถึงบางอ้อ
................................................................
มังสามเกียด หรือ พระมหาอุปราชแห่ง หงสา
ที่ ตายไป แล้ว..แต่ยังไม่ยอมไปเกิด..ด้วยแรงอาฆาต
หรือ ยังไม่มีใครเชิญ พระวิญญาณ กลับไป หงสา นั้นเอง
...........................................................
พอมีการวร้างอาคารหรือ ตำหนัก.
.วิญญาณ มังสามเกียด ก็เลย สิง อยู่ ที่ นั่น.
.กินบุญ คนที่ มาทำบุญ..นั่นเอง
..............................................................
นี่คือ คำตอบ ปัญหา ข้อหนึ่ง
ที่เราพบว่า..ไม่มีร่องรอย การมาประทับ ที่ บริเวณ
นี้ ของ พระวิญญาณ ของ องค์ พระนเรศ
พระองค์ คงทรงพระรำคาญที่ จะมา.
.แล้วให้ วิญญาณ มังสามเกียด มายืนทวง
.." มึง ฆ่า .. มึงฆ่ากู.. มึงฆ่ากู.." นั่นเอง
..........................................................<!-- google_ad_section_end -->
จากการสัมผัสด้วยจิต
บุคคลธรรมดา ทั่วไป ที่ไม่เกี่ยวกับ การสงคราม
และแวะไปทำบุญ ที่ นั่น..ก็จะไม่พบ แรงดัน ต้านทานแต่อย่างใด
เพราะ เอาบุญ ไป ให้
....................................................................
แต่ถ้าใครเป็น ทหารไทย ในอดีตและเกี่ยวข้องกับ สงครามกู้ชาติ
ในยุค องค์พระนเรศ แล้ว กลับมาเกิดใหม่.และมาที่นี่
วิญญาณ เปรต ของ มังสามเกียด หรือ พระมหาอุปราช แห่งหงสา
จะออกมาเล่นฤทธิ์ หลอก หลอน ด้วยธาตุลม ที่ ยังมีอยู่ในวิญญาณ
.......................................................................
แต่ถ้าใครเป็น ทหารพม่า ในยุคนั้น แล้ว กลับชาติมาเกิด เป็นคนไทย
แล้วไป ที่ นั่น..วิญญาณ นั้น จะดีใจมาก เป็นพิเศษ
......................................................................
ดังนั้น ถ้าใครไป ที่ นั่น
ถ้า ถูกบีบหายใจไม่ออก.ก็แปลว่า ตัว เคยเกิด เป็น ทหารไทย ในยุคนั้น

ถ้า ไม่มีอาการใดๆๆ เกิด ขึ้น..ก็แปลว่า เป็น คนธรรมดา..ไม่เกี่ยวข้อง

ถ้าให้เลขหวย ถูกหวย ก็แปลว่า ทหารพม่า มาเกิดใหม่ เป็นคนไทย
......................................................................
ใครอยากจะรู้ว่า เราเป็น ใครในอดีต..
ก็ลองแวะไป พิศูจน์ ดู ด้วยตัวเอง ที่ นั่น
น่าจะสนุกดี
.........................................................................
http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=483736&stc=1&d=1231477490http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=483738&stc=1&d=1231477747

แล้วคุณvisnu ก็มาเล่าเสริมตอนท้ายอีกนิดว่า

มาเล่าเสริมที่อาจารย์เล่านิดนึงครับเนื่องจากอาจารย์บอกให้มาเล่าหน่อยในสิ่งที่เราเห็น

เนื่องจากข้างบนให้เห็นเพื่อเป็นประโยชน์ ต่อผู้อื่นจริงๆเเล้วไม่คิดอยากจะเล่าเพราะกลัว

โดนใครไม่เข้าใจสัมผัสไม่ได้มาว่าเอาครับ เกริ่นมาซะยาวเลยครับเอาเนื้อเนื้อแล้วกัน

ตอนที่ช่วงอาจารย์เดินเวียนรอบเจดีนั้นผมก็นั่งดูการรพเพียงลำพังภาพที่เห็นคือพระนเรศ

เพียงลำพังกล้าบอกได้เลยว่าเพียงแค่ทหารพม่าพร้อมใจกันเอาเสื้อที่เปียกเหงื่อบิดเอา

น้ำเหงื่อของตัวเองมารวมกันก็สามารถจมช้างพระที่นั่งได้เลยคือ มีกันเรื่อนแสนก็ว่าได้

หลังจากฝุ่นจางเป็นสภาพนั้นจริงๆพระองกับช้างพระที่นั่งทหารจตุรงค์บาทอีก 2นาย

พระองค์ก็ได้เอยท้าพระมหาอุปราชออกจากเงาต้นไม้ รายละเอียดเหมือนของอาจารย์

เล่าทุกอย่างครับแต่ตอนที่พระมหาอุปราชโดนฟันคือทุกอย่างหยุดชะงักไปหมด

แล้วจึงมีการนำร่างพระองค์ซึงยังมีลมหายใจลงจากหลังช้างในภาพที่เห็นพระองค์ยังจะ

กล่าวอะไรซักอย่างแต่กล่าวไม่ได้เนื่องจากโดนฟันเข้าที่ปอดดังนั้นพอจะพูดอะไรก็จะมี

ฟองอากาศเกิดขึ้นที่แผลที่โดนฝันเป็นภาพที่ไม่หน้าดูเลย เนื่องจากพระองค์ไม่ได้สิ้นใจ

ในทั้นที่บริเวณนั้นเหมือนใครมากดรีโมทไว่ไม่มีใครขยับเลย ส่วนพระนเรศได้ตะบึงช้าง

ออกไปจากวงล้อมนานแล้ว พอพระมาอุปราชสิ้นใจทหารทุกนายก้มกราบแนบพื้น เป็นภาพ

ที่ไม่อาจหาดูที่ไหนได้เลยแล้วทุกคนพูดเป็นภาษาพม่าซักอย่านึงดังกึงก้องไปทัวบริเวณ

นั้นเลยเป็นภาพที่ผมไม่สามารถจะบรรยายได้เลยจริงๆครับแล้วหลังจากที่ทุกคนก้มกราบ

ได้มีทัพของไทยเข้ามาถึงจะมีจำนวนน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด แต่ทัพพม่าที่ขาดผู้นำไม่มี

กระใจจะสู้แล้วได้แตกกระสานซ่านเซ็นกันไปแบบฝุ่นตลอบเลยครับหลังจากนั้นอาจารย์

ก็ได้มาเรียกผมว่าดูอะไรผมก็ได้แต่ยิ้มๆ อยากจะบอกว่าต่อให้หนังที่ท่านมุ้ยสร้างยังไงก็

ไม่สามารถจะได้เทียบเท่าแน่นอนครับ<!-- google_ad_section_end -->

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน รับชมค่ะ แต่ทางสายธาตุอ่านแล้วมันส์หยดติ๋งๆ

ตลอดทางที่หลานชายขับรถไปวัดวรเชษฐ์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2552นั้น

คุยแต่ฉากตอนทรงกระทำยุทธหัตถีนี้ ขออนุญาตขำพากย์เสียงของอาจารย์ที่บอกว่า

คนเชียร์ยังไม่ทันเชียร์ อีกฝ่ายก็โดนน็อคเสียแล้ว เป็นเหตุการณ์ไม่เกิน 5 นาทีของประวัติศาสตร์

แต่เหตุการณ์นี้ตรึงใจคนไทยนิจนิรันดร์

จาก http://board.palungjit.com/f9/เรื่องเล่า-ก่อนนอนคืนนี้-ของเหล่าคนผู้มีตาทิพย์-158289-37.html

ทางสายธาตุ
31-07-2009, 01:00 PM
มองซิเออ มาดมัวแซว มาดาม อีกสามบทนี้ไม่ยาวค่ะ ว่าด้วยเรื่องผลผลิต ไม้ เหมืองแร่ และการกสิกรรม ศึกษาไว้เผื่อจะวางแผนมาลงทุนนะคะ ^^


บทที่สี่ ผลผลิตของเมืองสยาม ข้อแรกคือ ป่าไม้ <CENTER>http://203.144.136.10/service/mod/heritage/nation/siam/ralrubar06.jpg</CENTER> ๑. ต้นไผ่ เมืองสยามเต็มไปด้วยป่าไม้ ในสยามใช้ไม้ไผ่มาสีกันให้เกิดเป็นไฟได้

๒. ต้นไทรย้อย หรือต้นไม้แห่งราก เนื้อไม้มีสรรพคุณสามารถกำจัดยุงได้

๓. ฝ้าย และนุ่น คล้ายสำลีอย่าละเอียดมาก แต่ไใยสั้นไม่สามารถปั่นเป็นเส้นด้ายได้ จึงใช้ยัดหมอน เบาะที่นอน

๔. ต้นไม้ที่ให้น้ำมันและยาง ชาวสยามใช้น้ำมันชนิดต่าง ๆ จากต้นไม้บางชนิดใช้ปนกับซีเมนต์ ทำให้มีความเหนียวยิ่งขึ้น ผนังที่ใช้ถมด้วยน้ำมันอย่างนี้ จะผ่องดีและเกลี้ยงเกลา เป็นมันราวกับหินอ่อน ใช้ทำปูนสออิฐได้มีคุณภาพดีกว่าปูนขาวของเรา

๕. ต้นไม้ที่ใช้เปลือกต่างกระดาษหรือทำเป็นกระดาษ ชาวสยามทำกระดาษจากผ้าฝ้ายเก่า ๆ และยังทำจากเปลือกไม้ชนิดหนึ่งคือ ต้นข่อย ต้องนำมาบดย่อยให้ละเอียด แต่กระดาษเหล่านี้มีความหนาไม่สม่ำเสมอ ความขาวก็หย่อนกว่าของเรา ดังนั้นชาวสยามจึงไม่ใช้หมึกจีนเขียน ส่วนมากชุบหมึกให้ดำ ซึ่งทำให้เนื้อกระดาษแน่นขึ้น แล้วเขียนด้วยดินสอ (สอ แปลว่า ขาว) หนังสือของพวกเขาไม่เย็บเล่มสัน หากทำเป็นแผ่นยาวเหยียด แลไม่ใช้วิธีม้วนเก็บ หากพับทบไปมา และทางที่ดีเส้นบันทัดเขียนตัวอักษรนั้น เป็นไปตามรอยพับไม่เขียนทางขวาง นอกจากสมุดกระดาษแล้ว ชาวสยามยังจารอักษรด้วยเหล็ก ลงบนใบไม้ชนิดหนึ่งจำพวกต้นปาล์ม เรียกใบลาน ตัดเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาวมาก กว้างน้อย บนใบลานนี้ใช้เขียนชาดก และมนตร์ ซึ่งพระภิกษุใช้สวดในวัด

๖. ไม้ที่ใช้ต่อเรือกำปั่น ชาวสยามมีไม้คุณภาพดี สำหรับต่อเรือและทำเสากระโดงเรือ แต่ไม่มีต้นปอใช้ฟั่นเชือก เชือกจึงทำด้วยใยกาบมะพร้าว ใบเรือทำด้วยเสื่อกกผืนใหญ่ ซึ่งเบาและอุ้มลมได้ดีกว่า

๗. ไม้ที่ใช้ประโยชน์อย่างอื่น ชาวสยามมีไม้เหมาะในการสร้างเรือน ทำตัวไม้ หรือใช้ในการแกะสลัก มีทั้งไม้เบาและหนักที่สุด ทั้งที่ผ่าง่าย และผ่าไม่เข้า ไม้ชนิดนี้ใช้ทำกงเรือได้ดีกว่าไม้ชนิดอื่น

๘. ไม้ที่ใช้ต่อเรือยาว สยามมีต้นไม้สูง ลำต้นตรงท่อนเดียว ยางตั้งแต่ ๑๖ - ๒๐ วา ใช้วิธีขุดลงในท่อนซุงนั้น ใช้ความร้อนเบิกปากเรือให้ผายออก แล้วเลือกไม้ท่อนยาวเท่ากันมาเสริมเป็นกราบ เอาไม้ต่อโขนหัวเรือ และท้ายเรือ โขนหัวเรือสู งเชิด ทางท้ายค่อนข้างยื่นออกไปทางเบื้องหลัง มักประดับด้วยจิตรกรรมจำหลัก และปิดทอง ลางลำก็ประดับด้วยสิ่งคล้ายมุก

๙. ชาวสยามไม่มีไม้อย่างที่เรามี

๑๐. ชาวสยามไม่มีไหมและป่านลินิน ชาวสยามไม่ได้ปลูกต้นหม่อน จึงไม่มีตัวไหม ต้นป่านลินินก็ไม่มี หรือมีก็ไม่มีผู้ใดพูดถึง ต้นฝ้ายสำลีมีอุดมสมบูรณ์ ผ้าที่ทอด้วยฝ้ายสำลีน่าใช้ ไม่เย็นชื้น เหมือนลินิน

๑๑. อบเชยและฝาง อบเชยมีคุณภาพด้อยกว่าของเกาะสิงหฬ มีไม้ฝาง กับไม้อื่น ๆ ใช้ย้อมผ้า

๑๒. ไม้ขอนดอก หรือไม้กฤษณา แต่ก่อนที่ปารีสราคาแพงมาก แต่ปัจจุบันราคาถูกลงมาก

บทที่ห้า เหมืองแร่ในเมืองสยาม

๑. ชื่อเสียงของเหมืองแร่ในสยาม ไม่มีประเทศใดมีชื่อเสียงโด่งดังว่ามั่งคั่งด้วยเหมืองแร่เท่าสยาม มีพระพุทธรูปเป็นอันมาก กับวัตถุหล่อด้วยโลหะอยู่มากมาย เห็นได้ว่าชาวสยามสมัยก่อนชำนาญในการถลุงแร่ กว่าคนในปัจจุบันนัก มิใช่จะใช้ทองคำประดับพระพุทธรูปมากมายเท่านั้น ช่อฟ้า ใบระกา และเพดานในโบสถ์ วิหาร ก็ยังประดับด้วยทองคำ มีผู้พบเหมืองร้างอยู่ทุกวัน พร้อมทั้งเตาถลุงอีกเป็นอันมาก เข้าใจว่าได้ถูกละทิ้งไป ในสมัยทำสงครามกับชาวพะโค

๒. สถานภาพของเหมืองแร่ในปัจจุบัน แม้พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน จะทรงใช้ชาวยุโรปมาค้นหาบ่อแร่ แต่พบเพียงบ่อแร่ทองแดง ที่มีเนื้อโลหะอยู่เพียงเล็กน้อย

๓. ตัมบาค เพื่อให้เนื้อโลหะมีคุณค่าขึ้น จึงให้เจือเนื้อแร่ทองคำเข้าไปด้วย ที่เรียกว่า ตัมบาค ชาวพะโคใช้วิธีผสมตะกั่ว เข้ากับทองแดง ใช้หล่อรูปประติมากร และทำเป็นเหรียญกษาปน์

๔. แพทย์ชาวเมืองโปรวังซ์ ซึ่งพระเจ้ากรุงสยามเอาตัวไว้ให้ทำเหมืองแร่

๕. คำบอกเล่าของแพทย์ขางเมืองโปรวัง เกี่ยวกับเหมืองแร่ในสยาม

๖. ดีบุกและตะกั่ว ชาวสยามได้พบและรู้จักถลุงให้ได้เนื้อโลหะมานานแล้ว

๗. เหมืองแร่แม่เหล็ก บริเวณใกล้เมืองละโว้ มีภูเขาหินแม่เหล็กลูกหนึ่ง และอีกลูกอยู่ใกล้ ๆ กัน

๘. บ่อพลอย ตามภูเขามีผู้พบโมราชนิดนี้

๙. เหล็กกล้า เมืองกำแพงเพชร ชึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่มีบ่อแร่เหล็กกล้าชั้นดี ชาวเมืองขุดเอามาทำสาตราวุธ ตามความนิยม ส่วนมีดที่เรียกว่า มีดเหน็บ ใช้กันทั้งบ้านทั้งเมือง และไม่ถือว่าเป็นสาตราวุธ ใบมีดกว้าง ๓ - ๔ นิ้ว ยาว ๑ ฟุต พระมหากษัตริย์พระราชทานดาบและมีดพกให้แก่ขุนนาง ขุนนางสยามเหน็บมีดพกไว้ที่เอวเบื้องซ้าย คล้อยมาข้างหน้าเล็กน้อย ชาวปอร์ตุเกศเรียกว่า คริสต์ เสื่อมจากคำว่า กริช คำนี้ยืมมาจากภาษามลายู เป็นที่นิยมกันตลอดทั่วภาคบูรพาทิศ กริชจากเมือง อะแจ (Achem) ในเกาะสุมาตรา นับว่าเยี่ยมกว่าที่อื่น สำหรับดาบ ปกติแล้ว ทาสผู้หนึ่งจะเชิญนำหน้าเจ้านายของตนไป โดยแบกไว้บนบ่าขวา

๑๐. เหล็ก ชาวสยามมีบ่อแร่เหล็ก และรู้จักวิธีถลุงนำมาใช้ประโยชน์ มีคนบอกว่าในกรุงสยามไม่มีแร่เหล็ก และเป็นช่างเหล็กที่หย่อนความชำนาญ พวกเขาจึงมีแต่สมอไม้ ต้องใช้ก้อนหินผูกถ่วงให้จมน้ำ ชาวสยามไม่มีเข็มกลัด เข็มเย็บผ้า ตะปู กรรไกร หรือกุญแจเหล็ก การสร้างเรือนไม่ใช้ตาปู ใช้หนามไผ่ต่างเข็มกลัด

๑๑. ดินประสิวและดินปืน ชาวสยามทำดินปืนได้เลวมาก



บทที่หก การกสิกรรมและอู่ข้าวอู่น้ำของสยาม

๑. เมืองสยามเป็นดินโคลน เมืองสยามน่าจะเป็นเหมือนที่เมืองอียิปต์ ว่าพื้นดินเกิดจากดินโคลนที่น้ำฝนชะลงมาจากภูเขา ที่ตรงปากน้ำ (เจ้าพระยา) มีสันดอนโคลนอยู่แห่งหนึ่ง สกัดกั้นเรือกำปั่นขนาดใหญ่ไว้

๒. การมีน้ำท่วมทุกปี ทำให้พื้นดินสยามอุดมขึ้น ทำให้ราชอาณาจักรนี้เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ของหลายประเทศ

๓. น้ำท่วมทำลายตัวแมลงต่าง ๆ

๔. ปลวกในสยาม

๕. บึ้ง เหมือนตัวริ้น

๖. ตะขาบ

๗. ความเขลาของชาวสยามในสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เรื่องตุ๊กแก เป็นความหลงเชื่อที่ประหลาดยิ่ง ที่รู้สึกว่าตับมันโต ก็จะส่งเสียงร้องเพื่อเรียกแมลงไปกินตับ

๘. หิ่งห้อย คล้ายแมลงภู่ คือ มีสี่ปีก เราไม่มีโอกาสเห็นมันเมื่อขึ้นบก มันมีแสงไฟอยู่ในลูกตา แต่แสงสว่างนั้นออกมาจากใต้ปีก

๙. ตัวแมลงในน้ำ แมลงบางชนิดในแม่น้ำมีพิษสงน่ากลัว

ทางสายธาตุ
31-07-2009, 07:46 PM
ว่าด้วยเรื่องข้าว การทำนา และการทำสวนค่ะ
บทที่เจ็ด เมล็ดพืชของประเทศสยาม

๑. ข้าว เป็นพืชผลอันสำคัญของชาวสยาม เป็นอาหารอันดีที่สุด
๒. วิธีหุงข้าวด้วยน้ำบริสุทธิ์ ชาวสยามไม่ได้กินข้าวสุก ปนไปกับอาหารคาวอย่างอื่น เมื่อเขากินเนื้อหรือปลา เขาก็จะกินกับสิ่งนั้นเปล่า ๆ โดยไม่มีข้าวปน เขาเอาปลายนิ้วขยุ้มข้าวให้เป็นคำแล้วเปิบเข้าปาก

๓. การหุงข้าวด้วยน้ำกะทิ

๔. ข้าวสาลี ข้าวสาลีมีในประเทศสยาม ตามที่ดอนน้ำท่วมไม่ถึง ในเมืองสยามมีแต่พระเจ้าแผ่นดินองค์เดียวที่มีไร่ข้าวสาลีอยู่ ชาวสยามเรียก ข้าวโพดสาลี คำว่า ข้าว หมายถึง ข้าวเจ้า มีคำบอกเล่าว่าชาวมัวร์เป็นผู้นำพันธุ์ข้าวสาลี ไปสู่เมืองสยาม ชาวฝรั่งเศสในเมืองสยาม สั่งแป้งสาลีมาจากเมืองสุรัต ทั้งที่ใกล้ ๆ กรุงสยาม (อยุธยา) ก็มีโรงสีลม สำหรับบดข้าวสาลีอยู่แห่งหนึ่ง ใกล้เมืองละโว้ ก็มีอีกแห่งหนึ่ง

๕. ขนมปังสดที่ทำด้วยแป้งข้าวสาลีในสยามนั้นผากเกินไป

๖. เมล็ดพืชอย่างอื่น ได้เห็นถั่วพรรณต่าง ๆ ชาวสยามเช่นเดียวกับพวกเรา คือปลูกต้นไม้ล้มลุกไว้หลาย ๆ พรรณด้วยกัน

บทที่แปด การทำนา และฤดูกาลต่าง ๆ

๑. วัวและควายในการไถนา เขาจูงมันไปด้วยเชือกเส้นหนึ่ง ที่ร้อยสนตะพายเข้าไปในกระดูกอ่อนที่แยกช่องจมูก และเพื่อมิให้เชือกนั้นเลื่อนไหลขณะดึง เขาจึงขอดปลายเชือกให้เป็นปมทั้งสองข้าง เชือกเส้นเดียวกันนี้ยังล่ามเข้าไปในรูพังงา ที่เจาะไว้ที่คานของคันไถ


<CENTER>http://203.144.136.10/service/mod/heritage/nation/siam/ralrubar07.jpg

</CENTER>๒. คันไถแบบสยาม ทำอย่างง่าย ๆ ไม่มีล้อเลื่อน ประกอบด้วยคานไม้ยาวท่อนหนึ่ง อันเป็นดูก อีกท่อนหนึ่งปลายงอนอันเป็นคันถือ อีกท่อนหนึ่งสั้นกว่าและใช้ไม้เนื้อแข็งกว่า ผูกขวางไว้เกือบจะทะแยงกันตรงใต้คันดูก และไม้ท่อนที่สามนี้เอง ที่ติดหัวผาน มิได้ใช้ตาปูตรึงไม้ทั้งสี่ท่อนให้ติดกัน หากใช้เชือกหนัวมัดให้ติดกันเข้าไว้

๓. วิธีนวดข้าว ใช้วัวควาย ย่ำให้เมล็ดข้าวหลุดออกจากรวง เมื่อเมล็ดข้าวเปลือกร่วงออกหมดแล้ว ก็ใช้วิธีกอบขึ้นโรยจากที่สูง เพื่อให้ลมพัดเอาข้าวลีบ และกากออกไป เอาข้าวเปลือกไปตำในครกไม้กระเดื่อง หรือขัดในเครื่องสีมือที่ทำด้วยไม้

๔. มีสามฤดู มีปีสองประเภท ฤดูหนาวเรียก หน้าหนาว อากาศเริ่มเย็น ฤดูร้อนน้อยเรียก หน้าร้อน คือเริ่มร้อน และฤดูร้อนใหญ่ เรียกหน้าร้อนใหญ่ คือ เริ่มร้อนมาก ปีมีอยู่สองประเภท ปีละ ๑๒ เดือน ติดต่ออยู่สองปี และปีที่สาม มี ๑๓ เดือน

๕. วันสยามนับตามดาวเคราะห์ ไม่มีคำเรียกสัปดาห์ แต่เรียกวันทั้งเจ็ดตามชื่อ ดาวเคราะห์ อย่างเราและวันก็ตรงกัน แต่วันที่นี่เริ่มก่อนที่ยุโรปราว ๖ ชั่วโมง

๖. สยามขึ้นศกใหม่เมื่อไร เริ่มศกใหม่ วันขึ้นหนึ่งค่ำทางจันทรคติ ในเดือนพฤศจิกายน หรือธันวาคม ชาวสยามหาได้นับปีตามศักราชที่ล่วงไปเสมอไปไม่ หากนับตามจำนวนรอบหกสิบปี ตามแบบชาวตะวันออกทั่วไป

๗. รอบหกสิบปี (มหาจักร) ชาวสยามมีนามประจำปีนักษัตร

๘. เดือนของชาวสยาม นับหยาบ ๆ มี ๓๐ วัน ใช้วิธีนับเดือนตามลำดับเป็นเดือนอ้าย เดือนยี่ และต่อ ๆ ไป

๙. ฤดูกาลของสยามที่แผกกัน สองเดือนแรกตรงกับเดือนธันวาคม เป็นฤดูหนาว เดือน ๓.๔.๕ เป็นฤดูร้อนน้อย อีก ๗ เดือน เป็นฤดูร้อนใหญ่

๑๐. มรสุม ฤดูหนาวเป็นหน้าแล้ง อากาศแห้ง ฤดูร้อนฝนชุก อาการที่ลมประจำโลกตามฤดูกาล ชาวปอร์ตุเกศเรียก มองเซาส์ ฝรั่งเศสเรียก มูซอง เป็นสาเหตุให้เรือกำปั่นเข้าถึงสันดอนปากน้ำได้โดยยาก ในระยะหกเดือนที่มีมรสุมพัดจากทิศเหนือ และยากที่จะออกจากปากแม่น้ำในระยะหกเดือน ที่มีมรสุมพัดจากทิศใต้

๑๑. เวลาทำนา และเวลาเก็บเกี่ยว จะไถและหว่านเมื่อฝนตกชุ่มพอให้ดินอ่อนลง ว่ากันว่ารวงข้าวนั้น ย่อมหนีพ้นน้ำเสมอ

๑๒. ข้าวชนิดอื่น ชาวสยามปลูกข้าวในที่ซึ่งน้ำท่วมไม่ถึงตามหัวเมืองต่าง ๆ ข้างชนิดนี้เป็นข้าวพันธุ์ดี (ข้าวนาดำ) เมื่อข้าวที่เพาะเป็นกล้าไว้ในดินงอกงามตามสมควร ก็ย้ายไปปลูกในที่แห่งอื่น ซึ่งได้ไถคราดไว้แล้ว แล้วไขน้ำเข้าเช่นเดียวกับที่เราทำนาเกลือ ต้องกักน้ำฝนไว้โดยยกคันนารอบ ๆ แล้วนำข้าวกล้ามาดำรากมิดลงไปในดิน ที่สะกอรายเรียงกันไปโดยใช้นิ้วหัวแม่มือกดลงไป

๑๓. มูลเหตุที่ชาวสยามหันมาประกอบกสิกรรม เห็นคล้อยที่เชื่อว่า คนสยามครั้งโบราณเลี้ยงชีวิต ด้วยการกินผลไม้จับปลามาเป็นอาหาร ต่อมาชาวจีนมาสอนให้รู้จักทำไร่ไถนา

๑๔. พิธีแรกนาขวัญในสยาม สมัยก่อนพระเจ้ากรุงสยาม เสด็จ ฯ แรกนาขวัญจรดพระนังคัล ด้วยพระองค์เอง ในวันฤกษ์ดีวันหนึ่งในรอบปี เป็นเวลาติดต่อกันมาเกือบศตวรรษแล้ว แต่แล้วเมื่อดูทางไสยศาสตร์เห็นว่า เป็นลางไม่ดีจึงไม่แรกนาด้วยพระองค์เองอีกต่อไป แต่ได้มอบหมายให้พิธีสำคัญนี้ ให้สมมติกษัตริย์ที่พอแต่งตั้งขึ้น

๑๕. การแรกนานั้นเป็นรัฐประศาสโนบาย และการถือทางไสยศาสตร์ เรื่องแรกนา น่าจะเป็นเครื่องจูงใจให้ประชาชนมีความศรัทธาในการทำไร่ทำนา ตามแบบพระมหากษัตริย์

บทที่เก้า การสวนของชาวสยามและเครื่องดื่มเป็นครั้งคราว

๑. ผักและไม้เหง้า หัวมัน ฯลฯ มันเทศ ควรจะได้รับการกล่าวขวัญถึงเป็นพิเศษ

๒. แตงกวา หอมหัวเล็ก กระเทียม หัวไชเท้า ชาวสยามกินแตงกวาทั้งดิบ ๆ ทำนองเดียวกับชาวตะวันออก

๓. ดอกไม้
๔. เหตุไรจึงไม่มีผลองุ่นมุสกาต์ที่เปอร์เซีย และเมืองสุรัต
๕. ในสยามก็ไม่มีผลองุ่นดี

๖. เครื่องดื่มสามัญของชาวสยามคือ น้ำบริสุทธิ์ เขาชอบดื่มเฉพาะที่อบมันให้หอม

๗. น้ำที่เมืองละโว้และที่ทะเลชุบศร พระเจ้ากรุงสยามเสวยน้ำที่ตักมาจากอ่างเก็บน้ำใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งขุดขึ้นกลางทุ่งนา มีเจ้าหน้าที่ประจำรักษาอยู่ตลอดปี ที่ทะเลชุบศร อยู่ห่างเมืองละโว้หนึ่งลี้ อ่างเก็บน้ำนี้ตั้งอยู่ชายที่ลุ่มแห่งหนึ่ง มีพื้นที่ประมาณ ๒ หรือ ๓ ลี้ รับน้ำฝนขังไว้ น้ำในบึงสะอาดและลึกมาก

๘. ชา ชาวสยามดื่มน้ำชา แบบดื่มเล่น ๆ ไม่มีธรรมเนียมดื่มน้ำชาในแห่งอื่นในราชอาณาจักร แต่ที่พระนครนับสมัยนิยมดื่มน้ำชาได้ลงหลักปักแน่นแล้ว พวกชาวกรุงถือว่าเป็นมรรยาทผู้ดี อันจำเป็นต้องนำน้ำชามาเลี้ยงแขกที่มาเยี่ยม เรียกว่า ฉ่า (Tcha) เหมือนคนจีน ที่เรียกว่า เต (the') อีกคำเรียกว่า ชา (cha)

๙. ชาสามชนิด

๑๐. ชาเป็นซับเหงื่อ ชาวจีนและชาวตะวันออก ใช้น้ำชาเป็นยาแก้ปวดหัว แต่ต้องชงให้แก่มาก ๆ

๑๑. วิธีชงชา มีกาทองแดงข้างในเคลือบตะกั่วเกรียบ เพื่อใช้ต้มน้ำ มีป้านทำด้วยดินแดง ใช้น้ำร้อนรินรดป้านดินเสียก่อน เพื่อให้การ้อนตัว แล้วใส่ชาลงไปหยิบมือหนึ่ง รินน้ำเดือดเติมลงไป เมื่อปิดฝากา แล้วยังใช้น้ำร้อนรินราดข้างนอกอีก ปิดพวยกา เมื่อชาอิ่มตัวพอสมควรคือ เมื่อใบชาหน่ายลงสู่ก้นป้านแล้ว ก็รินน้ำลงในถ้วยกระเบื้อง ในขั้นแรกกะเพียงครึ่งถ้วยก่อน ดูว่าน้ำมันแก่เกินไปหรือมีสีจัดเกินไป อาจทำให้พอดีด้วยการเติมน้ำ ซึ่งต้มให้เดือดในกาทองแดงอยู่เสมอ เมื่อต้องการน้ำชาเพิ่มก็เติมน้ำเดือดลงในป้านดิน เขาไม่ใส่น้ำตาลลงในถ้วย ใช้วิธีใส่น้ำตาลกรวดก้อนเล็ก ๆ ไว้ในปาก ขบให้แหลกและดื่มน้ำชาไปพร้อม ๆ กัน เมื่อไม่ต้องการดื่มต่อไป ก็คืนถ้วยให้โดยคว่ำปากถ้วยลงในจานรอง

๑๒. จำเป็นต้องใช้น้ำดีในการชงชา

๑๓. จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องดื่มน้ำชาเมื่อยังร้อน การดื่มเครื่องดื่มไม่ว่าชนิดใดด้วยความร้อนขนาดเดียวกัน บัดนี้ชาวตาร์ตาร์ ได้สอนให้รู้จีกดื่มชนิดใส่น้ำแข็งได้บ้างเป็นครั้งคราว

๑๔. การชอบดื่มเหล้าองุ่น ชาวสยามไม่ยึดเอาการดื่มชาเป็นหลักนัก ชอบดื่มเหล้าองุ่นมากกว่า ถ้ามีให้ดื่มแม้ว่าเครื่องดองของเมาเป็นสิ่งต้องห้าม ตามทางพระศาสนาก็ตาม ชาวอังกฤษและฮอลันดาบางทีก็นำเหล้าองุ่นมาจากเมืองชีราช ในเปอร์เซียหรือจากยุโรป เหล้าองุ่นของฝรั่งเศสที่เมืองบองโดซ์ กับที่เมืองกาฮอร์ส มาถึงกรุงสยามในสภาพอันดี เขาจะไม่กล่าวถึงเหล้าองุ่นของเมืองจีน และเมืองญี่ปุ่น ซึ่งชั่วแต่เป็นเบียร์ผสมให้มีรสแรงขึ้นเท่านั้น

๑๕. เครื่องดื่มอย่างอื่น ตารี เนรี ทำจากต้นไม้สองชนิดเรียกว่า ปาลมิสต์ (Palmiste) วิธีทำคือ ตอนเย็น ๆ เอามีดไปปาดกาบต้นไม้ (ต้นตาล ?) ที่คอต้นใกล้ยอด เอาขวดผูกรองไว้ รุ่งเช้าขวดนั้นก็เต็ม ขวดดังกล่าวจากกระบอกไผ่ลำเขื่อง ๆ ตารี ทำจากต้นมะพร้าวป่าพันธุ์หนึ่ง เนรี ทำจากต้นหมากชนิดหนึ่ง

๑๖. เหล้าบรั่นดี เป็นเครื่องดื่มที่ชาวสยามชอบมากกว่าเหล้าชนิดอื่น และวิธีทำ ชาวสยามทำเหล้าบรั่นดีจากข้าวหมักไว้ด้วยน้ำปูนใส ในขั้นแรกทำเป็นเมรัยก่อน พวกเขาไม่ดื่ม (เบียร์) กันเลย แต่กลั่นออกมาเป็นบรั่นดี ซึ่งพวกเขาเรียกว่า เหล้า

๑๗. บูลปองซ เครื่องดื่มอังกฤษ เครื่องดื่มอย่างหนึ่งเรียกว่า พั้นซ์ (Punch) เอาเหล้าบรั่นดีหนึ่งเหยือก ผสมด้วยน้ำมะนาวหนึ่งไปน์ กับผงจันทน์เทศ เอาขนมปังทะเลแห้งปิ้ง และป่นละเอียด คนจนเข้ากันีด

๑๘. กาแฟกับโกโก้ แขกมัวร์ในสยามดื่มกาแฟ ซึ่งมาจากเมืองอาหรับ ชาวปอร์ตุเกศดื่มโกโก้ ส่งมาจากมนิลาเมืองหลวงของฟิลิปปินส์ ซึ่งนำมาจากอินเดียภาคตะวันออกในเขตคุ้มครองของสเปน

๑๙. ผลไม้ ชาวสยามนิยมกินผลไม้ยิ่งกว่าอย่างอื่น นอกจาก ส้ม มะกรูด และทับทิมแล้ว ดูจะไม่มีผลไม้อื่นที่เรารู้จักเลย ส้มโอ เป็นมะกรูดพันธุ์เปรี้ยว

๒๐. ผลไม้บางชนิดมีทุกฤดูกาล คือ กล้วย ส่วนผลไม้อย่างอื่นให้ผลเพียงชั่วคราว ต้นอ้อยยาว ๖ - ๑๐ ฟุต ก็มีขึ้นแต่ที่เมืองอะแจ เท่านั้น แต่ข้าวซึ่งเป็นอาหารสำคัญมักขาดแคลนบ่อย ๆ จึงหาซื้อกันด้วยราคาราวกับทองคำ ซึ่งมีอยู่มากมาย จนคนเห็นเป็นสิ่งสามัญธรรมดา

๒๑. ความแตกต่างระหว่างผลไม้ของสยามกับของเรา ข้าพเจ้ากล่าวถึงแต่ หมาก (Arek) และผลไม้ของประเทศอินเดีย โดยทั่ว ๆ ไป


<CENTER>http://203.144.136.10/service/mod/heritage/nation/siam/ralrubar08.jpg

</CENTER>๒๒. หมากกับพลู หมาก (Arek) ซึ่งชาวสยามเรียกว่า พลู (Plou) เป็นผลไม้จำพวกโอ๊ก แต่มิใช่มีเปลือกแข็งเหมือนผลโอ๊กของเรา เมื่อผลแก่จนสุกจะกลายเป็นสีเหลืองและแข็งกระด้างขึ้น เนื่อในก็พลอยแข็งไปด้วย เมื่อผ่าผลหมากออกเป็นสี่เสี้ยวแล้ว ใช้กินเสี้ยวละคำ ปนไปกับใบไม้ชนิดหนึ่ง เรียกว่า หมาก (ความจริงคือ พลู) เขาจีบใบไม้เข้าเป็นมวนเพื่อสอดเข้าปากได้สะดวก และใช้ปูนทำจากเปลือกหอยป้ายลงเล็กน้อย ปูนมีสีแดง พวกอินเดียมีปูนชนิดนี้ในเต้ากระเบื้องพกติดตัว วันหนึ่ง ๆ เขาใช้หมากกับพลู อยู่ไม่ขาดปาก

๒๓. ประสิทธิผลของการกินหมาก ทำให้ผู้กกินต้องบ้วนน้ำลายอยู่บ่อย ๆ คราบปูนทำให้เหงือกสกปรก ไม่พบคนในสยามมีกลิ่นปาก

๒๔. ประสิทธิผลอย่างอื่นของหมากกับพลู ที่ฟันคราบน้ำหมากจะคอยจับหนาขึ้นทีละน้อย จนกลายเป็นสีดำ

๒๕. วิธีย้อมฟันและวิธีย้อมเล็บนิ้วก้อย การย้อมฟันให้ดำ เขาใช้ซีกมะนาวที่มีรสเปรี้ยวจัดอมไว้ในกระพุ้งแก้ม และที่หน้าฟันราวหนึ่งชั่วโมง หรือนานกว่า เพื่อให้ฟันน่วม และใช้น้ำยางชนิดหนึ่งทำจากรากไม้บางชนิด หรือจาก (กะลา) มะพร้าวเผาไปถูฟัน เป็นเสร็จพิธี การย้อมฟันใช้เวลาสามวัน ต้องนอนคว่ำและอดอาหารหนักจนกว่าจะครบกำหนด ชาวสยามยังนิยมย้อมเล็บมือนิ้วก้อยให้เป็นสีแดง โดยขุดเล็บออกแล้ว ใช้น้ำยางชนิดหนึ่งทา ทำจากข้าวบดในน้ำมะนาว ผสมกับใบไม้ชนิดหนึ่งคล้ายใบทับทิม

๒๖. ต้นไม้ จำพวกปาลมิสต์ทั่วไป


ถ้าพวกมาดมัวแซว มาดาม ได้ท่องเที่ยวไปลึกๆเข้าไปในดินแดนจะเห็นท่าการค้าที่คนจีนไปสร้างไว้รับซื้อข้าว เป็นท่าข้าว เช่นท่าข้าวที่ชัยนาท
(เรื่องท่าข้าวที่ชัยนาทนี้เกี่ยวข้องกับการทำการค้าขายของลูกหลานเจ้าพระยาโกษาปาน ชั้นหลานหรือชั้นเหลนค่ะ หากหาเจออีกทีจะเอามาโพสให้อ่านนะคะ ... ทางสายธาตุ)

คำถามทิ้งท้ายก่อนจบตอนที่ 1 จะถามมาดมัวแซว หรือ มาดาม ใครก็ได้ ไปคิดเล่นๆ ว่า

ภาษีสมัยก่อนใช้วิธี 10 ชัก 1 คำถามคือถ้ามีเครื่องกระเบี้องเคลือบที่สั่งทำอย่างงามวิจิตรครบเซ็ทลายเดียวกัน ช่างฝีมือทำมาอย่างดี นำเข้าจากเมืองจีน เช่น ชุดป้านน้ำชาจะต้องมีถ้วย 5 ใบมีลายเดียวกับกาน้ำชา หากถูกชักไป 1 ทำให้ไม่ครบเซ็ท พอจะเอาไปให้เป็นของกำนัลใคร ก็ทะเม่งๆเพราะไม่ครบเซ็ท แล้วจะทำอย่างไรดีเพื่อที่จะไม่ต้องเสียภาษีล่ะคะ แต่จะทำอะไรก็แล้วแต่ต้องไม่ผิดกฎบ้านกฏเมืองสมัยนั้นนะ แล้วจะทำอย่างไรดี ติ๊กต่อกๆๆ

ทางสายธาตุ
01-08-2009, 07:23 AM
เพลงระบำดอกบัว

เหล่าข้าคณาระบำ
ร้องรำกันด้วยเริงร่า
ฟ้อนส่ายให้พิศโสภา
เป็นทีท่าเยื้องยาตรนาฏกราย

ด้วยจิตจงรักภักดี
มิมีจะเหนื่อยแหนงหน่าย
ขอมอบชีวิตและกาย
ไว้ใต้เบื้องพระบาทยุคล
เพื่อทรงเกษมสราญ
และชื่นบานพระกมล
ถวายฝ่ายฟ้อนอุบล
ล้วนวิจิตรพิศอำไพ

อันปทุมยอดพกา
ทัศนาก็วิไล
งามตระการดาลหทัย
หอมจรุงฟุ้งขจร
คล้ายจะยวนเย้าภมร
บินวะว่อนฟ้อนสุคนธ์

ได้ยินเพลงนี้ในเช้านี้ จึงนำเนื้อร้องนี้ขึ้นถวายพระพร
ขอจงทรงพระสำราญในทุกภพทุกพิมานที่เสด็จ
ถวายแด่ไท้ทั้งสามพระองค์
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา สมเด็จพระอนุชาพระเอกาทศรถ

ด้วยเกล้า ด้วยกระหม่อม ขอเดชะ
ทางสายธาตุ

จงรักภักดี
01-08-2009, 03:45 PM
[quote=จงรักภักดี;2305193]เมอซี่ บูกู๊ ม้าดมัวแซลย์

คุณทางสายธาตุ เอ่ยถึงน้ำพระทัยของเจ้าหญิงองค์หนึ่งที่

ทรงพยายามทำทุกอย่างเพื่อประเทศชาติสมเป็นขัตติยราช

นารี ของพระราชวงศ์นักสู้แห่งสยาม ครับผมเองยังติดค้าง

พระองค์ท่านอยู่หนึ่งเรื่องตั้งใจว่าจะต้องเขียนถึงพระราช

กรณียกิจนี้ ด้วยยังไม่เคยพบว่ามีใครได้เคยเขียนหรือเอ่ย

ถึงมาก่อน ...........

..................................................................



ซุนวูเคยกล่าวในพิชัยสงครามของซุนวู (Sun Tzu: Art Of War) ไว้ว่า
" รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ใยต้องกลัวพ่าย
รู้แต่เรา ไม่รู้เขา รบทุกครั้ง ใช่จะชนะทุกครั้ง
ไม่รู้เขา ไม่รู้เรา กรำศึกทุกครั้ง พ่ายทุกครา


เรื่องการข่าวหรืองานด้านการข่าวนี่แหละครับที่ผมได้ตั้งข้อ
สังเกตไว้ว่าพระราชภารกิจที่สำคัญมากชิ้นหนึ่งของพระพี่นางสุพรรณกัลยา นอกจากพระราชภาระอื่นๆทั้งสิ้นแล้ว ก็
คืองานการข่าวนี่แหละครับ พูดกันง่ายๆก็คือรวบรวมข่าว
และความเคลื่อนไหวของพม่าส่งไปให้ทางกรุงศรีอยุธยา
ไม่ว่าจะเป็นข่าวทางยุทธวิธีหรือทางยุทธศาสตร์ พม่าคิด
อ่านอะไรอย่างไรก็ต้องพยายามที่จะให้รู้หรือคาดเดาอย่าง
มีเหตุมีผล ซึ่งแน่นอนครับ ไม่ใช่งานง่ายเลย แถมอัน
ตรายอีกต่างหาก เพราะพม่าก็ต้องคอยระแวงสงสัยอยู่
แล้ว ข้อสำคัญเมื่อมีข่าวสารสำคัญที่จะต้องส่งกลับไปศรีอยุธยา นี่สิจะทำอย่างไรถึงจะปลอดภัยและส่งไปถึง
อย่างทันเวลา จะใช้นกพิลาปนำสารหรือใช้ม้าเร็วหรือฯลฯ
..........................................

-เหตุปัจจัยอันทำให้ประมุขที่รู้แจ้ง และแม่ทัพที่ปราดเปรื่อง
สามารถพิชิตชัยทุกศึกและประสบผลสำเร็จอันวิเศษเหนือสามัญ ก็คือ
ความรู้ล่วงหน้าหรือบุพญาน”

<DD>
<DD>ความรู้ล่วงหน้า หรือ บุพญาน ที่ซูนวูพูดถึงก็คือการข่าวกรองนั่นเอง เพราะการข่าวกรองคือการ “ แจ้งเตือนล่วงหน้า “ ให้ผู้นำรัฐบาล หรือ แม่ทัพ ได้ทราบล่วงหน้าถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้น และหาทางรับมือกับอันตรายนั้น ๆ
<DD>
<DD>ซุนวูกล่าวต่อไปว่า “ความรู้ล่วงหน้ามิอาจเค้นเอาจากผีสางเจตภูติมิอาจอนุมานจากการเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในอดีต หรือจากการคำณวนท้องฟ้าแต่ทว่าต้องได้มาจากคนผู้ที่รู้สถานการณ์ของสัตรูเป็นสำคัญ” <DD>
<DD>หมายถึงว่า การข่าวกรองนั้นไม่ได้มาจากการหลับตานึกเอาเองหรือไปขอจากผีสางนางไม้ หรือเทพพยากรณ์ หมอดู โหราจารย์ทั้งหลายแต่ต้องได้มาจากคนที่รู้เรื่องของสัตรูดีที่สุดการที่จะหาคนที่รู้เรื่องของสัตรูดีที่สุดก็ต้องหา “จารชน” ที่ดี เข้าถึงข้อมูลดังกล่าว ซุนวูแยกจารชนออกเป็น 5 ประเภทคือ <DD>
<DD>จารชนท้องถิ่น (2) จารชนไส้ศึก (3) จารชนสองหน้า (4) จารชนมรณะ และ (5) จารชนคืนชีพ <DD>
<DD>ซุนวูได้อธิบายว่า จารชนท้องถิ่นนั้นคือการใช้คนของศัตรูมาเป็นจารชนให้เรา จารชนใส้ศึกคือการใช้ขุนนางของศัตรู จารชนสองหน้า คือการใช้จารชนของสัตรู จารชนมรณะ คือการใช้ตัวแทนของเราในการกระจายข่าวลวงแก่สัตรู จารชนคืนชีพ คือการใช้ตัวแทนของเราในการนำรายงานกลับมา <DD>
<DD>ซุนวูมองว่า “ ประมุขที่รู้แจ้งและแม่ทัพที่รู้จริงเท่านั้น จึงสามารถใช้ตัวแทนที่ฉลาดล้ำลึกเป็นจารชน จนประสบผลสำเร็จอันใหญ่หลวง ” <DD>
<DD>
แนวคิดของซุนวูสอดคล้องกับงานข่าวกรองในปัจจุบัน หรืออาจกล่าวในทางกลับกันได้ว่างานข่าวกรองในปัจจุบันสอดคล้องกับสิ่งที่ซุนวูได้พูดไว้เมื่อกว่า 2500
ปีมาแล้ว การหาข่าวซึงเป็นความลับของฝ่ายตรงข้ามหรือสัตรูนั้น วิธีดีที่สุดคือการใช้คนของสัตรูเป็นสายลับยิ่งได้คนของสัตรูที่มีตำแหน่งสูงและเข้าถึงความลับของศัตรูได้ดี เช่น ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เข้าถึงความลับในเรื่องนั้น
ถือว่าเป็นงานข่าวระดับสูง </DD>
***ขอทิ้งท้ายไว้ตรงนี้ก่อนนะครับ เพื่อจะได้เห็นพระอัจฉริยะของพระพี่นางสุพรรณกัลยา กันครับ ท่านผู้ใดมี
ข้อคิดเห็นอย่างไรกันบ้าง ขอเชิญเลยนะครับ

จงรักภักดี
01-08-2009, 03:52 PM
http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=653220&stc=1&thumb=1&d=1248866846 (http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=653220&d=1248866846)

ทางสายธาตุ
01-08-2009, 05:05 PM
http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=653220&d=1248866846

ทางสายธาตุ
01-08-2009, 05:34 PM
[quote=จงรักภักดี;2305193]เมอซี่ บูกู๊ ม้าดมัวแซลย์

คุณทางสายธาตุ เอ่ยถึงน้ำพระทัยของเจ้าหญิงองค์หนึ่งที่

ทรงพยายามทำทุกอย่างเพื่อประเทศชาติสมเป็นขัตติยราช

นารี ของพระราชวงศ์นักสู้แห่งสยาม ครับผมเองยังติดค้าง

พระองค์ท่านอยู่หนึ่งเรื่องตั้งใจว่าจะต้องเขียนถึงพระราช

กรณียกิจนี้ ด้วยยังไม่เคยพบว่ามีใครได้เคยเขียนหรือเอ่ย

ถึงมาก่อน ...........

..................................................................



ซุนวูเคยกล่าวในพิชัยสงครามของซุนวู (Sun Tzu: Art Of War) ไว้ว่า
" รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ใยต้องกลัวพ่าย
รู้แต่เรา ไม่รู้เขา รบทุกครั้ง ใช่จะชนะทุกครั้ง
ไม่รู้เขา ไม่รู้เรา กรำศึกทุกครั้ง พ่ายทุกครา


เรื่องการข่าวหรืองานด้านการข่าวนี่แหละครับที่ผมได้ตั้งข้อ
สังเกตไว้ว่าพระราชภารกิจที่สำคัญมากชิ้นหนึ่งของพระพี่นางสุพรรณกัลยา นอกจากพระราชภาระอื่นๆทั้งสิ้นแล้ว ก็
คืองานการข่าวนี่แหละครับ พูดกันง่ายๆก็คือรวบรวมข่าว
และความเคลื่อนไหวของพม่าส่งไปให้ทางกรุงศรีอยุธยา
ไม่ว่าจะเป็นข่าวทางยุทธวิธีหรือทางยุทธศาสตร์ พม่าคิด
อ่านอะไรอย่างไรก็ต้องพยายามที่จะให้รู้หรือคาดเดาอย่าง
มีเหตุมีผล ซึ่งแน่นอนครับ ไม่ใช่งานง่ายเลย แถมอัน
ตรายอีกต่างหาก เพราะพม่าก็ต้องคอยระแวงสงสัยอยู่
แล้ว ข้อสำคัญเมื่อมีข่าวสารสำคัญที่จะต้องส่งกลับไปศรีอยุธยา นี่สิจะทำอย่างไรถึงจะปลอดภัยและส่งไปถึง
อย่างทันเวลา จะใช้นกพิลาปนำสารหรือใช้ม้าเร็วหรือฯลฯ
..........................................

-เหตุปัจจัยอันทำให้ประมุขที่รู้แจ้ง และแม่ทัพที่ปราดเปรื่อง
สามารถพิชิตชัยทุกศึกและประสบผลสำเร็จอันวิเศษเหนือสามัญ ก็คือ
ความรู้ล่วงหน้าหรือบุพญาน”




<DD>



<DD>ความรู้ล่วงหน้า หรือ บุพญาน ที่ซูนวูพูดถึงก็คือการข่าวกรองนั่นเอง เพราะการข่าวกรองคือการ “ แจ้งเตือนล่วงหน้า “ ให้ผู้นำรัฐบาล หรือ แม่ทัพ ได้ทราบล่วงหน้าถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้น และหาทางรับมือกับอันตรายนั้น ๆ



<DD>



<DD>ซุนวูกล่าวต่อไปว่า “ความรู้ล่วงหน้ามิอาจเค้นเอาจากผีสางเจตภูติมิอาจอนุมานจากการเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในอดีต หรือจากการคำณวนท้องฟ้าแต่ทว่าต้องได้มาจากคนผู้ที่รู้สถานการณ์ของสัตรูเป็นสำคัญ” <DD>



<DD>หมายถึงว่า การข่าวกรองนั้นไม่ได้มาจากการหลับตานึกเอาเองหรือไปขอจากผีสางนางไม้ หรือเทพพยากรณ์ หมอดู โหราจารย์ทั้งหลายแต่ต้องได้มาจากคนที่รู้เรื่องของสัตรูดีที่สุดการที่จะหาคนที่รู้เรื่องของสัตรูดีที่สุดก็ต้องหา “จารชน” ที่ดี เข้าถึงข้อมูลดังกล่าว ซุนวูแยกจารชนออกเป็น 5 ประเภทคือ <DD>



<DD>จารชนท้องถิ่น (2) จารชนไส้ศึก (3) จารชนสองหน้า (4) จารชนมรณะ และ (5) จารชนคืนชีพ <DD>



<DD>ซุนวูได้อธิบายว่า จารชนท้องถิ่นนั้นคือการใช้คนของศัตรูมาเป็นจารชนให้เรา จารชนใส้ศึกคือการใช้ขุนนางของศัตรู จารชนสองหน้า คือการใช้จารชนของสัตรู จารชนมรณะ คือการใช้ตัวแทนของเราในการกระจายข่าวลวงแก่สัตรู จารชนคืนชีพ คือการใช้ตัวแทนของเราในการนำรายงานกลับมา <DD>



<DD>ซุนวูมองว่า “ ประมุขที่รู้แจ้งและแม่ทัพที่รู้จริงเท่านั้น จึงสามารถใช้ตัวแทนที่ฉลาดล้ำลึกเป็นจารชน จนประสบผลสำเร็จอันใหญ่หลวง ” <DD>



<DD>
แนวคิดของซุนวูสอดคล้องกับงานข่าวกรองในปัจจุบัน หรืออาจกล่าวในทางกลับกันได้ว่างานข่าวกรองในปัจจุบันสอดคล้องกับสิ่งที่ซุนวูได้พูดไว้เมื่อกว่า 2500
ปีมาแล้ว การหาข่าวซึงเป็นความลับของฝ่ายตรงข้ามหรือสัตรูนั้น วิธีดีที่สุดคือการใช้คนของสัตรูเป็นสายลับยิ่งได้คนของสัตรูที่มีตำแหน่งสูงและเข้าถึงความลับของศัตรูได้ดี เช่น ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เข้าถึงความลับในเรื่องนั้น
ถือว่าเป็นงานข่าวระดับสูง
***ขอทิ้งท้ายไว้ตรงนี้ก่อนนะครับ เพื่อจะได้เห็นพระอัจฉริยะของพระพี่นางสุพรรณกัลยา กันครับ ท่านผู้ใดมี
ข้อคิดเห็นอย่างไรกันบ้าง ขอเชิญเลยนะครับ


<DD>
พระพี่นางเป็นตัวอย่างที่ดีของการเสียสละ พระองค์ช่างเป็นสตรีที่มีทั้งความเป็นผู้ใหญ่เกินพระวัย มีความเสียสละ และมีความรักในพี่น้องที่ยิ่งใหญ่มาก

องค์พระพี่นางช่างงดงามจริงๆ

</DD>

ทางสายธาตุ
01-08-2009, 05:52 PM
อ่านความเห็นคุณจงรักภักดี น้ำตารื้น ตอนนี้กลับเห็นคำถามที่ตัวเองตั้งไว้ในความเห็นสุดท้ายหน้าที่แล้ว
ไม่เป็นโล้เป็นพาย ไม่กล้าตอบ เทียบค่าไม่ได้กับพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระพี่นาง ธ ทรงศรี ทรงศักดิ์ มิอาจเอื้อม

จงรักภักดี
01-08-2009, 06:35 PM
ขออนุโมทนาและขอบคุณคุณทางสายธาตุมากครับ อย่าง
น้อยก็มีคุณทางสายธาตุหนึ่งคนแล้วที่เห็นด้วยกับพระราช
กรณียกิจในข้อนี้ของพระพี่นางสุพรรณกัลยา อันที่จริงเรื่องอย่างนี้ถ้าเป็นในสมัยปัจจุบันจะถือว่าเป็นเรื่อง
"ลับที่สุด"และจะไม่มีการนำมาเปิดเผยแม้เรื่องจะผ่านไป
นานแล้ว ส่วนบางเรื่องที่ได้มีการนำมาเปิดเผยกันนั้น ถือ
ว่าเป็นการเล็ดลอดและละเมิดครับ
ตอนนี้คงต้องมาช่วยกันหาพยานหลักฐานที่จะมาช่วยยืน
ยันกันนะครับ สำหรับผมเองเอะใจตั้งแต่ตอนที่พระพี่นาง
ทรงตรัสปฏิเสธที่จะเสด็จกลับอยุธยาพร้อมกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมื่อตอนจะประกาศอิสระภาพแล้วล่ะครับ
พระพี่นางท่านคงจะได้ตัดสินพระทัยที่จะเสี่ยงอยู่เพื่อพระ
ราชกรณียกิจทางด้านการข่าวนี้ด้วยแล้ว

และเพื่อเป็นการยืนยันว่าได้มีการหาข่าวในทางลับซึ่งกันและกันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว จะขอยกเหตุการณ์
เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยากับเมืองเชียงใหม่ขับเคี่ยวทำสง
ครามกัน เหตุเกิดเมื่อปีกุน จุลศักราช 817 ตรงกับ พ.ศ.
1998 กรุงศรีอยุธยาตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตร
โลกนารถ และเมืองเชียงใหม่ ตรงกับสมัยพญาติโลกราช
แต่ละกองทัพต่างก็มีกองสอดแนม เพื่อหาข่าวในทางลับ
ซึ่งกันและกัน
ฝ่ายกรุงศรีอยุธยา แต่งให้หาญพรหมสท้านเป็นอุปนิกขิต
(กองสอดแนม/แนวที่ห้า) ลอบเข้ามาฟังเหตุการณ์หาข่าว
ความเคลื่อนไหวอยู่ในนครพิงค์เชียงใหม่ ฝ่ายข้างเมืองนครเชียงใหม่ แต่งให้หาญไสสูง ตัดผมนุ่งผ้าเป็นไทย เข้าไปปะปนกับชาวกรุงศรีอยุธยา ปลอมฟังรหัสเหตุการณ์
ทางกรุงศรีอยุธยา...........(ยังมีต่อ)

จงรักภักดี
01-08-2009, 06:45 PM
อ่านความเห็นคุณจงรักภักดี น้ำตารื้น ตอนนี้กลับเห็นคำถามที่ตัวเองตั้งไว้ในความเห็นสุดท้ายหน้าที่แล้ว
ไม่เป็นโล้เป็นพาย ไม่กล้าตอบ เทียบค่าไม่ได้กับพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระพี่นาง ธ ทรงศรี ทรงศักดิ์ มิอาจเอื้อม

คุณทางสายธาตุ ขอรับ อะไรๆมันก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นแหละครับ เป็นธรรมดา แล้วอะไรๆทั้งหลายเหล่านั้นก็ย่อมดับไป
เป็นธรรมดา มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันเกิดขึ้น
ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป ครับ

ทางสายธาตุ
01-08-2009, 07:11 PM
ขอบคุณค่ะคุณจงรักภักดี เห็นชัดๆเลยค่ะ ว่าอวิชชาทำให้เกิดการเวียนว่ายตายเกิด ตัดอวิชชาได้ก็ตัดปัจจัยหลัก แต่ใครบ้างหล่ะคะจะทำให้อวิชชาในตัวหมดไปได้ คงต้องบำเพ็ญกันไปค่ะ สร้างบารมี สร้างบุญกันต่อไป ตามรอยพระพุทธองค์

ตุ่ง ตุง ตุ๊ง ม๊าดมัวแซล มาด๊าม เดี๋ยวมาต่อกันเรื่อง ความรู้เรื่องเมืองสยาม ว่าด้วยเรื่องเสื้อผ้า หน้า ผม ม๊าดมัวแซล หรือ มาด๊าม อาจจะสงสัยว่าทำไมนุ่งห่มกันน้อยชิ้นและบางมาก ก็มัน hot อ่ะค่ะ hot จริงๆ คนเอเชียด้วยกันมาอยู่ ยังบ่นกันอุบว่า ยวั่วะซี่ ร้อนจะตายอยู่แล้ว ถ้าม๊าดมัวแซลมาอยู่ ก็จะเจอกับปัญหาอีกอย่างคือ ยุง ยุงเยอะค่ะ ต้องหาบ้านที่อยู่ริมน้ำลมโกรกจัดๆ ก็จะผ่อนเรื่องยุงไปได้มาก ต้องหาเอาค่ะ มีที่ดินบางแห่งลมโกรกดีค่ะ ยุงไม่ค่อยรบกวน อันนี้แนะนำไว้เผื่อจะมาหาที่ปลูกบ้าน ปลูกสำนักงานนะคะ ^_^

ทางสายธาตุ
01-08-2009, 07:19 PM
บทที่หนึ่ง เครื่องนุ่งห่ม และรูปร่างหน้าตาของชาวสยาม

๑. ชาวสยามนุ่งห่มผ้าน้อยชิ้น เพราะร้อนและเพราะความเป็นอยู่ง่าย ๆ ชาวสยามไม่ค่อยหุ้มห่อร่างกายมิดชิดนัก

๒. ผ้านุ่ง เครื่องนุ่งห่มของชาวสยาม ชาวสยามไม่ใส่รองเท้า ไม่สวมหมวก พันเอวและขาอ่อน ถึงใต้หัวเข่าด้วยผ้ามีดอกดวง ยาวประมาณ ๒ โอน (๑.๑๘ เมตร) ครึ่ง บางครั้งก็ใช้ชิ้นผ้าไหมเกลี้ยง ๆ หรือทอที่ริมเป็นลายทองลายเงิน

<CENTER>http://203.144.136.10/service/mod/heritage/nation/siam/ralrubar09.jpg

</CENTER> ๓. ใช้เสื้อคลุมผ้ามัสลินเป็นเสื้อชั้นนอก พวกขุนนางนอกจากนุ่งผ้าแล้วยังสวมเสื้อครุยมัสลินคลุม (ถึงเข่า) เขาจะเปลื้องมันออกแล้วม้วนพันไว้กับบั้นเอว เมื่อเข้าไปหาขุนนางผู้ใหญ่ที่มียศศักดิ์สูงกว่าตน นอกนั้นบรรดาขุนนางที่เข้าเฝ้าพระเจ้ากรุงสยามคงนุ่งห่มเสื้อผ้าเต็มยศตามธรรมเนียมขุนนางสยาม มีงานพระราชพิธีต้องสวมหมวกลอมพอกสูงมียอดแหลม

๔. ผ้าคลุมกันหนาว ในฤดูหนาวชาวสยามใช้ผ้าตามความกว้างหรือผ้าลินินมีดอกดวงคลุมไหล่ โดยพันชายผ้าไว้กับลำแขน

๕. พระเจ้ากรุงสยามฉลองพระองค์อย่างไร ทรงใช้ฉลองพระองค์ด้วยผ้าเยียรขับอย่างงาม แขนฉลองพระองค์แดงมากปรกมาถึงข้อพระหัตถ์ ทำนองเดียวกับเสื้อที่เราใช้ได้เสื้อคลุม ทรงฉลองพระองค์นั้นไว้ภายใต้ฉลองพระองค์ครุย มีการปักอย่างวิจิตรต่างแบบลวดลายกันกับในยุโรป ชาวสยามคนใดจะใช้เสื้อเปิดนี้ไม่ได้ นอกจากพระองค์จะพระราชทานให้ ซึ่งจะพระราชทานให้เฉพาะขุนนางที่มีบรรดาศักดิ์สูงเท่านั้น

๖. เสื้อยศทหาร พระเจ้าอยู่หัวก็พระราชทานเสื้อชั้นนอกสีแดงสด สำหรับออกงานสงครามหรือตามเสด็จ ฯ ล่าสัตว์ เสื้อชนิดนี้ยาวถึงหัวเข่า มีดุมขัดด้านหน้า ๘ - ๑๐ เม็ด แขนเสื้อกว้าง ไม่มีปักลวดลาย และสั้นมากจนปรกไปถึงข้อศอก

๗. สีแดงสำหรับออกศึกและประพาสป่า เป็นธรรมเนียมทั่วไปในกรุงสยาม ที่พระเจ้าอยู่หัวและผู้ที่อยู่ในขบวนโดยเสด็จออกงานดังกล่าว จะต้องแต่งกายด้วยเสื้อผ้าชุดสีแดง ตัดเย็บด้วยผ้ามัสลินย้อมแดง

๘. ลอมพอกยอดสูงและปลายแหลม เป็นศิราภรณ์สำหรับใช้ในงานพระราชพิธี พระเจ้าอยู่หัวและขุนนางแต่งเหมือนกัน ต่างแต่ว่าพระลอมพอกประดับขอบ หรือเสวียนเกล้าด้วยพระมหามงกุฎเพชรรัตน์ ส่วนลอมพอกขุนนางประดับเสียนทองคำ เงิน หรือกาไหล่ทองมากน้อยตามยศ บางคนไม่มีเสวียนเลย เมื่อใส่ลอมพอก การแสดงความเคารพไม่ได้ถอดออก

๙. รองเท้าแตะ พวกแขกมัวร์เป็นผู้นำรองเท้าแตะ อันเป็นรองเท้าปลายแหลมมาใช้ ไม่มีปีกหุ้มเท้า ไม่มีส้น เขาถอดวางไว้ที่ประตู เมื่อเจะเข้าไปในเรือน ไม่ว่าพระเจ้าอยู่หัวจะประทับอยู่ ณ ที่ใดหรือบุคคลที่เขาจะต้องให้ความเคารพอยู่ ณ ที่ใด ชาวสยามจะไม่สวมรองเท้าเข้าไป ณ ที่นั้นเป็นอันขาด

๑๐. ความสะอาดของพระราชวัง ไม่มีที่ใดจะสะอาดเท่าพระบรมมหาราชวัง

๑๑. หมวกสำหรับสรวมไปเที่ยว พวกขุนนางนิยมมีกัน พระเจ้าอยู่หัวตรัสให้สร้างพระมาลาเป็นสีต่าง ๆ รูปทรงคล้าย ๆ กับพระลอมพอก แต่ราษฎรสามัญจะใช้ผ้าโพกศีรษะเฉพาะเมื่อลงเรืออยู่ในแม่น้ำเท่านั้น

๑๒. เครื่องนุ่งห่มของสตรี พวกผู้หญิงนุ่งห่มตามความยาวของผืน วงรอบตัวเช่นเดียวกับผู้ชาย แต่ผู้หญิงปล่อยชายทางด้านกว้าง เลียนแบบกระโปรงอย่างแคบ ๆ ให้ชายตกลงมาครึ่งแข้ง ส่วนผู้ชายชักชายผ้าข้างหนึ่งซึ่งเขาปล่อยให้ยาวกว่าอีกข้างหนึ่ง ลอดหว่างขาแล้วไปเหน็บไว้ด้านหลัง โดยคาดเข็มขัดทับ คล้ายสับเพลาโบราณของเรา ส่วนชายอีกข้างหนึ่งห้อยอยู่หน้าขา (ชายพก) ใช้ชายพกห่อล่วมหมาก บางทีก็นุ่งผ้าสองผืนซ้อนทับกัน เพื่อให้ผืนบนดูเรียบร้อย

๑๓. เกือบจะเปลือยหมด นอกจากผ้านุ่งแล้ว ผู้หญิงก็ปล่อยตัวล่อนจ้อน มิได้สวมเสื้อชั้นในมัสลิม เพียงแต่คนมั่งมีจะใช้สไบห่ม ปัดชายสไบเฉียงไปคลุมต้นแขน แต่ลักษณะที่สุภาพคือใช้ตอนกลางของผืนคาดขนอง แล้วสอดรักแร้ปกถันเข้าไว้ แล้วตลบชายสไบทั้งสองด้านสพักไพล่ไปทั้งชายอยู่าทางเบื้องหลัง (ห่มตาเบงมาน)

<CENTER>http://203.144.136.10/service/mod/heritage/nation/siam/ralrubar10.jpg

</CENTER> ๑๔. ความละอายในการเปลือย ชายหญิงสยามมีความตะขิดตะขวงใจเป็นอย่างยิ่งในโลก ที่จะเผยส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ซึ่งธรรมเนียมกำหนดให้ปิดบังไว้ ออกให้ใครเห็น เราต้องจ่ายผ้าขาวม้าให้ทหารฝรั่งเศสนุ่ง เมื่อลงอาบน้ำตามท่า เพื่อระงับข้อครหาของชาวเมือง ที่เห็นทหารฝรั่งเศสเปลือยกายลงอาบน้ำในแม่น้ำ

๑๕. ความละอายในการลงโทษ เด็ก ๆ จะไม่นุ่งผ้าจนอายุได้ ๔ - ๕ ขวบ และเมื่อเด็กนุ่งผ้าแล้วผู้ใหญ่จะไม่เลิกผ้าขึ้นเพื่อลงโทษเลย และคนในภาคบูรพาทิศถือกันว่า เป็นการน่าบัดสีอย่างยิ่ง ถ้าใครถูกโบยส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายอันเปลือยเปล่า

๑๖. เหตุใดจึงใช้ไม้เรียว เพราะแส้หรือกิ่งไม้ไม่ทำให้รู้สึกเจ็บ เพียงพอที่จะแทรกเนื้อผ้าเข้าไปใด้

๑๗. ความละอายเวลานอนและอาบน้ำ ชาวสยามไม่เปลือยกายเมื่อเข้านอน ทำนองเดียวกันกับที่เขาผลัดผ้าเมื่อลงอาบน้ำในแม่น้ำ ไม่มีที่ไหนในโลกที่จะว่ายน้ำกันเก่งเท่าที่นี่ ทั้งหญิงและชาย

๑๘. องค์พยานความละอายอย่างอื่น ๆ ความละอาย (ต่อความสกปรก) ของชาวสยามก่อให้เกิดธรรมเนียมขัดสีฉวีวรรณกันอย่างถึงขนาด เขาเห็นว่าการเปลือยกายเป็นสิ่งที่น่าบัดสี เพลงขับที่มีเนื้องร้องเป็นคำลามกอนาจาร เป็นสิ่งต้องห้ามตามกฎหมายสยามเหมือนกับกฎหมายในประเทศจีน

๑๙. ผ้านุ่งชนิดใดที่อนุญาตให้ใช้ได้ ผ้านุ่งที่มีความงดงามบางชนิดเช่น ผ้าม่วงไหมยกดอกหรือผ้าม่วงไหมอย่างไม่ยกดอก และเช่นผ้าลายเนื้อดี อนุญาตให้นุ่งได้เฉพาะบุคคลที่ได้รับพระราชทานจากพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้น ส่วนพวกผู้หญิงชั้นสามัญนิยมนุ่งผ้าถุงสีดำ และสไบนั้นมักเป็นผ้ามัสลินสีขาวอย่างธรรมดา

๒๐. แหวน กำไล ข้อมือ ตุ้มหู ชาวสยามสวมแหวนที่นิ้วท้าย ๆ ของทั้งสองมือ พวกผู้ชายไม่รู้จักใช้สร้อยคอ พวกผู้หญิงและเด็กทั้งชายหญิงรู้จักการใช้ตุ้มหู ซึ่งมีรูปร่างเหมือนลูกบัว ทำด้วยทองคำ เงิน หรือกาไหล่ทอง เด็กหนุ่มสาวลูกผู้ดีสวมกำไลข้อมือ แต่จะสวมถึงอายุ ๖ - ๗ ขวบเท่านั้น และยังสวมกำไลที่แขน และขาอีกด้วย เป็นกำไลทำด้วยทองคำหรือกาไหล่ทอง

๒๑. การเปลือยกายของเขาไม่เป็นที่แปลกตา เพราะมีผิวพรรณไม่ขาวเหมือนชาวยุโรป

๒๒. รูปร่างของชาวสยาม มีรูปร่างย่อมได้สัดส่วนดี ปทุมถันของหญิงมิได้เต่งตั้งอยู่ได้เมื่อพ้นวัยสาวรุ่นไปแล้ว และยานย้อยลงมาถึงท้องน้อยในเวลาไม่นาน แต่รูปทรงร่างกายยังกะทัดรัดอยู่

๒๓. หน้าตาชาวสยาม ค่อนข้างเป็นรูปขนมเปียกปูนมากกว่ารูปไข่ ใบหน้ากว้าง ผายขึ้นไปทางเหนือโหนกแก้ม ไปถึงหน้าผากอันแคบ รวมเข้าเป็นรูปมนเหมือนปลายคาง หางตาค่อนข้างสูง ตาเล็ก ไม่สู้แจ่มใสนัก ตาขาว ออกสีเหลือง ๆ แก้มตอบ ปากกว้าง ริมฝีปากหนาชัด ฟันดำ ผิวหยาบ สีน้ำตาลปนแดง

๒๔. สีน้ำเงินที่สักไว้ตามร่างกาย ผู้หญิงสยามไม่ใช้ชาดทาปาก แก้มหรือแต้มไฝ ขุนนางสักที่ขาเป็นสีน้ำเงินหม่นเป็นเครื่องกำหนดความยิ่งศักดิ์ จะมีสีน้ำเงินมาก หรือน้อยสุดแต่บรรดาศักดิ์สูงต่ำ พระเจ้าอยู่หัวทรงสักสีน้ำเงิน ตั้งแต่ฝ่าพระบาทไปถึงพระนภี แต่บางคนก็บอกว่ากาสักทำไปเพราะเชื่อโชคลางของขลัง

๒๕. จมูกและหูของชาวสยาม ชาวสยามมีจมูกสั้นและปลายมน ใบหูใหญ่กว่าชาวยุโรป คนมีใบหูใหญ่มากเท่าใด ก็ยิ่งเป็นที่ยกย่องกันมากเท่านั้น เป็นความนิยมของชาวตะวันออก

๒๖. ผมของชาวสยาม มีสีดำ เส้นหยาบและเหยียด ทั้งชายหญิงไว้ผมสั้นมาก ยาวมาเสมอใบหูเท่านั้น ต่ำกว่านั้นจะตัดเกือบเกรียนติดหนังศีรษะ พวกผู้หญิงหัวผมตั้งไว้บนหน้าผากโดยมิได้รวบเกล้ากระหมวด บางคนส่วนมากเป็นชาวรามัญ ปล่อยให้ผมยาวไปข้างหลังพอประมาณ เพื่อขมวดเป็นมวยไว้ที่ท้ายทอย ชายหนุ่มและหญิงสาวที่อยู่ในวัยมีเรือนได้แล้วก็ไว้ผม แปลกไปอีกทำนองหนึ่งคือ ใช้กรรไกรหนีบตัดผมกลางกระหม่อมเสียสั้นเกรียน รอบเรือนผมเขาถอนออกมาเป็นกระจุกเล็ก ๆ กระจุกหนึ่ง ทางด้านล่างปล่อยให้ออกยาวไปเกือบประบ่า

๒๗.รสนิยมของชาวสยามที่มีต่อหญิงผิวขาว ภาพวาดสตีรีงามบางคนแห่งราชสำนัก (ฝรั่งเศส) ไม่เป็นที่สบอารมณ์ของชาวสยามมาก พระเจ้ากรุงสยามได้ทรงมีหญิงสาวชาวมิลเกรเลียน หรือชอร์เชียน โดยรับสั่งให้ซื้อมาจากประเทศเปอร์เชีย (มาเป็นบาทบริจาริกา) และชาวสยามที่มาฝรั่งเศสสารภาพว่า ผู้หญิงฝรั่งเศสนั้นสวยมาก ไม่มีหญิงชาวสยามคนใดทัดเทียมได้

๒๘. ชาวสยามเป็นคนสะอาดสะอ้านมาก ชาวสยามนุ่งห่มน้อย และอบรำร่างกายด้วยสุคนธรส ริมฝีปากก็สีขี้ผึ้งหอม อาบน้ำวันละ ๓ - ๔ ครั้ง ถือเป็นความสุภาพเรียบร้อยว่า จะไปเยี่ยมผู้ใดในรายที่สำคัญ ต้องอาบน้ำเสียก่อน และจะประแป้งให้ขาวพร้อมที่ยอดอก แสดงว่าได้อาบน้ำมาแล้ว

๒๙. วิธีอาบน้ำสองอย่าง วิธีหนึ่งลงไปแช่น้ำ อีกวิธีหนึ่งใช้ขันตักน้ำรดร่างกาย

๓๐. การรักษาความสะอาดฟันและผม ชาวสยามเอาใจใส่รักษาฟันมาก แม้จะย้อมดำแล้วก็ตาม เขาสระผมด้วยน้ำ และใส่น้ำมันจันทน์ ทำนองเดียวกับชาวเสปน แล้วไม่ผัดแป้งเลย ชาวสยามหวีผม หวีมาจากประเทศจีน ชาวสยามถอนเคราซึ่งมีอยู่หร็อมแหร็ม แต่ไม่ทำเล็บเลย เพียงแต่รักษาให้สะอาด

๓๑. ชาวสยามชอบไว้เล็บยาว เราได้เห็นนางละครชาวสยามที่จะให้งามเกินงาม สวมเล็บที่ทำด้วยทองเหลืองยาวมาก

ป,ล, ยังเป็นฝรั่งกันอยู่หรือเปล่าคะ ตอนนี้เป็นฝรั่งกันอยู่นะ อิอิ

จงรักภักดี
02-08-2009, 06:44 AM
<TABLE class=tborder id=post2305396 cellSpacing=0 cellPadding=6 width="100%" align=center border=0><TBODY><TR vAlign=top><TD class=alt1 id=td_post_2305396 style="BORDER-RIGHT: #ffffff 1px solid">"ป.ล. แอบแปลกใจนิดนึงด้วยว่า ราชวงศ์หมิงที่เขาตามล่าตามฆ่าทิ้งจนแน่ใจแล้วว่าหมดสิ้น ฆ่าทิ้งชนิด 9 ชั่วโคตร ขึ้นไป 3 รุ่น ลงมา 3 รุ่น เป็น 7 แล้วใช่ไหมคะ เพิ่ม เพื่อนๆ และ ครูบาอาจารย์ อีก 2 รุ่น ทั้งหมดเป็น 9 ชั่วโคตร ก็ยังคงเชื้อสายไว้ได้ .... ความเชื่อส่วนตัวห้ามดื่มเกินวันละ 2 ความเห็น... ทางสายธาตุ<!-- google_ad_section_end --> ....."

อดีตย่อมไม่อาจหวนคืน ไม่เล่าสู่กันฟังบ้างหรือครับ
.....................................

"ขอบคุณค่ะคุณจงรักภักดี เห็นชัดๆเลยค่ะ ว่าอวิชชาทำให้เกิดการเวียนว่ายตายเกิด ตัดอวิชชาได้ก็ตัดปัจจัยหลัก แต่ใครบ้างหล่ะคะจะทำให้อวิชชาในตัวหมดไปได้ คงต้องบำเพ็ญกันไปค่ะ สร้างบารมี สร้างบุญกันต่อไป ตามรอยพระพุทธองค์"

-สาธุ ขออนุโมทนาครับ

"หนทางยังมีอยู่ ผู้เดินทางก็ยังไม่ขาดสาย ให้ลงมือเดินทางเสียตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่เส้นทางนี้หรือร่องรอย หรือรอยเท้า ของท่านเหล่านี้จะหายไป "-พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชโช


</TD></TR><TR><TD class=alt2 style="BORDER-RIGHT: #ffffff 1px solid; BORDER-TOP: #ffffff 0px solid; BORDER-LEFT: #ffffff 1px solid; BORDER-BOTTOM: #ffffff 1px solid"></TD></TR></TBODY></TABLE>

จงรักภักดี
02-08-2009, 07:03 AM
ขออนุโมทนาและขอบคุณคุณทางสายธาตุมากครับ อย่าง
น้อยก็มีคุณทางสายธาตุหนึ่งคนแล้วที่เห็นด้วยกับพระราช
กรณียกิจในข้อนี้ของพระพี่นางสุพรรณกัลยา อันที่จริงเรื่องอย่างนี้ถ้าเป็นในสมัยปัจจุบันจะถือว่าเป็นเรื่อง
"ลับที่สุด"และจะไม่มีการนำมาเปิดเผยแม้เรื่องจะผ่านไป
นานแล้ว ส่วนบางเรื่องที่ได้มีการนำมาเปิดเผยกันนั้น ถือ
ว่าเป็นการเล็ดลอดและละเมิดครับ
ตอนนี้คงต้องมาช่วยกันหาพยานหลักฐานที่จะมาช่วยยืน
ยันกันนะครับ สำหรับผมเองเอะใจตั้งแต่ตอนที่พระพี่นาง
ทรงตรัสปฏิเสธที่จะเสด็จกลับอยุธยาพร้อมกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมื่อตอนจะประกาศอิสระภาพแล้วล่ะครับ
พระพี่นางท่านคงจะได้ตัดสินพระทัยที่จะเสี่ยงอยู่เพื่อพระ
ราชกรณียกิจทางด้านการข่าวนี้ด้วยแล้ว

และเพื่อเป็นการยืนยันว่าได้มีการหาข่าวในทางลับซึ่งกันและกันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว จะขอยกเหตุการณ์
เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยากับเมืองเชียงใหม่ขับเคี่ยวทำสง
ครามกัน เหตุเกิดเมื่อปีกุน จุลศักราช 817 ตรงกับ พ.ศ.
1998 กรุงศรีอยุธยาตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตร
โลกนารถ และเมืองเชียงใหม่ ตรงกับสมัยพญาติโลกราช
แต่ละกองทัพต่างก็มีกองสอดแนม เพื่อหาข่าวในทางลับ
ซึ่งกันและกัน
ฝ่ายกรุงศรีอยุธยา แต่งให้หาญพรหมสท้านเป็นอุปนิกขิต
(กองสอดแนม/แนวที่ห้า) ลอบเข้ามาฟังเหตุการณ์หาข่าว
ความเคลื่อนไหวอยู่ในนครพิงค์เชียงใหม่ ฝ่ายข้างเมืองนครเชียงใหม่ แต่งให้หาญไสสูง ตัดผมนุ่งผ้าเป็นไทย เข้าไปปะปนกับชาวกรุงศรีอยุธยา ปลอมฟังรหัสเหตุการณ์
ทางกรุงศรีอยุธยา...........(ยังมีต่อ)

ขอเล่าต่อเรื่องอุปนิกขิต (กองสอดแนม/แนวที่ห้า )ครับ
..ต่อมาเมืองเชียงใหม่จับตัวหาญพรหมสท้าน อุปนิกขิตฝ่ายไทยแห่งกรุงศรีอยุธยาได้ พญาติโลกราชสั่งไม่ฆ่า เพียงแต่ให้เฆี่ยน และโกนผมแล้วให้ขับออกไปเสียจากเมือง เมื่อจะขับอุปนิกขิตคนสอดแนมของกรุงศรีอยุธยาออกไปนั้น ทางเมืองเชียงใหม่ แสร้งแต่งอุบายเตรียมจะยกไปฝ่ายเหนือสิบสองปันนาเพื่อจะให้หาญพรหมสท้าน
นำข่าวไปแจ้งยังกรุงพระนครศรีอยุธยา....

เห็นแล้วใช่ไหมครับในสมัยกาลก่อนโน้นก็มีระบบการข่าว
ลับกันแล้ว เล่นกันทั้งข่าวจริงและข่าวลวง ไม่ธรรมดาจริงๆ
...ที่มาของเรื่องอุปนิกขิต : หนังสือเกร็ดพงศาวดารล้าน
นา จาก ราชวงศ์มังราย ถึง ราชวงศ์กาวิละ โดย...ลำจุล
ฮวบเจริญ

ทางสายธาตุ
02-08-2009, 07:33 AM
สนุกๆ เรื่องอุปนิกขิต ในสามก๊กก็มีค่ะ
ตอนกวนอูทำทีว่าแปรพักตร์จากเล่าปี่
ไปเข้ากับโจโฉเพื่อหาข่าว อันนี้เป็นแผนของขงเบ้ง
สุดท้ายโจโฉจับได้ แต่เสียดายฝีมือกวนอู
สั่งไม่ฆ่า ให้ปล่อยไป เสียดายคนเก่ง

เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้กวนอูติดค้างหนี้ชีวิตโจโฉหนึ่งครั้ง
พอมาเหตุการณ์ที่เซ็กเพ็ก ก็เหตุการณ์ในหนัง The Red Cliffs
นั่นแหละค่ะ พอโจโฉแตกทัพพ่าย กองทัพเรือโดนเผาวอดวาย
ขงเบ้งก็อีกนั่นแหละค่ะ รู้ว่าสุดท้ายโจโฉจะต้องหนีตาย
ผ่านช่องเขาแห่งหนึ่งที่แคบมาก จะฆ่าทิ้งได้ง่ายมาก
กลับให้กวนอูไปเฝ้า ก็เพราะขงเบ้งรู้ว่ากวนอูติดหนี้ชีวิตโจโฉอยู่

ให้กวนอูไปเฝ้าด่านนั้นหวังให้เขาปล่อยโจโฉ เพื่อเหตุผลสองอย่าง
หนึ่งคือ กวนอูจะได้ไม่รู้สึกติดหนี้บุญคุณโจโฉอีกต่อไป ทำการสิ่งใดภายหน้าจะได้ทำกันเต็มที่
สองคือ ถ้าโจโฉตาย ซุนกวนก็จะใหญ่สุด สุดท้ายก็จะเป็นภัยกับเล่าปี่เอง ต้องเหลือชีวิตโจโฉไว้คานอำนาจ

อุปนิกขิตเป็นเรื่องสนุก และเสี่ยงชีวิตอย่างมาก จับได้ก็ตายอย่างเดียว

พระพี่นางทรงกล้ามากๆ

ทางสายธาตุ
02-08-2009, 07:48 AM
กุยอ๋อง ถือเป็นเชื้อพระวงศ์คนสุดท้ายของราชวงศ์หมิงที่มาถูกทหารราชวงศ์ชิงจับได้ในพม่า และถูกจับกลับไปสำเร็จโทษที่มณฑลยูนนาน ราชวงศ์ชิงเชื่อมั่นเป็นอย่างมากว่าได้กำจัดเชื้อพระวงศ์หมิงหมดสิ้นแล้ว เพราะกุยอ๋องตายหลังจากหนีอยู่หลายสิบปี

แต่มีคนตระกูลหนึ่งที่เป็นพระญาติกับฮองไทเฮาของจักรพรรดิจีนองค์ที่ 13 ฐานะเป็นอ๋องเพราะตระกูลนี้ส่งกุลธิดาเข้าไปเป็นพระสนมจักรพรรดิมาตั้งแต่จักรพรรดิเจียจิ้ง จักรพรรดิจีนองค์ที่ 11 จักรพรรดิองค์ที่ 11นี้ไม่ได้เป็นเชื้อสายของ จูหยวนจาง จักรพรรดิองค์แรกของราชวงศ์หมิง ท่านมาจากดินแดนทางใต้และเป็นหลานของพระจักรพรรดิองค์ก่อนๆ จึงทำให้เชื้อพระวงศ์ที่มีถิ่นฐานอยู่ทางใต้ (เมื่อก่อนเมืองหลวงก็อยู่ที่นานกิง นาน หรือ หนาน แปลว่าใต้) จึงกลับขึ้นมามีบทบาทมากขึ้นอีกครั้ง ดังนั้นคนในตระกูลนี้ถือเป็นพระญาติสนิทจักรพรรดิ ตำแหน่ง ไจ้เซี่ยง ก็คืออัครมหาเสนาบดี ที่ฮองไทเฮาไว้ใจให้พระญาติคนนี้รับตำแหน่งสำเร็จราชการแผ่นดินแทนพระราชบุตร ซึ่งเวลานั้นอายุยังน้อย พระญาติฮองไทเฮาจึงถือเป็นพระญาติพระวงศ์มีสิทธิ์ที่จะขึ้นครองราชย์ หากหาสายตรงไม่ได้จริงๆ

ป.ล. อยากอ่านพงศาวดารจีนให้แน่นอนก่อนด้วยนะคะ จึงไม่อยากจะกล่าวถึงนัก

จงรักภักดี
02-08-2009, 08:02 AM
"อุปนิกขิตเป็นเรื่องสนุก และเสี่ยงชีวิตอย่างมาก จับได้ก็ตายอย่างเดียว

พระพี่นางทรงกล้ามากๆ<!-- google_ad_section_end --> "


ครับ ต้องกล้าแล้วก็ต้องเก่งด้วย ต้องมีพระอัจฉริยะที่สูงส่งและพระทัยที่เด็ดเดี่ยวจริงๆ ไหนจะต้องวางสายสืบข่าวไว้
ทั้งภายในวังและภายนอกวัง จะต้องหาคนที่เฉลียวฉลาด
ไว้ใจได้ แล้วยังจะต้องฝึกฝนกันอีก มิใช่ว่ามีคนแล้วก็เริ่ม
ทำงานข่าวกันเลย ไม่ง่ายเลยครับ เดาว่าพระองค์น่าจะได้
ทรงตระเตรียมไว้ก่อนบ้างแล้วก่อนที่จะเดินทางไปเป็นตัว
ประกัน จะเห็นว่างานด้านการข่าวในลักษณะของ สปาย
(SPY) นี้ ไม่ใช่งานที่ง่ายเลย จะต้องอาศัยลีลาและชั้นเชิง
ที่แพรวพรายทีเดียว จริงๆแล้วทำกันไม่ได้ทุกคนหรอก
ครับ ส่วนมากจะเป็นข่าวนั่งเทียนหรือยกเมฆกันเสียมาก

คุณทางสายธาตุกรุณายกสามก๋กตอนกวนอูไปเข้าด้วย
โจโฉ ตามแผนของขงเบ้ง ตอนนี้ลืมไปแล้วจริงๆครับ
คุณทางสายธาตุเป็นนักอ่านหนังสือที่ไม่ธรรมดาเลยครับ
นับถือๆ

จงรักภักดี
02-08-2009, 08:14 AM
กุยอ๋อง ถือเป็นเชื้อพระวงศ์คนสุดท้ายของราชวงศ์หมิงที่มาถูกทหารราชวงศ์ชิงจับได้ในพม่า และถูกจับกลับไปสำเร็จโทษที่มณฑลยูนนาน ราชวงศ์ชิงเชื่อมั่นเป็นอย่างมากว่าได้กำจัดเชื้อพระวงศ์หมิงหมดสิ้นแล้ว เพราะกุยอ๋องตายหลังจากหนีอยู่หลายสิบปี

แต่มีคนตระกูลหนึ่งที่เป็นพระญาติกับฮองไทเฮาของจักรพรรดิจีนองค์ที่ 13 ฐานะเป็นอ๋องเพราะตระกูลนี้ส่งกุลธิดาเข้าไปเป็นพระสนมจักรพรรดิมาตั้งแต่จักรพรรดิเจียจิ้ง จักรพรรดิจีนองค์ที่ 11 จักรพรรดิองค์ที่ 11นี้ไม่ได้เป็นเชื้อสายของ จูหยวนจาง จักรพรรดิองค์แรกของราชวงศ์หมิง ท่านมาจากดินแดนทางใต้และเป็นหลานของพระจักรพรรดิองค์ก่อนๆ จึงทำให้เชื้อพระวงศ์ที่มีถิ่นฐานอยู่ทางใต้ (เมื่อก่อนเมืองหลวงก็อยู่ที่นานกิง นาน หรือ หนาน แปลว่าใต้) จึงกลับขึ้นมามีบทบาทมากขึ้นอีกครั้ง ดังนั้นคนในตระกูลนี้ถือเป็นพระญาติสนิทจักรพรรดิ ตำแหน่ง ไจ้เซี่ยง ก็คืออัครมหาเสนาบดี ที่ฮองไทเฮาไว้ใจให้พระญาติคนนี้รับตำแหน่งสำเร็จราชการแผ่นดินแทนพระราชบุตร ซึ่งเวลานั้นอายุยังน้อย พระญาติฮองไทเฮาจึงถือเป็นพระญาติพระวงศ์มีสิทธิ์ที่จะขึ้นครองราชย์ หากหาสายตรงไม่ได้จริงๆ

ป.ล. อยากอ่านพงศาวดารจีนให้แน่นอนก่อนด้วยนะคะ จึงไม่อยากจะกล่าวถึงนัก


ดังนั้นไจ้เซี่ยง ก็คือพระญาติที่สืบสายพระราชวงศ์หมิงที่อาจจะ/ยังมีชีวิตอยู่ ถูกต้องไหมครับ น่าสนใจครับ ถ้าไม่
รบกวนขอได้เพิ่มเติมเมื่อเห็นสมควรนะครับ อ้อขอสอบ
ถามหน่อยครับ ฮองเต้ท่านใดเป็นต้นราชวงศ์หมิงครับ ใช่จักรพรรดิ จูหยวนจางหรือเปล่าครับ

ทางสายธาตุ
02-08-2009, 08:31 AM
น่าสนใจ เรื่องเล่าของพระพี่นางที่คุณจงรักภักดีว่ามานี้
ทำให้เป็นบทบาทอันสำคัญยิ่งอีกบทบาทหนึ่ง
ที่ไม่มีคนไทยสักกี่คนจะคิดถึงได้เลย
น่าสนใจค่ะ รู้มาแต่ว่าหญิงไทยก็ใจกล้า
กล้าถือดาบและออกไปรบ ห้าวหาญเหมือนชาย
แต่ในเชิงเป็นอุปนิกขิตนั้นยังไม่มีใครพูดถึงเลย

น่าสนใจมากค่ะ

ทางสายธาตุ
02-08-2009, 08:34 AM
จูหยวนจางเป็นชาวนามาก่อน แต่สามารถรวบรวมกองกำลัง
ช่วยกันขับไล่มองโกล ที่เข้ามาครอบครองจีนตั้งแต่สมัยกุบไลข่าน
จึงสถาปนาตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดิองค์แรกของราชวงศ์หมิง
แซ่จู เป็นแซ่ที่ตั้งขึ้นใหม่สำหรับเป็นแซ่ของพระจักรพรรดิ
เดิมสร้างเมืองหลวงไว้ที่นานกิง พอเข้าสู่สมัยของจักรพรรดิจีนองค์ที่ 3
จึงย้ายไปสร้างวังหลวงที่ปักกิ่ง อย่างที่เห็นค่ะ ยังคงยืนยงมาจนถึงทุกวันนี้

จักรพรรดิจีนองค์ที่ 13 พระเจ้าเสินจง เป็นผู้สร้างสุสานราชวงศ์หมิง
โชคดีที่ตอนราชวงศ์ชิง (ชาวแมนจู) เข้ามายึดเมืองหลวง
ไม่ได้ขุดสุสานทิ้ง คนจีนเขาถือกันเรื่องขุดสุสานบรรพบุรุษเนี่ย อัปมงคลยิ่ง

แต่ราชวงศ์ชิงกลับถูกรัฐบาลจีนคณะชาติ ขุดสุสานจักรพรรดิชิงทิ้ง
รัฐบาลจีนคณะชาติคงไม่อยากให้เชื้อสายแมนจูอยู่บนแผ่นดินชาวฮั่น
ถือกันว่าการขุดสุสานของราชวงศ์ชิงนี้เป็นการกระทำที่รุนแรงเพราะ
ขัดกับความเชื่อของคนจีนเรื่องฮวงซุ้ยต้องอยู่ในทำเลที่ดีและห้ามย้ายค่ะ

ทางสายธาตุ
02-08-2009, 08:48 AM
ถามนิดนึงค่ะคุณจงรักภักดี ทำอย่างไรจึงล่องหนได้คะ ดูที่ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้อยู่ 2 คน แต่มีทางสายธาตุ ชื่อเดียว ^^

จงรักภักดี
02-08-2009, 09:02 AM
ถามนิดนึงค่ะคุณจงรักภักดี ทำอย่างไรจึงล่องหนได้คะ ดูที่ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้อยู่ 2 คน แต่มีทางสายธาตุ ชื่อเดียว ^^


ลองเข้าไปดูตำแหน่งต่างๆที่ profile ดูนะครับ ได้ผลประการใด เล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ

จงรักภักดี
02-08-2009, 10:46 AM
"อุปนิกขิตเป็นเรื่องสนุก และเสี่ยงชีวิตอย่างมาก จับได้ก็ตายอย่างเดียว

พระพี่นางทรงกล้ามากๆ<!-- google_ad_section_end --> "


ครับ ต้องกล้าแล้วก็ต้องเก่งด้วย ต้องมีพระอัจฉริยะที่สูงส่งและพระทัยที่เด็ดเดี่ยวจริงๆ ไหนจะต้องวางสายสืบข่าวไว้
ทั้งภายในวังและภายนอกวัง จะต้องหาคนที่เฉลียวฉลาด
ไว้ใจได้ แล้วยังจะต้องฝึกฝนกันอีก มิใช่ว่ามีคนแล้วก็เริ่ม
ทำงานข่าวกันเลย ไม่ง่ายเลยครับ เดาว่าพระองค์น่าจะได้
ทรงตระเตรียมไว้ก่อนบ้างแล้วก่อนที่จะเดินทางไปเป็นตัว
ประกัน จะเห็นว่างานด้านการข่าวในลักษณะของ สปาย
(SPY) นี้ ไม่ใช่งานที่ง่ายเลย จะต้องอาศัยลีลาและชั้นเชิง
ที่แพรวพรายทีเดียว จริงๆแล้วทำกันไม่ได้ทุกคนหรอก
ครับ ส่วนมากจะเป็นข่าวนั่งเทียนหรือยกเมฆกันเสียมาก

คุณทางสายธาตุกรุณายกสามก๋กตอนกวนอูไปเข้าด้วย
โจโฉ ตามแผนของขงเบ้ง ตอนนี้ลืมไปแล้วจริงๆครับ
คุณทางสายธาตุเป็นนักอ่านหนังสือที่ไม่ธรรมดาเลยครับ
นับถือๆ

คนที่จะทำงานข่าวกรองหรือทำงานด้านจารชนได้ต้องผ่านการอบรมมาเป็นอย่างดี ไม่ใช่ว่าใครก็ทำได้ แม้แต่สายลับก็ต้องได้รับการอบรมในระดับหนึ่งเพื่อให้การวบรวมข่าวและการรายงานข่าวถูกต้องใกล้เคียงความจริงมากที่สุด

ส่วนคนที่สามารถสร้างสายลับและใช้สายลับได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ต้องเป็นเจ้าหน้าที่ข่าวกรองที่มีศักยภาพสูงเท่านั้นประหนึ่งประมุขที่รู้แจ้งและแม่ทัพที่รู้จริง ไม่เช่นนั้นโดนสายลับหลอกให้ไขว้เขวและอาจทำให้รัฐบาลตัดสินใจผิดพลาดได้จนก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงแก่ประเทศชาติ

จงรักภักดี
02-08-2009, 11:02 AM
ขอเล่าต่อเรื่องอุปนิกขิต (กองสอดแนม/แนวที่ห้า )ครับ
..ต่อมาเมืองเชียงใหม่จับตัวหาญพรหมสท้าน อุปนิกขิตฝ่ายไทยแห่งกรุงศรีอยุธยาได้ พญาติโลกราชสั่งไม่ฆ่า เพียงแต่ให้เฆี่ยน และโกนผมแล้วให้ขับออกไปเสียจากเมือง เมื่อจะขับอุปนิกขิตคนสอดแนมของกรุงศรีอยุธยาออกไปนั้น ทางเมืองเชียงใหม่ แสร้งแต่งอุบายเตรียมจะยกไปฝ่ายเหนือสิบสองปันนาเพื่อจะให้หาญพรหมสท้าน
นำข่าวไปแจ้งยังกรุงพระนครศรีอยุธยา....

เห็นแล้วใช่ไหมครับในสมัยกาลก่อนโน้นก็มีระบบการข่าว
ลับกันแล้ว เล่นกันทั้งข่าวจริงและข่าวลวง ไม่ธรรมดาจริงๆ
...ที่มาของเรื่องอุปนิกขิต : หนังสือเกร็ดพงศาวดารล้าน
นา จาก ราชวงศ์มังราย ถึง ราชวงศ์กาวิละ โดย...ลำจุล
ฮวบเจริญ



เรื่องการใช้จารชนปล่อย “ข่าวลือ ข่าวลวง ” ที่ฝรั่งเรียกว่า Misinformation และ Disinformation ที่ใช้กันในสงครามข่าวสารปัจจุบันนั้น ซุนวูได้พูดมาแล้วเมื่อ 2,500 ปีก่อน

ส่วนเรื่องการใช้สายลับสองหน้าหรือ double agent นั้น
ซุนวูก็ได้กล่าวไว้ว่า

เรื่องการใช้“สายลับสองหน้า” หรือ Double Agent นั้น ซุนวูชี้แนะไว้นานแล้วว่า “พึงสืบหาจารชนของสัตรู ติดสินบาทคาดสินบน มอบหมายภารกิจ แล้วส่งตัวกลับไป ทำเช่นนั้น จึงได้ตัวและใช้จารชนซ้อนกลได้ ”นัย
หนึ่ง เปลี่ยนสายลับของศัตรูให้มาทำงานให้กับฝ่ายเราโดยยังแสร้งว่าเป็นสายลับของสัตรูอยู่ใครทำได้อย่างนี้ถือว่าเป็นสุดยอดของจารชน


credit : ที่มาของเรื่อง ซุนวู ในกระทู้นี้
http://www.the-thainews.com/analized/domestic/dom030850_
2.htm

ทางสายธาตุ
02-08-2009, 11:29 AM
ทำไม page 15 หายไปคะ ตอบ pm แล้วนะคะ


เอ๋ ชื่อโดนติดดาว เตรียมพักงานชื่อนี้หรือเปล่าหนอ ถ้าอย่างงั้นไม่คุยเรื่องนี้ต่อแล้วนะคะ

โล่งอก ดาวจากฝากฟ้าหายไปแล้ว อิอิ แทนตัวด้วยดอกไม้ดีกว่าค่ะ

จงรักภักดี
02-08-2009, 12:08 PM
ขอขอบคุณสำหรับ PM ครับ คงถูกสั่งให้หยุดนะครับ
เพราะได้เอ่ยไว้ตั้งแต่ตอนต้นแล้วว่า ถ้าเป็นสมัยนี้ถือ
ว่าเป็นเรื่อง ลับที่สุด สมัยก่อนอาจใช้คำว่า ลับสุดยอด
ก็ได้นะครับ จะอย่างไรก็ตามก็ถือว่าเราได้มองต่างมุม
นอกเหนือไปจากมุมที่มองกันอยู่เกี่ยวกับ สมเด็จพระ
พี่นางสุพรรณกัลยา นะครับ

๐...มา..แม่มา ปวงราชประชา จักขอกราบกราน
สิ้นภพ มิสิ้นตำนาน ก้องกู่กล่าวขาน ความดีแม่เอย๐

ทางสายธาตุ
02-08-2009, 12:16 PM
เวปไซด์นี้มีข้อเด่นกว่าที่อื่นตรงนี้แหละค่ะ

บางท่านมีพลังจิต บางท่านปฎิบัติธรรมแล้วได้เห็นกรรม

บางท่านระลึกชาติ บางท่านมีบารมีธรรมสูงแล้วเอาข้อธรรมมาคุยกัน

ถ้าเป็นที่อื่น คุยกันเรื่องนี้ไม่ได้ค่ะ จะโดนคนอื่นๆที่ไม่เข้าใจ

เข้ามาต่อว่าต่อขานว่าไม่มีหลักฐาน เชื่อถือไม่ได้

ตอนนี้ทางสายธาตุค่อนข้างเชื่อว่าหลายคนในที่นี่ไม่ใช่ของปลอม

แต่เป็นของจริง อยู่ที่เราต้องทำใจเป็นกลางพิจารณาข้อความ

และการพูดการคุยของเขา ตัวเราเองจะพอแยกได้เองค่ะว่าใครของจริง

การจะกล่าวถึงสิ่งใดก็ควรจะต้องหาหลักฐานให้มากที่สุด

มาเทียบกับสิ่งที่ระลึกรู้ด้วยตนเอง เพื่ออ้างอิงได้

สมัยอยุธยา คุณจงรักภักดีเป็นอุปนิขขิตเก่าแน่นอน ไม่ฟันธง 555

ทางสายธาตุ
02-08-2009, 12:17 PM
อ้าวคุณไก่เหลือง หายไปหลายวัน สวัสดีค่ะ

จงรักภักดี
02-08-2009, 12:44 PM
เวปไซด์นี้มีข้อเด่นกว่าที่อื่นตรงนี้แหละค่ะ

ตอนนี้ทางสายธาตุค่อนข้างเชื่อว่าหลายคนในที่นี่ไม่ใช่ของปลอม

แต่เป็นของจริง อยู่ที่เราต้องทำใจเป็นกลางพิจารณาข้อความ

และการพูดการคุยของเขา ตัวเราเองจะพอแยกได้เองค่ะว่าใครของจริง

แม้แต่ตัวเราเองก็ไม่ควรปลงใจในสิ่งที่รับรู้ว่าจริงค่ะ

อย่างที่เคยแจ้งคุณจงรักภักดีว่า ต้องหาหลักฐานให้มากที่สุด

เป็นปัจจัตตังค่ะ

อิอิ สมัยอยุธยา คุณจงรักภักดีเป็นอุปนิขขิตเก่าแน่นอน ไม่ฟันธง 555


อนุโมทนา ครับ

น่าจะฟันธงให้ด้วยครับ ก็สงสัยตัวเองอยู่เหมือนกัน ว่า ณ กาล
สมัยนั้น เราอาจจะเป็น CO ( case officer ) ของเรื่องนี้
อยู่ก็ได้ ไม่แน่ใจตรงที่อยู่ว่า อยู่ที่อยุธยา หรือต้องไปอยู่ที่
หงสาวดี กับพระพี่นางฯ เป็นที่ใดกันแน่หนอ

ไก่เหลืองหางขาว
02-08-2009, 01:34 PM
สวัสดีครับ คุณทางสายธาตุและทุกๆท่าน

ทางสายธาตุ
02-08-2009, 02:00 PM
สำหรับบทที่สองของตอนที่สองนี้จะกล่าวถึงเรื่องบ้านเรือนในสมัยก่อน เป็นสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนะคะ

บทที่สอง บ้านเรือนของชาวสยาม และฝีมือการก่อสร้าง

๑. ชาวสยามมีความเป็นอยู่อย่างง่าย ๆ ชาวสยามแต่งตัวอย่างเรียบ ๆ ง่าย ๆ บ้านเรือนเครื่องเรือนและอาหารการกินก็เรียบ ๆ ง่าย ๆ ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน กล่าวคือ เหมือนเศรษฐีที่อยู่ในห้วงแห่งความอนาถา เสมอเหมือนกันไปหมดทุกคน เพราะพวกเขาเป็นคนสันโดษมักน้อย ที่อยู่อาศัยของชาวสยามเป็นเรือนหลังย่อม ๆ มีอาณาบริเวณกว้างขวางพอใช้ พื้นเรือนใช้ไม้ไผ่มาสับเป็นฟาก และเรียงไว้ไม่ค่อยถี่นัก และยังจักตอกขัดแตะเป็นฝา และใช้เครื่องบนหลังคา เสาตอม่อที่ยกพื้นขึ้นสูงให้พ้นน้ำท่วม ก็ใช้ไม้ไผ่ลำใหญ่กว่าขา และสูงจากพื้นดินประมาณ ๑๓ ฟุต เพราะบางครั้งน้ำท่วมสูงถึงเท่านั้น ตอม่อ แถวหนึ่งมีไม่มากกว่า ๔ - ๖ ต้น แล้วเอาลำไม้ไผ่ผูกขวางเป็นรอด บันได ก็เป็นกระได ไม้ไผ่ซึ่งทอดอยู่ข้างนอกตัวเรือน เหมือนกระไดโรงสีลม คอกสัตว์สยามก็อยู่กลางแจ้งและยกพื้นเหมือนกัน มีตะพานทำด้วยไม้ไผ่ฟากสำหรับสัตว์ปีนขึ้น

๒. เรือนสร้างแล้วเสร็จได้รวดเร็ว การที่เรือนแต่ละหลังออกไปตั้งอยู่โดดหลังเดียวห่าง ๆ กัน อาจต้องการให้เป็นที่รโหฐาน ชาวสยามตั้งเตาหุงต้มกันกลางลานบ้าน ขณะที่เขาอยู่ในพระนคร มีเรือนถูกไฟไหม้ถึง ๓๐๐ หลังคาเรือน แต่กลับปลูกใหม่เสร็จภาายในสองวัน

๓. ไม่มีเรือนพักรับแขกเมือง ที่เขาจัดให้พวกเราพักที่ชายน้ำ ชาวสยามได้จัดสร้างขึ้นโดยเฉพาะ ด้วยไม่มีเรือนหลังใดพอให้เข้าพักได้ เหมือนประเทศอื่น ๆ ในทวีปเอเซีย ระหว่างทางจากกรุงศรีอยุธยา ไปถึงเมืองละโว้ เห็นมีศาลาที่พักคนเดินทางเป็นโรงโถงขนาดใหญ่อย่างธรรมดา มีกำแพงล้อมรอบสูงพอเอื้อมถึง มีหลังคาคลุม หลังคาตั้งอยู่บนเสาไม้แก่น ซึ่งผังเรียงรายเป็นระยะลงในกำแพงนั้น บางทีพระเจ้ากรุงสยามก็ประทับเสวยพระกระยาหารที่นั่นในระหว่างเสด็จ ฯ แต่ส่วนเอกชนสามัญก็ใช้เรือที่ไปเป็นที่พักแรมไปในตัว

๔. เหตุใดการต้อนรับอาคันตุกะให้พักอาศัยอยู่ด้วย จึงไม่เป็นที่รู้จักกันในหมู่ชาวอาเซีย พระภิกษุไม่มีภรรยา ท่านจึงแสดงความกรุณาให้ที่พักอาศัย แก่อาคันตุกะดีกว่าพวกพลเมือง ที่สยาม (อยุธยา) มีชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งเริ่มตั้งโรงเตี๊ยมขึ้น บางทีก็มีชาวยุโรปไม่กี่คนไปพักบ้าง

๕. เรือนที่สร้างขึ้นเฉพาะสำหรับรับรองคณะฑุตานุฑูตฝรั่งเศส เจ้าพนักงานจึงสร้างเรือนแบบพื้นประเทศให้ สร้างบนเสาปูฟาก และลาดด้วยเสื่อกก รวมทั้งพื้นเฉลียงอีกด้วย ห้องโถงและห้องในนั้น แขวนผ้ามีดอกดวง เพดานผ้ามัสลินขาว ริมเฉลียงเพดานลาดลง พื้นเรือนในห้องนั้นลาดเสื่อกกสานลายละเอียด และเป็นมันลื่นกว่าที่ใช้พื้นเฉลียง และภายในห้องนอนของเอกอัครราชฑูตพิเศษนั้น ยังลาดพรมเจียมทับเสื่อกกอีกชั้นหนึ่ง มีความสะอาดอยู่ทั่วไป แต่มิได้โอ่โถงมีภูมิฐานอะไรที่บางกอก สยาม และละโว้ ซึ่งชาวยุโรป ชาวจีน และชาวมัวร์ สร้างบ้านเรือนเป็นตึกก่ออิฐถือปูน เจ้าพนักงานได้จัดให้เข้าพักในตึกเช่นเดียวกัน มิใช่เรือนสร้างขึ้นเฉพาะสำหรับพวกเรา

๖. ตึกสำหรับเอกอัคราชฑูตฝรั่งเศสและปอร์ตุเกศพักยังสร้างไม่เสร็จ เรายังได้เห็นตึกสองหลัง ซึ่งเจ้ากรุงสยามโปรดให้สร้างขึ้นหลังหนึ่ง สำหรับเอกอัคราชฑูตฝรั่งเศสอีกหลังหนึ่ง อีกหลังหนึ่งสำหรับเอกอัคราชฑูตปอร์ตุเกศ แต่ยังไม่แล้วเสร็จ

๗. เรือนขุนนางผู้ใหญ่ในกรุงสยาม ขุนนางผู้ใหญ่แห่งราชสำนักอยู่เรือนไม้ทั้งหลัง รูปร่างดังตู้ใบใหญ่ เป็นที่อยู่อาศัยเฉพาะเจ้าบ้าน ภรรยาหลวงกับบุตรธิดาของตน ส่วนภรรยาน้อยคนอื่น ๆ กับบุตรธิดาของตน ทาสแต่ละคนกับครอบครัว มีเรือนหลังเล็ก ๆ แยกกันอยู่ต่างหากจากกัน แต่อยู่ในวงล้อมรั้วไม้ไผ่ร่วมกับเจ้าของบ้าน

<CENTER>http://203.144.136.10/service/mod/heritage/nation/siam/ralrubar11.jpg

</CENTER> ๘. เรือนชาวสยามมีเพียงชั้นเดียว วิธีสร้างเรือน น่าอยู่กว่าตามแบบของเรามาก ไม่ต้องกังวลในเรื่องพื้นที่ สร้างขึ้นจากวัสดุที่ไม่ค่อยแข็งแรงนัก ไปตัดไม้จากป่าตามชอบใจ หรือไม่ก็หาซื้อมาด้วยราคาถูก ๆ จากผู้ที่ไปตัดชักมา กล่าวกันว่าเรือนของชาวสยามที่มีเพียงชั้นเดียว ก็เพื่อมิให้ผู้ใดอยู่สูงกว่าพระเจ้ากรุงสยาม ในขณะที่พระองค์ทรงช้างเสด็จ ฯ ไปในท้องถนน ไม่ว่าพระองค์เสด็จ ฯ ทางชลมารคหรือสถลมารค พวกราษฎรจะต้องปิดหน้าต่างเรือนแล้วลงมาสู่ถนน หรือลงมาสู่เรือของตนเพื่อถวายบังคม ข้อที่ราษฎรระวังกันนักคือ เรือนของตนจะต้องไม่ใหญ่โตงดงามเทียบเท่าพระราชมณเฑียร อนึ่งปราสาทราชมณเฑียรก็มีเพียงชั้นเดียวทั้งสิ้น

๙. ตึกสำหรับชาวต่างประเทศ ชาวยุโรป ชาวจีน และชาวมัวร์ ต่างสร้างบ้านเรือนของตนเป็นตึก ตามแบบนิยมและศิลปของชาติตน

<CENTER>http://203.144.136.10/service/mod/heritage/nation/siam/ralrubar12.jpg

</CENTER> ๑๐. หอที่เรียกว่าดีวัง ผนังสามด้าน ด้านที่สี่เปิดโล่งไว้ ด้านนี้มีพะไลยื่นออกไปบัวสูงเท่าตัวหลังคา ภายในหอมักจะประดับตั้งแต่ข้างบน จนถึงข้างล่างด้วยกุฎิเล็ก ๆ ที่แขวนอยู่หรือเจาะเป็นช่องเข้าไปในผนัง เพื่อตั้งถ้วย โถ ขาม และแจกะนกระเบื้อง

๑๑. พระที่นั่งและพระวิหารก่ออิฐแต่เตี้ย ๆ พระราชมณเฑียรในพระบรมมหาราชวังที่สยาม (อยุธยา) กับที่ละโว้กับโบสถ์ หรือวิหารหลายแห่งก็สร้างด้วยอิฐเหมือนกัน โบสถ์วิหารมีลักษณะคล้ายกับหอพระของเรา คือ ไม่มีโค้งหลังคา ไม่มีเพดาน มีแต่เสาไม้แก่น ค้ำเครื่องบนมุงกระเบื้อง ล่องชาด และวาดลายทองเล็กน้อย

๑๒. ตึกในสยามยังเป็นของริเริ่มใหม่ อาคารก่ออิฐถือปูนยังเป็นของริเริ่มใหม่ของสยามอยู่มาก ชาวยุโรปเป็นผู้นำเอาแบบอย่างการสร้างตึกเข้ามาใช้

๑๓. ชาวสยามยังไม่รู้จักองค์การก่อสร้าง ๕ ประการ ชาวสยามไม่รู้จักการประดับภายนอกราชมณเฑียร หรือโบสถ์วิหารเลย นอกจากเครื่องหลังคาซึ่งมุงด้วยแผ่นดีบุกอย่างธรรมดา เรียกว่า กะลิน หรือกระเบื้อง เคลือบสีเหลือง เหมือนอย่างหลังคาพระราชมณเฑียนพระเจ้ากรุงจีน ส่วนที่เกี่ยวกับองค์ ๕ ของสถาปัตยกรรมอันประกอบด้วยเสา ลวดลายประดับคานบนยอดเสา และการประดิดประดอยอื่น ๆ นั้น ชาวสยามไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย

๑๔. บันไดและประตู เป็นบันไดอย่างธรรมดา มี ๑๐ - ๑๒ ขั้น ความกว้างไม่ถึง ๒ ฟุต ก่อด้วยอิฐถือปูนติดผนังเบื้องขวา เบื้องซ้ายก็ไม่มีรางกั้น แต่ขุนนางสยามไม่จำเป็นต้องใช้ราวบันไดแต่อย่างใด เพราะเขาคลานขึ้นไปด้วยมือและเข่า และคลานอย่างเงียบกริบ ทวารท้องพระโรงเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสแต่ต่ำและแคบ

๑๕. การวางศักดิ์ในพระราชมณเฑียรนั้นคืออย่างไร แม้พื้นเรือนจะมีอยู่เพียงชั้นเดียว แต่พื้นเรือนมิได้อยู่ในระดับเดียวกันหมดทั้งหลัง มีการลดหลั่นกันไปโดยลำดับ จึงมีบันไดสำหรับก้าวจากห้องหนึ่งไปสู่อีกห้องหนึ่ง ด้วยพื้นห้องและชานของแต่ละห้องนั้น ยกอยู่ในระดับเดียวกันทั้งสิ้น เป็นเหตุให้หลังคาของแต่ละห้องสูงต่ำไม่เท่ากัน หลังคาเป็นรูปหลังลาทั้งสิ้น แต่ตอนหนึ่งนั้นต่ำกว่าอีกตอนหนึ่ง ลดหลั้นตามระดับพื้นห้องที่ต่ำกว่ากัน หลังคาค่อนที่ต่ำกว่านั้นดูคล้ายแลบออกมา จากหลังคาตอนชั้นสูง และหลังคาชั้นสูงนั้นครอบทับชายหลังคาชั้นต่ำกว่าไว้ เหมือนอานม้า ซึ่งหัวอานที่งอนขึ้นมาซ้อนท้ายอานอีกอันหนึ่งไว้

๑๖. ที่เมืองจีนก็เช่นกัน

<CENTER>http://203.144.136.10/service/mod/heritage/nation/siam/ralrubar13.jpg

</CENTER> ๑๗. โบสถ์วิหารก็เช่นเดียวกัน ส่วนโบสถ์นั้น ได้สังเกตเท่าที่เห็นแต่เฉพาะพะไล ที่ยื่นออกมาเป็นมุขด้านหน้า และอีกอันหนึ่งทางด้านหลังเท่านั้น ตอนใต้เป็นที่ประดิษบานพระพุทธรูป ส่วนหลังคามุขหน้า และมุขหลังนั้น ดูเหมือนจะมีไว้ให้ประชาชนเข้าไปนั่งเท่านั้น

๑๘. เจดีย์ เครื่องประดับสำคัญของอุโบสถ ต้องมีเป็นธรรมดาทุกวัดคือ เจดีย์ปูนขาว หรือก่อด้วยอิฐมากมายหลายองค์ สร้างด้วยฝีมือประดิดประดอยอย่างหยาบ ๆ เจดีย์ทั้งหลายนั้นทรงกลมและยิ่งสูงขึ้นไปก็ยิ่งลดเรียวลง ตอนปลายคล้ายโดม เมื่อเป็นเจดีย์ทรงต่ำ ตอนปลายที่ทำเป็นโดมนั้น มีก้านดีบุกเล็ก ๆ ปลายแหลมปักอยู่ และสูงมากพอใช้เมื่อเทียบส่วนกับเจดีย์ทั้งองค์ เจดีย์บางองค์มีลักษณะคอดเข้า แล้วเลื่อมออกขึ้นไปตามส่วนสูงถึง ๔ - ๕ ชั้น ดูเป็นลูกคลื่น โดยรอบทรงกลมนี้ประดับลวดลายแวง ตั้งเป็นมุมฉากอยู่ ๓ - ๔ แห่ง ทั้งที่ตามรอยคอดและส่วนที่สูงขึ้นไป ลายนี้ค่อยเรียวลงตามส่วนเรียวขององค์เจดีย์ ไปสิ้นสุดลงที่ยอด ตอนเริ่มเม็ดทรงมันอันมีลายประดับอีก

๑๙. ลักษณะห้องบางห้องในพระราชมณเฑียร ได้เห็นแต่เพียงหัองชั้นนอก ห้องแรกอันเป็นท้องพระโรงที่สยาม (กรุงศรีอยุธยา) กับที่เมืองละโว้ เท่านั้น กล่าวกันว่าไม่มีใครจะล่วงล้ำเกินกว่านั้นไปได้ แม้พวกมหาดเล็ก ยกเว้นพระสนมนางใน และะพวกขันทีเท่านั้น ได้เห็นห้องประชุมองคมนตรีในพระราชวังที่เมืองละโว้ แต่ก็เป็นห้องนอกแรกเข้าไปถึง ในอาคารหลังนี้ยังมีห้องชั้นใน ๆ เข้าไปอีก หมายความว่า ไม่มีห้องพักคอย (Anti chambre) ที่ด้านหน้าและด้านข้างทั้งสองข้าง ห้องประชุมมีชานเฉลียงแลออกไปเห็นอุทยานล้อมอยู่โดยรอบ บนชานเฉลียงนี้เป็นกลางแจ้ง เจ้าพนักงานได้จัดขึงผ้ากันแดดทางด้านเหนือ เพื่อให้เป็นที่คณะเอกอัครราชฑูตฝรั่งเศสเข้าเฝ้าเป็นส่วนพระองค์ พระเจ้ากรุงสยามเสด็จประทับพระราชอาสน์ ณ สีหบัญชร ช่องหนึ่งในห้องประชุมนั้น ในท่ามพระราชอุทยานและลานสนามนั้น มีทิมโถงหลายห้องเรียกว่า ศาลา ตั้งอยู่ห่าง ๆ กัน ล้อมรอบด้วยกำแพงสูงมีหลังคาปก มีแต่เสาลอยรับเป็นระยะ ๆ ในกำแพงนั้น ศาลาเหล่านี้ทำขึ้นสำหรับขุนนางผู้ใหญ่ ในตำแหน่งสำคัญ ๆ เข้าไปนั่งขัดสมาธิเพื่อปฎิบัติหน้าที่ราชการของตน หรือประชุมหารือกัน มาคอยรับพระบรมราชโองการในตอนสาย ๆ ระยะหนึ่ง และตอนเย็นจนค่ำอีกระยะหนึ่ง และจะลุกกลับออกไปไม่ได้ จนกว่าจะได้อาณัติให้กลับไปได้แล้ว ขุนนางชั้นผู้น้อยนั่งอยู่ที่สนามหญ้า หรือในอุทยาน และเมื่อได้อาณัติสัญญาณว่า พระเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตรมาเห็นตัวแล้ว ก็จะหมอบลงทันที

๒๐. สถานที่ในพระบรมมหาราชวังที่เราได้รับพระราชทานเลี้ยง เป็นสถานที่อันน่ารื่นรมย์อย่างยิ่ง ภายใต้ต้นไม้ใหญ่ และใกล้ขอบสระ ในพระราชวังที่เมืองละโว้ พวกเราได้รับพระราชทานเลี้ยงในพระราชอุทยาน ภายในห้องโถงแห่งหนึ่ง ซึ่งผนังสูงขึ้นไปจนจรดหลังคา และรองรับตัวหลังคาไว้ ผนังโบกปูนสีขาว เรียบเป็นมันวับ มีประตูด้านสะกัดด้านละช่อง มีคูกว้าง ๒ - ๓ ตัวซ์ ลึกประมาณ ๑ ตัวซ์ ล้อมรอบ ภายในคูมีน้ำพุสายเล็ก ๆ เรียงรายประมาณ ๒๐ แห่ง สายน้ำพุพุ่งขึ้นมาเหมือนจากฝักบัวรดน้ำ น้ำพุ่งขึ้นมาเสมอระดับขอบคู

๒๑. พระราชอุทยานที่เมืองละโว้ ไม่สู้กว้างขวางเท่าไร แปลงปลูกต้นไม้ต่าง ๆ มีน้อย ก่อด้วยอิฐตั้งซ้อนกันขึ้นไปเป็นขอบคัน ช่องทางเดินระหว่างแปลงต้นไม้นั้น แปลงต้นไม้นั้นปลูกพันธุ์ไม้ดอกไว้ กับต้นไม้จำพวกปาลม์ และพรรณอื่น ๆ

๒๒. พลับพลาไม้ไผ่ในป่า ทำขึ้นอย่างง่าย ๆ เรียบ ๆ

อื่นบ้านช่องชาวสยามก็รู้จักแล้ว ต่อด้วยเครื่องเรือน และสำรับกับข้าวชาวสยามกันเลยดีกว่าค่ะ

ทางสายธาตุ
02-08-2009, 02:05 PM
บทที่สาม เครื่องเรือนของชาวสยาม

๑. เครื่องเรือนชิ้นใหญ่ ๆ ของชาวสยาม เตียงนอนเป็นแคร่ไม้แคบ ๆ และลาดเสื่อไม่มีพนักหัวเตียง และเสาเตียง บางทีก็มีหกขา แต่ไม่มีเดือยติดกับแม่แคร่ บางทีก็ไม่มีขาเลย แต่คนส่วนใหญ่มิได้ใช้แคร่นอน คงใช้เพียงเสื่อกกผืนเดียว โต๊ะอาหารเป็นโตก หรือถาดยกขอบ แต่ไม่มีขา ที่กินอาหารไม่มีผ้าปูรอง ไมมีผ้าเช็ดปาก ไม่มีช้อน ไม่มีส้อม ไม่มีมีด กับข้าวจะหั่นมาเป็นชิ้น ๆ ไม่ใช้เก้าอี้ แต่จะนั่งบนเสื่อกก ไม่มีพรมรองนั่ง จะมีแต่ของพระราชทานเท่านั้น ผู้ที่มีสันถัตรองนั่งถือว่า มีเกียรติยศมาก คนมั่งมีมีหมอนอิง สิ่งที่ทางบ้านเมืองเราทำด้วยผ้าหรือไหม หรือแพรไหม ในประเทศนี้ทำด้วยผ้าฝ้ายสีขาว หรือมีดอกดวงเป็นพื้น

๒. ภาชนะของชาวสยาม ถ้วยชามเป็นเครื่องกระเบื้องก็มี เครื่องดินเผาก็มี กับขันทองแดง บางชิ้นภาชนะทำด้วยไม้อย่างเกลี้ยง ๆ หรือขัดมันกะลามะพร้าว และกระบอกไม้ไผ่ ก็เป็นภาชนะสำหรับใช้กระจุกกระจิกได้หมด มีภาชนะของใช้ที่ทำด้วยทองคำ และเงินอยู่บ้างแต่ก็มีน้อย เกือบจะมีแต่เครื่องยศที่พระเจ้าอยู่หัวพระราชทาน ให้เป็นของประจำตำแหน่งเท่านั้น ครุที่ใช้ตักน้ำก็ใช้ไม้ไผ่สานอย่างประณีต ในท้องตลาดจะเห็นราษฎรหุงข้าวกันในกะลามะพร้าว และข้าวจะสุกก่อนที่กะลาจะไหม้

๓. เครื่องมือของชาวสยาม ถ้าไม่ใช่พวกทาส ชาวสยามก็สร้างบ้านเรือนของตนอยู่เอง เหตุนี้เลื่อย และกบไสไม้ จึงเป็นเครื่องมือของทุกคน

๔. เครื่องราชูปโภค เกือบจะอย่างเดียวกันกับราษฎร แต่เป็นของดีมีค่ากว่าของสามัญชน ท้องพระโรง ณ สยาม และ ณ เมืองละโว้ ก็กรุฝา และเพดานด้วยไม้กระดาน ไม่ที่กรุนั้น ล่องชาด และเขียนกนกทองลายกระดาน และลายก้านขด พื้นปูพรม ท้องพระโรงที่เมืองละโว้ ประดับไว้รอบด้านด้วยกระจกเงา ซึ่งเรือกำปั่นของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสบรรทุกมาสู่เมืองสยาม หอประชุมองคมนตรีก็ตกแต่งไว้ทำนองเดียวกัน ทางด้านลึก มีบัลลังก์ ราชอาสน์ ทำอย่างแท่นไม้ขนาดใหญ่คล้ายเตียงนอน มีเสาฐาน พื้น และวิสูตร ล้วนหุ้มด้วยแผ่นทองคำ พระราชอาสน์ปูพรม แต่ไม่ได้ดาษเพดาน กั้นวิสูตร หรือมีเครื่องประดับอย่างอื่นอีก ที่หัวพระแท่นมีพระเขนยอิง ไม่ได้ประทับบนพระยี่ภู่ แต่ประทับบนพรมเท่านั้น ในหอประชุมที่ผนังด้านขวาของพระบัลลังก์ มีกระจกเงาบานหนึ่ง ซึ่งพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสโปรดให้ มร.เดอะ โชมองต์ นำมาน้อมเกล้า ฯ ถวาย พระเจ้ากรุงสยาม ยังมีพระราชอาสน์ไม้ปิดทองอีกองค์หนึ่ง ที่ทรงประทับในวาระที่ให้คณะฑูต พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสเข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์ มีเตียบ หรือพานพระศรี องค์หนึ่งสูง ๒ ฟุต ตั้งไว้ด้วย ทำด้วยเงินและลงทองบางแห่ง ฝีมือประณีต

๕. ชาม จาน เครื่องโต๊ะอาหารในพระราชวัง ได้เห็นจานเงินเป็นจำนวนมากพอใช้ โดยเฉพาะถาดกลม และก้นลึก มีขอบสูงราวหนึ่งนิ้วฟุต ในถาดวางโถขนาดใหญ่กลม เส้นผ่าศูนย์กลางหนึ่งนิ้วฟุตครึ่งไว้ หลายใบ มีฝาปิด มีเชิงเท้าได้ขนาดกับสัดส่วนของมัน ใช้ใส่ข้าวให้บริโภค ส่วนจานผลไม้นั้นเป็นจานทองคำ เพื่อถวายพระเกียรติแด่พระมหากษัตริย์ ชาวสยามนิยมใช้ภาชนะทรงสูงตั้งเครื่องต้นถวาย และภาชนะที่ใช้เป็นปกติในการเสวยนั้น ก็เป็นเครื่องกระเบื้อง มิได้ใช้ภาชนะทองคำหรือเงิน ดังธรรมเนียมทั่วไปในราชสำนักทั้งหลาย ทางภาคพื้นอาเซีย และแม้ที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล

บทที่สี่ สำรับกับข้าวของชาวสยาม

๑. ชาวสยามกินอาหารน้อย และอาหารของเขามีอะไรบ้าง สำรับกับข้าวของชาวสยามไม่สู้ฟุ้มเฟือยนัก เนื่องด้วยมีฤดูร้อนติดต่อกันอยู่ตลอดเวลา อาหารหลักคือ ข้าวกับปลา ทะเลได้ให้หอยนางรม ตัวเล็ก ๆ มีรสชาดดีมาก เต่าขนาดย่อมเนื้อรสดี กุ้งทุกขนาด ปลาเนื้อดีอีกมาก แม่น้ำสมบูรณ์ด้วยปลา ส่วนใหญ่เป็นปลาไหลตัวงาม ๆ แต่ชาวสยามไม่สู้นิยมกินปลาสด

๒. ความประหลาดของปลาสองชนิด มีปลาน้ำจืดอยู่สองชนิดเรียกว่า ปลาอุต และปลากระดี่ เมื่อจับปลาได้แล้ว นำมาหมักเกลือใส่รวมไว้ในตุ่ม หรือไหดินเผาดองไว้ ปลาจะเน่าในไม่ช้า

๓. การหมักเค็มของชาวสยาม พวกเขาชอบบริโภคของที่หมักเค็มไว้ยังไม่ได้ที่ และปลาแห้งยิ่งกว่าปลาสด ธรรมชาติคงจะแต่งให้ชาวสยามกินอาหารประเภทที่ย่อยง่าย

๔. ชาวสยามคนหนึ่งกินวันละเท่าใด เขาจะอิ่มด้วยข้าววันละ ๑ ปอนด์ ราคาประมาณ ๑ ลิอาร์ด และมีปลาแห้งอีกเล็กน้อย หรือไม่ก็ปลาเค็ม ซึ่งไม่แพงกว่าข้าวนัก เหล้าโรงหรือเหล้าที่ทำจากข้าว ขนาด ๑ ไปน์ ตกประมาณ ๒ ซู ก็พอแล้ว ฉะนั้นจึงไม่สงสัยว่าทำไมชาวสยามจึงไม่สู้ สนใจกับการทำมาหากินนัก พอตกค่ำก็ได้ยินแต่เสียงร้องรำทำเพลงไปทั่ว ทุกบ้านเรือน

๕. น้ำจิ้มของชาวสยาม ทำกันอย่าง่าย ๆ ใช้น้ำนิดหน่อยกับเครื่องเทศ กระเทียม หัวหอมกับผักบางชนิด เช่น กะเพรา พวกเขาชอบกินน้ำจิ้มเหลวชนิดหนึ่ง คล้ายกับมัสตาร์ด ประกอบด้วยกุ้งเคยเน่า เรียกว่า กะปิ

๖. ชาวสยามทาตัวเด็กให้เป็นสีเหลือง สิ่งที่เขาให้แทนหญ้าฝรั่น เป็นหัวไม้ชนิดหนึ่งมีรสและสีอย่างเดียวกัน เมื่อตากให้แห้ง และป่นให้เป็นผงแล้ว เหง้าชนิดนี้เขาเห็นว่าเป็นการรักษาสุขภาพให้เด็ก

๗. ชาวสยามบริโภคน้ำมันอะไร เขาไม่มีน้ำมันผลนัต น้ำมันผลมะกอก หรือน้ำมันอย่างอื่น นอกจากน้ำมันผลมะพร้าว ใช้บริโภคได้ดีเมื่อเคี่ยวออกมาใหม่ ๆ ถ้าทิ้งไว้นานจะมีกลิ่นหืน

๘. เรื่องที่เขียน (ผู้อ่าน) ต้องเข้าใจความนึกคิดของผู้แต่ง

๙. ข้อคิดอีกประการหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องเดียวกันนี้

๑๐. ข้อคิดอีกประการหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องเดียวกันนี้

๑๑. น้ำนมที่กรุงสยาม เขามีน้ำนมจากควาย ซึ่งมีครีมมากกว่านมวัว

๑๒. การแต่งกับข้าวชาวสยาม ใช้ปลาแห้งแต่งเป็นกับข้าวได้หลายรูปแบบ

๑๓. อาหารจีน กับข้าวมากกว่า ๓๐ ชนิด ตามตำรับจีนที่นำมาเลี้ยงนั้น เขาไม่อาจกินได้สักอย่างเดียว

๑๔. ชาวสยามไม่ชอบกินเนื้อสัตว์และไม่มีโรงฆ่าสัตว์ จะกินบ้างแต่ลำใส้และเครื่องใน ในตลาดมีตัวแมลงต่าง ๆ ปิ้ง ย่าง วางขายอยู่ พระเจ้ากรุงสยามพระราชทานเป็ด ไก่ และสัตว์อื่นที่ยังเป็น ๆ อยู่ให้ เราต้องมาทำอาหารเอง เนื้อสัตว์ทุกชนิดเหนียว ไม่ค่อยฉ่ำและย่อยยาก ในที่สุดชาวยุโรปที่เข้ามาอยู่ในเมืองสยาม ก็ค่อย ๆ เว้นกินเนื้อสัตว์

๑๕. เป็ด ไก่ ชาวสยามไม่สนใจตอนไก่ เขามีแม่ไก่อยู่สองพันธุ์ พันธุ์หนึ่งเหมือน ๆ กับเรา อีกพันธุ์หนึ่งมีหนัง และหงอนสีดำ แต่เนื้อและกระดูกขาว ส่วนเป็ดมีอยู่มาก และรสดีมาก

๑๖. สัตว์นก ชาวสยามบริโภคนก ซึ่งมีขนสีต่าง ๆ

๑๗. สัตว์ที่เป็นเหยื่อล่าในป่า เขาไม่นิยมฆ่า หรือจับเอาตัวมากักขังไว้ พวกแขกมัวร์ชอบเลี้ยงเหยี่ยวไว้จับนกอื่น

๑๘. นกพันธุ์แปลก ๆ ในสยาม นกแทบทุกชนิดในสยาม มีสีสันงามตามาก และขันได้ไพเราะมีอยู่หลายพันธุ์ พูดเลียนเสียงมนุษย์ได้ กากับแร้ง มีชุม และเชื่องมาก เพราะไม่มีใครทำอันตราย คนให้อาหารมันกิน

๑๙. สิ่งที่เราเรียกว่า เนื้อสัตว์ไม่มีราคาในสยาม แพะกับแกะ หาได้ยาก ตัวเล็ก เนื้อไม่สู้ดีนัก หาซื้อได้จากชาวมัวร์เท่านั้น พระเจ้ากรุงสยามให้เลี้ยงแพะ แกะไว้จำนวนหนึ่งสำหรับพระองค์เอง ส่วนวัวกับควายผู้นั้น เขาเลี้ยงไว้ใช้ไถนา และขายแม่วัวเสีย

๒๐. หมูเป็นของดี หมูนั้นตัวเล็ก และมีมันมากจนไม่น่ากิน

๒๑. ราคาเนื้อสัตว์ แม่วัวราคาตามหัวเมืองไม่เกิน ๑๐ ซอล ในพระนครตัวละ ๑๐ เอกิว แกะตัวละ ๔ เอกิว แพะตัวละ ๒ - ๓ เอกิว หมูตัวละ ๗ ซอล เพราะพวกมัวร์ไม่กินหมู ไก่ตัวเมียโหลละ ๒๐ ซอล เป็ดโหลละ ๑ เอกิว

๒๒. สัตว์ปีกขยายพันธุ์มากในกรุงสยาม สัตว์จำพวก กวาง เก้ง มีชุม ชาวสยามฆ่ากวาง หรือสัตว์จำพวกนี้เพียงเพื่อถลกหนังเอาไปขาย ให้พวกฮอลันดาซึ่งกว้านซื้อไปขายเป็นสินค้าสำคัญในญี่ปุ่น

๒๓. โรคภัยไข้เจ็บ ต้องตำหนิการดื่ม (สุรา) น้อยของชาวสยามแต่เมื่อเทียบส่วนสมดุล กับไฟธาตุของเขาแล้ว ก็พออนุมานว่าเขาไม่ได้ดื่มน้อยกว่าพวกเราเลย เขามีอายุไม่ยืนนัก โรคที่เป็นกันมากคือ โรคป่วงและโรคบิด บางทีเป็นไข้ตัวร้อน (จับสั่น) ซึ่งพิษอาจขึ้นสมองได้ง่าย และอาจคล้ายเป็นโรคปอดบวมได้ โรคปวดตามข้อ ลม อัมพาต ลมบ้าหมู วัณโรคปอด ปวดวท้องทุกชนิด และโรคไตอักเสบมีน้อย ส่วนมะเร็ง ฝีโพรงหนองและปรวตมีมาก ไฟลามทุ่งเป็นกันมาก ไม่มีโรคลักกะปิดลักกะเปิดและโรคท้องมาน

๒๔. อะไรคือโรคห่าในกรุงสยาม โรคห่าแท้จริงคือ ฝีดาษ เคยสังหารชีวิตมนุษย์เป็นอันมากอยู่เสมอ

เอกิวละเท่าไหร่ ไม่ทราบค่ะ เงินฝรั่งเศสสมัยโบราณ ไม่ทราบจริงๆค่ะ

ทางสายธาตุ
02-08-2009, 02:08 PM
ตอนนี้หน้าจอตอน log in แล้วดูยากนิดนึง

จะโชว์ข้อความเพียงข้อความเดียวต่อหนึ่งความเห็น

ทำให้ดูยากนิดหน่อย อาจไม่ได้อนุโมทนาใครไปบ้าง

ปกติในกระทู้นี้จะอนุโมทนาทั้งหมดทุกคนค่ะ

ขออภัยไว้ล่วงหน้าค่ะ

Fort_GORDON
02-08-2009, 05:05 PM
สวัสดีครับ คุณทางสายธาตุและทุกๆท่าน

สวัสดีครับคุณไก่เหลืองหางขาว

Fort_GORDON
02-08-2009, 05:35 PM
ทรงพระเจริญ

ทางสายธาตุ
02-08-2009, 05:42 PM
ขอส่งพระบรมรูปใหม่อีกครั้ง เพราะเมื่อสักครู่ไม่สมบูรณ์ ขออภัยในความไม่สมบูรณ์ค่ะคุณ Fort ครั้งนี้สมบูรณ์แล้วค่ะ

ทางสายธาตุ
02-08-2009, 06:46 PM
http://www.snr.ac.th/wita/kalamung/17_files/009.jpg

..http://www.snr.ac.th/wita/kalamung/17_files/เปิดกรุ02.jpg

สภาพของบางกอกนั้นได้พบว่ามีบันทึกของชาวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมพุทธศักราช ๒๑๖๐-๒๑๖๑ซึ่งนับว่าเป็นบันทึกที่เก่าที่สุดเป็นบันทึกของพ่อค้าชาวฮอลันดาที่เขียนถึงอาณาจักรสยาม (จากเอกสารชุด AND FOREIGN COUNTRIES IN 17 TH CENTURY VOL 1)มีข้อความเล่าถึง “บางกอก” ว่า


“กรุงศรีอยุธยาตั้งอยู่ประมาณ๑๕ องศาทางเหนือต้องข้ามแม่น้ำไปภายในแผ่นดินประมาณ๒๐ไมล์ฮอลันดาแม่น้ำนี้จัดอยู่ในประเภทแม่น้ำที่ดีที่สุดในย่านอินดิสซึ่งสามารถให้เรือระวางหนักตั้งแต่ ๑๕๐ ถึง ๒๐๐ ลาสท์กินน้ำลึกตั้งแต่ ๑๒ ถึง ๑๓ฟุตขึ้นไปจอดได้โดยสะดวกจากปากน้ำเข้าไป ๕ ไมล์เป็นที่ตั้งของเมืองล้อมรอบด้วยกำแพงมีชื่อว่า “บางกอก” ณ ที่นี่เป็นที่ตั้งของด่านภาษีแห่งแรกเรียกว่าขนอนบางกอก (CANEN BANGKOK) ซึ่งเรือและสำเภาทุกลำไม่ว่าจะมาจากชาติใดก็ตามจะต้องหยุดจอดทอดสมอและแจ้งให้ด่านนี้ทราบก่อนว่าจะเข้ามาเพื่อจุดประสงค์อันใดบรรทุกสินค้ามาจากไหนมีผู้ใดมากับเรือบ้างและมีสินค้าอะไรบ้างที่บรรทุกมาก่อนที่เรือเหล่านั้นจะล่วงล้ำหรือเดินทางเข้าไปกว่านั้น

http://www.snr.ac.th/wita/kalamung/17_files/008.jpg



http://www.snr.ac.th/wita/kalamung/17_files/018.jpg

จาก “บางกอก” ขึ้นมาประมาณ ๑ไมล์มีด่านศุลกากรอีกแห่งหนึ่งเรียกว่าบ้านตะนาวซึ่งเรือทุกลำที่จุขึ้นไปยังกรุงศรีอยุธยาจะต้องหยุดตรวจอีกครั้งหนึ่งเพราะอยู่ในรัศมีไม่ไกลจากกรุงศรีอยุธยากรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองที่ล้อมรอบด้วยกำแพงหิน

และมีแม่น้ำโอบไปโดยรอบมีประชาชนอยู่อาศัยกันอย่างหนาแน่นกรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองสวยงามเป็นที่เชิดหน้าชูตาของกรุงสยามตามแบบฉบับของเมืองในแถบตะวันออกในทำนองเดียวกันเมื่อเรือจะกลับออกไปและเมื่อผ่านด่านภาษีที่บ้านตะนาวอีกก็จะต้องหยุดทอดสมอเพื่อแจ้งให้ทราบว่าจะออกเดินทางไปไหนมีสินค้าสัมภาระและบรรทุกใครออกไปบ้างในเรื่องเกี่ยวกับระเบียบปฏิบัตินั้น

ผู้ที่จะออกไปจะต้องได้รับหนังสือพระราชทานสำคัญเสียก่อนเรียกว่า ตรา(สารตรา)หรืออีกนัยหนึ่งก็คือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง (ใบผ่าน)ซึ่งจะต้องนำไปแสดงที่ด่านภาษีที่บางกอก ซึ่ง ณที่นี้เรือจะต้องหยุดอีกครั้งหนึ่งเพื่อจ่ายอากรแผ่นดินสำหรับเรือและสินค้าหากไม่ปฏิบัติตามแล้วไม่ว่าจะเป็นนายเรือหรือเจ้านายอื่นๆ ก็ตาม จะถูกยึดเรือทันที

“บางกอก” และ“บ้านตะนาว”จึงปรากฏหลักฐานว่าเป็นย่านภาษีสำคัญมาตั้งแต่สมัยอยุธยาส่วนจะมีความสำคัญมาก่อนในสมัยกรุงสุโขทัยไม่ปรากฏว่าพบหลักฐานอื่นใดระบุไว้

ในสมัยกรุงศรีอยุธยา "บางกอก” มีด่านภาษีที่สร้างกำแพงล้อมรอบเหมือนป้อมสมัยแรกจะตั้งป้อมนี้ตรงที่แห่งใดนั้นไม่พบหลักฐานที่แน่ชัดแต่เข้าใจว่าน่าจะอยู่ตรงปากน้ำก่อนที่จะไปยังแม่น้ำเดิม (คือคลองบางกอกน้อย)เพราะเป็นจุดที่สร้างป้อมในสมัยต่อมา (คือ ป้อมวิไชยประสิทธิ์)แม่น้ำเจ้าพระยาเดิมที่ไหลผ่าน “บางกอก” นั้นเป็นแม่น้ำที่คดเคี้ยวไหลวกวนไปมาจนทำให้เกิดพื้นที่คล้ายเกาะหรือโคก อยู่หลายแห่ง

ดังนั้นเวลาเดินทางไปตามแม่น้ำจึงวกวนอ้อมโค้งให้เสียเวลาและเป็นที่รู้จักกันว่าแม่น้ำสายนี้ทำให้เกิดความเป็น “บาง” อยู่หลายแห่งและสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือแม่น้ำสายนี้เป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลจากทางเหนือลงสู่ปากน้ำและอ่าวไทยลักษณะไหลคดเคี้ยวจนเกิดพื้นที่เป็น “เกาะ” หรือกระเพาะหมูหากดูในแผนที่ “A map of the course of the river menam from Siam to the sea: Reduced From a Large One Made by MONS DE LE MAR : ingenie to the FRENCH KING

จะเห็นว่าแม่น้ำสายนี้ก่อให้เกิดพื้นที่เป็นเกาะอยู่หลายแห่งตั้งแต่เกาะกรุงศรีอยุธยา (SIAM) และมีการเรียกชื่อหมู่บ้านหรือบาง (BAN)ที่ตั้งอยู่ริมทั้งสองฝั่งแม่น้ำพยายามอ่านชื่อให้เข้าใจและตรงกับชื่อในปัจจุบันก็อ่านและคาดเดาไม่ได้อยู่บางแห่งแต่ที่น่าสังเกตก็คือในแผนที่ดังกล่าวมีการระบุจุดที่ตั้งป้อมอยู่หลายแห่งทั้งที่เป็น brick fort หรือ wooden fort


สำหรับแม่น้ำเดิมที่ไหลซอกซอนคดเคี้ยวไปมาตรงพื้นที่ “บางกอก” นั้นแม่น้ำสายนี้จะแยกเข้าทางทิศตะวันตกตรงหน้าตลาดขวัญ (เมืองนนทบุรีเก่า)แล้วไหลไปตามแม่น้ำอ้อมผ่านปากคลองบางใหญ่แล้ววกลงทางใต้ผ่านคลองบางกรวยมาออกทางปากน้ำตรงวัดเขมาภิรตารามแล้วไหลผ่าสามเสนมาจนถึงท่าช้างวังหน้าแล้วหักเข้าทางฝั่งตะวันตกเข้าคลองบางกอกน้อยผ่านปากคลองบางระมาด บางพรมบางเชือกหนัง บางแวกภาษีเจริญออกมาทางคลองบางกอกใหญ่ข้างวัดกัลยามิตรตรงวัดโลกยาราม (วัดท้ายตลาด)พื้นที่บางกอกส่วนนี้จึงเหมือนกระเพาะหมู่ที่มีคอคอดระหว่างแม่น้ำสายเดี่ยวกันจนมีเรื่องเล่ากันว่าตั้งหม้อข้าวทิ้งไว้แล้วลืมฝาหม้อข้าวไว้ที่ปากคลองก็เดินขึ้นกลับไปเอามาทันข้าวเดือดพอดีไม่เสียเวลาเหมือนเดินเรืออ้อมการขุดคลองลัดในสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช (เมื่อพ.ศ.๒๐๗๗-๒๐๘๙) นั้น

http://www.snr.ac.th/wita/kalamung/17_files/016.jpg





http://www.snr.ac.th/wita/kalamung/17_files/021.jpg



บางแห่งเล่าว่าพระองค์โปรดให้ขุดคลองลัดตั้งแต่ปากคลองบางกอกน้อยไปออกแม่น้ำเก่าที่หน้าวัดแจ้งเรียกว่า คลองลัดบางกอกใหญ่เมื่อปีมะโรง พ.ศ. ๒๐๖๕ (น่าจะคลาดเคลื่อน)การขุดลัดครั้งนั้นได้ทำให้เกิดแม่น้ำสายใหม่และลัดตรงระหว่างปากคลองบางกอกน้อยถึงคลองบางกอกใหญ่ทำให้แม่น้ำไหลตรงผ่านตลาดขวัญเมืองนนทบุรี วัดเขมาภิรตารามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พระบรมมหาราชวังในปัจจุบันและเชื่อมกับแม่น้ำสายเดิมที่ปากคลองที่วัดอรุณราชวรารามทำให้พื้นที่ “บางกอก” ส่วนคอคอดที่เคยติดกันตั้งแต่เดิมถูกแม่น้ำสายใหม่ที่ขุดลัดตัดออกจากกันแยกเป็น “ฝั่งธนบุรี” และ “ฝั่งกรุงเทพ” อย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้


สำหรับคำว่า “บางกอก” แม้จะไม่ชี้ชัดว่าเรียกมาจาก “บางที่มีต้นมะกอก” อยู่ก็มีเหตุที่ชวนเชื่อว่า“บางกอก”นั้นเรียกมาจากพื้นที่ที่เป็น “โคก” หรือเป็น“เกาะ” นั้นเองดังนั้นการที่ชาวต่างประเทศเขียนว่า Bangkok,Bancoc,Banckok, Bankoc,Bangok, Banckock,Bancocq, Bancok,Bancock นั้น เป็นสื่อความได้ทั้ง“โคก” และเกาะ เช่าเดียวกับ ตำบล “สามโคก” เขียนไว้ว่าในแผนที่ Samkoc และหากสังเกตชื่อที่เขียนในแผนที่จะมีทั้งที่เขียนเป็น Ban (บ้าน)แยกต่างหากกับชื่อเช่น Ban Tert Noi (บ้านเกร็ดน้อย)และเขียนติดกันกับชื่อ เช่น Banpac Tert Noi (บ้านปากเกร็ดน้อย) Banyai (บ้านใหญ่) Ban Samlevo (บ้าน..)Ban Cotraya (บ้าน..)เช่นเดียวกันหากคำว่า Bangkok, Bancoc, Bangok เป็นต้นนำมาแยกคำให้เป็นบ้าน-คือ Ban -Gkok, Ban-Coc, Ban-Gok เช่นเดียวกันน่าจะมีเหตุผลพอที่จะเชื่อได้ว่าบางกอกก็คือ บ้านโคก หรือ บ้านเกาะตามลักษณะของพื้นที่นั้นเองเหตุผลที่สนับสนุนก็คือชื่อที่ปรากฏในแผนที่ส่วนใหญ่ระบุเป็นบ้าน (Ban)เกือบทั้งหมดไม่มีที่ใดว่าเป็นบาง (Bang) ทั้งๆที่ตำบลริมแม่น้ำฝ่ายไทยเรียกว่า บาง แทนคำว่าบ้านอยู่หลายแห่งและชาวต่างประเทศคงไม่เขียนเฉพาะบางกอก(Bangkok) ไว้แห่งเดียวเท่านั้น


คำว่า “บางกอก” จึงเรียกกันตามคำว่า Bangkok (Bang-kok) และที่น่าจะถูกต้องกว่า คือ “บ้านโคก” หรือบ้านเกาะหากแยกคำเสียใหม่ให้เหมือนชื่อบ้านอื่นๆ ในแผนที่ว่า Ban -Gkok, Ban-Coc, Ban-Gok เป็นต้นดูจะสอดคล้องกับชื่ออื่นๆที่เขียนในแผนที่และไม่ใช่คำว่า Bang-kok (บางกอก)ซึ่งต่อมาเป็นคำที่นิยมใช้เรียกกันในภายหลังแทนที่จะเป็นบ้านเกาะหรือบ้านโคกเหตุที่นิยมเรียก “บางกอก” ก็เพราะ “บาง” กับ “บ้าน” นั้นมีความหมายเดียวกันและไทยก็เรียกตำบลที่อยู่ริมแม่น้ำว่า “บาง”อยู่แล้วส่วนที่ไม่ยอมเรียก “บางโคก” หรือ “บางเกาะ” ก็อาจจะมีเหตุผลหนึ่งสำหรับสำเนียงต่างประเทศจึงทำให้ชื่อบางกอกเป็นคำแทนบางโคกหรือบ้านโคกซึ่งชื่อหมู่บ้านอย่างนี้ก็นิยมตั้งกันอยู่หลายแห่งเช่น บ้านสามโคก บ้านโคกหม้อบ้านโคกสูงเนิน ฯลฯแต่การยอมรับเอาชื่อ “บางกอก” มาเรียกนั้นก็เพราะชาวต่างประเทศที่เดินเรือไปมาระหว่างปากน้ำและกรุงศรีอยุธยาได้พากันเรียกจนรู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างดีแล้วจนพากันเข้าใจว่า บางกอกก็คือตัวแทนเมืองสยามเพราะภายหลังได้มีการตั้งกรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์เป็นเมืองหลวงขึ้นในพื้นที่บางกอกแห่งนี้





จะว่าไปก็น่าขำที่ว่า คนบางกอกเมื่อสมัยอยุธยานั้น เป็นคนต่างจังหวัดนะคะ

ไก่เหลืองหางขาว
02-08-2009, 07:19 PM
หวัดดีค้าบคุณFort gordon

ไก่เหลืองหางขาว
03-08-2009, 08:23 AM
ไม่ทราบว่ามีท่านใดในที่นี้เคยเข้ากระทู้ รวมพลคนรัก สมเด็จพระนเรศวรราชาธิราชเจ้า เทอดไท มหาราชจอมราชันย์ บ้างครับ?

Fort_GORDON
03-08-2009, 09:12 AM
ไม่ทราบว่ามีท่านใดในที่นี้เคยเข้ากระทู้ รวมพลคนรัก สมเด็จพระนเรศวรราชาธิราชเจ้า เทอดไท มหาราชจอมราชันย์ บ้างครับ?

-ขอรับกระผม คุณไก่เหลืองหางขาว

จงรักภักดี
03-08-2009, 09:51 AM
ดีใจจะได้หนังสือเก่ามาอ่าน เก่าที่สุดเท่าที่เคยได้สัมผัสมา ทางสายธาตุเคยสงสัยมาตั้งแต่ต้นปีแล้วว่า แล้วเราจะมารู้เรื่องพวกนี้ไปทำไมนะ เพราะรู้แล้วมันก็คืออดีต อดีตนี่พระท่านสอนว่าอย่าไปยึดเพราะมันเป็นวันวานไปแล้ว แต่แล้วอีกใจก็คิดว่า ต้องมีเหตุผลซิ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ต้องมีหน้าที่อะไรสักอย่าง เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าคืออะไร คงจะเหมือนเรื่องราวต่างๆที่ผ่านมา ถ้าท่านอยากให้ทราบอะไร ก็พาไปแถบๆนั้นแล้วใครสักคนก็จะบอกอะไรเราเอง เอาปากเขาเป็นสื่อ ดังนั้นถ้าเทพเบี้องบนอยากให้ทำอะไร เดี๋ยวท่านก็ดลให้ใครมาบอกเป็นนัยยะเองนั่นแหละหนา

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เรื่องพระราชวงศ์พระร่วง หรือ พระราชวงศ์สุโขทัย ด้วยเดชะพระบารมีที่พระราชวงศ์นี้สร้างสมมาเป็นเอนกประการตั้งแต่ดินแดนแถบนี้ยังเป็นถิ่นของขอมดำ ต้นพระราชวงศ์ก็ช่วยกันขับไล่การกดขี่ข่มเหงจากขอมดำ กดขี่คนไทยขนาดไก่ตายหนึ่งตัวยังต้องรายงาน ถ้าเขาไม่ให้เอาไปกิน คนไทยก็ห้ามกิน เวลาใช้แรงงานก็ให้กินข้าวเหนียวกับเกลือ ขอมดำนี่ก็ใจดำ ไม่ปราณีต่อประชาชนเลย ถึงจะเป็นแค่เชลยก็ตาม พระราชวงศ์พระร่วงนี้ก็มาช่วยให้ประชาชนในถิ่นนี้รอดจากมือขอมดำ

พอมาตกในมือพม่าในคราวเสียกรุงครั้งที่ 1 พระราชวงศ์เดิมที่สืบเชื้อสายมานี้ก็มาช่วยให้พ้นจากมือพม่าอีก ครั้นเสียกรุงครั้งที่ 2 พระมหากษัตริย์อันสืบเนื่องจากพระราชวงศ์เก่าแก่นี้ก็ทรงมากู้ไว้อีก แล้วสายแห่งพระราชวงศ์อันมีบุญคุณเหลือแสนกับชาวไทยก็ยังคงอยู่คู่ไทยมาตลอดจนถึงปัจจุบัน เขียนไปขนลุกไป เป็นเรื่องของบุญญาธิการโดยแท้

ที่อยู่ของทางสายธาตุจะส่ง PM ไปให้นะคะ ตอนเล่นที่พันทิพย์เราเรียกว่า ส่งหลังไมล์ แต่คำว่าหลังไมด์เป็นคำห้ามในเวปไซด์พันทิพย์ เวลาจะเขียนคำนี้หน้าบอร์ดจะเลี่ยงไปใช้คำว่า ส่งหลังแมว เห็นภาพเลยเอาจดหมาดผูกติดหลังแมวอ้วนให้มันเดินโยกโย้ สบัดหางไปมา แวะไซ้ตามมุมตึก กว่าจะไปถึงบ้านท่านพอดี จดหมายเหลืองอ๋อย ตากแดดนาน เป็นคนรักแมวค่ะ

ป.ล. แอบแปลกใจนิดนึงด้วยว่า ราชวงศ์หมิงที่เขาตามล่าตามฆ่าทิ้งจนแน่ใจแล้วว่าหมดสิ้น ฆ่าทิ้งชนิด 9 ชั่วโคตร ขึ้นไป 3 รุ่น ลงมา 3 รุ่น เป็น 7 แล้วใช่ไหมคะ เพิ่ม เพื่อนๆ และ ครูบาอาจารย์ อีก 2 รุ่น ทั้งหมดเป็น 9 ชั่วโคตร ก็ยังคงเชื้อสายไว้ได้ .... ความเชื่อส่วนตัวห้ามดื่มเกินวันละ 2 ความเห็น... ทางสายธาตุ


ส่ง EMS ไปแล้วนะครับ ถ้าไม่ได้รับบ่ายวันนี้ ก็เป็นวัน
พรุ่งนี้แน่นอนครับ

จงรักภักดี
03-08-2009, 11:17 AM
เจ้าแม่วัดดุสิต

วันจันทร์ ที่ 03 สิงหาคม 2552 เวลา 0:00 น
http://www.dailynews.co.th/content/web/fontsizelogo/smaller_font.gif (javascript:decreaseFont())http://www.dailynews.co.th/content/web/fontsizelogo/bigger_font.gif (javascript:increaseFont()) http://www.dailynews.co.th/content/web/fontsizelogo/print.gif (http://www.dailynews.co.th/newstartpage/printmode.cfm?categoryid=106&contentid=11800) http://s7.addthis.com/static/btn/lg-share-en.gif (http://www.addthis.com/bookmark.php?v=250)<SCRIPT src="http://s7.addthis.com/js/250/addthis_widget.js?pub=xa-4a38f0f6636e48fa" type=text/javascript></SCRIPT>



<TABLE class=x-tabs-strip id=ext-gen5 cellSpacing=0 cellPadding=0 border=0><TBODY><TR id=ext-gen4><TD class=" on" id=ext-gen10 style="WIDTH: 90px">เนื้อหาข่าว (http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=106&contentID=11800#)</TD></TR></TBODY></TABLE>


เจ้าแม่วัดดุสิต ไม่ใช่คนทรงเจ้าเข้าผี หรือผู้มีอิทธิฤทธิ์ใด ๆ แต่เป็นสตรีที่มีความสำคัญผู้หนึ่งในสมัยอยุธยา ในสารานุกรมประวัติศาสตร์ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน กล่าวไว้ว่า เจ้าแม่วัดดุสิต เป็นสมญานามเรียกพระนมเอกในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งมีหน้าที่ถวายพระอภิบาลเมื่อทรงพระเยาว์ เจ้าแม่วัดดุสิตมีนามเดิมว่า บัว มีพระภัสดา (สามี) สืบเชื้อสายมาจากขุนนางมอญที่สวามิภักดิ์ต่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชตั้งแต่ครั้งยังทรงเป็นตัวประกันที่พม่า และได้ตามเสด็จสมเด็จพระนเรศวรเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๑๑๑ ซึ่งได้มาตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้วัดขุนแสน

เจ้าแม่วัดดุสิตมีบุตร ๒ คน คือ เหล็ก [ต่อมาคือ เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก)] และปาน [ต่อมาคือ เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน)] เมื่อบุตรทั้งสองยังเล็ก เจ้าแม่วัดดุสิตได้เข้ารับราชการฝ่ายใน เป็นพระอภิบาล ตำแหน่งพระนมเอกในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และได้รับพระราชทานให้มาปลูกเรือนในเขตวัดดุสิตาราม (ปัจจุบันอยู่ในตำบลหันตรา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) ด้วยเหตุนี้ คนทั่วไปจึงเรียกว่า “เจ้าแม่วัดดุสิต”

จากการที่เจ้าแม่วัดดุสิตเป็นพระนมนี้เอง บุตรทั้งสองจึงได้เป็นพระสหายสนิทในสมเด็จพระนารายณ์และเป็นที่โปรดปรานเป็นอย่างยิ่ง จนได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาพระคลังทั้ง ๒ คน ครั้งหนึ่งหลวงสรศักดิ์ (ต่อมาคือ สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ หรือพระเจ้าเสือ) ขัดแย้งกับออกญาวิไชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) ชาวกรีกที่รับราชการจนเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระนารายณ์ จนถึงกับมีเรื่องชกต่อย ด้วยเหตุออกญาวิไชเยนทร์สึกพระภิกษุและสามเณรออกไปทำราชการเป็นจำนวนมาก หลวงสรศักดิ์เกรงจะถูกลงพระราชอาญา จึงขอให้เจ้าแม่วัดดุสิตขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งสมเด็จพระนารายณ์ก็พระราชทานอภัยโทษให้หลวงสรศักดิ์ ภายหลังเจ้าแม่วัดดุสิตได้รับการสถาปนาเป็นกรมพระเทพามาตย์.

ปิยรัตน์ อินทร์อ่อน

จงรักภักดี
03-08-2009, 03:08 PM
ขอเชิญร่วมงานครบรอบ 25 ปี วันมรณภาพครูบาพรหมา พฺรหฺมจกฺโก
ณ วัดพระพุทธบาทตากผ้า จ.ลำพูน
http://www.phrabat.com/images/699.jpg (http://www.phrabat.com/webboard_detail.asp?board_id=699)
วันที่ 17 สิงหาคม 2552 วัดพระพุทธบาทตากผ้าจะได้จัดงานทำบุญครบรอบ 25 ปี
วันมรณภาพท่านครูบาพรหมา พฺรหฺมจกฺโก
งานเริ่ม 11-17 สิงหาคม 2552 ท่านเจ้าอาวาสฝากบอกข่าวมา


๐๐๐ ช่วยกันกระจายข่าวครับ

ทางสายธาตุ
03-08-2009, 04:46 PM
ส่ง EMS ไปแล้วนะครับ ถ้าไม่ได้รับบ่ายวันนี้ ก็เป็นวัน
พรุ่งนี้แน่นอนครับ

ขอบคุณค่ะ วันนี้กลับมาก็ยังมาไม่ถึงนะคะ พรุ่งนี้คงจะได้ค่ะ ขอบคุณมากๆๆค่ะ
;aa40

ดีใจเจอข้อมูลเจ้าแม่วัดดุสิตที่คุณจงรักภักดีโพส คือไม่คิดว่าจะมีใครสนใจข้อมูลของท่านหน่ะค่ะ

เจ้าแม่วัดดุสิตนี้ท่านเป็นต้นสายราชวงศ์จักรีเท่าที่จะสืบข้อมูลได้จากเอกสารและพงศาวดาร

ขออนุญาตนำบทวิเคราะห์ของนักวิชาการอันเกี่ยวข้องกับเจ้าแม่วัดดุสิตมาไว้ ณ แห่งนี้ค่ะ

ติดตามรับข้อมูลได้ ณ บัดนี้

(อดขำไม่ได้ ใครติดตามกระทู้นี้ต้องกลายเป็นหนอน หนอนอะไรใช่ไหมคะ หนอนหนังสือค่ะ ^^)

ทางสายธาตุ
03-08-2009, 05:02 PM
เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของชาติที่โด่งดังและเป็นที่ถกเถียงเป็นอย่างมากในช่วงเกือบ 3-4 ปีที่ผ่านมา เกี่ยวกับเรื่องราวของ "เจ้าแม่วัดดุสิต" ขัตติยะนารีผู้เป็นต้นราชวงศ์จักรี ซึ่งนักวิชาการและผู้สนใจทางด้านประวิติศาสตร์หลาย ๆ คนกว่าวกันว่าเป็นผู้เชื่อมโยงสาแหรกสายพระราชวงศ์พระร่วงแห่งกรุงสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยาตอนต้น กับพระราชวงศ์จักรีเข้าไว้ด้วยกัน

ในช่วงนั้นมีการถกเถียงกันมากถึงความีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ของเจ้าแม่วัดดุสิต ก็ได้ข้อสรุปมาว่าเจ้าแม่วัดดุสิตนั้นมีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์ เป็นทั้งพระนมเอกของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แห่งราชวงศ์ปราสาททอง และเป็นทั้งแม่ของพระยาโกษา (เหล็ก) ขุนศึกคนสำคัญแห่งแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ราชฑูตคนสำคัญในสมัยนั้น

ส่วนอีกหัวข้อหนึ่งที่นักวิชาการถกเถียงกันก็คือ เจ้าแม่วัดดุสิตเป็นเจ้าหรือเป็นสามัญชนกันแน่ ??? ข้อนี้ผมคงไม่ขอกล่าวถึง เพราะสิ่งที่ผมจะเรียบเรียงให้อ่านกันนั้นก็เป็นข้อสรุปเกี่ยวกับชีวิตของ "เจ้านายหญิง" หรือ "ขัตติยะนารี" ท่านนี้จากที่ผมได้อ่านมาจากเอกสาร และบทความหลาย ๆ ฉบับ และนำมาสรุปตามที่ผมมีปัญญาพอที่จะเข้าใจ และเข้าถึงได้ ซึ่งผมได้นำมาสรุปไว้ ณ ที่นี้ เพื่อมิให้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าต้องถูกปล่อยให้ผ่านเลยไป

เอกสารที่ผมนำมาสรุปนั้น เป็นเอกสารและบทความที่เกี่ยวข้องในระดับทุติยภูมิ ทั้งหนังสือ "โครงกระดูกในตู้" ของพล.ต. ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช บทความของปรามินทร์ เครือทอง เรื่อง "ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต เจ้า หรือสามัญชน" บทความของจุลดา ภักดีภูมินทร์ เรื่อง "พระบัณฑูรใหญ่ พระบัณฑูรน้อย" เป็นหลัก ซึ่งพอจะสรุปเกี่ยวกับชีวิตของเจ้าแม่วัดดุสิตได้ดังนี้

ในช่วงปฐมวัยของเจ้าแม่วัดดุสิตยังคงเป็นที่คลุมเครืออยู่มาก เนื่องจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่กว่ารัชสมัยรัชกาลที่ 4 มิได้กล่าวถึงประวัติของเจ้าแม่วัดดุสิตไว้เลย จะมีก็ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับเจ้าแม่วัดดุสิตในพงศาวดารของไทยและจดหมายเหตุของชาวต่างชาติในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเท่านั้น หลักฐานที่พอจะศึกษาประวัติของเจ้าแม่วัดดุสิตอย่างละเอียดก็คงมีแต่บันทึกจากคำบอกเล่า หรือหลักฐานในชั้นทุติยภูมิ จึงมีนักประวัติศาสตร์ให้ความเห็นแตกต่างกันไปดังนี้

1) สันนิษฐานกันว่า เจ้าแม่วัดดุสิตเป็นราชธิดาของสมเด็จพระเอกาทศรส ผู้ที่มีความเห็นเช่นนี้มีทั้ง ก.ศ.ร.กุหลาบ ที่ได้กล่าวว่า สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ได้ฟังคำบอกเล่าจากพระวันรัตน์ (ฉิม) เปรียญธรรม 9 ประโยค ว่า เจ้าฟ้าหญิงรัศมี และเจ้าฟ้าจีกเคยเล่าว่า สมเด็จพระเอกาทศรสแห่งราชวงศ์พระร่วง ได้อภิเษกสมรสกับราชธิดาของพระยาเกียรติ์ (ขุนนางชาวมอญที่ติดตามสมเด็จพระนเรศวรมหาราช) มีราชธิดา คือ เจ้าครอกบัว(หม่อมเจ้าบัว) และเจ้าครอกอำภัย (หม่อมเจ้าอำไพ) แต่ในหนังสือนี้ยังมีข้อความที่คลุมเครือระหว่างเจ้าครอกบัวและเจ้าครอกอำไพอยู่มาก ซึ่งทำให้สับสนว่า เจ้าแม่วัดดุสิตมีชื่อเดิมว่าอย่างไรกันแน่ ?

หรือในหนังสือ "ราชินิกุล บางช้าง" ตีพิมพ์แจกเมื่องานฉลองพระราชสมภพครบ ๒๐๐ ปี ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อปี พ.ศ. 2510 และหนังสือ "อิศรางกูร" ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์แจกในงานศพของ ม.ล.ปุย อิศรางกูร เมื่อปี พ.ศ. 2517 ก็ได้กล่าวไว้ในทำนองเดียวกันว่า เจ้าแม่วัดดุสิตเป็นราชธิดาของสมเด็จพระเอกาทศรส แต่จะมีชื่อเดิมว่า หม่อมเจ้าบัว หรือหม่อมเจ้าอำไพ ก็ยังไม่แน่ชัด

2) สันนิษฐานว่า เจ้าแม่วัดดุสิตเป็นราชธิดาของขุนพิเรนทรเทพ หรือพระมหาธรรมราชาผู้สืบเชื้อสายจากราชวงศ์พระร่วงแห่งกรุงสุโขทัย ผู้ที่มีความเห็นในทิศทางนี้ก็คือ พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งได้กล่าวไว้ในหนังสือ "โครงกระดูกในตู้" โดยมีเนื้อหาที่เขียนขึ้นตามคำบอกเล่าจากญาติผู้ใหญ่ของพล.ต. ม.ร.ว.คึกฤทธิ์เองโดยไม่มีการบันทึกวัน เดือนและปีที่เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ไว้ว่า "เจ้าพระยาโกษาปานเป็นบุตรเจ้าแม่วัดดุสิต ซึ่งเป็นพระนมของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เจ้าแม่วัดดุสิตมีศักดิ์เป็นหม่อมเจ้าในราชวงศ์พระมหาธรรมราชา ซึ่งสืบเชื้อสายมาแต่ราชวงศ์พระร่วงกรุงสุโขทัย"

3) สันนิษฐานกันว่า เจ้าแม่วัดดุสิตเป็นราชธิดาของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่เกิดแต่พระมเหสีพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง อาจจะเป็นพระสุวัฒน์มณีรัตนา (เจ้าขรัวมณีจันทร์ ) ??? พระเอกกษัตรี (ทรงรับเป็นมเหสีภายหลังยกทัพตีเขมร) ??? หรือพระราชธิดาพระเจ้าเชียงใหม่ (ทรงรับเป็นมเหสีภายหลังศึกเมืองเชียงใหม่) ??? แต่ข้อสันนิษฐานนี้ไม่มีหลักฐานและน้ำหนักมากพอ จึงมิได้รับการกล่าวถึงในยุคหลัง

(พระเอกกษัตรี เสด็จมาจากกรุงละแวก ปี พ.ศ. 2137 คิดว่าคงจะถวายตัวรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทสมเด็จพระนเรศวรในปีเดียวกัน ส่วนพระราชธิดาพระเจ้าเชียงใหม่ ก็คือ พระนางโยธยามี้พะยา เป็นพระธิดาพระเจ้ามังนรธาช่อ คาดว่าเสด็จมาเมื่อคราวศึกไทยไปตีหงสาครั้งที่สอง ปี พ.ศ. 2141 พระนางโยธยามีพะยาน่าจะเป็นขนิษฐาของพระทุลอง พระโอรสองค์โตของพระเจ้ามังนรธาช่อ พระทุลองประสูติ พ.ศ. 2121 ระหว่างทางขณะที่พระบิดาและพระมารดาเสด็จจากหงสาวดีมาครองเชียงใหม่ คาดว่าพระนางโยธยามี้พะยาจะประสูติในปี พ.ศ. 2123 คาดว่าห่างสักปีกว่าถึงสองปีจากพระโอรสองค์แรก ดังนั้น ในปีที่ถวยตัวเข้ารับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนเรศวร (โดยเสด็จลงมากรุงศรีอยุธยาพร้อมกับสมเด็จพระเอกาทศรถที่ไปยุติข้อพิพาทของเจ้านายฝ่ายเหนือ โดยเอาเมืองลำพูนเป็นสถานที่เจรจาความเมือง) พระนางโยธยามี้พะยาน่าจะสัก 18 ชันษาค่ะ...ทางสายธาตุ)


เจ้าแม่วัดดุสิตได้รับการแต่งตั้งเป็นพระนมเอก ดำรงพระอิศริยยศ "กรมพระเทพามาตย์" แก่สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อสิ้นแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชไปแล้ว ทั้งพระเพทราชา และขุนหลวงสรศักดิ์(สมเด็จพระพุทธเจ้าเสือ) ต่างนับถือเจ้าแม่วัดดุสิตเหมือนพระราชชนนี เพราะว่าได้กินนมร่วมกับพระยาโกษา (เหล็ก) และพระยาโกษาธิบดี (ปาน) บุตรของเจ้าแม่วัดดุสิต ดังที่ปรากฏในบทความของจุลดา ภักดีภูมินทร์ เรื่อง "พระบัณฑูรใหญ่ - พระบัณฑูรน้อย" เมื่อครั้งแผ่นดินพระพุทธเจ้าเสือ ที่เจ้าแม่วัดดุสิตขอพระราชทานอภัยโทษแก่ราชบุตรทั้งสองของพระพุทธเจ้าเสือ ซึ่งเจ้าแม่วัดดุสิตมีฐานะเสมือนย่าของราชบุตรทั้งสอง คือ พระบัณฑูรใหญ่ (ต่อมาก็คือสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ) และพระบัณฑูรน้อย (เจ้าฟ้าอุทุมพร หรือขุนหลวงหาวัด) ที่ถูกพระราชบิดาสั่งเฆี่ยนวันละ 60 ทีเนื่องจากอุบัติเหตุล้อมช้างป่า ซึ่งทำให้ช้างทรงของพระพุทธเจ้าเสือติดหล่ม และทำให้พระพุทธเจ้าเสือเข้าพระทัยว่าเจ้าฟ้าทั้งสองจะทำปิตุฆาตเพื่อแย่งราชสมบัติ ดังนี้

"พระเจ้าเสือนี้ตามพระราชพงศาวดาร ว่าเป็นพระราชโอรสสมเด็จพระนารายณ์ ฯ แต่ทรงยกให้พระเภทราชา แต่ครั้งยังเป็นขุนนางผู้ใหญ่ รับไว้เลี้ยงดูเป็นบุตรบุญธรรม พระอัครมเหสีเดิมของพระเพทราชา คือที่เจ้าฟ้าเพชร เจ้าฟ้าพรตรัสเรียกว่า สมด็จพระอัยกี จึงทรงคุณูปการใหญ่หลวงแก่พระเจ้าเสือ ทงเคารพนับถือเป็นอันมาก พระอิสริยยศกรมพระเทพามาตย์ แผ่นดินพระเจ้าเสือ หรือขุนหลวงสรศักดิ์นี้ โดยทั่วไปเรียกกันว่า "เจ้าแม่วัดดุสิต" เพราะเสด็จไปประทับทรงศีล(บวชชี)อยู่ ณ พระตำหนักริมวัดดุสิต

กรมพระเทพามาตย์ทรงทราบก็ทรงตกพระทัย รีบร้อนเสด็จลงมาเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวถึงที่ค่าย ขอพระราชทานอภัยโทษ ก็โปรดยกให้ ให้กรมพระเทพามาตย์นำทั้งสองพระองค์เสด็จกลับไปด้วย ต่อมาไม่ช้านาน เมื่อพระราชบิดาสิ้นความพิโรธแล้ว ก็เข้าเฝ้ารับราชการโดยปกติ" (จุลดา ภักดีภูมินทร์ , 2544)

ในเรื่องชีวิตครอบครัวของเจ้าแม่วัดดุสิตก็ยังคงเป็นที่ถกเถียงอยู่เช่นกัน นักวิชาการทราบแต่เพียงว่า เจ้าแม่วัดดุสิตมีบุตร 2 คน คือ พระยาโกษา (เหล็ก) และพระยาโกษาธิบดี (ปาน) แต่นักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่งสันนิษฐานว่า เจ้าแม่วัดดุสิตยังมีธิดาคนเล็กอีก ซึ่งมีชื่อว่า แช่ม ??? หรือฉ่ำ ??? หรือศรีจุฬาลักษณ์??? ก็ยังเป็นเรื่องที่คลุมเครืออีกเช่นกันว่า เจ้าแม่วัดดุสิตมีธิดาหรือไม่

สิ่งที่ยังเป็นเรื่องคลุมเครืออีกประการหนึ่งเกี่ยวกับชีวิตครอบครัวของเจ้าแม่วัดดุสิตก็คือ สามีของท่านเป็นใคร มาจากไหนก็ยังคงไม่แน่ชัด นักประวัติศาสตร์กลุ่มหนึ่งสันนิษฐานว่าสามีของเจ้าแม่วัดดุสิตชื่อ หม่อมเจ้าเจิดอุภัย ซึ่งมีนักประวัติศาสตร์สันนิษฐานกันว่า ฝ่ายสามีของเจ้าแม่วัดดุสิตเป็นรุ่นลูกหลานของพระยาเกียรติ แม่ทัพมอญที่ติดตามสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกลับมาสู่กรุงศรีอยุธยา ดังเช่นในบทความของปรามินทร์ เครือทอง เรื่อง "ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต เจ้า หรือสามัญชน" ดังที่ว่า

"นอกจากนี้ยังมีเอกสารของ ม.ล. มานิจ ชุมสาย ที่กล่าวว่าเป็น "บันทึกของบรรพบุรุษ" ตกทอดมายังท่าน มีเรื่องราวของเจ้าแม่วัดดุสิตอีกสายหนึ่งที่ค่อนข้างพิสดารว่า "แม่ทัพมอญคนหนึ่งมีนามว่า พระยาเกียรติ ได้ติดตามสมเด็จพระนเรศวรเข้ามารับราชการกับไทย ลูกหลานคนหนึ่งของพระยาเกียรติ (ไม่ได้บอกว่าชื่ออะไร) ได้แต่งงานกับเจ้าแม่วัดดุสิต (ไม่ได้บอกชื่อเดิมอีกเช่นเดียวกัน) ซึ่งเป็นพระนาง มีตำแหน่งสูงในพระราชวัง" (ประวัติโกษาปานและบันทึกการเดินทางไปฝรั่งเศส. คณะกรรมการพิจารณาและจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์, ๒๕๓๐, น. ๑๓)"

นอกจากนี้ นักวิชาการยังได้กล่าวถึงความเชื่อมโยงระหว่างสาแหรกสายพระราชวงศ์พระร่วง ที่มีมาตั้งแต่กรุงสุโขทัยและได้ครองราชสมบัติในสมัยกรุงศรีอยุธยา ในช่วงเวลาหนึ่ง กับพระราชวงศ์จักรี โดยมีเจ้าแม่วัดดุสิตเป็นผู้เชื่อมโยง โดยกล่าวกันว่า บุตรของเจ้าแม่วัดดุสิต คือ พระยาโกษาธิบดี (ปาน) มีบุตรคือ นายขุนทอง ซึ่งนายขุนทองได้รับพระราชทางพระอิศริยยศจากพระพุทธเจ้าเสือเป็น พระยาวรวงศาธิราชสนิท ท่านก็มีบุตรชายคนโตคือ นายทองคำ

ต่อมาราชวงศ์นี้ได้ย้ายนิวาสถานไปอยู่ที่บ้านสะแกกรัง เมืองอุทัยธานี ในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ซึ่งต่อมานายทองคำก็ได้รับพระราชทานตำแหน่งจากพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระให้เป็น "พระยาราชนิกูล" ซึ่งท่านมีบุตรชายคนโต คือ ท่านทองดี หรือที่นักวิชาการ และผู้สนใจประวัติศาสตร์เรียกท่านว่า "พระปฐมบรมมหาชนก"

ท่านทองดีย้ายนิวาสถานจากบ้านสะแกกรังมารับราชการในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ โดยมีนิวาสถานอยู่ที่ย่านป้อมเพชร อยุธยา ต่อมาท่าได้สมรสกับท่านดาวเรือง (เอกสารบางเล่มก็ว่าท่านชื่อหยก) หญิงสาวบุตรีคหบดีชาวจีน ท่านทองดีได้รับพระราชทานยศครั้งสุดท้ายก่อนกรุงศรีอยุธยาแตกเป็น "พระยาจักรีศรีองครักษ์" หลังกรุงแตก ท่านก็พาครอบครัวย้ายหนีภัยสงครามไปอยู่เมืองต่าง ๆ จนท่านพระยาจักรีศรีองครักษ์ถึงแก่อนิจกรรม ภรรยาของท่านก็พาลูก ๆ กลับมาตั้งรกรากในกรุงธนบุรี

โดยบุตรคนที่สี่ของท่านก็คือ นายทองด้วง ซึ่อต่อมาท่านได้เป็นยกกระบัตรเมืองราชบุรี และเป็นแม่ทัพคนสำคัญในสมัยกรุงธนบุรี และดำรงตำแหน่งเป็น "เจ้าพระยาจักรี" และ "สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก" ตามลำดับ และได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็น "พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช" ปฐมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์


ที่มา

คึกฤทธิ์ ปราโมช, ม.ร.ว. "โครงกระดูกในตู้"
จุลดา ภักดีภูมินทร์ . พระบัณฑูรใหญ่ - พระบัณฑูรน้อย ใน สกุลไทย ฉบับที่ 2436 วันอังคารที่ 26 มิถุนายน 2544.
ปรามินทร์ เครือทอง. "ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต เจ้า หรือสามัญชน" ใน ศิลปวัฒนธรรม

ทางสายธาตุ
03-08-2009, 05:06 PM
สวัสดีคุณศรัทธา พิสุทธิ์ค่ะ

เจอกันตอนเย็นก็ต้องเป็นสายันต์สวัสดิ์นะคะ

--------------------------------------------------------------

เพิ่งจะอ่านเจอข้อความ

ขอเชิญร่วมงานครบรอบ 25 ปี วันมรณภาพครูบาพรหมา พฺรหฺมจกฺโก
ณ วัดพระพุทธบาทตากผ้า จ.ลำพูน

เอาล่ะซิ เชื่อมข้อมูลสองความเห็นเข้าด้วยกันด้วยคำว่า จังหวัดลำพูน

คือสมเด็จพระเอกาทศรถรับพระบรมราชโองการจากสมเด็จพระนเรศวร

เสด็จขึ้นไปยุติข้อพิพาทระหว่างพระเจ้าเชียงใหม่กับใคร(จำไม่ได้)

สุดท้ายต่างฝ่ายต่างไม่ยอมไปเจรจาในเมืองของฝั่งคู่กรณี

จึงต้องหาสถานที่ ที่ยอมมาพบกันหมดเพื่อเจรจากัน ที่นั่นคือ จังหวัดลำพูน เจ้า....

ศรัทธา_พิสุทธิ์
03-08-2009, 06:01 PM
สวัสดีค่ะ คุณทางสายธาตุ ชอบอ่านข้อเขียนของคุณมากค่ะ
สิ่งที่ไม่เคยรู้ก็ได้รู้ค่ะ ขอบคุณนะคะ

ทางสายธาตุ
03-08-2009, 09:20 PM
พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา
พระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

เรื่องวัดป่าแก้ว


ในหนังสือพระราชพงศาวดาร ว่าสมเด็จพระวันรัตนวัดป่าแก้วถวายพระพรขอพระราชทานโทษข้าราชการไว้ได้ ควรจะอธิบายเรื่องวัดป่าแก้วตรงนี้สักหน่อย ในคำอธิบายของข้าพเจ้าในตอนแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ กล่าวถึงเรื่องนิกายพระสงฆ์ที่เข้ามาสู่ประเทศนี้<SUP>(๑)</SUP> มีเนื้อความปรากฏถึงเรื่องนิกายพระสงฆ์ซึ่งเรียกว่า คณะป่าแก้ว เพราะเหตุที่ไปแปลงมาในสำนักพระวันรัตนมหาเถรในเมืองลังกา จึงเอานามวันรัตนนั้น มาแปลงเป็นภาษาไทย เรียกชื่อนิกายสงฆ์ว่าคณะป่าแก้ว พระราชาคณะที่เป็นสังฆนายกของนิกายป่าแก้วหรือที่เรียกว่าคณะใต้ จึงมีราชทินนามในสมณศักดิ์ว่า สมเด็จพระวันรัตน แต่ที่อยู่วัดป่าแก้วนั้น ทำให้เข้าใจผิดอยู่ แม้ในหนังสือพระราชพงศาวดารว่า สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ทรงสร้างวัดป่าแก้ว ที่จริงวัดนั้นเป็นวัดแก้วฟ้า วัดที่ชื่อวัดป่าแก้วไม่มีในกรุงศรีอยุธยา ปรากฏว่าได้ค้นหาวัดป่าแก้วกันมาแต่ในรัชกาลที่ ๔ จนเมื่อพระยาโบราณราชธานินทร์เป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่า ก็ได้ค้นหาวัดป่าแก้วอีก ได้เคยพาข้าพเจ้าไปบุกรุกช่วยหาหลายหนก็ไม่พบ เรื่องวัดป่าแก้วในกรุงเก่าเป็นข้อฉงนสนเท่ห์อยู่มาก

ความคิดพึ่งมาปรากฏแก่ข้าพเจ้าเมื่อไปเห็นหนังสือเก่าๆ ที่เมืองนครศรีธรรมราชและเมืองพัทลุง ในหนังสือเหล่านั้น ใช้คำคณะป่าแก้วติดเข้าท้ายชื่อวัดทุกๆแห่ง ดังว่า วัดเขียนคณะป่าแก้ว วัดจะทิงพระคณะป่าแก้ว ดังนี้เป็นต้น ต้องกันกับชื่อวัดที่เห็นในหนังสือพงศาวดารเหนือ ที่เรียกวัดทางเมืองสุโขทัยวัด ๑ ว่า วัดไตรภูมิ(คณะ)ป่าแก้ว ข้าพเจ้านึกว่า วัดป่าแก้วในกรุงเก่าบางทีจะมีชื่ออื่น และเรียกคำว่าป่าแก้วเข้าข้างท้าย อย่างเมืองสุโขทัยและเมืองนครศรีธรรมราช

วัดในกรุงเก่าที่เป็นพระอารามหลวงใหญ่โตมีอยู่วัด ๑ ซึ่งเดี๋ยวนี้เรียกกันว่า วัดใหญ่ ครั้งกรุงเก่าเรียกว่า วัดเจ้าพญาไทย วัดนี้ไม่มีชื่อในทำเนียบสมณศักดิ์ครั้งกรุงเก่า ในทำเนียบนั้นว่าสมเด็จพระวันรัตนอยู่วัดป่าแก้ว เมื่อวัดป่าแก้วหาไม่พบ ข้าพเจ้าจึงคิดว่าจะเป็นวัดเจ้าพญาไทย คือ วัดใหญ่นี้เอง เพราะคำว่า "เจ้าไทย" เป็นศัพท์เก่า แปลว่า พระ ใช้ในหนังสือไตรภูมิพระร่วงและหนังสือสวดมาลัยมีอยู่เป็นพยาน ถ้าเจ้าไทยแปลว่าพระ เจ้าพญาไทยก็แปลว่า สังฆราช วัดเจ้าพญาไทยแปลว่าเป็นที่อยู่ของสังฆราช ทำเนียบสมณศักดิ์ครั้งกรุงเก่าว่าพระสังฆราชมี ๒ องค์ คือ สมเด็จพระอริยวงศ์อยู่วัดมหาธาตุ วัดมหาธาตุยังปรากฏอยู่ สมเด็จพระวันรัตนเป็นสังฆราชอีกองค์ ๑ ว่าอยู่วัดป่าแก้ว เมื่อวัดสังฆราชยังมีชื่ออีกวัด ๑ คือ วัดเจ้าพญาไทย ก็เห็นว่าคือวัดเจ้าพญาไทยนี้เองเป็นวัดที่สมเด็จพระวันรัตนอยู่ จะเรียกกันว่าวัดสังฆราชคระป่าแก้ว เมื่อเรียกให้สั้งลงจึงคงแต่คำว่า วัดป่าแก้ว เป็นชื่อหนึ่งของวัดเจ้าพญาไทย

ความคิดเห็นของข้าพเจ้าข้อนี้ เมื่อมาอ่านตรวจหนังสือพระราชพงศาวดารฉบัพระราชหัตถเลขานี้โดยถ้วนถี่ ได้ความว่ากรมหลวงวงศาธิราชสนิท ท่านทรงคิดเห็นและลงยุติเสียแล้วแต่ในรัชกาลที่ ๔ ด้วยความตอนรบพม่าเมื่อแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าสุริยามริมทร์มีแห่ง ๑ ในพระราชพงศาวดารฉบับพิมพ์ ๒ เล่มว่า พระยากำแพงเพชร (คือพระเจ้ากรุงธนบุรี) กับพระยาเพชรบุรียกกองทัพออกไปตั้งที่วัดใหญ่ (เจ้าพญาไทย) ครั้นมาถึงฉบับพระราชหัตถเลขา กรมหลวงวงศาธิราชสนิทท่านทรงแก้ว่าออกไปตั้งที่วัดป่าแก้ว ดังนี้ จึงควรยุติได้ว่า ที่ในพงศาวดารว่า สมเด็จพระวันรัตนอยู่วัดป่าแก้วนั้น คือ อยู่วัดเจ้าพญาไทย ที่เรียกทุกวันนี้ว่าวัดใหญ่ มีพระเจดีย์สูงอยู่ริมทางรถไฟข้างตะวันออก เมื่อก่อนจะเข้ากรุงเก่านั้นเอง

นำมาฝากเรื่องวัดป่าแก้วเพื่อให้ท่านผู้อ่านที่น่ารักได้รับข้อมูลรอบด้านค่ะ อ่านไว้ใช้ประกอบการพิจารณาองค์ประกอบอื่นๆในความเป็นวัดป่าแก้วได้ค่ะ

ทางสายธาตุ
04-08-2009, 06:55 AM
เจ้าแม่วัดดุสิตได้รับการแต่งตั้งเป็นพระนมเอก ดำรงพระอิศริยยศ "กรมพระเทพามาตย์" แก่สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อสิ้นแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชไปแล้ว ทั้งพระเพทราชา และขุนหลวงสรศักดิ์(สมเด็จพระพุทธเจ้าเสือ) ต่างนับถือเจ้าแม่วัดดุสิตเหมือนพระราชชนนี เพราะว่าได้กินนมร่วมกับพระยาโกษา (เหล็ก) และพระยาโกษาธิบดี (ปาน) บุตรของเจ้าแม่วัดดุสิต ดังที่ปรากฏในบทความของจุลดา ภักดีภูมินทร์ เรื่อง "พระบัณฑูรใหญ่ - พระบัณฑูรน้อย" เมื่อครั้งแผ่นดินพระพุทธเจ้าเสือ ที่เจ้าแม่วัดดุสิตขอพระราชทานอภัยโทษแก่ราชบุตรทั้งสองของพระพุทธเจ้าเสือ ซึ่งเจ้าแม่วัดดุสิตมีฐานะเสมือนย่าของราชบุตรทั้งสอง คือ พระบัณฑูรใหญ่ (ต่อมาก็คือสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ) และพระบัณฑูรน้อย (เจ้าฟ้าอุทุมพร หรือขุนหลวงหาวัด) ที่ถูกพระราชบิดาสั่งเฆี่ยนวันละ 60 ทีเนื่องจากอุบัติเหตุล้อมช้างป่า ซึ่งทำให้ช้างทรงของพระพุทธเจ้าเสือติดหล่ม และทำให้พระพุทธเจ้าเสือเข้าพระทัยว่าเจ้าฟ้าทั้งสองจะทำปิตุฆาตเพื่อแย่งราชสมบัติ ดังนี้


ขอนำเรื่องตรงส่วนนี้มาลงเพิ่มเติม เดี๋ยวท่านผู้อ่านจะงงได้
เจ้าแม่วัดดุสิต ขัตติยะนารีผู้เป็นมารดาของเจ้าพระยาโกษาเหล็กและเจ้าพระยาโกษาปานนั้น ท่านมีชีวิตยืนยาวจนถึงแผ่นดินสมเด็จพระเพทราชา งานพระราชพิธีศพของเจ้าแม่วัดดุสิตองค์นี้ สมเด็นพระเพทราชาเป็นผู้พระราชทานจัดงานให้

ส่วนเจ้าแม่วัดดุสิตที่อยู่จนแผ่นดินพระเจ้าเสือนั้น เดิมเป็นพระอัครมเหสีของพระเพทราชา เมื่อพระเพทราชาปราบดาภิเษกขึ้นเสวยราชย์นั้น ได้สถาปนาพระขนิษฐาของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นพระมเหสีฝ่ายขวา พระธิดาของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นพระมเหสีฝ่ายซ้าย พระอัครมเหสีเดิมสถาปนาเป็นพระมเหสีกลาง และพระมเหสีกลางพระองค์นี้ได้ใช้พระตำหนักเดิมของเจ้าแม่วัดดุสิตองค์แรกเป็นตำหนักของท่าน จึงเรียกพระมเหสีกลางของพระเพทราชาว่า เจ้าแม่วัดดุสิต เช่นกันแต่ท่านเป็นองค์ที่สอง นักประวัติศาสตร์บางท่านยังสับสนเรื่องนี้กันอยู่

อยากให้ท่านผู้อ่านได้รับสาระประโยชน์อย่างเต็มที่ค่ะ พอมีเวลาก่อนออกไปธุระ ทางสายธาตุจึงรีบเขียนอธิบายค่ะ เดี๋ยวจะลืมเสียก่อนแล้วจะไม่ได้กลับมากล่าวถึงอีก.....ทางสายธาตุ

ไก่เหลืองหางขาว
04-08-2009, 08:15 AM
2) สันนิษฐานว่า เจ้าแม่วัดดุสิตเป็นราชธิดาของขุนพิเรนทรเทพ หรือพระมหาธรรมราชา

อืม ช่วงเวลาจะไม่ห่างกับสมัยพระนารายณ์ไปหน่อยเหรอครับ แค่สงสัยนะครับ ผมก้อคนไม่แม่นประวัติศาสตร์

จงรักภักดี
04-08-2009, 01:59 PM
พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา
พระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

เรื่องวัดป่าแก้ว


ในหนังสือพระราชพงศาวดาร ว่าสมเด็จพระวันรัตนวัดป่าแก้วถวายพระพรขอพระราชทานโทษข้าราชการไว้ได้ ควรจะอธิบายเรื่องวัดป่าแก้วตรงนี้สักหน่อย ในคำอธิบายของข้าพเจ้าในตอนแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ กล่าวถึงเรื่องนิกายพระสงฆ์ที่เข้ามาสู่ประเทศนี้<SUP>(๑)</SUP> มีเนื้อความปรากฏถึงเรื่องนิกายพระสงฆ์ซึ่งเรียกว่า คณะป่าแก้ว เพราะเหตุที่ไปแปลงมาในสำนักพระวันรัตนมหาเถรในเมืองลังกา จึงเอานามวันรัตนนั้น มาแปลงเป็นภาษาไทย เรียกชื่อนิกายสงฆ์ว่าคณะป่าแก้ว พระราชาคณะที่เป็นสังฆนายกของนิกายป่าแก้วหรือที่เรียกว่าคณะใต้ จึงมีราชทินนามในสมณศักดิ์ว่า สมเด็จพระวันรัตน แต่ที่อยู่วัดป่าแก้วนั้น ทำให้เข้าใจผิดอยู่ แม้ในหนังสือพระราชพงศาวดารว่า สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ทรงสร้างวัดป่าแก้ว ที่จริงวัดนั้นเป็นวัดแก้วฟ้า วัดที่ชื่อวัดป่าแก้วไม่มีในกรุงศรีอยุธยา ปรากฏว่าได้ค้นหาวัดป่าแก้วกันมาแต่ในรัชกาลที่ ๔ จนเมื่อพระยาโบราณราชธานินทร์เป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่า ก็ได้ค้นหาวัดป่าแก้วอีก ได้เคยพาข้าพเจ้าไปบุกรุกช่วยหาหลายหนก็ไม่พบ เรื่องวัดป่าแก้วในกรุงเก่าเป็นข้อฉงนสนเท่ห์อยู่มาก

ความคิดพึ่งมาปรากฏแก่ข้าพเจ้าเมื่อไปเห็นหนังสือเก่าๆ ที่เมืองนครศรีธรรมราชและเมืองพัทลุง ในหนังสือเหล่านั้น ใช้คำคณะป่าแก้วติดเข้าท้ายชื่อวัดทุกๆแห่ง ดังว่า วัดเขียนคณะป่าแก้ว วัดจะทิงพระคณะป่าแก้ว ดังนี้เป็นต้น ต้องกันกับชื่อวัดที่เห็นในหนังสือพงศาวดารเหนือ ที่เรียกวัดทางเมืองสุโขทัยวัด ๑ ว่า วัดไตรภูมิ(คณะ)ป่าแก้ว ข้าพเจ้านึกว่า วัดป่าแก้วในกรุงเก่าบางทีจะมีชื่ออื่น และเรียกคำว่าป่าแก้วเข้าข้างท้าย อย่างเมืองสุโขทัยและเมืองนครศรีธรรมราช

วัดในกรุงเก่าที่เป็นพระอารามหลวงใหญ่โตมีอยู่วัด ๑ ซึ่งเดี๋ยวนี้เรียกกันว่า วัดใหญ่ ครั้งกรุงเก่าเรียกว่า วัดเจ้าพญาไทย วัดนี้ไม่มีชื่อในทำเนียบสมณศักดิ์ครั้งกรุงเก่า ในทำเนียบนั้นว่าสมเด็จพระวันรัตนอยู่วัดป่าแก้ว เมื่อวัดป่าแก้วหาไม่พบ ข้าพเจ้าจึงคิดว่าจะเป็นวัดเจ้าพญาไทย คือ วัดใหญ่นี้เอง เพราะคำว่า "เจ้าไทย" เป็นศัพท์เก่า แปลว่า พระ ใช้ในหนังสือไตรภูมิพระร่วงและหนังสือสวดมาลัยมีอยู่เป็นพยาน ถ้าเจ้าไทยแปลว่าพระ เจ้าพญาไทยก็แปลว่า สังฆราช วัดเจ้าพญาไทยแปลว่าเป็นที่อยู่ของสังฆราช ทำเนียบสมณศักดิ์ครั้งกรุงเก่าว่าพระสังฆราชมี ๒ องค์ คือ สมเด็จพระอริยวงศ์อยู่วัดมหาธาตุ วัดมหาธาตุยังปรากฏอยู่ สมเด็จพระวันรัตนเป็นสังฆราชอีกองค์ ๑ ว่าอยู่วัดป่าแก้ว เมื่อวัดสังฆราชยังมีชื่ออีกวัด ๑ คือ วัดเจ้าพญาไทย ก็เห็นว่าคือวัดเจ้าพญาไทยนี้เองเป็นวัดที่สมเด็จพระวันรัตนอยู่ จะเรียกกันว่าวัดสังฆราชคระป่าแก้ว เมื่อเรียกให้สั้งลงจึงคงแต่คำว่า วัดป่าแก้ว เป็นชื่อหนึ่งของวัดเจ้าพญาไทย

ความคิดเห็นของข้าพเจ้าข้อนี้ เมื่อมาอ่านตรวจหนังสือพระราชพงศาวดารฉบัพระราชหัตถเลขานี้โดยถ้วนถี่ ได้ความว่ากรมหลวงวงศาธิราชสนิท ท่านทรงคิดเห็นและลงยุติเสียแล้วแต่ในรัชกาลที่ ๔ ด้วยความตอนรบพม่าเมื่อแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าสุริยามริมทร์มีแห่ง ๑ ในพระราชพงศาวดารฉบับพิมพ์ ๒ เล่มว่า พระยากำแพงเพชร (คือพระเจ้ากรุงธนบุรี) กับพระยาเพชรบุรียกกองทัพออกไปตั้งที่วัดใหญ่ (เจ้าพญาไทย) ครั้นมาถึงฉบับพระราชหัตถเลขา กรมหลวงวงศาธิราชสนิทท่านทรงแก้ว่าออกไปตั้งที่วัดป่าแก้ว ดังนี้ จึงควรยุติได้ว่า ที่ในพงศาวดารว่า สมเด็จพระวันรัตนอยู่วัดป่าแก้วนั้น คือ อยู่วัดเจ้าพญาไทย ที่เรียกทุกวันนี้ว่าวัดใหญ่ มีพระเจดีย์สูงอยู่ริมทางรถไฟข้างตะวันออก เมื่อก่อนจะเข้ากรุงเก่านั้นเอง

นำมาฝากเรื่องวัดป่าแก้วเพื่อให้ท่านผู้อ่านที่น่ารักได้รับข้อมูลรอบด้านค่ะ อ่านไว้ใช้ประกอบการพิจารณาองค์ประกอบอื่นๆในความเป็นวัดป่าแก้วได้ค่ะ





กาลสมัยเปลี่ยนแปลง วิทยาศาสตร์และระบบการติดต่อสื่อสารได้เข้ามามีบทบาทต่อประวัติศาสตร์อย่างกว้างขวาง มีการค้นพบหลักฐานต่างๆเพิ่มมากขึ้นจนนำไปสู่สมมติฐาน
ใหม่ๆ กรณีวัดวรเชษฐตามบันทึกประชุมของคณะอนุกรรม
การฯ ได้ระบุหลักฐานเป็นแผนที่หลายฉบับที่สอดคล้อง
กันว่ามีชื่อวัดวรเชษฐปรากฎอยู่ในแผนที่ แม้กระทั่งในฉบับของ วัน วลิต พ.ศ.2182 ส่วนจะเป็นวัดป่าแก้วด้วยหรือไม่นั้น ต้องขออนุญาตยุติไว้เพียงแค่นี้ก่อนครับ

ทางสายธาตุ
04-08-2009, 05:55 PM
ได้รับวัสดุไปรษณีย์แล้วค่ะ สักแปดโมงครึ่ง หลังจากรับแล้วก็ดูชื่อตัวเอง ...ถูกต้อง

เซ็นชื่อด้วยด้ามพลาสติกลงบนหน้าจอ Handheld ของบุรุษไปรษณีย์เสร็จ... เรียบร้อย

พลิกดูชื่อผู้ส่ง โอ้ ตะลุมตุมเพ้ง หลังจากนั้นมือก็ร้อนขึ้น คาดว่าเป็นพลังบารมีของผู้ส่งที่อัดใส่พัสดุมา ... ร้อนฉ่า ^^

คือมันมี Key word อยู่ตัวหนึ่ง ที่ทางสายธาตุสงสัย แต่คิดว่าคงเป็นพ่อลูกกัน ใช้เหมือนกัน แต่รู้ว่าเป็นใคร ... ไม่มีซิกเซ้นต์ และแต่มีเซ้นต์

stay tune... ยังไม่เคยเห็นใครใช้มาก่อน และเคยเห็นหนึ่งครั้งที่หนึ่งเวปไซด์นี้ และครั้งที่สองกระทู้นี้ ... ก็เอ๊ะอยู่

ข้าน้อยขอคาวระท่านผู้เฒ่า หากพูดคุยสิ่งใดอันไม่สมควรไป ขออภัยท่านผู้เฒ่าด้วย

ข้าน้อยอายุเลยหลักสี่ ข้ามวิภาวดี ผ่านแคราย เข้ารัตนาธิเบศธ์แล้ว ... อิอิอิ

เอ๊ะเรียกท่านพี่ดีกว่านะคะ คารวะท่านพี่จงรักภักดี ขออภัยที่มิได้โทรศัพท์ไป ... ขอคารวะ 3 จอก

ด้วยทางสายธาตุนี้เป็นคนระมัดระวังและเก็บตัวสักหน่อย คิดว่าไว้ได้เจอตัวก่อนจึงจะกล้าให้เบอร์โทร ... เป็นผู้หญิงแถวหลัง (เรื่องรับประทาน อยู่หัวแถวค่ะ)

ไปธุระแล้วก็อ่านๆๆ เป็นคนชอบอ่าน อ่านไปเท่าไหร่แล้วรู้ไหมคะ บทที่ 3 หน้าที่ 64 ... มัน พะยะค่ะ

อ่านบันทึกการเดินทางไปดูงานศึกษาฯแล้วด้วยค่ะ อ้าวเลย แผนที่สยาม SIAM IUDIA ข้าน้อยไปเจอในเวปไซด์หนึ่ง ก็เห็นว่าน่าสนใจเอามาลงไว้

ไม่คิดว่าจะเป็นหลักฐานเสริมเรื่องสถานที่ตั้งของวัดวรเชษฐ์ด้วย

⃧?¹Ǒ?ȃջÐ?Ҡ: ??ФÙèǁ?ҹ??Ҡ"?ÐǑ?ԈҊ?ì͂ظ’㹡???ը" (http://school.obec.go.th/watsripracha/library/mapay/map_ay.htm)

http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=659040&stc=1&d=1249385434


แผนที่ Siam Ludia ของ คูร์ตอแลง บาทหลวงชาวฝรั่งเศส ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ไม่รู้ว่าทางสายธาตุจำผิดหรือจำถูก แต่วัดนี้เคยชื่อวัด เจ้าเชษฐ์ หรือไม่

จากแนวถนนโบราณนอกเกาะนี้ เลาะริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ทางสายธาตุว่าน่าจะเป็นที่ตั้งของคลังสินค้าเอกชนหลายแห่งเลยค่ะ

เพราะการขึ้นหรือลงสินค้าจากสำเภาแต่ละลำ ใช้กำลังคนขนทีละห่อ ทีละ ******บห่อ ทีละมัด กว่าจะหมดลำ หรือกว่าจะเต็มลำ ต้องลอยลำชิดฝั่งอยู่อย่างนั้นหลายวัน

เอกชนจึงต้องมีท่าเรือส่วนตัวของตัวเองไว้ค่ะ ในความเห็นของทางสายธาตุนะคะ

และวัดเจ้าเชษฐ์นี้กว้างขวางและร่มรื่นมากด้วยตามสไตล์วัดโบราณที่ปลูกต้นไม้รอบวัด

คิดว่านะคะพอเข้าหน้าเทศกาลงานบุญก็น่าจะมีจัดการละเล่น ละเม็งละคร ลำตัด อะไรเทือกนั้นที่วัดนี้ด้วยค่ะ คนไทยให้ความสำคัญกับงานบุญมากมาแต่ไหนแต่ไร

คนงานที่ใช้แรงงานในโกดังเอกชนแถบๆนั้น เดินไปดูละเม็งละครสบายเลย

ป.ล. แต่แผนที่ SIAM IUDIA อาจไม่เห็นคลังสินค้า



<HR style="COLOR: #ffffff; BACKGROUND-COLOR: #ffffff" SIZE=1>
<!-- google_ad_section_start -->http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/192/7192/images/Ayutthaya/A10_2.jpg


12 ปากคลองขุนละครไชย เป็นชุมชนชาวจีน ทางทิศใต้ของเกาะเมือง ตามคำให้การฉบับหอหลวงกล่าวว่า “......มีหญิงละครโสเภณี ตั้งโรงอยู่ท้ายตลาด “ รับจ้างทำชำเราแก่บุรุษ” ตลาดนี้เป็นตลาดใหญ่ใกล้ทางเรือแลทางบก มีตึกกว้านร้านจีนมาก ขายของจีนมากกว่าของไทย มีศาลเจ้าจีนศาลหนึ่งอยู่ท้ายตลาด.......”


ทางสายธาตุเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าจากแนวถนนโบราณนอกเกาะเลาะแม่น้ำเจ้าพระยาลงมาทางใต้ จะเจอกับปากคลองขุนละครไชย นึกแล้วขำๆ อิอิ...

ทางสายธาตุ
04-08-2009, 06:17 PM
2) สันนิษฐานว่า เจ้าแม่วัดดุสิตเป็นราชธิดาของขุนพิเรนทรเทพ หรือพระมหาธรรมราชา

อืม ช่วงเวลาจะไม่ห่างกับสมัยพระนารายณ์ไปหน่อยเหรอครับ แค่สงสัยนะครับ ผมก้อคนไม่แม่นประวัติศาสตร์

มีความเป็นไปได้ทั้ง 3 สมมติฐานค่ะ

1 สมเด็จพระมหาธรรมราชา สวรรคตปี พ.ศ. 2133 ถ้าหากมีสนมสักองค์ทรงพระครรภ์น่าจะได้พระราชธิดาที่ประสูติในปี พ.ศ. 2134 เป็นช้าสุด รับราชการเป็นพระนมปี พ.ศ. 2175 ปีที่สมเด็จพระนารายณ์ประสูติ พระนมจะมีพระชนม์ 41 ปี

2 หากเป็นพระธิดาในสมเด็จพระเอกาทศรถ ที่สวรรคตในปี พ.ศ. 2153 พระธิดาของพระองค์อาจเป็นพระนมก็ได้ อายุไม่เกิน 22 ปีแต่ต้องมีบุตรมาแล้ว 2 คนด้วย คือมีพระยาโกษาเหล็กและพระยาโกษาปานมาแล้ว

3 เป็นพระธิดาของพระนเรศวร ถ้าหากตามพงศาวดารพม่า พระราชธิดาองค์โตของสมเด็จพระนเรศวรได้อภิเษกสมรสกับพระทุลอง ก็น่าจะนะคะ แค่น่าจะเป็นพระราชธิดาอันเกิดจากพระอัครมเหสีมณีรัตนาด้วย ซึ่งเคยวิเคราะห์ไว้ในหน้ากองเรืองพยุหยาตราในแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรว่า พระราชโอรสประสูติในราวๆ ปี พ.ศ. 2124-2131 พระราชธิดาก็คงจะไม่ห่างจากช่วงนี้มาก ซึ่งเมื่อถึงปี พ.ศ. 2175 ท่านก็สี่สิบกว่า ไม่น่าจะยังมีเกษียรธารา (น้ำนม)

เห็นไหมคะว่ามีความเป็นไปได้ทั้งสามกรณีนะคะ สำหรับกรณีอายุถ้าท่านพระชนม์สูงแล้วเป็นพระนม ก็อาจเป็นได้ที่ต้องการตั้งพระองค์ให้อยู่ในตำแหน่งที่จะช่วยอบรมดูแลพระราชบุตร แต่คนที่ถวายเกษียรธารา ยังมีพระนมโท และพระนมตรี อีกสองคนค่ะ

ตำแหน่งนี้ไม่เล็กนะคะ ในสมัยพระเจ้าปราสาททอง พระนมเอกจะต้องดูแล พระราชโอรสองค์สำคัญๆ ซึ่งเจ้าแม่วัดดุสิตนั้นได้รับพระราชโองการให้ดูแลเด็กคนสำคัญๆถึง 5-6 พระองค์ ถ้าไม่ไว้ใจ ไม่นับถือ รักใคร่กันอย่างญาติแล้ว พระเจ้าแผ่นดินคงไม่วางพระทัยให้ดูแลพระราชบุตรอันจะสืบราชสมบัติต่อจากพระองค์แน่นอน

และที่แปลกอีกอย่าง ท่านเป็นผู้หญิงที่มีบันทึกเรื่องราวไว้ในหน้าพงศาวดาร อันเป็นเนื้อที่ไว้บันทึกเรื่องราวของบุรุษมากกว่า ตำแหน่งพระนมนั้นน่าจะมีในทุกรัชกาล เพื่อช่วยพระมเหสีอุ้มชูพระราชโอรส แต่ในรัชกาลอื่นไม่มีบันทึก มีบันทึกในรัชกาลพระเจ้าปราสาททองเท่านั้น

ท่านต้องไม่ธรรมดา ไม่ธรรมดาแน่นอน...ทางสายธาตุ

ทางสายธาตุ
04-08-2009, 07:01 PM
สามารถพูดได้เลยว่า เอกสารของท่านพี่

มีมุมมองที่เด่นชัดและคมลึก น่าสนใจ จับใจ

ไม่เคยอ่านที่ไหนมาก่อน สนุกมากค่ะ

ยังอ่านไม่จบค่ะ ด้วยลีลาการเขียนของผู้เขียนที่คม

ขออ่านให้จบก่อน ดูว่ามีเนื้อหาใดพอจะแบ่งปันกันหน้าบอร์ดได้บ้างค่ะ

ส่วนบันทึกการเดินทางตรวจฯเล่มเล็ก

ทางสายธาตุเข้าใจแล้วว่าปัญหาเยอะ ซ้อนทับกันหลายเรื่อง

อยากช่วยทางหลวงพ่อสิงห์ทน ท่านสะสาง

แต่ก็ยังไม่รู้ หนูจะไปช่วยราชสีห์ (สิงห์) ได้อย่างไร

หนูยังไม่เห็นวิธีเลยค่ะ อี๊ด อี๊ด

จงรักภักดี
04-08-2009, 07:11 PM
ขออนุโมทนาและขอขอบคุณสำหรับความทรงจำที่ดีๆครับ

สงสัยว่าจะเคยเป็นอุปนิกขิต มาก่อน ไม่สมัยใดก็สมัยหนึ่ง

นะครับ

มีกลอนกระท่อนกระแท่นมาฝากครับ:

แม้นเลือกได้จักย้อนกลับไปเกิด

เป็นมนุษย์สุดเลิศประเสริฐศรี

ได้รับใช้พระทรงธรรม์ทั่วธาตรี

มอบชีพพลีเทิดถวายให้นายเอย

ทางสายธาตุ
04-08-2009, 07:18 PM
แม้นเลือกได้จักย้อนกลับไปเกิด

เป็นมนุษย์สุดเลิศประเสริฐศรี

ได้รับใช้พระทรงธรรม์ทั่วธาตรี

มอบชีพพลีเทิดถวายให้นายเอย<!-- google_ad_section_end -->

จับใจในความจงรักภักดีที่ท่านพี่มีถวายไท้ ทุกพระองค์

พระองค์ท่านทรงห่วงพวกเรา รวมทั้งบ้านเมือง

ซาบซึ้งพระองค์ที่ไม่เคยทอดทิ้งพวกเราให้เคว้งคว้าง

สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงเป็นเทพเจ้าแห่งความรักชาติของคนไทย

ทางสายธาตุคิดว่าท่านทรงดลบันดาลให้คนไทยกลับมารักกัน

สามัคคีกัน สู้เพื่อปกป้องแผ่นดินและพระศาสนาไว้

ไม่เช่นนั้น คนไม่มีเหล่าทหารผู้กล้า ประชาชนหลายๆคน

เกิดระลึกถึงท่านพร้อมๆกันเป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้าน

เหมือนตอนนี้ พระองค์ท่านทรงกรุณาคนไทยมาก

ไม่อาจเอ่ยคำใดมาแทนพระคุณของท่านที่ห่วงใยคนไทย

ด้วยเกล้า ด้วยกระหม่อม

เป็นบุญหนักหนาทีเกิดใต้ร่มพระบารมีแห่งองค์พระมหากษัตริย์ไทย

ขอเดชะ

ทางสายธาตุ

จงรักภักดี
04-08-2009, 07:23 PM
ส่วนบันทึกการเดินทางตรวจฯเล่มเล็ก

ทางสายธาตุเข้าใจแล้วว่าปัญหาเยอะ ซ้อนทับกันหลายเรื่อง

อยากช่วยทางหลวงพ่อสิงห์ทน ท่านสะสาง

แต่ก็ยังไม่รู้ หนูจะไปช่วยราชสีห์ (สิงห์) ได้อย่างไร

หนูยังไม่เห็นวิธีเลยค่ะ อี๊ด อี๊ด


เข้าทางและถูกทาง ตรงเป้าประสงค์จริงๆครับ ผมอ่านแล้วยังไม่สู้จะเข้าใจนัก เข้าใจว่าคนที่สรุปย่อและนำมาพิมพ์แจกจ่าย สั้นเกินไป จนนำมาเล่าให้ฟังต่อไปไม่ได้ เท่า
ที่ได้คุยและรับฟังจากพระภิกษุที่วัดรูปหนึ่งมีเนื้อหาสาระ
มากกว่านี้ครับ แต่คุณสายธาตุก็จับประเด็นได้ถูกต้องนะ
ครับ นับถือครับ ว่างๆต้องนัดกันไปคุยกับพระอาจารย์
สิงห์ทน นี่ก็นัดกันกับคุณชานนคนไทย และผู้ที่เข้าใจ
อุดมการณ์อีกหนึ่งหรือสองคนก็ยังกำหนดวันกันไม่ได้
ถ้าอย่างไรขอเชิญด้วยนะครับ

ทางสายธาตุ
04-08-2009, 07:26 PM
อุปนิขขิต ต้องเป็นคนเก่งใช่ไหมคะ

งั้นไม่ใช่ทางสายธาตุแน่นอนค่ะ

แต่เป็นคนจำได้ บางทีอ่านเรื่องราวใดๆ

อ่านไปอ่านมา เนื้อหาขัดแย้งกันเองเป็นต้น

ก็จะเอานิสัยวิทยาศาสตร์มาใช้แล้ว

ตั้งสมมุติฐานที่ทำให้เกิดข้อมูลขัดแย้ง

ตั้งหลายสมมุติฐานไปเรื่อยๆค่ะ

เอ๋หรืออาจจะเคยเป็นอุปนิขขิตก็ได้นะคะ ใครจะรู้ 555


ไปพบพระอาจารย์หรือคะ ไปคะไป

มีอะไรที่จะช่วยท่านได้ ก็เท่ากับได้ถวายงานสมเด็จพระนเรศวรด้วย

พระองค์ท่านทรงต้องการคนหลายๆคนร่วมมือร่วมใจแน่ๆ

อย่างที่ตั้งข้อสังเกตุไว้ว่าปัจจุบันมีคนไทยระลึกถึงท่านมากเป็นพิเศษเยอะจริงๆ

เดี๋ยวทางสายธาตุส่งเบอร์โทรให้ทาง PM นะคะ

จงรักภักดี
04-08-2009, 07:38 PM
ครูบาเจ้าพรหมจักรได้บำเพ็ญสมณธรรมจนเข้าสู่วัยชราภาพ สังขารของท่านชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา อาการเจ็บไข้ได้ป่วยจึงเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ท่านครูบาเจ้าได้เข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาลนครเชียงใหม่ ก่อนที่ท่านครูบาท่านจะละสังขาร ท่านครูบาได้ตื่นจากจำวัด แต่เช้าปฏิบัติธรรมตามกิจวัตร เมื่อถึงเวลาท่านลุกนั่งสมาธิ สำรวมจิตตั้งมั่นสงบระงับ ครูบาเจ้าพรหมจักรได้ดับขันธ์ (มรณภาพ) ในท่านั่งสมาธิภานา เมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๒๗ เวลา ๐๖.๐๐ น.อายุ ๘๗ ปี ๖๗ พรรษา คณะศิษยานุศิษย์ได้ตั้งศพบำเพ็ญกุศลเป็นเวลา ๓ ปี ได้รับพระราชทานเพลิงศพ วันที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๑ ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จมาพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงครูบาเจ้าพรหมจักรด้วยพระองค์เอง หลังจากพระราชทานเพลิงเสร็จสิ้นแล้วได้เก็บอัฐิ ปรากฏว่าอัฐิของครูบาเจ้าพรหมจักรได้กลายเป็นพระธาตุ มีวรรณะสีต่างๆ หลายสี



-สำหรับบางท่านที่อาจจะยังไม่เคยได้ยินหรือไม่เคยรู้จัก
ท่านครูบาพรหมา พรหมจักโกครับ



ปล.คุณทางสายธาตุครับ อุปนิกขิต ไม่ต้องการคนเก่ง
แต่ต้องใช้คนช่างสังเกตและช่างจดจำ แบบคุณทางสาย
ธาตุเป๊ะเลย

ทางสายธาตุ
04-08-2009, 09:58 PM
ขอเปลี่ยนเรื่องให้สอดคล้องกับความเห็นด้านบน เห็นว่าความเห็นตนเองไม่เหมาะสม ยกไปรวมไว้ข้างบนก็ความเห็นที่สอดคล้องกัน ความเห็นนี้จึงขอยกธรรมที่ชอบมาลงด้วยนะคะ

จะเข้าใจอัตตาก็ต่อเมื่อเข้าใจความจริง ๒ ประการ

จะทำอย่างไร จะปฎิบัติตนอย่างไร ถึงจะเข้าใจว่าไม่มีตัวตน หรือไม่มีอัตตาที่แท้จริง

พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสไว้แล้วว่า ความจริงมีอยู่ ๒ ประการ คือ ๑.จริงโดยสมมติ ๒.จริงแท้ (สมมติสัจจะ และปรมัตถสัจจะ)

คนเราเกิดมาในโลกเหมือนโรงละคร มีบทบาทแสดงตามหน้าที่ หรือตามที่ถูกสมมติให้เป็นตัวละครในชั่วระยะหนึ่งหรือชั่วชีวิตหนึ่ง เรียกว่าจริงโดยสมมติ คือแสดงไปตามกฏแห่งกรรมนั่นเอง

โลกสมมติที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ แสดงถึง ตัวละครในรูปแบบของทิศ ๖ คือมีมารดาบิดา ครูอาจารย์ สามีภรรยา ลูก เพื่อน ที่ปรึกษา และผู้ร่วมงาน คือคนงาน ซึ่งมีภาระผูกพันธ์ต่อกัน ต้องรับผิดชอบต่อภาระที่มีต่อกัน คือต้องตอบแทนบุญคุณซึ่งกันและกัน ซึ่งเรียกว่าเจ้าบุญนายคุณ เจ้ากรรมนายเวร มารดาบิดาเป็นทั้งเจ้าบุญนายคุณ และเจ้ากรรมนายเวร นอกนั้นเป็นแต่เพียงเจ้ากรรมนายเวร เจ้ากรรมนายเวรอีกประการหนึ่งก็คือ คู่แค้นที่ตามจองล้างจองผลาญซึ่งกันและกัน

การที่จะปฎิบัติตนเพื่อเข้าสู่ความจริงแท้ หรือความจริงโดยปรมัตถ์ เพื่อเข้าสู่ประตูพระนิพพาน จะต้องเปลื้องภาระโลกสมมติให้ได้เสียก่อน คือ ต้องตอบแทนบุญคุณมารดาบิดาจนกระทั่งท่านปล่อยวาง หรืออนุญาตเสียก่อน แม้แต่การอุปสมบทเป็นพระ มารดาบิดาจะต้องอนุญาตก่อน แต่เจ้ากรรมนายเวรอื่นๆ คือ สามี ภรรยา ลูก ครูอาจารย์ เพื่อน ที่ปรึกษา ตลอดจนคนทำงานภายใต้ความดูแลรับผิดชอบ ก็ต้องชำระสิ่งที่ติดค้าง เปลื้องภาระเสียก่อน การปฎิบัติธรรมจึงจะราบรื่น ส่วนเจ้ากรรมนายเวรที่เป็นคู่แค้นก็ต้องมีสติคอยระวัง อย่าประมาท สร้างบุญ สร้างบารมีคุ้มครองตัวเอง ก็จะอยู่อย่างมีธรรมคอยคุ้มครองรักษา

วิธีสร้างตนให้มีความสุขแบบโลกิยชน

การที่จะมีชีวิตอยู่อย่างเป็นสุขแบบสมมติในระดับหนึ่ง ก็คือรู้จักทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดตามภาระผูกพันธ์ที่มีต่อกัน มีความขยันหมั่นเพียร รู้จักเก็บหอมรอมริบ คบเพื่อนที่ดี รุ้จักใช้จ่ายทรัพย์ รู้จักจัดการทรัพย์สิน รู้จักประมาณตนไม่ทำอะไรเกินความพอดี

ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า สุขของผู้ยังอยู่ในโลกสมมติ คือสุขอันเกิดจากการมีทรัพย์ สุขเกิดจาการรู้จักใช้จ่ายทรัพย์ให้เป็นประโยชน์ในทางดี สุขเกิดจากการไม่มีหนี้สิน สุขเกิดจากการทำงานหรือการประกอบธุรกิจไม่ผิดกฏหมาย ไม่ผิดศีลธรรม อันจะก่อให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อนให้แก่ชาวโลก

จากหนังสือ พระพุทธเจ้าตรัสสอนอย่างไร จึงช่วยให้ชีวิตมีความสุข
เขียนโดย ดร.พระอาจารย์ สิงห์ทน นราสโภ
หน้า ๘ - ๙

ชอบที่ว่าจริงโดยสมมติ เหมือนเราได้รับบทละครตามแรงกรรมของเราที่สะสมมา เล่นกันเหมือนจริงมาก จิตใจคล้อยตามบทบาทได้สมจริง ร้องไห้ หัวเราะ เศร้าใจ ดีใจ เป็นนักแสดงระดับแนวหน้าคือแสดงได้ดีมาก พอจบชาติหนึ่ง ไปเกิดอีกชาติหนึ่ง ได้รับบทใหม่ ลืมบทที่เคยแสดงเมื่อชาติที่แล้วไปแล้ว เริ่มทำความรู้สึกลึกซึ้งเข้าใจกับบทใหม่ แล้วก็เอาอีกแล้ว ร้องไห้ หัวเราะ เศร้าใจ ดีใจ ได้เหมือนชาติก่อนแต่ในบทบาทใหม่ แล้วก็จบฉากละครอีกชาติหนึ่ง ชาติหน้าก็ได้รับบทใหม่อีกแล้ว เริ่มทำความเข้าใจกับบทละครใหม่อย่างลึกซึ้ง แล้วก็เริ่มมี ร้องไห้ หัวเราะ เศร้าใจ ดีใจ รู้สึกได้สุดๆแม้บทจะไม่ซ้ำเดิมเลย แล้วก็จะได้รับบทใหม่อีก เวียนวน วนเวียน หลายชาติ หลายสิบชาติ หลายกัปป์ หลายอสงไขย พระพุทธเจ้าท่านจึงมีพระคุณสูงมาก ท่านมาชี้ให้เห็นว่า พวกเราวนเวียนเล่นละครชีวิตจริงจังมากี่แสนบทแล้ว เบื่อหรือยัง หากใครเห็นความน่าเบื่อนี้ได้ก่อนแล้วเดินตามพระพุทธองค์ไปสู่แดนนิพพานก่อน สาธุ ท่านรอดจากวนเวียนจริงโดยสมมติของชีวติ เข้าสู่ความจริงแท้

พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ท่านเกิดมาเพื่อโปรดกรุณาสัตว์โลกที่วงเวียนอยู่ในวัฎฎสงสาร ให้ข้ามไปให้ได้โดยเห็นความจริงอันนี้แหละ พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์จึงเป็นมหากุศลยิ่งใหญ่ให้ทุกชีวิตได้ศึกษา ได้ศรัทธา ได้เดินตามพระองค์ไป พระมหากรุณา เมตตาเป็นล้นพ้นต่อเวไนยสัตว์ในวัฎฎสงสารนี้

ข้าพเจ้าขอกราบนอบน้อมต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า ด้วยสำนึกในพระมิ่งมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์

ไก่เหลืองหางขาว
05-08-2009, 08:27 AM
มีความเป็นไปได้ทั้ง 3 สมมติฐานค่ะ

1 สมเด็จพระมหาธรรมราชา สวรรคตปี พ.ศ. 2133 ถ้าหากมีสนมสักองค์ทรงพระครรภ์น่าจะได้พระราชธิดาที่ประสูติในปี พ.ศ. 2134 เป็นช้าสุด รับราชการเป็นพระนมปี พ.ศ. 2175 ปีที่สมเด็จพระนารายณ์ประสูติ พระนมจะมีพระชนม์ 41 ปี

2 หากเป็นพระธิดาในสมเด็จพระเอกาทศรถ ที่สวรรคตในปี พ.ศ. 2153 พระธิดาของพระองค์อาจเป็นพระนมก็ได้ อายุไม่เกิน 22 ปีแต่ต้องมีบุตรมาแล้ว 2 คนด้วย คือมีพระยาโกษาเหล็กและพระยาโกษาปานมาแล้ว

3 เป็นพระธิดาของพระนเรศวร ถ้าหากตามพงศาวดารพม่า พระราชธิดาองค์โตของสมเด็จพระนเรศวรได้อภิเษกสมรสกับพระทุลอง ก็น่าจะนะคะ แค่น่าจะเป็นพระราชธิดาอันเกิดจากพระอัครมเหสีมณีรัตนาด้วย ซึ่งเคยวิเคราะห์ไว้ในหน้ากองเรืองพยุหยาตราในแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรว่า พระราชโอรสประสูติในราวๆ ปี พ.ศ. 2124-2131 พระราชธิดาก็คงจะไม่ห่างจากช่วงนี้มาก ซึ่งเมื่อถึงปี พ.ศ. 2175 ท่านก็สี่สิบกว่า ไม่น่าจะยังมีเกษียรธารา (น้ำนม)

เห็นไหมคะว่ามีความเป็นไปได้ทั้งสามกรณีนะคะ สำหรับกรณีอายุถ้าท่านพระชนม์สูงแล้วเป็นพระนม ก็อาจเป็นได้ที่ต้องการตั้งพระองค์ให้อยู่ในตำแหน่งที่จะช่วยอบรมดูแลพระราชบุตร แต่คนที่ถวายเกษียรธารา ยังมีพระนมโท และพระนมตรี อีกสองคนค่ะ

ตำแหน่งนี้ไม่เล็กนะคะ ในสมัยพระเจ้าปราสาททอง พระนมเอกจะต้องดูแล พระราชโอรสองค์สำคัญๆ ซึ่งเจ้าแม่วัดดุสิตนั้นได้รับพระราชโองการให้ดูแลเด็กคนสำคัญๆถึง 5-6 พระองค์ ถ้าไม่ไว้ใจ ไม่นับถือ รักใคร่กันอย่างญาติแล้ว พระเจ้าแผ่นดินคงไม่วางพระทัยให้ดูแลพระราชบุตรอันจะสืบราชสมบัติต่อจากพระองค์แน่นอน

และที่แปลกอีกอย่าง ท่านเป็นผู้หญิงที่มีบันทึกเรื่องราวไว้ในหน้าพงศาวดาร อันเป็นเนื้อที่ไว้บันทึกเรื่องราวของบุรุษมากกว่า ตำแหน่งพระนมนั้นน่าจะมีในทุกรัชกาล เพื่อช่วยพระมเหสีอุ้มชูพระราชโอรส แต่ในรัชกาลอื่นไม่มีบันทึก มีบันทึกในรัชกาลพระเจ้าปราสาททองเท่านั้น

ท่านต้องไม่ธรรมดา ไม่ธรรมดาแน่นอน...ทางสายธาตุ

ขอบคูณครับ ข้อมูลเยี่ยมมาก

จงรักภักดี
05-08-2009, 08:27 AM
พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ท่านเกิดมาเพื่อโปรดกรุณาสัตว์โลกที่วงเวียนอยู่ในวัฎฎสงสาร ให้ข้ามไปให้ได้โดยเห็นความจริงอันนี้แหละ พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์จึงเป็นมหากุศลยิ่งใหญ่ให้ทุกชีวิตได้ศึกษา ได้ศรัทธา ได้เดินตามพระองค์ไป พระมหากรุณา เมตตาเป็นล้นพ้นต่อเวไนยสัตว์ในวัฎฎสงสารนี้

ข้าพเจ้าขอกราบนอบน้อมต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า ด้วยสำนึกในพระมิ่งมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์


อนุโมทนา สาธุ ครับ คุณทางสายธาตุที่ช่วยหักเลี้ยว
เข้าทางเบี่ยงได้จังหวะพอดี คาดว่าน่าจะเป็นทางลัด
นะครับ เพิ่งไปได้หนังสือมาหนึ่งเล่ม เมื่อวานนี้เอง
มีเนื้อหาในข้อที่ ๑ เป็นคำถามในเชิงที่เป็นการถาม
ลอยๆ ว่า รอไปทำไม แล้วเนื้อหาก็ตรงกันกับที่คุณ
ทางสายธาตุกล่าวถึงพอดี เอ! ได้ไงนะ ก็มีว่า
พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร พอมาถึงแค่นี้ ทุกคนก็ต้อง
นึกตอบในใจแล้วว่าหวานหมู ยังครับหนังสือเล่มนี้
ไม่ต้องการคำตอบในประเด็นนี้ พระสารีบุตร
ท่านกล่าวไว้ว่า "พระพุทธเจ้าทุกพระองค์อาศัยการ
เจริญสติปัฎฐาน ๔ เพื่อตรัสรู้เรื่องเดียวกัน " นั่นคือ
อริยสัจ ๔ ซึ่งเป็นหนทางเดียวที่ทำให้สัตว์ทั้งหลาย
ออกจากทุกข์ทั้งปวงได้ หลายท่านเวลาทำบุญชอบ
อธิษฐานขอให้ตัวเองเกิดในยุคพระศรีอารยเมตไตรย
แต่ในเมื่อพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสรู้เรื่องเดียวกัน
คำสอนของพระสมณโคดม(พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน)
ก็ยังอยู่ แม้จะผ่านมาแล้ว ๒,๕๐๐ ปี มีทั้งปริยัติ
(การเรียนรู้ ) ปฏิบัติ (การฝึกฝน ) และปฏิเวธ (ผล
ของการฝึกฝน ) ใครที่เคยปฏิบัติธรรมก็คงจะได้ยิน
ได้ฟังแล้วว่าเรามี ครูบาอาจารย์ผู้ทรงคุณมากมายที
เดียว ที่ยังมีครบทั้ง ๓ ข้อ

แล้วท่านจะมัวรอยุคพระศรีอารยเมตไตรยไปทำไม

ไก่เหลืองหางขาว
05-08-2009, 08:47 AM
ขออนุโมทนาและขอขอบคุณสำหรับความทรงจำที่ดีๆครับ

สงสัยว่าจะเคยเป็นอุปนิกขิต มาก่อน ไม่สมัยใดก็สมัยหนึ่ง

นะครับ

มีกลอนกระท่อนกระแท่นมาฝากครับ:

แม้นเลือกได้จักย้อนกลับไปเกิด

เป็นมนุษย์สุดเลิศประเสริฐศรี

ได้รับใช้พระทรงธรรม์ทั่วธาตรี

มอบชีพพลีเทิดถวายให้นายเอย

สาธุครับ

ทางสายธาตุ
05-08-2009, 07:18 PM
อนุโมทนา สาธุ ครับ คุณทางสายธาตุที่ช่วยหักเลี้ยว
เข้าทางเบี่ยงได้จังหวะพอดี คาดว่าน่าจะเป็นทางลัด
นะครับ เพิ่งไปได้หนังสือมาหนึ่งเล่ม เมื่อวานนี้เอง
มีเนื้อหาในข้อที่ ๑ เป็นคำถามในเชิงที่เป็นการถาม
ลอยๆ ว่า รอไปทำไม แล้วเนื้อหาก็ตรงกันกับที่คุณ
ทางสายธาตุกล่าวถึงพอดี เอ! ได้ไงนะ ก็มีว่า
พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร พอมาถึงแค่นี้ ทุกคนก็ต้อง
นึกตอบในใจแล้วว่าหวานหมู ยังครับหนังสือเล่มนี้
ไม่ต้องการคำตอบในประเด็นนี้ พระสารีบุตร
ท่านกล่าวไว้ว่า "พระพุทธเจ้าทุกพระองค์อาศัยการ
เจริญสติปัฎฐาน ๔ เพื่อตรัสรู้เรื่องเดียวกัน " นั่นคือ
อริยสัจ ๔ ซึ่งเป็นหนทางเดียวที่ทำให้สัตว์ทั้งหลาย
ออกจากทุกข์ทั้งปวงได้ หลายท่านเวลาทำบุญชอบ
อธิษฐานขอให้ตัวเองเกิดในยุคพระศรีอารยเมตไตรย
แต่ในเมื่อพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสรู้เรื่องเดียวกัน
คำสอนของพระสมณโคดม(พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน)
ก็ยังอยู่ แม้จะผ่านมาแล้ว ๒,๕๐๐ ปี มีทั้งปริยัติ
(การเรียนรู้ ) ปฏิบัติ (การฝึกฝน ) และปฏิเวธ (ผล
ของการฝึกฝน ) ใครที่เคยปฏิบัติธรรมก็คงจะได้ยิน
ได้ฟังแล้วว่าเรามี ครูบาอาจารย์ผู้ทรงคุณมากมายที
เดียว ที่ยังมีครบทั้ง ๓ ข้อ

แล้วท่านจะมัวรอยุคพระศรีอารยเมตไตรยไปทำไม

ค่ะ ทุกอย่างเป็นเพียงอนัตตา อาจจะอย่างนี้ก็ได้ค่ะ

ที่ว่าบางคนอธิษฐานขอเจอพระศรีอาริยเมตไตย เพราะว่ารู้ตัวเองว่า

กำลังกุศลก็ยังไม่พอ กำลังปฎิบัติก็ยังน้อย ไม่คิดว่า
ตัวของตัวเองจะก้าวพ้นสู่นิพพานได้ในพุทธกัลปป์นี้ง

รอเจอพระศรีอารย์ที่เขาว่าจะมีแต่คนดีมาเกิด รักษาศีลก็ง่าย
สังคมก็น่าอยู่ อายุก็ยืน บ้านเมืองก็สวยงาม ปกครองกันด้วยศีล

จึงพากันไปรอพระศรีอารย์มังคะ จะได้ง่ายหน่อย คือคิดแบบถ่อมตัวหน่ะค่ะ
ว่ายุคนี้คงไม่สามารถเข้าสู่นิพพาน รอพระศรีอารย์มาโปรดก็น่าจะสบายดี ^^

อ่านหนังสือลัทธิชาตินิยมที่เขียนโดยคุณเอื้อ บุษปะเกศ หงสกุล
วันที่ 24 มิถุนายน 2519 แล้วค่ะสำหรับ 2 บทแรกอันได้แก่

บทที่ 1 ปฐมเหตุแห่งชาตินิยมของคนไทย

บทที่ 2 นิเทศลักษณะของลัทธิชาตินิยม

ถ้านำมาลงคงจะไม่ค่อยได้เพราะผู้เขียนใช้คำที่ตรงไปตรงมามากค่ะในการ

วิจารณ์สถานการณ์และบุคคลในยุคนั้น ถ้านำมาลงแล้วจะทำให้กระทู้ถูกปิด

และดาวที่ติดอยู่ที่หางหนู (หางล็อคอินทางสายธาตุ) จะกลายเป็นดวงอาทิตย์
แผดเผาล็อคอินทางสายธาตุให้มลายหายไปในพริบตาได้ ... ภาษายี่เก

แต่พออ่านการพระราชสงครามในสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเจ้าแล้ว สนุกมากค่ะ

ผู้เขียนเขียนได้อย่างกับเป็นทหารไปร่วมรบด้วยในครั้งนั้น ซึ่งเรื่องการสงครามนี้มีทั้งหมด 60 หน้า

ตั้งใจจะเอามาลงให้หมดค่ะ เพราะอ่านดูแล้ว ไม่มีอะไรเสียหาย ไม่มีการก้าวล่วง ภาษากระชับสักหน่อยเท่านั้น

ที่ว่าภาษากระชับเพราะผู้เขียนออกตัวไว้ว่า

ข้อที่ข้าพเจ้าต้องออกตัวและขออภัยก็คือ เรื่องราชาศัพย์และภาษาที่ใช้ ข้าพเจ้าไม่ค่อยถือตามแบบ คือใช้ราชาศัพท์น้อยเพื่อประหยัดเนื้อที่และเวลาอ่าน ภาษาที่ใช้ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นหนังสือทางวิชาการแล้ว จะต้องเคร่งครัดเป็นภาษาหนังสือ คือบางครั้งข้าพเจ้าก็เขียนภาษาตลกๆเข้าไป ซึ่งมีทั้งประชดเสียดสีและขำขัน จึงขออภัยด้วย

ข้าพเจ้าหวังว่าท่านผู้อ่านจะได้ทั้งความรู้ ข้อคิดและความบันเทิงจากหนังสือนี้


เอื้อ บุษปะเกศ หงสกุล
24 มิถุนายน 2519

ทางสายธาตุอ่านแล้ว อยากจะขนานพระนามพระนเรศวรว่า ท่านเป็นเทพเจ้านักรบ มากเลย
และสมคำเล่าลือที่ใครต่อใครพากันเรียกกองทัพของพระองค์ว่า กองทัพเทวดา
คือโดนฟันกันเป็นร้อยแผลก็ยังยืนหยัดสู้จนหยดสุดท้าย ตายไม่ว่าขอฆ่าพม่าให้ได้มากที่สุดก่อน

เริ่มวันนี้ด้วยศาลสมเด็จพระนเรศวรที่ อำเภอแม่สรวย และประกาศบวงสรวง
สังเวยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย
วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2512 การครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและ
สมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปในการพระราชพิธี
บวงสรวงสังเวยเป็นราชพลีและบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายค่ะ

ทางสายธาตุ
05-08-2009, 07:25 PM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top>ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

</TD></TR><TR><TD vAlign=top></TD></TR><TR><TD vAlign=top height=137>ตั้งอยู่บนทางหลวงสายเชียงราย – เชียงใหม่ กิโลเมตรที่ 129 – 130 ห่างจากเชียงราย 52 กิโลเมตร เนื้อที่ 69 ไร่ สันนิษฐานว่า เมื่อปีมะโรง พ.ศ.2147 วันพฤหัสบดี เดือนยี่ แรม 6 ค่ำ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช กับสมเด็จพระเอกาทศรศ เสด็จยกกองทัพออกจากกรุงศรีอยุธยา จะไปตีเมืองอังวะ แล้วได้เสด็จตั้งค่ายพักบริเวณที่ตั้งศาลฯ ปัจจุบัน และจากข้อสันนิษฐานตามประวัติศาสตร์ดังกล่าว เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จประกอบพิธีบวงสรวงดวงพระวิญญาณสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ ที่ตั้งศาลฯ ปัจจุบัน ในบริเวณด้านหน้าทางเข้าศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทางอำเภอแม่สรวยได้จัดตั้ง “ลานค้าอำเภอแม่สรวย” เพื่อเป็นลานค้า ลานวัฒนธรรมของชาวอำเภอแม่สรวย เป็นศูนย์รวมสินค้าหัตถกรรม วัฒนธรรมพื้นบ้านและชาวเขา เป็นศูนย์สินค้าการเกษตรของดีอำเภอแม่สรวย เป็นศูนย์ข้อมูลการท่องเที่ยวพร้อมอาหาร เครื่องดื่ม สำหรับต้อนรับนักท่องเที่ยวได้แวะสักการะศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แวะชม และซื้อสินค้าของฝาก ของที่ระลึกตามซุ้ม ต่าง ๆ</TD></TR><TR><TD vAlign=top height=137><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD></TD><TD></TD></TR><TR><TD>http://maesuai.chiangrai.doae.go.th/Pictures_kaset/m1.jpg</TD><TD>http://maesuai.chiangrai.doae.go.th/Pictures_kaset/m2.jpg</TD></TR><TR><TD></TD><TD></TD></TR><TR><TD>http://maesuai.chiangrai.doae.go.th/Pictures_kaset/m3.jpg</TD><TD>http://maesuai.chiangrai.doae.go.th/Pictures_kaset/m4.jpg</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>

ทางสายธาตุ
05-08-2009, 07:37 PM
http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=659717&stc=1&d=1249479369

สำเนา
ประกาศบวงสรวงสังเวย
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ณ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย
วันที่ 25 มกราคม พุทธศักราช 2512
<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" /><o:p> </o:p>
สรวมชีพข้าพระยุคลบาท รับพระบรมราชโองการเหนือเกล้าในพระบาทเจ้าจอมธาณินทร์ สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ให้ขานพจนประกาศิตแก่เทพยดาข้าทูลละอองธุลีพระบาทประชาราษฎรไทยทั่วหน้า บรรดาที่มาร่วมประชุมในพิธีได้ทราบสารคดีบรรหาร
<o:p> </o:p>
การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชอุตสาหะเสด็จพระราชดำเนินมาถึงอำเภอแม่สรวยนี้ ก็ด้วยมีข้อสันนิษฐาน ถึงเหตุการณ์ในอดีตสมัย เมื่อครั้งไทยยกไปชิงเมืองอังวะ พระพุทธศักราช สองพันร้อยสี่สิบเจ็ด สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จกรีธาทัพ พร้อมกับสมเด็จพระอนุชาธิราช ยกพยุหยาตรามาทางเมืองกำแพงเพชรแล้วเสด็จขึ้นมา จนถึงเมืองเชียงใหม่ พักพยุหทัพชัยอยู่ ษ เมืองนั้นเดือนหนึ่ง จึงสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า โปรดเกล้าให้จัดทัพหลวงเป็นสองทัพ สรรพด้วยช้างม้ารี้พลยกจากเชียงใหม่ขึ้นไปตีอังวะ ให้สมเด็จพระเอกาทศรถยกไปทางเมืองฝางทางหนึ่ง ส่วนทัพหลวงซึ่งทรงยกไปนั้นไปทางเมืองห้างหลวงคงจะได้เดินทวยหาญทั้งปวงผ่านเวียงป่าเป้าและแม่สรวยนี้โดยลำดับขึ้นมา
<o:p> </o:p>
วาระนี้เป็นวันที่ระลึกถึงสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าได้เคยโปรดเกล้าให้บวงสรวง ถวายราชสักการะมาแล้วแต่หลัง จึงได้เสด็จพระราชดำเนินมายังสถานที่นี้ ณ ตำบลที่อยู่ในเส้นทางเดินทัพหลวงโดยสันนิษฐาน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งการพระราชพิธี บวงสรวงสังเวยเป็นราชพลีและทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายให้ประกาศพระบรมราชโองการ แก่ผู้มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาททั้งหลายให้ทราบทั่วหน้าว่าพระมหาราชเจ้าทรงเป็นวีรกษัตริย์ของชาติไทยได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจยิ่งใหญ่ด้วยความกล้าหาญและเสียสละด้วยมีพระราชปณิธานแน่วแน่ที่จะรวบรวมไทยให้เป็นปึกแผ่นมั่นคงดำรงอิสรภาพ ถึงจะต้องทรงทำศึกสงครามปราบปรามยุคเข็ญเป็นการหนักเพียงใดก็มิได้ย่นย่อ หวังพระราชหฤทัยแต่จะก่อกำลังสร้างชาติไทยทั้งเอกราชอธิปไตยอันสมบูรณ์ เพิ่มพูนเกียรติประวัติสถาพร
<o:p> </o:p>
ควรที่ประชานิกรผู้ร่วมชาติไทยจักได้จดจำรำลึกถึงบรรพชนผู้มีใจมั่นในชาติแนบแน่นหวงแหนแผ่นไผท ทั้งมีใจทะนงในศักดิ์ในชาติสามารถสละแม้เลือดเนื้อเพื่อบูชาความเป็นไทย บูชาคุณให้พระนเรศวรและมวลบูรพชนไทยผู้ได้เสียสละแต่โบราณเพื่อให้ลูกหลานสวัสดี มีอิสรภาพรุ่งโรจน์
<o:p> </o:p>
อนึ่งโสดขอพระราชทาน ตั้งสัตยาธิษฐานขออำนาจพระราชกฤดาภินิหารพระนเรศวร และเทเวศทุกทิพยวิมานจงอภิบาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระขัตติยราชโอรสธิดาและพระประยุรญาติทุกพระองค์ทรงพระเกษมสวัสดิ์นิรันดร ขอเทพยนิการจงอภิบาล ให้ข้าราชการทุกตำแหน่งทั่วราชอาณาจักรมีความซื่อตรงจงรักในหน้าที่ มีความสุจริตพร้อมด้วยกายใจวจีทุกถ้วนหน้ารักประโยชน์ของปวงประชาดุจประโยชน์ตน ขอให้เจริญสุขเจริญชนม์ทุกสถาน ขอองค์พระโบราณมหาราชจงปกป้อง คุ้มครองเหล่าทหารของชาติให้แคล้วคลาดจากสรรพภัย มีพลานามัยเข้มแข็งเรี่ยวแรงรบประสบแต่ความมีชัยดุจทหารสมัยพระมหาราช เชิดเกียรติชาติและพระปรมาภิไธย แห่งภูวไนยเจ้าหล้า ให้อยู่คู่ฟ้าคู่ตะวัน อย่ารู้พลันเสื่อมสูญ ขอประชาชนไทยทั้งมูลจงมีความสุข ปราศจากทุกข์ ปราศจากภัยมีน้ำใจอาจหาญ ทำการงานทุกหน้าที่ให้มีแต่ผลเลิศเกิดประโยชน์แก่ตนและชาติ ขอพระนเรศวรมหาราชจงทรงพระเมตตาบันดาลดลใจประชาให้ตั้งอยู่ในสามัคคีอย่ามีแบ่งแยก อย่าให้แตกใจกัน อย่าให้มีวันขุ่นข้อง ขอให้ไทยป้องปกไทย ตลอดไป ชั่วกัลป์ปา ให้ไทยอยู่คู่ดินฟ้า จงประสิทธิ์ดั่งข้าบาทพร้องทุกประการ นี้เทอญ.<o:p></o:p>

จงรักภักดี
05-08-2009, 07:47 PM
อนุโมทนาครับ ไหว้ครูได้สวย โดนใจมากเลยครับ

ทางสายธาตุ
05-08-2009, 07:49 PM
http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=659718&stc=1&d=1249479738

กลอนที่เกี่ยวกับดอกจำปี
หน้าอนุสาวรีย์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
อ. แม่สรวย จ.เชียงราย

จำเอ๋ย จำปี.................. จำพี่ได้ไหม
จำพรากจากไกล............ ผ่านไปเดือนปี
จำจดจดจำ.................. เคยพร่ำพาที
จำปามาหนี.................. จำปีมาหน่าย
จำเจ็บเจ็บจำ................ ชอกช้ำใจกาย
จำปีเคยหมาย............... หายหน้าหม่นหมอง
หากเกิดชาติหน้า............ ข้าขอจับจอง
ขอเป็นเจ้าของ.............. จำปีสีนวล..

ป.ล. ภาพที่ประกอบใช่หรือเปล่าก็ไม่รู้ค่ะ เด็กเทพก็แบบนี้แหละ ไม่รู้เรื่องต้นไม้ (อ้างๆ) เด็กเทพแปลว่า เด็กกรุงเทพค่ะท่านพี่

จงรักภักดี
05-08-2009, 08:02 PM
สถานที่ตั้งและภูมิทัศน์ของศาลฯที่แม่สรวยแห่งนี้งดงามมากทีเดียวนะครับ

ต้นจำปีคงจะเป็นต้นใหญ่ที่เห็นในรูป เพราะเป็นไม้ใหญ่
ครับ

ทางสายธาตุ
05-08-2009, 08:08 PM
หนังสือ : ลัทธิชาตินิยมกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เทพเจ้าแห่งความรักชาติของคนไทย
ผู้เขียน : เอื้อ บุษปะเกศ หงสกุล
เนื้อหา : บทที่ 3 ผลงานของลัทธิชาตินิยมที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงนำมาใช้ ..หน้า 42

เหตุการณ์ก่อนเริ่มงาน

เมื่อตีกรุงศรีอยุธยาได้แล้ว บุเรงนองก็นำทัพหนีน้ำท่วมไปอาศัยอยู่ในกรุงตลอดฤดูฝน ใช้เวลานั้นเก็บเกี่ยวผลของชัยชนะจัดการทุกอย่างที่จะไม่ให้เมืองไทย หลุดพ้นจากอำนาจของพม่าได้แต่งตั้งให้พระมหาธรราราชาปกครองเมืองไทย โดยให้มีพลเมืองอยู่ในกรุงศรีอยุธยาเพียงหมื่นเศษ นอกนั้นกวาดต้อนเอาไปอยู่ในกรุงหงสาวดีหมด ให้เจ้าเมืองพรหมคุมทหารสามพันควบคุมกรุงศรีอยุธยาไว้ส่วนเมืองใหญ่ๆทางฝ่ายเหนือของไทยคือ พิษณุโลก สุโขทัย กำแพงเพชร กับเมืองเล็กเมืองน้อย ก็แบ่งทหารพม่าไปควบคุมไว้ทุกเมือง ซึ่งดูอย่างผิวเผินแล้วเมืองไทยไม่มีทางจะกู้ชาติให้เป็นเอกราชได้เลย แต่สมเด็จพระนเรศวรกู้ชาติได้ ท่านมีวิธีการอย่างไรจะได้บรรยายต่อไปในบทนี้
<O:p</O:p
ข้อแรกที่พม่าทำผิดพลาด ก็เกิดจากตัวบุเรงนองนั่นเอง คือ บุเรงนองเป็นคนมีนิสัยเจ้าชู้มีเมียมาก ไม่มีอิ่มในความรัก บุเรงนองได้ชื่อว่าเป็นผู้ชนะสิบทิศ สร้างอาณาจักรให้พม่ากว้างใหญ่ไพศาลแต่ก็ได้ทำลายอาณาจักรที่สร้างขึ้นนั้นด้วยมือของตนเอง เพราะความผิดพลาดในก้าวแรกของบุเรงนองเอง ความผิดนั้นก็คือเมื่อพระมหาธรรมราชาเห็นบุเรงนองมองดูพระสุวรรณเทวี ราชธิดาของพระองค์ด้วยสายตาที่แสดงความพึงพอใจ พระมหาธรรมราชาก็ฉวยโอกาสถวายพระสุวรรณเทวีให้เป็นมเหสีของบุเรงนองและขอรับเอาเจ้าองค์ดำ ราชโอรสของพระองค์ที่บุเรงนองเอาไปเป็นตัวประกันโดยอ้างว่าขอเป็นบุตรบุญธรรมนั้น กลับมาเป็นรัชทายาท เพื่อช่วยเหลือราชการ ความปรารถนาใคร่ได้พระสุวรรณเทวีไปเป็นมเหสีมีมากกว่าทำให้บุเรงนองขาดความรอบคอบ ยอมตกลงทันที

(โปรดติดตามตอนต่อไปพรุ่งนี้ ราตรีสวัสดิ์ค่ะ)

จงรักภักดี
06-08-2009, 11:47 AM
....เมืองใหญ่ๆทางฝ่ายเหนือของไทยคือ พิษณุโลก สุโขทัย กำแพงเพชร กับเมืองเล็กเมืองน้อย ก็แบ่งทหารพม่าไปควบคุมไว้ทุกเมือง ....

บุเรงนองวางแผนไว้รัดกุมมากทีเดียว ถ้าเวลาเนิ่นนานออกไปหัวเมืองฝ่ายเหนือก็จะอยู่ในกำมือของพม่าอย่างแน่นแฟ้นเรียกว่าถูกกลืนไปเลย กลายเป็นอาณาเขตของพม่า
ต่อไปพม่าก็สามารถที่จะยกทัพเข้ามาได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วเหมือนขับรถบนทางด่วนอย่างไรก็อย่างนั้น ถ้าปล่อย
ไว้เช่นนี้แล้ว ก็คงไม่มีประเทศไทยเหมือนอย่างทุกวันนี้นะครับ แล้วก็จะไม่มีพวกเราด้วย "ฤๅจะเป็นฟ้าดินลิขิต"

ทางสายธาตุ
06-08-2009, 06:03 PM
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/281/281/images/king-2535-small.jpg

....เมืองใหญ่ๆทางฝ่ายเหนือของไทยคือ พิษณุโลก สุโขทัย กำแพงเพชร กับเมืองเล็กเมืองน้อย ก็แบ่งทหารพม่าไปควบคุมไว้ทุกเมือง ....

บุเรงนองวางแผนไว้รัดกุมมากทีเดียว ถ้าเวลาเนิ่นนานออกไปหัวเมืองฝ่ายเหนือก็จะอยู่ในกำมือของพม่าอย่างแน่นแฟ้นเรียกว่าถูกกลืนไปเลย กลายเป็นอาณาเขตของพม่า
ต่อไปพม่าก็สามารถที่จะยกทัพเข้ามาได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วเหมือนขับรถบนทางด่วนอย่างไรก็อย่างนั้น ถ้าปล่อย
ไว้เช่นนี้แล้ว ก็คงไม่มีประเทศไทยเหมือนอย่างทุกวันนี้นะครับ แล้วก็จะไม่มีพวกเราด้วย "ฤๅจะเป็นฟ้าดินลิขิต"

แม้ว่าเมื่อก่อนจะไม่ค่อยได้สนใจข้อมูลอันเกี่ยวกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเจ้ามากนัก

เรียนประวัติศาสตร์สมัยประถม เท่าที่จำได้ทางสายธาตุเสียดายที่ไม่น่าจะมีพระชนม์มายุสั้น 50 พรรษาเท่านั้น

แต่ในใจทางสายธาตุนั้น ตลอดเวลาตั้งแต่ 2535 พฤษภาทมิฬเป็นต้นมา ทางสายธาตุเห็นแล้วไทยเรามีดี

ทั้งๆที่เหตุการณ์วิกฤตแล้ว เผชิญหน้าแล้ว ยิงกันแน่ คืนนั้นข่าวสองทุ่ม ได้เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

พระองค์ท่านเรียกทั้งสองฝ่ายเข้ามาคุยต่อหน้าพระพักตร์ ไม่รู้ทำไม หนูกราบทีวี รอดแล้วประเทศไทย

ตั้งแต่นั้นหนูเชื่อมั่นมากๆว่าประเทศไทยนี้ มีพระมหากษัตริย์ทรงทศพิธราชธรรมสืบต่อเนื่องมาช้านาน

บูรพกษัตริย์ท่านทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอย่างแข็งขัน และเมื่อพระองค์ทรงเสด็จจากไปแล้ว

พระองค์มิได้เสด็จไปไกล ยังคงปกปักรักษาผืนแผ่นดินนี้ หลายๆพระองค์ทรงเป็นพระสยามเทวาธิราช

ทางสายธาตุจึงไม่เคยเสื่อมศัทธาที่มีต่อองค์พระมหากษัตริย์ที่ทรงทศพิธราชธรรมพระองค์นี้

และเชื่อมั่นในบุญฤทธิ์ เทวฤทธิ์ ของพระสยามเทวาธิราชที่จะนำไทยพ้นวิกฤตเสมอมา

-------------------------------------------------------------------------------

สยามนี้อยู่รอดได้เพราะผู้นำทรงทศพิธราชธรรม และจะอยู่รอดได้แน่นอนท่านพี่

เพราะที่นี่เป็นที่มั่นสุดท้ายของพระพุทธศาสนา

ประเทศไทยนี้เปรียบเหมือนเป็นเมืองหลวงของพระพุทธศาสนาของโลกแล้ว

เทวดา เทพ บรรพบุรุษท่านไม่ยอมทิ้งที่มั่นสุดท้ายนี้แน่นอน

ขอแค่พวกเราหลายๆคนร่วมมือกัน ช่วยกันทำให้พระพุทธศาสนาแข็งแรง และ

ทำให้ตนเองก็ต้องแข็งแรง ช่วยกันหลายๆแรง รอดแน่นอน ฟันธง คอนเฟริม์

รักเธอประเทศไทย

ทางสายธาตุ
06-08-2009, 06:39 PM
หนังสือ : ลัทธิชาตินิยมกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เทพเจ้าแห่งความรักชาติของคนไทย
ผู้เขียน : เอื้อ บุษปะเกศ หงสกุล
เนื้อหา : บทที่ 3 ผลงานของลัทธิชาตินิยมที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงนำมาใช้ ..หน้า 43-44

พระสุวรรณเทวีเป็นราชธิดาองค์ใหญ่ที่เกิดจากพระมหาธรรมราชากับพระวิสุทธิกษัตรีย์ ชื่อเดิมชื่อปก มีน้องร่วมท้องอีกสองคน คือ เจ้าองค์ดำ ซึ่งต่อมาคือพระนเรศวรมหาราช กับเจ้าองค์ขาวซึ่งต่อมาคือพระเอกาทศรถ

เจ้าองค์ดำนั้นประสูติเมื่อปีเถาะ พ.ศ. 2098 ร่างสันทัด ผิวพระองค์เป็นสีน้ำตาลไหม้ มีน้ำพระทัยโอบอ้อมอารี แต่เข้มแข็ง ห้าวหาญเด็ดขาด มีพระอิริยาบถสนุกสนานร่าเริงเป็นปกติ ส่วนเจ้าองค์ขาวพระชนม์อ่อนกว่า 5 ปี พระรูปงามผิวขาวเหลืองอวบอ้วน น้ำพระทัยโอบอ้อมอารี กล้าหาญแต่ไม่เด็ดขาด รักความสงบมากกว่าผจญภัย เจ้าขู้และชอบสนุก ทั้งสองพระองค์ก็รักกันมาก ไปไหนก็ไปด้วยกัน รบก็รบด้วยกัน ฝ่ายหนึ่งเกรงใจเพราะความรัก อีกฝ่ายโอนอ่อนผ่อนตาม เพราะความรักสงบทั้งสองฝ่ายจึงไปด้วยกันได้ ไม่มีการขัดใจกันเลย


http://www.buddhapoem.com/images/wbans_1230042830/_3NrsPeenong-WpllSc80k.jpg


เจ้าองค์ดำถูกพระราชบิดานำไปส่งเป็นตัวประกันอยู่ที่ กรุงหงสาวดีตั้งแต่ พ.ศ. 2108 เมื่อมีพระชนม์ 9 พรรษา ไปอยู่กับพระเทพกษัตรีย์ผู้เป็นน้า พระเทพกษัตรีย์น้ำก็คือผู้ที่พระมหาจักรพรรดิพระราชทานให้พระเจ้าไชยเชษฐา เจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้าง นำไปเพื่ออภิเษกเป็นเอกอัครมเหสี แต่ถูกบุเรงนองส่งกองทหารไปชิงเอามาในระหว่างเดินทางจากกรุงศรีอยุธยาไปยังกรุงศรีสัตนาคนหุต และบุเรงนองก็เอามาเป็นมเหสีองค์หนึ่งในหลายๆองค์ที่บุเรงนองมีอยู่แล้ว เมื่อพิจารณาดูตามรูปการแล้ว ทั้งน้าและหลานคงจะอยู่อย่างไม่เป็นสุขนัก เพราะอยู่ในฐานะที่น่าอัปยศ แม้ไม่ได้อยู่ในที่คุมขังก็เสมือนถูกคุมขัง เพราะไม่มีโอกาสจะออกไปนอกวังและไปไหนๆ ได้ตามอำเภอใจ
<O:p</O:p
ในกรุงหงสาวดีนั้น เจ้าองค์ดำได้ศึกษาศิลปะศาสตร์ร่วมกับมังกะยอชะวา โอรสของนันทะบุเรง หลานปู่ของบุเรงนอง เจ้าองค์ดำเป็นเด็กฉลาดมีความสำนึกตนดีอยู่กับพม่าถึง 7 ปี แต่ไม่ได้ถูกกลืนให้กลายเป็นคนนิยมพม่าไปด้วย มิหนำกลับรู้ซึ้งถึงความเป็นอยู่นิสัยใจคอของพม่า และกลับมามีใจรักชาติไทยมากขึ้น อันนี้ก็เป็นความรู้สึกของคนปกติที่ไปอยู่ในต่างประเทศ ย่อมภาคภูมิใจเมื่อรู้ว่าประเทศเราเจริญกว่าเขาในส่วนใด และย่อมรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในสิ่งที่ประเทศชาติของตนด้อยกว่าเขา ทำให้เกิดมานะที่จะกลับมาสร้างประเทศของตนให้ดีกว่าเขาบ้าง นี่ก็เป็นความรู้สึกของบุคคลธรรมดา

http://www.school.net.th/library/create-web/10000/history/10000-1446/pic1.jpeg

แต่สำหรับความรู้สึกของเจ้าองค์ดำนั้น ย่อมจะมีความเข้มข้นกว่าคนธรรมดามาก พระองค์ย่อมสำนึกว่าพระสุริโยทัยอัยยิกาของพระองค์ ก็สิ้นพระชนม์คาคอช้างเพราะฝีมือคนพม่าเป็นผู้ฆ่า น้าของพระองค์ แทนที่จะได้เป็นเอกอัครมเหสีของกษัตริย์แคว้นล้านช้าง ก็กลับต้องมาเป็นเสมออนุภรรยาของคนพม่าที่ไปปล้นชิงมา พระราชบิดาของพระองค์ก็ต้องตกเป็นเสมือนคนทรยศต่อชาติ ก็เพราะคนพม่า พระองค์เองก็ต้องมาเป็นตัวประกันเพราะคนพม่า กรุงศรีอยุธยาและเมืองไทยทั้งหมดต้องตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าประชาชนคนไทยอีกหลายหมื่นคนก็ตกมาเป็นเชลยของพม่า และอีกไม่รู้กี่หมื่นชีวิตได้ถูกพม่าฆ่าตายไปในการต่อสู้เพื่อป้องกันการรุกรานของพม่า และในบัดนี้พี่คนเดียวของพระองค์ก็ต้องตกมาเป็นเมียเชลยของพม่าอีกคนหนึ่ง ความรู้สึกของเจ้าองค์ดำนั้นจะพึงเห็นได้จากพระดำรัสของพระองค์ เมื่อมังกะยอชะวานำไก่ที่ใหญ่กว่ามาท้าชนกับไก่ของพระองค์ซึ่งตัวเล็กกว่า ครั้นไก่ของมังกะยอชะวาพ่ายแพ้ไก่ของพระองค์อย่างยับเยิน มังกะยอชะวาได้จับไหล่เจ้าองค์ดำสั่นและกล่าวหยามต่อหน้าผู้คนว่า “ไก่เชลยตัวนี้เก่งเกินเจ้าของเสียอีก เอาชนะไก่เราได้” เจ้าองค์ดำได้ตอบโต้ไปในทันทีว่า “ไก่ตัวนี้อย่าว่าแต่ชนเอาเดิมพันกันเลย จะชนเอาเมืองกันก็ยังได้” พระดำรัสนี้ของพระองค์ได้แสดงถึงเจตนาอันแรงกล้า ที่ซ่อนอยู่ในพระทัยโดยแท้

ทางสายธาตุ
06-08-2009, 06:46 PM
หนังสือ : ลัทธิชาตินิยมกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เทพเจ้าแห่งความรักชาติของคนไทย
ผู้เขียน : เอื้อ บุษปะเกศ หงสกุล
เนื้อหา : บทที่ 3 ผลงานของลัทธิชาตินิยมที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงนำมาใช้ ..หน้า 45-46


ครั้นบุเรงนองกลับไปถึงกรุงหงสาวดีไม่ช้า ก็จัดการส่งพระองค์ดำกลับมายังกรุงศรีอยุธยาตามสัญญา บุเรงนองคงไม่ทันคิดว่านั่นเป็นการปล่อยลูกเสือร้ายให้กลับถิ่น พระมหาธรรมราชาได้แต่งตั้งเจ้าองค์ดำเป็นพระนเรศวรดำรงตำแหน่งรัชทายาท ให้ขึ้นไปครองพิษณุโลกปกครองหัวเมืองฝ่ายเหนือทั้งปวง ในขณะที่เจ้าองค์ดำมีพระชนม์เพียง 16 พรรษาเท่านั้น พร้อมกันนั้นก้แต่งตั้งเจ้าองค์ขาวเป็นพระเอกาทศรถ อยู่ช่วยราชการในกรุงศรีอยุธยา
<O:p
เมื่อขึ้นไปอยู่พิษณุโลกแล้ว พระนเรศวรก็ได้ศึกษาตำราพิชัยสงครามอย่างละเอียด แต่เดิมตำราพิชัยสงครามเป็นคำกลอนทรงเรียบเรียงใหม่เป็นความเรียงร้อยแก้ว ยังมีปรากฏอยู่ในหอพระสมุดทุกวันนี้ พระองค์คงจะได้ค้นคว้าถึงมูลเหตุทั้งหลายที่ทำให้เมืองไทยต้องพ่ายแพ้สงครามต่อพม่า ข้อได้เปรียบสียเปรียบของทั้งสองฝ่าย วิธีที่จะทำลายข้อได้เปรียบของศัตรูควรจะทำอย่างไร พระองค์ทรงแก้ไขตำราพิชัยสงครามปรับปรุงให้ดีขึ้น ทรงนำไปใช้เป็นหลักฝึกสอนอบรมยุทธวิธีแก่ทหารด้วยพระองค์เอง
<O:p
พระนเรศวรคงต้องค้นพบว่า การที่คนไทยแตกแยกกันเป็นหลายฝักหลายฝ่าย ก็เพราะไปแบ่งแยกการปกครองออกไปตามบุคคลที่แต่งตั้งไปเป็นเจ้านายบังคับบัญชา ทำให้คนเคารพและเห็นแก่เจ้านายของตนเท่านั้น เช่นคนในหัวเมืองฝ่ายเหนือก็เคารพและเชื่อฟังต่อพระมหาธรรมราชาเท่านั้น ซึ่งที่ถูกนั้นควรเคารพเชื่อฟังต่อพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นประมุขของชาติ และ เป็นศูนย์รวมแห่งการบังคับบัญชา คนเชื้อชาติเดียวกันก็ควรจะเห็นแก่ชาติเป็นส่วนรวมไม่ใช่เห็นแก่บุคคลที่เป็นเจ้านายของตนเท่านั้น ดังจะเห็นได้ว่าในสมัยที่พระองค์เป็นกษัตริย์ก็ไม่ได้แต่งตั้งผู้ใดไปเป็นเจ้านายปกครองหัวเมืองฝ่ายเหนือทั้งหมด เหมือนที่พระเจ้าจักรรพรรดิ์แต่งตั้งพระมหาธรรมราชา
<O:p
การแต่งตั้งผู้ใดไปเป็นแม่ทัพนายกอง หรือเจ้าเมืองต่างๆ พระนเรศวรทรงแต่งตั้งถูกตามหลักวิชาการบริหารงานบุคคล คือถือความสามารถของคนเป็นสำคัญกว่าสิ่งอื่น และคนที่ได้รับการแต่งตั้งนั้นก็จะต้องมีความรับผิดชอบในหน้าที่ มิได้แต่งตั้งไปตามอารมณ์รักชอบสนิทสนมแต่อย่างใด ดังจะเห็นว่าขนาดคนที่เป็นข้าหลวงเดิม เมื่อทำงานผิดก็ต้องรับโทษ โดยไม่มีการยกเว้นหรือเห็นแก่หน้า
<O:p
พระนเรศวรทรงเตรียมการกู้ชาติเป็นการลับ มิให้พม่าซึ่งมาตั้งกองคุมอยู่ทราบได้ พระองค์ได้ฝึกทหารที่เป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกันกับพระองค์ไว้จำนวนหนึ่งให้เป็นกองทหารที่มีความสามารถในการรบเป็นพิเศษ สามารถแจกจ่ายไปเป็นผู้นำในกองทัพต่างๆได้ พระองค์มีทหารทะลวงฟันคู่พระทัยถึง 136 คน ขึ้นโดยตรงต่อพระองค์ ทหารกองนี้พร้อมที่จะตายกับพระองค์ได้
<O:p
ครั้งนั้น เพราะบ้านเมืองมัวยุ่งอยู่กับการสงคราม การปราบปรามโจรผู้ร้ายจึงหยุดไป ได้เกิดมีพวกโจรซ่องสุมกันขึ้นเป็นก๊กๆ อย่างมากมาย ครั้นเมื่อการสงครามสงบแล้ว แต่ผู้คนยังระส่ำระสายอยู่ พวกโทรก็ยังหาได้สงบลงด้วยไม่ พระนเรศวรได้ใช้โอกาสนั้นฝึกทหารให้มีประสบการณื โดยเอาพวกโทรสมมุติเป็นข้าศึก พระองค์นำทหรารออกทำการปราบปรามเองบ้าง ให้นายทหารไปปราบบ้าง ถึงแม้ทหารของพระองค์มีจำนวนน้อยกว่าโจรแต่ด้วยมียุทธวิธีที่ดีกว่าและมีระเบียบวินัยเข้มงวด ในที่สุดพวกโจรก๊กต่างๆ ก็ถูกกวาดล้างราบเรียบไป
<O:p
ขอย้อนกล่าวถึงเหตุการณ์ในกรุงศรีอยุธยา เมื่อพม่ายกทัพกลับไปแล้วในฤดูแล้ง พ.ศ. 2112 พระนเรศวรยังมิได้กลับจากพม่า พระบรมราชาเจ้ากรุงกัมพูชาที่เคยเป็นประเทศราชของไทยได้ยกทัพเข้ามา 20,000 คน มากกว่าพลเมืองกรุงศรีอยุธยาหนึ่งเท่าตัว เมืองนครนายกบอกเข้ามา พระมหาธรรมราชาปรึกษาท้าวพระยาทั้งหลาย ต่างให้ความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า ทหารไทยรวมกับทหารพม่าที่ควบคุมอยู่ ก็มีไม่พอขึ้นประจำหน้าที่ ปืนใหญ่ก็ถูกพม่าริบเอาไป มีเหลืออยู่น้อยกระสุนดินดำก็มีไม่พอ ควรหนีไปอยู่พิษณุโลกเสียก่อน พระมหาธรรมราชาก็ให้ขุนเทพอรชุนเตรียมเรือไว้

จงรักภักดี
06-08-2009, 07:11 PM
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/281/281/images/king-2535-small.jpg



เพราะที่นี่เป็นที่มั่นสุดท้ายของพระพุทธศาสนา

ประเทศไทยนี้เปรียบเหมือนเป็นเมืองหลวงของพระพุทธศาสนาของโลกแล้ว

เทวดา เทพ บรรพบุรุษท่านไม่ยอมทิ้งที่มั่นสุดท้ายนี้แน่นอน

ขอแค่พวกเราหลายๆคนร่วมมือกัน ช่วยกันทำให้พระพุทธศาสนาแข็งแรง และ

ทำให้ตนเองก็ต้องแข็งแรง ช่วยกันหลายๆแรง รอดแน่นอน ฟันธง คอนเฟริม์

รักเธอประเทศไทย



ผมก็มีความเชื่อมั่นเช่นเดียวกันครับ ภายใต้พระบรมโพธิ

สมภารของพ่อหลวง ไพร่ฟ้าประชาชีจะต้องอยู่กันอย่าง

ร่มเย็นเป็นสุขครับ ขอเพียงให้รู้รักสามัคคี อย่าแบ่งแยก

อย่าแตกใจกัน

ไก่เหลืองหางขาว
07-08-2009, 08:47 AM
....เมืองใหญ่ๆทางฝ่ายเหนือของไทยคือ พิษณุโลก สุโขทัย กำแพงเพชร กับเมืองเล็กเมืองน้อย ก็แบ่งทหารพม่าไปควบคุมไว้ทุกเมือง ....

บุเรงนองวางแผนไว้รัดกุมมากทีเดียว ถ้าเวลาเนิ่นนานออกไปหัวเมืองฝ่ายเหนือก็จะอยู่ในกำมือของพม่าอย่างแน่นแฟ้นเรียกว่าถูกกลืนไปเลย กลายเป็นอาณาเขตของพม่า
ต่อไปพม่าก็สามารถที่จะยกทัพเข้ามาได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วเหมือนขับรถบนทางด่วนอย่างไรก็อย่างนั้น ถ้าปล่อย
ไว้เช่นนี้แล้ว ก็คงไม่มีประเทศไทยเหมือนอย่างทุกวันนี้นะครับ แล้วก็จะไม่มีพวกเราด้วย "ฤๅจะเป็นฟ้าดินลิขิต"

พม่านี่ร้ายครับ ปัจจุบันนี้ผมว่าก็ยังไม่ค่อยน่าวางใจ ล่าสุดเห็นในข่าวว่า ติดตั้งเตาปฏิกรณ์ปรมณูเพื่อทำอะไรซักอย่างแต่ผมไม่มั่นใจว่ามันคืออะไร ถ้าเป็นโรงไฟฟ้าหรืออื่นๆเพื่อสันติก้อดีไปครับ อย่าให้เป็นหัวรบนิวเคลียร์เลย น่ากลัว

เพราะถ้าเป็นหัวรบนิวเคลียร์แล้วเรายังทะเลาะกันอยู่แบบนี้ เขาอาจจะยิงเราเอาก้อได้นะครับ น่ากลัวจัง

จงรักภักดี
07-08-2009, 10:32 AM
อนูโมทนา ครับ ได้ยินข่าวนี้อยู่เหมือนกันครับ แต่ยังไม่เห็นตัวข่าวครับ

จงรักภักดี
07-08-2009, 10:44 AM
แต่เราคงไม่ก้าวล่วงออกไปเพราะเดี๋ยวจะออกนอกกรอบ ข่าวนี้ทาง
หน่วยข่าวกรองของเราคงต้องทำงานกันหนักล่ะครับ ต้องใช้อุปนิก
ขิตที่เราได้คุยกันอยู่ไปหมาดๆ

ไก่เหลืองหางขาว
07-08-2009, 02:49 PM
เห็นด้วยครับ คุณทางสายธาตุนี่เป็นอุปนิขิตที่เก่งมากๆ

จงรักภักดี
07-08-2009, 03:58 PM
เรื่องการข่าวนี่ จริงๆแล้วเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก แต่ไม่เคยได้เห็นใครนำมากล่าวถึงกันเลยนะครับ เอาแค่การติดต่อส่งข่าวสาร
กัน ถ้ายามปกติเป็นมิตรไมตรีกันอยู่ ก็ใช้นำสารกันโดยการขี่ม้าเป็น
หลักนะครับ หรืออาจจะมีการส่งสัญญาณควันไฟกันบ้าง แต่เอ! นก
พิลาปนำสารจะมีหรือเปล่า หรืออาจจะมีการใช้เหยี่ยวสื่อสารก็ได้
นะครับ เดาอีกก็ถูกอีก

ทางสายธาตุ
07-08-2009, 05:56 PM
เรื่องการข่าวนี่ จริงๆแล้วเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก แต่ไม่เคยได้เห็นใครนำมากล่าวถึงกันเลยนะครับ เอาแค่การติดต่อส่งข่าวสาร
กัน ถ้ายามปกติเป็นมิตรไมตรีกันอยู่ ก็ใช้นำสารกันโดยการขี่ม้าเป็น
หลักนะครับ หรืออาจจะมีการส่งสัญญาณควันไฟกันบ้าง แต่เอ! นก
พิลาปนำสารจะมีหรือเปล่า หรืออาจจะมีการใช้เหยี่ยวสื่อสารก็ได้
นะครับ เดาอีกก็ถูกอีก

นั่นซิคะ ท่านพี่CO ท่านพี่เคยเป็นหรือเปล่าคะ ลองจับ Feeling ดีๆซิค่ะ

เผื่อสัญญาเก่าจะแลบๆออกมา จะได้เอาเรื่องอุปนิขขิตอันน่าตื่นเต้น

มาคุยกัน เป็นเรื่องที่สนุกมากเลยค่ะ สายลับเนี่ย

เห็นด้วยครับ คุณทางสายธาตุนี่เป็นอุปนิขิตที่เก่งมากๆ

เรื่องสังเกตุเนี่ย ถูกสอนตอนเรียนวิทยาศาสตร์ ที่ให้จุดเทียนไขหนึ่งเล่ม

แล้วให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของเล่มเทียนทั้งหมด 54 อย่างตามที่เอดิสันเคยบันทึกไว้

นึกคนเดียก็แล้ว นึกเป็นกลุ่มก็แล้ว ไปให้ที่บ้านช่วยๆกันนึกก็แล้ว นึกแล้วนึกอีก มันได้ 20 กว่าอย่าง

นี่ก็ว่าหรูแล้ว มิสเตอร์เอดิสัน เห็นความเปลี่ยนแปลงทั้งหมด 54 อย่าง ทำไปได้... อิอิ

ทางสายธาตุ
07-08-2009, 06:10 PM
อย่าเอา 20 กับ 54 ไปทำเล่นหวยนะคะ มันเป็นตามหนังสือวิทยาศาสตร์ที่เรียน

นึกสนุกเล่นข่าวเก่าข่าวนี้ดีกว่า

------------------------------------------------------------------------

ข่าวจาก... สำนักข่าวศรีอโยธยานิวส์

เรื่อง... เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับผู้ที่เคยดำรงตำแหน่ง ทัพหน้าและจาตุรังคบาทราชอารักษ์ สมัยสมเด็จพระนเรศวร

ผู้สืบเสาะหาข่าว ... ทางสายธาตุ

แหล่งข่าว ... http://board.palungjit.com/f9/เรื่องเล่า-ก่อนนอนคืนนี้-ของเหล่าคนผู้มีตาทิพย์-158289-29.html

ผู้ให้ข่าว ... (ล็อกอิน) CHAYA MARUTY (แอบเอามาลง อ่านทีไรนึกภาพตามทุกที)

<!-- google_ad_section_end -->



<HR style="COLOR: #ffffff; BACKGROUND-COLOR: #ffffff" SIZE=1><!-- google_ad_section_start --><HR style="COLOR: rgb(255,255,255); BACKGROUND-COLOR: rgb(255,255,255)" SIZE=1>พอกลับมาถึงบ้าน เราก็คุยกันเล็กน้อย และคืนนี้

จะเป็นคืนที่ผมรอคอยที่อยากจะรู้นิมิตที่ผมเห็นมาตลอด
เข้าพรรษา คือเห็นตัวเองเป็นทหารไทยโบราณ
รบกับพม่า โดยไม่ได้หลับตา หรือนึกอยากจะเห็นแต่อย่างใด
มันเห็นเองเลยโดยไม่ต้องกำหนด เห็นทั้งหลับตา
และลืมตา แต่ว่าจะเห็นตอนที่ ว่าง ๆ
คือตอนที่ไม่ได้ทำงาน หรือทำกิจกรรมใด ๆ
ก็เห็นเองแล้ว ก็อยากรู้เหมือนกันว่า เรารบอยู่สมัย
จะเป็นสมัยสมเด็จพระนเรศวรหรือเปล่า
พระเรารักท่านเป็นทุนเดิมตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว
ก็ไม่อยากจะคิดอย่างนั้น เพราะกลัวจะเป็นอุปทาน
ก็จึงได้ปรึกษากับ หมอวิรุฬ หมอก็เลยเรียกมาที่บ้านนี่ละครับ
....................................................................................


กำหนดการเวลาดีที่จะนั่งสมาธิก็คือ 4 ทุ่ม ซึ่งจะเงียบมาก
หมอวิรุฬ ก็ได้อธิบาย วิธีการระลึกชาติัดังนี้ครับ
ถ้าใครจะลองเอาไปทำดูก็ไม่ว่ากันครับ
คื่อเริ่มจาก

1.ไหว้พระสวดมนต์
2. ทรงพรหมวิหาร
3. ทรง มรณังนุสติ
4. อธิฐานจิตว่าต้องการจะเห็นภาพอะไรตอนไหน
5. เข้าสมาธิให้ได้ระดับสูงสุดเท่าที่ทำได้
แล้วถอยออกมาอยู่ที่อุปจาระสมาธิ
6. อธิฐานจิตว่าต้องการจะเห็นภาพอะไรตอนไหน
อีกครั้งหนึ่ง
ก็จะเห็นเป็นภาพและจิตก็จะรับรู้เรื่องราวที่เห็นภาพ
ส่วนผมตอนนั้น ผมอธิฐานจิตว่า
หากเป็นทหารของสมเด็จท่านจริง ก็ขอให้เห็นภาพ
เหตุการณ์ การรบที่สำคัญ ที่ได้รบร่วมกับพระองค์่ท่านมา
ผมก็ทำตามขั้นตอนทุกอย่าง จนถึงขั้นตอนที่ 6
....................................................................................


ก็ปรากฎเป็นภาพเหตุการณ์ และมีความรุ้สึกว่า
เหมือนตัวเองกำลังรบอยู่ในสนามรบใหญ่ มีทหารมากมาย
และมีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นทหารที่ทำหน้าที่คุ้มกันพระองค์
โดยเฉพาะ แต่กำลังบกพร่องต่อหน้าที่ มองไปข้างหน้า
ราว ๆ 300-400 เมตร สมเด็จพระนเรศวรเจ้า
พระองค์ท่านกำลังทรงทำยุทธหัตถีย์ ชนช้างกับ
พระมหาอุปราชาอยู่ ซึ่งเป็นเพียงลาง ๆ เป็นแบบเงาดำ ๆ
เพราะมีแต่ฝุ่นคลุ้งไปหมด มีความรู้สึกเกิดขึ้นกับจิต
ในขณะนั้นว่า มีทั้งอารมณ์โกรธ และโมโห
และความห่วงกังวล อย่างสูงสุด ..
...............................................................................


โกรธ คือโกรธพม่าที่ยกทัพมาตีกรุงของเรา
มีแต่ความมุ่งมั่นจะฆ่าทหารพม่าอย่างเดียว ซึ่งจิตรับรู้ว่า
สมรภูมินี้ ที่เดียว ผมคนเดียวฆ่าพม่า
ไปหลายร้อยคน
....................................................................

โมโห คือ โมโหตัวเองและทหารในบังคับบัญชา
ที่บกพร่องต่อหน้าที่ ที่จะต้องอารักขาพระองค์ท่าน
หน่วยราชอารักษ์ มีทหารอยู่ 5 กอง กองละ 2500 คน
ตามเสด็จทันเพียง 40 กว่าคน คนส่วนใหญ่จะคิดว่า
ในสนามรบ จะมีทหารจตุรังคบาทแค่ 4 คน
ที่รักษาเท้าช้างเท่านั้น เข้าใจผิดครับ ในกองทัพพระองค์ท่าน
มีทหารอยู่แสนกว่าคน จะเอามาคุ้มกันพระเจ้าอยู่หัว
เพียง 4 คน ดูเหลือเชื่อมากครับ จตุรังคบาทมีเป็นหมื่นครับ
และจะมีพวกราชอารักษ์ประเภท ไปไหนไปด้วย 24 ชั่วโมง
ประมาณ 100 กว่าคน พวกนี่ล่ะครับ ที่คัดเลือกกันสุด ๆ
ต้องเก่งเอามาก ๆ ใช้อาวุธได้ทุกประเภทเรียกว่า
หยิบอะไรมาก็ฆ่าพม่าได้หมดครับ ผมมีความรู้สึกว่า
บังคับบัญชาหน่วยนี้ครับ หน่วยนี้ มีทั่งพลหอก
พลดาบสองมือ พลม้า พลปืนไฟ เวลาพระองค์เสด็จทางน้ำ
หน่วยนี้ล่ะครับ ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งฝีพายเรือพระที่นั่ง
เรื่องราวละเอียดผมจะเล่าให้ฟังทีหลังครับ ....

...................................................................
ตอนนั้นมีความกังวลสูงสุด เป็นห่วงพระองค์มาก
ห่วงมากกว่าชีวิตตัวเอง รู้ว่าตัวเองจบงานนี้ต้อง
โดนอาญาถึงตายแน่ แต่ว่าไม่ห่วงตัวเองตรงนั้นเลย
ห่วงแต่พระองค์ท่าน สั่งการให้ทหารในบังคับบัญชาว่า
ให้ฝ่าเข้าไปให้ได้ เหล่าทหาร ก็บ้าคลั่งพอกัน
ไม่รู้เอาเรี่ยวแรงมาจากไหนในตอนนั้นครับใครขวางฆ่าให้เรียบ
เรียกว่าเลือดเข้าตา ฆ่าอย่างเดียว
ตัวเองก็ทั้งสั่งทั้งรบ ใช้ดาบ ฟัน เพราะใช้อาวุธอย่างอื่น
ไปหมดแล้ว ทั้งมีดสั้น 8 เล่ม ใช้ขว้าง ก็หมด เหลือดาบไขว้หลัง 2 เล่มเท่านั้น
หอกยาว 4 อัน เหน็บอยู่ข้างม้าก็หมด
ก็บุกฝ่าไปเรื่อย ๆ กับเหล่าทหารอย่างบ้าคลั่ง
เรียกว่าสมรภูมินี้ล่ะครับที่ ทหารอโยธยาบ้าคลั่ง
ฆ่าพม่ามากที่สุด ด้วยความรักและเป็นห่วงพระองค์ท่าน
จึงรบแบบลืมตายถวายชีวิต จิตมีความรู้สึกอย่างนั้นเลยจริง ๆ
ครับ จนกระทั่ง เข้าไปกู้เอาพระองค์ได้
จึงได้คลายกังวล แต่ความโมโหตัวเองและทหารนั้นยังมีอยู่ครับ .....
.....................................................................

ภาพเริ่มจางหายไป และมีให้ภาพใหม่มาแทนครับ
มีความรู้สึกว่าตัวเองกำลังปีนบันไดเข้าปล้นค่ายพม่าครับ
บันไดที่พาดขึ้นบนค่ายพม่านั้นมีเป็น 10 อัน
บันไดของผมจะอยู่ค่อนข้างกลาง ...
บันไดที่ผมขึ้นอยู่นี้ มีขึ้นมา 3 คน ผมเป็นคนที่ 2
คอยเอาดาบปัดหอกของพม่าที่แทงลงมา
จะแทงคนที่อยู่เหนือผมขึ้นไป
ซึ่งผู้ที่ผมคอยเอาดาบปัดป้องหอกให้อยู่นี้ก็คือ
พระองค์ท่านนั้นเอง ซึ่งปีนขึ้นไปเป็นคนแรก
ซึ่งในขณะนั้นพระองค์ทรงคาบดาบขึ้นไป
ฟันทหารพม่าตายไปหลายคนแล้ว
ทหารพม่าเห็นดังนั้น มันก็เลยผลักบันไดให้หงายหลัง
มันผลักแรงมากครับ จนกระทั้งบันไดเสียหลัก
หงายหลังตกลงมา ผมและพระองค์ท่านก็หงายหลัง
ตกลงมา พระองค์ท่านไม่เป็นไร เพราะมีตัวผมรองรับอยู่
และทหารข้างล่างคอยรับอยู่ แต่ทหารด้านล่างมัีนคอย
รับแต่พระองค์ครับ มันไม่รับผม ผมตกลงพื้น
จนจุกแอ็ก แล้วก็เลยตกใจ คลายสมาธิออกมาในตอนนี้เองครับ ......
........................................................................


เมื่อคลายสมาธิออกแล้ว ก็มานั้งพิจรณา เรื่องราวและ
ภาพที่ได้เห็นทั้งหมด ก็รู้ว่า เราเคยเป็นทหารของ
พระองค์อย่างแน่นอน แต่ในตอนนั้น ผมก็ไม่ปักใจเชื่อซะ
100เปอร์เซ็นต์ ด้วยที่ว่า การดูอดีต ดูอนาคตนี้
ผมทำสมาธิมานานก็จริง โดยมาก ผมจะสัมผัสแบบเรียวไทม์
คือ ถ้าผีมา ก็เห็นเลย นางไม้ นางฟ้ามา ก็คุยกันเลย
แต่การดูอดีตแบบนี้ นี่เป็นครั้งแรก ก็เกรงว่าจะเป็นอุปทาน
หรือเปล่า วิรุฬก็บอกว่า ตอนนี้ไม่ต้องเชื่อก็ได้
เดี๋ยว กลับไปบ้านนั่ะ รับรองว่า จะต้องเชื่อ ล้านเปอร์เซ็นต์
...........ครับ..........ในเวลาต่อมา ก็มีเหตุให้ผมต้องเชื่อ
ล้านเปอร์เซ็นต์ครับ เหตุอะไรหรือ.....
..........เดี๋ยวจะมาเล่าต่อครับ.................ท่านใดที่มีทิพย์จักษุ
หรือตาที่ 3 ช่วยตรวจสอบด้วยน่ะครับ...http://board.palungjit.com/images/smilies/268.gif



ป.ล.หลังจากแฝงตัวอ่านกระทู้นั้นอยู่นาน ผู้สืบเสาะหาข่าวแอบสืบทราบมาว่าจะมีการโพสเพิ่มเร็วๆนี้ หากได้เนื้อหาอันใดเพิ่ม จะมาลงศรีอโยธยานิวส์อีกครั้ง

ป.ล.2 ถามคุณ Fort นะคะ ถ้าจะเอาความเห็นทั้งความเห็น โดยเอามาทั้งกรอบสีฟ้า ชื่อล็อกอินที่อยู่ด้านหน้า และเนื้อหาทั้งความเห็นจะทำยังไง เหมือนตอนที่คุณ Fort ทำเรื่องปาฎิหารย์เททองหล่อพระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรแล้วมาวางในกระทู้นี้อ่ะคะ ทำไม่เป็นค่ะ ขอบคุณนะคะ

ป.ล.3 ใครเคยเป็นทหารสมัยสมเด็จท่านจะเอาประวัติมาลง ศรีอโยธยานิวส์ จักเป็นพระคุณอย่างสูงและไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ ชะอุ้ย แต่ได้รับความขอบคุณแทนค่ะ

ทางสายธาตุ
07-08-2009, 06:22 PM
หนังสือ : ลัทธิชาตินิยมกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เทพเจ้าแห่งความรักชาติของคนไทย
ผู้เขียน : เอื้อ บุษปะเกศ หงสกุล
เนื้อหา : บทที่ 3 ผลงานของลัทธิชาตินิยมที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงนำมาใช้ ..หน้า 47-48

ขณะนั้น พระเพชรรัตน์เจ้าเมืองเพชรบุรี มีความผิดถูกถอดจากตำแหน่ง ได้ซ่องสุมผู้คนไว้แก้แค้นดักปล้นพระมหาธรรมราชาในเวลาเดินทางหนีเขมรไปพิษณุโลก แต่เคราะห์ของคนยังไม่ถึงที่พระมหาธรรมราชาถามขุนเทพอรชุนว่า การคิดหนีจากพระนครไปครั้งนี้มีความเห็นเป็นประการใด ขุนเทพอรชุนทูลว่า พระยาละแวกมิได้ยกมาเป็นศึกใหญ่ ควรอยู่รบพุ่งป้องกันดูกำลังศึกก่อน ถ้าด่วนทิ้งพระนครไป พระเจ้าหงสาวดีจะติเตียนได้ พอเอ่ยถึงพระเจ้าหงสาวดีแล้วพระมหาธรรมราชาเป็นเกรงนัก จึงให้ขุนเทพอรชุน เตรียมเรือไว้ให้พร้อม แล้ว พระองค์จัดกำลังขึ้นประจำหน้าที่เรียงรายอยู่กำแพงพระนคร
<O:p</O:p
ข้างพระยาละแวกยกมาถึงชานพระนครก็ตั้งค่ายลง จัดกำลังลงเรือข้ามมาปล้นพระนคร ทหารไทยก็ยิงต่อสู้ข้าศึกถอยไปขณะนั้น พระมหาธรรมราชาเห็นนายทัพเขมรยืนบัญชาการอยู่ หมั่นไส้นัก ตรัสให้ยิงปืนจ่ารงค์ไปยังช้างข้าศึกที่บัญชาการอยู่ กระสุนปืนถูกพระจำปาธิราช นายทัพหน้าตายกับคอช้าง พระยาละแวกตกใจขวัญเสียจึงถอยทัพห่างออกไป พยายามยกเข้าปล้นกรุงอีกหลายครั้งก็เข้าเมืองไม่ได้ เลยถอยทัพกวาดเอาผู้คนชาวเมืองจันทบุรี ระยอง ฉะเชิงเทราและนาเกลือพาไปเมืองเขมร นี่ก็แสดงว่าข้าราชการใหญ่ๆนั้นไม่แน่ ข้าราชการผู้น้อยมีความคิดฉลาดกว่าผู้ใหญ่ก็มี เพราะฉะนั้นผู้นำที่ดีก็ควรฟังเสียงผู้น้อยด้วย
<O:p
ครั้นอยู่ต่อมาอีก 5 ปี ตอนนั้นพระนเรศวรกลับมาแล้ว บุเรงนองอาฆาตพระไชยเชษฐาไม่หาย ทั้งที่ชิงเอาเจ้าสาวเขาไปแล้วนั้นแหละ ก็ยกไปตีเมืองล้านช้างใน พ.ศ. 2118 กลัวเมืองไทยจะตีตลบหลัง ก็เกณฑ์เอาพระมหาธรราราชากับพระนเรศวรให้ยกทัพไปด้วยมีพระเอกาทศรถรักษาพระนคร พอได้ข่าวเจ้าของไม่อยู่บ้านพระยาละแวกก็ยกทัพเรือมาตีท้ายครัว ตีเมืองเล็กเมืองน้อยขึ้นมาถึงธนบุรี
<O:p
บังเอิญพระนเรศวรเกิดประชวรไข้ทรพิษขึ้นมา พม่ากลัวจะติดต่อกันไปทั้งกองทัพ บุเรงนองจึงสั่งให้กลับจากเมืองล้านช้างก่อนแต่ครั้งนั้น บุเรงนองก็ตีเมืองล้านช้างไม่แตก พอใกล้ฝนตกชุกพม่าก็ยกทัพหนีฝนกลับไป
<O:p
ข้างกองทัพไทยได้ข่าว่าพระยาละแวกมารังแกอีกแล้ว พระมหาธรรมราชาให้เจ้าเมืองยโสธร นำทหารสองพันลงไปธนบุรีต่อสู้ต้านทานไม่ได้ทัพเมืองยโสธรถอยขึ้นมายังพระนคร พระยาละแวกตามขึ้นมาตั้งอยู่ที่วัดพนัญเชิง ถูกปืนใหญ่ในพระนครยิงเอาล้มดายมาก พระยาละแวกจึงถอยทัพจับเอาคนเมืองธนบุรี พระประแดง เมืองสาคร เมืองชลบุรีไปเป็นอันมาก
<O:p
การที่เขมรยกมาจับคนมาบ่อยๆ เช่นนี้กลับเป็นผลดี ทำให้คนไทยที่หลบหนีกระจัดกระจายไปตั้งแต่ตอนกรุงแตกนั้น พากันกลัวเขมรจับจึงกลับเข้ามาอยู่ในพระนคร ทำให้ไทยมีกำลังรี้พลเพิ่มขึ้นมากและเป็นโอกาสให้ไทยจัดการป้องกันพระนครให้เข้มแข็งขึ้นโดยพม่าไม่สงสัย
<O:p
อยู่ต่อมาพระยาละแวกให้พระยาอุเพสราช กับพระยาจีนจันตุยกทัพเรือข้ามอ่าวไปตีเมืองเพชรบุรี เข้าปล้นอยู่สามวันรี้พลตายมากเข้าเมืองไม่ได้ ต้องยกทัพกลับไป แต่พระยาจีนจันตุไม่กล้ากลับเพราะไปรับกับพระยาละแวกเป็นมั่นเหมาะว่าตีได้แน่ จึงต้องมาหาความชอบอย่างอื่นไปให้แทน โดยพาครอบครัวเข้ามาอาศัยในพระนครในฐานะผู้บี้ภัยทั้งๆที่ไปปล้นเมืองเพชรไม่สำเร็จมาหยกๆ พระมหาธรรมราชาก็อุตส่าห์รับไว้ได้ ซ้ำยังโปรดปรานประทานข้าวของให้อีกมาก ครั้นสืบได้เหตุการณ์ในกรุงไทยได้เรื่องพอแล้วก็ลงเรือสำเภาหนีจากกรุงไปในเวลากลางคืน

http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=662102&stc=1&d=1249647677
<O:p
ขณะนั้นบังเอิญพระนเรศวรลงมาประทับอยู่วังใหม่ ทราบเข้าก็รู้สึกผิดใจ มาอยู่ดีๆ แล้วหนีไปอย่างนี้ ต้องมีอะไรไม่ดีแน่ จึงยกกองเรือตามไปกับพระอนุชาไปทันกันเข้าที่ใกล้ปากน้ำ ก็เข้าล้อมสำเภาไว้ คนบนสำเภาก็ยิงลงมา พระนเรศวรก็ให้ทหารปีนขึ้น สำเภานอกนั้นก็ช่วยกันยิงต่อสู้ พระยาจีนจันตุให้โล้สำเภาออก กลางน้ำรบต้านทางชะลอไป พระนเรศวรให้เรือเข้าไปใกล้ แล้วยิงปืนนกสับถูกจีนชั้นนายตายลงไปสามคน พระยาจีนจันตุยิงโต้มาถูกรางปืนที่พระนเรศวรทรงแตกไป พระเอกาทศรถเกรงพระนเรศวรเป็นอันตรายก็เอาเรือเข้าไปขวางไว้ ทหารปีนขึ้นเรือสำเภาไม่ได้ พระยาจีนจันตุหนี้พลางสู้พลางไปถึงเมืองธนบุรี เรือสำเภาก็ตกน้ำลึกออกปากน้ำหนีไปได้ การรบกับพระยาจีนจันตุแสดงให้เห็นว่าพระนเรศวรนั้นว่องไว กล้าหาญชาญชัย รบกับใครออกหน้าทุกที

ทางสายธาตุ
08-08-2009, 09:10 AM
หนังสือ : ลัทธิชาตินิยมกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เทพเจ้าแห่งความรักชาติของคนไทย
ผู้เขียน : เอื้อ บุษปะเกศ หงสกุล
เนื้อหา : บทที่ 3 ผลงานของลัทธิชาตินิยมที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงนำมาใช้ ..หน้า 49-50

พระยาละแวกก่อเหตุใหม่ คราวนี้ยกข้ามอ่าวไปปล้นเมืองเพชรบุรีใหม่ พระมหาธรรมราชาให้เจ้าเมืองสามคนยกไปช่วย แต่เจ้าเมืองทั้งสามทำงานไม่ประสานกันจึงเสียเมืองไป เจ้าเมืองเพชรบุรี เจ้าเมืองยโสธร เจ้าเมืองเทพราชธานี ตายในที่รบ พระยาละแวกมีชัยแล้วไม่ได้ยึดเมืองไว้ เอาแต่คนเมืองเพชรบุรีไปไว้เมืองเขมร

คราวนี้ได้ใจ พระยาละแวกให้ยกกองทหารมาเที่ยวกวาดต้อนผู้คนแถวเมืองนครราชสีมา แต่โชคร้ายประจวบกับพระนเรศวรเสด็จลงมาจากเมืองพิษณุโลก พระองค์ส่งทหารม้าเร็ว ช้างเร็ว และทหารล้อมวังสามพันคนขึ้นไปต้อนรับทันที ทรงจัดการให้ทหารซุ่มอยู่สองข้างทางข้าศึกจะยกมา ทหารเขมรทัพหน้าเดินเกินเข้ามาในที่ซุ่ม ทหารไทยก็ออกจู่โจมรบกันจนถึงขึ้นตลุมบอน ทหารเขมรแตกพ่ายไป ทหารไทยได้ทีตามตีขึ้นไปจนถึงทัพใหญ่ ฆ่าฟันข้าศึกตายลงอีกมาก ทหารเขมรก็แตกหนีกลับไปเมืองละแวก
<O:p
ศึกเมืองคัง
<O:p
<O:p>http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=662589&stc=1&d=1249700224</O:p>
<O:p
<O:p
ตอนนี้เป็น พ.ศ. 2124 บุเรงนองเป็นโรคปัจจุบันสิ้นพระชนม์ลง มังเอิงหรือมังไชยสิงห์ ราชโอรสที่เป็นพระมหาอุปราชา เคยมารบกรุงศรีอยุธยากับพ่อได้รับราชสมบัติเป็นพระเจ้าหงสาวดี มีนามว่านันทะบุเรง และตั้งมังกะยอชวา หรือมังสามเกลียด ราชบุตรคู่ปรับของพระนเรศวรเป็นมหาอุปราชา เป็นประเพณีที่เปลี่ยนกษัตริย์ใหม่ เมืองขึ้นทั้งหลายต้องไปแสดงความจงรักภักดีมิฉะนั้นต้องถูกหาว่าเป็นกบฏ พระนเรศวรขณะนั้นมีพระชนม์ 26 พรรษา ลงมาทูลขออาสาไปแทนพระราชบิดา เรื่องอะไรจะให้พ่อเราไปกราบกษัตริย์พม่าองค์ใหม่ กราบแต่บุเรงนองคนเดียวก็พอแล้ว แต่แท้จริงนั้นพระองค์ต้องการไปสืบดูเหตุการณ์ในเมืองพม่า
<O:p
บรรดาเมืองขึ้นทั้งหลายเขาพากันไป แต่เมืองคังนิดเดียวไม่ยอมไป เจ้าฟ้าไทยใหญ่ก็เป็นคนเผ่าเดียวกับไทยเรา ตั้งแข็งเมืองเสียเฉยๆ ฉันไม่ยอมค้อมหัวให้แก ใครจะทำไม นันทะบุเรงขัดพระทัย ที่เจ้าฟ้าไทยใหญ่ไม่เกรงพระราชอำนาจ แต่ก็อยากจะให้ราชบุตรแสดงฝีมือให้ปรากฏ จึงสั่งให้แม่ทัพหนุ่มๆ รุ่นราวคราวเดียวกันประลองฝีมือผลัดกันเข้าตีเมืองคังคนละวัน ผู้ที่ถูกกะตัวให้เข้าแข่งขันคือพระมหาอุปราชามังกะยอชะวาทัพหนึ่ง พระสังกะทัตเมืองตองอูทัพหนึ่ง กับพระนเรศวรแห่งกรุงศรีอยุธยาอีกทัพหนึ่ง แต่มิได้สั่งให้เพลาๆมือไว้ เพราะนึกว่าคงจะนึกได้เอง
<O:p
พระมหาอุปราชายกทัพขึ้นไปตีเมืองคัง ในวันจันทร์เดือน 5 ขึ้น 7 ค่ำ เวลา 4 ทุ่ม เดือนตกแล้ว เมืองคังนั้นตั้งอยู่บนเขาเมื่อทหารพระมหาอุปราชาป่ายปีนขึ้นไป ชาวเมืองก็งัดศิลากลิ้งลงมาถูกทหารแข้งขาหักศรีษะบี้แบนไปตามๆกัน ไม่มีทางจะบุกบั่นขึ้นไปได้ พอจวนรุ่งมองเห็นตัวกันแล้วพระมหาอุปราชาก็ถอยมา

ครั้นวันอังคารขึ้น 8 ค่ำ พระสังกะฑัตนำทัพขึ้นไปบ้าง ก็ถูกชาวเมืองคังงัดหินกลิ้งลงมาปะทะไว้อีก ทหารล้มตายมากไม่สามารถจะขึ้นไปถึงกำแพงเมืองได้สักคน
<O:p
พระนเรศวรนั้น ได้สดับตรัสฟังข่าว สองทัพแรกเขาไปรบมาแล้วจึงแอบไปตรวจภูมิประเทศดูก่อนตั้งแต่ตอนกลางวัน ก็เห็นทางที่จะขึ้นไปยึดเมือคังได้ ครั้นวันพุธเวลา 11 ทุ่ม พระองค์ก็ยกไปทำการโห่ร้องยิงปืนตีฆ้องกลอง มีอาการดั่งจะปีนขึ้นไป แต่หาได้ขึ้นไปจริงๆไม่ คงทำเสียงอึกทึกครึกโครมอยู่ แค่ตีนเขานั้นเอง พวกชาวเมืองคังก็นึกว่าข้าศึกจะพยายามขั้นไปเหมือนที่พยายามมาสองคืนแล้ว จึงช่วยกันงัดก้อนศิลากลิ้งลงมาเช่นเคย แต่มันหาได้ถูกผู้ใดไม่

พระนเรศวรได้ให้ทหารปืนแอบปีนแซงขึ้นไปสองข้าง เงียบๆ พอขึ้นไปถึงระยะใกล้แล้ว พอเห็นตัวได้รางๆ พลปืนก็ระดมยิงเข้าไปอย่างหนาแน่น ถูกชาวเมืองล้มตาย และระส่ำระสาย เป็นการใหญ่จนคุมกันไม่ติด ครั้นสามโมงเช้าก็ปีนเข้ายึดเมืองได้จับตัวเจ้าฟ้าเมืองคังได้ คมตัวลงมาถวายพระเจ้าหงสาวดีนันทะบุเรง พระเจ้าหงสาวดีนั้นแม้จะรู้สึกไม่พอพระทัย เพราะไม่สมพระประสงค์ ที่เจตนาไว้ก็ได้แต่ตรัสชมเชยและพระราชทานรางวัลให้ แต่พระมหาอุปราชากับพระสังกะทัตนั้นรู้สึกละอาย และเกลียดชังพระนเรศวรมาก

ทางสายธาตุ
08-08-2009, 09:13 AM
หนังสือ : ลัทธิชาตินิยมกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เทพเจ้าแห่งความรักชาติของคนไทย
ผู้เขียน : เอื้อ บุษปะเกศ หงสกุล
เนื้อหา : บทที่ 3 ผลงานของลัทธิชาตินิยมที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงนำมาใช้ ..หน้า 51

พระนเรศวรกลับมาถึงเมืองพิษณุโลก ก็เปลื้องเครื่องทรงออกถวายพระพุทธชินราช และพระพุทธชินสีห์ กับมีมหรสพสมโภชสามวันแล้วลงมาเฝ้าพระราชบิดา และทูลว่าเจ้าเมืองประเทศราชทั้งหลายไม่เกรงกลัวพระเจ้าหงสาวดีนันทะบุเรง เหมือนบุเรงนอง ต่างกำลังคิดเอาใจออกห่างอยู่ คะเนว่าอีกไม่ช้าคงจะมีเหตุการณ์ขึ้นเป็นแน่ แล้วพระองค์ก็เร่งตระเตรียมกำลังไว้อย่างเงียบๆ คอยโอกาสอยู่


http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=662591&stc=1&d=1249701195


การที่พระนเรศวรทรงแสดงฝีมือในการตีเมืองคังครั้งนั้น ทำให้ฝ่ายพม่าเริ่มมีความไม่ไว้วางใจ และสร้างสัตรูให้เกิดมีขึ้นอย่างลับๆ แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีผลดีสำหรับการที่พระนเรศวรจะกู้ชาติเพราะทำให้คนไทยมีความภาคภูมิใจ เป็นการชักจูงให้คนไทยรู้สึกไว้วางใจในผู้นำของตน อนึ่ง การที่พระนเรศวรทรงสละเครื่องทรงถวายพระพุทธชินราช และพระพุทธชินสีห์นั้น ก็เป็นการชักนำให้ทหารไทยมีที่พึ่งทางใจ ยึดมั่นในพระพุทธคุณ ทำให้บังเกิดความกล้าหาญ ทรหดอดทน พร้อมที่จะต่อสู้เพื่อชาติและพระพุทธศาสนา

ทางสายธาตุ
08-08-2009, 09:33 AM
หนังสือ : ลัทธิชาตินิยมกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เทพเจ้าแห่งความรักชาติของคนไทย
ผู้เขียน : เอื้อ บุษปะเกศ หงสกุล
เนื้อหา : บทที่ 3 ผลงานของลัทธิชาตินิยมที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงนำมาใช้ ..หน้า 51-52


พระนเรศวรทรงประกาศอิสรภาพ

ฝ่ายพระเจ้าหงสาวดีนันทะบุเรง ตั้งแต่เห็นพระนเรศวรมีฝีมือเหนือลูกและหลานของตน ประกอบกับสังเกตเห็นพระนเรศวรมีกิริยาท่าทางไว้สง่า ท่าทางแสดงว่ามีความใฝ่สูง ไม่น่าไว้วางใจ จำต้องคิดหาทางป้องกันไว้ล่วงหน้า ขั้นแรกก็คือ อพยพชาวเมืองเหนือทั้งปวงเอาไปไว้กรุงหงสาวดีเสีย พระนเรศวรจะได้ไม่มีกำลังพอที่จะมาต่อสู้กับกองทัพพม่า ขั้นที่สองก็คือ ให้คนไปทำนาเตรียมเสบียง อาหารไว้ที่เมืองกำแพงเพชรเป็นการขู่ และเตือนพระนเรศวรให้รู้ไว้ว่า ถ้าขืนก่อการกำเริบเสิบสานขึ้นมาเมื่อไร พม่าก็จะกรีธาทัพไปเหยียบ กรุงศรีอยุธยาเสียให้เรียบเป็นหน้ากลอง
<O:p
ดำริดังนั้นแล้ว จึงให้นัทะสูกับราชสงครามคุมพลพม่าหมื่นหนึ่งไปควบคุมชาวไทยใหญ่เมืองแสนหวี 12,000 คน ไปตั้งยุ้งฉางสะสมเสบียงอาหารอยู่ที่เมืองกำแพงเพชร พระนเรศวรทราบความก็เฉยเสีย ทำประดุจไม่รู้เท่าทัน แต่ก็เร่งมือฝึกปรือรี้พลเตรียมพร้อมไว้
<O:p
ต่อมาไม่นาน ทางเมืองพม่าก็เกิดเรื่องขึ้นจริงๆ ตามที่พระนเรศวรได้คาดการณ์ไว้ กล่าวคือ พระราชธิดาของพระเจ้าอังวะซึ่งเป็นชายาของพระมหาอุปราชามังกะยอชวา เกิดวิวาทขึ้นกับพระสวามี พระเจ้าอังวะซึ่งเป็นราชบุตรเขยของบุเรงนองจึงเกิดแตกแยกกับพระเจ้าหงสาวดีขึ้น จึงแข็งเมืองไม่ยอมขึ้นกับกรุงหงสาวดี พูดภาษาชาวบ้านก็คือผัวกับเมียทะเลาะกันแล้ว พ่อตากับพ่อผัวก็พลอยโกรธกันด้วย


อันที่จริงก็เป็นเรื่องภายในครอบครัวเดียวกัน ไม่น่าให้ชาวบ้านเดือดร้อนด้วยเลย แต่นันทะบุเรงคงคิดว่าตนมีอำนาจเมืองขึ้นทั้งหลายเป็นขี้ข้าของตนกระมัง จึงได้มีหนังสือไปเกณฑ์เมืองขึ้นทั้งหลายให้ส่งกองทัพไปช่วยรบกรุงอังวะ คือพระเจ้าแปร พระเจ้าตองอู พระเจ้าเชียงใหม่ พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต แต่สำหรับกรุงศรีอยุธยานั้น น่าจะส่งหนังสือไปถวายพระมหาธรรมราชา แต่กลับส่งไปยังพระนเรศวร จึงเป็นที่น่าระแวงว่าจะมีเลศนัยประการใดอยู่
<O:p</O:p
พระนเรศวรพอได้รับหนังสือจากนันทะบุเรง ก็ดำริว่าไหนๆ พม่าก็เตรียมจะมารบเมืองไทยแล้ว ไม่ช้าก็เร็ว ไทยก็ควรจะชิงเอาเปรียบเป็นฝ่ายรุกเสียก่อน แต่ที่พม่ามีหนังสือ มาถึงพระองค์แทนที่จะส่งไปถวายพระราชบิดานั้น พระองค์มิได้เฉลียวพระทัยว่าพม่าเขาต้องการให้พระองค์นำทัพไปเอง จึงลงไปกราบทูลพระราชบิดาแล้วก็นำทัพออกจากพิษณุโลก เมื่อเดือน 3 แรม 6 ค่ำ ปีมะแม พ.ศ. 2126 ไปถึงเมืองแครง ซึ่งเป็นเมืองมอญของพม่าอยู่ติดพรมแดนไทย ในเดือน 6 ปีวอก กินเวลาเดินทางถึงสามเดือนที่เดินทัพช้าเช่นนี้ ก็เพราะพระนเรศวรแกล้งทำให้ช้า เพื่อจะได้ไปถึงหงสาวดีเมื่อนัทะบุเรงยกทัพไปเมืองอังวะแล้ว ถ้าเห็นได้ทีก็จะลองตีกรุงหงสาวดีเสียเลย ถ้ายังตีไม่ได้ก็จะอพยพคนไทยที่ตกไปเป็นเชลยนั้นกลับคืนมา


http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=662599&stc=1&d=1249702258


เมื่อตอนพระนเรศวรทรงช้างออกจากเมืองพิษณุโลกเป็นเวลา 11 ทุ่มได้ทอดพระเนตรเห็นพระบรมสารีริกธาตุ ขนาดเท่าผลมะพร้าวปอก ปาฎิหาริย์ลอยมาในอากาศจากตะวันออก ผ่านหน้าช้างพระที่นั่งไปยังตะวันตก ทรงยกมือนมัสการอธิษฐานข้อให้ทำการสำเร็จ ยาตราทัพไปถึงเมืองกำแพงเพชรเวลาบ่าย 5 โมงก็เกิดพายุใหญ่ ฝนตกหนัก เกิดแผ่นดินไหว ธรรมชาติแสดงอาการวิปริตเช่นนี้ สมัยโบราณเขามีความสังเกตดี จึงได้บันทึกไว้ในพงศาวดาร

ทางสายธาตุ
08-08-2009, 09:36 AM
อรุณสวัสดิ์ ท่านพี่ Case Officer

ไปหาพระอาจารย์กัน เดี๋ยวโทรหาพี่สะใภ้ก่อน

พี่สะใภ้อยากไปด้วย แกบอกไว้นานแล้วว่าไปเมื่อไหร่ให้ชวน

พี่แกว่าฝันเห็นวัดวรเชษฐ์ หลายครั้ง สงสัยจะถูกตามตัว

จงรักภักดี
08-08-2009, 09:55 AM
พระนเรศวรนั้น ได้สดับตรัสฟังข่าว สองทัพแรกเขาไปรบมาแล้วจึงแอบไปตรวจภูมิประเทศดูก่อนตั้งแต่ตอนกลางวัน ก็เห็นทางที่จะขึ้นไปยึดเมือคังได้ ครั้นวันพุธเวลา 11 ทุ่ม พระองค์ก็ยกไปทำการโห่ร้องยิงปืนตีฆ้องกลอง มีอาการดั่งจะปีนขึ้นไป แต่หาได้ขึ้นไปจริงๆไม่ คงทำเสียงอึกทึกครึกโครมอยู่ แค่ตีนเขานั้นเอง พวกชาวเมืองคังก็นึกว่าข้าศึกจะพยายามขั้นไปเหมือนที่พยายามมาสองคืนแล้ว จึงช่วยกันงัดก้อนศิลากลิ้งลงมาเช่นเคย แต่มันหาได้ถูกผู้ใดไม่

พระนเรศวรได้ให้ทหารปืนแอบปีนแซงขึ้นไปสองข้าง เงียบๆ พอขึ้นไปถึงระยะใกล้แล้ว พอเห็นตัวได้รางๆ พลปืนก็ระดมยิงเข้าไปอย่างหนาแน่น ถูกชาวเมืองล้มตาย และระส่ำระสาย เป็นการใหญ่จนคุมกันไม่ติด ครั้นสามโมงเช้าก็ปีนเข้ายึดเมืองได้จับตัวเจ้าฟ้าเมืองคังได้ คมตัวลงมาถวายพระเจ้าหงสาวดีนันทะบุเรง พระเจ้าหงสาวดีนั้นแม้จะรู้สึกไม่พอพระทัย เพราะไม่สมพระประสงค์ ที่เจตนาไว้ก็ได้แต่ตรัสชมเชยและพระราชทานรางวัลให้ แต่พระมหาอุปราชากับพระสังกะทัตนั้นรู้สึกละอาย และเกลียดชังพระนเรศวรมาก<!-- google_ad_section_end -->

..................................................


ขออนุโมทนา ครับ การเข้าตีเมืองคังของสมเด็จพระนเรศวรในครั้งกระโน้น พระองค์ท่านทรงใช้กลยุทธที่
ทหารสมัยใหม่เขาเรียกว่าการแสดงลวงหรือการเข้าตี
ลวง ถ้าใครเคยอ่านหรือดูหนังเรื่องวันเผด็จศึก หรือ
The Longest Day ที่สัมพันธมิตรยกพลขึ้นบกที่
หาดนอร์มังดี ก็ใช้การแสดงลวงหรือการเข้าตีลวง
ช่วยด้วยเหมือนกัน สงสัยลอกแบบไปจากสมเด็จ
ท่านก็ได้นะครับ และถ้าท่านใดที่สนใจเหตุการณ์
บ้านเมืองอาจจะพอจำได้ เมื่อประมาณไม่นานมานี้
ตอนทฤษฎีโดมิโนในอินโดจีน ที่น่าเชื่อว่า เวียตนาม
กำลังมีทีท่าว่าจะบุกประเทศไทย เพราะครั้งนั้น เขมร
และลาวก็เสร็จหมดแล้ว ทหารเวียตนามเต็มไปหมด
ประเทศไทยเราก็ได้ไปเจรจากับมหามิตรจีน ขอให้
ช่วยยกทัพมายอไว้ที่ชายแดนติดกับเวียตนาม รู้สึก
ว่ามีการสู้รบกันอยู่บ้าง ก็เข้าข่ายในเรื่องการแสดง
หรือการเข้าตีลวงของจีนเพื่อช่วยเหลือประเทศน้อง
ในครั้งกระนั้นนะครับ ท่านใดสนใจก็ลองค้นคว้าดูนะ
รู้สึกว่าจะมีผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกวางขาย

ทางสายธาตุ
08-08-2009, 09:57 AM
หนังสือ : ลัทธิชาตินิยมกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เทพเจ้าแห่งความรักชาติของคนไทย
ผู้เขียน : เอื้อ บุษปะเกศ หงสกุล
เนื้อหา : บทที่ 3 ผลงานของลัทธิชาตินิยมที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงนำมาใช้ ..หน้า 53-55

รุ่งขึ้นพระนเรศวรยกไปถึงเมืองกำแพงเพชร เจ้าเมืองกราบทูลว่าพวกไทยใหญ่เวียงเสือตะวัน ที่พม่าเกณฑ์เอามาทำงาน เกิดวิวาทกับพม่ามอญขึ้น ได้อพยพหนีไปทางเมืองพิษณุโลก พระนเรศวรจึงให้ม้าเร็วไปบอกหลวงโกษา และลูกขุนที่รักษาเมืองพิษณุโลกให้ด่านเมืองเพชรบูรณ์กับด่านเมืองนครไทย สกัดทางไว้อย่าให้หนีไปที่อื่น ที่ทรงสั่งเช่นนี้ก็เพราะถึงอย่างไร ไทยใหญ่ก็เป็นไทย เหมือนกันจึงอยากจะช่วยไว้ แสดงถึงว่าพระองค์ ก็มีลัทธินิยมเชื้อชาติไทยมากอยู่ แต่ความปรากฏว่าพวกไทยใหญ่เหล่านั้นได้พาครอบครัวเข้าไปอาศัยอยู่ในพิษณุโลก ฝ่ายพม่าซึ่งเป็นเจ้านายควบคุมคือนันทะสูกับราชสงคราม ก็มีหนังสือไปขอให้ส่งพวกไทยใหญ่ที่หนีมาแก่พม่า แต่หลวงโกษาไม่ยอมส่งจนกว่าจะมีคำสั่งจากพระนเรศวรให้ส่ง นี่ก็แปลว่าคนไทยที่เป็นพวกของพระนเรศวรเริ่มแข็งข้อกับพม่าแล้ว

<O:p
พระนเรศวรยกทัพต่อไปถึงเมืองแครง ซักแซงยอถาง เจ้าเมืองแครงให้ปลัดเมืองมาเชิญให้พระนเรศวรพักพลอยู่นอกเมืองก่อน พระนเรศวรก็มิว่ากระไร เมื่อมันไม่ไว้ใจให้เกียรติเราก็แล้วไป ก็ไปพักพลอยู่ที่ใกล้วัดที่พระมหาเถรคันฉ่องเป็นเจ้าอาวาส

<O:p
ฝ่ายทางนันทะบุเรง พระเจ้าหงสาวดีองค์ใหม่ เมื่อเห็นทัพไทยมิได้ยกมาถึงกรุงหงสาวดีตามกำหนดที่ควรจะมาถึงแล้ว ก็ระแวงพระทัย ก่อนที่จะยกทัพออกจากหงสาวดีไปจึงสั่งพระมหาอุปราชาผู้บุตรไว้ว่า ถ้าพระนเรศวรยกมาถึงเมื่อไร ก็ให้หาทางจับฆ่าเสียให้ได้พระมหาอุปราชาก็ชอบใจ เพราะเกลียดหน้าพระนเรศวรมาตั้งแต่เป็นเด็กอยู่ด้วยกันแล้ว พอได้รับคำสั่งจากพ่อก็สมใจ จึงแต่งทัพมีกำลังพลหมื่นหนึ่ง ยกออกไปซุ่มอยู่ในเส้นทางที่พระนเรศวรจะยกมา ทางห่างจากกรุงหงสาวดีวันหนึ่ง

สมัยนั้นเขาใช้คำนวณระยะทางกันเป็นเวลา แล้วเรียกพระยาเกียรติพระยาพระราม ซึ่งเป็นมอญให้ลงไปคอยรับพระนเรศวรที่ชายแดน ถ้าพระนเรศวรยกขึ้นมาเราจะยกทัพออกตีด้านหน้า ให้พระยาเกียติพระยาพระรามใช้กองทัพที่มอบให้นี้ ตีขนาบข้างหลังขึ้นมา ช่วยกันจับพระนเรศวรประหารเสียให้จงได้ เมืองหงสาวดีเราจึงจะมีอานุภาพแผ่ไพศาลกว่านครทั้งปวง


แต่พระมหาอุปราชาหาได้เฉลียวใจไม่ว่า สองพระยานั้นเป็นมอญ พม่าเข้ามาครอบครองเมืองมอญอยู่ คนมอญไม่มีทางได้เป็นใหญ่เป็นโตเกินตำแหน่งเจ้าเมืองเลย แม่ทัพก็ไม่เคยได้เป็น แต่พม่าจะทำอะไรก็อ้างเอาว่า เพื่อเมืองมอญทุกที ทำอย่างนี้เป็นเรื่องหลอกใช้กันมากกว่า

<O:p
พระยาเกียรติพระยาพระราม ก็ยกทัพไปเมืองแครงเข้าไปทูลพระนเรศวรว่า พระเจ้าหงสาวดีให้ข้าพระพุทธเจ้าทั้งสองมารับเสด็จขึ้นไป ทูลเท่านั้นแล้ว ก็ไปหาพระมหาเถรคันฉ่อง ซึ่งเป็นอาจารย์ของสองพระยานั้น แล้วก็เป็นมอญเหมือนกัน ความลับที่พระมหาอุปราชาสั่งมาก็เลยเล่าให้อาจารย์ฟังด้วย และปรึกษาว่าจะทำอย่างไรดี นี่เขาเรียกว่าพระมหาอุปราชานั้นฉลาด แต่ขาดความเฉลียว


http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=662655&stc=1&d=1249703576

<O:p
พระมหาเถรคันฉ่องได้ฟัง ก็เห็นว่ามันไม่ยุติธรรม และเพราะท่านเป็นภิกษุมีทางช่วยชีวิตคนได้จึงต้องช่วย จึงนำสองพระยาเข้าไปหาพระนเรศวรแจ้งความทั้งปวงที่ทราบจากศิษย์ต่อพระนเรศวร พระองค์จึงทรงสอบถามสองพระยานั้นอีกครั้ง พระยาเกียรติพระยาพระรามก็ทูลความทั้งสิ้นที่พระมหาอุปราชาสั่งมา

พระนเรศวรตรัสว่าซึ่งพระคุณเจ้ากรุณาบอกให้ทราบนี้พระคุณหาที่สุดมิได้ แต่ความทั้งนี้รู้ถึงพระเจ้าหงสาวดี พระคุณเจ้าจะเป็นอันตรายมั่นคง ข้าพเจ้าจะนำพระคุณเจ้ากับญาติโยม และสองเจ้าคุณนี้ลงไปกรุงศรีอยุธยาด้วยจะปฎิการะสนองคุณพระคุณเจ้า และเลี้ยงพระยาเกียรติพระยาพระรามโดยกตเวทิธรรมประเวณี แล้วพระองค์ก็ตรัสแก่มุขมาตยาโยธาหาญทั้งปวงว่า



http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=662658&stc=1&d=1249703576


<O:p
ความผิดเราหามีไม่ ซึ่งพระเจ้าหงสาวดีคิดร้ายต่อเราก่อนนั้นอันแผ่นดินพระมหานครศรีอยุธยา กับกรุงหงสาวดี เป็นอันขาดพระราชไมตรีต่อกัน เพราะอกุศลกรรมนิยมสำหรับที่จะให้สมณพราหมณ์นานาประชาราษฎรได้ความเดือดร้อนแล้ว พระองค์ทรงจับคนโทน้ำเต้าทองหลั่งน้ำลงยังพื้นพสุธา ออกพระโอษฐ์ประกาศว่า

<O:p
ข้าแต่เทพเจ้าทั้งหลายอันมีมหิทธิฤทธิ์ และทิพจักษุทิพโสตซึ่งสถิตอยู่ทุกทิศานุทิศจงเป็นทิพย์พยาน ด้วยพระเจ้าหงสาวดี มิได้ตั้งอยู่โดยคลองสุจริตมิตรภาพขัตติยประเพณี เสียสามัคคีรสธรรม ประพฤติพาลทุจริต คิดจะทำอันตรายแก่เรา ตั้งแต่นี้ไปกรุงพระมหานครศรีอยุธยา กับหงสาวดีมิได้เป็นสุวรรณปฐพีเดียวดุจหนึ่งแต่ก่อนขาดจากกันแต่วันนี้ไป ตราบเท่ากัลปาวสาน

<O:p
คำประกาศอิสรภาพนี้ มีผลในทางการเมืองมาก ทุกคนในที่นั้น ย่อมเห็นกันทั่วว่าพระเจ้าหงสาวดีเป็นฝ่ายผิด แต่ฝายไทยนั้นสุจริต มิได้ทำผิดสัญญาก่อน จึงสามารถเรียกร้องความเห็นใจจากคนทั่วไป เมื่อประกาศแล้วพระองค์ก็ถามพวกมอญชาวเมืองแครงว่าจะเข้าข้างไหน พม่าหรือไทย ไม่มีใครสักคนว่าเข้าข้างพม่า พระองค์จึงให้จับเจ้าเมืองและกรมการที่เป็นคนพม่าไว้ทั้งหมด เอาเมืองแครงเป็นที่ประชุมทัพ เคลื่อนขบวนออกจากเมืองแครงมุ่งสู่หงสาวดี

จงรักภักดี
08-08-2009, 10:00 AM
อรุณสวัสดิ์ ท่านพี่ Case Officer

ไปหาพระอาจารย์กัน เดี๋ยวโทรหาพี่สะใภ้ก่อน

พี่สะใภ้อยากไปด้วย แกบอกไว้นานแล้วว่าไปเมื่อไหร่ให้ชวน

พี่แกว่าฝันเห็นวัดวรเชษฐ์ หลายครั้ง สงสัยจะถูกตามตัว


ทางผมก็กำลังนัดกันอยู่เหมือนกัน แปลนว่าน่าจะเป็น
วันอาทิตย์ หรือวันอังคาร นะครับ วันอาทิตย์ดูจะสะดวกที่สุด แต่ท่านอื่นไม่รู้จะอย่างไรนะครับ ขอผ่านข่าวนี้ไปถึง
คุณชานนคนไทย และอ.ไก่ ด้วยนะครับ

ทางสายธาตุ
08-08-2009, 10:02 AM
พระนเรศวรนั้น ได้สดับตรัสฟังข่าว สองทัพแรกเขาไปรบมาแล้วจึงแอบไปตรวจภูมิประเทศดูก่อนตั้งแต่ตอนกลางวัน ก็เห็นทางที่จะขึ้นไปยึดเมือคังได้ ครั้นวันพุธเวลา 11 ทุ่ม พระองค์ก็ยกไปทำการโห่ร้องยิงปืนตีฆ้องกลอง มีอาการดั่งจะปีนขึ้นไป แต่หาได้ขึ้นไปจริงๆไม่ คงทำเสียงอึกทึกครึกโครมอยู่ แค่ตีนเขานั้นเอง พวกชาวเมืองคังก็นึกว่าข้าศึกจะพยายามขั้นไปเหมือนที่พยายามมาสองคืนแล้ว จึงช่วยกันงัดก้อนศิลากลิ้งลงมาเช่นเคย แต่มันหาได้ถูกผู้ใดไม่

พระนเรศวรได้ให้ทหารปืนแอบปีนแซงขึ้นไปสองข้าง เงียบๆ พอขึ้นไปถึงระยะใกล้แล้ว พอเห็นตัวได้รางๆ พลปืนก็ระดมยิงเข้าไปอย่างหนาแน่น ถูกชาวเมืองล้มตาย และระส่ำระสาย เป็นการใหญ่จนคุมกันไม่ติด ครั้นสามโมงเช้าก็ปีนเข้ายึดเมืองได้จับตัวเจ้าฟ้าเมืองคังได้ คมตัวลงมาถวายพระเจ้าหงสาวดีนันทะบุเรง พระเจ้าหงสาวดีนั้นแม้จะรู้สึกไม่พอพระทัย เพราะไม่สมพระประสงค์ ที่เจตนาไว้ก็ได้แต่ตรัสชมเชยและพระราชทานรางวัลให้ แต่พระมหาอุปราชากับพระสังกะทัตนั้นรู้สึกละอาย และเกลียดชังพระนเรศวรมาก<!-- google_ad_section_end -->

..................................................


ขออนุโมทนา ครับ การเข้าตีเมืองคังของสมเด็จพระนเรศวรในครั้งกระโน้น พระองค์ท่านทรงใช้กลยุทธที่
ทหารสมัยใหม่เขาเรียกว่าการแสดงลวงหรือการเข้าตี
ลวง ถ้าใครเคยอ่านหรือดูหนังเรื่องวันเผด็จศึก หรือ
The Longest Day ที่สัมพันธมิตรยกพลขึ้นบกที่
หาดนอร์มังดี ก็ใช้การแสดงลวงหรือการเข้าตีลวง
ช่วยด้วยเหมือนกัน สงสัยลอกแบบไปจากสมเด็จ
ท่านก็ได้นะครับ และถ้าท่านใดที่สนใจเหตุการณ์
บ้านเมืองอาจจะพอจำได้ เมื่อประมาณไม่นานมานี้
ตอนทฤษฎีโดมิโนในอินโดจีน ที่น่าเชื่อว่า เวียตนาม
กำลังมีทีท่าว่าจะบุกประเทศไทย เพราะครั้งนั้น เขมร
และลาวก็เสร็จหมดแล้ว ทหารเวียตนามเต็มไปหมด
ประเทศไทยเราก็ได้ไปเจรจากับมหามิตรจีน ขอให้
ช่วยยกทัพมายอไว้ที่ชายแดนติดกับเวียตนาม รู้สึก
ว่ามีการสู้รบกันอยู่บ้าง ก็เข้าข่ายในเรื่องการแสดง
หรือการเข้าตีลวงของจีนเพื่อช่วยเหลือประเทศน้อง
ในครั้งกระนั้นนะครับ ท่านใดสนใจก็ลองค้นคว้าดูนะ
รู้สึกว่าจะมีผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกวางขาย

ท่านพี่รู้จริง เมื่อสักสองเดือนก่อน ได้พบกับข้าราชการกรมที่ดิน
ท่านเกษียณอายุราชการ เล่าให้ฟังเรื่องเวียดนามบอกว่าจะมากินอาหารเที่ยงที่โคราช
แล้วจะมีกินอาหารเย็นในกรุงเทพฯ ก็ไปเจอเหตุการณ์อย่างที่ท่านพี่ว่า
คือจีนเปิดสมรภูมิรบในวันนั้นกับเวียดนาม กองทัพจึงเข้ากรุงเทพฯไม่ได้

นึกแล้ว ท่านผู้อาวุโสแต่ละท่านนี่ มีอะไรเล่าสู่กันฟัง สนุกๆทั้งนั้น ทุกคน อิอิ ชอบมากค่ะ

จงรักภักดี
08-08-2009, 05:16 PM
ท่านพี่รู้จริง เมื่อสักสองเดือนก่อน ได้พบกับข้าราชการกรมที่ดิน
ท่านเกษียณอายุราชการ เล่าให้ฟังเรื่องเวียดนามบอกว่าจะมากินอาหารเที่ยงที่โคราช
แล้วจะมีกินอาหารเย็นในกรุงเทพฯ ก็ไปเจอเหตุการณ์อย่างที่ท่านพี่ว่า
คือจีนเปิดสมรภูมิรบในวันนั้นกับเวียดนาม กองทัพจึงเข้ากรุงเทพฯไม่ได้

นึกแล้ว ท่านผู้อาวุโสแต่ละท่านนี่ มีอะไรเล่าสู่กันฟัง สนุกๆทั้งนั้น ทุกคน อิอิ ชอบมากค่ะ


ในเมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้แล้วก็ควรจะให้ เครดิต กับท่านที่ไปดำเนินการเรื่องนี้เป็นคุณแก่ประเทศชาติ ท่านผู้นี้ก็คือ
พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ สมัยยังเป็นผู้บัญชาการทหาร
บกและรักษาการผู้บัญชาการทหารสูงสุดอยู่นะครับ ตอนนั้นท่านยังไม่ได้เล่นการเมือง (ตำแหน่งในขณะนั้นอาจจะไม่ถูกต้อง อาจจะยังเป็นเจ้ากรมยุทธการทหารบกอยู่ก็ได้)

ทางสายธาตุ
08-08-2009, 06:32 PM
สาธุ เพิ่งทราบว่าท่านพลเอกชวลิต เป็นผู้คิดนะคะ เก่ง

เมื่อสักครู่ ฟังข่าวว่า ต่างชาติมาถือครองที่ดินทำนาโดยถือครองเป็นเจ้าของ

ทำนาแล้วส่งกลับไปประเทศเขา โดยจ้างชาวนาที่เป็นเจ้าของที่ดินเดิม

ในเงินเดือนเดือนละ 1 หมื่นบาทเพื่อทำนาให้เขา ฟังแล้วสลดใจ บอกไม่ถูก ... เศร้า

ทางสายธาตุ
09-08-2009, 06:49 AM
หนังสือ : ลัทธิชาตินิยมกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เทพเจ้าแห่งความรักชาติของคนไทย
ผู้เขียน : เอื้อ บุษปะเกศ หงสกุล
เนื้อหา : บทที่ 3 ผลงานของลัทธิชาตินิยมที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงนำมาใช้ ..หน้า 56

เหยียบชานกรุงหงสาวดีเอาฤกษ์
<O:p</O:p
พระนเรศวรทรงนำทัพข้ามแม่น้ำสโตง เดินทัพไปจนใกล้จนถึงกรุงหงสาวดีแล้ว ก็ได้ทราบข่าวว่า นันทะบุเรงรบพุ่งชนะได้เมืองอังวะแล้ว กำลังรีบเร่งเดินทัพกลับกรุงหงสาวดี เห็นว่าจะตีเอากรุงหงสาวดีคราวนี้ยังมิได้ จะถูกทัพที่กลับมานั้นตีกระหนาบหลังจึงให้ทหารไทยแยกกัน เที่ยวบอกคนไทย ให้รีบอพยพกลับพร้อมกับกองทัพ ครั้งนั้นได้ครอบครัวไทยมาประมาณหมื่นเศษ
<O:p</O:p
พระมหาอุปราชานั้นไม่รู้ว่าไปอยู่เสียที่ไหน จนกองทัพไทยรับเชลยไทยกลับไปแล้วจึงทราบ จึงจัดทัพให้สุรกรรมาเป็นกองหน้าพระมหาอุปราชาเป็นกองหลวงเอง รีบยกติดตามไป
<O:p</O:p
ฝ่ายทัพไทยมาถึงแม่น้ำสโตง พระนเรศวรก็ให้ทหารไปเที่ยวเก็บเรือในบริเวณนั้นมาผูกกับไม้ทำเป็นแพ เร่งขนครอบครัวไทยและช้างม้ารี้พล ข้ามแม่น้ำไปได้หมดสิ้น แล้วพระองค์จึงข้ามไปเสร็จแล้วก็เผาเรือทำลายแพเสียสิ้น แล้วให้นายทัพนายกองนำพระมหาเถรคันฉ่อง กับครอบครัวไทยมอญรีบออกเดินทางล่วงหน้าไปก่อน ส่วนพระองค์กับทหารหนึ่งหมื่นห้าพันคนยังรอขอพบกับข้าศึกอยู่ที่ริมฝั่ง


http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=663913&stc=1&d=1249778569

<O:p</O:p
พระมหาอุปราชากับสุรกรรมา ยกมาถึงริมฝั่งอีกฟากหนึ่งก็หมดปัญญาที่จะข้ามมาได้ พระนเรศวรให้ทหารใช้ปืนหาบปืนแล่น ปืนนกสับยิงระดมข้ามไป แต่ลูกปืนตกในแม่น้ำหมด ไม่มีถึงแม้แต่ลูกเดียว พระนเรศวรเห็นสุรกรรมาอยู่บนคอช้าง แลเห็นเท่าผลมะพร้าว เป็นเป้านิ่งน่าพิสมัยยิ่งนัก จึงเอาปืนนกสับยาวเก้าคืบยิงไป ถูกสุรกรรมาตายกลิ้งตกจากคอช้าง รี้พลพม่ามอญเห็นเป็นอัศจรรย์ตกตลึงไปตามๆกัน ด้วยแม่น้ำสโตงนั้นมันกว้างเกินกำลังปืนสมัยนั้น พระมหาอุปราชาจึงเลิกทัพกลับไป


http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=663914&stc=1&d=1249778751

<O:p</O:p
พระนเรศวรไม่ยกไปทางเก่า ลัดเข้าทางเมืองกาญจนบุรีนำความกราบทูลพระราชบิดาทุกประการ พระมหาธรรมราชามิได้ว่าอะไร กับการที่พระนเรศวรจัดการไปก่อนทุกอย่าง กลับมอบหน้าที่การต่อสู้ ป้องกันข้าศึก ให้พระนเรศวรมีอำนาจบังคับบัญชาสิทธิ์ขาดตั้งแต่นั้นมา เมื่อได้จัดการให้พระมหาเถรคันฉ่องและญาติโยมรวมทั้งพระยาเกียรติพระยาพระราม มีที่อยู่ที่กินเป็นหลักฐานแล้วก็กลับเมืองพิษณุโลก เปลื้องเครื่องสุวรรณอลังการขัตติยาภรณ์ออกถวายเป็นพุทธบูชาแต่พระพุทธชินราชและพระพุทธชินสีห์

จงรักภักดี
09-08-2009, 06:52 AM
สาธุ เพิ่งทราบว่าท่านพลเอกชวลิต เป็นผู้คิดนะคะ เก่ง

เมื่อสักครู่ ฟังข่าวว่า ต่างชาติมาถือครองที่ดินทำนาโดยถือครองเป็นเจ้าของ

ทำนาแล้วส่งกลับไปประเทศเขา โดยจ้างชาวนาที่เป็นเจ้าของที่ดินเดิม

ในเงินเดือนเดือนละ 1 หมื่นบาทเพื่อทำนาให้เขา ฟังแล้วสลดใจ บอกไม่ถูก ... เศร้า


เรื่องนี้เราจะโทษใครเล่าครับ จะให้ใครเป็นแพะดี ในเมื่อ
ทุกคนทุกระดับล้วนพูดกันแต่เศรษฐกิจของประเทศ มูล
ค่าการส่งออก เงินหรือรายได้กลายเป็นสิ่งสำคัญของชีวิต
ไปแล้ว พ่อแม่พี่น้องชาวนาต่างก็อยากมี มือถือ มอเตอร์ไซด์ และปิคอัพ ก็จำเป็นต้องขวนขวาย ทุกคน
ลืมเลือนไม่สนใจกับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง อีกทั้งความไม่แข็งแรงทางด้านกม. อาจทำให้มีช่องโหว่อยู่บ้าง จะโทษใครเล่าครับ ยังโชคดีที่ตื่นตัวกัน ยังไม่สายนะครับ
นี่ถ้าไม่ทราบว่าคุณทางสายธาตุจบมาทางด้านวิทย์ คงจะ
มีคำถามแน่ครับ ว่าทำอย่างไรเราถึงจะช่วยให้พ่อแม่พี่น้อง
ในต่างจังหวัดและในชนบทส่วนใหญ่ได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีรายได้เพียงพอ ข้อสำคัญที่สุดสามารถปลดหนี้ปลดสินลืมตาอ้าปากกันได้บ้าง และอย่างเป็นรูปธรรมครับ

ทางสายธาตุ
09-08-2009, 07:36 AM
พวกเราชาวไทยตอนนี้เป็นลูกข่างให้ผู้มีอำนาจ ถูกหมุนปั่นติ้ว เริ่มจากความคิดอยากมีสารพัดอย่างคนอื่นเขา จนลืมมองว่า สิ่งของนั้นให้อรรถประโยชน์คุ้มค่าหรือไม่

คุ้มกับเม็ดเงินที่ทุ่มลงไป ตัวอย่างนะคะ เช่น ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนพ่อบุญมีอยากมีมอเตอร์ไซด์ จะได้ขี่ไปหาเพื่อนตามบ้าน ขี่ไปเที่ยวในจังหวัดได้

พ่อบุญมีหาเงิน 4-5 หมื่นมาซื้อไม่ไหว พ่อบุญมีหาได้แต่เงินดาวน์ 5000 บาท ต้องผ่อนมอเตอร์ไซด์ให้เจ้าลูกชาย เดือนละ 1,125 บาท เป็นเวลา 48 เดือน

ส่วนแม่บุญศรีภรรยาคู่ชีวิต ก็มาบอกว่า แก ฉันอยากได้ทีวีจอโตๆหน่ะ ตามันไม่ดี มองไม่ค่อยเห็นนางเอก เอาแบบสัก 29 นิ้วก็ได้ พ่อบุญมีแกก็เห็นด้วยเพราะ

แกก็ตาฟางแล้วเหมือนกัน ไปหาซื้อทีวีกันที่ห้าง ดี๊ดี สมัยนี้ โททัด ก็ผ่อนได้ไม่คิดดอกเบี้ย เครื่องละ 12,000 บาท ผ่อน 10 เดือน 1,200 บาทต่อเดือน โทรทัศน์ที่จอโตๆ

ก็ไม่ได้ให้อรรถประโยชน์ที่มากขึ้นกับพ่อบุญมีและแม่บุญศรี แค่จอมันโตขึ้น แต่ละครเรื่องเดิมที่เคยดู

แล้วสารพัดเครื่องใช้ไฟฟ้าก็เริ่มทยอยกันเข้ามาเป็นความจำเป็นปลอมๆในชีวิตชนบทอย่างพ่อบุญมีและแม่บุญศรี

เงินจากการทำนาได้อย่างมาก 2 ครั้งต่อปี ระหว่างปีจะต้องมีค่าใช้จ่ายกิน เสื้อผ้า ค่าปุ๋ย ค่ารักษาพยาบาล

และต้องภาวนาให้ข้าวในนาอย่าเป็นอะไรไปก่อนที่จะเก็บเกี่ยว มิฉะนั้น ค่าใช้จ่ายที่ค้างเขาอยู่จะไม่มีเงินไปใช้เขา

ด้วยความจำเป็นหลอกๆที่ถูกแรงโฆษณาที่มาตาม โททัดของแม่บุญศรีนั่นแหละ ทำให้ครอบครัวนี้มีค่าใช้จ่ายที่แน่นอนต่อเดือน ดังนี้

ผ่อนมอไซด์ 1,125 บาท ผ่อนโททัด 1,200 บาท และอื่นๆ อาทิ ผ่อนตู้เย็นอีกสัก 500 บาท รวมเป็นเงินที่แน่นอนต้องผ่อน 2,825 บาท

ขาดผ่อนไม่ได้แม้แต่งวดเดียว เขาไม่ยึดแต่เขาคิดค่าปรับค่าทวงหนี้ อย่างละ 300 บาทต่อเดือน ถ้าไม่ผ่อนเป็นหนี้ค่าทวงหนี้ (งงไหม) เขาอีกเดือนละ 900 บาท

พ่อบุญมีกับแม่บุญศรีจึงมองว่า ชีวิตชาวนานี้ไม่ดีสู้เป็นลูกจ้างเขาไม่ได้เงินเดือนแน่นอน ถ้ามีเงินเดือนประจำแล้วนะ ผ่อนแค่เดือนละ 2,825 บาทสบายเลย

แล้ววันหนึ่งก็มีคนมาติดต่อขอซื้อที่ดินในราคาไม่สูงกว่าประเมินแน่นอน ที่ดินในชนบทจะได้เงินก้อนกี่สตางค์ก็ไม่รู้ แต่ไม่น่าจะมาก พ่อบุญมีเทเงินที่ได้มาซื้อรถปิ๊กอัพไปหมดแล้ว

เพราะเจ้าของที่ดินใหม่เขาสัญญาว่าเขาจะจ้างพ่อบุญมีเดือนละ 10,000 บาทให้ทำนาให้เขา ปุ๋ยก็ไม่ต้องซื้อ นาก็ไม่ต้องเช่า บ้านก็ไม่ต้องย้าย อยู่ที่เดิม แต่มีเงินเดือน

พ่อบุญมีและแม่บุญศรีมองแล้วมีเงินเดือนประจำนี้ดี ผ่อนอะไรก็ได้ ไม่ต้องขาดส่ง ไม่โดยปรับค่าทวงหนี้อีกแล้ว รถปิ๊กอัพก็มีขี่ ของใช้ในบ้านมีครบครันอย่างกับเศรษฐี

สิ่งที่พ่อบุญมีและแม่บุญศรีลืมไปก็คือ เงินเดือนหักค่าใช้จ่าย 10,000 - 2,825 บาท เหลือ 7,150 บาท

เงิน 7,150 บาทในชีวิตของพ่อบุญมีและแม่บุญศรีจะต้องเอาไปใช้อะไรบ้าง

1. ซื้อข้าวสาร ปลูกให้เขานี่ข้าวก็เป็นของเขา ต่อไปนี้ก็ต้องซื้อกินแล้วนะ เดือนละถังพอกินไหมหล่ะ ถังละ 500 บาท

2. รถปิ๊กอัพกับมอไซด์ ไม่กินข้าว มันกินน้ำมัน ต้องหาให้มันกิน มันไม่มีกิน มันก็ไม่วิ่ง รถสองคันกินน้ำมัน ปิ๊กอัพสัก 1,500 บาท มอไซด์สัก 500 บาท

3. ซื้อกับข้าวเท่าที่จำเป็นต้องใช้ กะปิ น้ำปลา เกลือ ที่ทำเองไม่ได้ในท้องถิ่นต้องซื้อ ทั้งเดือนซื้อไป 500 บาท

4. ค่าไฟฟ้า ค่าประปาต่อเดือน ใช้กับตู้เย็น เครื่องซักผ้า โทรทัศน์ วิทยุ พัดลม ไฟ ปั้มน้ำ คิดว่าใช้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 500 บาท

ค่าใช้จ่ายขั้นต่ำเป็นเงิน 3,500 บาท ยังไม่รวมพวกค่าสันทนาการ เช่นไปดูคอนเสิร์ตวงดนตรีลูกทุ่งในเมือง กับพากันไปเดินเที่ยวห้างในเมือง

น้ำมันขึ้นที พ่อบุญมีกับแม่บุญศรีก็จะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจาก 3,500 บาททันที เงินที่สองคนนี้จะเหลือต่อเดือนคื 7,150 - 3,500 บาท

เงิน 3,650 บาทที่เหลือต่อเดือนนี้ เก็บกี่ปีจึงจะซื้อที่ดินผืนเดิมกลับมาได้ ราคาที่ดินที่จะซื้อคืนมันคงไม่นั่งรอพ่อบุญมีและแม่บุญศรีที่ราคาเดิมแน่นอน

สุดท้าย พวกเราก็คือลูกข่างให้นายเงินที่เขาฉลาดกว่าหมุนติ้วๆๆๆ ตราบใดที่ชาวไทยยังไม่เข้าใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและนำมาใช้ให้เหมาะสม

เราก็ต้องเป็นลูกข่างให้นายทุน รวมทั้งเป็นลูกข่างให้กับอีกหลายๆเรื่อง (แต่ไม่พูดในที่นี้มันเป็นเรื่องการเมือง)

พวกเรามาเดินตามรอยพระบาทในหลวงผู้ทรงเป็นพ่อของชาวไทยกันเถอะค่ะ

ไก่เหลืองหางขาว
09-08-2009, 07:59 PM
ทำอย่างไรเราถึงจะช่วยให้พ่อแม่พี่น้อง
ในต่างจังหวัดและในชนบทส่วนใหญ่ได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีรายได้เพียงพอ ข้อสำคัญที่สุดสามารถปลดหนี้ปลดสินลืมตาอ้าปากกันได้บ้าง

ปัญหาโลกแตกครับ แต่ทางหนึ่งที่ผมมองว่าอาจจะช่วยได้ก้อคือ ควบคุมให้ค่าครองชีพต่างๆไม่สูงจนเกินไปครับ แม้รายได้จะไม่มากแต่รายจ่ายก้อจะไม่เยอะนัก รายได้ที่ไม่มากนักนั้นก้ออาจจะพอใช้จ่ายได้ครับ

และผมว่าทางหนึ่งที่จะช่วยเรื่องค่าครองชีพได้ก้อคือ ระวังไม่ให้น้ำมันแพงมากนักครับ เพราะถ้าน้ำมันแพง ค่าขนส่งต่างๆก้อจะแพง ราคาสินค้า/ค่าครองชีพต่างๆก้อจะสูงตามครับ

ก้อคิดออกแค่นี้ละครับ อิ อิ

ทางสายธาตุ
10-08-2009, 12:20 PM
ทำอย่างไรเราถึงจะช่วยให้พ่อแม่พี่น้อง
ในต่างจังหวัดและในชนบทส่วนใหญ่ได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีรายได้เพียงพอ ข้อสำคัญที่สุดสามารถปลดหนี้ปลดสินลืมตาอ้าปากกันได้บ้าง

ปัญหาโลกแตกครับ แต่ทางหนึ่งที่ผมมองว่าอาจจะช่วยได้ก้อคือ ควบคุมให้ค่าครองชีพต่างๆไม่สูงจนเกินไปครับ แม้รายได้จะไม่มากแต่รายจ่ายก้อจะไม่เยอะนัก รายได้ที่ไม่มากนักนั้นก้ออาจจะพอใช้จ่ายได้ครับ

และผมว่าทางหนึ่งที่จะช่วยเรื่องค่าครองชีพได้ก้อคือ ระวังไม่ให้น้ำมันแพงมากนักครับ เพราะถ้าน้ำมันแพง ค่าขนส่งต่างๆก้อจะแพง ราคาสินค้า/ค่าครองชีพต่างๆก้อจะสูงตามครับ

ก้อคิดออกแค่นี้ละครับ อิ อิ

นั่นซิคุณไก่เหลือง เมื่อก่อนตอนเด็กๆ หลังบ้านจะเป็นสวนฝรั่ง แฟนเจ้าของที่เป็นข้าราชการ ลูก 3 คน ภรรยาอยู่บ้าน เงินเดือน 1200 บาท พอกินมีเหลือเก็บ

นึกถึงปลาทูอ่าวไทย ตัวอ้วนๆ มันๆ ตัวละหนึ่งบาท ขนาดเป้งๆ อร่อยมากและไม่เหม็นคาว ปลาทูสมัยนี้กินไม่อร่อย เค็ม แห้ง คาว คิดถึงปลาทูอ่าวไทย อร่อยมาก

กับข้าวต่อมื้อสมัยนั้น 10 บาทก็พอกินแล้ว ปลาทูเป้งๆ 2 ตัว 2 บาท ผักเคียงหาเอาตามธรรมชาติ ผักบุ้งก็มี ตำลึงก็มี พริกมี น้ำปลาอย่างดีขวดละ 3 บาท กะปิไปขอแบ่งซื้อห่อใส่ใบตองกลับบ้าน บางทีแม่ค้าให้ฟรีในฐานะคนคุ้นเคย

ค่าเดินทางตลอดสาย 50 สตางค์ หลับยาว ไม่ต้องต่อแล้วต่ออีกแบบสมัยนี้ เดี๋ยวนี้ค่าเดินทางกลายเป็นค่าใช้จ่ายหลักของทุกคนไปแล้ว ไม่ใช่ค่ากิน

เมื่อก่อนรายได้น้อย แต่รายจ่ายน้อยกว่า พอเหลือกินเหลือเก็บ

เดี๋ยวนี้เงินเดือนสูง ดูเผินๆเหมือนรายได้จะดี แต่รายจ่ายมาก ไม่ค่อยพอกินด้วยซ้ำ

ปัญหาเรื่องปากท้องของคนไทยตอนนี้ เหมือนวัวที่ถูกผูกไว้กับหลัก เดินวนหลักมาหลายปี ตอนนี้เชือกที่ผูกวัว มันพลาดท่าไหนไม่รู้ มันรัดวัวเข้าให้แล้ว ม๊อออ

คุณไก่เหลืองฯเคยไปไหว้สมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่วัดวรเชษฐ์หรือยัง ลองไปดูนะคะ แต่ต้องไปพบพระอาจารย์สิงห์ทนและพระลูกศิษย์ของท่านนะคะ บางทีคุณไก่เหลืองอาจจะชอบค่ะ

ไก่เหลืองหางขาว
10-08-2009, 01:01 PM
เดี๋ยวนี้เงินเดือนสูง ดูเผินๆเหมือนรายได้จะดี แต่รายจ่ายมาก ไม่ค่อยพอกินด้วยซ้ำ


คุณไก่เหลืองฯเคยไปไหว้สมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่วัดวรเชษฐ์หรือยัง ลองไปดูนะคะ แต่ต้องไปพบพระอาจารย์สิงห์ทนและพระลูกศิษย์ของท่านนะคะ บางทีคุณไก่เหลืองอาจจะชอบค่ะ

เทียบกับราคาทองแล้ว เงินเดือนของพวกเราไม่เพิ่มเลย ดีไม่ดีจะลดลงด้วยครับ เพราะอัตราเงินเฟ้อสูงมาก

ยังไม่เคยเลยครับ แต่ก้อได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับวัดนี้มาบ้างพอสมควร[Embarrass

ทางสายธาตุ
10-08-2009, 06:33 PM
หนังสือ : ลัทธิชาตินิยมกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เทพเจ้าแห่งความรักชาติของคนไทย
ผู้เขียน : เอื้อ บุษปะเกศ หงสกุล
เนื้อหา : บทที่ 3 ผลงานของลัทธิชาตินิยมที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงนำมาใช้ ..หน้า 57-58

ปราบคนกลัวพม่ากล้าทรยศต่อชาติ

เมื่อถึงพิษณุโลกแล้ว หลวงโกษากับลูกขุนก็นำหนังสือนายทัพพม่านันทะสู และราชสงครามที่ตั้งอยู่เมืองกำแพงเพชรทูลถวายพระนเรศวร ให้ตอบจดหมายนายทัพไปว่า ธรรมดาพระมหากษัตริย์ที่ดำรงอยู่ในทศพิธราชธรรมนั้น อุปมาดุจดั่งร่มโพธิ์อันใหญ่ และผู้ที่มาพึ่งพระราชสมภาร ก็หวังจะให้พ้นจากภยันตรายต่างๆ ซึ่งนันทะสูกับราชสงครามจะให้ส่งไทยใหญ่ไปนั้นไม่สมควร ด้วยล่วงขัตติยราชประเพณีธรรม พูดตรงๆ ว่าไม่ส่งจะทำไม ไทยใหญ่หรือไทยก็เชื้อชาติ เดียวกัน
<O:p</O:p
สองนายทัพพม่าได้แจ้งในหนังสือก็งงงวยไป นึกว่านี่คนไทยเป็นอะไรไปทำไมไม่กลัวพม่าเสียแล้ว จึงปรึกษากันว่า พระนเรศวรยกทัพไปช่วยกรุงหงสาวดี ขาไปผ่านไปทางนี้ แต่ขากลับไฉนไม่ผ่านมา และบัดนี้ก็มีหนังสือมาว่าเป็นถ้อยคำฉกรรจ์ ทรนงองอาจอย่างนี้ เราเห็นทีจะอยู่มิได้แล้ว จำจะต้องจัดการกวาดต้อนผู้คนพลเมืองกำแพงเพชรพาไปกรุงหงสาวดี จึงจะมีความชอบ เพียงนายทัพพม่าปรึกษากันอยู่ที่เมืองกำแพงเพชร พระนเรศวรก็ปรึกษาท้าวพระยามุขมนตรีทางพิษณุโลกว่า เราจะปล่อยให้ชาวเมืองกำแพงเพชรฉิบหาย พลัดพรากจากภูมิลำเนาไม่ได้ จึงสั่งให้ข้าหลวงไปจับเอาพวกพม่าที่มาควบคุมอยู่ในหัวเมืองฝ่ายเหนือทั้งหมด ส่งลงไปคุมไว้ในกรุง แล้วออกคำสั่งให้พระยาสวรรคโลกกับพระยาพิชัย ยกไปเอาตัวสองนายทัพพม่านั้น และพระองค์เองก็ยกกองทัพออกจากพิษณุโลกไปด้วย
<O:p</O:p
ข้างนันทะสู และราชสงครามทราบความว่า พระนเรศวรยกมา ก็พารี้พลออกจากเมืองกำแพงเพชร พระนเรศวรให้พระยาไชยบูรณ์กับขุนพสี ยกทัพล่วงหน้าตามไป ไปทันกันที่ตำบลแม่รวก ฝ่ายไทยเข้าโจมตีทันที พระยาไชยบูรณ์เข้าชนช้างกับนันทะสู ช้างพระยาไชยบูรณ์เสียทีเบนไป นันทะสูฟันด้วยของ้าว ถูกนิ้วพระยาไชยบูรณ์ข้อขาด พอช้างพระยาไชยบูรณ์กลับได้ล่างค้ำถนัด ช้างนันทะสู ทานกำลังไม่ได้ ก็ขวางตัวพ่ายหนีไป ขุนพสี เข้าชนช้างกับราชสงคราม ช้างพม่าสู้ไม่ได้วิ่งหนีเอาดื้อๆ สองนายทัพพม่าก็หนีรอดไปได้
<O:p</O:p
ครั้นมีข่าวว่าคนไทยเกิดสู้กับพม่าขึ้นแล้ว พวกไทยใหญ่ชาวเมืองแสนหวีที่ถูกพม่าเกณฑ์มาใช้ทำงานอยู่ที่เมืองเชียงทองพร้อมกับครอบครัว คนประมาณสองหมื่นเศษ มีเจ้าฟ้าไทยใหญ่สามเมืองนำมาหาพระนเรศวร พระองค์ก็รับไว้ แล้วจัดทัพให้ติดตามพม่าไปแต่ตามไม่ทัน
<O:p</O:p
แต่พระยาพิชัยซึ่งเป็นข้าหลวงเดิมแท้ๆ ครั้นรู้ว่าพระนเรศวรเป็นปรปักษ์กับพระเจ้าหงสาวดี แทนที่จะดีใจกลับเกิดกลัวไปว่าจะพาเอาตัวแกเข้าไปเดือดร้อนด้วย พอได้รับคำสั่งให้ยกทัพไปรบพม่าก็ไม่ปฎิบัติตามคำสั่ง กลับส้องสุมผู้คนชาวเมืองพิชัย และกวาดเอาครอบครัวเมืองพิชัยพาไปเมืองสวรรคโลก ชักชวนพระยาสวรรคโลกยกไปตีเมืองพิษณุโลก ดดยหวังว่าจะได้ความชอบจากพระเจ้าหงสาวดี พระยาสวรรคโลกก็เห็นดีด้วย แต่หลวงปลัด ขุนยกกระบัตร ขุนนรนายก ไม่ร่วมมือด้วย เห็นว่าเมื่อเราเป็นคนไทยก็ควรช่วยคนไทยด้วยกัน ไม่ควรไปเห็นคนต่างภาษาดีกว่า พระยาทั้งสองโกรธที่มีคนขัดคอ จึงจับผู้คัดค้านสามคนนั้นขังไว้
<O:p</O:p
พระนเรศวรขณะที่อยู่ที่เมืองเชียงทอง ทราบว่าสองพระยานั้นเป็นกบฏจึงยกทัพไปเมืองสวรรคโลก ตั้งทัพหลวงที่วัดฤาษีชุม เมื่อปรากฏว่ามีคนไทยที่เป็นข้าราชการ ทำการกบฏเช่นนี้จึงให้ทำพิธีถือน้ำพิพัฒสัตยาขึ้นโดยให้ชุมนุมพราหมณาจารย์ เอาน้ำในบ่อพระสยมภูวนาถ กับน้ำในตระพังโพยศรี มาทำพิธีกรรมเป็นน้ำสัจจาธิษฐานอัญเชิญพระรัตนตรัยเป็นประธาน แล้วให้ท้าวพระยาและทหารดื่มน้ำสัจจานั้น เป็นการผูกมัดจิตใจผู้ที่จะร่วมมือในการกู้ชาติครั้งนี้ แล้วจึงให้ข้าหลวงเข้าไปร้องประกาศ ให้พระยาทั้งสองนั้นออกมาถวายบังคมเสียแต่โดยดีจะไม่เอาโทษ แต่พระยาพิชัยต่อสู้เท่านั้นยังไม่อาจหาญพอ จึงตัดหัวหลวงปลัด ขุนยกกระบัตร ขุนนรนายก โยนออกมาให้ทอดพระเนตร ครั้นเวลาค่ำพระนเรศวรจึงให้ทหารยกเข้าปล้นเมือง แต่ชาวเมืองต่อสู้อย่างเข้มแข็ง จนกระทั่งรุ่งเช้ายังเข้าเมืองไม่ได้

ทางสายธาตุ
10-08-2009, 06:40 PM
หนังสือ : ลัทธิชาตินิยมกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เทพเจ้าแห่งความรักชาติของคนไทย
ผู้เขียน : เอื้อ บุษปะเกศ หงสกุล
เนื้อหา : บทที่ 3 ผลงานของลัทธิชาตินิยมที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงนำมาใช้ ..หน้า 59

รุ่งขึ้นพระนเรศวรยกทัพหลวงมา และแต่งการเข้าปล้นเมืองอีกแต่ก็ยังปีนกำแพงเข้าเมืองไม่ได้ พระนเรศวรเห็นว่าทหารของพระองค์รบไม่เข้มแข็ง ทำการเหยาะแหยะ จึงเอาตัวขุนอินทรเดชผู้เป็นหัวหน้ากับบรรดานายทัพนายกอง ที่ทำการไม่จริงจังนั้นมามัดพาตระเวนรอบกองทัพ แล้วให้ทำทัณฑ์บนว่าจะเข้าปล้นให้สำเร็จจนได้ พระยาไชยบูรณ์พิจารณาแล้วทูลว่า ที่เข้าเมืองไม่ได้เพราะไม่ตั้งค่ายประชิดเมือง ขอให้ปลูกหอรบให้สูงเสมอกำแพงเมืองแล้วเอาปืนใหญ่น้อยยิงสาดเข้าไป เมื่อทหารบนเชิงเทินระส่ำระสายแล้วก็จะปีเข้าเมืองได้ พระนเรศวรเห็นด้วยจึงให้ตัดไม้มาทำตามความคิดของพระยาไชยบูรณ์
<O:p</O:p
ครั้นรุ่งขึ้น เวลาบ่ายสองนาฬิกา ก็ยกเข้าเผาประตูเมืองทลายลงด้านหนึ่งทหารจึงกรูเข้าไปเอาบันไดพาดกำแพงเมือง และปีนเข้าไปได้ พระยาสวรรคโลกหนีเข้าไปอยู่บนกุฏิพระ ทหารตามไปจับเอาตัวมาได้ พระยาพิชัยหนีออกจากเมืองทัน จะหนีไปยังเมืองเชียงใหม่ ชาวด่านจับตัวได้ พระนเรศวรให้มัดพระยาทั้งสองพาตระเวนไปรอบทัพประกาศให้รู้ทั่วกันว่า คนที่ทรยศต่อชาติของตนนั้น จะต้องได้รับผลเช่นนี้ แล้วให้ฆ่าเสียอย่าให้ผู้ใดเอาเยี่ยงอย่างต่อไป
<O:p</O:p
เขมรมาขอเป็นไมตรีใหม่
<O:p</O:p
เมื่อปราบคนขลาดทรยศต่อชาติเสร็จแล้ว พระนเรศวรก็ยกทัพกลับ ขณะที่ช้างพระที่นั่งประทับกับเกย ก็เห็นพระบรมสารีริกธาตุปาฎิหารย์เป็นครั้งที่สามคือ ครั้งแรกเมื่อยกทัพออกจากพิษณุโลกไปเมืองแครง ครั้งที่สองเมื่อยกออกจากเมืองแครงไปหงสาวดีและครั้งนี้เห็นลอยผ่านช้างพระที่นั่งจากตะวันตกมาตะวันออกอีก การที่เห็นพระบรมสารีริกธาตุ ทุกครั้งที่พระนเรศวรเสด็จไปทำงานสำคัญให้แก่ชาติเช่นนี้ ทำให้ทหารไทยมีความเชื่อมั่นในบุญญาธิการของผู้นำการกู้ชาติยิ่งขึ้น ครั้นถึงพิษณุโลกก็พบเจ้าหน้าที่จากกรุงศรีอยุธยานำทูตเขมร พร้อมกับพระราชสาส์นของพระยาละแวกมาขอเป็นไมตรีด้วย โดยสารภาพและขออภัยโทษที่ล่วงเกินไทยในครั้งก่อนๆ ทุกประการพระนเรศวรทรงเห็นว่าไทยต้องทำศึกใหญ่กับพม่า จึงไม่ประสงค์ที่จะทำศึกสองด้าน ดังนั้นจึงยอมรับไมตรี<O:p></O:p>

ทางสายธาตุ
10-08-2009, 07:17 PM
ประวัติศาสตร์ไทยเราเริ่มตั้งแต่กรุงสุโขทัยเป็นราชอาณาจักรเรามีสงครามและมีการขยายแผ่อาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวาง แต่ยังไม่พบบันทึกว่าเรามีปืนใหญ่แบบใช้กระสุนดินดำใช้

จนถึงสมัยกรุงศรีเริ่มมีบัญทึกเกียวกับการใช้ปืนใหญ่ในกองทัพเมื่อปี พ.ศ. 1927 มีการใช้ปืนใหญ่ในทัพหลวงตามหลักฐาน สมัยสมเด็จพระะราเมศวรได้ไปรบที่เชียงใหม่และได้เอาปืนใหญ่ไปด้วยและไช้ปืนใหญ่ยิงกำแพงจนพังนับว่าเป็นการใช้ปืนใหญ่ครั้งแรกที่พบเป็นหลักฐานประวัติศาสตร์

ต่อมาในรัชสมัยสมเด็จพระชัยราชาธิราชได้ไปตีเชียงกรานจากพม่ารบครั้งมีพวกวิลาศโปรตุเกส 120 คนไปด้วย โดยเป็นทหารปืนไฟและได้พกปืนใหญ่ไปด้วยเมื่อประสบชัยชนะ สมเด็จพระชัยราชาธิราชก็ทรงชอบพวกฝรั่งแขนลายเป็นอันมาก ให้สร้างวัดคริสต์พระราชทานที่แถวๆคลองตะเคียนให้อยู่

ในรัชสมัยของสมเด็จพระชัยราชาธิราชทหารไทยก็ฝึกการใช้ปืนใหญ่ละปืนไฟของพวกวิลาศโปรตุเกสและตั้งกองทหารขึ้นชื่อว่า กรมพระตำรวจหลวง แต่ก็ยังเป็นปืนใหญ่ประเภทที่เอาไปวางบนกำแพงเมือง

ต่อมาในรัชสมัยของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ พระเจ้าตะเบงชะเวตี้บุกมารบกับไทยโดยเอาปืนใหญ่มาด้วยไทยกับพม่าก็เอาปืนใหญ่ยิงกันที่ค่ายกาญจนบุรี ยิงไปยิงมา ปืนใหญ่พม่าเยอะกว่าค่ายกาญจนบุรีแตก

แต่พอพม่าพายเรือมาจะตีกรุงศรีอยุธยา ทหารไทยก็เอาปืนใหญ่ลงเรือรบยิงไล่พม่าจนเลิกทัพกลับไปเลย

ต่อมาในรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มีการใช้ปืนใหญ่หลายครั้งมาก แต่ที่เด่นๆก็คือ การรบที่บ้านสระเกศ

ครั้นกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชในสงครามเก้าทัพที่มีชื่อเสียงมาก

เมื่อสมเด็จกรมพระราชวังบวรได้เสด็จไปตั้งรับทัพหน้าของพระเจ้าประดุงที่ทุ่งลาดหญ้า เชิงเขาบรรทัด จังหวัดกาญจนบุรี ใช้ปืนใหญ่ยิงด้วยลูกกระสุนทำด้วยท่อนไม้ซุงยิงค่ายพม่าจนแตกทัพกลับไป

ลักษณะของปืนใหญ่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนกระทั่งถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น คือจนถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเป็นปืนหล่อด้วยเหล็กกับสัมฤทธิ์ใส่กระสุนทางปากกกระบอกจุดชนวนที่ท้ายปืน ใช้ดินดำยิง มักไม่ไช้ล้อลากไปเวลาเดินทัพ หรือขนใส่เกวียนหรือบรรทุกบนหลังช้าง เวลายิงจะตั้งบนแคร่

แหล่งข้อมูล

[url=http://www.thaisamkok.com/forum/index.php?showtopic=13415]

ทางสายธาตุ
11-08-2009, 06:05 PM
ตอนทฤษฎีโดมิโนในอินโดจีน ที่น่าเชื่อว่า เวียตนาม
กำลังมีทีท่าว่าจะบุกประเทศไทย เพราะครั้งนั้น เขมร
และลาวก็เสร็จหมดแล้ว ทหารเวียตนามเต็มไปหมด
ประเทศไทยเราก็ได้ไปเจรจากับมหามิตรจีน ขอให้
ช่วยยกทัพมายอไว้ที่ชายแดนติดกับเวียตนาม รู้สึก
ว่ามีการสู้รบกันอยู่บ้าง ก็เข้าข่ายในเรื่องการแสดง
หรือการเข้าตีลวงของจีนเพื่อช่วยเหลือประเทศน้อง

พูดถึงศัพท์ตัวนี้ ยอ เพิ่งอ่านเจอในหนังสือของท่านพี่จงรักภักดี
คำว่ายอทัพ เป็นศัพท์โบราณหรือเปล่าคะ

---------------------------------------------------------

สำหรับท่านผู้อ่านกระทู้

หนังสือ : ลัทธิชาตินิยมกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เทพเจ้าแห่งความรักชาติของคนไทย
ผู้เขียน : เอื้อ บุษปะเกศ หงสกุล

บทที่สาม จะมีตั้งแต่หน้า 42 ถึง 104 ค่ะ ดังนั้นที่เขียนหน้าไว้นั้นอ้างอิงหน้าตามหนังสือต้นฉบับค่ะ บัดนี้เรามากันถึงหน้า 59 แล้วนะคะ

ตั้งใจว่าจะให้ได้สัก 5-6 หน้าต่อวัน คือต้องพิมพ์ทุกตัวอักษรเลยค่ะ พอดึกหน่อยก็จะพิมพ์ไม่ค่อยได้ ตามันลาย

ตอนนี้พิมพ์ตุนไว้ถึง 68 แล้วพรุ่งนี้วันหยุดจะนั่งพิมพ์อีกสัก 10 หน้า ถ้าเป็นตามเป้าหมาย
คือลงให้ได้ 5-6 หน้าต่อวัน อีกประมาณ 8 วันก็จะจบค่ะ

พิมพ์ครั้งนี้ ในดวงจิตตั้งใจถวายพระเกียรติต่อองค์พระมหากษัตริย์ผู้เสียสละอย่างใหญ่
หลวงต่อปวงชนชาวไทย รวมทั้งพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในอดีต และอุทิศแด่บรรพชน
ผู้เสียสละทุกผู้ทุกนามทั้งที่ปรากฎชื่อในตำนาน ในพงศาวดาร และผู้ที่มิได้ถูกจารึกชื่อไว้
ขอทุกพระองค์และขอให้ทุกท่านผู้เสียสละได้ดำรงอยู่ในภพอยู่ในภูมิที่สูงยิ่งๆขึ้นไป ด้วยเทอญ

ทางสายธาตุ
11-08-2009, 06:22 PM
หนังสือ : ลัทธิชาตินิยมกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เทพเจ้าแห่งความรักชาติของคนไทย
ผู้เขียน : เอื้อ บุษปะเกศ หงสกุล
เนื้อหา : บทที่ 3 ผลงานของลัทธิชาตินิยมที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงนำมาใช้ ..หน้า 60


เตรียมรับศึกใหญ่กับพม่า
<O:p</O:p
พระนเรศวรประกาศเอกราชใน พ.ศ. 2127 มีเวลาเหลือเตรียมรับศึกใหญ่เพียงห้าเดือนเท่านั้น เพราะขณะนั้นเป็นฤดูฝนพม่ายังไม่กล้ายกทัพมา ครั้งถึงเดือน 8 พระนเรศวรก็ส่งพวกไทยใหญ่ที่หนีพม่ามาพึ่งไทยลงไปรวมไว้ในกรุงศรีอยุธยา ครั้นถึงเดือน 8 หลังก็ให้ขุนอินทรเดช ถือพลสามพัน ไปลาดตระเวนถึงเมืองเชียงใหม่และฟังข่าวทางหงสาวดีเพื่อจะดูว่าพม่านำพลมาซุ่มเตรียมการอะไรในแดนของไทยบ้าง ครั้นถึงเดือน 9 ก็นำเอาพระราชกำหนดของพระมหาธรรมราชามาสั่งอพยพคนในเมืองเหนือทุกเมืองลงมาอยู่ในกรุงศรีอยุธยาให้หมด เพราะเห็นว่ารี้พลของไทยมีน้อยกว่าพม่ามาก จะแยกกันต่อสู้เป็นเมืองๆไป กำลังก็อ่อนลง พม่าจะตีเอาทีละเมืองได้โดยง่าย จึงเทครัวลงบรรทุกเรือบ้างแพบ้าง แล้วแต่งเรือคุมป้องกันการหลบหนี จนถึงพระนคร นับเป็นการอพยพครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ประเทศไทยครั้งหนึ่ง หัวเมืองเหนือ 7 หัวเมืองกลายเป็นเมืองร้างไป
<O:p</O:p

ครั้นถึงเดือน 11 ข้างแรม พระนเรศวรก็ออกจากเมืองพิษณุโลกเป็นขบวนสุดท้าย เมื่อมาอยู่ในพรนครแล้ว พระนเรศวรก็ให้จัดการซ่อมแปลงกำแพงเมือง ป้อมค่ายหอรบรอบพระนคร ให้ขุดคูเมืองด้านตะวันออก ที่บุเรงนองเคยใช้คนขนดินจองถนนข้ามให้กว้างขวางและลึกเท่าแม่น้ำ บรรจบกันรอบพระนครคราวนี้พม่าจะถมแม่น้ำข้ามมากรุงได้ก็ให้รู้ไป เสร็จหน้านาแล้วให้ขนข้าวเข้ามาเก็บไว้ในกรุง พร้อมทั้งเทครัวคนไทยที่ออกไปทำไร่ทำนานอกกรุงเข้าพระนครจนหมด จัดทหารอาสาขึ้นทุกหมู่กรม ตกแต่งเครื่องสรรพาวุธไว้จนพร้อมสรรพ


<O:phttp://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=666976&stc=1&d=1249993059</O:p>
<O:p
<O:p
แผนที่ Villede Siam Ou Juthia ของนิโคลาส แบลแลง
</O:p
นอกจากนี้ยังแต่งกองอาสาออกกระจายอยู่ตามบ้านนอกสำหรับเป็นกองโจรในเวลามีสงคราม กองโจรเหล่านี้จะรบกวนและตัดการส่งกำลังบำรุงของข้าศึกให้อ่อนกำลังลงได้ภูมิประเทศที่อุดมดีโดยรอบพระนครก็ทำให้มันกลายเป็นพื้นที่ทุรกันดารไป เตรียมเรือรบไว้บรรทุกปืนใหญ่ไปเที่ยวยิงข้าศึกในคูเมืองทั้งสี่ด้าน จัดการระวังทางส่งเสบียงของข้าศึกไว้ล่วงหน้า การเตรียมรับศึกครั้งนี้จะเห็นว่าผิดจากครั้งพระมหาจักรพรรดิเป็นกษัตริย์มากทีเดียว แทบจะกล่าวได้ว่าต่อให้ผีบุเรงนองมาเห็นเข้า ก็ไม่มีปัญญาจะตีให้แตกได้อีกแล้ว<O:p</O:p

ทางสายธาตุ
11-08-2009, 06:39 PM
หนังสือ : ลัทธิชาตินิยมกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เทพเจ้าแห่งความรักชาติของคนไทย
ผู้เขียน : เอื้อ บุษปะเกศ หงสกุล
เนื้อหา : บทที่ 3 ผลงานของลัทธิชาตินิยมที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงนำมาใช้ ..หน้า 61


ศึกพระยาพะสิม
<O:p</O:p
พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง ทรมานใจอยู่ด้วยโทสะจนปลายฤดูฝน พอถึงเดือน 10 พ.ศ. 2127 ก็สั่งให้พระเจ้าเชียงใหม่มังนรธาช่อซึ่งเป็นอนุชาถือพลแสนหนึ่งลงมาทางเมืองกำแพงเพชร ให้พระยาพะสิมผู้เป็นอาว์ถือพลสามหมื่นยกมาทางกาญจนบุรี ให้ทั้งสองทัพมาบรรจบกันที่กรุงศรีอยุธยา สั่งอย่างนี้ก็สั่งได้ก็มันมาคนละทิศละทาง และอยู่ห่างกันเป็นร้อยโยชน์ แล้วจะไปพบกันในวันไหนก็ไม่บอกสั่งอย่างนี้มันก็พังเท่านั้น แล้วก็พังจริงๆ ในเดือนอ้ายนั้นยังไม่ถึงนครสวรรค์
<O:p</O:p
ฝ่ายไทยพระมหาธรรมราชา ก็ให้พระเจ้าลูกเธอทั้งสองเตรียมกองทัพไว้ก่อน ให้พระยาจักรีเป็นที่สมุหนายก ยกไปเมืองสุพรรณบุรีโดยทางเรือ พอไปถึงก็ยิงปืนใหญ่จากเรือขึ้นไป ถูกพม่าตายหลายคน พระยาพะสิมเห็นไม่เป็นการ ก็ย้ายทัพไปตั้งอยู่เขาพระยาแมน พระนเรศวรกับพระเอกาทศรถยกทัพเรือไปถึงลุมพลี ก็ขึ้นบกยกไปตั้งอยู่สามขนอนให้เจ้าพระยาสุโขทัยถือพลหมื่นหนึ่ง ออกก้าวสกัดตีทัพพระยาพะสิม เกิดรบกันเป็นตลุมบอน ทหารพม่ามอญล้มตายลงมากก็แตกไป พระยาพะสิมรุดหนี เจ้าพระยาสุโขทัยไล่ไปถึงกาญจนบุรี จับได้ช้างม้ามาถวายเป็นอันมาก ทัพหลวงรอท่าอยู่ 7 วันไม่เห็นพม่ามาต่อสู้อีกก็กลับพระนคร

http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=666996&stc=1&d=1249994290
<O:p</O:p
ฝ่ายพระเจ้าเชียงใหม่ ยกทัพมาถึงนครสวรรค์ และล่องลงมาถึงชัยนาทโดยมิรู้ว่าทัพพระยาพะสิมแตกไปแล้ว โดยไชยกะยอสู กับ นันทะกะยอสู เป็นทัพหน้า มาตั้งอยู่บางพุทรา และบางเกี่ยวหญ้า พระนเรศวรกับพระอนุชายกทัพเรือขึ้นไปตั้งที่ตำบลชะไว ให้พระราชามานูกับขุนรามเดชะ ยกทัพกับพลอาสาขึ้นไปตีทัพพม่าที่บางเกี่ยวหญ้าสองนายทัพพาพลไปซุ่มอยู่ในป่า พอข้าศึกออกมาหาเสบียงและเกี่ยวหญ้าให้ช้าง ก็รุกไล่ฆ่าฟันข้าศึกขึ้นไปจนถึงค่าย ได้ช้างม้าเชลยพม่าส่งลงมาเป็นอันมาก
<O:p</O:p
ไชยกะยอสูกับนันทะกะยอสู ก็ถอยไปหาทัพใหญ่ที่ชัยนาท พระเจ้าเชียงใหม่รู้ข่าวว่าพระยาพะสิมแตกไปแล้ว ขืนอยู่ไปก็สู้ไทยไม่ได้จึงเลิกทัพกลับไปรอฟังคำสั่งพระเจ้าหงสาวดีใหม่

ทางสายธาตุ
11-08-2009, 06:46 PM
หนังสือ : ลัทธิชาตินิยมกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เทพเจ้าแห่งความรักชาติของคนไทย
ผู้เขียน : เอื้อ บุษปะเกศ หงสกุล
เนื้อหา : บทที่ 3 ผลงานของลัทธิชาตินิยมที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงนำมาใช้ ..หน้า 62

เขมรขอให้ปักหลักเขตแดน

http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=666997&stc=1&d=1249994655


<O:p</O:pครั้นข่าวทัพไทยมีชัยแก่พม่ารู้ไปถึงเขมร นักพระสัตถาเพิ่งได้เป็นพระยาละแวกคนใหม่ กลัวไทยจะยกไปตี เพราะพระบรมราชาพี่ชายได้มาซ้ำเติมไทยอยู่หลายครั้ง จึงแต่งทูตมาขอยืนยันความเป็นไมตรี ขอให้มีพิธีหลั่งน้ำสิโนทก ตั้งหลักสีมาจารึกตามประเพณีไทยก็ยอมทำให้ ส่งพระยาจักรีเป็นหัวหน้าผู้แทนรัฐบาลไปประกอบพิธีปักเขตแดน

ทางสายธาตุ
12-08-2009, 10:50 AM
หนังสือ : ลัทธิชาตินิยมกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เทพเจ้าแห่งความรักชาติของคนไทย
ผู้เขียน : เอื้อ บุษปะเกศ หงสกุล
เนื้อหา : บทที่ 3 ผลงานของลัทธิชาตินิยมที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงนำมาใช้ ..หน้า 63-64


ศึกพระเจ้าเชียงใหม่
<O:p</O:p
พระเจ้าหงสาวดีนันทะบุเรง วินิจฉัยการที่ให้อาว์และน้องไปตีกรุงศรีอยุธยา ไม่ชนะกลับมานั้นว่าเพราะทั้งสองทัพไม่ไปตีพร้อมกัน ไทยจึงมีกำลังสู้ได้ ที่นี้เอาใหม่ ให้พระเจ้าเชียงใหม่ยกไปตีกรุงไทยเป็นการแก้ตัว ให้พระยาคามณีกับซักแซกกะยอถาง และสมิงโยคราช สามคนไปกำกับพระเจ้าเชียงใหม่เพราะไม่เชื่อฝีมือน้องชายเสียแล้ว
<O:p</O:p
พระเจ้าเชียงใหม่ ให้พระยาเชียงแสนถือพลหนึ่งหมื่นห้าพันเป็นทัพหน้า พระเจ้าเชียงใหม่ถือพลแสนหนึ่งเป็นทัพหลวง ยกทั้งทัพบกทัพเรือลงมาถึงนครสวรรค์ แล้วให้กองอาสาเที่ยวไล่จับราษฏรตามหัวเมืองต่างๆ จนถึงกรุง มิให้ทำนาได้ หมายใจจะตัดสะเบียงฝ่ายไทย ข้างไทยก็ให้ทหารอาสาที่ยกออกไปส้องสุมผู้คนอยู่ในป่านั้นตั้งเป็นกองโจรคอยก้าวสกัดโจมตีข้าศึก อย่าให้ออกมาหากินได้
<O:p</O:p
ฝ่ายพระยาละแวกได้ทราบว่ามีศึกพม่ามาติดกรุงไทย ก็ให้พระศรีสุธรรมาธิราชพระอนุชาคุมพลหมื่นหนึ่งมาช่วย พระมหาธรรมราชาให้ขุนนางออกไปรับ และนำทัพเขมรมาตั้งอยู่ที่วัดพนัญเชิงนอกกำแพงกรุง โดยยังไม่ต้องให้มาช่วยรบพุ่งด้วย



http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=667413&stc=1&d=1250051690
<O:p</O:p

ครั้นเดือนอ้ายดินแห้งแล้ว พระเจ้าเชียงใหม่ก็ขยับขยายลงมาตั้งที่สระเกศ แขวงวิเศษชัยชาญ ให้เจ้าเมืองพะเยาคุมม้าพันหนึ่งเที่ยวลาดตระเวนจับคนไทย ลงมาถึงสะพานขายข้าว จับแล้วก็เผาบ้านเรือนเสียด้วย พระนเรศวรกับพระอนุชาจึงยกกองเรือขึ้นไปที่สะพานขายข้าว ได้รบพุ่งกันเป็นตลุมบอน ยิงแทงถูกเจ้าเมืองพะเยากับทหารตกม้าตายยี่สิบคนบาดเจ็บอีกมากจับม้าได้ยี่สิบตัวก็ยกกลับมา

<O:p</O:p
ต่อมาเดือน 5 พระเจ้าหงสาวดีเกิดมีความคิดใหม่ ให้พระมหาอุปราชาถือพลห้าหมื่น มาตั้งทำนาที่กำแพงเพชร เตรียมเสบียงอาหารไว้สำหรับพระเจ้าหงสาวดีจะยกมาเองใน พ.ศ. 2129 ให้สมิงพัดเบิด ถือหนังสือมาสั่งพระเจ้าเชียงใหม่ ว่ากรุงศรีอยุธยานั้นมีแม่น้ำเป็นคูเมือง แต่บิดาเรามีบุญบารมีปราบได้ถึงสิบทิศ ยังต้องทำงานเป็นปี และครั้งนี้พระมหาธรรมราชามีราชบุตรสองพระองค์ทำสงครามองอาจกล้าหาญนัก ถึงมาทว่าทหารเราจะมากกว่าสักร้อยเท่า อันจะดูหมิ่นหักเอาโดยเร็วเหมือนเมืองทั้งปวงนั้นมิได้ จำจะคิดเป็นการปีจึงสำเร็จ


บัดนี้ให้มหาอุปราชามาตั้งทำนาอยู่กำแพงเพชร ให้พระเจ้าเชียงใหม่ตั้งมั่นไว้ อย่าให้ชาวไทยหักเอาได้ ให้ทำไร่ทำนาตั้งยุ้งฉางไว้ และทางเมืองเชียงใหม่ก็ให้ผ่อนเสบียงลงไปสะสมไว้ให้มาก กับให้แต่งทหารออกลาดตระเวนอย่าให้ชาวกรุงทำนาได้ พระนครศรีอยุธยาจึงจะผอมลง ออกพรรษาแล้วทัพหลวงจะยกลงมาหักเอาพร้อมกันทีเดียว

<O:p</O:p
<O:phttp://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=667424&stc=1&d=1250052078</O:p
<O:p</O:p
<O:p</O:p
นี่ก็เป็นการนั่งวางแผนอยู่ที่หงสาวดีโน่น และยังนึกเพ้อฝันอยู่ว่าคนไทยจะใช้วิธีต่อสู้แบบเก่า หารู้ไม่ว่าชาวกรุงศรีอยุธยาสมัยพระนเรศวรนั้นไม่ได้ต่อสู้แบบเก่าแล้ว ส่วนพระเจ้าเชียงใหม่ก็ให้ทำการตามคำสั่งพี่ชาย มีการขยายค่ายคู ตั้งป้อมพูนดินเชิงเทิน หอรบ ให้มั่นคง เหมือนกับจะมาตั้งเมืองพม่าอยู่ในแผ่นดินไทย ให้มีกองทัพออกลาดตระเวนหลายกอง ได้รบกับกองโจรอาสาของไทย ถูกตีแตกไปหลายครั้ง ที่ถูกจับตัวเป็นเชลยเอาตัวเข้ามาสอบถาม ก็ได้ทราบแผนการของพม่าหมด

<O:p</O:p
พระมหาธรรมราชาจึงปรึกษากับพระโอรสว่าเราจะละไว้จนพม่ามาประชุมทั้งสามทัพไม่ได้ เราจะต้องไปตีกองทัพเชียงใหม่ อย่าให้ตั้งอยู่ได้ พระนเรศวรกับพระอนุชาทูลว่าทัพเชียงใหม่มาตั้งอยู่ที่สระเกศนั้น อย่าวิตกเลยจะตีให้แตกหนีไปจงได้ จึงเตรียมพลแปดหมื่น ช้างห้าร้อย ม้าพันหนึ่ง เรือห้าร้อย พอเดือน 5 ขึ้น 7 ค่ำ พระนเรศวรก็ยกไปตั้งที่ลุมพลี 10 ค่ำก็ยกขึ้นไปป่าโมกน้อย ข้างพระเจ้าเชียงใหม่ ทราบว่ากองตระเวนรบกับชาวกรุงแตกมาทุกที จึงให้สเรนันทสุ คุมพลห้าพันมาตั้งที่ป่าโมกน้อย ให้พระยาเชียงแสน เป็นทัพหน้าถือพลหมื่นหนึ่ง


http://www.uh.edu/engines/musket.gif


พระนเรศวรทราบเข้าก็ให้เทียบเรือรบเข้ากับฝั่ง ให้ทหารอาสาขึ้นบกไปตั้งเป็นนกต่อข้าศึก ส่วนพระองค์กับพระอนุชาเปลี่ยนเครื่องทรงเป็นแบบออกป่า ให้ทหารไปยั่วข้าศึกให้ไล่มา พระนเรศวรยิงปืนด้วยนกสับ ถูกทหารพม่าตายคนหนึ่ง เท่านั้นเองข้าศึกก็พ่ายหนีไป ทหารอาสาจึงรุกไล่ฟันแทงขึ้นไปจนปะทะเข้ากับทัพพระยาเชียงแสน

ทางสายธาตุ
12-08-2009, 05:59 PM
http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=667672&stc=1&d=1250077376

http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=667671&stc=1&d=1250078243

http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=667673&stc=1&d=1250077376


ทรงพระเจริญ

ทางสายธาตุ
12-08-2009, 06:12 PM
http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=667676&stc=1&d=1250077814

http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=667677&stc=1&d=1250077814

http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=667679&stc=1&d=1250077814

http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=667678&stc=1&d=1250077814

http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=667681&stc=1&d=1250077814

http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=667682&stc=1&d=1250077814

http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=667683&stc=1&d=1250077814


http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=667684&stc=1&d=1250077814

ทรงพระเจริญ

ทางสายธาตุ
12-08-2009, 06:26 PM
http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=667691&stc=1&d=1250078542


http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=667692&stc=1&d=1250078542


http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=667693&stc=1&d=1250078542
เห็นคุณแมวนอนหงายที่มุมภาพไหมคะ

http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=667694&stc=1&d=1250078542
แต่งตัว

http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=667695&stc=1&d=1250078542
คุณแมวอ้วนตัวนี้ ไม่รู้ว่าชื่ออะไรค่ะ

http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=667696&stc=1&d=1250078542
วิฬารทรงเลี้ยงของสมเด็จย่า ชื่อ ติโต้ และ ติต้า

ไก่เหลืองหางขาว
12-08-2009, 08:23 PM
ตอนทฤษฎีโดมิโนในอินโดจีน ที่น่าเชื่อว่า เวียตนาม
กำลังมีทีท่าว่าจะบุกประเทศไทย เพราะครั้งนั้น เขมร
และลาวก็เสร็จหมดแล้ว ทหารเวียตนามเต็มไปหมด
ประเทศไทยเราก็ได้ไปเจรจากับมหามิตรจีน ขอให้
ช่วยยกทัพมายอไว้ที่ชายแดนติดกับเวียตนาม รู้สึก
ว่ามีการสู้รบกันอยู่บ้าง ก็เข้าข่ายในเรื่องการแสดง
หรือการเข้าตีลวงของจีนเพื่อช่วยเหลือประเทศน้อง

พูดถึงศัพท์ตัวนี้ ยอ เพิ่งอ่านเจอในหนังสือของท่านพี่จงรักภักดี
คำว่ายอทัพ เป็นศัพท์โบราณหรือเปล่าคะ

---------------------------------------------------------

สำหรับท่านผู้อ่านกระทู้

หนังสือ : ลัทธิชาตินิยมกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เทพเจ้าแห่งความรักชาติของคนไทย
ผู้เขียน : เอื้อ บุษปะเกศ หงสกุล

บทที่สาม จะมีตั้งแต่หน้า 42 ถึง 104 ค่ะ ดังนั้นที่เขียนหน้าไว้นั้นอ้างอิงหน้าตามหนังสือต้นฉบับค่ะ บัดนี้เรามากันถึงหน้า 59 แล้วนะคะ

ตั้งใจว่าจะให้ได้สัก 5-6 หน้าต่อวัน คือต้องพิมพ์ทุกตัวอักษรเลยค่ะ พอดึกหน่อยก็จะพิมพ์ไม่ค่อยได้ ตามันลาย

ตอนนี้พิมพ์ตุนไว้ถึง 68 แล้วพรุ่งนี้วันหยุดจะนั่งพิมพ์อีกสัก 10 หน้า ถ้าเป็นตามเป้าหมาย
คือลงให้ได้ 5-6 หน้าต่อวัน อีกประมาณ 8 วันก็จะจบค่ะ

พิมพ์ครั้งนี้ ในดวงจิตตั้งใจถวายพระเกียรติต่อองค์พระมหากษัตริย์ผู้เสียสละอย่างใหญ่
หลวงต่อปวงชนชาวไทย รวมทั้งพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในอดีต และอุทิศแด่บรรพชน
ผู้เสียสละทุกผู้ทุกนามทั้งที่ปรากฎชื่อในตำนาน ในพงศาวดาร และผู้ที่มิได้ถูกจารึกชื่อไว้
ขอทุกพระองค์และขอให้ทุกท่านผู้เสียสละได้ดำรงอยู่ในภพอยู่ในภูมิที่สูงยิ่งๆขึ้นไป ด้วยเทอญ

สาธุ ขออนุโมทนากับความมานะพยายามของท่านครับ

จงรักภักดี
12-08-2009, 09:47 PM
ตอนทฤษฎีโดมิโนในอินโดจีน ที่น่าเชื่อว่า เวียตนาม
กำลังมีทีท่าว่าจะบุกประเทศไทย เพราะครั้งนั้น เขมร
และลาวก็เสร็จหมดแล้ว ทหารเวียตนามเต็มไปหมด
ประเทศไทยเราก็ได้ไปเจรจากับมหามิตรจีน ขอให้
ช่วยยกทัพมายอไว้ที่ชายแดนติดกับเวียตนาม รู้สึก
ว่ามีการสู้รบกันอยู่บ้าง ก็เข้าข่ายในเรื่องการแสดง
หรือการเข้าตีลวงของจีนเพื่อช่วยเหลือประเทศน้อง

พูดถึงศัพท์ตัวนี้ ยอ เพิ่งอ่านเจอในหนังสือของท่านพี่จงรักภักดี
คำว่ายอทัพ เป็นศัพท์โบราณหรือเปล่าคะ

---------------------------------------------------------

สำหรับท่านผู้อ่านกระทู้

หนังสือ : ลัทธิชาตินิยมกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เทพเจ้าแห่งความรักชาติของคนไทย
ผู้เขียน : เอื้อ บุษปะเกศ หงสกุล

บทที่สาม จะมีตั้งแต่หน้า 42 ถึง 104 ค่ะ ดังนั้นที่เขียนหน้าไว้นั้นอ้างอิงหน้าตามหนังสือต้นฉบับค่ะ บัดนี้เรามากันถึงหน้า 59 แล้วนะคะ

ตั้งใจว่าจะให้ได้สัก 5-6 หน้าต่อวัน คือต้องพิมพ์ทุกตัวอักษรเลยค่ะ พอดึกหน่อยก็จะพิมพ์ไม่ค่อยได้ ตามันลาย

ตอนนี้พิมพ์ตุนไว้ถึง 68 แล้วพรุ่งนี้วันหยุดจะนั่งพิมพ์อีกสัก 10 หน้า ถ้าเป็นตามเป้าหมาย
คือลงให้ได้ 5-6 หน้าต่อวัน อีกประมาณ 8 วันก็จะจบค่ะ

พิมพ์ครั้งนี้ ในดวงจิตตั้งใจถวายพระเกียรติต่อองค์พระมหากษัตริย์ผู้เสียสละอย่างใหญ่
หลวงต่อปวงชนชาวไทย รวมทั้งพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในอดีต และอุทิศแด่บรรพชน
ผู้เสียสละทุกผู้ทุกนามทั้งที่ปรากฎชื่อในตำนาน ในพงศาวดาร และผู้ที่มิได้ถูกจารึกชื่อไว้
ขอทุกพระองค์และขอให้ทุกท่านผู้เสียสละได้ดำรงอยู่ในภพอยู่ในภูมิที่สูงยิ่งๆขึ้นไป ด้วยเทอญ

รู้สึกว่าจะเป็นคำโบราณมากๆทีเดียวครับ ไม่ใคร่เห็นใครใช้ครับ

ไก่เหลืองหางขาว
13-08-2009, 09:40 AM
เคยเห็นคำว่ายอหรือยอทัพในวรรณกรรมสามก๊กฉบับวณิพกของยาขอบน่ะครับ

จงรักภักดี
13-08-2009, 04:51 PM
ตอนทฤษฎีโดมิโนในอินโดจีน ที่น่าเชื่อว่า เวียตนาม
กำลังมีทีท่าว่าจะบุกประเทศไทย เพราะครั้งนั้น เขมร
และลาวก็เสร็จหมดแล้ว ทหารเวียตนามเต็มไปหมด
ประเทศไทยเราก็ได้ไปเจรจากับมหามิตรจีน ขอให้
ช่วยยกทัพมายอไว้ที่ชายแดนติดกับเวียตนาม รู้สึก
ว่ามีการสู้รบกันอยู่บ้าง ก็เข้าข่ายในเรื่องการแสดง
หรือการเข้าตีลวงของจีนเพื่อช่วยเหลือประเทศน้อง

พูดถึงศัพท์ตัวนี้ ยอ เพิ่งอ่านเจอในหนังสือของท่านพี่จงรักภักดี
คำว่ายอทัพ เป็นศัพท์โบราณหรือเปล่าคะ

---------------------------------------------------------

สำหรับท่านผู้อ่านกระทู้

หนังสือ : ลัทธิชาตินิยมกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เทพเจ้าแห่งความรักชาติของคนไทย
ผู้เขียน : เอื้อ บุษปะเกศ หงสกุล

บทที่สาม จะมีตั้งแต่หน้า 42 ถึง 104 ค่ะ ดังนั้นที่เขียนหน้าไว้นั้นอ้างอิงหน้าตามหนังสือต้นฉบับค่ะ บัดนี้เรามากันถึงหน้า 59 แล้วนะคะ

ตั้งใจว่าจะให้ได้สัก 5-6 หน้าต่อวัน คือต้องพิมพ์ทุกตัวอักษรเลยค่ะ พอดึกหน่อยก็จะพิมพ์ไม่ค่อยได้ ตามันลาย

ตอนนี้พิมพ์ตุนไว้ถึง 68 แล้วพรุ่งนี้วันหยุดจะนั่งพิมพ์อีกสัก 10 หน้า ถ้าเป็นตามเป้าหมาย
คือลงให้ได้ 5-6 หน้าต่อวัน อีกประมาณ 8 วันก็จะจบค่ะ

พิมพ์ครั้งนี้ ในดวงจิตตั้งใจถวายพระเกียรติต่อองค์พระมหากษัตริย์ผู้เสียสละอย่างใหญ่
หลวงต่อปวงชนชาวไทย รวมทั้งพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในอดีต และอุทิศแด่บรรพชน
ผู้เสียสละทุกผู้ทุกนามทั้งที่ปรากฎชื่อในตำนาน ในพงศาวดาร และผู้ที่มิได้ถูกจารึกชื่อไว้
ขอทุกพระองค์และขอให้ทุกท่านผู้เสียสละได้ดำรงอยู่ในภพอยู่ในภูมิที่สูงยิ่งๆขึ้นไป ด้วยเทอญ

เข้าใจว่าจะเป็นคำเก่าครับ แต่ฟังแล้วเข้าใจนะครับ ความหมายชัดเจน เป็นคำไทยแท้ๆดี เดาว่าคงจะคล้ายกับตอนที่ชาวนาไถนา หรือตอนที่ขี่เกวียน ก็มัก
จะได้ยินคำนี้นะครับ เมื่อต้องการให้สัตว์สี่เท้าที่ใช้เทียมอยู่ช้าลง

ทางสายธาตุ
13-08-2009, 07:05 PM
ยอทัพ คือการเคลื่อนไปอย่างช้าๆ ยั้งทัพไว้ที่ใดที่หนึ่งก่อนใช่ไหมคะ

คุณไก่เหลืองว่ามีในสามก๊กด้วย สามก๊กที่ทางสายธาตุดูจนเข้าใจไม่ได้อ่านหนังสือค่ะ
ดูหนังซีรีย์จนเข้าใจ ดูในโทรทัศน์รอบแรก ดูที่มาฉายซ้ำรอบสอง แล้วก็ยืมวีดีโอมาดู
เป็นสามรอบ ถึงจะพอรู้เรื่อง เป็นพงศาวดารที่ยาวนานและตัวละครเยอะมาก
บางตัวออกปุ๊บก็ถูกส่งออกไปประลองเพลงทวนบนหลังม้ากับขุนพลฝั่งตรงข้าม
เสียงทวนกระทบกัน ชิ้ง ชิ้ง อ๊าก สิ้นเสียงอ๊ากตกม้า ตายแล้ว ชื่ออะไรนะยังจำไม่ได้เลย


แต่สุดท้ายจะไปซื้อวีดีโอมาเก็บไว้จะดูอีกเป็นรอบที่สี่ เขาขายทั้งชุด 2700
ยังนึกเสียดายเงินอยู่ แต่จะได้ปกได้กล่องสวยงามเก็บได้นาน ก็ยังอยากดูอีก
ดูหลายรอบ ชอบอ่านความคิดตัวละคร บุคคลิก นิสัย


บางคนนี่สุภาพบุรุษนักรบ เช่น เตียจูล่งแห่งเสียงสาน ตอนอุ้มอาเต้าหนี รู้สึกว่ายอมเสียสละอุทิศตนให้นายมาก
เล่าปี่นี้อาภัพ เป็นเจ้าที่ไม่มีดินแดนให้ครอง แร่ร่อนกว่าจะได้ภรรยาก็อายุเข้ากลางคน
กว่าจะมีบุตรคนแรกคืออาเต๊า คนในกองทัพเล่าปี่จึงรักมากและพยายามช่วยกันรักษาเลือดเนื้อเชื้อไขเล่าปี่ไว้


ตอนจูล่งฝ่าทัพช่วยอาเต๊าออกมาจากวงล้อมข้าศึก อาซ้อใหญ่หรืออาซ้อรองของเล่าปี่ไม่แน่ใจ
กลัวจูล่งจะห่วงตนแล้วจะพาอาเต๊าหนีไม่สำเร็จ ยอมกระโดดบ่อน้ำ(มีบ่อน้ำกินร้างอยู่แถวนั้น)ฆ่าตัวตาย
จูล่งก็สมสมญานามชื่อว่า สุภาพบุรุษแห่งเสียงสาน สู้ทหารเป็นร้อย ตายไม่ว่าขอพาอาเต๊าออกมาให้เล่าปี่ให้ได้
เอาอาเต๊าเด็กแบเบาะใส่ในเกราะเหล็กของตน แล้วก็ฝ่าฟันออกมาจนได้ ดูแล้วมันเต็มอิ่ม มันได้อรรถรส
ยิ่งตอนจบ เพลงสามก๊กไพเราะกินใจ อยากดูอีก


ทางสายธาตุไม่เชื่อเรื่องดูสามก๊กครบสามจบคบไม่ได้นะคะ เพราะมุมมองของคนไม่เหมือนกัน
เราค้นหาความหมายของชีวิตไม่เหมือนกัน เรามองตัวละครตัวเดียวกันแต่เรามองเขาในมุมที่แตกต่างกัน

ทางสายธาตุมองกวนอู เป็นบุรุษยอดกตัญญู มองเตียวหุย รักพี่รักน้อง ถ้าใครทำร้ายพี่น้องจะเข้าปกป้องทันทีแม้จะบ้าบิ่นไปหน่อย

มองเล่าปี่เห็นแก่ส่วนรวม เรื่องส่วนตัวเป็นเรื่องเล็ก ตอนจูล่งพาอาเต๊ามาให้เล่าปี่ได้ เล่าปี่จะทุ่มอาเต๊าทิ้ง
เพราะทำให้จูล่งขุนพลเอกต้องเสี่ยงตายขนาดนี้เพื่อช่วยเหลือออกมา แต่จูล่งขอไว้ ได้ใจซึ่งกันและกันมาก เล่าปี่กับจูล่ง
ดูแล้วน้ำตาไหลตาม มันซึ้งใจ

อ่านคำคมสามก๊กตอนจูล่งฝ่ากองทัพข้าศึกเข้าไปช่วยอาเต๊า เอามาประกอบการอ้างถึงค่ะ

แลเล่าปี่ปลงธุระไว้ให้แก่เราให้รักษาบุตรภรรยา
มาให้เสียหายในท่ามกลางกองทัพฉะนี้ดูมิควรนัก
จำจะอุตสาห์ตีฝ่าเข้าไปหาครอบครัวเล่าปี่ให้จงได้
ถึงมาตรว่าจะตายในท่ามกลางสงครามก็ตามเถิด
แม้มิได้ครอบครัวเล่าปี่ จะเอาหน้าไปไว้แห่งใด

(ตอนที่37:จูล่งควานหาอาเต๊ากับภรรยาเล่าปี่ตอนทัพโจโฉไล่ตีทัพเล่าปี่)
-------------------------------------------------------------------
แลบุญอาเต๊าที่จะได้เป็นกษัตริย์นั้น
จึงเผอิญให้จูล่งฆ่านายกองใหญ่เสียได้ถึงสองนาย ทหารเอกห้าสิบคน
โลหิตติดเกราะแลข้างม้าดุจหนึ่งรดด้วยน้ำครั่ง

(ตอนที่37:จูล่งฝ่าทัพรับอาเต๊า)
--------------------------------------------------------------------
อันตัวข้าพเจ้านี้ถึงตายก็จะเอาโลหิตทาแผ่นดินไว้ให้ปรากฎ จะขอสนองคุณท่าน

(ตอนที่37:จูล่งพาอาเต๊าไปให้เล่าปี่)
--------------------------------------------------------------------


มองจูกัดเหลียง(ขงเบ้ง) เก่งขนาดนี้ไปอยู่กับใคร เขาก็รับ เลือกจะอยู่กับคนมีคุณธรรมแม้จะต้องร่อนเร่ตามนาย นายคือเล่าปี่
และสุดท้ายมองว่า สุมาอี้ เก่งสุดเพราะสามารถถ่ายทอดความเก่งให้ลูกๆหลานๆสืบๆลงมา เก่งหลายรุ่น ตระกูลสุมาอี้

อย่างไรก็ตาม มองก๊กเล่าปี่เป็นก๊กพระเอกนะคะ คนอื่นมองอย่างนี้หรือเปล่า wel lcome_mokey แลกเปลี่ยนความคิดกันได้ค่ะ

ทางสายธาตุ
13-08-2009, 07:33 PM
หนังสือ : ลัทธิชาตินิยมกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เทพเจ้าแห่งความรักชาติของคนไทย
ผู้เขียน : เอื้อ บุษปะเกศ หงสกุล
เนื้อหา : บทที่ 3 ผลงานของลัทธิชาตินิยมที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงนำมาใช้ ..หน้า 65-66

พระยาเชียงแสนก็แยกพลออกรับตีประดาลงมา ทหารอาสาเหลือกำลังก็รบพลางถอยพลางชะลอลงมา พระนเรศวรเห็นข้าศึกยกมามากทหารไทยเสียทีจะลงเรือมิทัน จึงเลื่อนเรือขึ้นไปเหนือคลองป่าโมกน้อย ขนานเรือเข้ากับเรือรบและทหารที่อยู่ริมน้ำ ข้าศึกก็ขับช้างม้าไล่ตรงมาที่ริมน้ำ เกิดรบกันขนาดหนัก พระนเรศวรกับพระเอกาทศรถ ยิงข้าศึกตายเป็นจำนวนมาก ข้าศึกพุ่งอาวุธลงมาจนถึงเรือพระนเรศวรไว้ แล้วสั่งให้ยิงปืนใหญ่ในเรือรบทั้งหลายขึ้นไปถูกช้างม้าข้าศึกตายลงมากมาย พากันแตกหนีไปหมด พระนเรศวรตรัสกับพระอนุชาและนายทัพนายกองทั้งหลายว่า

<O:p</O:p
"พระเจ้าเชียงใหม่ ยกทัพแสนหนึ่งลงมาตั้งอยู่ ณ สระเกศถึง 4-5 เดือนแล้ว เพิ่งได้เห็นฝีมือทหารวันนี้ ดีร้ายจะเป็นบ้าสงครามใน 2-3 วันนี้คงจะยกมาอีก ถ้ายกลงมาคราวนี้ เราจะตีให้ถึงค่ายสระเกศที่เดียว" ตรัสแล้วก็กลับมาประทับที่ค่ายลุมพลี

http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=668825&stc=1&d=1250170363

<O:p</O:p
ฝ่ายพระเจ้าเชียงใหม่เห็นสเรนันทสุกับพระยาเชียงแสนแตกขึ้นไปก็โกรธสั่งให้ประหารชีวิตทันที แต่พระยาพะเยาซึ่งเป็นน้องกับท้าวพระยาแสนขุนหมื่นขอชีวิตไว้ จึงยอมให้ทำการแก้ตัวใหม่อันที่จริงพระเจ้าเชียงใหม่ให้เอาโทษคนทั้งสองก็ไม่ถูก เพราะพวกที่แตกขึ้นไปนั้น ถูกพระเอกาทศรถยิงด้วยปืนใหญ่ อาวุธมันสู้กันไม่ได้ ถ้าไม่หนีชีวีก็จะต้องม้วยมอดจอดทั้งกองทัพ

<O:p</O:p
พระเจ้าเชียงใหม่เห็นว่าเมื่อแพ้ขึ้นไปดังนี้ พระนเรศวรพี่น้องจะมีใจกำเริบ ต้องยกลงไปหักเอาเสียก่อน จึงให้สเรนันทสุกับพระยาเชียงแสนถือพล 15,000 เป็นทัพหน้า พระเจ้าเชียงใหม่ถือพลหมื่นหนึ่งเป็นทัพหลวงยกลงมาตีสิบทุ่ม

<O:p</O:p
ในขณะที่พระเจ้าเชียงใหม่เตรียมยกลงมานั้น พระนเรศวรรับสั่งว่า เราตีทัพเชียงใหม่แตกขึ้นไป เห็นทีจะยกเพิ่มเติมลงมาอีกแต่นี่ถึงสองสามวันแล้วก็ยังไม่ยกมา วันพฤหัสเดือนห้าแรมสองค่ำ เราจะยกขึ้นไปให้ทหารรอดูสักเวลาหนึ่ง แต่รออยู่แล้วยังไม่เห็นยกมา จึงให้พระราชมานูถือพลหมื่นหนึ่ง ช้างยี่สิบ ทุกช้างมีธงสามชายเป็นเครื่องหมาย เป็นทัพหน้าชั้นที่หนึ่ง ให้พระยาสุโขทัยมียี่สิบช้าง มีธงสามชายเหมือนกันเป็นทัพหน้าชั้นที่สองให้ยกไปในเวลาบ่ายไปตั้งอยู่ต้นทาง พอเวลาตีสิบเอ็ด พระนเรศวรกับพระอนุชาก็ทรงช้าง มีช้างต้นแซกแซงร้อยหนึ่งกับทหารสามหมื่นเคลื่อนพลไป

<O:p</O:p
พอเวลาแสงทองส่องฟ้า ทัพหน้าทั้งสองฝ่ายก็ปะทะกันที่บางแก้ว ขณะนั้นทัพหลวงไปถึงบ้านเห ก็ได้ยินเสียงปืนรบกันพระนเรศวรสั่งให้หยุดทัพ พาเข้าซุ่มอยู่ในป่าต้นจิก ป่ากะทุ่มฟากทางตะวันออก สั่งหมื่นทิพรักษากับม้าเร็วสิบม้าขึ้นไปบอกพระราชมานูให้ถอยลงมายังทัพหลวง พระราชมานูตอบมาให้ทูลว่า ศึกกำลังรบติดพันกันแล้ว ถ้าถอยก็จะแตกแล้วพระราชมานูก็ไม่ยอมถอย ยังรบต่อไปด้วยความมันเขี้ยว พระนเรศวรก็สั่งหมื่นทิพรักษาขึ้นไปบอกอีกครั้งให้ถอยลงมา พระราชมานูก็ไม่ถอย คราวนี้พระนเรศวรจึงใช้อำนาจเด็ดขาด ให้หมื่นทิพรักษาไปบอกเป็นครั้งสุดท้ายว่า ถ้ามันยังขัดคำสั่งไม่ถอยอีก ก็ให้เอาศีรษะมันลงมาเลย พระราชมานูพอได้รับคำสั่งเป็นครั้งที่สาม เห็นว่าถ้าขัดรับสั่งอีกเป็นหัวขาดแน่ จึงโบกธงฝ่ายซ้ายเป็นสัญญาณ พระยาสุโขทัยกับทหารเห็นเช่นนั้นก็ถอยร่นลงมาทันที


<O:p</O:p
ทหารเชียงใหม่สำคัญผิดว่าทหารไทยแตกแล้ว ก็โห่ร้องดีใจพากันรุกไล่โจมตีแข่งกันใหญ่ลงมา ทั้งทหารช้างทหารม้าแม้กระทั่งพระเจ้าเชียงใหม่ก็ไล่ตามลงมาด้วย ทหารกองหน้ากองหลังปะปนไม่รู้ว่ที่ของใครอยู่ตอนไหนตรงไหน


<O:p</O:p
เมื่อเห็นข้าศึกเสียขบวนแล้ว พระนเรศวรก็ให้ลั่นฆ้องโบกธงเป็นสำคัญแล้วไสช้างขับรี้พลเข้ายอกลางทัพข้าศึก จนถึงต่อสู้กันด้วยอาวุธสั้น พระราชมานู พระยาสุโขทัยเห็นเช่นนั้น ก็ต้อนพลกลับหลังตีขนาบขึ้นไป คราวนี้ทัพเชียงใหม่ก็แตกพ่ายจนคุมกันไม่ติด ทางหน้าก็ข้าศึก ทางหลังก็ข้าศึก และทางข้างก็ข้าศึก ไม่รู้จะต่อสู้ทางไหน ทหารไทยไล่ฟันแทงข้าศึกทั้งไพร่นายล้มตายเกลื่อนกลาดริมทางและกลางทุ่ง นายทัพนายกองข้าศึกที่ตายในยุทธภูมิคือพระยาพะเยา พระยาลอ พระยากาว พระยานครล้านช้าง พระยาเชียงราย มางยามงิป สมิงโยคราช เจพะยะอางคะบุน สเรนันทะสุ เจ้าเมืองเตริน ชั้นแสนเมืองเชียงใหม่ตายพันเศษ ได้ช้างใหญ่ยี่สิบ ม้าร้อยเศษ ฝ่ายไทยตามตีจนถึงปากน้ำชะไว พระนเรศวรจึงให้หยุด

<O:p</O:p
พระเจ้าเชียงใหม่รุดหนีเข้าไปในค่ายหลวง พระนเรศวรสั่งนายทัพนายกองว่า เวลาย่ำรุ่งจะยกเข้าหักค่าย แต่พระเจ้าเชียงใหม่มีพระปัญญาดีในทางหนี เกรงว่าจะรับมิอยู่ จะต่อสู้ก็ไม่ไหว จะถอยทัพไปก็มิทัน พอเวลาค่ำก็ลอบขึ้นช้างเร็วหนีไป

ทางสายธาตุ
13-08-2009, 08:06 PM
หนังสือ : ลัทธิชาตินิยมกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เทพเจ้าแห่งความรักชาติของคนไทย
ผู้เขียน : เอื้อ บุษปะเกศ หงสกุล
เนื้อหา : บทที่ 3 ผลงานของลัทธิชาตินิยมที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงนำมาใช้ ..หน้า 67-68

ครั้นรุ่งเช้าโมงเศษ พระนเรศวรกับพระอนุชายกทัพไปใกล้ถึงสระเกศ ก็ทราบว่าพระเจ้าเชียงใหม่หนีไปถึงปากน้ำบางพุทราแล้ว ทหารกองหน้าจับได้พระยาเชียงแสนกับลูก ได้ช้างพลายพัง 120 ช้าง ม้า 500 เศษ พม่ามอญลาวไทยใหญ่เชลยหมื่นเศษ เรือรบ เรือเสบียง 400 เศษ ปืนใหญ่ปืนเล็กอาวุธยุทธภัณฑ์อีกมากแม้แต่เครื่องราชูปโภคของพระเจ้าเชียงใหม่ก็ยังจับได้



<O:p</O:p
พระเจ้าเชียงใหม่หนีไปถึงเมืองกำแพงเพชร เข้าหาพระมหาอุปราชา ๆ ก็ได้แต่ให้ทหารมอญพม่าออกก้าวสกัดต้นทาง นำชาวเชียงใหม่มารวมกันไว้ ทำรายงานพร้อมกับส่งตัวคนที่ให้มากำกับทัพเชียงใหม่ไปหงสาวดี

<O:p</O:p
พระเจ้าหงสาวดีครั้นได้รับข่าวรายงาน ฝันหวานของพระองค์ต้องมาอันตรธานไปก็โกรธยิ่งนัก จะฆ่าพระเจ้าเชียงใหม่เสียก็กลัวเมืองลาวจะหลุดมือไปหมด จึงให้พระเจ้าเชียงใหม่ไปคุมกองลำเลียงจัดแจงเสบียงอาหารอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ ถ้าขาดไปจะลงโทษ

<O:p</O:p
ศึกพระเจ้าหงสาวดี
<O:p</O:p
ต่อมา 6 เดือนถึงเดือน 12 พ.ศ. 2129 พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง ก็ยกมาประชุมทัพที่เมืองกำแพงเพชรมีพล 250,000 จัดเป็น 3 ทัพใหญ่ มีทัพพระเจ้าหงสาวดีเอง ทัพพระมหาอุปราชา และทัพพระเจ้าตองอู ส่วนพระเจ้าเชียงใหม่เป็นกองเสบียง ก็มีแต่ลูกหลานเท่านั้น

<O:p</O:p
ฝ่ายไทยพระมหาธรรมราชา ปรึกษาที่ประชุมเสนาบดีมนตรีมุขแจ้งว่า พม่ายกมาครั้งนี้ใหญ่หลวงมาก เราอย่าเพิ่งยกออกมาก่อนให้ท้าวพระยาหัวเมือง จัดพล อาสาแต่งเป็นกอง ออกไปป้องกัน ให้ราษฎรเกี่ยวข้าวที่เหลืออยู่ในท้องนารอบพระนคร ให้หมดเสียก่อนอย่าให้ข้าศึกเอาไปกินได้ แล้วจึงยกทัพใหญ่ออกตีทีเดียว ที่ประชุมเห็นพ้องด้วย พระนเรศวรจึงให้แต่งขุนหมื่นทหารอาสาทั้งหลาย ออกไปหลายกอง ให้ราษฎรออกไปเกี่ยวข้าวทุกตำบล ทหารที่ออกไปนั้นได้รบพุ่งกับข้าศึกแตกพ่ายไปเสมอ ได้ศีรษะเข้ามาถวายทุกวัน พระมหาธรรมราชาก็ให้รางวัลทหาร มากน้อยตามจำนวนหัวข้าศึกที่ได้มา

<O:p</O:p
พระเจ้าหงสาวดียกทัพมาถึงเดือนยี่ เข้าตั้งอยู่ทางเหนือและตะวันออกของกรุง ทัพพระมหาอุปราชากับพระยาตองอูยกมาทางลพบุรี และสระบุรีก็ตั้งเรียงต่อกันไป ครั้งหนึ่งพระยากำแพงเพชรนำพลออกไปป้องกันราษฎรเกี่ยวข้าวทางทุ่งชายเคือง ถูกทหารทัพพระมหาอุปราชารายกมาพันหนึ่งได้รบกัน ทัพพระยากำแพงเพชรถูกพม่าตีแตก พระนเรศวรให้ลงโทษตามบทอัยการศึก แต่พระมหาธรรมราชาบอกว่าพระยากำแพงเพชรเป็นพลเรือน มิใช่ทหารขอโทษไว้ครั้งหนึ่งก่อน นี่แสดงว่าในเวลาศึกจะเป็นพลเรือนหรือทหารก็ต้องรบ และพระนเรศวรนั้นถือสาในเรื่องระเบียบวินัยมากก็เมื่อไม่เคยแพ้เลย แล้วมาแพ้เป็นครั้งแรกเช่นนี้ พระนเรศวรเห็นว่าทำให้ข้าศึกได้ใจ ควรยกทัพใหญ่ออกไปตีอย่าให้ทัพพม่าตั้งอยู่ตรงตำบลชายเคืองใต้ ราษฎรจะได้เกี่ยวข้าวสะดวก ที่ประชุมเห็นด้วย

พระนเรศวรจึงให้เอาปืนใหญ่ปืนเล็กและสรรพาวุธ บรรทุกเรือ 200 ลำแล้วให้ทหารนำออกไปซุ่มอยู่ ครั้นแล้วพระนเรศวรกับพระอนุชาก็ยกทัพเรือออกไปเป็นขบวนอย่างสง่าผ่าเผย พอถึงใกล้ค่ายพระมหาอุปราชา ทหารก็ขึ้นไปยั่วข้าศึกถึงหน้าค่าย ข้าศึกพากันยกออกมา ได้รบพุ่งกันอย่างหนัก ฝ่ายกองอาสาก็ยกออกมาทะลวงตีปืนใหญ่ปืนน้อยก็ระดมยิงสาดเข้าใส่ ถูกข้าศึกล้มตายลงมากแต่ก็ไม่ระส่ำระสาย กลับยกหนุนเนื่องกันเข้ามาทางริมน้ำ ทหารไทยจึงเอาปืนใหญ่เล็กยิงขึ้นไปจากเรือรบ ถูกทหารพม่าช้างม้าตายเป็นอันมาก แต่ข้าศึกก็ยังต่อสู้อยู่อย่างเหนียวแน่น

http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=668897&stc=1&d=1250172283
<O:p</O:p
พระนเรศวรกับพระเอกาทศรถออกยืนหน้าเรือ ใช้ปืนนกสับยิงคนช้างม้าตายเป็นอันมาก ทหารกรุงก็ยิงระดมเข้า ข้าศึกจึงลงมาสกัดด้านหลังเรือพระที่นั่ง และยิงปืนไฟโต้ตอบมาอย่างหนาแน่น เรือรบทั้งหลายทนทานมิได้ ก็พ่ายลงมาทั้งสิ้น เหลือแต่เรือพระที่นั่งกับเรือรบอีก 5 ลำยิงต่อสู้อยู่ ข้าศึกยิงปืนใหญ่มาถูกเสื้อพระเอกาทศรถ ขาดตั้งแต่ปลายแขนถึงต้นแขน และทหารในเรือก็ถูกยิงบาดเจ็บมากคน กระสุนปืนนกสับของข้าศึกยิงมาตกอยู่หน้าเรือพระที่นั่งถึง 30 ลูก พอตกมืดค่ำลง มองไม่เห็นกันแล้วพระนเรศวรกับพระอนุชาก็กลับเข้าพระนคร

ทางสายธาตุ
15-08-2009, 08:51 AM
หนังสือ : ลัทธิชาตินิยมกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เทพเจ้าแห่งความรักชาติของคนไทย
ผู้เขียน : เอื้อ บุษปะเกศ หงสกุล
เนื้อหา : บทที่ 3 ผลงานของลัทธิชาตินิยมที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงนำมาใช้ ..หน้า 69-70

ศึกพระเจ้าหงสาวดี (ต่อ)

คืนต่อมาพระนเรศวรกับพระอนุชายกทัพออกจากกรุงไปแต่ 11 ทุ่มไปที่ค่ายพระเจ้าหงสาวดีตั้งอยู่ ให้ชาวมอญเข้าไปร้องว่าพระมหาอุปราชาให้มากราบทูล ให้เปิดประตูรับ เจ้าหน้าที่ไม่เปิดว่าต้องกราบทูลก่อน สักครู่ก็เอาปืนเล็กยิงออกมา พระนเรศวรตรัสว่าข้าศึกรู้ตัวแล้วจึงเสด็จกลับ

<O:p</O:p
ต่อมาอีก 2-3 วัน พระนเรศวรนำทัพออกไปตั้งที่วัดช่องลมต่อมาอีก 7 วัน ก็เอาปืนบรรทุกเรือสำเภาไปยิงค่ายพระเจ้าหงสาวดี ณ ขนอนปากคู พระเจ้าหงสาวดีจึงให้ถอยทัพไปตั้งที่ป่าโมกใหญ่

<O:p</O:p
ต่อมาอีก 2 วัน พระนเรศวรกับพระเอกาทศรถก็ยกออกไปตีถึงค่ายป่าโมกใหญ่ โดยเสด็จทางเรือ มีทัพบกเดินไปสองฟากฝั่ง ข้าศึกจึงยกออกมาตีขนาบทั้งสองฟากฝั่ง ทัพกรุงแตกร่นลงมาถึงทัพหลวง กระสุนปืนข้าศึกยิงลงมาถูกบ่อโทนเรือ หัวเรือพระที่นั่งของพระนเรศวรร้าวออกไป พระนเรศวรเห็นว่าอยู่ในเรือเป็นเป้านิ่งให้ข้าศึกยิงได้ จึงพร้อมด้วยพระเอกาทศรถ นำทหารถืออาวุธสั้นกระโจนขึ้นจากเรือ ทัพบกซึ่งถอยร่นลงมา กลับมีใจกล้าขึ้นเมื่อเห็นแม่ทัพออกนำหน้าเช่นนั้น จึงต่างหันกลับไปทะลวงฟันแทงข้าศึกแตกฉานล้มตายลงเป็นจำนวนมาก เมื่อเห็นข้าศึกหนีไปแล้วจึงกลับพระนคร การป้องกันพระนครของพระนเรศวรนั้น ไม่ใช้วิธีตั้งรับให้ข้าศึกเป็นฝ่ายเข้าตีดังที่สมัยพระมหาจักรพรรดิเคยปฎิบัติ แต่กลับใช้วิธีรุกเข้าโจมตีให้ข้าศึกเป็นฝ่ายรับทุกทีไป

<O:p</O:p
ครั้งหนึ่งพระนเรศวรทรงม้าถือทวนยกไปกับทหารสามกองๆหนึ่งมี 22 คน กองหนึ่งมี 42 คนอีกกองหนึ่งมี 72 คน ล้วนขี่ม้าถือทวน ทั้ง 136 คนนี้เป็นทหารคู่พระทัย ทหารข้าศึกกองหน้าออกมาปะทะ ถูกทหาร พระนเรศวรตีแตกฉานหนีเข้าค่าย


http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=670268&stc=1&d=1250303796


พระนเรศวรทรงพระแสงดาบกับทหารปีนค่ายขึ้นไป ข้าศึกในค่ายเอาทวนแทงพลัดตกลงมาเป็นหลายครั้ง ปีนเข้าค่ายมิได้จึงเสด็จเข้าพระนคร ดาบซึ่งพระนเรศวรใช้คาบปีนค่ายครั้งนั้น เรียกกันว่าพระแสงดาบคาบค่าย ใช้ในพิธีสำคัญๆ จนทุกวันนี้

<O:p</O:p
ข้าศึกเอาการที่สู้รบกันนั้นไปทูลพระเจ้าหงสาวดี ๆ ถามเสนาบดีว่า พระนเรศวรออกมาทำการดุจทหารเช่นนี้ เหมือนหนึ่งเอาพิมเสนมาแลกเกลือ พระบิดาจะรู้เห็นหรือไม่ เสนาบดีทูลว่าเห็นทีพระราชบิดาคงจะไม่รู้ ถ้ารู้แล้วเห็นจะไม่ยอมให้ออกมาทำ พระเจ้าหงสาวดีตรัสว่า พระนเรศวรทำศึกอาจหาญนัก ถ้าออกมาอีกเมื่อไรถึงมาทว่า เราจะเสียทหารมากเท่าใด ก็จะแลกเอาตัวให้จงได้ แล้วจึงให้จัดทหารที่มีฝีมือสันทัดทุกทัพทุกกองให้ได้หมื่นหนึ่งเอาไปช่วยค่ายลักไวทำมู ทหารทศตำบลลุมพลี ถ้าพระนเรศวรออกมาตีค่ายให้กุมเอาเป็นๆ ให้จงได้


http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=670271&stc=1&d=1250303954

<O:p</O:p
วันต่อมา พระนเรศวรทรงม้าออกไปกับทาหรสามกองคู่พระทัย และมีทหารล้อมวังพันหนึ่ง ถือโตมรและดาบดั้งติดตามไปด้วยพอปะทะกับข้าศึกซึ่งหน้า ก็ตรงเข้ารบพุ่งกัน แต่สามโมงจนสี่โมงสู้กันชนิดใครดีใครอยู่ ข้าศึกแตกถอยเข้าค่ายไปครู่หนึ่งแล้วกลับเอาทหารม้า 30 ม้า มายั่วทัพ และกางขยายปีกออกไปทำเป็นกองซุ่มไว้ ปีกหนึ่งลักไวทำมูเป็นหัวหน้า อีกปีกหนึ่งเป็นทหารทศ ซึ่งคัดเลือกไว้เป็นพิเศษสำหรับจะจับพระนเรศวรเป็นๆให้ได้

พระนเรศวรทรงม้าถือทวนไล่เข้าไปทหารข้าศึกที่ซุ่มไว้ทั้งสองปีก็โอบเข้ามา ล้อมเอาพระนเรศวรกับทหารไว้ ลักไวทำมูดีใจ ถือดาบดั้งเข้ามาจะจับกุมพระนเรศวรพระองค์จึงแทงด้วยทวนถูกลักไวทำมู อย่างถนัดมือ ลักไวทำมูฟันถูกทวนเป็นแผล แต่ตัวเองก็ตาย ทหารทศถือโตมรและหอกใหญ่ตรงเข้ามาอีกคน ก็ถูกพระนเรศวรฟันตัวขาดสพายแล่งล้มลง ครั้นแล้วพระองค์ก็ไม่คอยให้ถูกรุมทำร้ายต่อไปทรงฟันฝ่านำทหารออกจากวงล้อม กลับพระนครได้

<O:p</O:p
<O:phttp://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=670277&stc=1&d=1250303663</O:p

<O:p</O:p
ฝ่ายพม่ามาตั้งอยุ่ 5 เดือนแล้วยังไม่มีโอกาสได้ปีนปล้นพระนครแม้สักครั้งเดียว มีแต่ต้องเป็นฝ่ายถูกโจมตีอยู่ไม่มีหยุดหย่อนจนอ่อนกำลังลงทุกที พม่าเสียเปรียบในข้อที่ไม่มีปืนใหญ่พอเพียงและเสบียงอาหารก็หาไม่ได้ ถูกกองโจรรบกวนการส่งกำลังบำรุงตลอดเวลา ความเพ้อฝันอันบรรเจิดของพระเจ้าหงสาวดีจึงทลายลงพอใกล้ฤดูฝน นันทะบุเรงก็ล่าทัพกลับ พระนเรศวรกับพระเอกาทศรถจึงนำขบวนทัพเรือตามตีท้ายขบวนทัพพระเจ้าหงสาวดี ไปจนถึงป่าโมก แต่ข้าศึกมีกำลังมากกว่าหลายเท่า ไม่อาจตีให้แตกฉานได้จึงกลับพระนคร

ทางสายธาตุ
15-08-2009, 09:03 AM
พระแสงดาบคาบค่าย
http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=670278&stc=1&d=1250305323

ยึดเอาฤกษ์เพชฌฆาตประกาศกร้าว
อิงเดือนดาวแทนตาฝ่าเป้าหมาย
ถือความแกร่งของเพชรเก็จขจาย
หลอมสู่กายคู่คุณบุญญาฤทธิ์

เอาเพลิงแค้นทัพพระยากำแพงเพชร
ถูกเผด็จด้วยพม่าไล่ล่าติด
ทัพนันทบุเรง..เร่งพิชิต
พลรอบทิศสองแสนเศษแน่นเนือง

ขวัญทหารกรุงศรีฯเริ่มหรี่ขวัญ
ไพร่พลนั้นเป็นรองตามท้องเรื่อง
องค์นเรศฯห้าวหาญสะท้านเมือง
หวังปลดเปลื้องเรียกขวัญพลสั่นคลอน

วางแผนตีค่ายหน้าทัพข้าศึก
ในยามดึกลุยหักช่วงพักผ่อน
เกณฑ์ทหารเขี้ยวศึกผนึกกร
ทุ่มสั่งสอนกู้ชื่อฝีมือไทย

พระองค์ดำออกหน้าตีฝ่าปล้น
โกลาหลเกินคาดพินาศใหญ่
ค่ายศัตรูทัพหน้าคราบรรลัย
ทรงรุกไล่ฆ่าฟันสนั่นคืน

ลุยประชิดค่ายหลวงทวงศักดิ์ศรี
ด้วยพระกายบารมีมิมีตื่น
คาบพระแสงฯปีนป่ายไม่หวั่นปืน
พลพม่าดั่งคลื่นยื่นอาวุธ

ยันด้วยดาบหอกง้าวเถ้าไฟร้อน
ธนูป้อนโหมใส่ให้หวิดหวุด
องค์ราชันจอมไทยร่างไหลทรุด
ลุกขึ้นผุดปีนต่อไม่ท้อกาย
ขวัญทหารคืนกายคล้ายเหล็กเพชร
คือบำเน็จหล่อหลอมมิยอมพ่าย
สื่อเดชานุภาพตราบภพปราย
ฝากความหมายพระแสงดาบให้กราบกราน





คัดลอกจาก Ç???Ǖ ?س??പ : #Topic-090424125237870"?Ðኧ?Һ?Һ?蒂?" ???????????????? ???????? (http://www.gmwebsite.com/Webboard/Topic.asp?TopicID=Topic-090424125237870)

ทางสายธาตุ
15-08-2009, 11:41 AM
หนังสือ : ลัทธิชาตินิยมกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เทพเจ้าแห่งความรักชาติของคนไทย
ผู้เขียน : เอื้อ บุษปะเกศ หงสกุล
เนื้อหา : บทที่ 3 ผลงานของลัทธิชาตินิยมที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงนำมาใช้ ..หน้า 71-72

ศึกเขมร
<O:p</O:p
ฝ่ายเขมรทั้งที่มาขอเป็นไมตรี และมีการทำพิธีปักปันเขตแดนกันแล้ว แต่พอทราบว่าพม่ามารบไทย พระยาละแวกนักพระสัตถาก็ให้เจ้าฟ้าทะละหะกับห้าพระยา ถือพลหมื่นหนึ่งเข้ามาตีหัวเมืองตะวันออกของไทยตีเมืองปราจีนแตก กรมการเมืองนครนายกบอกเข้ามา พระนเรศวรให้พระยาศรีไสยณรงค์ พระยาสีหราชเดโชชัยกับทหารพันหนึ่งยกไปถึงเมืองนครนายก ทัพเขมรทราบก็ยกมาตีเมืองนครนายก ถูกฝ่ายไทยตีโต้แตกพ่ายไป ทัพไทยตามตีจนสุดแดน จับอาวุธได้จำนวนมากพร้อมกับเชลยเขมรส่งเข้ามาถวาย

<O:p</O:p
พระนเรศวรได้เป็นกษัตริย์
<O:p</O:p
เมื่อพม่าไม่สามารถจะปราบปรามไทยลงได้ ชนชาติอื่นที่อยู่ใต้อำนาจพม่าก็พากันแข็งเมืองเพื่อปลดแอก พระเจ้าหงสาวดีต้องเสียเวลาปราบปรามอยู่ถึง 3 ปี ไม่มีโอกาสมาตีกรุงศรีอยุธยาอีก ระหว่างว่างศึกอยู่นั้นพระมหาธรรมราชาประชวรหนัก และสวรรคตใน พ.ศ. 2133 พระนเรศวรได้รับราชสมบัติเมื่อมีพระชนม์ 35 พรรษา ทรงตั้งพระเอกาทศรถเป็นมหาอุปราช แต่ยกย่องให้มีพระเกียรติทุกอย่างเสมอเป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์ที่สอง


<O:p</O:p
ศึกพระมหาอุปราชามังกะยอชะวา
<O:p</O:p
พระนเรศวรเสวยราชย์ได้ 8 เดือน พระเจ้าหงสาวดีนันทะบุเรงก็ได้ข่าวกรุงศรีอยุธยาผลัดแผ่นดินใหม่ จึงเข้าใจว่าจะต้องเกิดมีการแย่งราชสมบัติกันเป็นแน่ สมควรที่พม่าจะยกทัพจู่โจมเข้ามา ก็คงจะได้กรุงศรีอยุธยาโดยง่าย จึงให้พระยาพะสิม กับพระยาพุกามเป็นทัพหน้าให้พระมหาอุปราชาราชบุตรเป็นทัพหลวงถือพลประมาณ 200,000 ยกมาในเดือน 12 พ.ศ. 2133 เข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์
<O:p</O:p
พระนเรศวรได้ข่าวศึกก็ยกไปตั้งรับที่ลำน้ำท่าคอย พระมหาอุปราชาดำริว่าพระนเรศวรชอบรบอย่างห้าวหาญอย่างซึ่งๆหน้า และเมื่อฝ่ายพม่ามีรี้พลมากกว่า จึงตั้งขบวนรบเป็นแถวหน้ากระดานให้พระยาพุกามเป็นปีกขวา พระยาพะสิมเป็นปีกซ้าย พระมหาอุปราชาอยู่กลางให้ยกเข้าตีพร้อมกันทั้งสามทัพ และโอบปีกเข้ามา การตั้งขบวนแบบนี้ฝ่ายมีคนน้อยกว่าต้องแพ้แน่นอน นับว่าตั้งขบวนตรงตำราเปี๊ยบ
<O:p</O:p
พระนเรศวร พอเห็นพระมหาอุปราชาตั้งทัพแบบนั้น ก็รู้เท่าทันจึงคิดหายุทธวิธีที่จะแก้ให้ฐานะเสียเปรียบ กลับเป็นฝ่ายได้เปรียบทันที พระองค์สังเกตเห็นปีกขวาด้านพระยาพุกามนั้นค่อนข้างอ่อน จึงนำทัพเดินเฉียงแบบขั้นบันได เข้าโจมตีปีกขวาไปหาปีกซ้าย วิธีนี้จะทำให้ปีกซ้ายและแนวกลางมาช่วยปีกขวาช้าลงไป โดยวิธีนี้ทัพพระยาพุกามจึงถูกหนักแตกพ่ายไปในเวลารวดเร็ว ตัวพระยาพุกามเองก็ตายในที่รบ
<O:p</O:p
เมื่อปีกขวาแตกยับเยินแล้ว ก็ทุ่มเข้าตีตอนกลาง และปีกซ้ายต่อไป แต่มันแก้ไม่ไหวแล้ว เหมือนนกปีกหักไปข้างหนึ่ง จะทรงตัวอยู่ในอากาศได้อย่างไร อีกสองทัพจึงพลอยแตกไปด้วยเพราะการตั้งทัพผิดพลาดนิดเดียว ทหารพม่ามอญถูกทหารไทยฆ่าตายลงเป็นเบีอ ส่วนที่เหลือก็หนีไปชนิดตัวใครตัวมันแล้ว ทหารไทยได้ทีแล้วก็ไล่ตามตีไปและจับพระยาพะสิมได้ที่บ้านจระเข้สามพัน จังหวัดสุพรรณบุรี สำหรับพระมหาอุปราชาเจ้าตำราตั้งแถวหน้ากระดานหนีทัน รวบรวมคนที่เหลือตายกลับไป
<O:p</O:p
พระเจ้าหงสาวดีขัดเคืองนัก ให้ลงอาญาแก่นายทัพนายกองเดนตายทุกคน ส่วนพระมหาอุปราชาบุตรของพระองค์ หาได้ถูกลงโทษไม่ทั้งๆที่เป็นตัวการในการพ่ายแพ้ เพียงแต่ให้ภาคฑัณฑ์ไว้ให้ทำการแก้ตัวใหม่

ทางสายธาตุ
15-08-2009, 11:54 AM
รูปแบบกองทัพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=670350&stc=1&d=1250315624


ในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระมหากษัตริย์นักรบของคนไทย ที่ทรงเป็นแบบอย่างในความวิริยะอุตสาหะ ความพระปรีชาสามารถทางการทหาร การปกครอง รัชสมัยนี้นับเป็นสมัยที่กองทัพไทยรุ่งเรืองและเข้มแข็งเป็นที่ครั่นคร้าม แก่อาณาจักรน้อยใหญ่ และคู่ศึกอย่างพม่าและเขมร พระองค์ไม่เคยเกรงกลัวผู้ใด ไม่เคยหวาดเกรงศึกเหนือเสือใต้ใดๆ ความอดทนอดกลั้นและอุดมการณ์อันแน่วแน่ของพระองค์ เป็นที่เลื่อมใสของไพร่ฟ้าทหารหาญทั้งกองทัพ จากเด็กสู่วัยรุ่นสู่ผู้ใหญ่ สิ่งที่เป็นหลักชัยของพระองค์คือ ความเป็นไทย เอาบ้านเมืองเป็นที่ตั้งพระองค์มิเคยย่อท้อต่อความ อดสู เมื่อครั้งดำรงตนเป็นเชลยตัวประกันที่หงสาวดี แต่กลับเอาสิ่งด้อยนั้นเป็นแรงใจในการขับเคลื่อนสู่เป้าหมายหลัก ทรงวิรยะอุตสาหะในการพากเพียรเรียนรู้เกี่ยวกับการเมืองการทหารการปกครอง ทรงเรียนรู้จากชนชาติศัตรู ทรงให้ความสำคัญและใส่พระทัยในการทุกอย่างของพม่าชาติที่เป็นศัตรู เพื่อสะสมไว้เป็นแต้มต่อในการกู้บ้านกู้เมือง



ทรงชำระตำรับตำรา พิชัยสงคราม ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวิทยาการทางทหารที่นิยมปฎิบัติกันมานาน ให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันของบ้านเมือง ทรงไม่ยึดถือยึดติดกับกฎเณฑ์ที่จะทำให้กองทัพล้าหลังและอ่อนแอ ทรงกระทำพระองค์ให้เป็นตัวอย่างแก่ทหารผู้ใต้บังคับบัญชาในกองทัพ สิ่งแรกที่พระองค์มองเห็นเมื่อเริ่มบริหารจัดการกองทัพคือ ความอ่อนแอและไม่เข้มแข็งของคนไทย พระองค์ทรงใช้อำนาจเด็ดขาดในการปฎิรูปกองทัพ ทหารหนีทัพ ทหารย่อนยาน ทหารที่ละเลยต่อหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นขุนทหารหรือไพร่ โทษเท่าเทียมกัน พระองค์ทรงให้ความสำคัญแก่ทหารที่เก่งในหน้าที่ ไม่ว่าทหารผู้นั้นจะต้อยต่ำเพียงใดในกองทัพ คนเก่งคนกล้าคนมีฝีมือ พระองค์จะทรงส่งเสริมให้มีตำแหน่งในกองทัพ และหากทหารคนใดไม่เหมาะสมต่อตำแหน่งหน้าที่ ไม่ว่าคนนั้นจะมีเชื้อสาย จะเป็นใครมาแต่ไหน พระองค์จะไม่ให้มีอำนาจหน้าที่ในกองทัพและบ้านเมือง นับเป็นยุคของการส่งเสริมคนดีคนเก่งคนกล้าของบ้านเมืองโดยแท้ คนเหล่านี้จึงปรากฎตัวออกมาร่วมกองทัพของพระองค์อย่างมากมาย ส่งผลให้กองทัพไทยเข็มแข็งและทรงอานุภาพในเวลาไม่นาน การบังคับบัญชากองทัพนั้น พระองค์ทรงกระทำได้เหมือนการทหารแบบตะวันตกได้อย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งที่สมัยนั้นวิทยาการแบบนี้ยังไม่มีปรากฎมาก่อนในกองทัพอาณาจักรใดในเวลา นั้น ทหารรบพิเศษ หน่วยจู่โจม หน่วยแซปเปอร์วินาศกรรม หน่วยคอมมานโด พลซุ่มยิง กองพันปืนใหญ่อัตาจร ลว.ระยะไกล ผู้ตรวจการหน้ากองสื่อสาร หน่วยเหล่านี้เกิดขึ้นในกองทัพของพระองค์อย่างน่าพิศวง เพียงแต่ชื่อเรียกเท่านั้นที่ไม่เหมือน นับเป็นการปฎิวัติพิชัยสงครามอย่างขนานแท้ กลายเป็นแบบอย่างให้กองทัพไทยและกองทัพอาณาจักรอื่นในเวลาต่อมา นับเป็นพระปรีชาสามารถของพระองค์โดยแท้ที่ทรงคิดทรงกระทำได้ก่อนใคร แม้แต่ทหารญี่ปุ่น ทหารโปรตุเกส ทหารจีน ที่มาร่วมกองทัพยังต้องเขียนบันทึกส่งไปยังบ้านเมืองของตนเกี่ยวกับการทหาร แบบใหม่นี้


ทหารรบพิเศษของพระองค์คือ หน่วยทหารขนาดเล็ก10-20คน พระองค์ทรงคัดฝีมือเอง ภารกิจของพวกนี้คือการทำลายเส้นทางเดินทัพของพม่า ดักฆ่าทหารสอดแนมและม้าเร็วนำสารที่ใช้ส่งข่าวสารระหว่างทัพต่างๆของพม่า ภารกิจพวกนี้ต้องใช้ทหารฝีมือดีเพราะต้องเข้าไปในเขตอำนาจทัพข้าศึก


หน่วยจู่โจมของพระองค์คือ หน่วยทหารขนาดเล็กเช่นกันประมาณ30-50คน หน่วยนี้พระองค์จะเป็นหัวหน้าหน่วยเองเสมอ ใช้ปล้นค่ายทหารพม่าขนาดเล็ก เช่น กองลำเลียง กองเกียกกาย และใช้โจมตีเพื่อยั่วศึก เช่นไปท้ารบหน้าค่ายพม่า เมื่อพม่ายกพลออกมา ก็ทำทีหลบหนีให้พม่าตามไปเข้าคิลลิ่งฟิลด์ แล้วก็ถอนตัวกลับอย่างรวดเร็ว ดังที่พระองค์เคยปีนค่ายพม่าจนเกิดตำนานพระแสงดาบคาบค่าย ก็ใช้หน่วยนี้


หน่วยแซบเปอร์หรือหน่วยก่อวินาศกรรมของพระองค์คือ หน่วยทหารขนาดเล็กสุด 1-5คน ภารกิจของหน่วยนี้คือ แฝงตัวเป็นคนไทยเชลย หรือ ทหารหนีทัพ เพื่อลอบเผาค่าย เสบียงกรัง กระสุนดินดำ และเป็นไส้ศึกคอยส่งข่าวสารให้พระองค์ได้ทราบความเคลื่อนไหว ถูกพม่าจับได้ตัดหัวเสียบประจานหน้าค่ายก็หลายครั้ง แต่ก็มีผู้อาสาอยู่ไม่ขาด(คำให้การนายกองมอญที่แปรพักต์มาเข้ากับฝ่ายไทย )


หน่วยคอมมานโดของพระองค์คือ หน่วยทหารขนาดกอง 100-500คน ภารกิจของหน่วยนี้คือ คอยสนับสนุนหน่วยจู่โจม พระองค์ใช้ทหารพวกนี้เป็นกลศึกทุกครั้งจนพม่าเข็ดขยาด ไม่กล้าติดตามหากพระองค์ล่าถอย ในศึกยุทธหัตถี ทหารพวกนี้คือทหารหน้าช้างต้นของพระองค์ ทำหน้าที่ปกป้องพระองค์เป็นด่านแรก ก่อนถึง 75หน่วยทะลวงฟันดาบสองมือ และ จาตุลังคบาท เป็นด่านสุดท้าย ทหารพวกนี้พระองค์ให้ไปตั้งกองอยู่ตามป่า


พลซุ่มยิงของพระองค์คือ หน่วยทหารปืนคาบศิลา พระองค์ใช้หน่วยนี้ในการยิงทหารที่อยู่บนเชิงเทินค่ายที่ทำหน้าที่ยิงปืน ใหญ่ พระองค์ใช้ทหารพวกนี้ทุกครั้งในการตีเมืองข้าศึก บางครั้งก็ใช้เพื่อต่อสู้กับทหารฮอลันดาที่พม่าจ้างมารบ ในกองทัพสมัยพระองค์ทหารกองธนูหน้าไม้ มีไว้ใช้รักษาพระนครเท่านั้น


ปืนใหญ่อัตตาจร เป็นครั้งแรกในย่านนี้ที่มีการขนปืนใหญ่ลงเรือสำเภาขนาดเล็ก เป็นหน่วยสนับสนุนทหารราบกองต่างๆ พระองค์ทรงนิยมที่จะเดินทัพเลียบไปตามแม่น้ำเสมอ และบางครั้งพระองค์จะสั่งให้ทหารทัพหน้า แสร้งทำทีร่นถอย เพื่อมาที่ริมน้ำให้เข้าระยะยิงของปืนบนเรือ ในการศึกแถววิเศษชัยชาญ พระองค์ทรงทราบว่าทัพหลวงของพม่ามาตั้งทัพที่ริมแม่น้ำปากคลองวิเศษชัยชาญ พระองค์ทรงนำเรือสำเภาเล็กติดปืนใหญ่ระดมยิงค่ายพม่าจนต้องเลิกค่ายหนี ในขณะที่กองทัพบกซุ่มคอยทีตีขนาบ ศึกครั้งนั้นพระเจ้าเชียงใหม่ซึ่งเป็นแม่ทัพหลวงหลบหนีไปได้ พม่าแตกพ่ายไม่เป็นหมวดเป็นกอง


หน่วยลาดตระเวนระยะไกล เป็นกองทหารม้าขนาด200-500คน ใช้ลาดตระเวณเพื่อรับข่าวจากกองสอดแนมและทำลายกองทหารพม่าขนาดเล็กที่ออกหา เสบียง บางครั้งทหารหน่วยนี้ลาดตระเวณไปไกลถึงเชียงใหม่ กองทหารม้าลาดตระเวนระยะไกลนี้ พระองค์ส่งออกไปทั้ง4ทิศของพระนคร หากเมื่อเกิดศึกใหญ่ กองทหารม้าพวกนี้จะกลับมารวมกับทัพใหญ่เสมอ


ผู้ตรวจการหน้า พระองค์จะใช้ทหารระดับพระยา เป็นอาญาศึกต่างพระเนตรพระกรรณเพื่อคอยรายงานสถานการณ์ของกองทัพขณะทำศึก และคอยส่งคำบังคับบัญชาของพระองค์ในกลศึกต่างๆไปยัง ผบ.เหล่าทัพที่รบอยู่ผู้ตรวจการหน้านี้สามารถประหารทหารทุกคนทุกระดับได้ ทันทีหากไม่ทำตามบัญชา และผู้ตรวจการหน้านี้เองที่เป็นผู้ถวายคำแนะนำและรายงานผลการรบในแนวหน้า เพื่อให้พระองค์วินิจฉัยและสั่งการ


กองสื่อสารในกองทัพของพระองค์ มีทหารม้าคอยทำหน้าที่ส่งข่าวสารและคำบังคับบัญชา ถ่ายทอดคำสั่งของผู้ตรวจการหน้าไปยังแม่ทัพนายกองทั้งหลาย กองทัพของพระองค์จึงมีแบบแผนในการศึกอย่างทันท่วงทีเสมอ ต่างจากพม่าที่ใช้สัญญาณกลอง และธงเป็นหลัก การที่พระองค์ใช้กองสื่อสารถ่ายทอดคำสั่งไปตามลำดับชั้นนั้น ทำให้พม่าไม่สามารถทราบการเคลื่อไหวในการสั่งการของกองทัพพระองค์ได้ อีกทั้งเครื่องแต่งกายของทหารในกองทัพไทยสมัยของพระองค์นั้นไม่แบ่งสีตาม หลักพิชัยสงครามเดิม พม่าไม่มีทางรู้ได้เลยว่า ตรงไหนทัพหน้า ตรงไหนกองทะลวง ตรงไหนกองดั้งกองโตมร ถือได้ว่าระบบการสื่อสารสั่งการในกองทัพพระองค์นั้นล้ำยุคอย่างน่าอัศจรรย์


หลักการสงครามของพระองค์นั้นคือ เลือกกระทำการโดยข้าศึกไม่รู้ตัว ออกรบก่อนไม่ตั้งมั่นให้ข้าศึกเข้าตีรวมกำลังให้มากกว่าข้าศึกและรบเฉพาะ ตำบลถึงข้าศึกจะมีกำลังเป็นแสนคนแต่ก็แยกกันอยู่ พระองค์เป็นผู้นำทหารออกรบเองทุกครั้งมีความกล้าหาญและมีวินัยสูง ใช้กองทหารพิเศษต่างๆเป็นกำลังส่วนน้อยทำการรบอย่างรวดเร็ว โดยสงวนกำลังส่วนใหญ่ไว้รักษาพระนคร ซุ่มตีรบกวนข้าศึกอย่างรุนแรงมิให้เข้าประชิดพระนครได้โดยง่าย


คัดลอกจาก (87067) เบญจเสนา 5ทัพ : รูปแบบกองทัพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (http://cgsc.rta.mi.th/cgsc/index.php?option=com_content&view=article&id=39:87067--5--&catid=7:87&Itemid=21)

ทางสายธาตุ
15-08-2009, 12:45 PM
รูปแบบกองทัพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=670412&stc=1&d=1250318287


ในการศึกครั้งสำคัญ คือศึกยุตถหัตถีนั้น พระองค์ทรงจัดกองทัพเพื่อรับข้าศึกในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ เป็นตำราศึกที่พระองค์ทรงคิดขึ้นเองเพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์ เพราะพระองค์ประสงค์จะใช้ความไม่รู้ของข้าศึกเพื่อเป็นการแก้ข้อด้อยที่กองทัพไทยมีกำลังน้อยกว่า พม่ามีพลถึงสองแสนสี่หมื่นคน พระองค์มีเพียงเจ็ดหมื่นห้าพันคนเท่านั้น ไทยต้องรบแบบหนึ่งต่อสาม พระองค์ทรงแบ่งกองทัพเจ็ดหมื่นห้าพันคนออกเป็นห้าส่วน ห้ากองทัพ ในแต่ละกองทัพจะมี กองหน้า กองหลัง ปีกซ้าย ปีกขวา กองหลวง ให้แต่ละกองทัพออกรับข้าศึกพร้อมกัน แล้วให้แต่ละทัพตีตัดทัพพม่าออก เป็นห้าส่วนให้ได้ เพื่อแยกกำลังทหารข้าศึกมิให้รุมรบได้ ส่วนกองทัพหลวงของพระองค์และพระอนุชานั้นจะทรงรับมือกับกองทัพหลวงของพระมหาอุปราชาเอง ในแต่ละทัพของพม่านั้นพระองค์ทรงทราบดีว่าใครเป็นนายทัพ พระองค์ทรงรู้ฝีมืออยู่ทุกคน พระองค์จึงจัดแม่ทัพไทยในแต่ละทัพได้อย่างเหมาะสมเพราะทรงรู้จักฝีมือขุนทหารคู่ใจทุกคนดีว่าใครเหมาะกับใคร

เมื่อกองทัพพม่าแตกออกเป็นห้าส่วนตามแผนที่ทรงวางไว้นั้น พระองค์ทรงยกทัพหลวงพุ่งตรงไปตามช่องที่ว่างมุ่งสู่ทัพหลวงของพระมหาอุปราช พม่าทันที แล้วผลการรบก็ออกมาเป็นที่ประจักษ์ในฝีมือการรบบนหลังช้างของพระองค์ที่ทรง รู้ทางพระมหาอุปราชพม่าเป็นอย่างดี เพราะทรงคุ้นเคยกันมาก่อนเมื่อครั้งไปเป็นตัวประกันที่หงสาวดี

พระเกียรติยศจากการศึกครั้งนี้ เป็นที่เลื่องลือไปทั่ว บรรดาทหารต่างชาติทั้งสองฝ่ายต่างจดบันทึกการศึกครั้งนี้ไว้เป็นตำราศึกแบบใหม่ เกิดการชำระพิชัยสงครามครั้งใหญ่ในหลายอาณาจักร แบบอย่างเบญจเสนาห้าทัพนี้ ถูกนำไปใช้ในกองทัพยุคต่อมาอย่างดีเลิศ แม้แต่พม่าเองก็ยังเปลี่ยนมาใช้รูปแบบนี้ในยุคต่อมา การจัดกำลังทหารเป็นหน่วยพิเศษ หน่วยย่อยขนาดเล็ก เพื่อต่อตีรบกวนข้าศึกแบบพระองค์ ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในสงครามครั้งต่อมา นับว่าพระองค์เป็นอัจฉริยะทางการทหารโดยแท้ หลักฐานทาง ปวศ.ของพม่า โปรตุเกส ฮอลันดา ญี่ปุ่น จีน มลายู ทั้งจารึก ใบลาน ตำราโบราณ พงศาวดารต่างกล่าวถึงเบญจเสนาห้าทัพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช นี้อย่างกว้างขวาง ส่งผลให้กรุงศรีอยุธยาว่างศึกไปนานถึง หนึ่งร้อยแปดปี



http://cgsc.rta.mi.th/cgsc/images/stories/cgsc87067/pichisongkam.jpg


สำหรับการจัดทัพดังกล่าวได้แก่ครั้งเมื่อสมเด็จพระนเรศวรเสด็จถึงหนองสาหร่าย ก็ทรงให้กองทัพพระศรีไสยณรงค์ กับ พระราชฤทธานนท์ ซึ่งออกไปขัดตาทัพอยู่ก่อนที่ลำน้ำท่าคอย เลื่อนออกไปขัดตาทัพที่ดอนระฆัง ส่วนกองทัพหลวงก็ทรงให้เตรียมค่ายคู และกระบวนทัพที่จะรบข้าศึก ด้วยคาดว่าคงจะได้ปะทะกันในวันสองวันเป็นแน่ เพราะกองทัพของทั้งสองฝ่ายอยู่ใกล้กันมากแล้ว พระองค์ทรงจัดทัพเป็นขบวน เบญจเสนา 5 ทัพ ดังนี้


ทัพที่ 1 เป็นกองหน้า ให้พระยาสีหราชเดโชชัยเป็นนายทัพ พระยาพิชัยรณฤทธิ์ เป็นปีกขวา พระยาวิชิตณรงค์ เป็นปีกซ้าย


ทัพที่ 2 เป็นกองเกียกกาย ให้พระยาเทพอรชุน เป็นนายทัพ พระยาพิชัยสงคราม เป็นปีกขวา พระยารามคำแหง เป็นปีกซ้าย


ทัพที่ 3 เป็นกองหลวง สมเด็จพระนเรศวร ทรงเป็นจอมทัพ พร้อมด้วยสมเด็จพระเอกาทศรถ เจ้าพระยามหาเสนา เป็นปีกขวา เจ้าพระยาจักรี เป็นปีกซ้าย


ทัพที่ 4 เป็นกองยกกระบัตร ให้พระยาพระคลัง เป็นนายทัพ พระราชสงคราม เป็นปีกขวา พระรามรณภพ เป็นปีกซ้าย

ทัพที่ 5 เป็นกองหลัง ให้พระยาท้ายน้ำ เป็นนายทัพ หลวงหฤทัย เป็นปีกขวา หลวงอภัยสุรินทร์เป็นปีกซ้าย


ค่ายที่หนองสาหร่ายนี้ ทรงให้ตั้งเป็นกระบวนปทุมพยุหะเป็นรูปดอกบัว และเลือกชัยภูมิครุฑนาม เพื่อข่มกองทัพข้าศึกซึ่งตั้งในชัยภูมินาคนาม ตามหลักตำราพิชัยสงคราม


ครั้นถึงวันแรม 1 ค่ำ เดือนยี่ พระยาศรีไสยณรงค์บอกมากราบทูลว่า ข้าศึกยกกองทัพใหญ่พ้นบ้านจรเข้สามพันมาแล้ว สมเด็จพระนเรศวรจึงมีรับสั่งให้กองทัพทั้งปวง เตรียมตัวรบข้าศึกในวันรุ่งขึ้น แล้วสั่งให้พระยาศรีไสยณรงค์ ยกออกไปหยั่งกำลังข้าศึก แล้วให้ถอยกลับมา


ในวันจันทร์ แรม 2 ค่ำ เดือนยี่ สมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงเครื่องพิชัยยุทธ ให้ผูกช้างพระที่นั่งชื่อ พลายภูเขาทอง ขึ้นระวางเป็นเจ้าพระยาไชยานุภาพ เป็นพระคชาธารของพระองค์ มีเจ้ารามราฆพเป็นกลางช้าง นายมหานุภาพเป็นควาญ อีกช้างหนึ่งชื่อพลายบุญเรือง ขึ้นระวางเป็นเจ้าพระยาปราบไตรจักร เป็นพระคชาธารสมเด็จพระเอกาทศรถ มีหมื่นภักดีศวรเป็นกลางช้าง ขุนศรีคชคงเป็นควาญ พร้อมด้วย นายแวง จตุลังคบาท พวกทหารคู่พระทัยสำหรับรักษาพระองค์



คัดลอกจาก (87067) เบญจเสนา 5ทัพ : รูปแบบกองทัพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (http://cgsc.rta.mi.th/cgsc/index.php?option=com_content&view=article&id=39:87067--5--&catid=7:87&Itemid=21)

ทางสายธาตุ
16-08-2009, 07:06 AM
ในแต่ละทัพของพม่านั้นพระองค์ทรงทราบดีว่าใครเป็นนายทัพ พระองค์ทรงรู้ฝีมืออยู่ทุกคน พระองค์จึงจัดแม่ทัพไทยในแต่ละทัพได้อย่างเหมาะสมเพราะทรงรู้จักฝีมือขุนทหารคู่ใจทุกคนดีว่าใครเหมาะกับใคร

ใครหนอคือผู้ส่งข่าวสาร การจัดทัพของพม่า มาถวายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช คนๆนี้หรือคนกลุ่มนี้ ได้ส่งข่าวที่เที่ยงตรง แม่นยำ ถูกต้อง และส่งมาทันท่วงที เป็นประโยชน์อย่างยิ่งยวดต่อการวางแผนการรบ

จากหน้า 14 ท่านพี่จงรักภักดีเขียนไว้ว่า


<TABLE class=tborder id=post2310543 cellSpacing=0 cellPadding=6 width="100%" align=center border=0><TBODY><TR vAlign=top><TD class=alt1 id=td_post_2310543 style="BORDER-RIGHT: #ffffff 1px solid">..................................................................


ซุนวูเคยกล่าวในพิชัยสงครามของซุนวู (Sun Tzu: Art Of War) ไว้ว่า


" รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ใยต้องกลัวพ่าย
รู้แต่เรา ไม่รู้เขา รบทุกครั้ง ใช่จะชนะทุกครั้ง
ไม่รู้เขา ไม่รู้เรา กรำศึกทุกครั้ง พ่ายทุกครา


เรื่องการข่าวหรืองานด้านการข่าวนี่แหละครับที่ผมได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่าพระราชภารกิจที่สำคัญมากชิ้นหนึ่งของพระพี่นางสุพรรณกัลยา นอกจากพระราชภาระอื่นๆทั้งสิ้นแล้ว ก็คืองานการข่าวนี่แหละครับ พูดกันง่ายๆก็คือรวบรวมข่าวและความเคลื่อนไหวของพม่าส่งไปให้ทางกรุงศรีอยุธยาไม่ว่าจะเป็นข่าวทางยุทธวิธีหรือทางยุทธศาสตร์ พม่าคิดอ่านอะไรอย่างไรก็ต้องพยายามที่จะให้รู้หรือคาดเดาอย่างมีเหตุมีผล ซึ่งแน่นอนครับ ไม่ใช่งานง่ายเลย แถมอันตรายอีกต่างหาก เพราะพม่าก็ต้องคอยระแวงสงสัยอยู่แล้ว ข้อสำคัญเมื่อมีข่าวสารสำคัญที่จะต้องส่งกลับไปศรีอยุธยา นี่สิจะทำอย่างไรถึงจะปลอดภัยและส่งไปถึงอย่างทันเวลา จะใช้นกพิลาปนำสารหรือใช้ม้าเร็วหรือฯลฯ
..........................................

-เหตุปัจจัยอันทำให้ประมุขที่รู้แจ้ง และแม่ทัพที่ปราดเปรื่องสามารถพิชิตชัยทุกศึกและประสบผลสำเร็จอันวิเศษเหนือสามัญ ก็คือ ความรู้ล่วงหน้าหรือบุพญาน”


<DD>

<DD>ความรู้ล่วงหน้า หรือ บุพญาน ที่ซูนวูพูดถึงก็คือการข่าวกรองนั่นเอง เพราะการข่าวกรองคือการ “ แจ้งเตือนล่วงหน้า “ ให้ผู้นำรัฐบาล หรือ แม่ทัพ ได้ทราบล่วงหน้าถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้น และหาทางรับมือกับอันตรายนั้น ๆ

<DD>

<DD>ซุนวูกล่าวต่อไปว่า “ความรู้ล่วงหน้ามิอาจเค้นเอาจากผีสางเจตภูติมิอาจอนุมานจากการเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในอดีต หรือจากการคำณวนท้องฟ้าแต่ทว่าต้องได้มาจากคนผู้ที่รู้สถานการณ์ของสัตรูเป็นสำคัญ”
<DD>

<DD>หมายถึงว่า การข่าวกรองนั้นไม่ได้มาจากการหลับตานึกเอาเองหรือไปขอจากผีสางนางไม้ หรือเทพพยากรณ์ หมอดู โหราจารย์ทั้งหลายแต่ต้องได้มาจากคนที่รู้เรื่องของสัตรูดีที่สุดการที่จะหาคนที่รู้เรื่องของสัตรูดีที่สุดก็ต้องหา “จารชน” ที่ดี เข้าถึงข้อมูลดังกล่าว ซุนวูแยกจารชนออกเป็น 5 ประเภทคือ
<DD>

<DD>(1) จารชนท้องถิ่น (2) จารชนไส้ศึก (3) จารชนสองหน้า (4) จารชนมรณะ และ (5) จารชนคืนชีพ
<DD>

<DD>ซุนวูได้อธิบายว่า จารชนท้องถิ่นนั้นคือการใช้คนของศัตรูมาเป็นจารชนให้เรา จารชนใส้ศึกคือการใช้ขุนนางของศัตรู จารชนสองหน้า คือการใช้จารชนของสัตรู จารชนมรณะ คือการใช้ตัวแทนของเราในการกระจายข่าวลวงแก่สัตรู จารชนคืนชีพ คือการใช้ตัวแทนของเราในการนำรายงานกลับมา
<DD>

<DD>ซุนวูมองว่า “ ประมุขที่รู้แจ้งและแม่ทัพที่รู้จริงเท่านั้น จึงสามารถใช้ตัวแทนที่ฉลาดล้ำลึกเป็นจารชน จนประสบผลสำเร็จอันใหญ่หลวง ”
<DD>

<DD>
แนวคิดของซุนวูสอดคล้องกับงานข่าวกรองในปัจจุบัน หรืออาจกล่าวในทางกลับกันได้ว่างานข่าวกรองในปัจจุบันสอดคล้องกับบสิ่งที่ซุนวูได้พูดไว้เมื่อกว่า 2500 ปีมาแล้ว การหาข่าวซึ่งเป็นความลับของฝ่ายตรงข้ามหรือศัตรูนั้น วิธีดีที่สุดคือการใช้คนของศัตรูเป็นสายลับยิ่งได้คนของศัตรูที่มีตำแหน่งสูงและเข้าถึงความลับของศัตรูได้ดี เช่น ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เข้าถึงความลับในเรื่องนั้น ถือว่าเป็นงานข่าวระดับสูง
</DD><DD>
***ขอทิ้งท้ายไว้ตรงนี้ก่อนนะครับ เพื่อจะได้เห็นพระอัจฉริยะของพระพี่นางสุพรรณกัลยา กันครับ ท่านผู้ใดมีข้อคิดเห็นอย่างไรกันบ้าง ขอเชิญเลยนะครับ<!-- google_ad_section_end -->
</DD></TD></TR><TR><TD class=alt2 style="BORDER-RIGHT: #ffffff 1px solid; BORDER-TOP: #ffffff 0px solid; BORDER-LEFT: #ffffff 1px solid; BORDER-BOTTOM: #ffffff 1px solid">
</TD></TR></TBODY></TABLE>


เอาเรื่องนี้กลับมาคิดใหม่เพราะข้อมูลสอดคล้องกับที่ท่านพี่จงรักภักดีได้ตั้งข้อสังเกตุไว้ค่ะ

ทางสายธาตุ
16-08-2009, 12:19 PM
http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=671251&stc=1&d=1250402346

คาถาบูชาพระสยามเทวาธิราช

สะยามะเทวาธิราชา เทวาติเทวา
มะหิทธิกา เทยยะรัฏฐัง อะนุรักขันตุ อาโรคะเยนะ สุเขนะ จะ
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ สุวัตถิ โหตุ สัพพะทา

สะยามะเทวานุภาเวนะ สะยามะเทวะเตชะสา
ทุกขะโรคะภะยา เวรา โสกา สัตตุ จุปัททะวา
อะเนกา อันตะรายาปิ วินัสสันตุ อะเสสะโต
ชะยะสิทธิ ธะนัง ลาภัง โสตถิภาคยัง สุขัง พะลัง
สิริ อายุ จะ วัณโณ จะ โภคัง วุฑฒิ จะ
ยะสะวา สะตะวัสสา จะ อายุ จะ ชีวะสิทธี ภะวันตุ เม

ทางสายธาตุ
16-08-2009, 12:45 PM
หนังสือ : ลัทธิชาตินิยมกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เทพเจ้าแห่งความรักชาติของคนไทย
ผู้เขียน : เอื้อ บุษปะเกศ หงสกุล
เนื้อหา : บทที่ 3 ผลงานของลัทธิชาตินิยมที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงนำมาใช้ ..หน้า 73-74


สงครามยุทธหัตถี

<O:p</O:p
เสร็จศึกด้านพม่าไปแล้ว พระนเรศวรก็หันมาด้านเขมรดำรัสกับเสนาข้าราชการว่า แผ่นดินกัมพูชากุรุราฐนั้น ผู้ใดครองสมบัติมักมีสันดานพาลทุจริต เหมือนพระยาละแวก เมื่อศึกหงสาครั้งแรกสมัยพระอัยกานั้น พระยาละแวกก็มาซ้ำเติมเอา ตีกวาดเอาคนเมืองปราจีนบุรีไป จนพระอัยกาต้องยกไปปราบจึงถวายราชบุตรสองคนมา ต่อมานักพระสัตถาชิงราชสมบัติได้เป็นพระยาละแวกต่อมา ในแผ่นดินพระราชบิดาเรา ก็ยกทัพจู่โจมเข้ามาถึงวัดสามพิหาร จนเสียพระจำปาลูกชายไป ก็ยังหาเข็ดไม่ มีศึกหงสาติดพระนครครั้งใดก็ยกทัพมาตีซ้ำเติม กวาดเอาราษฎรไปทุกครั้ง แล้วแต่งทูตมาขอทำไมตรี พระบิดาเราก็มิได้อาฆาต จนปักเขตปักเสาศิลารึกกันครั้นทัพเชียงใหม่ยกมา พระยาละแวกก็ให้น้องชายมาช่วย แต่น้องชายก็เป็นคนขาดสติปัญญา ส่วนพระยาละแวกก็ขาดวิจารณปัญญา กลับยกทัพมาตีชายแดนอีก ความแค้นของเราดั่งเสี้ยนยอกอยู่ในอก ครั้งนี้แผ่นดินเป็นของเราแล้ว จะไปแก้แค้นเอาโลหิตพระยาละแวกล้างตีนเสียให้จงได้ ตรัสแล้วก็ให้เตรียมทัพเหยียบแสน น้ำแห้งเท้าช้าเท้าม้าแล้วจะยกไป

<O:p</O:p
ขณะนั้นเป็น พ.ศ. 2135 นันทะบุเรงชราภาพลง เกรงเมืองขึ้นจะเอาใจออกห่าง เอาอย่างเมืองไทยหมดจึงตรัสตัดพ้อในที่ประชุมขุนนางว่า ไม่มีใครตั้งใจปราบปรามไทยจริงจัง พระยาลาวทูลว่ากำลังของกรุงศรีอยุธยาจะเอาเพียง 1 ใน 3 ของกรุงหงสาวดีก็มิได้ แต่พวกไทยกลัวพระนเรศวรมากกว่ากลัวตาย ศึกจึงกล้าแข็งนัก ถ้าจะเอาชัยให้ได้ต้องคัดเจ้านายที่เข้มแข็งในการสงครามหลายๆองค์เป็นแม่ทัพคุมไป

<O:p</O:p
นันทะบุเรงตรัสว่า พระมหาธรรมราชาไม่เสียแรงมีบุตรการสงครามไม่พักให้พระบิดาใช้เลย ต้องห้ามเสียอีก ส่วนเราเป็นคนอาภัพมิรู้จะใช้ใคร พระมหาอุปราชาได้ฟังก็รู้สึกอัปยศยิ่งนักทั้งที่โหรทำนายว่าเคราะห์ร้าย แต่ด้วยขิตติยะมานะจึงทูลรับอาสา


http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=671291&stc=1&d=1250404714

<O:p</O:p
นันทะบุเรงให้เกณฑ์ทัพ 300,000 แบ่งเป็น 5 ทัพให้เจ้าเมืองมางจาปะโรเป็นทัพหน้า พระมหาอุปราชาเป็นทัพหลวง พระเจ้าแปรซึ่งเป็นราชบุตร นัดจินหน่องราชนัดดาและพระเจ้าเชียงใหม่ พระอนุชา เป็นทัพหนุน ยกเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์และด่านแม่ละเมาพร้อมกัน

<O:p</O:p
ฝ่ายพระนเรศวรกำลังเกณฑ์ทัพจะยกไปตีเมืองละแวกและสั่งให้มุขมนตรีผู้ใหญ่ให้รักษาพระนครไว้ หากหงสาวดียกมาก็ให้รักษาเมืองไว้คอยพระองค์เดือนหนึ่งให้ได้ ครั้นตอนเย็นวันนั้นทางเมืองกาญจนบุรีก็บอกเข้ามาว่า พระมหาอุปราชากับพระเจ้าเชียงใหม่ ยกมาถึงเมืองกาญจนบุรี กำลังทำสะพานข้ามอยู่แล้วพระนเรศวรพอทราบก็ตรัสว่า เราเทียบช้างม้ารี้พลไว้จะยกไปเอาเมืองละแวก บัดนี้ทัพหงสาวดียกมาอีกเล่า จำเราจะยกออกไปเล่นสนุกกับมอญเสียก่อน แล้วสั่งพระอมรินทร์ลือชัยเจ้าเมืองราชบุรีแต่งคน 500 ออกไปซุ่มอยู่ เมื่อข้าศึกข้ามสะพานแล้วให้เผาสะพานเสียนี่ก็แปลว่าพระองค์ให้ตัดทางถอยของข้าศึกเสีย
<O:p</O:p
<O:p</O:p
พระมหาอุปราชายกมาถึงกาญจนบุรีเห็นเมืองร้างไม่มีคนเลย ก็เข้าพระทัยว่าไทยรู้ตัวแล้ว จึงพักแรมในเมืองกาญจนบุรี ให้ทหารไปลาดตระเวนจับคนไทยให้ได้สักคน แต่ก็ไม่พบสักคน รุ่งขึ้นจึงเดินทัพต่อมาถึงพนมทวนเวลาสามนาฬิกา เกิดพายุพัดหอบธุลีฟุ้งเห็นเป็นกงจักร กระทบเศวตฉัตรบนช้างพระที่นั่งหักทบลง พระมหาอุปราชาถามโหรประจำทัพ โหรทูลว่าเป็นศุภนิมิตที่พระองค์จะมีชัยได้พระนครศรีอยุธยา พระราชบิดาจะเลื่อนพระองค์จากมหาอุปราชาให้ได้ครองเศวตฉัตรกรุงหงสาวดีเป็นมั่นคง พระมหาอุปราชาฟังโหรว่าก็ไม่ค่อยเชื่อนัก ให้ตั้งทัพ ณ พังตรุ แดนสุพรรณบุรี

<O:p</O:p
พระนเรศวรตรัสถามลองปัญญามุขอำมาตย์ทั้งปวงว่า เราจะยกออกรบกลางแปลงดี หรือจะตั้งมั่นในพระนครดี มุขมนตรีทั้งปวง ทูลว่าการตั้งรับในกรุงข้าศึกจะได้ใจ ขอเชิญเสด็จออกปะทะฟังกำลังดูก่อน ถ้าศึกหนักจึงใช้ทัพหลวงออกหักในภายหลัง พระนเรศวรตรัสว่าตรงกับความดำริของเรา จึงให้พระยาศรีไสยณรงค์ กับ พระยาราชฤทธานนท์ถือพล 23 หัวเมืองเป็นคนห้าหมื่นไปตั้งรับหน้าข้าศึกอยู่ที่ทุ่งหนองสาหร่ายแขวงสุพรรณบุรีก่อน ส่วนพระองค์กับพระอนุชายกออกจากพระนคร ในวันอาทิตย์เดือนยี่ขึ้น 11 ค่ำ เคลื่อนพลไปทางเรือ ขึ้นพักที่ป่าโมก

ทางสายธาตุ
16-08-2009, 01:02 PM
หนังสือ : ลัทธิชาตินิยมกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เทพเจ้าแห่งความรักชาติของคนไทย
ผู้เขียน : เอื้อ บุษปะเกศ หงสกุล
เนื้อหา : บทที่ 3 ผลงานของลัทธิชาตินิยมที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงนำมาใช้ ..หน้า 75-76

สงครามยุทธหัตถี (ต่อ)

เวลา 10 ทุ่มทรงสุบินว่าน้ำท่วมมาจากทิศตะวันตก พระองค์ลุยน้ำไปพบจระเข้ใหญ่ตัวหนึ่ง ได้ต่อสู้กัน พระองค์ฆ่าจระเข้ตายเมื่อตื่นบรรทมก็ให้โหรทำนาย พระโหราธิบดีทูลว่า ศึกครั้งนี้จะรบกันถึงทำยุทธหัตถีแต่พระองค์จะมีชัย ครั้นถึงเวลาจะเดินทางต่อ ขณะพระนเรศวรยืนคอยฤกษ์อยู่ที่เกย ก็เห็นพระบรมสารีริกธาตุปาฎิหาริย์ลอยมาแต่ทิศใต้ เวียนทักษิณาวัตรแล้วผ่านไปทิศเหนือ พระนเรศวรทรงรู้สึกผิติซาบซ่านไปทั้งพระองค์ยกพระหัตถ์ประณมอธิษฐานว่า ขอให้สวัสดีมีชัยแก่ข้าศึก จากนั้นก็นำทัพไปถึงหนองสาหร่ายเวลาบ่ายสามโมง ให้ตั้งค่ายเป็นขบวนรูปดอกบัว

<O:p</O:p
กองสอดแนมพม่าแลเห็นทัพหน้าทัพหลวงแล้ว ก็ขับม้าไปพังตรุทูลตามที่สอดแนมได้ความไป พระมหาอุปราชาตรัสปรึกษากับนายทัพนายกองว่าเป็นทัพกรุงแน่แล้ว มีคน 17-18 หมื่นเช่นนี้ก็เป็นทัพใหญ่อยู่แล้ว แต่ยังน้อยกว่าเรา 2-3 เท่า ควรยกเข้าทุ่มตีเอาทัพแรกนี้ให้แตกยับเยินแล้วภายหลังจะเบามือลง เห็นจะได้พระนครศรีอยุธยาโดยง่ายจึงสั่งให้เตรียมพลแต่ยามสามให้พร้อมตีสิบเอ็ดทุ่มจะยกไป จะให้แต่งช้างมีเศวตฉัตร 16 ช้างพรางไว้จัดสมิงรามัญที่เข้มแข็งขี่ประจำจะทำให้แม่ทัพไทยไม่รู้ว่าช้างไหนเป็นพระมหาอุปราชา เตรียมพลเดินเท้า 20 หมื่น พลม้า 3 พันจัดทัพเป็นเจ็ดแถว แถวละเจ็ดกองยกออกจากค่ายตระพังตรุ เสียงช้างม้าคนสะท้านสะเทือนแทบแผ่นดินจะถล่ม

<O:p</O:p
เมื่อพระนเรศวรประทับอยู่ใต้ร่มไม้ประดู่ เร่งให้ตั้งค่าย ณ หนองสาหร่ายนั้น เห็นพม่ารามัญควบม้ากลับไป จึงตรัสว่าพลม้านั้นเห็นจะเป็นพระมหาอุปราชาให้มาคอยเหตุไปแจ้ง ตีร้ายเวลารุ่งพรุ่งนี้จะได้รบใหญ่แน่ จึงสั่งพระยาศรีไสยณรงค์กับพระยาราชฤทธานนท์รีบยกทัพไปแต่ตี 11 ทุ่ม ไปปะทะหน้าข้าศึกฟังกำลังดูก่อนส่วนทัพหลวงให้พร้อมแต่เวลาย่ำรุ่ง

<O:p</O:p
พออรุณรุ่งท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ พระองค์ก็สั่งให้จัดทัพเป็นเบญจเสนา มีกองระวังหน้าหนึ่งกรมใหญ่ กองหลวงจัดเป็นแถวลึก 3 แถว แถวละ 3 กอง แนวที่ 1 มี กองหน้าอยู่กลางกอง ปีกซ้ายและปีกขวาอยู่สองข้าง แนวที่ 2 กองเกียกกายอยู่กลาง กองปีกซ้ายปีกขวาอยู่สองข้าง ระหว่างแนวที่ 2 กับที่ 3 มีกองแซงแนวที่ 3 มีกาองทัพหลวงอยู่กลาง กองปีกซ้ายปีกขวาอยู่สองข้าง แนวที่ 4 มีกองยกกระบัตรอยู่กลาง กองปีกซ้ายปีกขวาอยู่สองข้างแนวที่ 5 มีกองหลังอยู่กลาง กองปีกซ้ายปีกขวาอยู่สองข้าง


http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=671310&stc=1&d=1250405685

<O:p</O:p
กองที่อยู่กลางมีขนาดกรมเล็ก กองที่เป็นปีกมีกำลังขนาดกองพัน นอกจากนี้มีกองทหารพิเศษอีก คือกองอาสาจาม 500 กองอาสาญี่ปุ่น 500 กองทหารทะลวงฟันคู่พระทัย 136 คน ถือดาบเขน 22 คนดาบโล่ 42 คน ดาบสองมือ 72 คน กองทหารคู่พระทัยนี้มีฝีมือเป็นยอด เข้าที่ไหนที่นั้นต้องพังทั้งแถบ รวามความว่าพม่าเป็นแนวหน้ากระดาน ไทยเป็นแบบแนวลึก
<TABLE style="BORDER-COLLAPSE: collapse" borderColor=#111111 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle width=15></TD><TD vAlign=top>http://www.sarakadee.com/images/1x1.gif </TD><TD vAlign=top width=36></TD></TR><TR><TD vAlign=top align=middle width=15></TD><TD vAlign=top>http://www.sarakadee.com/feature/2003/05/images/arthamaat_ani.gif


</TD></TR></TBODY></TABLE>

<O:p</O:p
ครั้นตั้งขบวนเสร็จพระนเรศวรกับพระอนุชาเสด็จขึ้นเกยคอยฤกษ์อยู่ทันใดนั้นได้ยินเสียงปืนยิงต่อสู้กันไกลสุดเสียง จึงส่งจมื่นทิพเสนาเอาม้าเร็วไปดู เห็นทัพหน้ากำลังถอยลงมาเป็นอลหม่าน จึงเอาขุนหมื่นคนหนึ่งในทัพหน้าพามาเฝ้า พระนเรศวรตรัสถามว่าเหตุใดจึงพ่ายแพ้แก่ข้าศึก ขุนหมื่นทูลว่าพอยกขึ้นไปถึงท้ายบ้านโคกเผาข้าวในเวลาโมงเศษ ก็พบกับทัพรามัญยกมาปะทะโจมตีทันที ถึงกับรบตลุมบอนกัน ศึกหนักกว่าทุกครั้งจึงได้พ่าย

<O:p</O:p
พระนเรศวรถามแม่ทัพนายกองว่า เมื่อทัพหน้าพ่ายดังนี้จะคิดประการใด มุขมนตรีทูลว่า ขอเชิญทัพหลวงตั้งมั่นอยู่ก่อนแล้วแต่งทัพไปตั้งรับหน่วงเหนี่ยวไว้ ต่อได้ทีแล้วจึงยกทัพหลวงออกทำยุทธหัตถีจึงจะชนะ

<O:p</O:p
พระนเรศวรไม่เห็นด้วยตรัสว่า ทัพหน้าแตกฉานมาแล้วจะแต่งกองทัพออกไปรับไว้ ก็จะมาปะทะกันเข้า จะพลอยให้แตกเสียอีก ควรให้เปิดลงมาทีเดียว ให้ข้าศึกไล่ระเริงใจเสียขบวนมาราจึงยกทัพใหญ่ออกยอข้าศึก เห็นจะได้ชัยชนะโดยง่าย แล้วพระองค์ก็สั่งจมื่นทิพเสนา จมื่นราชามาตย์ เอาม้าเร็วขึ้นไปประกาศแก่นายทัพนายกองและทหารทั้งหลาย อย่าให้ห่วงรับอยู่เลย ให้เปิดหนีลงมาทีเดียว เรื่องบอกให้หนีใครจะไม่ชอบ ทหารทุกคนจึงสู้พลางถอยพลาง ลงมาทันที

ทางสายธาตุ
16-08-2009, 01:37 PM
หนังสือ : ลัทธิชาตินิยมกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เทพเจ้าแห่งความรักชาติของคนไทย
ผู้เขียน : เอื้อ บุษปะเกศ หงสกุล
เนื้อหา : บทที่ 3 ผลงานของลัทธิชาตินิยมที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงนำมาใช้ ..หน้า 77-78


สงครามยุทธหัตถี (ต่อ)

ทหารพม่ารามัญเห็นทหารไทยหนีไม่ตั้งรับ ก็มีใจกำเริบ พากันไล่ลงมาจนไม่เป็นขบวน พระนเรศวรคอยฤกษ์อยู่ เห็นเมฆตั้งขึ้นทางทิศเหนือ แล้วเกลื่อนกระจายหายไป แลเห็นดวงอาทิตย์แจ่มจรัส พระมหาราชครูก็ลั่นฆ้องโบกธง พระนเรศวรกับพระอนุชาก็ขึ้นช้างพระที่นั่ง ทหารให้สนั่นบันลือแตรสังข์ ประโคมฆ้องกลองสะท้านสะเทือน ช้างพระที่นั่งเดินมาทางขวาปะข้าศึกเข้า ประกอบกับได้ยินเสียงฆ้องกลองศึกเข้า ก็บังเกิดคึกคะนอง กางหูชูหางวิ่งเข้าใส่ข้าศึกด้วยความเมามัน ทำให้ช้างพระยามุขมนตรีทั้งหลายติดตามไม่ทัน พาพระนเรศวรกับพระเอกาทศรถ บุกตลุยเข้าไปใกล้ทัพหน้าข้าศึก



พระนเรศวรทอดพระเนตรเห็นรี้พลพม่ารามัญเต็มท้องทุ่งไปหมด เดินกันคลาคล่ำเหมือนคลื่นในมหาสมุทร กำลังวิ่งไล่ชาวพระนครมาอย่างสลับซับซ้อนไม่เป็นขบวน ทั้งสองพระองค์ก็ขับช้าง เข้าโจมแทงช้างม้ารี้พลข้าศึก ไล่ส่ายถีบเตะเป็นตลุมบอน พลพม่ารามัญตายลงเกลื่อนกลาดเพราะช้างทรงทำร้าย แต่พวกที่ยังไม่ตายก็ระดมยิงธนู หน้าไม้ ปืนไฟใส่เอาช้างทรงทั้งสองข้างขณะนั้นก็เกิดฝุ่นควันตระหลบมือมัวจนมองไม่เห็น พระนเรศวรจึงประกาศแก่เทพยดาว่า " ให้เกิดมาในประยูรมหาเศวตฉัตร จะให้บำรุงพระพุทธศาสนาแล้ว ไฉนจึงมิช่วยให้สว่างเห็นข้าศึกเล่า"


<O:p</O:p
พอประกาศขาดคำ ก็มีลมพัดพาฝุ่นควันอันเป็นหมอกมืดนั้นสว่างไป พระนเรศวรทอดพระเนตรเห็นช้างปักเศวตฉัตร 12 ช้างและมีช้างดั้งยืนอยู่เป็นอันมาก แต่มิได้เห็นพระมหาอุปราชา ครั้นเหลือบไปทางขวา จึงเห็นช้างปักเศวตรฉัตร ยืนอยู่ใต้ต้นข่อยมีเครื่องสูงและทหารอยู่หน้าช้างมากก็เข้าพระทัยถนัดว่าเป็นช้างพระมหาอุปราชาในลักษณะนี้ ถ้าพระมหาอุปราชาจะสั่งให้ช้างทั้งหมดรุมรบเอาพระนเรศวรกับพระอนุชา ก็เห็นทีว่าทั้งสองพระองค์จะต้องเสียทีเพลี่ยงพล้ำต่อข้าศึกเป็นมั่นคง



<O:p</O:p
แต่พระนเรศวรเป็นผู้มีพระปฏิภาณฉลาดเฉลียวว่องไว ได้ทรงแก้ไขสถานะการณ์ได้ทันท่วงทีโดยขับช้างตรงเข้าไปทั้งสองพระองค์ ทหารข้าศึกที่อยู่หน้าช้างก็ระดมยิงเอา แต่อัศจรรย์ที่ไม่ถูกทั้งช้างและคนสักลูกเดียว พระนเรศวรจึงตรัสร้องเรียกด้วยเสียงอันดัง ว่า “พระเจ้าพี่ เราจะยืนอยู่ไยในร่มไม้เล่า เชิญออกมาทำยุทธหัตถีด้วยกัน ให้เป็นเกียรติยศไว้ในแผ่นดินเถิด ภายหน้าไปไม่มีพระเจ้าแผ่นดินที่จะได้ยุทธหัตถีแล้ว”


<O:p</O:p
พระมหาอุปราชานั้นเป็นผู้ใหญ่กว่าพระนเรศวร และเคยข่มเหงน้ำใจพระนเรศวรมา ตั้งแต่ยังเป็นเด็กอยู่ด้วยกันในกรุงหงสาวดีแล้ว ครั้นมาได้ฟังเด็กรุ่นน้อง มาร้องท้าทายดังๆ ต่อหน้าผู้คนใต้บารมีของตนเยี่ยงนี้ ก็ละอายพระทัย บังเกิดมีขัตติยะมานะฮึดสู้ขึ้นมาอย่างชายชาตรี จึงบ่ายช้างออกมารับหน้า และไม่ทันได้เจรจาโต้ตอบประการใด ช้างทรงของพระนเรศวรกำลังคึกคะนองและเมามันอยู่ ครั้นเห็นช้างศัตรูโผล่ออกมาเช่นนั้น ก็พุ่งตัวเข้าใส่ทันที จึงเสียทีถูกช้างทรงของพระมหาอุปราชาได้ล่างแบกรุนมา พระมหาอุปราชาได้ทีก็จ้วงฟันพระนเรศวรด้วยของ้าวเต็มแรง หมายจะบั่นพระศอผู้ท้าทายให้ขาดกระเด็น พระนเรศวรไม่ตกใจไม่เสียสติ ทรงหลบทันเบี่ยงพระมาลารับแทน ปีกพระมาลาขาดปริไปทันทีด้วยคมของ้าว



http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=671321&stc=1&d=1250407992<O:p</O:p

ทางสายธาตุ
16-08-2009, 02:16 PM
หนังสือ : ลัทธิชาตินิยมกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เทพเจ้าแห่งความรักชาติของคนไทย
ผู้เขียน : เอื้อ บุษปะเกศ หงสกุล
เนื้อหา : บทที่ 3 ผลงานของลัทธิชาตินิยมที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงนำมาใช้ ..หน้า 79-80


สงครามยุทธหัตถี (จบ)

http://www.thaigov.go.th/Sitedirectory/451/1786/1569_culture_0005_armyday.jpg




ทันใดนั้น ช้างของพระองค์สะบัดหลุด กลับได้ล่างแบกถนัดบ้าง และรุนเอาช้างพระมหาอุปราชา เบี่ยงเบนไปจนเท้าหน้าเขย่ง ไม่ถึงพื้น คราวนี้ จึงเป็นทีของพระนเรศวรบ้าง พระองค์ก็จ้วงฟันด้วยของ้าวเต็มแรง พระมหาอุปราชาหลบไม่ทัน จึงถูกฟันที่ไหล่ขวาขาดตลอดลงมาจนถึงอก ซบลงกับคอช้าง สิ้นชีพพิตักษัยเหมือนกับที่พระอัยยิกาของพระนเรศวรถูกพระเจ้าแปรฟัน ส่วนนายมหานุภาพควาญช้างของพระนเรศวรนั้นถูกปืนของข้าศึกยิงตายในขณะที่ช้างทั้งสองกำลังชนกัน

<O:p</O:p
ฝ่ายพระเอกาทศรถ ได้เข้าชนช้างกับเจ้าเมืองมางจาปะโร ช้างของพระองค์ได้ล่าง รุนเอาช้างข้าศึกเบนไป พระเอกาทศรถจึงฟันด้วยของ้าวถูกคอมางจาปะโรขาดกระเด็น ตายกับคอช้างเช่นกัน แต่หมื่นภักดีศวรกลางช้าง ก็ถูกปืนข้าศึกยิงตาย

<O:p</O:p
ข้างบรรดาท้าวพระยามุขมนตรีที่ตามมาไม่ทันนั้น พอทั้งสองพระองค์มีชัย ก็ตามมาทัน จึงเข้ารบพุ่งฆ่าฟันข้าศึก มิทันให้ศัตรูรุมเอาทั้งสองพระองค์ได้ พลพม่ารามัญก็แตกกระจัดกระจายไป พระนเรศวรสั่งให้นายทัพนายกองทั้งหลายยกตามข้าศึกไป ส่วนพระองค์ก็เสด็จกลับพลับพลาพร้อมกับพระอนุชา

<O:p</O:p
ฝ่ายท้าวพระยามุขมนตรี ก็ได้นำทหารตามฆ่าฟันพม่ามอญไปจนถึงเมืองกาญจนบุรี จนศพเกลื่อนไปตั้งแต่จากตะพังตรุ ประมาณว่าทหารข้าศึกถูกฆ่าตายร่วมสองหมื่นเศษ จับได้เจ้าเมืองมะล่วนกับนายทัพนายกองไพร่พลเป็นจำนวนมาก ได้ช้าง 800 ม้า 2,000 มาถวาย พระนเรศวรให้ก่อเจดีย์กับหมอควาญนำเจ้าเมืองมะล่วนกลับไปแจ้งแก่พระเจ้าหงสาวดี แล้วเสด็จกลับพระนครจัดปูนบำเหน็จกับผู้ร่วมรบในการทำยุทธหัตถี ส่วนผู้ที่เสียชีวิตก็ให้นำบุตร ภรรยา มาชุบเลี้ยงและพระราชทานบำเหน็จให้

<O:p</O:p
ต่อไปก็ให้ปรึกษาโทษนายทัพนายกองมุขมนตรี ทรงมีพระดำรัสว่า พระองค์ทั้งสองตั้งใจจะรักษาพระพุทธศาสนา และอาณาประชาราษฏร มิได้คิดเหนื่อยยาก อุตส่าห์ยกออกไปรบกับข้าศึกแต่นายทัพนายกองกลัวข้าศึกยิ่งกว่าอาญาศึกไม่ตามให้ทัน ปล่อยให้พระองค์แต่ลำพังสองช้างเข้าไปอยู่กลางข้าศึก จนได้ทำยุทธหัตถีกัน โทษของนายทัพนายกองจะควรประการใด พระมหาราชครูปุโรหิตทั้งปวงทูลว่า ตามบทพระอัยการศึกและพระราชกฤษฏีกาโทษเป็นอุกฤษให้ประหารชีวิตเสีย พระนเรศวรก็ให้เป็นไปตามลูกขุนให้คำปรึกษา



http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=671338&stc=1&d=1250410026



แต่สมเด็จพระพนรัตน์วัดป่าแก้วกับพระราชาคณะ 25 รูป ได้มาขอบิณฑบาตชีวิตไว้ จึงให้ผู้ทำผิดทั้งปวงยกทัพไปตีเมืองตะนาวศรีและเมืองทะวายเป็นการแก้ตัวก่อน จึงจะยกโทษให้ แล้วตรัสว่า เราทิ้งหัวเมืองฝ่ายเหนือเสีย อพยพครอบครัวลงมานั้น บัดนี้ข้าศึกหงสาวดีถอยกำลังลงแล้ว ถึงจะมีมาอีกก็ไม่เกรง เราจะบำรุงหัวเมืองทั้งนั้นไว้ให้ปรากฏเป็นเกียรติยศไว้ จึงแต่งตั้งข้าราชการผู้ใหญ่ไปรักษาเมืองเหล่านั้นให้รวบรวมไพร่พล ซึ่งแตกฉานซ่านเซ็นไปอยู่ป่ากลับมาอยู่เมืองตามเดิม

<O:p</O:p
ฝ่ายเจ้ามะล่วนที่ถูกปล่อยกลับไปนั้น ก็เก็บนายทัพนายกองที่กระจัดกระจายรวบรวมกันได้ก็พากลับไปกรุงหงสาวดี เข้าเฝ้าทูลเหตุการณ์ให้ทราบทุกประการ พระเจ้าหงสาวดีนันทะบุเรงก็อาลัยถึงราชบุตรยิ่งนัก แล้วทรงพิโรธแก่นายทัพนายกองว่า

<O:p</O:p
"นเรศวรกับน้องชายเข้ามารบแต่เพียงสองช้าง ทั้งกลางช้างและควาญช้างก็หกคนเท่านั้น พลเราถึงห้าสิบหมื่น ถึงไม่ใช้อาวุธ จะประหารด้วยก้อนดิน แต่คนละก้อนก็จะไม่ครนามือเสียอีก นี่ปล่อยให้เสียราชโอรสแห่งเรา ไหนจะเลี้ยงต่อไปได้" จึงให้เอาพวกแตกทัพทั้งนายทัพ นายกอง <?xml:namespace prefix = st1 ns = "urn:schemas-microsoft-comhttp://board.palungjit.com/ /><st1:PersonName alt=</st1:PersonName>ไพร่ จำขังไว้ในเรือนตรุ


<st1:PersonName w:st="on" ProductID="ไพร่ จำขังไว้ในเรือนตรุ"></st1:PersonName><O:p</O:p
นี่แสดงว่า นันทะบุเรงสมแท้กับที่เป็นผู้สืบเชื้อสายจากบุเรงนอง คือมีความเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ ถืออำนาจเป็นธรรม ไม่มีความยุติธรรมในจิตใจ และไม่มีน้ำใจนักกีฬา แต่มหาอุปราชานั้นน้ำใจดีกว่าพ่อและปู่มาก เขาตายอย่างสมศักดิ์ศรีของลูกผู้ชาย


<O:p</O:p
อยู่ต่อมา 6-7 วัน นันทะบุเรงดำริว่านเรศวรทำศึกว่องไว หลักแหลม องอาจนัก มีชัยครั้งนี้เห็นทีพี่น้องสองคนนี้จะมีใจกำเริบยกมาตีพระนครเราเป็นมั่นคง และคงจะคิดเอาเมืองตะนาวศรี มะริด เมืองทะวายก่อน จำจะต้องให้นายทัพนายกอง และไพร่ที่เสียทัพเหล่านี้ยกไปรักษาเมืองทั้งสามไว้ ศึกจึงจะไม่มาถึงหงสาวดี คิดดังนั้นแล้วจึงสั่งให้ถอดคนผิดทั้งปวงออกจากคุก แล้วให้ยกไปรักษาเมืองทั้งสามไว้ให้ได้ ถ้าเสียเมืองอีกจะเอานายทัพนายกอง และไพร่พลทั้งหมดใส่เล้าเผาเสียให้สิ้นทั้งโคตร คำสั่งของนันทะบุเรงนี่ก็แสดงถึงความหลงอำนาจเหลือเกิน
<O:p</O:p

จงรักภักดี
17-08-2009, 05:47 PM
ยังติดตามอยู่นะครับคุณทางสายธาตุ ฝีไม้ลายมือยังคงเส้นคงวาเหมือนเดิม
ครับ มีข่าวบุญมาฝากด้วยเกรงว่าจะพลาดกับบุญใหญ่อย่างนี้ เป็นข่าวจากบ้านใกล้เรือนเคียงเรานี่เองครับ

-ร่วมบริจาคเงินถวายการรักษา ภิกษุอาพาธเจ้าอาวาสวัดเสน่หา ต้องฟอกไต ทุกสัปดาห์<!-- google_ad_section_end -->
<HR style="COLOR: #ffffff; BACKGROUND-COLOR: #ffffff" SIZE=1><!-- google_ad_section_start --><SCRIPT type=text/javascript><!--google_ad_client = "pub-2576485761337625";/* 300x250, created 21/07/09 */google_ad_slot = "6922411748";google_ad_width = 300;google_ad_height = 250;//--> </SCRIPT><SCRIPT src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type=text/javascript> </SCRIPT><SCRIPT src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/expansion_embed.js"></SCRIPT><SCRIPT src="http://googleads.g.doubleclick.net/pagead/test_domain.js"></SCRIPT><SCRIPT src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/render_ads.js"></SCRIPT><SCRIPT>google_protectAndRun("render_ads.js::google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);</SCRIPT><INS style="PADDING-RIGHT: 0px; PADDING-LEFT: 0px; VISIBILITY: visible; PADDING-BOTTOM: 0px; MARGIN: 0px; WIDTH: 300px; BORDER-TOP-STYLE: none; PADDING-TOP: 0px; BORDER-RIGHT-STYLE: none; BORDER-LEFT-STYLE: none; POSITION: relative; HEIGHT: 250px; BORDER-BOTTOM-STYLE: none"><INS style="PADDING-RIGHT: 0px; DISPLAY: block; PADDING-LEFT: 0px; VISIBILITY: visible; PADDING-BOTTOM: 0px; MARGIN: 0px; WIDTH: 300px; BORDER-TOP-STYLE: none; PADDING-TOP: 0px; BORDER-RIGHT-STYLE: none; BORDER-LEFT-STYLE: none; POSITION: relative; HEIGHT: 250px; BORDER-BOTTOM-STYLE: none"><IFRAME id=google_ads_frame1 style="LEFT: 0px; POSITION: absolute; TOP: 0px" name=google_ads_frame marginWidth=0 marginHeight=0 src="http://googleads.g.doubleclick.net/pagead/ads?client=ca-pub-2576485761337625&dt=1250507433234&lmt=1250507433&output=html&slotname=6922411748&correlator=1250507433250&url=http%3A%2F%2Fboard.palungjit.com%2Ff179%2F%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2584%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2596%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A9%25E0%25B8%25B2-%25E0%25B8%25A0%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A9%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2598%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2588%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2594%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25B2-%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259F%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2581%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%2595-%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25AB%25E0%25B9%258C-200251.html&ref=http%3A%2F%2Fboard.palungjit.com%2Ftopics%2Fpromote.htm&frm=0&ga_vid=908178346.1249803316&ga_sid=1250506863&ga_hid=320279326&ga_fc=true&flash=0&w=300&h=250&u_h=768&u_w=1024&u_ah=738&u_aw=1024&u_cd=32&u_tz=420&u_his=9&u_java=true&ifi=1&dtd=47&xpc=Cpaf4fqORe&p=http%3A//board.palungjit.com" frameBorder=0 width=300 scrolling=no height=250 allowTransparency></IFRAME></INS></INS>
จากคุณ chaosy

ใครอยากทำบุญกับภิกษุอาพาธก็บอกมาได้นะคะ

ท่านเจ้าอาวาสวัดเสน่หา อ.เมือง จ.นครปฐม พระราชวินยาภรณ์

ท่านเป็นโรคไตวายเรื้อรัง ต้องฟอกไต ทุกสัปดาห์จึงต้องใช้ปัจจัยมาก

และช่วงนี้ท่านก็เข้าๆ ออกๆ รพ. เมื่อวานไปถวายสังฆทาน ท่านก็ท้องเดินอยู่.. ลำบากแท้ๆ แต่ก็ยังใจดีให้เราถวายของได้ โดยเราบอกว่าไม่ต้องยุ่งยาก (ท่านจะเปลี่ยนจีวร ให้เรารอ) ในที่สุดก็ได้ถวายและท่านก็ให้ศีลให้พรมากมาย

แต่ที่รู้สึกดีมากๆ คือ
เราได้เคยถวายยาทาแก้ปวดข้อ เมื่อต้นเดือน เมื่อวานนี้ไปก็เห็นว่าท่านใช้อยู่ ดังนั้นเห็นว่าสิ่งที่ถวายถึงตัวท่าน ท่านก็ได้ใช้และได้ประโยชน์จริง

ก็บอกบุญต่อกับเพื่อนๆ แล้วกันค่ะ
หากมีผู้ใดสนใจจะทำสังฆทานหรือทำบุญกับท่าน จะฝากเรา ก็หลังไมค์มา หรือจะมาถวายท่านด้วยตนเอง ที่วัดก็ได้ค่ะ

(ถ้าไปแล้วไม่พบท่าน ก็ยังไปถวายที่โรงพยาบาลได้)

ถ้าว่างจะมาแบบหลายวัดก็ได้นะคะ มาวัดเสนหานี้แล้วก็ไปกราบ
หลวงปู่มหาเจิมต่อด้วยก็ได้ค่ะ..


ชิญท่านมาอนุโมทนา รับผลในการทำบุญของท่าน
และเชิญเพื่อนๆ แวะเข้ามาร่วมอนุโมทนากับพวกเราด้วยไปพร้อมกันค่ะ


ปล.เผอิญเป็นวัดที่ผมรู้จักดี สมัยเด็กๆได้เคยวิ่งเล่นอยู่ที่วัดนี้ครับ

ทางสายธาตุ
17-08-2009, 07:21 PM
ชมกันออกอากาศเลยค่ะท่านพี่จงรักภักดี
บทความที่คุณเอื้อเขียนนี้สำนวนห้าวหาญดี
ไม่ค่อยได้เจอที่ไหน เมื่ออ่านแล้วจะเห็นภาพตาม
น่าติดตามอ่านมากค่ะ

เมื่อวานเกิดวิตกกังวลเกี่ยวกับบ้านเมืองยิ่ง
คิดถึงพระสยามเทวาธิราชเจ้า ขอพึ่งบารมีพระองค์ท่าน

http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=671321&stc=1&thumb=1&d=1250407992 (http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=671321&d=1250407992)

เคยนิมิตครั้งหนึ่งคืนวันที่ 1 มีนาคม 2552
หลังจากกลับจากวัดวรเชษฐ์ตอนบ่ายไปถืออุโบสถ 1 คืน
คืนนั้นฝันเห็นนายทหารไทยใส่หมวกปีกแบบนี้รัดสายหมวกไว้ที่คางแน่น

ชุดสีน้ำเงินเข้ม เสื้อแขนยาว กางเกงขาสามส่วน เสื้อและกางเกงเดินเส้นทองที่ชายเสื้อและกางเกง
ปรากฏตัวที่เรือนไทยแห่งหนึ่ง ในเวลาค่ำคืนที่มีแสงจันทร์อ่อนๆ

เพิ่งได้เคยเห็นทหารไทยโบราณในความฝันก็วันนั้นเองค่ะ
อาจจะเพราะว่าดื่มด่ำกับบรรยากาศวัด เลยเก็บมาฝันเอา
เกิดสงสัยขึ้นมาว่าชุดออกรบเต็มยศต้องใส่หมวกด้วยหรือ
แล้วตอนเข้าปะทะกับข้าศึกยังต้องใส่หมวกอยู่ไหม



อนุโมทนาบุญกับท่านพี่จงรักภักดีด้วยค่ะ
ท่านพี่จงรักภักดีเป็นเด็กนครปฐมนั่นเอง

ทางสายธาตุ
17-08-2009, 08:35 PM
<CENTER><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=3 width=310 bgColor=#b7dbff border=0><TBODY><TR bgColor=#f0ffff><TD vAlign=top align=middle colSpan=2>กองทหารอาสาต่างชาติในประเทศไทย


</TD></TR></TBODY></TABLE></CENTER>



<CENTER><TABLE><TBODY><TR><TD>http://203.144.136.10/service/mod/heritage/nation/military/volunteer/img01.jpg


</TD></TR></TBODY></TABLE></CENTER>
ประเทศไทยมีชาวต่างชาติเข้ามาอาศัยพึ่งพระบรมโพธิสมภารตลอดมาตั้งแต่โบราณกาล และได้กลายเป็นพลเมืองไทยไปเป็นอันมาก ทั้งนี้เพราะ แผ่นดินไทยมีพระมหากษัตริย์ ที่ทรงมีน้ำพระทัยเมตตากรุณาอย่างกว้างขวาง แก่ชนทุกชาติทุกภาษา ที่หนีร้อนจากถิ่นเดิม


มาพึ่งเย็นในราชอาณาจักรไทยโดยสุจริต และที่เข้ามาค้าขายตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ประกอบกับชนชาวไทย ก็ไม่ได้มีรังเกียจเดียดฉันท์ชาวต่างชาติ ต่างภาษา และต่างศาสนาแต่อย่างใด ทำให้ผู้ที่เข้ามาพึ่งพาอาศัยอยู่เย็นเป็นสุข ซึ่งคุณสมบัติอันนี้ จะหาได้ยากในชนชาติอื่น คุณลักษณะอันนี้เป็นที่ทราบกันดีจนมีคำพังเพยที่ว่า <CENTER>เป็นประเพณีไทยแท้แต่โบราณ ใครมาถึงเรือนชานต้องต้อนรับ</CENTER>ชนต่างชาติดังกล่าว เมื่อได้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารแล้ว ก็มีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และมีความจงรักภักดีอย่างแน่นแฟ้น ฝากผีฝากไข้ไว้กับแผ่นดินไทย ลูกหลานเหลนโหลนต่อมา ก็เป็นคนไทยทั้งกายและใจ และได้แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อราชอาณาจักรไทย ในเฉกเช่นคนไทยทั่วไป
ในด้านการป้องกันประเทศชนต่างชาติดังกล่าว ได้มีการรวมตัวกันจัดตั้งเป็นกองอาสาสมัคร ช่วยทำศึกสงคราม เช่น กองอาสาจาม กองอาสาแขกเทศ กองอาสามลายู กองอาสาลาว กองอาสามอญ กองอาสาจีน กองอาสาญี่ปุ่น กองอาสาโปรตุเกส กองอาสาฝรั่งเศส กองอาสาฮอลันดา และกองอาสาอังกฤษ เป็นต้น
หน่วยอาสาสมัครดังกล่าว มีทั้งที่เป็นกองทหารและกลุ่มคนที่มิได้เป็นทหาร รับอาสาทำสงคราม และทำประโยชน์ให้แก่ราชอาณาจักรไทยในรูปแบบต่าง ๆ




<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=3 width=310 bgColor=#b7dbff border=0><TBODY><TR bgColor=#f0ffff><TD vAlign=top align=middle colSpan=2>กองอาสาจาม


</TD></TR></TBODY></TABLE>

กองอาสาจาม เป็นกองอาสาที่เข้ามารับราชการในสมัยกรุงศรีอยุธยา และสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น พวกจามหรือแขกจามหรือชนชาวจัมปา เป็นชนชาติโบราณ มีดินแดนอยู่ในประเทศเวียตนามตอนกลาง ในปัจจุบัน และส่วนหนึ่งของประเทศกัมพูชาด้านตะวันออก ประเทศจัมปาได้ถูกเวียตนามกลืนชาติไป เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2014 ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาก ปัจจุบันยังมีชนชาวจามเหลืออยู่ เพียงประมาณ 1 แสนคน แบ่งออกเป็น 2 พวกคือ พวกที่นับถือศาสนาพราหมณ์ เรียกว่า จาม อยู่ในประเทศเวียตนาม อีกพวกหนึ่ง นับถือศาสนาอิสลาม เรียกว่า บานี อยู่ในประเทศกัมพูชา และประเทศไทย
ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กองอาสาจามก็ได้ช่วยในการทำสงคราม โดยเฉพาะครั้งสงครามยุทธหัตถี กองอาสาจามจำนวน 500 คน ในบังคับบัญชาของพระยาราชวังสัน ได้ทำหน้าที่เป็นหน่วยรักษาพระองค์ อยู่หน้าช้างพระที่นั่งของสมเด็จพระนเรศวร และสมเด็จพระเอกาทศรถ รวมออกไปทำสงครามครั้งนั้นด้วย
ในสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี กองอาสาจามได้มีบทบาทในการรบ คือ เมื่ออะแซหวุ่นกี้เลิกทัพกลับไป จากเมืองพิษณุโลกแล้ว สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ได้สั่งให้จัดกองทัพออกติดตามตีพม่าเป็นหลายกองด้วยกัน หนึ่งในกองทัพที่ยกไปตามตีพม่านั้น มีกองอาสาจามที่ให้พระยาธิเบศร์บดีคุมไปอยู่ด้วยกองหนึ่ง
เมื่อครั้งพม่าล้อมกรุงศรีอยุธยา ในคราวเสียกรุงครั้งที่ 2 นั้น พวกอาสาแขกจาม รวมทั้งแขกเทศ แขกมลายู แขกชวา และบรรดาแขกทั้งปวงเป็นอันมาก ได้อาสาสมเด็จพระเจ้าเอกทัศยกออกไปต้านทาน ตีค่ายพม่าโดยมีพระจุฬา (ราชมนตรี) เป็นแม่ทัพ (กองทหารอิสลาม)
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ กองทัพไทยยังมีอาสาจามอยู่ โดยมีพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้า ฯ ได้ทรงฝึกหัดชาวต่างประเทศ ที่อาสาสมัครเข้าช่วยราชในกองทัพไทย มีกองอาสาจาม ซึ่งเป็นกองอาสาที่ขึ้นชื่อเป็นที่รู้จักกันดี ในหมู่กองอาสาต่าง ๆ เช่น กองอาสาแขกเทศ และกองอาสามลายู เป็นต้น



<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=3 width=310 bgColor=#b7dbff border=0><TBODY><TR bgColor=#f0ffff><TD vAlign=top align=middle colSpan=2>กองอาสารามัญหรือกองอาสามอญ


</TD></TR></TBODY></TABLE>

http://203.144.136.10/service/mod/heritage/nation/military/volunteer/img02.jpg

กองอาสามอญ มีอยู่ในประวัติศาสตร์ไทย หรือพระราชพงศาวดารไทยอยู่หลายสมัยด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสงครามระหว่างไทยกับพม่าไม่ว่าครั้งใด จะมีกองอาสามอญร่วมไปกับกองทัพไทยเสมอ ในบางครั้งกองอาสามอญจัดกำลังได้เป็นจำนวนมาก จนเป็นกองทัพหนึ่งได้ต่างหาก แล้วขึ้นสมทบหรือขึ้นทางยุทธการต่อ จอมทัพไทย (ทัพกษัตริย์) บางสมัยได้ตั้งขุนนางมอญด้วยกันเป็นแม่ทัพควบคุมกองอาสานี้ ในนามของกองทัพไทย ทั้งนี้ เพราะการที่ไทยต้องทำสงครามกับพม่านั้น มักมีสาเหตุมาจากมอญ คือ มอญทนต่อการปกครองอย่างเข้มงวด และเอารัดเอาเปรียบของพม่าไม่ได้ประการหนึ่ง และการที่มอญไม่ชอบพม่าได้เป็นศัตรูคู่สงคราม แย่งแผ่นดินกันมาช้านาน แม้แต่กรุงหงสาวดี ก็แย่งกัน เพื่อเอาเป็นศูนย์กลางการปกครอง และเป็นที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดินพม่าและพระเจ้าแผ่นดินมอญ
ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มีพระยาเกียรติ พระยาราม เป็นหัวหน้าควบคุม อาสามอญที่จะเข้ามา สวามิภักดิ์กับไทย นอกจากนี้ยังมีมหาเถรคันฉ่อง ผู้เป็นพระอาจารย์ของพระยาเกียรติ พระยาราม เดินทางเข้ามาด้วย อาสามอญดังกล่าวได้ตามเสด็จพระนเรศวร เข้ามารับราชการอยู่กับไทย พระมหาเถรคันฉ่องได้เป็นที่พระสังฆราชา พระยาเกียรติพระยารามได้เป็นพระยาพานทอง และได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ใกล้วัดขมิ้นและวัดขุนแสน ใกล้วังของสมเด็จพระนเรศวร ในกรุงศรีอยุธยา
เมื่อปี พ.ศ. 2137 สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทำสงครามกับพม่า กองทัพไทยพร้อมด้วยกองทัพอาสามอญ ได้ช่วยกันโจมตีกองทัพพระเจ้าตองอู แตกพ่ายไป และตั้งแต่นั้นมา หัวเมืองมอญฝ่ายใต้ตั้งแต่เมืองเมาะตะมะ ตลอดมาจนจรดแดนไทยได้มาขอขึ้นกับกรุงศรีอยุธยาทั้งหมด และในปีต่อมาคือปี พ.ศ. 2138 เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้ทรงยกกองทัพไปตีกรุงหงสาวดีครั้งแรก ก็ได้กองทัพอาสามอญ ไปทำการสงครามครั้งนี้ด้วย
ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ครั้งสงครามไทยกับพม่าที่ไทรโยค เมื่อปี พ.ศ. 2206 พวกมอญประมาณ 5,000 คน พร้อมครอบครัวอีกประมาณ 10,000 คน ในเมืองเมาะตะมะได้ช่วยกันจับตัว มังนันทมิตรพระเจ้าอาของพระเจ้าอังวะ แล้วหนีมาพึ่งไทย ขออาสาช่วยไทยรบพม่า สมเด็จพระนารายณ์ ฯ ทรงแต่งตั้งนายครัวมอญให้มียศศักดิ์ ควบคุมครัวมอญที่เข้ามาด้วยกัน แล้วให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านสามโคก ปลายเขตกรุงศรีอยุธยาต่อกับเขตเมืองนนทบุรีแห่งหนึ่ง และบริเวณคลองคูจามในชานกรุงศรีอยุธยาอีกแห่งหนึ่ง ในปีต่อมา เมื่อปี พ.ศ. 2207 เกิดสงครามไทยพม่าอีกครั้งหนึ่งก็มีมอญอาสามาเข้ากับไทยเป็นอันมาก
ในปี พ.ศ. 2363 เมื่อพม่าเตรียมยกทัพมาตีไทยอีก กองมอญ อาตมาต ที่คอยตระเวณด่าน ได้เข้าไปสืบสวนข่าวคราวในดินแดนพม่าถึงเมือง เร ซึ่งอยู่เหนือเมืองทวาย กองมอญอาตมาตได้จับกุมตัวขุนนางพม่า ผู้เชิญหมายตรา ลงมาเกณฑ์คนเป็นทหารในเมืองทวาย ฝ่ายไทยจึงทราบว่าพม่าเตรียมกองทัพมาตีไทยทางกรุงเทพ ฯ จึงได้จักกองทัพใหญ่ขึ้น 4 กองทัพ คือ กองทัพที่ 1 และกองทัพที่ 2 ยกไปรักษาเมืองเพชรบุรี คอยขัดตาทัพและต่อสู่กับกองทัพพม่าที่จะยกเข้ามาทางด้านสิงขร โดยมีกองมอญของเจ้าพระมหาโยธา (บุตรชายของ พระยามหาโยธา (เจ่ง) ที่ชื่อ ทอเรีย) เป็นกองหน้าของกองทัพที่ 1 กองทัพน้อยยกไปรักษาเมืองราชบุรี และกองทัพที่ 4 ยกไปป้องกันหัวเมืองปักษ์ใต้ ฝ่ายพม่าเมื่อทราบว่า ฝ่ายไทยเตรียมพร้อมรับศึกอย่างดี จึงเปลี่ยนใจไม่ยกทัพมาตีไทย
ในปี พ.ศ. 2467 อังกฤษได้มาชักชวนไทยให้ไปช่วยรบกับพม่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า ฯ ได้โปรดเกล้า ฯ ให้พระยารัตนจักรหรือสมิงสอดเบา ซึ่งเป็นหัวเมืองหน้าครัวมอญ ที่อพยพเข้ามาใหม่ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นนายกองควบคุมกองมอญยกล่วงหน้าเข้าไปสืบดูเหตุการณ์ในดินแดนพม่า แล้วโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพระยามหาโยธา (ทอเรีย) ควบคุมบังคับบัญชากองมอญอีกกองหนึ่ง (ซึ่งได้เตรียมไว้สำหรับยกไป ยกไปตรวจตระเวณด่านเป็นประจำตามที่เคยปฏิบัติมา) ให้ยกเข้าไปในดินแดนพม่า ทางด่านพระเจดีย์สามองค์ อีกทางหนึ่ง พระยารัตนจักร เมื่อคุมกองมอญไปถึงเมืองใดที่เป็นมอญ พวกมอญที่เป็นเจ้าเมืองและกรมการเมืองรวมทั้งพลเมือง จะพากันมาต้อนรับแสดงความยินดีและแจ้งว่า ขณะนี้พม่ากับอังกฤษทำสงครามกัน พวกมอญไม่เข้ากับพม่า มอญจะอาสาสมัครเข้ากับพระเจ้าแผ่นดินไทย และอาสาไทยรบกับพม่า สำหรับเจ้าเมืองขะเมิงและเจ้าเมืองทรา ทั้งสองเมืองนี้รับอาสาว่า ถ้ากองทัพของเจ้าพระยามหาโยธายกมาถึงเมื่อใด จะจัดกองทัพมอญอาสาให้ได้กำลังพลไม่ต่ำกว่า 3,000 คน ช่วยไทยรบกับพม่าอีกกองทัพหนึ่ง เมื่อเจ้าพระยามหาโยธายกกองทัพเข้าไปตั้งอยู่ที่เมืองเตริน ซึ่งเป็นเมืองเอกในแคว้นมอญของพม่า พวกเจ้าเมืองใกล้เคียง และกรมการเมืองทั้งปวงก็เข้ามาอ่อนน้อม เจ้าพระยามหาโยธาก็มีอำนาจเหนือหัวเมืองมอญ ในพื้นที่ที่อังกฤษยังเข้าไปไม่ถึง
ต่อมา เมื่อกองทัพไทยได้ยกไปช่วยอังกฤษทำสงครามกับพม่าเป็นครั้งที่ 2 เจ้าพระยามหาโยธาก็ได้เป็นแม่ทัพ คุมกองทัพมอญอาสาจำนวน 10,000 คนเศษ เป็นทัพหน้า กองทัพพม่าจากเมืองสะเทิมได้ยกเข้าตีเมืองเมาะตะมะ กองทัพอังกฤษได้ขอให้กองทัพไทยช่วย กองทัพไทยสามารถรักษาเมืองเมาะตะมะไว้ได้




<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=3 width=310 bgColor=#b7dbff border=0><TBODY><TR bgColor=#f0ffff><TD vAlign=top align=middle colSpan=2>กองทหารอาสาสมัครลาว


</TD></TR></TBODY></TABLE>

http://203.144.136.10/service/mod/heritage/nation/military/volunteer/img03.jpg


ได้มีชาวลาวอาสาสมัครเข้ารับราชการทหารฝึกหัดอาวุธสมัยใหม่อย่างยุโรป ในกรมทหารต่างด้าว ของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้า ฯ โดยรับสมัครจากคนไทยเชื้อชาติลาวที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่กรุงเทพ ฯ ตั้งแต่กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น
อาสาสมัครลาวที่อาสารบกับพม่าครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2310 อาสาลาวในครั้งนี้อยู่ในบังคับบัญชาของขุนนางลาวคือ แสนกล้า แสนหาญ แสนห้าว และเวียงคำ ได้นำกำลังชาวลาวในกรุงศรีอยุธยาออกตีค่ายพม่าที่ล้อมกรุงอยู่
พระยาจ่าบ้านและพระยากาวิละ ทั้งสองท่านเป็นคนไทยลานนา ต้องอยู่กับพม่าด้วยความจำใจ เมื่อสบโอกาสจึงได้พาสมัครพรรคพวกมาสวามิภักดิ์ ต่อเจ้าพระยาจักรี ( ร.1 ) เมี่อเจ้าพระยาจักรีให้พระยาจ่าบ้านและพระยากาวิละถือน้ำ กระทำสัตย์ปฏิญาณแล้ว จึงได้ให้คุมพลลานนาอาสา นำทัพไทยขึ้นไปเชียงใหม่ ทั้งสองท่านนี้ได้เป็นกำลังอาสาสมัครสำคัญในการต่อสู้กับพม่าทางด้านเหนือ กล่าวคือเมื่อปี พ.ศ. 2340 พม่ายกทัพมาตีเมืองเชียงใหม่ พระยาทั้งสองได้ทำการรักษาเมืองไว้เป็นสามารถ ต่อมาได้กำลังจากกรุงศรีสัตนาคนหุต ซึ่งมีเจ้าอนุวงศ์มหาอุปราชเมืองเวียงจันทน์ ยกกองทัพกำลัง 20,000 คน รวมกับกองทัพทางกรุงเทพ ฯ ตีกองทัพพม่าถอยกลับไป
เมื่อปี พ.ศ. 2345 ไทยรบกับพม่าอีกครั้ง เพื่อขับไล่พม่าออกไปจากล้านนาไทย โดยที่พม่าได้ยกทัพมาล้อมเมืองเชียงใหม่ กองทัพจากกรุงเทพ ฯ โดยมีกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท เป็นแม่ทัพ โดยมีกองทัพหัวเมือง และกองทัพเมืองเวียงจันทน์ เข้าร่วมด้วย สามารถขับไล่พม่าออกไปจากล้านนาได้สำเร็จ
เมื่อปี พ.ศ. 2447 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ฯ ได้โปรดเกล้า ฯ ให้มีตราสั่งเจ้าเมืองประเทศราชข้างฝ่ายเหนือ ให้ยกกองทัพขึ้นไปตีเมืองลื้อ เมืองเขิน ตลอดจนสิบสองปันนา ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของพม่า ในการนี้ กองทัพเมืองหลวงพระบาง และกองทัพเมืองเวียงจันทน์ ก็ได้ยกขึ้นไปสมทบด้วย เมื่อตีได้เมืองหลวงภูตาในสิบสองปันนา พวกเมืองลื้อประเทศราช ตั้งแต่เมืองเชียงรุ้งลงมาไม่ต่อสู้ พากันมาอ่อนน้อมแต่โดยดี




<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=3 width=310 bgColor=#b7dbff border=0><TBODY><TR bgColor=#f0ffff><TD vAlign=top align=middle colSpan=2>กองอาสาจีน


</TD></TR></TBODY></TABLE>

http://203.144.136.10/service/mod/heritage/nation/military/volunteer/img04.jpg

อาสาจีนมีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา มีลักษณะคล้ายกับกองอาสาญี่ปุ่น และกองอาสาโปรตุเกส คือ เนื่องจากสำนึกใน พระมหากรุณาธิคุณ ที่ได้รับจากการเข้ามาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่ในกรุงศรีอยุธยา
เมื่อปี พ.ศ. 2303 ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ พระเจ้าอลองพญากษัตริย์พม่า ตีค่ายไทยที่ทุ่งตาลานแตกแล้ว ก็ยกกองทัพมาถึงกรุงศรีอยุธยา และตั้งค่ายหลวงที่บ้านกุ่ม ทางด้านทิศเหนือของกรุงศรีอยุธยา แล้วให้มังระราชบุตรกับมังฆ้องนรธาแม่ทัพรอง ซึ่งเป็นกองหน้า ให้ยกมาตั้งค่ายที่ทุ่งโพธิ์สามต้น ในครั้งนั้น หลวงอภัยพิพัฒน์ ซึ่งเป็นขุนนางเชื้อสายจีน ได้รวบรวมชาวจีนที่ตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่ในกรุงศรีอยุธยา จัดขึ้นเป็นหน่วยทหารขออาสาสมัคร ต่อสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ ทำการต่อสู้กับพม่าเพื่อป้องกันกรุงศรีอยุธยา โดยรวบรวมคนจีนในบ้านค่ายได้ ประมาณ 2,000 คน ขออาสาเข้าตีค่ายพม่าที่โพธิ์สามต้น ในครั้งนั้นได้โปรดให้จมื่นทิพเสนา ปลัดกรมตำรวจ คุมกำลัง 1,000 คน หนุนออกไปด้วย แต่ทั้งสองหน่วยนี้ไปเสียทีพม่าถูกโจมตีแตกพ่ายกลับมา ในการสงครามคราวเสียกรุง ฯ ครั้งที่สอง เมื่อปี พ.ศ. 2310 กองอาสาจีนชุดเดิมก็ได้อาสาเป็นครั้งที่ 2 มีกำลังประมาณ 2,000 คน ยกไปวางกำลังป้องกันกำแพงกรุงศรีอยุธยาทางด้านทิศใต้ โดยไปตั้งค่ายที่บ้านสวนพลู ต่อมากองอาสานี้ได้คบคิดกันนำกำลัง 300 คน ขึ้นไปยังพระพุทธบาทสระบุรี ทำการลอกทองคำที่หุ้มพระมณฑปน้อย และแผ่นเงินที่ลาดพื้นพระมณฑปเอาไปเป็นประโยชน์ และยังได้จุดไฟเผาพระมณฑป พระพุทธบาท เพื่อกลบเกลื่อนหลักฐาน ส่วนกองอาสาจีนที่เหลือ ณ ค่ายบ้านสวนพลูก็ถูกพม่าตีแตก เช่นเดียวกับค่ายทหารอื่น ๆ<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<</ font><<<<<<<<ONT color="#000066"> เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้รวบรวมกำลังกอบกู้เอกราชของไทย ตั้งแต่ครั้งยังเป็นพระยาตากนั้น พระองค์ได้นำทหารไทยและจีนออกรบหลายครั้งหลายหนด้วยกัน ดังนั้นในแผ่นดินของพระองค์จึงมีกองกำลังคนจีน อาสาสมัครมากขึ้นเป็นพิเศษ เช่นการเข้าตีค่ายโพธิ์สามต้นก็ได้ให้ พระยาพิพิธ และ พระยาพิชัย ซึ่งเป็นนายทหารไทยเชื้อสายจีน คุมกองอาสาจีน ยกไปตั้งประชิดค่ายพม่าของสุกี้ทางด้านวัดกลาง ผลการรบครั้งนี้ ฝ่ายไทยตีพม่าโพธิ์สามต้นได้ ฆ่าสุกี้แม่ทัพพม่าตายในที่รบ การตีค่ายโพธิ์สามต้นได้นี้มีความสำคัญ และถือว่าได้กู้กรุงศรีอยุธยากลับคืนจากพม่าได้สำเร็จ
เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ครองกรุงธนบุรีแล้ว ก็จัดตั้งข้าราชการออกไป รักษาหัวเมืองใหญ่น้อยทั้งปวง และท้องที่ตำบลใดที่ยังไม่สงบ พระองค์ก็จะแบ่งกำลังทหาร ให้ออกไปคอยปราบปราม โดยให้ไปตั้งประจำอยู่ตามหัวเมืองหลายแห่ง และได้โปรดเกล้า ฯ ให้ทหารอาสาจีนไปตั้งค่ายอยู่ที่ตำบลบางกุ้ง เขตเมืองสมุทรสงครามต่อเขตเมืองราชบุรี ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2311 พระเจ้าอังวะกษัตริย์พม่า ได้ให้เจ้าเมืองทวาย ยกกองทัพมาดูลาดเลาในไทย โดยยกเข้ามาทางเมืองไทรโยค แล้วเข้ามาถึงบางกุ้ง เห็นกองอาสาจีนตั้งค่ายอยู่ จึงได้ยกกำลังเข้าล้อมไว้ กองอาสาจีนได้ต่อสู้รักษาค่ายไว้ได้ รอจนทัพกรุงยกไปช่วย จนกองทัพพม่าแตกหนีไป
เมื่อปี พ.ศ. 2311 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เตรียมกองทัพจะลงไปตีเมืองนครศรีธรรมราช แต่พอต้นปี พ.ศ. 2312 มีข่าวว่าญวนยกกองทัพเรือขึ้นมาที่เมืองบันทายมาศ และมีข่าวว่าจะเข้ามาตีกรุงธนบุรีด้วย จึงได้ทรงให้เตรียมรักษาปากน้ำ 4 ทาง ทางหนึ่งนั้นได้ให้ พระยาพิชัยนายทหารจีนอาสา ซึ่งเคยเป็นข้าหลวงเดิม และต่อมาได้เลื่อนเป็นพระยาโกษาธิบดี เป็นผู้บังคับการรักษาปากน้ำ แต่กองทัพญวนไม่ได้ยกมากรุงธนบุรีตามข่าว
เมื่อปี พ.ศ. 2317 เมื่อคราวรบกับพม่าที่บางแก้ว สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ทรงให้ล้อมจับพม่าทั้งกองทัพ เพื่อให้คนไทยเห็นว่าพม่านั้นมิใช่วิเศษกว่าคนไทย ในการล้อมครั้งนั้น ได้โปรดเกล้า ฯ ให้กองทัพที่นำโดย พระองค์เจ้าจุ้ย กับกองอาสาจีนของพระยาราชาเศรษฐี ยกไปรักษาเมืองราชบุรี ด้วยเกรงว่าพม่าจะยกมาตีตัดทางลำเลียงด้านหลัง

เมื่อปี พ.ศ. 2318 อะแซหวุ่นกี้ยกทัพมาตีหัวเมืองของไทย พระยาราชเศรษฐีได้คุมกองอาสาจีน จำนวน 3,000 คน ไปตั้งอยู่ที่เมืองนครสวรรค์ คอยระวังป้องกันมิให้พม่าตัดทางลำเลียงได้ รวมทั้งป้องกันมิให้พม่ายกลงมาตามลำน้ำปิง ต่อมาเมื่ออะแซหวุ่นกี้ สั่งการให้กองทัพพม่ายกมาตีเมืองนครสวรรค์ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จึงให้กองทัพนำโดยพระยาราชภักดี และพระยาพิพัฒน์โกษา ถอยลงมาสมทบกับกองอาสาจีน ของพระยาราชเศรษฐี ที่ตั้งรักษาเมืองนครสวรรค์อยู่ ทำให้พม่าต้องยับยั้งอยู่ที่เมืองกำแพงเพชร




<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=3 width=310 bgColor=#b7dbff border=0><TBODY><TR bgColor=#f0ffff><TD vAlign=top align=middle colSpan=2>หน่วยทหารอาสาโปรตุเกส


</TD></TR></TBODY></TABLE>


<CENTER><TABLE><TBODY><TR><TD>http://203.144.136.10/service/mod/heritage/nation/military/volunteer/img05.jpg


</TD></TR></TBODY></TABLE></CENTER>หน่วยทหารอาสาโปรตุเกส เริ่มมีตั้งแต่เมื่อโปรตุเกสเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรี และทำการค้ากับกรุงศรีอยุธยา โปรตุเกสเป็นชาวตะวันตกชาติแรกเดินเรือมาค้าขาย และเผยแพร่คริสตศาสนา ยังดินแดนต่างทวีป แข่งขันกับสเปน ซึ่งส่วนใหญ่ไปทางทวีปอเมริกา โปรตุเกสมีสัมพันธไมตรีกับประเทศไทย ในแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 (พระเชษฐาธิราช) และมีชาวโปรตุเกสมาตั้งภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา ตั้งแต่นั้นมา ชาวโปรตุเกสได้จัดกองทหารอาสา สำหรับใช้ช่วยราชการพระเจ้าแผ่นดินไทยด้วย เมื่อไทยต้องทำสงครามกับข้าศึก ชาวโปรตุเกสก็มักจะอาสาสมัครไปรบ เป็นการตอบแทนบุญคุณประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งก็เพื่อเป็นการป้องกันครอบครัว และทรัพย์สมบัติของตนเองไปด้วยในตัว
ในปี พ.ศ. 2081 พระเจ้าตะเบงชเวตี้ กษัตริย์พม่า ได้ยกทัพมายึดเมืองเชียงกราน ซึ่งเป็นเมืองชายแดนไทย สมเด็จพระชัยราชาธิราช ได้เสด็จยกทัพไปตีกลับคืนมาได้ ในการรบครั้งนั้น มีอาสาโปรตุเกสที่อยู่ในกรุงศรีอยุธยา อาสาไปรบร่วมกับกองทัพไทยด้วย โดยจัดเป็นกองร้อยปืนเล็กยาว เป็นการจัดกำลังถืออาวุธ อย่างยุโรปสมัยใหม่ถือปืนไฟ ผลการรบได้รับชัยชนะฝ่ายพม่า กองอาสาโปรตุเกสที่ได้อาสาไปรบครั้งนั้น เป็นที่พอพระทัยของสมเด็จพระชัยราชาธิราชเป็นอย่างมาก ได้รับยกย่องมีความดีความชอบ ได้รับพระราชทานที่ดินริมฝั่งคลองตะเคียน ให้สร้างวัดตามลัทธิศาสนาของตนได้ และกองอาสานี้ยังคงความเป็นหน่วยต่อมา และอยู่ภายใต้กฎหมาย หรือพระราชกำหนดของพระเจ้าแผ่นดินไทย






<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=3 width=310 bgColor=#b7dbff border=0><TBODY><TR bgColor=#f0ffff><TD vAlign=top align=middle colSpan=2>กองอาสาญี่ปุ่น


</TD></TR></TBODY></TABLE>


<CENTER><TABLE><TBODY><TR><TD>http://203.144.136.10/service/mod/heritage/nation/military/volunteer/img06.jpg


</TD></TR></TBODY></TABLE></CENTER>ชาวญี่ปุ่นเข้ามาตั้งรกรากทำมาหากินอยู่ในกรุงศรีอยุธยามานานแล้ว ครั้นปี พ.ศ.2149 ในแผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรถ ญี่ปุ่นได้เข้ามามีสัญญาทางพระราชไมตรีกับไทยอย่างเป็นทางการ โดยพิธีการทูต มีหลักฐานทางราชการของญี่ปุ่นบ่งว่า ชาวญี่ปุ่นได้เข้ามาตั้งรกรากในไทยเป็นจำนวนมาก เมื่อปี พ.ศ. 2135 ในแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มีการอพยพกันเข้ามาครั้งละมาก ๆ ตั้งแต่ 700 คน ถึง 7,000 คน ก็มีชาวญี่ปุ่นได้ออกไปทำการค้าขายถึงเมืองปัตตานี และนครศรีธรรมราช ชนชาวญี่ปุ่นเป็นนักต่อสู้ที่กล้าหาญ ฉลาด และมีไหวพริบดี พระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงศรีอยุธยา มักให้ช่วยปราบปรามพวกก่อการกบฏที่เกิดขึ้นตามหัวเมืองต่าง ๆ หลายครั้ง ชาวญี่ปุ่นที่เข้ามาที่กรุงศรีอยุธยา มีทั้งพ่อค้า นักเดินเรือ ชาวประมง และแม้กระทั่งโจรสลัด มีชาวญี่ปุ่นส่วนหนึ่งรวบรวมพรรคพวกตั้งเป็นกองอาสาญี่ปุ่น ทำหน้าที่เป็นทหารรักษาพระะองค์ของพระเจ้าแผ่นดินไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา ตั้งแต่ครั้งยังไม่มีสัญญาทางพระราชไมตรีกัน
ในแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กองอาสาญี่ปุ่น ได้อาสาออกรบช่วยไทยทำสงครามกับพม่า กองอาสาญี่ปุ่นกองนี้มีจำนวน 500 คน มียามาดา หรือออกญาเสนาภิมุข เป็นหัวหน้า กองอาสาญี่ปุ่นได้รับหน้าที่เป็นกองทหารทะลวงฟัน ป้องกันจอมทัพไทยอยู่ด้านหน้าช้างทรงของ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเอกาทศรถ ครั้งสงครามยุทธหัตถี ตัวยามาดานั้นขี่ช้างพลายเฟื่องภพไตร คุมพลอาสาญี่ปุ่นทั้งปวง
ในแผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรถ ตลอดมาจนถึงแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ชาวญี่ปุ่นก็ยังคงสมัครเข้าเป็นกองอาสานี้ ตัวยามาดานั้นเป็นผู้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีในวงการทูต และวงการค้าของต่างชาติในยุคนั้น ถึงกับมีนักประพันธ์ชาวญี่ปุ่นได้แต่งนวนิยายผจญภัยในต่างแดนของยามาดา โดยใช้เหตุการณ์ในประเทศไทย โดยเฉพาะที่กรุงศรีอยุธยา และเมืองนครศรีธรรมราช เป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่ชาวญี่ปุ่นนิยมชมชอบมาก
ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ยามาดาหรือออกญาเสนาภิมุข ได้ร่วมมือกับเจ้าพระยากลาโหม
ในการสนับสนุนการขึ้นครองราชสมบัติของพระเจ้าแผ่นดินไทยหลายพระองค์ รวมทั้งพระเจ้าปราสาททองด้วย
ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอาทิตย์วงศ์ พวกญี่ปุ่นถูกกีดกันให้ออกไปอยู่นอกพระนคร โดยมอบให้ไปตั้งอยู่ที่นครศรีธรรมราช คอยระวังป้องกัน พวกฮอลันดาที่จะมาก่อเหตุวิวาทกับไทย ต่อมากองอาสานี้ได้ล้มตายไปจนเหลือจำนวนน้อย ครั้นออกญาเสนาภิมุข ซึ่งได้เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชถึงแก่อสัญกรรม ทำให้กองอาสาญี่ปุ่นสลายตัว พวกญี่ปุ่นที่เหลือก็พากันกลับประเทศญี่ปุ่น




<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=3 width=310 bgColor=#b7dbff border=0><TBODY><TR bgColor=#f0ffff><TD vAlign=top align=middle colSpan=2>กองทหารอาสาสมัครฝรั่งเศส




</TD></TR></TBODY></TABLE>


<CENTER><TABLE><TBODY><TR><TD>http://203.144.136.10/service/mod/heritage/nation/military/volunteer/img07.jpg



</TD></TR></TBODY></TABLE></CENTER>กองทหารอาสาสมัครฝรั่งเศส เกิดขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส เป็นยุคที่ไทยรุ่งเรืองในหลายด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจและศิลปวิทยา ไทยได้ทำการค้ากับต่างประเทศเป็นอันมาก จนเกิดกรณีพิพาทกับฮอลันดา เมื่อปี พ.ศ. 2207 และมีกรณีพิพาทกับบริษัทอังกฤษ มีการรบพุ่งกันตั้งแต่ปี พ.ศ. 2230 โดยอังกฤษได้รื้อป้อมที่เมืองมะริด ซึ่งเป็นของไทย และแย่งเรือกำปั่นของไทย ที่เมืองมะริดไปหนึ่งลำ พระยาตะนาวศรี ซึ่งเป็นฝ่ายไทยได้ยกทัพลงมาจากเมืองตะนาวศรี เข้าโจมตีพวกอังกฤษที่อยู่ที่เมืองมะริด ฆ่าฟันพวกอังกฤษล้มตายเป็นอันมาก ไทยยึดป้อมมะริดคืนมาได้ และยึดเรือรบอังกฤษไว้ได้ 1 ลำ พวกอังกฤษที่เหลือได้ลงเรือรบที่เหลืออยู่อีก 2 ลำหนีไปได้ เมื่อพระยาตะนาวศรีกราบทูลแจ้งเหตุการณ์เข้ามายังกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้มีพระราชกฤษฎีกา ประกาศสงครามกับบริษัทอังกฤษ เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2230 ไทยกับอังกฤษจึงเป็นศัตรูกันมาตลอดรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ในระหว่างนั้นไทยกับฝรั่งเศส มีความสัมพันธ์ทางพระราชไมตรีกันอย่างแน่นแฟ้น มีการส่งราชทูตไปมา
ระหว่างกันหลายครั้ง พระเจ้าหลุยที่ 14 ได้เคยส่งชาวฝรั่งเศสมาเป็นครูฝึกทหารไทยแบบยุโรป 1 นาย คือ เชอวาลิเอ เดอฟอร์แบ็ง ซึ่งต่อมาได้รับบรรดาศักดิ์เป็น ออกพระศักดิ์สงคราม สมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีพระราชประสงค์จะจัดทหารแบบยุโรป เพื่อไว้ต่อต้านการคุกคามของฮอลันดาและอังกฤษ จึงเห็นว่าครูฝึกเพียง 1 คนไม่เพียงพอ พระเจ้าหลุยที่ 14 จึงได้ส่งกองทหารอาสาสมัครฝรั่งเศส จำนวน 1,400 คน ในบังคับบัญชาของนายพล เดส์ฟาซ มายังไทย และให้รับราชการในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
กรมอาสาสมัครของฝรั่งเศสหน่วยนี้ ไม่เป็นที่ไว้วางใจของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของไทย จนต้องมีการวางมาตรการควบคุม และทำสัญญาให้เดินทางกลับฝรั่งเศส เมื่อสิ้นรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระเพทราชาเมื่อขึ้นครองราชสมบัติต่อมา ไม่ต้องการกองอาสาสมัครหน่วยนี้
ตั้งแต่กรมอาสาสมัครฝรั่งเศสมารับราชการอยู่ในประเทศไทย ทำให้ไทยเป็นที่เกรงขามของชาวยุโรปชาติอื่นๆ โดยเฉพาะฮอลันดา และอังกฤษ ซึ่งไม่กล้าก่อความยุ่งยากแก่ไทยอีกเลย




<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=3 width=310 bgColor=#b7dbff border=0><TBODY><TR bgColor=#f0ffff><TD vAlign=top align=middle colSpan=2>อาสาสมัครฮอลันดา




</TD></TR></TBODY></TABLE>


<CENTER><TABLE><TBODY><TR><TD>http://203.144.136.10/service/mod/heritage/nation/military/volunteer/img08.jpg</TD><TD>http://203.144.136.10/service/mod/heritage/nation/military/volunteer/img09.jpg




</TD></TR></TBODY></TABLE></CENTER>ชาวฮอลันดาที่เข้ามาค้าขายในกรุงศรีอยุธยา เคยรวมตัวกันอาสาสมัครช่วยพระเจ้าแผ่นดินไทยปราบปราม กำจัดทหารอาสาสมัครฝรั่งเศส ที่เข้ามารับราชการในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ชาวฮอลันดาหรือที่สมัยก่อนคนไทยเรียกว่าวิลันดานั้น ได้เข้ามาติดต่อค้าขายกับไทยตั้งแต่ปลายแผ่นดิน สมเด็จพระนเรศวรมหาราชแล้ว แต่พระเจ้ามอริตซ์กษัตริย์แห่งฮอลแลนด์ เพิ่งจะมีพระราชสาส์น และเครื่องราชบรรณาการ เข้ามาถวายและเจริญพระราชไมตรี เมื่อต้นแผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรถ เมื่อปี พ.ศ. 2150 สมเด็จพระเอกาทศรถก็ได้ทรงส่งราชทูตเชิญพระราชสาส์น และเครื่องบรรณาการไปตอบแทน โดยพวกฮอลันดาที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร เป็นผู้จัดเรือให้ คณะราชทูตไทยคณะนี้ นับว่าเป็นคนไทยคณะแรก ที่เดินทางไปถึงทวีปยุโรป เมื่อสิ้นแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมเด็จพระเพทราชาขึ้นครองราชสมบัติต่อมา พระองค์ไม่ชอบฝรั่งเศส และกองอาสาฝรั่งเศสมาแต่แรก เห็นว่าจะเป็นภัยต่อไทย จึงคิดกำจัดเสีย โดยการนำทหารไทยไปล้อมป้อมกรุงธนบุรี ที่ทหารฝรั่งเศสตั้งอยู่ เป็นเวลาสองเดือน พวกฮอลันดาที่เคยถูกกีดกันในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จึงได้อาสาสมเด็จพระเพทราชา ช่วยกันกำจัดทหารฝรั่งเศส ร่วมกับไทยอีกแรงหนึ่ง จนในที่สุดฝรั่งเศสต้องถอนกองกำลังทหารของตน ออกไปจากประเทศไทย




<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=3 width=310 bgColor=#b7dbff border=0><TBODY><TR bgColor=#f0ffff><TD vAlign=top align=middle colSpan=2>อาสาสมัครอังกฤษ


</TD></TR></TBODY></TABLE>


<CENTER><TABLE><TBODY><TR><TD>http://203.144.136.10/service/mod/heritage/nation/military/volunteer/img10.jpg


</TD></TR></TBODY></TABLE></CENTER>ชาวอังกฤษเข้ามาค้าขายในกรุงศรีอยุธยา ตั้งแต่แผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรถ คือในปี พ.ศ. 2155 และในปีเดียวกันนั้น พ่อค้าชาวอังกฤษก็ได้นำพระราชสาส์นของพระเจ้าเจมส์ที่ 1 แห่งอังกฤษเข้าถวายเป็นการเจริญสัมพันธไมตรีกันเป็นทางราชการ แต่การติดต่อระหว่างไทยกับอังกฤษ ยังไม่กว้างขวาง เพราะทางอังกฤษสนใจการค้าขายและการเมืองกับประเทศอินเดีย
มากกว่าประเทศไทยทางแถบแหลมทอง
ในแผ่นดิน สมเด็จพระนารายณ์มหาราช พวกอังกฤษเห็นว่าไทยเป็นคู่แข่งทางการค้าที่สำคัญของประเทศอินเดีย จึงเกิดการสู้รบระหว่างประเทศไทยกับบริษัทอังกฤษทางด้านเอเซีย ผลของการสู้รบ อังกฤษได้ยกกำลังเข้ายึดเมืองตะนาวศรีของไทยได้ แต่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็ได้ส่งกองทัพไทยไปตีคืนมา ได้เมื่อปี พ.ศ. 2230
ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ อังกฤษใต้ส่งทูตเข้ามาเจริญทางพระราชไมตรี
และขอให้ไทยไปช่วยอังกฤษรบพม่า ไทยได้ส่งกองทัพไปช่วยอังกฤษรบพม่าอยู่ระยะหนึ่ง แล้วจึงถอนตัวออกมา
ครั้งพม่าเข้าล้อมกรุงศรีอยุธยาในคราวเสียกรุงครั้งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2310 บรรดาชนชาติต่าง ๆ ที่เข้ามาค้าขายและที่ตั้งรกรากอยู่ในกรุงศรีอยุธยา ก็ได้อาสาช่วยไทยรบพม่า เมื่อพม่ายึดเมืองทางปากแม่น้ำเจ้าพระยา และเมืองธนบุรี นายกำปั่นชาวอังกฤษจึงได้อาสาช่วยรบกับพม่า โดยเอาเรือกำปั่นเลื่อนมาจอดทอดสมอที่เมืองธนบุรี แล้วเอาปืนให่ญกราบเรือมายิงทหารพม่า ทำให้ทหารพม่าที่รักษาเมืองธนบุรีต้องทิ้งเมืองหนีไปในชั้นต้น
ต่อมากองทัพพม่าได้กลับเข้ามายึดเมืองธนบุรีใหม่ แล้วนำปืนใหญ่ไปตั้งบนป้อม วิชัยประสิทธิ์ ยิงต่อสู้กับเรือกำปั่นอังกฤษ จนต้องถอยเรือกลับไป จากนั้นพม่าได้ยกทัพไปตั้งที่ค่ายบางกรวย ตรงวัดเขมาภิรตาราม ทั้งสองฟากแม่น้ำเจ้าพระยา หมายจะตีเมืองนนทบุรีต่อไป
ฝ่ายเรือกำปั่นอังกฤษ เมื่อไปถึงอยุธยาก็ขอปืนใหญ่ที่มีสมรรถนะดีกว่าปืนใหญ่กราบเรือกำปั่น นำมาตั้งในเรือสลุป แล้วล่องเรือลงมาต่อสู้กับพม่าที่เมืองนนทบุรี โดยให้ฝ่ายไทยช่วยส่งเรือยาว ใช้ฝีพายบรรทุกทหารในกองทัพของพระยายมราช ที่รักษาเมืองนนทบุรี ช่วยลากจูงเรือสลุปของอังกฤษ ล่องลงมาในเวลากลางคืน พอถึงที่ตั้งของพม่าและได้ระยะทางปืน ก็ใช้ปืนใหญ่ยิงค่ายพม่า จนใกล้สว่างจึงถอยเรือกลับขึ้นไป ได้ทำการอยู่เช่นนี้หลายคืน ทำให้ทหารพม่าล้มตายจนต้องหยุดยั้งทัพไว้เพียงวัดเขมา ฯ ไม่อาจขึ้นไปยึดเมืองนนทบุรีได้ ต่อมาพม่าคิดอุบายทำเป็นทิ้งค่ายหนีไทย ทหารไทยกับอาสาสมัครอังกฤษหลงกล เมื่อยกกำลังเข้ายึดค่ายพม่าจึงถูกทหารพม่าที่ซุ่มอยู่นอกค่าย จู่โจมจึงแตกกลับไป เรือกำปั่นอังกฤษเห็นเหลือกำลังจึงล่องเรือออกทะเลไป พระยายมราชก็ทิ้งเมืองนนทบุรี ถอนกำลังกลับไปกรุงศรีอยุธยา

ไก่เหลืองหางขาว
18-08-2009, 02:42 PM
http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=671321&stc=1&thumb=1&d=1250407992 (http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=671321&d=1250407992)

เคยนิมิตครั้งหนึ่งคืนวันที่ 1 มีนาคม 2552
หลังจากกลับจากวัดวรเชษฐ์ตอนบ่ายไปถืออุโบสถ 1 คืน
คืนนั้นฝันเห็นนายทหารไทยใส่หมวกปีกแบบนี้รัดสายหมวกไว้ที่คางแน่น

ชุดสีน้ำเงินเข้ม เสื้อแขนยาว กางเกงขาสามส่วน เสื้อและกางเกงเดินเส้นทองที่ชายเสื้อและกางเกง
ปรากฏตัวที่เรือนไทยแห่งหนึ่ง ในเวลาค่ำคืนที่มีแสงจันทร์อ่อนๆ

เพิ่งได้เคยเห็นทหารไทยโบราณในความฝันก็วันนั้นเองค่ะ
อาจจะเพราะว่าดื่มด่ำกับบรรยากาศวัด เลยเก็บมาฝันเอา
เกิดสงสัยขึ้นมาว่าชุดออกรบเต็มยศต้องใส่หมวกด้วยหรือ
แล้วตอนเข้าปะทะกับข้าศึกยังต้องใส่หมวกอยู่ไหม



ข้อมูลเยี่ยมอย่างเคยครับผม

คาดว่าชุดเต็มยศก้อคงต้องมีหมวกด้วยละครับ แต่จะใส่เวลาเข้าปะทะหรือไม่ก้อคงแล้วแต่ความถนัดของแต่ละท่าน

แต่ผมว่าหมวกนี่เป็นเครื่องป้องกันที่ดีนะครับ(smile)

Fort_GORDON
18-08-2009, 03:01 PM
ฟอร์ทก็เห็นเหมือนกันกับพี่ไก่เหลืองหางขาวครับ ทั้งเป็นเครื่องป้องกันที่ดี

แล้วยังเป็นเครื่องหมายบอกยศบอกตำแหน่งอีกด้วย ดูจากภาพประกอบแล้ว

รู้สึกว่าชุดทหารอาสาโปรตุเกสเนี่ยจะโก้ไม่เบาเลยนะครับ

จงรักภักดี
18-08-2009, 05:46 PM
ขออนุโมทนากับทุกท่าน คุณทางสายธาตุ คุณไก่เหลืองหางขาว และคุณฟอร์ท ครับ

ทางสายธาตุ
18-08-2009, 08:03 PM
เรื่องหมวก ช้างทรง ม้าศึก ดินดำ ดาบ ทวน ปืนใหญ่ ปืนไฟ
เป็นสิ่งที่น่าติดตามหารายละเอียด แต่ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลอะไร
เคยอ่านความเห็นของ The Third Eyes
ในกระทู้เรื่องเล่าของเหล่าคนตาทิพย์
ท่านอาจารย์ตาที่สาม ให้ข้อสังเกตุเรื่องมีด ดาบ ไว้น่าสนใจ


อ.ตาที่สามว่า บ้านอรัญญิกมาตั้งขึ้นเมื่อสมัยรัตนโกสินทร์
ดังนั้นในสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชพระองค์ท่าน
มีกองทหารประมาณ 1 แสนกว่าคน ถ้าถือดาบคนละเล่ม
ต้องมีคนผลิตดาบอย่างน้อย 1 แสนเล่ม
ยังไม่รวมเรื่องการหาเหล็กมาผลิตดาบเหล่านั้น


เหล็กชั้นดีเหล็กน้ำพี้ในประเทศไทยมีแน่ แต่นั่นสำหรับทำดาบชั้นยอด
เป็นดาบสำหรับพระมหากษัตริย์ และแม่ทัพทั้งหลาย
ไม่มากพอให้ทำให้กับทหารระดับพลทหารเรือนแสนแน่นอน
แล้วหาเหล็กมาจากไหน และใครเป็นคนทำ น่าคิดนะคะ
ผลิตดาบแบบจำนวนมาก ใครทำ ในระหว่างสงคราม
ชายฉกรรจ์ต้องไปเป็นทหารเสียมาก งานหนักๆอย่างการตีดาบ
ต้องการกำลังคนหนุ่มและต้องการจำนวนมากด้วยเพื่อผลิตดาบให้ได้เป็นแสนเล่ม

ในเวลาจำกัดเพราะการศึกกระชั้นตลอดเวลา ทั้งหาแหล่งแร่เหล็ก
ทั้งทำโรงถลุงแร่เหล็กดิบให้เป็นก้อนเหล็ก
ทั้งตีดาบ ไม่ใช่งานเล็กน้อย ใครทำกัน ?


ดินปืนในประเทศสยามยามนั้นถือว่าคุณภาพไม่ดี จากเอกสารลูลาแบร์
ก็ยืนยันไว้ว่าดินดำที่ผลิตได้ในสยามนั้นคุณภาพต่ำ
อ่านได้จากความเห็นรู้เรื่องเมืองสยามที่ผ่านมา
แต่ในสงคราม กองทัพไทยก็ระเบิดค่ายพม่า ระเบิดสะพาน กันหูดับตับไหม้
ดินดำก็จุดระเบิดได้ดี ไม่มีปัญหา เอาดินดำคุณภาพดีมาจากที่ไหนกัน ?


การหล่อปืนใหญ่ที่มีเทคนิคชั้นยอด ชนิดที่ญี่ปุ่นยังต้องส่งเอกสาร
มาขอปืนใหญ่จากไทย 2 กระบอกในสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ
เทคนิคการหล่อปืนใหญ่คุณภาพดีเหล่านี้เอามาจากไหน ?


และงานข่าวที่ท่านพี่จงรักภักดีเรียกว่า อุปนิขขิต ผู้หาข่าวมาถวาย
สมเด็จฯท่าน ล้วนเป็นยอดฝีมือและกล้าตาย หากพระพี่นางสุพรรณกัลยา
เป็นพระองค์หนึ่งที่อุทิศพระองค์เพื่อการนี้ ก็มีเหตุผลสนับสนุนที่แน่นหนาพอ
เพราะข้อมูลสำคัญเช่นวิธีการจัดทัพ การแต่งตั้งแม่ทัพ นายกอง เส้นทางการเดินทัพ


จำได้ไหมคะที่คุณ Fort เคยตั้งข้อสังเกตตอนก่อนจะเสียกรุงครั้งที่ 1
ที่การข่าวไทยบอกว่า กองทัพของบุเรงนองจะยกเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์
แต่ครั้งนั้น บุเรงนองยกเข้ามาทางด่านแม่ละเมา ทัพไทยตั้งรับผิดสถานที่
เพราะการข่าวของสยามก่อนเสียกรุงครั้งที่ 1 ผิดพลาดมาก
เมื่อคราวเสียกรุงครั้งที่ 1 นั้นปี พ.ศ. 2112 พระพี่นางทรงมีพระชนม์ 17 พรรษา


ทรงอยู่ร่วมรับรู้ในเรื่องการข่าวผิดพลาดอันใหญ่หลวงนี้ด้วย
ท่านอาจจะตัดสินพระทัย อุทิศตนเพื่อการนี้ตั้งแต่นั้นก็เป็นได้
แต่ใครเลยจะรับรู้ได้เพราะพระองค์อุทิศตนเพื่อการเป็นสายลับ
ต้องมีผู้รู้เรื่องนี้น้อยที่สุด แต่หนึ่งในนั้นที่จะต้องทรงรู้เรื่องนี้ก็คือ
สมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั่นเอง

บ้านเมืองนี้ กว่าบรรพบุรุษจะรักษาและกู้อิสรภาพให้ลูกหลานไทยได้
กี่พระองค์ กี่ท่าน ที่อุทิศตนแบบปิดทองหลังพระ ให้สยามนี้อยู่รอด
เพราะทุกคนทุกพระองค์ทำเพื่อเป้าหมายเดียวกันคือ ชาติต้องอยู่รอด
นี่เป็นสิ่งที่สุดของที่สุดที่ลูกหลานไทยจะต้องระลึกไว้ว่า
อิสรภาพบนผืนแผ่นดินนี้แลกมาด้วยเลือดและวิญญาณนับแสนของบรรพบุรุษ


ท่านพี่จงรักภักดีอาจมีความรู้เรื่องอุปนิขขิตดีกว่าทางสายธาตุ ^^
สำหรับคุณไก่เหลืองนั้น ทางสายธาตุรู้สึกว่าคุณไก่เหลืองจะมีความรู้เรื่องสู้รบในสมัยนั้นนะคะ
ส่วนคุณ Fort ถ้าสัมผัสอะไรเกี่ยวกับพระพี่นางได้บ้าง มาแชร์กันนะคะ เทิดพระเกียรติพระองค์ท่าน

อนุโมทนา สาธุค่ะ ทุกท่าน

ไก่เหลืองหางขาว
19-08-2009, 09:13 AM
ขออนุโมทนากับทุกท่าน คุณทางสายธาตุ คุณจงรักภักดี และคุณฟอร์ทครับ

ทั้งทำโรงถลุงแร่เหล็กดิบให้เป็นก้อนเหล็ก
ทั้งตีดาบ ไม่ใช่งานเล็กน้อย ใครทำกัน ?

อันนี้น่าคิดมากครับ

เอาดินดำคุณภาพดีมาจากที่ไหนกัน ? เทคนิคการหล่อปืนใหญ่คุณภาพดีเหล่านี้เอามาจากไหน ?

คาดว่าพวกฝรั่งครับ เพราะเคยทราบมาว่าองค์สมเด็จพ่อพระนเรศเป็นเจ้าท่านทรงมีนโยบายด้านการต่างประเทศที่ยอดเยี่ยมและทรงมีปฏิสัมพันธ์อันดีกับชาวตะวันตกครับ

ท่านอาจจะตัดสินพระทัย อุทิศตนเพื่อการนี้ตั้งแต่นั้นก็เป็นได้

ขอกราบบูชาพระองค์ท่านครับ

อิสรภาพบนผืนแผ่นดินนี้แลกมาด้วยเลือดและวิญญาณนับแสนของบรรพบุรุษ

ขอสดุดีบรรพบุรุษทุกๆท่านครับ

สำหรับคุณไก่เหลืองนั้น ทางสายธาตุรู้สึกว่าคุณไก่เหลืองจะมีความรู้เรื่องสู้รบในสมัยนั้นนะคะ

ชมเกินไปแล้วครับ อิ อิ

ส่วนคุณ Fort ถ้าสัมผัสอะไรเกี่ยวกับพระพี่นางได้บ้าง มาแชร์กันนะคะ เทิดพระเกียรติพระองค์ท่าน

เห็นด้วยครับ รอฟังคุณ Fort เล่าอยู่ครับ

นารถะสุญญตา
19-08-2009, 10:17 PM
[QUOTE=ทางสายธาตุ;2358450]เรื่องหมวก ช้างทรง ม้าศึก ดินดำ ดาบ ทวน ปืนใหญ่ ปืนไฟ
เป็นสิ่งที่น่าติดตามหารายละเอียด แต่ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลอะไร
เคยอ่านความเห็นของ The Third Eyes
ในกระทู้เรื่องเล่าของเหล่าคนตาทิพย์
ท่านอาจารย์ตาที่สาม ให้ข้อสังเกตุเรื่องมีด ดาบ ไว้น่าสนใจ


อ.ตาที่สามว่า บ้านอรัญญิกมาตั้งขึ้นเมื่อสมัยรัตนโกสินทร์
ดังนั้นในสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชพระองค์ท่าน
มีกองทหารประมาณ 1 แสนกว่าคน ถ้าถือดาบคนละเล่ม
ต้องมีคนผลิตดาบอย่างน้อย 1 แสนเล่ม
ยังไม่รวมเรื่องการหาเหล็กมาผลิตดาบเหล่านั้น


เหล็กชั้นดีเหล็กน้ำพี้ในประเทศไทยมีแน่ แต่นั่นสำหรับทำดาบชั้นยอด
เป็นดาบสำหรับพระมหากษัตริย์ และแม่ทัพทั้งหลาย
ไม่มากพอให้ทำให้กับทหารระดับพลทหารเรือนแสนแน่นอน
แล้วหาเหล็กมาจากไหน และใครเป็นคนทำ น่าคิดนะคะ
ผลิตดาบแบบจำนวนมาก ใครทำ ในระหว่างสงคราม
ชายฉกรรจ์ต้องไปเป็นทหารเสียมาก งานหนักๆอย่างการตีดาบ
ต้องการกำลังคนหนุ่มและต้องการจำนวนมากด้วยเพื่อผลิตดาบให้ได้เป็นแสนเล่ม

ในเวลาจำกัดเพราะการศึกกระชั้นตลอดเวลา ทั้งหาแหล่งแร่เหล็ก
ทั้งทำโรงถลุงแร่เหล็กดิบให้เป็นก้อนเหล็ก
ทั้งตีดาบ ไม่ใช่งานเล็กน้อย ใครทำกัน ?

เรื่องอาวุธนั้น ในความคิดผมคิดว่าคงจะสะสมมาตั้งแต่ที่ทรงครองเมืองพระพิษณุโลก โดยเหล็กที่ได้น่าจะนำมาจากหัวเมืองทางเหนือ เช่น สุโขทัย พิชัย ฯลฯ และอีกส่วนหนึ่งคงได้จากการปล้นอาวุธของข้าศึก และการซื้อวัตถุดิบจากต่างประเทศ เช่น โปตุเกต จีน ฮอลันดาก็เป็นไป
ดินปืนในประเทศสยามยามนั้นถือว่าคุณภาพไม่ดี จากเอกสารลูลาแบร์
ก็ยืนยันไว้ว่าดินดำที่ผลิตได้ในสยามนั้นคุณภาพต่ำ
อ่านได้จากความเห็นรู้เรื่องเมืองสยามที่ผ่านมา
แต่ในสงคราม กองทัพไทยก็ระเบิดค่ายพม่า ระเบิดสะพาน กันหูดับตับไหม้
ดินดำก็จุดระเบิดได้ดี ไม่มีปัญหา เอาดินดำคุณภาพดีมาจากที่ไหนกัน ?

ดินดำที่ว่าผมคิดว่าได้จากชาวบ้านขันอาสา และทหารอาสา ที่เข้าไปตามถ้ำโพรงต่างๆๆ นำเอาขี้ค้างคาวออกมาเพื่อทำดินดำ และได้จากการซื้อจากจีน โปรตุเกส และจากหัวเมืองน้อยใหญ่ที่นำเข้าราชการสงคราม

การหล่อปืนใหญ่ที่มีเทคนิคชั้นยอด ชนิดที่ญี่ปุ่นยังต้องส่งเอกสาร
มาขอปืนใหญ่จากไทย 2 กระบอกในสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ
เทคนิคการหล่อปืนใหญ่คุณภาพดีเหล่านี้เอามาจากไหน ?

คงได้สรรพวิชาจากชาวโปรตุเกสและจีนผสมกับสรรพวิชาโบราณว่าด้วยการหล่อครับ

และงานข่าวที่ท่านพี่จงรักภักดีเรียกว่า อุปนิขขิต ผู้หาข่าวมาถวาย
สมเด็จฯท่าน ล้วนเป็นยอดฝีมือและกล้าตาย หากพระพี่นางสุพรรณกัลยา
เป็นพระองค์หนึ่งที่อุทิศพระองค์เพื่อการนี้ ก็มีเหตุผลสนับสนุนที่แน่นหนาพอ
เพราะข้อมูลสำคัญเช่นวิธีการจัดทัพ การแต่งตั้งแม่ทัพ นายกอง เส้นทางการเดินทัพ


จำได้ไหมคะที่คุณ Fort เคยตั้งข้อสังเกตตอนก่อนจะเสียกรุงครั้งที่ 1
ที่การข่าวไทยบอกว่า กองทัพของบุเรงนองจะยกเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์
แต่ครั้งนั้น บุเรงนองยกเข้ามาทางด่านแม่ละเมา ทัพไทยตั้งรับผิดสถานที่
เพราะการข่าวของสยามก่อนเสียกรุงครั้งที่ 1 ผิดพลาดมาก
เมื่อคราวเสียกรุงครั้งที่ 1 นั้นปี พ.ศ. 2112 พระพี่นางทรงมีพระชนม์ 17 พรรษา


ทรงอยู่ร่วมรับรู้ในเรื่องการข่าวผิดพลาดอันใหญ่หลวงนี้ด้วย
ท่านอาจจะตัดสินพระทัย อุทิศตนเพื่อการนี้ตั้งแต่นั้นก็เป็นได้
แต่ใครเลยจะรับรู้ได้เพราะพระองค์อุทิศตนเพื่อการเป็นสายลับ
ต้องมีผู้รู้เรื่องนี้น้อยที่สุด แต่หนึ่งในนั้นที่จะต้องทรงรู้เรื่องนี้ก็คือ
สมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั่นเอง

พระพี่นางสุพรรณกลัยานั้นมีสืบเชื้อสายจากสมเด็จพระอัยยิกา สมเด็จศรีสุริโยทัย ผู้ที่ทรงเสียสละชีพเพื่อปกป้องพื้นแผ่นดินสยามจากศัตรู ดังนั้นพระองค์จึงมีปณิธารว่าแม้ตัวจะเป็นหญิง หากสามารถทำให้แผ่นดินสยามกลับคืนความเป็นไทได้ แม้แลกด้วยเลือดเนื้อของพระองค์ก็ยินดี พระองค์ทรงถูกปลูกฝั่งความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว ความรักในแผ่นดินเกิดเหมือนเช่นสมเด็จยายของพระองค์ จากสมเด็จแม่ของพระองค์ฯ

บ้านเมืองนี้ กว่าบรรพบุรุษจะรักษาและกู้อิสรภาพให้ลูกหลานไทยได้
กี่พระองค์ กี่ท่าน ที่อุทิศตนแบบปิดทองหลังพระ ให้สยามนี้อยู่รอด
เพราะทุกคนทุกพระองค์ทำเพื่อเป้าหมายเดียวกันคือ ชาติต้องอยู่รอด
นี่เป็นสิ่งที่สุดของที่สุดที่ลูกหลานไทยจะต้องระลึกไว้ว่า
อิสรภาพบนผืนแผ่นดินนี้แลกมาด้วยเลือดและวิญญาณนับแสนของบรรพบุรุษ

อนุโมทนาสาธุครับ ขอดวงวิญญาณเหล่านั้นจงเป็นสุขๆเถิด...
ผิดพลาดประการใดขออโหสิกรรมให้แก่กระผมด้วยนะครับ และดีใจกับคณะท่านทุกคนรวมถึง จขกท นี้ด้วยอย่างน้อยเราก็รักในแผ่นดินนี้เหมือนกัน

ทางสายธาตุ
20-08-2009, 07:02 PM
ขออนุโมทนาค่ะคุณนารถฯ และข้าพเจ้าเองขออโหสิกรรมที่ข้าพเจ้าได้ทำไปทั้งที่ตั้งใจก็ดี
มิได้ตั้งใจก็ดี ทั้งที่รู้ตัวก็ดี ที่ไม่รู้ตัวก็ดีค่ะ และขออโหสิกรรมต่อคุณนารถฯด้วยค่ะ
และขออโหสิกรรมต่อทุกๆท่านด้วยนะคะ พร้อมๆกันไปเลย

ทางสายธาตุ
20-08-2009, 07:23 PM
เรื่องของสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา ตอนที่ท่านไม่ตามเสด็จสมเด็จพระนเรศวรกลับกรุงศรีอยุธยา

ที่มีผู้เขียนบางท่านได้เขียนประโยคหนึ่งที่เป็นดำรัสของพระนเรศวรต่อว่าต่อขานพระพี่นางว่า

"รักลูก รักผัว มากกว่าแผ่นดิน"

ซึ่งหลายคนก็ด่วนสรุปว่า พระพี่นางฯท่านทรงทำให้พระนเรศวรหนักพระทัยเป็นห่วงละล้าละลัง พี่สาวติดอยู่ที่พม่า

ทางสายธาตุเคยประเมินเรื่องนี้หลังจากดูหนังเหมือนกัน โดยคิดว่าอยากให้พระพี่นางเสด็จกลับพร้อมพระนเรศวร
เพื่อให้สมเด็จพระนเรศวรทำการรบได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องทรงคอยกังวลถึงความเป็นอยู่และความปลอดภัยของพระพี่นาง

เมื่อถึงจุดนี้เห็นแล้วว่า ความคิดนี้เป็นความคิดเพียงชั้นเดียว ไม่แยบคายเลย หากลองวิเคราะห์อีกสักนิด
จะทำให้ทราบว่า ความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการกระทำของทั้งสองพระองค์นั้นท่านมุ่งหมายสิ่งใดเพื่อการใด

ถ้าพิจารณาถึงพระบุคคลิกของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระองค์ท่านเป็นผู้มีความอดทนสูงมาก ไม่ว่าจะผิดหวังเพียงใดก็ไม่ทรงแสดงออก

และขัตติยมานะของเจ้า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ท่านก็ไม่กล่าวออกมาให้ใครรับรู้ว่าพระองค์คิดอย่างไร

แต่ครั้งนี้สมเด็จฯท่าน แสดงให้คนรอบๆข้างเห็นชัดเจนว่าพระพี่นางไม่ยอมเสด็จกลับ และพระองค์ผิดหวังมาก

ใช้คำว่า แสดง เพราะท่านหวังผลให้ข่าวนี้ถึงหูพระเจ้าบุเรงนอง ว่าพระพี่นางสมัครใจอยู่พม่าเพราะรักลูก รักสวามี มากกว่าแผ่นดิน

และให้รู้ถึงหูพระเจ้าบุเรงนองว่า สมเด็จฯท่านทรงผิดหวังต่อพระพี่นาง และไม่เหลียวแลอีกแล้ว เพื่อให้พระเจ้าบุเรงนอง
ทรงเห็นว่าพระพี่นางถูกทิ้งไว้องค์เดียว ไม่มีพิษสงเป็นอันตราย และพระพี่นางเป็นเพียงผู้หญิงตัวเล็กๆจะทำอะไรได้
หากพระอนุชาไม่แยแสพระพี่นางแล้ว พระพี่นางก็ต้องทรงพึ่งพิงพระเจ้าบุเรงนองเป็นหลักของชีวิตต่อไป

ทั้งหมดนี้เพื่อให้พระเจ้าบุเรงนองคลายความระแวงต่อพระพี่นางให้มากที่สุดนั่นเอง

พระพี่นางท่านทรงต้องอยู่เพื่อภาระกิจ แม้นใจจะอยากกลับแผ่นดินเกิดเพียงใดก็ตาม อาจทรงคิดว่า หน้าที่ที่พระองค์มีต่อบ้านเมืองสำคัญกว่าชีวิต

คนโบราณนั้นแยบคายในความคิดมากๆ และรักชาติกันมากๆด้วย

ข้าพเจ้าขอเทิดพระเกียรติของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยาในความเสียสละอย่างสูงของทั้งสองพระองค์

ไก่เหลืองหางขาว
21-08-2009, 08:56 AM
เรื่องของสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา ตอนที่ท่านไม่ตามเสด็จสมเด็จพระนเรศวรกลับกรุงศรีอยุธยา

ที่มีผู้เขียนบางท่านได้เขียนประโยคหนึ่งที่เป็นดำรัสของพระนเรศวรต่อว่าต่อขานพระพี่นางว่า

"รักลูก รักผัว มากกว่าแผ่นดิน"

ซึ่งหลายคนก็ด่วนสรุปว่า พระพี่นางฯท่านทรงทำให้พระนเรศวรหนักพระทัยเป็นห่วงละล้าละลัง พี่สาวติดอยู่ที่พม่า

ทางสายธาตุเคยประเมินเรื่องนี้หลังจากดูหนังเหมือนกัน โดยคิดว่าอยากให้พระพี่นางเสด็จกลับพร้อมพระนเรศวร
เพื่อให้สมเด็จพระนเรศวรทำการรบได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องทรงคอยกังวลถึงความเป็นอยู่และความปลอดภัยของพระพี่นาง

เมื่อถึงจุดนี้เห็นแล้วว่า ความคิดนี้เป็นความคิดเพียงชั้นเดียว ไม่แยบคายเลย หากลองวิเคราะห์อีกสักนิด
จะทำให้ทราบว่า ความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการกระทำของทั้งสองพระองค์นั้นท่านมุ่งหมายสิ่งใดเพื่อการใด

ถ้าพิจารณาถึงพระบุคคลิกของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระองค์ท่านเป็นผู้มีความอดทนสูงมาก ไม่ว่าจะผิดหวังเพียงใดก็ไม่ทรงแสดงออก

และขัตติยมานะของเจ้า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ท่านก็ไม่กล่าวออกมาให้ใครรับรู้ว่าพระองค์คิดอย่างไร

แต่ครั้งนี้สมเด็จฯท่าน แสดงให้คนรอบๆข้างเห็นชัดเจนว่าพระพี่นางไม่ยอมเสด็จกลับ และพระองค์ผิดหวังมาก

ใช้คำว่า แสดง เพราะท่านหวังผลให้ข่าวนี้ถึงหูพระเจ้าบุเรงนอง ว่าพระพี่นางสมัครใจอยู่พม่าเพราะรักลูก รักสวามี มากกว่าแผ่นดิน

และให้รู้ถึงหูพระเจ้าบุเรงนองว่า สมเด็จฯท่านทรงผิดหวังต่อพระพี่นาง และไม่เหลียวแลอีกแล้ว เพื่อให้พระเจ้าบุเรงนอง
ทรงเห็นว่าพระพี่นางถูกทิ้งไว้องค์เดียว ไม่มีพิษสงเป็นอันตราย และพระพี่นางเป็นเพียงผู้หญิงตัวเล็กๆจะทำอะไรได้
หากพระอนุชาไม่แยแสพระพี่นางแล้ว พระพี่นางก็ต้องทรงพึ่งพิงพระเจ้าบุเรงนองเป็นหลักของชีวิตต่อไป

ทั้งหมดนี้เพื่อให้พระเจ้าบุเรงนองคลายความระแวงต่อพระพี่นางให้มากที่สุดนั่นเอง

พระพี่นางท่านทรงต้องอยู่เพื่อภาระกิจ แม้นใจจะอยากกลับแผ่นดินเกิดเพียงใดก็ตาม อาจทรงคิดว่า หน้าที่ที่พระองค์มีต่อบ้านเมืองสำคัญกว่าชีวิต

คนโบราณนั้นแยบคายในความคิดมากๆ และรักชาติกันมากๆด้วย

ข้าพเจ้าขอเทิดพระเกียรติของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยาในความเสียสละอย่างสูงของทั้งสองพระองค์

เห็นด้วยในทุกประการครับ

ขอเทิดทูนในพระปรีชาสามารถและความเสียสละขององค์สมเด็จพ่อพระนเรศเป็นเจ้าและองค์พระพี่นางสุพรรณกัลยาครับ

ขอชื่นชมกับความช่างสังเกต/วิเคราะห์อันเป็นเลิศของคุณทางสายธาตุครับ

และหากผมทำอะไรผิดพลาดไปก้อขอให้คุณทางสายธาตุและชาวกระทู้ทุกๆท่านอโหสิกรรมให้กับผมเช่นกันครับ

;34

จงรักภักดี
21-08-2009, 03:51 PM
ขอต้อนรับคุณนารถะสุญญตา ครับอุตส่าห์เข้ามาเยี่ยมบ้านปลายซอย การไปมาลำบาก
หน่อยนะครับ บ้านหลังนี้ตั้งอยู่สุดซอยอยู่ลึกไปหน่อย คราวหน้าซ้อนมอไซ มานะครับ
จะสะดวกดี ผมเชื่อว่าด้วยความรู้และภูมิธรรมของคุณนารถะจะเป็นประโยชน์และความรู้แก่พวกเราและมวลหมู่สมาชิกได้เป็นอย่างดีครับ ขออนุโมทนาครับ

จงรักภักดี
21-08-2009, 04:46 PM
ขอเริ่มไหว้ครูด้วยข้อความบทนี้ครับ:

บ้านเมืองนี้ กว่าบรรพบุรุษจะรักษาและกู้อิสรภาพให้ลูกหลานไทยได้
กี่พระองค์ กี่ท่าน ที่อุทิศตนแบบปิดทองหลังพระ ให้สยามนี้อยู่รอด
เพราะทุกคนทุกพระองค์ทำเพื่อเป้าหมายเดียวกันคือ ชาติต้องอยู่รอด
นี่เป็นสิ่งที่สุดของที่สุดที่ลูกหลานไทยจะต้องระลึกไว้ว่า
อิสรภาพบนผืนแผ่นดินนี้แลกมาด้วยเลือดและวิญญาณนับแสนของบรรพบุรุษ

ข้อความนี้ครบถ้วนสมบูรณ์ อ่านแล้วสามารถเข้าใจได้โดยไม่ต้องพรรณาหรือเพิ่มเติมเนื้อหาสาระใดทั้งสิ้น ขออนุโมทนาและคารวะท่านผู้รจนาไว้ณ ที่
นี้ด้วย

มีปุจฉาเกี่ยวกับเรื่องดินดำหรือดินปืน ที่ใช้กันเมื่อสมัยไทยรบพม่า ท่าน
นารถะ ก็ได้กรุณาวิสัชนาไว้แล้วว่า
"ดินดำที่ว่าผมคิดว่าได้จากชาวบ้านขันอาสา และทหารอาสา ที่เข้าไปตามถ้ำโพรงต่างๆๆ นำเอาขี้ค้างคาวออกมาเพื่อทำดินดำ และได้จากการซื้อจากจีน โปรตุเกส และจากหัวเมืองน้อยใหญ่ที่นำเข้าราชการสงคราม "

ครับคนสมัยก่อนรู้จักการนำมูลค้างคาวมาทำดินปืน ราชการทหารก็คงต้องอาศัยประโยชน์จากงานนี้ส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งซึ่งน่าจะมีความสำคัญก็คือการซื้อหาจากต่างชาติ ถ้าพูดให้โก้ทันสมัยก็ต้องพูดว่าจัดซื้อจาก
ต่างประเทศ ต่างเพียงวิธีการในสมัยโน้นน่าจะเป็นพ่อค้าชาวต่างชาตินำเข้ามาแลกกับทรัพยากรต่างๆของไทย และเนื่องจากเรื่องนี้คงจะเป็นเรื่องสำคัญทางการทหาร หรือพูดสมัยใหม่ว่าเป็นเรื่องของความมั่นคงจึงต้องกระทำกัน
อย่างปกปิดและมิดชิดพอสมควร ทางราชการทหารจะมีหน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องนี้อยู่ครับ ชื่อว่าทหารสรรพาวุธ สมัยโบราณหน่วยนี้อาจจะสังกัดอยู่กับ
กรมเกียกกาย หรือกรมยกกระบัตรก็ได้นะครับ (เดา ครับ ) และก็คงต้องเป็นหน่วยเดียวกันที่มีหน้าที่ในการจัดหาอาวุธต่างๆด้วยครับ แต่จะต้องทำหน้าที่ตี
ดาบด้วยหรือไม่นั้น น่าคิดอยู่นะครับ

ทางสายธาตุ
21-08-2009, 07:06 PM
ขอต้อนรับคุณนารถะสุญญตา ครับอุตส่าห์เข้ามาเยี่ยมบ้านปลายซอย การไปมาลำบาก
หน่อยนะครับ บ้านหลังนี้ตั้งอยู่สุดซอยอยู่ลึกไปหน่อย คราวหน้าซ้อนมอไซ มานะครับ


ขำๆๆ ท่านพี่จงรักภักดีเปิดวินมอไซด์เลยค่ะ

ดินปืน
ดินปืน (http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%B7%E0%B8%99)เป็นหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์อันยิ่งใหญ่ของจีนอีกเช่นกัน หลักฐานของจีนมีอยู่ว่า การประดิษฐ์ดินปืนนั้นสืบเนื่องมาจาก ในป่าลึกทางตะวันตกของจีนมีผีป่าน่ากลัว ชื่อซันเซา ผู้ใดพบก็จะมีอาการจับไข้ หากนำไม้ใผ่มาตัดเป็นข้อปล้องโยนเข้าไปในกองไฟ จะเกิดเสียงดังเปรี้ยงปร้าง ซันเซาก็จะตกใจหนีไป คืนส่งท้ายปีเก่าของจีนจึงนิยมจุดประทับเพื่อขับไล่ผีซันเซานี่เอง ภายหลังมีการนำเอาดินประสิวและกำมะถันมาห่อรวมกันในกระดาษทำให้เป็นประทัด นั่นคือการเริ่มต้นใช้ดินปืน ส่วนประกอบสำคัญของดินปืน คือ ดินประสิว (http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%A7) กำมะถัน (http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%96%E0%B8%B1%E0%B8%99) และผงถ่าน (http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9C%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99) สมัยซ้องมีการนำดินปืนมาประดิษฐ์อาวุธยุทโธปกรณ์ โดยเฉพาะสมัยซ้องใต้มีการนำมาใช้มากขึ้นไปอีก เกี่ยวกับการประดิษฐ์ดินปืน และทำกระดาษนี้ มีตำราเล่มหนึ่งบันทึกเรื่องเหล่านี้เอาไว้ เช่น ปลายสมัยราชวงศ์หมิง (http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B9%8C%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%87) ซ่งอิ้งซิง ได้เขียนตำรา เทียนกงไคอู้ บรรยายการวิเคราะห์อุตสาหกรรมเคมีสมัยจีนโบราณทั้งมีภาพประกอบ นับว่าเป็นหนังสือที่มีคุณค่ามาดินปืน

ฝรั่งเองก็คงจะมีดินดำชั้นดีมาขายเช่นกัน แต่ว่าฝรั่งอยู่ไกลจะหาซื้อดินดำจากฝรั่งนั้น ระยะเวลาจัดส่งดินดำมาไทยอาจกินเวลาเป็นครึ่งปี ถ้าจะจัดซื้อดินดำ คงมาจากจีนเป็นหลัก พร้อมๆกับเรียนรู้ที่จะทำเองในประเทศไปด้วย จะได้ลดการนำเข้า อิอิ

ดินดำเป็นสินค้าความมั่นคงของทุกประเทศในสมัยนั้น เคยอ่านมาเจอบทความว่า สมัยฮ่องเต้เสินจง จักรพรรดิจีนองค์ที่ 13 นั้นท่านสั่งห้ามขายดินปืนให้กับต่างประเทศ เพราะเดี๋ยวจะไปตกในมือศัตรูย้อนเอากลับไประเบิดเมืองจีนได้ พระองค์สั่งห้ามซื้อขายดินปืนกับต่างชาติตรงกับสมัยพระนารายณ์มหาราชของไทยแล้ว

ซื้อขายกับทางการจีน ส่วนที่ทำกำไรที่สุดน่าจะเป็น เครื่องราชบรรณาการจิ้มก้อง คือจีนถือว่าชาติที่ส่งเครื่องบรรณาการทั้งหมดเป็นประเทศราชของตน ถ้าพูดถูกใจ ยกย่องพระจักรพรรดิมากๆ พระองค์จะตอบแทนโดยส่งเครื่องราชบรรณาการให้ชาตินั้นๆ แต่มูลค่าที่ได้กลับมานั้นสูงมาก เพราะจักรพรรดิจีนก็ต้องการแสดงความมั่งคั่งด้วยการแจกแหลกเหมือนกัน

ฝรั่งที่ไปทำการค้ากับจีน เช่นโปรตุเกส เคยไปพูดบางอย่างที่ทำให้จักรพรรดิจีนรู้สึกว่า ไม่เข้าพระกรรณ (พูดไม่เข้าหู) พระองค์ทรงสั่งไม่ให้ค้าขายกับโปรตุเกสอีกเลย จนโปรตุเกสต้องมาให้พ่อค้าจีนในประเทศไทยเป็นนายหน้าค้าขายสินค้าโปรตุเกสไปจีนแทน เทคนิคมีนิดเดียว ยกย่องพระองค์มากๆก็จะได้ค้าขายกันจีนแล้ว

ในกรุงศรีอยุธยาเมื่อเริ่มแรกเป็นการค้าแบบเสรี ต่อมาเมื่อชาติตะวันตกเข้ามาติดต่อค้าขายมากขึ้น จึงจัดตั้งกรมพระคลังสินค้าขึ้น เพื่อควบคุมสินค้าเข้าสินค้าออก พระคลังสินค้าหรือโกษาธิบดี แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ไปตรวจเก็บภาษีสินค้าที่มาจากต่างประเทศ และคัดเอาสินค้าที่หลวงต้องการไว้ก่อน เช่น สินค้าประเภทอาวุธ หรือกระสุนดินดำ เพื่อป้องกันมิให้ตกไปอยู่ในเมืองศัตรู หรือของราษฎรสามัญได้ เป็นการรักษาความมั่นคงภายใน นอกจากนั้นยังมีหน้าที่ตรวจสินค้าขาออกและกำหนดต้องห้าม ซึ่งมักเป็นสินค้าหายาก มีราคาแพง เป็นที่ต้องการของต่างประเทศ เช่น ดีบุก ตะกั่ว และงาช้าง เป็นต้น สินค้าต้องห้ามเหล่านี้ ห้ามมิให้ราษฎรจำหน่ายแก่ชาวต่างชาติโดยตรง ต้องนำมาขายให้พระคลังสินค้า แล้วพระคลังสินค้าจึงนำไปจำหน่ายแก่พ่อค้าต่างประเทศอีกต่อหนึ่ง รายได้ของพระคลังสินค้าจากการผูกขาดการค้าเช่นนี้มีมาก
นอกจากพระคลังสินค้าจะมีรายได้ดังกล่าวแล้วในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ยังมีรายได้จากการแต่งสำเภานำสินค้าไปขายต่างประเทศอีกด้วย สินค้าที่นำไปขายนอกจากพวกสินค้าต้องห้ามแล้วมักเป็นสินค้าที่ได้มาจากส่วยและอากรที่ได้จากการทดแทนการเกณฑ์แรงงาน เช่น พริกไทย ไม้ซุง ครั่ง ขี้ผึ้ง ไม้หอม และเกลือ เป็นต้น โดยปกติจะส่งสำเภาไปค้าขายกับจีน อินเดีย และชวา ขากลับก็บรรทุกสินค้าของประเทศเหล่านั้นกลับมาจำหน่ายแก่ราษฎร ทำเงินกำไรข้าหลวงเป็นอันมา


ตำแหน่งเจ้าพระยาโกษาธิบดี ดูแลทั้งเรื่องการจัดเก็บรายได้ของรัฐและดูแลสินค้าประเภทความมั่นคงของราชอาณาจักร ตำแหน่งนี้มีหน้าที่ครอบคลุม กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงต่างประเทศ และกระทรวงกลาโหม(รับผิดชอบในส่วนงานทหารสรรพาวุธ สมัยโบราณหน่วยนี้อาจจะสังกัดอยู่กับ กรมเกียกกาย หรือกรมยกกระบัตรก็ได้นะครับ ตามความเห็นของท่านพี่จงรักภักดี)ด้วยถือได้ว่าตำแหน่งใหญ่น่าดูชมค่ะ

ทำให้คิดว่าเจ้าพระยาโกษาเหล็กและเจ้าพระยาโกษาปาน ผู้เป็นบุตรของเจ้าแม่วัดดุสิตนั้น ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นอันมาก


ส่วนเรื่องตีเหล็ก ก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ อาจใช้วิธีสั่งซื้อไปต่างประเทศให้จัดทำ หรืออาจจะยึดเอาจากศัตรูที่ล้มตาย หรือหนี อย่างที่คุณนารถฯให้ความเห็นไว้ก็ได้

ขงเบ้งยังสามารถผลิตลูกธนู 1 แสนดอกได้ในสามวันเลย ก็วิธีการลวงมาจากศัตรูเหมือนกัน หนังตอนนี้อยู่ในศึกเซ็กเพ็กเหมือนกัน ได้เห็นปัญญาขงเบ้ง ล้ำลึกนัก

นารถะสุญญตา
21-08-2009, 11:13 PM
เรื่องของสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา ตอนที่ท่านไม่ตามเสด็จสมเด็จพระนเรศวรกลับกรุงศรีอยุธยา

ที่มีผู้เขียนบางท่านได้เขียนประโยคหนึ่งที่เป็นดำรัสของพระนเรศวรต่อว่าต่อขานพระพี่นางว่า

"รักลูก รักผัว มากกว่าแผ่นดิน"

ซึ่งหลายคนก็ด่วนสรุปว่า พระพี่นางฯท่านทรงทำให้พระนเรศวรหนักพระทัยเป็นห่วงละล้าละลัง พี่สาวติดอยู่ที่พม่า

ทางสายธาตุเคยประเมินเรื่องนี้หลังจากดูหนังเหมือนกัน โดยคิดว่าอยากให้พระพี่นางเสด็จกลับพร้อมพระนเรศวร
เพื่อให้สมเด็จพระนเรศวรทำการรบได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องทรงคอยกังวลถึงความเป็นอยู่และความปลอดภัยของพระพี่นาง

เมื่อถึงจุดนี้เห็นแล้วว่า ความคิดนี้เป็นความคิดเพียงชั้นเดียว ไม่แยบคายเลย หากลองวิเคราะห์อีกสักนิด
จะทำให้ทราบว่า ความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการกระทำของทั้งสองพระองค์นั้นท่านมุ่งหมายสิ่งใดเพื่อการใด

ถ้าพิจารณาถึงพระบุคคลิกของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระองค์ท่านเป็นผู้มีความอดทนสูงมาก ไม่ว่าจะผิดหวังเพียงใดก็ไม่ทรงแสดงออก

และขัตติยมานะของเจ้า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ท่านก็ไม่กล่าวออกมาให้ใครรับรู้ว่าพระองค์คิดอย่างไร

แต่ครั้งนี้สมเด็จฯท่าน แสดงให้คนรอบๆข้างเห็นชัดเจนว่าพระพี่นางไม่ยอมเสด็จกลับ และพระองค์ผิดหวังมาก

ใช้คำว่า แสดง เพราะท่านหวังผลให้ข่าวนี้ถึงหูพระเจ้าบุเรงนอง ว่าพระพี่นางสมัครใจอยู่พม่าเพราะรักลูก รักสวามี มากกว่าแผ่นดิน

และให้รู้ถึงหูพระเจ้าบุเรงนองว่า สมเด็จฯท่านทรงผิดหวังต่อพระพี่นาง และไม่เหลียวแลอีกแล้ว เพื่อให้พระเจ้าบุเรงนอง
ทรงเห็นว่าพระพี่นางถูกทิ้งไว้องค์เดียว ไม่มีพิษสงเป็นอันตราย และพระพี่นางเป็นเพียงผู้หญิงตัวเล็กๆจะทำอะไรได้
หากพระอนุชาไม่แยแสพระพี่นางแล้ว พระพี่นางก็ต้องทรงพึ่งพิงพระเจ้าบุเรงนองเป็นหลักของชีวิตต่อไป

ทั้งหมดนี้เพื่อให้พระเจ้าบุเรงนองคลายความระแวงต่อพระพี่นางให้มากที่สุดนั่นเอง

พระพี่นางท่านทรงต้องอยู่เพื่อภาระกิจ แม้นใจจะอยากกลับแผ่นดินเกิดเพียงใดก็ตาม อาจทรงคิดว่า หน้าที่ที่พระองค์มีต่อบ้านเมืองสำคัญกว่าชีวิต

คนโบราณนั้นแยบคายในความคิดมากๆ และรักชาติกันมากๆด้วย

ข้าพเจ้าขอเทิดพระเกียรติของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยาในความเสียสละอย่างสูงของทั้งสองพระองค์

สาธุครับ...ผมคิดว่าเหตุการณ์นี้น่าจะเกิดตอนที่พระองค์ดำกำลังจะยกทัพกลับอโยธยาเนื่องจากทราบกลอุบายของอุปราชมังนอรธา(มังสามเกียรติ)ที่ให้พระยาเกียนพระยารามมาสังหารพระองค์ พระองค์จึงส่งทหารคนสนิทเข้ามารับตัวพระพี่นางของพระองค์กลับบ้านเมืองด้วยกัน แต่เนื่องจากขนาดนั้นพระพี่นางทรงมีพระครรภ์อ่อนๆ เกรงว่าจะทำให้การถอยทัพกลับอาจล่าช้าเพราะพระองค์ อีกอย่างถ้าพระพี่นางทรงกลับมา ทางหงสาก็จะมีข้ออ้างยกทัพมาโจมตีอโยธยาได้ ซึ่งตอนนี้อโยธยายังไม่มีกำลังพอที่จะต่อตีกับทหารหงสาได้ พระพี่นางจึงจำเป็นต้องอยู่เป็นตัวประกันต่อไป และพระพี่นางก็ทรงมั่นใจว่าตนจะสามารถอยู่ในหงสาได้อย่างปลอดภัย เพราะพระองค์ทรงมีพระครรภ์ซึ่งเป็นเชื้อสายของพระเจ้านันทบุเรง และการที่พระพี่นางอยู่ที่หงสาจะเป็นการดีต่อพระองค์ดำเป็นอย่างยิ่งในการที่จะลอบหาข่าวการศึกส่งไปแจ้งเตือนต่อพระองค์ให้เตรียมการรับมือได้ทันท่วงที่ อีกเหตุผลหนึ่งพระพี่นางทรงเป็นห่วงลูกของพระองค์ซึ่งมีสายเลือดของพระเจ้าสิบทิศบุเรงนองศัตรูของบ้านเมืองอโยธยา ซึ่งถ้าลูกพระองค์มาอยู่ในอโยธยาจะทำให้เกิดความแหนงใจกับพระญาติพระวงค์ของพระองค์ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อลูกของพระองค์ แต่ถ้าลูกของพระองค์ทรงอยู่ที่หงสา ก็ยังมีฐานะเป็นน้องของกษัตริย์ มีพระยศ พระเกียรติ ด้วยเหตุผลหลายประกายดังนี้พระพี่นางถึงไม่เสด็จกลับมาอโยธยา และไม่ได้ส่งลูกของพระนางกลับมาด้วย แต่พระพี่นางได้ส่งจิตวิญญาณของพระองค์กลับมาพร้อมพระองค์ดำด้วย.....ซึ้งเหตุนี้เองพระองค์ถึงได้ซาบซึ้งในน้ำพระทัยของพระพี่นางเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะตอนที่พระองค์ทรงทราบว่าพระพี่นางของพระองค์สิ้นพระชนม์ชีพแล้วพร้อมทั้งหลานของพระองค์ พระองค์ถึงกับกรรแสงด้วยความเสียพระทัยเป็นอย่างยิ่ง และทรงนำความเสียพระทัยในแปรเปลี่ยนเป็นพลังที่จะมุ่งมั่นพิชิตหงสาให้ได้ และพระองค์ก็ทรงพิชิตหงสาได้ในกาลต่อมา จะเห็นได้ว่าการจะได้สิ่งใดมานั้นบางครั้งต้องเสียสละอะไรมากมายเหลือเกิน............

นารถะสุญญตา
21-08-2009, 11:25 PM
ท่านไก่ขอรับ วางได้ก็วางนะครับ ชายชาตินักรบไม่โกรธเพื่อนพี่น้องกันนานน่ะขอรับ อีกหลายคนยังรอท่านไก่อยู่นะครับ มิตรภาพที่ดีนั้นยังมีให้ท่านไก่อยู่เสมอ แม้กระผมและท่านจะไม่เคยรู้จักกัน... แต่มีบางสิ่งที่กระผมสามารถรับรู้ได้จากท่านไก่นั้นถือว่าดีที่สุดๆๆๆแล้วขอรับ อย่าให้อะไรมาทำให้ท่านไก่หมองลงเลยขอครับ

จงรักภักดี
22-08-2009, 04:47 PM
สาธุครับ...ผมคิดว่าเหตุการณ์นี้น่าจะเกิดตอนที่พระองค์ดำกำลังจะยกทัพกลับอโยธยาเนื่องจากทราบกลอุบายของอุปราชมังนอรธา(มังสามเกียรติ)ที่ให้พระยาเกียนพระยารามมาสังหารพระองค์ พระองค์จึงส่งทหารคนสนิทเข้ามารับตัวพระพี่นางของพระองค์กลับบ้านเมืองด้วยกัน แต่เนื่องจากขนาดนั้นพระพี่นางทรงมีพระครรภ์อ่อนๆ เกรงว่าจะทำให้การถอยทัพกลับอาจล่าช้าเพราะพระองค์ อีกอย่างถ้าพระพี่นางทรงกลับมา ทางหงสาก็จะมีข้ออ้างยกทัพมาโจมตีอโยธยาได้ ซึ่งตอนนี้อโยธยายังไม่มีกำลังพอที่จะต่อตีกับทหารหงสาได้ พระพี่นางจึงจำเป็นต้องอยู่เป็นตัวประกันต่อไป และพระพี่นางก็ทรงมั่นใจว่าตนจะสามารถอยู่ในหงสาได้อย่างปลอดภัย เพราะพระองค์ทรงมีพระครรภ์ซึ่งเป็นเชื้อสายของพระเจ้านันทบุเรง และการที่พระพี่นางอยู่ที่หงสาจะเป็นการดีต่อพระองค์ดำเป็นอย่างยิ่งในการที่จะลอบหาข่าวการศึกส่งไปแจ้งเตือนต่อพระองค์ให้เตรียมการรับมือได้ทันท่วงที่ อีกเหตุผลหนึ่งพระพี่นางทรงเป็นห่วงลูกของพระองค์ซึ่งมีสายเลือดของพระเจ้าสิบทิศบุเรงนองศัตรูของบ้านเมืองอโยธยา ซึ่งถ้าลูกพระองค์มาอยู่ในอโยธยาจะทำให้เกิดความแหนงใจกับพระญาติพระวงค์ของพระองค์ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อลูกของพระองค์ แต่ถ้าลูกของพระองค์ทรงอยู่ที่หงสา ก็ยังมีฐานะเป็นน้องของกษัตริย์ มีพระยศ พระเกียรติ ด้วยเหตุผลหลายประกายดังนี้พระพี่นางถึงไม่เสด็จกลับมาอโยธยา และไม่ได้ส่งลูกของพระนางกลับมาด้วย แต่พระพี่นางได้ส่งจิตวิญญาณของพระองค์กลับมาพร้อมพระองค์ดำด้วย.....ซึ้งเหตุนี้เองพระองค์ถึงได้ซาบซึ้งในน้ำพระทัยของพระพี่นางเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะตอนที่พระองค์ทรงทราบว่าพระพี่นางของพระองค์สิ้นพระชนม์ชีพแล้วพร้อมทั้งหลานของพระองค์ พระองค์ถึงกับกรรแสงด้วยความเสียพระทัยเป็นอย่างยิ่ง และทรงนำความเสียพระทัยในแปรเปลี่ยนเป็นพลังที่จะมุ่งมั่นพิชิตหงสาให้ได้ และพระองค์ก็ทรงพิชิตหงสาได้ในกาลต่อมา จะเห็นได้ว่าการจะได้สิ่งใดมานั้นบางครั้งต้องเสียสละอะไรมากมายเหลือเกิน............




สาธุ ขออนุโมทนา กับท่านนารถะสุญญตา ข้อคิดเห็นของท่านช่างประเสริฐนัก อิสระภาพและความเป็นเอกราชของชาติบ้านเมืองนั้น เป็นความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดแม้นกระทั่งชีวิตก็ต้องยอมอุทิศเสียสละ นี่แหละบรรพบุรุษไทย
ที่ได้ทอดกายถวายชีวิตเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย แผ่นดินแม่ที่ได้ถือกำเนิดมา

" แต่ความรักชาติ รักแสนพิศวาท รักสุดกำลัง
ก่อเกิดมานะ ยอมสละชีวัน แม้จนกระทั่ง สิ้นเลือดเนื้อเรา
ชีวิตร่างกายเราไม่เสียดาย ตายแล้วก็เผา..."

ทางสายธาตุ
23-08-2009, 07:42 AM
การที่พระพี่นางอยู่ที่หงสาจะเป็นการดีต่อพระองค์ดำเป็นอย่างยิ่งในการที่จะลอบหาข่าวการศึกส่งไปแจ้งเตือนต่อพระองค์ให้เตรียมการรับมือได้ทันท่วงที

พระราชภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่คนไทยอาจไม่เคยคิดถึงกันมากนัก เป็นภาระกิจที่เสี่ยงมากค่ะ สาธุ

------------------------------------------------------------------------------------

" แต่ความรักชาติ รักแสนพิศวาท รักสุดกำลัง
ก่อเกิดมานะ ยอมสละชีวัน แม้จนกระทั่ง สิ้นเลือดเนื้อเรา
ชีวิตร่างกายเราไม่เสียดาย ตายแล้วก็เผา..."<!-- google_ad_section_end -->

ความรักชาตินี้ รักแสนพิศวาท แน่แท้ค่ะท่านพี่จงรักภักดี

นี่แหละบรรพบุรุษไทย ที่ได้ทอดกายถวายชีวิตเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย แผ่นดินแม่ที่ได้ถือกำเนิดมา


ขอร่วมระลึกถึงบรรพบุรุษไทยค่ะ

-------------------------------------------------------------------------------------

ตอนนี้กำลังสนใจ จารึกบนแผ่นทองคำ ของกรุวัดราชบูรณะ อยากได้หนังสือ หาทางอินเตอร์เนตอยู่ค่ะ
บอกออกมาเผื่อใครจะทราบว่าสำนักพิมพ์ไหนจัดทำบ้าง ถ้าใครทราบ ขอความอนุเคราะห์ด้วยนะคะ

-------------------------------------------------------------------------------------

หนังสือลัทธิชาตินิยมฯ ทางสายธาตุพิมพ์ถึงหน้า 80 เองค่ะ ตอนนี้ไม่มีในสต๊อกแล้วต้องนั่งพิมพ์ผ่านหน้าจอไป
ตอนต่อไปคือ เมืองเชียงใหม่ขอเป็นไมตรี พระเจ้าเชียงใหม่ มังนรธาช่อ ท่านไวขนาด พอพระนเรศวรชนะในสงครามยุทธหัตถี ท่านก็แปรพักตร์มาขึ้นกับกรุงศรีฯทันที

ตามด้วยศึกเมืองทะวาย-ตะนาวศรี จำกันได้ไหมค่ะที่พวกท้าวพระยาที่ตามเสด็จสมเด็จฯท่านกับพระเอกาทศรถไม่ทัน ต้องไปทำศึกแก้ตัว ก็ศึกนี้หล่ะค่ะ เชิญรับชมได้ต่อจากนี้ไปค่ะ.......

ทางสายธาตุ
23-08-2009, 08:02 AM
หนังสือ : ลัทธิชาตินิยมกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เทพเจ้าแห่งความรักชาติของคนไทย
ผู้เขียน : เอื้อ บุษปะเกศ หงสกุล
เนื้อหา : บทที่ 3 ผลงานของลัทธิชาตินิยมที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงนำมาใช้ ..หน้า 81


เมืองเชียงใหม่ขอเป็นไมตรี


ฝ่ายพระเจ้าเชียงใหม่รู้สึกว่า พระเจ้าหงสาวดีน่าจะหมดอำนาจในครั้งนี้ และขืนขึ้นอยู่กับหงสาวดีก็มีแต่ใช้ให้ไปตายเรื่อยๆ ควรทำไมตรีไว้กับกรุงศรีอยุธยาจึงจะพ้นภัย จึงให้ประชุมข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และแจ้งเหตุการณ์ทั้งปวงให้ทราบแล้วเสนอความเห็นว่า เวลานี้ ผู้ใดเข้าไปรบกับกรุงศรีอยุธยาก็เหมือน แมลงเม่าบินเข้ากองไฟ พระเจ้าหงสาวดีนั้นเล่าเสียพระราชบุตรก็เหมือนพระกรเบื้องขวาขาดแล้ว ที่ไหนกรุงหงสาวดีจะพ้นเงื้อมพระหัตถ์พระนเรศวร เราควรลงไปอ่อนน้อมถวายเครื่องราชบรรณาการ ขอพึ่งพระเดชานุภาพจึงจะพ้นอันตราย แสนท้าวพระยาลาวทั้งหลาย ก็เห็นชอบด้วยพระเจ้าเชียงใหม่จึงมีราชสาส์นแต่งทูต และเครื่องบรรณาการลงมาถวายพระนเรศวร พระองค์ก็รับไว้แต่งราชสาส์นมอบให้ทูตนำกลับไป แต่พอรับเป็นไมตรีไม่กี่วัน พระเจ้าเชียงใหม่ก็หางานมาให้ทันที


http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=677839&stc=1&d=1250992781


คือเมืองเชียงแสนบอกมาว่า พระเจ้าล้านช้างให้พระยาหลวงเมืองแสนเป็นแม่ทัพยกพลแปดพันมารบเมืองเชียงแสน ขอให้ช่วยด้วย พระนเรศวรจึงให้พระยาราชฤทธานนท์ ถือพลห้าพันไปช่วยกับให้เอาพระยารามเดโช ซึ่งเป็นชาวเมืองเชียงใหม่ไปอยู่ช่วยเมืองเชียงใหม่ด้วย พอทัพพระยาราชฤทธานนท์ไปถึงเชียงแสน ทัพล้านช้างก็หยุดรบ และมีการเจรจากัน พระยาหลวงเมืองแสนเกรงพระบรมเดชานุภาพก็เลิกทัพกลับไป

ทางสายธาตุ
23-08-2009, 08:11 AM
พระยารามเดโช ผู้นี้ภายหลังได้มีเหตุขัดแย้งกับพระเจ้าเชียงใหม่ จนสมเด็จพระเอกาทศรถ

ต้องเสด็จไประงับข้อพิพาท โดยใช้เมืองลำพูนเป็นสถานที่เจรจา ในปีพ.ศ. 2142

รู้สึกว่าในความเห็นเดิม ทางสายธาตุจะเขียนว่า ปี พ.ศ.2141 แต่ที่จริงต้องเป็น 2142

ในปีพ.ศ. 2139 นี้พระเจ้าเชียงใหม่ได้ถวายพระเมงทุลอง เป็นองค์ประกัน พระเมงทุลองน่าจะคงประมาณ 18 พรรษา ในตอนนั้น

และในปี พ.ศ. 2142 พระเจ้าเชียงใหม่ได้ถวายเจ้านางโยธยามี๊พะยา ลงมากรูงศรีอยุธยา เพื่อมาเป็นองค์ประกันอีกพระองค์หนึ่ง

โดยเสด็จมาพร้อมๆกับสมเด็จพระเอกาทศรถ กลับเข้าพระนคร เจ้านางโยธยามี๊พระยาคงจะประมาณ 19 พรรษา เมื่อมากรุงศรีฯ



จาก…พระทุลอง...ถึง...ดอยอินทนนท์

ช่วงนี้หลายคนต่างพูดถึงภาพยนต์สมเด็จพระนเรศวร ซึ่งเป็นภาพยนต์เรื่องยาวอิงประวัติศาสตร์ร่วมกันระหว่างอโยธยา หงสาวดี ล้านนา และล้านช้าง สำหรับเรื่องราวของล้านนาที่ถือว่าเป็นเรื่องเด่นนั้น คงอยู่ในช่วงของเจ้าฟ้าสาวัตถี ผู้มีนามว่า นรทามังช่อ พระเจ้าเชียงใหม่ ประวัติของพระเจ้าเชียงใหม่องค์นี้เกี่ยวข้องกับวัดกู่เต้า รวมถึงอำเภอแม่เสรียง จังหวัดแม่ฮ่อนสอน หรือเมืองยวมเก่าในขณะนั้น และดอยอินทนนท์ หรือดอยหลวง หรือดอยอ่างกา ซึ่งอยากขอเล่าให้ฟังในวันนี้ แต่เนื้อหาไม่ได้เกี่ยวข้องกับพระเจ้าสาวัตถีโดยตรง จะเป็นเรื่องของโอรสองค์โตที่มีนามว่า พระทุลอง หรือ เจ้าชายดอยหลวง ตัวประกันผู้อาภัพ .... ชีวิตของพระทุลองไม่ได้ต่างจากเรื่องราวของพระนเรสหรือสมเด็จพระนเรศวรเท่าไรนัก ..... เราชาวล้านนาก็ไม่ควรที่จะลืมเรื่องราวของพระองค์เช่นกัน

พระเจ้าเชียงใหม่สาวัตถีมีโอรส 3 องค์ คือมังทุลอง, มังแรทิปปะ และมังสโทค้อย ในมหาราชวงศ์พม่าฉบับที่นายต่อแปลในสมัย ร.5 เรียกพระทุลองว่า มังสาทุลอง โดยคำว่า สา หรือออกเสียงภาษาพม่าว่า ตา แปลว่า ลูกชาย ซึ่งหากแปลเป็นภาษาไทยควรจะแปลว่า พระโอรส(ทุลอง) มากกว่า พระทุลองเกิดยามเมื่อเจ้าฟ้าสาวัตถีและมเหสีเดินทางจากหงสาวดีมาเชียงใหม่ โดยใช้เส้นทางที่ในปัจจุบันเป็นรัฐกะเหรี่ยงเข้ามาทางเมืองยวมหรืออำเภอแม่เสรียงในปัจจุบัน-ฮอดต่อแดนเมืองแจมจึงเข้ามาถึงเมืองเชียงใหม่ หลักฐานปรากฏในโคลงมังทรารบเชียงใหม่ ว่าเจ้าฟ้าสาวัตถี ได้สลักรูปพระพุทธรูปไว้ และเรียกสถานที่แห่งนั้นว่า ปางจากสาวัตถี เนื่องจากพระองค์ต้องจากเมืองสาวัตถีที่พระองค์ครองมา ซึ่งเมืองสาวัตถีนี้อยู่บริเวณด้านตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองแปร

มเหสีของพระเจ้าสาวัตถีประสูตรพระโอรสตรงแดนเมืองฮอดต่อแดนเมืองแจม และตั้งชื่อโอรสองค์นั้นว่า พระดอยหลวง ตามที่ดอยอินทนนท์ที่ชาวเมืองเชียงใหม่เรียกในขณะนั้น (ต่อมาในสมัยหลังเรียกดอยอ่างกา และดอยอินทนนท์ในปัจจุบัน) คำว่า ดอยหลวง ออกเสียงเป็นภาษาพม่าว่า ทุลอง หลักฐานปรากฏใน U Kala Mahayazawingyi

ในช่วงที่พระเจ้าสาวัตถีครองเมืองเชียงใหม่ มีศึกอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากแผ่นดินพม่านั้นกว้างใหญ่มีเมืองประเทศราชอโยธยา ล้านนา ลาว เงี้ยว ซึ่งก่อกบฎแข็งเมืองอยู่เนืองๆ และแผ่นดินเงี้ยวที่ติดกับยูนานก็ต้องรบกับพวกจีนพวกฮ่อตลอดเวลา เมื่อพระเจ้าหงสาวดีช้างเผือก หรือบุเรงนองสวรรคต อโยธยาก็ก่อกบฎคิดแยกเป็นเอกราช ดังปรากฏในเรื่องของสมเด็จพระนเรศวรที่กำลังฉายและจะฉายในอีกไม่กี่วันนี้ พระนเรสกษัตริย์อโยธยานั้นเป็นผู้มีความสามารถ จนอโยธยาสามารถประกาศอิสรภาพได้ พระเจ้าสาวัตถีกษัตริย์เชียงใหม่ได้สวามิภักดิ์อโยธยาประมาณปี พ.ศ. 2142 ภายหลังจากที่กษัตริย์ล้านช้างพยายามจะมาตีเอาเมืองล้านนาจนรุกคืบเข้าถึงเมืองเชียงใหม่ และฝ่ายเจ้าผู้ครองเมืองในล้านนาซึ่งเป็นทายาทผู้มีอำนาจเดิมก่อนที่จะเสียเอกราชให้กับพระเจ้าบุเรงนอง ได้เข้าเป็นพวกเดียวกับพระเจ้าล้านช้างด้วย (ดูเพิ่มในพื้นเมืองน่าน)

พระเจ้าสาวัตถีต้องส่งธิดา ลงไปเป็นตัวประกัน (ติดตามในเรื่องพระนเรศวรตอนที่ 2 ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2550) และพระทุลองโอรสต้องไปเข้าทัพกับพวกอโยธยาซึ่งถูกเกณฑ์ไปตีเมืองทวายตองอู และเมืองแปร ปรากฏในพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่า มเหสีของพระเจ้าสาวัตถีสวรรคต เมืองเชียงใหม่ขอพระเจ้าทุลองผู้เป็นโอรสขึ้นไปจัดการเรื่องศพ และอโยธยาให้มังแรทิปปะ (พระชัยทิพ) อยู่เป็นตัวประกันแทน ครั้นเมื่อสมเด็จพระนเรศวรสวรรคตแล้ว สมเด็จพระเอกาทศรถได้มีพระบรมราชโอการโปรดเกล้า ให้นำพระทุลองลงมาอยู่ ณ กรุงอโยธยาด้วย จวบจนพระเจ้าสาวัตถีสวรรคต บ้านเมืองเป็นจราจลเพราะการแย่งอำนาจกันระหว่างมังแรทิปปะ (ตนกลาง) และมังสโทค้อย (พระซ้อย หรือตนซ้อย) ขุนนางกลุ่มหนึ่งไปเชิญพระทุลองขึ้นมา แต่ยังไม่ทันถึงก็ยกเอาพระซ้อยขึ้นเป็นกษัตริย์เชียงใหม่ ต่อมาขุนนางปลดเอาพระซ้อยลงและเอามังแรทิปปะขึ้นแทน สมัยของมังแรทิปปะครองเมืองบ้านเมืองวุ่นวาย ขุนนางฝ่ายพญาแสนหลวง พญาจ่าบ้าน กับเจ้าเมืองละคอน(ลำปาง) เชียงราย เป็นกบฎเข้ายึดเมืองเชียงใหม่ และยกเอาพระซ้อยเป็นกษัตริย์ เหมือนเดิม ฝ่ายเมืองน่าน กับฝ่ายขุนนางข้างมังแรทิปปะขอให้กษัตริย์พม่ายกทัพมาช่วย ฝ่ายพระซ้อยขอทัพพระทุลองจากอโยธยามาช่วย เมื่อพระทุลองทราบเรื่องก็ยกทัพจากอโยธยาขึ้นมา พม่าตีเมืองเชียงใหม่ได้ พระทุลองนำทัพล้อมเมืองไว้ แต่สวรรคตกระทันหัน สุดท้ายอโยธยายกทัพกลับ เมืองเชียงใหม่จึงตกเป็นของพม่า ในปี พ.ศ. 2157 ปรากฎในโคลงมังทรารบเชียงใหม่

หมายเหตุ ในมหาราชวงศ์พม่าที่นายต่อแปลในสมัย ร.5 ไดเกล่าวรวบความ ต้องไปตรวจสอบกับ ฉบับภาษาพม่าจริงๆ ความจึงจะไม่วกวน

ขอจบเรื่องพระทุลองตัวประกันผู้อาภัพผู้มีความเกี่ยวข้องกับดอยอินทนนท์ เพียงเท่านี้
ส่วนเรื่องราวของน้องสาวหรือพระขนิษฐาธิดาของพระเจ้าสาวัตถีอีกองค์หนึ่ง จะพยายามค้นหาเรื่องราวมาเสนอต่อไป

หากจะเปรียบ สมเด็จพระนเรศวร ก็เหมือนพระทุลอง และน้องสาวที่เป็นสนมของสมเด็จพระนเรศวร ก็คงจะไม่ต่างกับสมเด็จพระนางสุพรรณกัลยาณี ที่ต้องไปเป็นเมียเชลยกษัตริย์พม่าคราวนั้น



จากบล็อค http://www.lannaworld.com/cgi/lannaboard/reply_topic.php?id=36965

ข้อแก้ข้อความที่กล่าวว่า พระเจ้าสาวัตถีกษัตริย์เชียงใหม่ได้สวามิภักดิ์อโยธยาประมาณปี พ.ศ. 2142

เป็น พระเจ้าสาวัตถีกษัตริย์เชียงใหม่ได้สวามิภักดิ์อโยธยาประมาณปี พ.ศ. 2139 ค่ะ

ทางสายธาตุ
23-08-2009, 08:25 AM
หนังสือ : ลัทธิชาตินิยมกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เทพเจ้าแห่งความรักชาติของคนไทย
ผู้เขียน : เอื้อ บุษปะเกศ หงสกุล
เนื้อหา : บทที่ 3 ผลงานของลัทธิชาตินิยมที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงนำมาใช้ ..หน้า 82

ศึกเมืองทะวาย-ตะนาวศรี


ทัพกรุง ซึ่งมีพระยาพระคลังเป็นหัวหน้า พาพวกถูกภาคทัณฑ์ยกไปถึงเมืองทะวาย เจ้าเมืองทะวายกับเจ้าเมืองตะนาวศรีก็บอกเข้าไปยังหงสาวดี แต่หนังสือยังไม่ถึงก็พบกับทัพพวกพระยารามัญที่ต้องโทษยกมาถึงเมืองเมาะตะมะ ได้ทราบว่าชาวเมืองตะนาวศรี เมืองทะวายและเมืองมะริดกำลังรบอยู่กับชาวกรุงแล้ว



http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=677842&stc=1&d=1250994259



พระยาจักรียกไปถึงแดนเมืองตะนาวศรี ก็ตีบ้านรายทางเข้าไปจับผู้คนไว้ได้มาก แล้วยกเข้าล้อมเมืองตะนาวศรีไว้

ทัพพระยาพระคลังนั้นยกเข้าตีเมืองทะวาย ชาวเมืองยกออกมาต่อสู้ก็ถูกตีแตก ทัพไทยเข้าล้อมเมืองไว้ 20 วัน เจ้าเมืองก็ยอมแพ้ ฝ่ายกองทัพพระยารามัญทั้งหลาย ยกลงไปจากเมืองเมาะตะมะพอปะทะกับกองทัพไทย ก็ถูกตีแตกกระจัดกระจายไป บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก เมืองทะวาย และเมืองตะนาวศรีเคยเป็นของไทยมาแต่ครั้งกรุงสุโขทัย พม่ามาชิงไปในสมัยบุเรงนองมาตีกรุงศรีอยุธยา จึงเป็นอันว่าได้เมืองทั้งสองคืนมา



ต่อมาภายหลังเมืองต่างๆ ตั้งแต่เมืองเมาะตะมะตลอดมาจนถึงพรมแดนไทย ก็ต่างพากันอ่อนน้อมต่อไทยหมดทุกเมือง

ทางสายธาตุ
23-08-2009, 08:48 AM
<TABLE id=table9 style="BORDER-TOP-WIDTH: 0px; BORDER-LEFT-WIDTH: 0px; BORDER-BOTTOM-WIDTH: 0px; BORDER-RIGHT-WIDTH: 0px" width="98%" border=1><TBODY><TR><TD style="BORDER-RIGHT: medium none; BORDER-TOP: medium none; BORDER-LEFT: medium none; BORDER-BOTTOM: medium none" align=middle></TD></TR><TR><TD style="BORDER-RIGHT: medium none; BORDER-TOP: medium none; BORDER-LEFT: medium none; BORDER-BOTTOM: medium none"><TABLE id=table10 style="BORDER-RIGHT: #2e3d22 3px groove; BORDER-TOP: #2e3d22 3px groove; BORDER-LEFT: #2e3d22 3px groove; BORDER-BOTTOM: #2e3d22 3px groove" height=327 width="100%" border=1><TBODY><TR><TD vAlign=top align=left><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=5 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD align=middle bgColor=#800000>http://www.our-teacher.com/our-teacher/article/images/Untitled-1-copy.gif</TD></TR><TR><TD align=left>เมื่อกล่าวถึงเมืองพิชัยคนทั่วไปจะต้องรู้จักพระยาพิชัยดาบหัก ผู้ยืนถือดาบคู่ต่อสู้กับศัตรูอย่างองอาจกล้าหาญจนดาบหัก ท่านจึงเปรียบเสมือนสัญลักษณ์เมืองแห่งชัยชนะ เมืองแห่งบรรพบุรุษนักรบที่อนุชนคนรุ่นหลังพากันภาคภูมิใจในเกียรติภูมิและความเป็นชายชาติทหารของท่าน เมืองพิชัยเคยถูกสถาปนาให้เป็น หัวเมืองหน้าด่านชั้นตรี ในการสู้รบกับข้าศึกมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา จวบจน กระทั่งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง...



วีรบุรุษที่สำคัญของเมืองนี้ นอกจากพระยาพิชัยดาบหัก ทหารเอกคู่พระทัย ในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชแล้ว ยังมีทหารเอกฝีมือดีอีกท่านหนึ่ง ที่ผู้คนชาวไทยยังไม่คุ้นเคยกับชื่อนี้ ท่านผู้นั้นคือ พระชัยบุรี ทหารเอกคู่พระบารมีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สองทหารเอกต่างยุคต่างสมัย ต่างรับราชการสนองพระเดชพระคุณยอมพลีกายถวายชีวิต เพื่อกอบกู้เอกราชให้คนไทยทั้งชาติได้มีแผ่นดินอาศัยอย่างมีความสุขจนทุกวันนี้…
ผู้เขียนได้เพียรพยายามค้นหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์เพื่อเป็นข้อมูลฯ ในการเผยแพร่ชีวประวัติทหารเอกที่เคยรับใช้ พระเจ้าแผ่นดินมหาราช เป็นการเชิดชูเกียรติ อันจะเป็นแบบอย่างแก่ชนรุ่นหลังได้จดจำวีรกรรม ความดีงามที่ท่านได้สร้างสมเอาไว้ในแผ่นดินสยามแห่งนี้
จากการสืบค้นทางประวัติศาสตร์ : พระชัยบุรี เป็นทหารเอกคู่พระทัยรุ่นแรก ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงไว้วางใจพระราชหฤทัย และนับถือน้ำใจมากที่สุด รับราชการจนมีตำแหน่งสูงสุดของเมืองพิษณุโลก เดิมชื่อ “ดวง” เป็นชาวเมือง สวางคบุรี (แขวงเมืองพิชัย) บรรดาศักดิ์เริ่มแรกในแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ เป็นขุนเดชพระเวทย์แสนศึกสู้ รับราชการจนมีความชอบเป็น ออกพระชัยบุรี ,พระชัยบุรี เจ้าเมืองชัยบาดาล ,พระยาชัยบูรณ์ บรรดาศักดิ์สุดท้าย คือ เจ้าพระยาสุรสีห์พิษณุวาธิราช ผู้ดำรงตำแหน่ง เจ้าเมืองพิษณุโลก ในปี พ.ศ.๒๑๓๖ ชอบอนุรักษ์ไก่ชน พันธุ์เขียวพาลี


หลักฐานทางประวัติศาสตร์ กล่าวว่า เมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศวรฯ เสด็จขึ้นมาดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราชเมืองพิษณุโลก เมื่อปี พ.ศ.๒๑๑๔ นั้น พระองค์ทรงเกณฑ์บุตรหลานข้าราชการ และเยาวชนรุ่นราวคราวเดียวกับพระองค์มาทำการฝึก และทรงค้นหาคนดีมีฝีมือไว้ใช้ ในราชการ พระชัยบุรี เจ้าเมือง ชัยบาดาล และ พระศรี ถมอรัตน์ เจ้าเมืองศรีเทพ สองทหารเอก รุ่นแรกได้ถูกเรียกตัวเพื่อสนองพระเดชพระคุณ ช่วยราชการเมืองพิษณุโลก ด้วยการศึกษายุทธศาสตร์ พิชัยสงครามรูปแบบใหม่ (ที่สมเด็จพระนเรศวรฯ ทรง ร่ำเรียนมาจาก ราชสำนักพระอาจารย์มังกุโสดอ พระมหาเถรคันฉ่อง และบุเรงนอง) และช่วยถ่ายทอดให้กับนักรบเยาวชนรุ่นแรก ไม่นานนักรบเหล่านั้น ก็เป็นนักรบที่มีคุณภาพ พร้อมที่จะรบเพื่อกอบกู้เอกราช


http://www.our-teacher.com/our-teacher/article/images/Untitled-1.jpg



การยุทธ์ครั้งแรก เมื่อนักรบรุ่นใหม่สำเร็จจากศูนย์รบพิเศษสำนักพระราชวังจันทน์แล้ว เพื่อให้เกิดความชำนาญ สมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงกำหนดสถานการณ์ให้ทหารของพระองค์ปราบโจรผู้ร้ายจริง (สมัยนั้นโจรผู้ร้ายชุกชุมมาก) โดยกำหนดให้โจรผู้ร้ายเปรียบเสมือนข้าศึก เมื่อปราบโจรผู้ร้ายเรียบร้อยราบคาบแล้ว เขมรเกิดแข็งเมือง ซึ่งแต่เดิมนั้นเขมรเป็นเมืองประเทศราชของไทยมาก่อน เห็นว่าไทยสิ้นกำลังก็บังอาจยกกองทัพมาตีเมืองไทยอยู่หลายครั้ง แต่ต้องมาพ่ายแพ้ต่อไทยทุกครั้ง จนถึง พ.ศ.๒๑๒๒ พระยาละแวก ให้พระทศราชายกกองทัพ ๕,๐๐๐ คน มาปล้นเมืองนครราชสีมา และหมายปล้นทรัพย์จับเป็นเชลยชาวเมืองสระบุรี และเมืองอื่นๆ มาเป็นเชลย ขณะนั้นสมเด็จพระนเรศวรฯ เสด็จลงมาประทับในพระนครฯ พอทราบข่าวจึงจัดกำลัง ๓,๐๐๐ คน รีบเสด็จไปดักกองทัพเขมรที่ชัยบาดาลให้ พระชัยบุรี และพระศรีถมอรัตน์ เป็นทัพหน้า คุมพล ๕๐๐ คน ไปตั้งซุ่มอยู่ที่ดง พระยากลาง ฝ่ายเขมรเมื่อตีได้เมืองนครราชสีมาโดยง่าย จึงยกกองทัพมาด้วยความประมาท พอถึงที่ซุ่ม พระยาชัยบุรี และพระศรีถมอรัตน์จึง สั่งให้ทหารออกล้อมรบ ฆ่าฟันทัพเขมรล้มตายแตกหนียับเยินถึงทัพหลวง พระทศราชาแม่ทัพเขมรไม่รู้ว่าทัพไทยมีกำลังพลมากน้อยเพียงใด จึงรีบล่าทัพกลับเขมร เป็นครั้งแรกที่สมเด็จ พระนเรศวรฯ ทรงใช้กลยุทธ์ “คนน้อยชนะคนมาก” แต่นั้นมาเขมรไม่กล้าที่จะย่ำยีไทยอีกต่อไป


เมื่อ พ.ศ.๒๑๒๔ หลังจากที่บุเรงนองสวรรคตแล้ว “มังไชยสิงห์” ราชโอรสขึ้นครองราชย์ ทรงพระนามว่า “นันทบุเรง” ทรงแต่งตั้ง “มังกะยอชวา” เป็นพระมหาอุปราชา มีความระแวงว่าไทยจะตั้งแข็งเมือง จึงตรัสสั่งให้ นันทสุ และ ราชสงคราม เป็นแม่กองดำเนินการสร้างทางตั้งแต่ เมาะตะมะ ถึง กำแพงเพชร เพื่อผลทางสงคราม หากอยุธยาหรือล้านช้างคิดจะตั้งแข็งเมือง


ลุ ถึง พ.ศ.๒๑๒๗ เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงประกาศอิสรภาพที่เมืองแครงแล้ว นันทสุ และราชสงคราม ได้คุมไพร่พลไทยใหญ่ทำทางอยู่ที่กำแพงเพชร และทราบว่ากองทัพสมเด็จพระนเรศวรฯ กำลังยกมาโดยมีพระชัยบุรี และพระศรีถมอรัตน์ เป็นทัพหน้า จึงได้ยกทัพถอยหนี แต่มาทันกันที่ตำบล แม่ระกาได้เกิดสู้รบกันถึงขั้นชนช้าง พระชัยบุรีขี่ช้างพลายปืนพระราม ได้ชนกับช้างนันทสุเป็นสามารถ นันทสุจ้วงฟันด้วยของ้าว ต้องนิ้วชี้พระชัยบุรีกระทบ ข้อขาด แต่ช้างนันทสุทานกำลังช้างพระชัยบุรีไม่ได้จึงพ่ายไป ส่วนพระศรีถมอรัตน์ขี่ช้างพลายศัตรูพินาศ ได้ชนด้วยช้างราชสงคราม ช้างพม่าพ่ายแพ้หนีไปทางตำบลแมงรางชาง เมื่อทัพไทยได้รับชัยชนะแล้วจึงกลับคืนมายังกองทัพหลวงที่ตำบลเชียงทอง เพื่อปรับกำลังทำศึกต่อไป เมื่อขับไล่พม่าจนพ้นเมืองกำแพงเพชรแล้วสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้ตรัสสั่งให้พระชัยบุรีเป็นแม่ทัพ และเป็นที่ปรึกษาทัพ (เสนาธิการ) ยกไปปราบพระยาพิไชย และพระยาสวรรคโลก ที่ตั้งตนเป็นกบฏ และสามารถจับพระยาทั้งสองได้ สมเด็จพระนเรศวรฯ มีพระราชดำรัสให้มัดพระยาทั้งสอง ตระเวรรอบทัพ แล้วให้ประหารเสีย


ตั้งแต่สมเด็จพระนเรศวรเสวยราชย์ เมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๑๓๓ ยังเสด็จประทับอยู่ที่วังจันทน์เกษมต่อ ๒ ปี เมื่อสิ้นศึกยุทธหัตถีจนตีได้เมืองทะวาย และตะนาวศรีแล้ว จึงทำพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร เสด็จประทับในพระราชวังหลวง เมื่อเดือน ๑๐ ปีมะเส็ง พ.ศ.๒๑๓๖ แล้วโปรดให้กลับหัวเมืองเหนือ ซึ่งได้ทิ้งร้างอยู่ ๘ ปีขึ้นอย่างเดิม และทรงตั้งข้าราชการที่มีความชอบเป็นเจ้าเมือง คือให้ พระยา ชัยบูรณ์ (น่าจะเป็นคนเดียวกับพระชัยบุรี ทหารเอกที่เป็นข้าหลวงเดิมเคยรบพุ่งมาตั้งแต่แรก) เป็นเจ้าพระยาสุรสีห์ฯ เจ้าเมืองพิษณุโลก ให้พระยาศรีไสยณรงค์ (ดูน่าจะเป็นคนเดียวกับ พระศรีถมอรัตน์ ทหารเอกที่เคยคู่กับพระชัยบุรี) เป็นเจ้าเมืองตะนาวศรี (คัดลอก : จากหนังสือ พระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระนิพนธ์สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ : พิมพ์ที่ โรงพิมพ์สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี นายเมธี บริสุทธิ์ ผู้พิมพ์โฆษณา พ.ศ.๒๕๒๑ : หน้า ๖๖)



ครั้นถึง พ.ศ.๒๑๓๙ เมืองเชียงใหม่ ขอสวามิภักดิ์เป็นเมืองขึ้นของไทย สมเด็จพระนเรศวรฯ รับว่าจะช่วยเมืองเชียงใหม่ ขณะนั้นกองทัพล้านช้างจะเข้าตีเชียงใหม่ พระองค์ โปรดเกล้าให้ เจ้าพระยาสุรสีห์ฯ เป็นผู้แทนพระองค์เจรจา ไกล่เกลี่ยระหว่างเชียงใหม่และล้านช้าง ด้วยพระบารมีของพระองค์ทำให้เกิดการประสานความเข้าใจทั้งสองเมือง หันมาปรองดองกันโดยมิต้องสูญเสียชีวิตทหารแม้แต่คนเดียว



และ พ.ศ.๒๑๔๒ สมเด็จพระนเรศวรฯ มีความพยายามที่จะตีเมืองหงสาวดี แต่ด้วยพระเจ้าตองอูคิดไม่ซื่อ พาพระเจ้าหงสาวดีเสด็จหนีไปเมืองตองอู สมเด็จพระนเรศวรฯ จำต้องเสด็จยกกองทัพตามตีกองทัพพระเจ้าตองอู เมื่อเสด็จถึงตองอูพระองค์ตรัสสั่งให้ เจ้าพระยาสุรสีห์ฯ เป็นเสนาธิการดูแลกองทัพทั้งปวง.....การศึกครั้งนี้ แม้จะตีเมืองตองอูไม่ได้สมเจตนารมณ์ เนื่องจากปัจจัยทางด้านการส่งกำลังบำรุง แต่ได้สอนบทเรียนจนพม่าครั่นคร้ามฝีมือไม่กล้าที่จะติดตาม เมื่อสมเด็จพระนเรศวรฯ ตรัสสินพระทัยที่จะถอนทัพและพาไพร่พลส่วนหนึ่งกลับอยุธยาได้โดยปลอดภัย กำลังส่วนหนึ่งได้แบ่งให้สมเด็จพระเอกาทศรถยกมาระงับเหตุกรณีพิพาทระหว่างพระเจ้าเชียงใหม่(มังนรธาช่อ) กับพระยารามเดโช มูลเหตุอันเกิดจากระหว่างที่สมเด็จพระนเรศวรฯ กำลังทำศึก ล้อมเมืองตองอูอยู่นั้น พระยารามเดโช คนที่เจ้าพระยาสุรสีห์ฯ แต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งข้าหลวงปกครองเมืองเชียงแสน เพราะเห็นว่าเป็นชาวพื้นเมือง ผู้คนพากันนับถือโดยมาก และพากันกระด้างกระเดื่องต่อพระเจ้าเชียงใหม่ ผู้คนแบ่งออกเป็น ๒ ฝ่าย พระเจ้าเชียงใหม่จึงร้องเรียนมายังสมเด็จพระนเรศวรฯ ถึงเมืองตองอู เมื่อสมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงถอนกำลังที่เมืองตองอูแล้ว จึงให้สมเด็จพระเอกาทศรถแบ่งกองทัพแยกไปทางเชียงใหม่ เพื่อระงับเหตุดังกล่าว




พระชัยบุรี เป็นเสนาอมาตย์ และเป็นทหารเอกคู่พระทัย ที่มากด้วยความสามารถ และประสบการณ์ รับราชการสนองพระเดชพระคุณด้วยความซื่อสัตย์ จงรักภักดี ถึงขั้นได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์อยู่เสมอ บรรดาศักดิ์ครั้งสุดท้ายได้รับการ โปรดเกล้าฯ เป็นเจ้าพระยาสุรสีห์พิษณุวาธิราช เจ้าเมืองพิษณุโลกอันเป็นหัวเมืองเหนือชั้นเอก รองจาก กรุงศรีอยุธยาราชธานี นับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่เปรียบมิได้ พวกเราลูกหลานเผ่าไทย ขอน้อมรำลึก และสักการะในคุณงามความดีของท่าน... และเหล่านักรบผู้กล้า...ที่มีคุณูปการต่อชาติบ้านเมืองตลอดชั่วนิรันดร์

----------------------------------------


หมายเหตุ การจัดแบ่งหัวเมืองในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
(พ.ศ.๒๑๓๓ – ๒๑๔๘)ดังนี้.

๑. หัวเมืองชั้นเอก ได้แก่ เมืองพิษณุโลก และเมืองนครศรีธรรมราช มีขุนนาง ยศชั้น เจ้าพระยา ศักดินา ๑๐,๐๐๐ ปกครองเมืองพิษณุโลก เจ้าพระยาสุรสีห์ พิษณุวาธิราชเป็นเจ้าเมือง และเมืองนครศรีธรรมราช เจ้าพระยาศรีธรรมราชชาติ เดโชชัย เป็นเจ้าเมือง

๒. หัวเมืองชั้นโท มี ๖ เมือง มีขุนนางชั้น เจ้าพระยา ศักดินา ๑๐,๐๐๐ (คือ เมืองสวรรคโลก สุโขทัย กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ นครราชสีมาและ ตะนาวศรี) เป็น เจ้าเมือง

๓. หัวเมืองชั้นตรี มี ๗ เมือง มีขุนนางชั้น พระยา ศักดินา ๕,๐๐๐- ๙,๐๐๐ (คือ เมืองพิชัย พิจิตร นครสวรรค์ จันทบูรณ์ ไชยา พัทลุง


เอกสารอ้างอิง
หนังสือ ไทยรบพม่า พระนิพนธ์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

หนังสือ พระประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระนิพนธ์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

หนังสือ ก่อกำเนิดเกิดเพื่อเอกราชไทยทั้งชาติ นเรศวรมหาราช โดย บรรยง บุญฤทธิ์

หนังสือ ตามรอยพระยุคลบาท ๔๐๐ ปี แห่งการเสด็จ สวรรคาลัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช โดย พฤฒาจารย์ เรวัตรกิตติวุฒิกร

หนังสือ ลัทธิชาตินิยม กับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เทพเจ้าแห่งความรักชาติของคนไทย โดยเอื้อ บุษปะเกศ หงสกุล
หนังสือที่กำลังอ่านกันอยู่ในกระทู้นี้ค่ะ

หนังสือ เซียนไก่ชน เม.ย.๒๐๐๐ ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑๑





</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE width="100%" border=0><TBODY><TR><TD align=right>โดย ร.ท.ผดล อินทรเทศ</TD></TR></TBODY></TABLE>


</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>

คัดลอกจาก บทความน่าอ่าน [นักเรียนนายร้อยลูกศิษย (http://www.our-teacher.com/our-teacher/article/1article/22-kingnaresuan.htm)

ป.ล.เจ้าพระยาสุรสีห์พิษณุวาธิราช เจ้าเมืองพิษณุโลก ครองเมืองตั้งแต่
ปี พ.ศ. 2136 จากหลักฐานพงศาวดารท่านน่าจะครองถึงปี พ.ศ. 2146
พงศาวดารที่อ้างถึงเรื่องนี้จะกล่าวถึงในภายหลังค่ะ

ทางสายธาตุ
23-08-2009, 10:13 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=5 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD align=left>ในอดีตกาล เมืองพิษณุโลก เคยเป็นราชธานีที่สำคัญถึงสองครั้ง เมื่อสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไท กษัตริย์แห่งราชวงศ์พระร่วงสุโขทัย และสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถกษัตริย์ราชวงศ์เชียงราย จากนั้น เมืองพิษณุโลกจึงถูกลดบทบาทมาเป็นเพียงเมืองมหาอุปราชจนถึงสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

http://www.our-teacher.com/our-teacher/article/images/kingnresuan.jpg


จะขอย้อนกล่าว เมื่อ พ.ศ.๒๑๐๖ เมืองไทยเกิดทุรยศ กษัตริย์พม่านามบุเรงนองต้องการทำสงครามกับอยุธยา จึงหาเหตุขอ ช้างเผือก ๒ เชือก ซึ่งขณะนั้นพระมหาจักรพรรดิ


ผู้เป็นเจ้า มิยอมเสียพระเกียรติ โดยอ้างเหตุช้างเผือกควรอยู่กับผู้มีบุญญาธิการทำให้หงสาวดี กีฑาทัพกษัตริย์ ๕ ทัพ ยกมาตีเมืองไทย กองทัพพม่ายกมาทางด่านแม่ละเมาเข้าตาก พระยาสุโขทัยพาคนจำนวนน้อยเข้าต่อสู้พม่าจนพ่ายแพ้ พระยาสวรรคโลก พระยาพิชัย ยอมอ่อนน้อมต่อพม่า แล้วพากันยกเข้าล้อมเมืองพิษณุโลก พระมหาธรรมราชาได้ต่อสู้ป้องกันเมืองจนสิ้นเสบียง ซ้ำเกิดไข้ทรพิษระบาดหนัก จนพระมหาธรรมราชาจำต้องยอมอ่อนน้อมถือน้ำกระทำสัตย์ต่อพม่าในวันอาทิตย์ เดือนยี่ ปีกุล พ.ศ.๒๑๐๖ แต่ยังให้ครองเมืองพิษณุโลกดังเดิม เมื่อพม่าได้หัวเมืองเหนือสมใจแล้ว พระเจ้าหงสาจึงพาพระยาทั้งสาม (พระมหาธรรมราชา ,พระยาสวรรคโลก ,พระยาพิชัย) มุ่งตีกรุงศรีอยุธยา ในที่สุดก็ต้องเสียให้กับพม่า ครั้งนั้นไทยต้องเสียช้างเผือก ๔ เชือก กับต้องส่งส่วยช้าง ปีละ ๓๐ เชือก เงินปีละ ๓๐๐ ชั่ง และยอมเสียผลประโยชน์ทางด้านภาษีอากรที่เก็บได้ในเมืองมะริดทั้งหมด สิ่งที่สำคัญ พระมหาจักรพรรดิ์ พระราเมศวร พระยาจักรี พระยาสุนทรสงคราม ต้องเป็นตัวประกันในหงสา พระเจ้าหงสายังได้ขอพระนเรศวร ไปทรงชุบเลี้ยงในฐานะตัวจำนำด้วย



ห้าปีต่อมา (พ.ศ.๒๑๑๑) บุเรงนองต้องการตีไทยให้อยู่มือ จึงคิดอุบายให้พิษณุโลก และอยุธยาเป็นอริต่อกัน และสมปรารถนา หงสาต้องใช้แผน “วัสการพราหมณ์” โดยให้พระยาจักรีสร้างความวุ่นวายจนอยุธยาระส่ำระสายอ่อนล้าเต็มที่แล้ว นัดลอบให้สัญญาณกองทัพพระเจ้าหงสาโจมตีกรุงศรีอยุธยาทุกด้าน ในที่สุดก็ต้องเสียให้แก่พม่า เมื่อวันอาทิตย์ เดือน ๙ แรม ๑๑ ค่ำ ปีมะเส็ง พ.ศ.๒๑๑๒ เมื่อพม่าได้เมืองแล้ว ทำการริบทรัพย์จับเป็นเชลยตามใจชอบ คงเหลือคนไทยไว้ประจำเมืองเพียงหมื่นคน นอกนั้นกวาดต้อนไปหงสาจนสิ้น พระยาจักรีผู้เป็นไส้ศึก ได้รับปูนบำเหน็จจากพระเจ้าหงสาให้ไปครองเมืองพิษณุโลก แต่เจ้าตัวปฏิเสธ อ้างไม่รู้จะมองหน้าชาวเมืองพิษณุโลกอย่างไร จึงขอไปรับราชการที่หงสาในตำแหน่งสอพิณญาอยู่หงสาอยู่หน่อยหนึ่ง พม่าหาเหตุจับฆ่าแล้วด่าทอให้เสียหายก่อนตายว่า “แม้ชาติตัวยังทรยศได้ อยู่หงสาต่อไปรังแต่จะหนักแผ่นดิน ให้เอาไปประหารเสีย”


เมื่อพระเจ้าหงสาตีกรุงศรีอยุธยาได้แล้ว จึงอภิเษกพระมหาธรรมราชาเป็นเจ้า นามว่า “พระศรีสรรเพชญ” ในวันศุกร์ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีมะเส็ง พ.ศ.๒๑๑๒ พระเจ้าแผ่นดินคนใหม่ได้ถวายพระสุวรรณเทวี แด่พระเจ้าหงสา เพื่อแลกตัวพระอนุชา “พระนเรศวร” มาช่วยดูแลบ้านเมือง แล้วสถาปนาพระนเรศวรเป็นมหาอุปราชให้ครองเมืองพิษณุโลก ในขณะนั้นพระองค์ ทรงขอศึกษาดูราชการอยู่ที่พระนครก่อนราวหนึ่งปี และใน พ.ศ.๒๑๑๔ พระนเรศวรจึงได้เสด็จขึ้นครองเมืองพิษณุโลกด้วยพระชันษา ๑๖ ปี สิ่งแรกที่พระองค์ทรงกระทำคือ เร่งศึกษาค้นคว้าถึงมูลเหตุทั้งหลายที่ทำให้เมืองไทยต้องพ่ายแพ้สงครามต่อพม่า ข้อได้เปรียบ เสียเปรียบของทั้งสองฝ่าย และวิธีที่จะทำลายข้อได้เปรียบของศัตรู พระองค์ทรงแก้ไขตำราพิชัยสงครามให้ทันสมัย (ยังมีหลักฐานปรากฏอยู่ที่หอพระสมุดแห่งชาติจนทุกวันนี้)


สำหรับการเลือกสรรบุคคลที่จะนำมาใช้งานนั้น พระองค์ทรงเลือกบรรดาบุตรข้าราชการ ซึ่งอยู่ในวัยเดียวกันกับพระองค์เป็นส่วนใหญ่ ทรงเริ่มวางแผนฝึกอบรมปลุกจิตสำนึกให้คนไทยเกิดความรุกรบรักชาติ เลิกเกรงกลัวพม่า ซึ่งนับว่าเป็นภารกิจที่กล้าหาญ ท้าทาย และทรงใช้ความวิริยะอุสาหะท่ามกลางทหารพม่าที่ตั้งควบคุมอยู่ หลังจากนั้นพระองค์ได้ทรงจัดตั้ง หน่วยกล้าตายขึ้น โดยใช้พื้นที่เมืองพิษณุโลก มีศูนย์กลางอยู่ที่บริเวณค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราชปัจจุบัน ยังมีร่องรอย เนินพลับพลา ทรงประทับทอดพระเนตรการฝึกทหารของพระองค์ปรากฏให้เห็นจนทุกวันนี้ และในไม่ช้าพระองค์ก็มีกองทหารที่มีขีดความสามารถในการรบพิเศษ พร้อมที่จะแจกจ่ายไปเป็นผู้นำกองทัพแต่ละพื้นที่ได้จำนวนมาก พระองค์มีทหารองค์รักษ์ชั้นเยี่ยมคู่พระทัยถึง ๑๓๖ คน แต่ละคนมีความสามารถพิเศษในด้านการสงครามเป็นเลิศ พร้อมที่จะตายแทนพระองค์ได้ทุกโอกาส เมื่อพระองค์ทรงฝึกปรือทแกล้วทหารจนชำนาญแล้ว พระองค์ได้นำทหารเหล่านั้นไปทดลองปราบปรามโจรผู้ร้าย ซึ่งได้ก่อความเดือดร้อนแก่ประชาชนทุกหย่อมหญ้า โดยสมมุติสถานการณ์ว่า พวกกองโจรคือข้าศึก และในที่สุดกองทหารที่เข้มงวด และมีระเบียบวินัยของพระองค์ก็สามารถปราบโจรผู้ร้ายเรียบร้อยราบคาบเมื่อพวกโจรถูกปราบจนสิ้นแล้ว พระองค์ได้มุ่งเป้าหมายไปยังเขมร ด้วยขณะนั้นเขมรยังเป็นเมืองขึ้นของไทย แต่เมื่ออยุธยาพลั้งเผลอหรือ อ่อนล้าเมื่อไร เขมรเป็นต้องยกทัพมาตีไทยและกวาดต้อนคนไทยไปเป็นเชลยทุกครั้ง ทำให้พระนเรศวรทรงพิโรธยิ่งนัก
ต่อมา พ.ศ.๒๑๒๑ พระยาละแวกกษัตริย์เขมรได้ส่งพระยาอุเพสราช และพระยาจีนจันตุ สองแม่ทัพใหญ่ยกทัพเรือข้ามอ่าวไปตีเมืองเพชรบุรี เข้าปล้นเมืองอยู่สามวันรี้พลตายมากเข้าเมืองไม่ได้ พระยาจีนจันตุ ทำแสร้งอ่อนน้อมต่อไทยอยู่หน่อยหนึ่งก็หนีจากไทย พระนเรศวรลงมาเฝ้าพระราชบิดาที่อยุธยาทรงทราบเหตุการณ์รีบลงเรือกาบกัลยา เพื่อตามจับตัวพระจีนจันตุและมาทันกันที่ปากน้ำ เกิดการยิงต่อสู้กันขึ้น พระจีนจันตุได้ยิงถูกรางปืนที่พระนเรศวรทรงประทับจนแตก เป็นที่หวาดเสียวต่อผู้พบเห็นเป็นอันมาก จนพระเอกาทศรถต้องรีบนำเรือของพระองค์มาทรงขวางไว้ เพื่อมิให้พระเชษฐาได้รับอันตราย ในขณะนั้นเรือของพระยาจีนจันตุกางใบต้องลมพอดี และสามารถหลบหนีไปได้หวุดหวิด และในปีต่อมา พ.ศ.๒๑๒๒ พระยาละแวกได้ส่งพระทศราชา และพระสุรินทราชา ยกกองทัพเข้ามาทางนครราชสีมา เพื่อเข้ามากวาดต้อนผู้คนเมืองสระบุรีเป็นเชลย พระนเรศวรทรงทราบข่าว ได้จัดขบวนช้างเร็ว ม้าเร็ว และไพร่พล จำนวนสามพันรีบยกเสด็จไป จึงมีรับสั่งให้พระยาชัยบุรี เจ้าเมืองชัยบาดาล (ภายหลังคือเจ้าพระยาสุรสีห์ เจ้าเมืองพิษณุโลก)และพระศรีถมอรัตน์ เจ้าเมืองศรีเทพ(ภายหลังคือพระยาศรีไสยณรงค์เจ้าเมืองตะนาวศรี ) สองทหารเอก รุ่นแรก ยกทหารห้าร้อยเป็นกองหน้า คอยซุ่มสองฟากทาง ด้วยทัพเขมรยกเข้ามาด้วยความประมาท จึงถูกกองทัพหน้าของไทยโจมตีไล่ฆ่าฟันจนแตก ไปจนถึงทัพหลวง ทัพหลวงคิดว่าทัพไทยคงจะยกมากันมาก ก็พากันแตกกระเจิงกลับกัมพูชาแทบไม่ทัน ทั้งสองเหตุการณ์เป็นที่กล่าวขวัญไปจนถึงหงสาว่า พระนเรศวรทรงพระปรีชากล้าหาญยิ่งนัก นับเป็นจุดเริ่มแรกที่พระองค์และทหารรุ่นแรกของพระองค์ได้แสดงแสนยานุภาพทางทหาร ใช้คนน้อยชนะคนมาก จนเป็นที่เลื่องลือ


http://www.our-teacher.com/our-teacher/article/images/pra-wat.jpg


สำหรับเนินพลับพลา สำคัญดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น มีประวัติเล่ากันต่อมาว่า หลังจากที่สิ้นยุคสมเด็จพระนเรศวรมหาราชแล้ว ได้มีการสร้างพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ นำมาประดิษฐาน ไว้บนเนินพลับพลาแห่งนี้ ซึ่งขณะนั้นเรียกกันว่า (หลวงพ่อขาวบนมูลดินอินทราราม) ยังไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างในสมัยใด ใครเป็นผู้สร้าง ต่อมาได้มีการอัญเชิญพระพุทธรูปดังกล่าวลงเรือเพื่อนำไปประดิษฐานไว้ ณ วัดจุฬามณี ได้ให้ช่างชาวพม่า ชื่อ หม่องทินผิว ทำการบูรณะปฏิสังขรขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๘ ลักษณะพระพักตร์จึงละม้ายคล้ายพระพม่าดังที่เห็น เรื่องกฤษดานิหารลือกันว่า