zipper
29-06-2005, 10:34 AM
ได้ข่าวมาว่าตอนนี้เค้ามีธนาคารเลือดสุนัขแล้ว ใครที่มีสุนัขก็สามารถนำสุนัขไปบริจาคเลือดได้ ที่ โรงพยาบาลสัตว์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน โทรศัพท์ (๐๒) ๙๔๒-๘๗๕๖-๕๙
อันนี้เป็นรายละเอียดเอามาให้อ่าน
<hr>
<p><font size="+3" color="#CC0000">ธนาคารเลือดสุนัข</font></p><font size="-1"><a href="http://www.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=0509010248&srcday=2005/02/01&search=no" target="_blank"><b>เทคโนโลยีชาวบ้าน</b> รายงานพิเศษ
วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๘ ปีที่ ๑๗ ฉบับที่ ๓๕๒</a></font>
<hr noshade>
สิ่งสำคัญที่ต้องรักษา สามารถยืดชีวิตเพื่อนรักไว้ให้ยาวนานที่สุดก็คือ "สุขภาพ" แต่บางครั้งโรคภัยไข้เจ็บก็อยู่เหนือการควบคุม เช่น ในกรณีที่สุนัขแสนรักป่วยหนักต้องเข้ารับการผ่าตัด แต่ความต้องการถ่ายเลือดในการรักษาสุนัขป่วยในแต่ละครั้งมีปริมาณมาก อีกทั้งการขาดแคลนเลือดสำรองในกรณีฉุกเฉินหรือการผ่าตัดต่างๆ
เหล่านี้คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิด "ธนาคารเลือดสุนัข" อีกหนึ่งบริการของโรงพยาบาลสัตว์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน
สำหรับเลือดที่ได้มาแล้ว จำเป็นต้องมีกระบวนการจัดเก็บที่มีประสิทธิภาพ ด้วยเลือดทุกหยดมีคุณค่า ทางโรงพยาบาลจึงต้องจัดเก็บอย่างดี ต้องแยกและจัดเก็บเลือดไว้ให้นาน เพื่อที่จะสามารถสร้างประโยชน์ได้มากกว่าการถ่ายเลือดเพียงหนึ่งครั้ง ในทุกปีที่ผ่านมาทางโรงพยาบาลจึงต้องขอบริจาคเลือดอยู่ตลอด เพราะว่าการผ่าตัดในบางครั้งสุนัขที่ผ่าตัดเสียเลือดมาก หรือกรณีอุบัติเหตุ โรคพยาธิในเม็ดเลือดอย่างรุนแรงก็จำเป็นที่จะต้องมีเลือดที่จะรองรับในจุดนี้ด้วย
<p> </p><p></p><p><font size="+2" color="#CC0000">การให้เลือดปลอดภัยไร้ปัญหา</font></p>
เลือดของสุนัขก็คล้ายกับเลือดของมนุษย์คือ ประกอบด้วยเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือดและน้ำเลือด และเลือดที่ได้รับบริจาคจากสุนัขก็สามารถแยกออกเป็นส่วนประกอบต่างๆ เพื่อการใช้งานตามวัตถุประสงค์ความต้องการของสุนัขป่วยที่ต้องการที่จำเพาะ และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดของเลือดที่ได้รับบริจาคสุนัข แต่โดยทั่วไปสุนัขที่ต้องการเลือดมักจะต้องการเม็ดเลือดแดง หรือน้ำเลือดมากที่สุด<table width="275" border="0" cellspacing="0" cellpadding="5" align="left"><tr><td bgcolor="#F2E6E6"><p><font size="+2" color="#0066CC">วิธีการ ในการบริจาคเลือดสุนัข</font></p><p><font size="-1"> หลังจากเจ้าของตัดสินใจ นำสุนัขแสนรัก ร่วมกันทำบุญ โดยติดต่อยัง ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ของโรงพยาบาลสัตว์ มก. แล้ว เจ้าหน้าที่จะนำสุนัขมาตรวจเช็กสุขภาพ และตรวจเลือดกับสัตวแพทย์ หากสุนัขมีผลตรวจเลือดผิดปกติ ทางโรงพยาบาลจะแจ้งให้ทราบทันที </font></p><p><font size="-1"> เมื่อตรวจเรียบร้อยแล้ว สัตวแพทย์จะให้ยาซึม เพื่อป้องกันสุนัขดิ้นระหว่างการเจาะเลือด เนื่องจากบริเวณที่ใช้ในการเจาะเลือด คือบริเวณลำคอ ถ้าสุนัขดิ้นอาจเกิดอันตรายได้ การวางยาซึมนี้จะไม่มีผลข้างเคียงใดๆ หากแต่สุนัขจะมีอาการง่วงซึมเท่านั้น </font></p><p><font size="-1"> ในการบริจาค ๑ ครั้ง จะเก็บเลือดปริมาณ ๑ ยูนิต (Unit) หรือ ๓๕๐ ซีซี ซึ่งโดยปกติความสามารถในการให้เลือด จะอยู่ระหว่าง ๑๐-๒๐ ซีซี ต่อน้ำหนัก ๑ กิโลกรัม และความถี่ในการบริจาคเลือดทุกๆ ๔-๖ เดือน เมื่อสามารถเก็บผลเลือด ได้ตามความต้องการแล้ว สัตวแพทย์จะให้ยาบำรุงเลือด พร้อมบัตรประจำตัวผู้บริจาคเลือด โดยการบริจาคจะไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น </font></p><p><font size="-1"> จากวิธีการนี้ ท่านกับเจ้าตูบแสนรักก็ถือว่าได้ ทำบุญช่วยเหลือสัตว์อื่นๆ ได้แล้วค่ะ</font></p>
</td><td> </td></tr></table><p> การให้เลือด หรือเม็ดเลือดแดง มักจะใช้กรณีเพื่อการรักษาโรคโลหิตจาง (anemia) นอกจากนี้แล้ว สุนัขอาจจะต้องการเลือด ในกรณีที่ได้รับอุบัติเหตุ หรือกรณีผ่าตัดศัลยกรรม หรือกรณีที่สัตว์ป่วย ไม่สามารถสร้างเม็ดเลือดแดงได้ หรือกรณีที่เม็ดเลือดแดงในร่างกาย ถูกทำลายอย่างรุนแรง (จากโรค เช่น พยาธิในเม็ดเลือดแดง เป็นต้น) </p>
สำหรับน้ำเลือด (plasma) ประกอบด้วย โปรตีน หรือเอนไซม์ต่างๆ ซึ่งมีความสำคัญ เกี่ยวกับการทำให้เลือดมีการแข็งตัว (clot) มักมีความจำเป็น สำหรับการรักษาภาวะเลือดออก (bleeding) อันเนื่องมาจากโรคตับ หรือกรณีที่เกิดเลือดออก จากการได้รับสารหนู (rodent poison) นอกจากนี้ น้ำเลือดยังมีความจำเป็นสำหรับสุนัขป่วย ที่มีระดับโปรตีน หรืออัลบูมินในเลือดต่ำ ส่วนประกอบอื่นๆ ของน้ำเลือด เช่น cryoprecipitate จะใช้สำหรับการรักษาโรคเลือดไหลไม่หยุด (hemophillia) หรือโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวกับปัญหาภาวะเลือดออกไม่หยุด อันเนื่องมาจากพันธุกรรม
ทางโรงพยาบาลได้จัดมาตรการต่างๆ เพื่อความปลอดภัยของสุนัข ผู้มาบริจาคเลือด เช่น ตรวจสุขภาพก่อนเก็บเลือดทุกครั้ง และการให้ยาซึมก็ไม่มีผลใดๆ ต่อสัตว์ การบริจาคเลือดกลับเป็นการสร้างประโยชน์ให้แก่สัตว์ที่มาอีกทางหนึ่ง เพราะเท่ากับเป็นการถ่ายเลือดเก่าออกไป และทำให้เกิดการสร้างเม็ดเลือดใหม่ขึ้นมา
<font size="+2" color="#CC0000">ที่มาของเลือด</font>
เลือดในธนาคารเลือด ณ โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ได้รับมาจากสุนัขที่มาบริจาคเลือด มีสุนัขหลายพันธุ์ที่มาให้เลือดเป็นประจำ ซึ่งมีปรากฏในรายชื่อสุนัขใจบุญ โดยผู้นำสุนัขมาบริจาคเลือดให้มาติดต่อหน่วยงานประชาสัมพันธ์ของโรงพยาบาลสัตว์ จากนั้นจะมีการตรวจร่างกาย ถ้าไม่มีปัญหาใดๆ การเก็บเลือดก็จะเกิดขึ้น โดยสุนัขที่บริจาคเลือดจะไม่ได้รับความเจ็บปวดใดๆ การเก็บเลือดจะใช้ระยะเวลาประมาณ ๕-๑๕ นาที ขั้นตอนต่างๆ จะมีความคล้ายคลึงกับกระบวนการในธนาคารเลือดของคน
สุนัขที่มาบริจาคเลือดจะได้รับการตรวจกรอง (screened) โรคที่สามารถติดต่อกันได้ทางเลือด เพื่อเป็นหลักประกันว่า สุนัขที่เข้าสู่กระบวนการบริจาคเลือดมีสุขภาพดี โดยปกติแล้วเราจะรับสุนัขที่มีหมู่เลือดในกลุ่ม "universal blood type" หรือสุนัขที่มีหมู่เลือด ที่สามารถเข้ากับหมู่เลือดอื่นๆ ได้ทั้งหมด ถ้าเปรียบเทียบกันในคนก็คือคนหมู่เลือด โอ เท่านั้น เพื่อลดความเสี่ยงปฏิกิริยาทางเคมี ของการเข้ากันไม่ได้ของหมู่เลือด จากการให้เลือด แต่เนื่องจากเราไม่สามารถเลือกสุนัขที่มาบริจาคได้ การรับบริจาคจึงไม่จำกัด เพียงแต่ก่อนการให้เลือด จะต้องมีตรวจการเข้ากันได้ของหมู่เลือดเท่านั้นเอง เลือดที่เก็บจากสุนัขใจบุญ จะถูกเก็บไว้ในถุงพลาสติกที่ปราศจากเชื้อโรค
ขั้นตอนการเก็บและรักษา จะทำให้เลือดปราศจากการปนเปื้อนเชื้อโรค และเก็บไว้ในตู้เก็บเลือด เช่นเดียวกับธนาคารเลือดของคน โดยปกติเลือดที่ได้รับบริจาค มีการกำหนดวันหมดอายุปรากฏอยู่ และทำลายเมื่อหมดอายุ แต่เนื่องจากความต้องการเลือดยังมีอยู่มาก เลือดจึงยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ
ทั้งนี้ก่อนการให้เลือด หรือองค์ประกอบของเลือดอื่นๆ กับสุนัข สัตวแพทย์จะตรวจการเข้ากันได้ของหมู่เลือด (crossmatch) เสียก่อน เพื่อความมั่นใจว่า เลือดที่จะให้กับสุนัขไม่มีปฏิกิริยาต่อสุนัขที่ได้รับเลือด เลือดจะถูกถ่ายให้กับสุนัขที่ต้องการเลือด ด้วยการให้ทางสายยางผ่านเข้าหลอดโลหิตดำ (ในลักษณะเดียวกับการให้สารน้ำผ่านทางหลอดเลือดดำ) อย่างช้าๆ อัตราเร็วของการให้ และปริมาณเลือดที่จะให้กับสุนัข จะขึ้นอยู่กับความจำเป็น ความต้องการและขนาดของสุนัข
<font size="+2" color="#CC0000">คุณสมบัติของสุนัขที่สามารถบริจาคเลือด</font>
<table width="275" border="0" cellspacing="1" cellpadding="5" align="right">
<tr><td> </td><td bgcolor="#F2E6E6">
<font size="+2" color="#0066CC">กลุ่มเลือดสุนัข</font>
<font size="-1"> ส่วนกลุ่มเลือดของสุนัข มีทั้งหมด ๘ กรุ๊ป คือ DEA 1.1, DEA 1.2, DEA 3, DEA 4, DEA 5, DEA 6, DEA 7, DEA 8 ต่างจากมนุษย์คือ สุนัขจะไม่มี Antibody ในน้ำเลือด (Plasma) แต่จะมีสารเคลือบผิวเม็ดเลือด Antigen สำหรับหมู่เลือด DEA 1.1, DEA 1.2 ไม่สามารถเป็นผู้บริจาคเลือดได้ แต่สามารถรับเลือดได้คล้ายกลุ่ม AB ในมนุษย์ ส่วนกรุ๊ปเลือดอื่นๆ สามารถเป็นผู้บริจาคเลือดหรือรับเลือดกันได้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นกรุ๊ปเลือดเดียวกัน แต่จะต้องมีการตรวจเลือดว่าเข้ากันได้หรือไม่ ส่วนกลุ่มที่สามารถบริจาคโลหิต ให้กับทุกกลุ่มเลือด (Universal dohor) คือกลุ่ม DEA 4</font>
<font size="-1"> โดยประโยชน์ของเลือด สำคัญมากในการผ่าตัด กรณีที่สุนัขอยู่ในภาวะเสียเลือดมากๆ เช่น ตัดม้าม ตัดตับ ตัดไต การตัดก้อนเนื้อในช่องท้อง หรือใช้ในกรณีสัตว์จำเป็นต้องผ่าตัด แต่สภาพสัตว์ป่วยหนัก หรือไม่พร้อมสำหรับการผ่าตัด เช่น โลหิตจาง หรือมีปัญหาการแข็งตัวของเลือด </font>
<font size="-1"> นอกจากนี้ เลือดสุนัข ยังใช้ช่วยชีวิต สัตว์ที่ได้รับยาเบื่อหนูกลุ่ม Wafarin ซึ่งฤทธิ์ของยา จะไปยับยั้งสารที่ช่วยการแข็งตัวของเลือด ทำให้สุนัขเลือดจะไหลไม่หยุด อีกทั้งใช้รักษาโรคทางกรรมพันธุ์บางโรค ใช้รักษาสภาวะที่สัตว์มีภาวะขาดอาหาร อย่างรุนแรง โดยเฉพาะในลูกสัตว์ หรือแม้แต่ใช้รักษาสัตว์ในสภาวะฉุกเฉิน ที่มีภาวะเลือดออกในอวัยวะภายใน เช่น ในช่องท้อง หรือในช่วงอก เป็นต้น</font></td></tr></table>
เลือดที่ได้จากการบริจาคจะเป็นเลือด ล้วนมาจากสุนัขที่มีสุขภาพดี ก่อนการให้เลือดกับสุนัขตัวรับเลือด จะได้รับการตรวจถึง ความเข้ากันได้ของหมู่เลือด ดังนั้น ความเสี่ยงต่อการให้เลือดจึงมีน้อยมาก
แต่สุนัขบางตัวเมื่อได้รับเลือดแล้ว อาจจะมีไข้เกิดขึ้นได้ หรืออาจจะพบว่าหน้าบวมเล็กน้อย (mild facial swelling) ในระหว่าง หรือหลังการให้เลือดก็ได้ ภาวะนี้สัตวแพทย์สามารถแก้ไขได้ สุนัขที่ป่วยด้วยโรคที่ค่อนข้างรุนแรง และต้องได้รับการให้เลือดซ้ำ อาจจะพัฒนาปฏิกิริยาการตอบสนอ งต่อการได้รับเลือดได้
สำหรับสุนัขที่สามารถ บริจาคเลือดได้ ควรมีคุณสมบัติดังนี้
๑. เป็นสุนัขอายุระหว่าง ๑-๖ ปี ไม่จำกัดเพศ พันธุ์ (ถ้าเป็น เพศเมีย ต้องรอให้หมดประจำเดือนก่อน) มีน้ำหนักไม่น้อยกว่า ๒๐ กิโลกรัม
๒. มีประวัติการทำวัคซีน ได้แก่ ป้องกันวัคซีนรวม เช่น ลำไส้อักเสบ ไข้หัด ตับอักเสบ เลปโตสไปโรซีส วัคซีนพิษสุนัขบ้า โรคพยาธิหนอนหัวใจ
๓. ไม่มีประวัติของ โรคพยาธิในเม็ดเลือด
๔. ไม่เคยรับการผ่าตัดใหญ่ ในระยะ ๑-๒ เดือน ก่อนบริจาคโลหิต
๕. สุนัขมีสุขภาพแข็งแรง
ทั้งนี้ หากสุนัขมีคุณสมบัติครบถ้วน ก่อนถึงวันนัดบริจาคโลหิต ควรงดน้ำและอาหาร เพื่อความปลอดภัยในการให้ยาซึม และเมื่อท่านนำสุนัขมาบริจาคโลหิต ให้กับทางโรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขนได้ จากนั้นสุนัขก็จะเข้าสู่ขั้นตอน การให้เลือด เพื่อช่วยเหลือชีวิตสุนัขตัวอื่นๆ ต่อไป
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ <b>โรงพยาบาลสัตว์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์</b> บางเขน เลขที่ ๕๐ ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ๑๐๙๐๐ โทรศัพท์ (๐๒) ๙๔๒-๘๗๕๖-๕๙ (ให้บริการ วันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดี ๐๘.๓๐-๑๕.๓๐ น. วันศุกร์ ๐๘.๓๐-๑๑.๐๐ น. วันหยุดราชการ ๐๘.๓๐-๑๑.๐๐ น. บริการตรวจรักษาสัตว์ฉุกเฉินนอกเวลา ๑๘.๐๐-๒๐.๐๐ น.)
อันนี้เป็นรายละเอียดเอามาให้อ่าน
<hr>
<p><font size="+3" color="#CC0000">ธนาคารเลือดสุนัข</font></p><font size="-1"><a href="http://www.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=0509010248&srcday=2005/02/01&search=no" target="_blank"><b>เทคโนโลยีชาวบ้าน</b> รายงานพิเศษ
วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๘ ปีที่ ๑๗ ฉบับที่ ๓๕๒</a></font>
<hr noshade>
สิ่งสำคัญที่ต้องรักษา สามารถยืดชีวิตเพื่อนรักไว้ให้ยาวนานที่สุดก็คือ "สุขภาพ" แต่บางครั้งโรคภัยไข้เจ็บก็อยู่เหนือการควบคุม เช่น ในกรณีที่สุนัขแสนรักป่วยหนักต้องเข้ารับการผ่าตัด แต่ความต้องการถ่ายเลือดในการรักษาสุนัขป่วยในแต่ละครั้งมีปริมาณมาก อีกทั้งการขาดแคลนเลือดสำรองในกรณีฉุกเฉินหรือการผ่าตัดต่างๆ
เหล่านี้คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิด "ธนาคารเลือดสุนัข" อีกหนึ่งบริการของโรงพยาบาลสัตว์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน
สำหรับเลือดที่ได้มาแล้ว จำเป็นต้องมีกระบวนการจัดเก็บที่มีประสิทธิภาพ ด้วยเลือดทุกหยดมีคุณค่า ทางโรงพยาบาลจึงต้องจัดเก็บอย่างดี ต้องแยกและจัดเก็บเลือดไว้ให้นาน เพื่อที่จะสามารถสร้างประโยชน์ได้มากกว่าการถ่ายเลือดเพียงหนึ่งครั้ง ในทุกปีที่ผ่านมาทางโรงพยาบาลจึงต้องขอบริจาคเลือดอยู่ตลอด เพราะว่าการผ่าตัดในบางครั้งสุนัขที่ผ่าตัดเสียเลือดมาก หรือกรณีอุบัติเหตุ โรคพยาธิในเม็ดเลือดอย่างรุนแรงก็จำเป็นที่จะต้องมีเลือดที่จะรองรับในจุดนี้ด้วย
<p> </p><p></p><p><font size="+2" color="#CC0000">การให้เลือดปลอดภัยไร้ปัญหา</font></p>
เลือดของสุนัขก็คล้ายกับเลือดของมนุษย์คือ ประกอบด้วยเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือดและน้ำเลือด และเลือดที่ได้รับบริจาคจากสุนัขก็สามารถแยกออกเป็นส่วนประกอบต่างๆ เพื่อการใช้งานตามวัตถุประสงค์ความต้องการของสุนัขป่วยที่ต้องการที่จำเพาะ และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดของเลือดที่ได้รับบริจาคสุนัข แต่โดยทั่วไปสุนัขที่ต้องการเลือดมักจะต้องการเม็ดเลือดแดง หรือน้ำเลือดมากที่สุด<table width="275" border="0" cellspacing="0" cellpadding="5" align="left"><tr><td bgcolor="#F2E6E6"><p><font size="+2" color="#0066CC">วิธีการ ในการบริจาคเลือดสุนัข</font></p><p><font size="-1"> หลังจากเจ้าของตัดสินใจ นำสุนัขแสนรัก ร่วมกันทำบุญ โดยติดต่อยัง ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ของโรงพยาบาลสัตว์ มก. แล้ว เจ้าหน้าที่จะนำสุนัขมาตรวจเช็กสุขภาพ และตรวจเลือดกับสัตวแพทย์ หากสุนัขมีผลตรวจเลือดผิดปกติ ทางโรงพยาบาลจะแจ้งให้ทราบทันที </font></p><p><font size="-1"> เมื่อตรวจเรียบร้อยแล้ว สัตวแพทย์จะให้ยาซึม เพื่อป้องกันสุนัขดิ้นระหว่างการเจาะเลือด เนื่องจากบริเวณที่ใช้ในการเจาะเลือด คือบริเวณลำคอ ถ้าสุนัขดิ้นอาจเกิดอันตรายได้ การวางยาซึมนี้จะไม่มีผลข้างเคียงใดๆ หากแต่สุนัขจะมีอาการง่วงซึมเท่านั้น </font></p><p><font size="-1"> ในการบริจาค ๑ ครั้ง จะเก็บเลือดปริมาณ ๑ ยูนิต (Unit) หรือ ๓๕๐ ซีซี ซึ่งโดยปกติความสามารถในการให้เลือด จะอยู่ระหว่าง ๑๐-๒๐ ซีซี ต่อน้ำหนัก ๑ กิโลกรัม และความถี่ในการบริจาคเลือดทุกๆ ๔-๖ เดือน เมื่อสามารถเก็บผลเลือด ได้ตามความต้องการแล้ว สัตวแพทย์จะให้ยาบำรุงเลือด พร้อมบัตรประจำตัวผู้บริจาคเลือด โดยการบริจาคจะไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น </font></p><p><font size="-1"> จากวิธีการนี้ ท่านกับเจ้าตูบแสนรักก็ถือว่าได้ ทำบุญช่วยเหลือสัตว์อื่นๆ ได้แล้วค่ะ</font></p>
</td><td> </td></tr></table><p> การให้เลือด หรือเม็ดเลือดแดง มักจะใช้กรณีเพื่อการรักษาโรคโลหิตจาง (anemia) นอกจากนี้แล้ว สุนัขอาจจะต้องการเลือด ในกรณีที่ได้รับอุบัติเหตุ หรือกรณีผ่าตัดศัลยกรรม หรือกรณีที่สัตว์ป่วย ไม่สามารถสร้างเม็ดเลือดแดงได้ หรือกรณีที่เม็ดเลือดแดงในร่างกาย ถูกทำลายอย่างรุนแรง (จากโรค เช่น พยาธิในเม็ดเลือดแดง เป็นต้น) </p>
สำหรับน้ำเลือด (plasma) ประกอบด้วย โปรตีน หรือเอนไซม์ต่างๆ ซึ่งมีความสำคัญ เกี่ยวกับการทำให้เลือดมีการแข็งตัว (clot) มักมีความจำเป็น สำหรับการรักษาภาวะเลือดออก (bleeding) อันเนื่องมาจากโรคตับ หรือกรณีที่เกิดเลือดออก จากการได้รับสารหนู (rodent poison) นอกจากนี้ น้ำเลือดยังมีความจำเป็นสำหรับสุนัขป่วย ที่มีระดับโปรตีน หรืออัลบูมินในเลือดต่ำ ส่วนประกอบอื่นๆ ของน้ำเลือด เช่น cryoprecipitate จะใช้สำหรับการรักษาโรคเลือดไหลไม่หยุด (hemophillia) หรือโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวกับปัญหาภาวะเลือดออกไม่หยุด อันเนื่องมาจากพันธุกรรม
ทางโรงพยาบาลได้จัดมาตรการต่างๆ เพื่อความปลอดภัยของสุนัข ผู้มาบริจาคเลือด เช่น ตรวจสุขภาพก่อนเก็บเลือดทุกครั้ง และการให้ยาซึมก็ไม่มีผลใดๆ ต่อสัตว์ การบริจาคเลือดกลับเป็นการสร้างประโยชน์ให้แก่สัตว์ที่มาอีกทางหนึ่ง เพราะเท่ากับเป็นการถ่ายเลือดเก่าออกไป และทำให้เกิดการสร้างเม็ดเลือดใหม่ขึ้นมา
<font size="+2" color="#CC0000">ที่มาของเลือด</font>
เลือดในธนาคารเลือด ณ โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ได้รับมาจากสุนัขที่มาบริจาคเลือด มีสุนัขหลายพันธุ์ที่มาให้เลือดเป็นประจำ ซึ่งมีปรากฏในรายชื่อสุนัขใจบุญ โดยผู้นำสุนัขมาบริจาคเลือดให้มาติดต่อหน่วยงานประชาสัมพันธ์ของโรงพยาบาลสัตว์ จากนั้นจะมีการตรวจร่างกาย ถ้าไม่มีปัญหาใดๆ การเก็บเลือดก็จะเกิดขึ้น โดยสุนัขที่บริจาคเลือดจะไม่ได้รับความเจ็บปวดใดๆ การเก็บเลือดจะใช้ระยะเวลาประมาณ ๕-๑๕ นาที ขั้นตอนต่างๆ จะมีความคล้ายคลึงกับกระบวนการในธนาคารเลือดของคน
สุนัขที่มาบริจาคเลือดจะได้รับการตรวจกรอง (screened) โรคที่สามารถติดต่อกันได้ทางเลือด เพื่อเป็นหลักประกันว่า สุนัขที่เข้าสู่กระบวนการบริจาคเลือดมีสุขภาพดี โดยปกติแล้วเราจะรับสุนัขที่มีหมู่เลือดในกลุ่ม "universal blood type" หรือสุนัขที่มีหมู่เลือด ที่สามารถเข้ากับหมู่เลือดอื่นๆ ได้ทั้งหมด ถ้าเปรียบเทียบกันในคนก็คือคนหมู่เลือด โอ เท่านั้น เพื่อลดความเสี่ยงปฏิกิริยาทางเคมี ของการเข้ากันไม่ได้ของหมู่เลือด จากการให้เลือด แต่เนื่องจากเราไม่สามารถเลือกสุนัขที่มาบริจาคได้ การรับบริจาคจึงไม่จำกัด เพียงแต่ก่อนการให้เลือด จะต้องมีตรวจการเข้ากันได้ของหมู่เลือดเท่านั้นเอง เลือดที่เก็บจากสุนัขใจบุญ จะถูกเก็บไว้ในถุงพลาสติกที่ปราศจากเชื้อโรค
ขั้นตอนการเก็บและรักษา จะทำให้เลือดปราศจากการปนเปื้อนเชื้อโรค และเก็บไว้ในตู้เก็บเลือด เช่นเดียวกับธนาคารเลือดของคน โดยปกติเลือดที่ได้รับบริจาค มีการกำหนดวันหมดอายุปรากฏอยู่ และทำลายเมื่อหมดอายุ แต่เนื่องจากความต้องการเลือดยังมีอยู่มาก เลือดจึงยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ
ทั้งนี้ก่อนการให้เลือด หรือองค์ประกอบของเลือดอื่นๆ กับสุนัข สัตวแพทย์จะตรวจการเข้ากันได้ของหมู่เลือด (crossmatch) เสียก่อน เพื่อความมั่นใจว่า เลือดที่จะให้กับสุนัขไม่มีปฏิกิริยาต่อสุนัขที่ได้รับเลือด เลือดจะถูกถ่ายให้กับสุนัขที่ต้องการเลือด ด้วยการให้ทางสายยางผ่านเข้าหลอดโลหิตดำ (ในลักษณะเดียวกับการให้สารน้ำผ่านทางหลอดเลือดดำ) อย่างช้าๆ อัตราเร็วของการให้ และปริมาณเลือดที่จะให้กับสุนัข จะขึ้นอยู่กับความจำเป็น ความต้องการและขนาดของสุนัข
<font size="+2" color="#CC0000">คุณสมบัติของสุนัขที่สามารถบริจาคเลือด</font>
<table width="275" border="0" cellspacing="1" cellpadding="5" align="right">
<tr><td> </td><td bgcolor="#F2E6E6">
<font size="+2" color="#0066CC">กลุ่มเลือดสุนัข</font>
<font size="-1"> ส่วนกลุ่มเลือดของสุนัข มีทั้งหมด ๘ กรุ๊ป คือ DEA 1.1, DEA 1.2, DEA 3, DEA 4, DEA 5, DEA 6, DEA 7, DEA 8 ต่างจากมนุษย์คือ สุนัขจะไม่มี Antibody ในน้ำเลือด (Plasma) แต่จะมีสารเคลือบผิวเม็ดเลือด Antigen สำหรับหมู่เลือด DEA 1.1, DEA 1.2 ไม่สามารถเป็นผู้บริจาคเลือดได้ แต่สามารถรับเลือดได้คล้ายกลุ่ม AB ในมนุษย์ ส่วนกรุ๊ปเลือดอื่นๆ สามารถเป็นผู้บริจาคเลือดหรือรับเลือดกันได้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นกรุ๊ปเลือดเดียวกัน แต่จะต้องมีการตรวจเลือดว่าเข้ากันได้หรือไม่ ส่วนกลุ่มที่สามารถบริจาคโลหิต ให้กับทุกกลุ่มเลือด (Universal dohor) คือกลุ่ม DEA 4</font>
<font size="-1"> โดยประโยชน์ของเลือด สำคัญมากในการผ่าตัด กรณีที่สุนัขอยู่ในภาวะเสียเลือดมากๆ เช่น ตัดม้าม ตัดตับ ตัดไต การตัดก้อนเนื้อในช่องท้อง หรือใช้ในกรณีสัตว์จำเป็นต้องผ่าตัด แต่สภาพสัตว์ป่วยหนัก หรือไม่พร้อมสำหรับการผ่าตัด เช่น โลหิตจาง หรือมีปัญหาการแข็งตัวของเลือด </font>
<font size="-1"> นอกจากนี้ เลือดสุนัข ยังใช้ช่วยชีวิต สัตว์ที่ได้รับยาเบื่อหนูกลุ่ม Wafarin ซึ่งฤทธิ์ของยา จะไปยับยั้งสารที่ช่วยการแข็งตัวของเลือด ทำให้สุนัขเลือดจะไหลไม่หยุด อีกทั้งใช้รักษาโรคทางกรรมพันธุ์บางโรค ใช้รักษาสภาวะที่สัตว์มีภาวะขาดอาหาร อย่างรุนแรง โดยเฉพาะในลูกสัตว์ หรือแม้แต่ใช้รักษาสัตว์ในสภาวะฉุกเฉิน ที่มีภาวะเลือดออกในอวัยวะภายใน เช่น ในช่องท้อง หรือในช่วงอก เป็นต้น</font></td></tr></table>
เลือดที่ได้จากการบริจาคจะเป็นเลือด ล้วนมาจากสุนัขที่มีสุขภาพดี ก่อนการให้เลือดกับสุนัขตัวรับเลือด จะได้รับการตรวจถึง ความเข้ากันได้ของหมู่เลือด ดังนั้น ความเสี่ยงต่อการให้เลือดจึงมีน้อยมาก
แต่สุนัขบางตัวเมื่อได้รับเลือดแล้ว อาจจะมีไข้เกิดขึ้นได้ หรืออาจจะพบว่าหน้าบวมเล็กน้อย (mild facial swelling) ในระหว่าง หรือหลังการให้เลือดก็ได้ ภาวะนี้สัตวแพทย์สามารถแก้ไขได้ สุนัขที่ป่วยด้วยโรคที่ค่อนข้างรุนแรง และต้องได้รับการให้เลือดซ้ำ อาจจะพัฒนาปฏิกิริยาการตอบสนอ งต่อการได้รับเลือดได้
สำหรับสุนัขที่สามารถ บริจาคเลือดได้ ควรมีคุณสมบัติดังนี้
๑. เป็นสุนัขอายุระหว่าง ๑-๖ ปี ไม่จำกัดเพศ พันธุ์ (ถ้าเป็น เพศเมีย ต้องรอให้หมดประจำเดือนก่อน) มีน้ำหนักไม่น้อยกว่า ๒๐ กิโลกรัม
๒. มีประวัติการทำวัคซีน ได้แก่ ป้องกันวัคซีนรวม เช่น ลำไส้อักเสบ ไข้หัด ตับอักเสบ เลปโตสไปโรซีส วัคซีนพิษสุนัขบ้า โรคพยาธิหนอนหัวใจ
๓. ไม่มีประวัติของ โรคพยาธิในเม็ดเลือด
๔. ไม่เคยรับการผ่าตัดใหญ่ ในระยะ ๑-๒ เดือน ก่อนบริจาคโลหิต
๕. สุนัขมีสุขภาพแข็งแรง
ทั้งนี้ หากสุนัขมีคุณสมบัติครบถ้วน ก่อนถึงวันนัดบริจาคโลหิต ควรงดน้ำและอาหาร เพื่อความปลอดภัยในการให้ยาซึม และเมื่อท่านนำสุนัขมาบริจาคโลหิต ให้กับทางโรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขนได้ จากนั้นสุนัขก็จะเข้าสู่ขั้นตอน การให้เลือด เพื่อช่วยเหลือชีวิตสุนัขตัวอื่นๆ ต่อไป
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ <b>โรงพยาบาลสัตว์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์</b> บางเขน เลขที่ ๕๐ ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ๑๐๙๐๐ โทรศัพท์ (๐๒) ๙๔๒-๘๗๕๖-๕๙ (ให้บริการ วันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดี ๐๘.๓๐-๑๕.๓๐ น. วันศุกร์ ๐๘.๓๐-๑๑.๐๐ น. วันหยุดราชการ ๐๘.๓๐-๑๑.๐๐ น. บริการตรวจรักษาสัตว์ฉุกเฉินนอกเวลา ๑๘.๐๐-๒๐.๐๐ น.)