paang
24-10-2007, 07:25 AM
http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=228149&stc=1&d=1193189117
วันก่อนไปอ่านเจอคอลัมน์ตอบปัญหาชีวิตในเว็บไซต์แห่งหนึ่ง
สุภาพสตรีท่านหนึ่งบรรยายความทำนองว่าเธอนั้นอยู่กินกับสามีมาได้สักระยะ(ระยะที่ว่านั้นเธอไม่ได้แจ้งว่านานเท่าไร) แต่ติดปัญหาว่าฝ่ายชายยังไม่ได้หย่าขาดจากภรรยาเก่า ครั้นเธอจะทำธุรกรรมประเภทกู้เงินธนาคารก็ติดขัด แถมภรรยาของสามีตน (เอ๊ะ...ยังไง) บอกว่าจะเรียกร้องค่าเลี้ยงดู เธอและสามีไม่ได้มีเงินทองมากมาย ทั้งรถยนต์คันเก่าก็ขายไป และซื้อคันใหม่มาผ่อนใหม่อยู่
สิ่งที่เธอข้องใจจนต้องเขียนมาปรึกษาเจ้าของคอลัมน์ก็คือ เหตุใดภรรยาของสามีตนจึงไม่ยอมหย่าให้ ซ้ำยังจะเรียกค่าเสียหายอีก ตนจะชวนสามีไปจดทะเบียนซ้อนดีไหม แนะนำให้สามีฟ้องหย่าภรรยาดีหรือไม่
เจ้าของคอลัมน์นั้นก็แนะนำตรงไปตรงมาตามข้อกฎหมายว่า การฉกสามีคนอื่นมาทั้งที่รู้อยู่ก่อนว่าเขามีภรรยาอยู่แล้วนั้นไม่ถูกต้อง ยิ่งเจตนาจะทำการจดทะเบียนซ้อนอีก ทางกฎหมายถือว่ามีความผิด ทั้งการจดทะเบียนนั้นก็ถือเป็นโมฆะ มีข้อดีอยู่ประการเดียวคือให้ฝ่ายหญิงคนใหม่นำไปอ้างได้ว่าตนมีคู่สมรส หากแต่ไม่มีผลทางกฎหมายใดๆ ฝ่ายภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายต่างหากที่มีสิทธิฟ้องศาลเพื่อขอหย่าขาดจากสามีหากทราบว่าตนถูกนอกใจ ทั้งยังสามารถเรียกร้องค่าเลี้ยงดูจากสามีได้ด้วย
ตบท้ายด้วยการแนะนำว่าหากจะดื้อแพ่งแย่งสามีคนอื่นจริงๆ ก็ให้ทนอับอายไปสัก 3 ปี ถึงตอนนั้นถ้าสามีภรรยาแยกกันอยู่นานด้วยความสมัครใจจนยากจะกลับมาอยู่ร่วมครอบครัวกันอีก กฎหมายอนุญาตให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องศาลเพื่อขอหย่าขาดจากกัน โดยที่ต้องสืบพยานชัดเจนว่าเป็นความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย จะเป็นความต้องการของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ ส่วนการกู้เงินธนาคารที่ต้องมีผู้รับรองหรือค้ำประกันนั้น นักตอบปัญหาชีวิตแนะว่าอาจใช้วิธีการกู้ร่วมกับสามี
อ่านปัญหาชีวิตเรื่องนี้แล้วสะท้อนสะท้านใจเกี่ยวกับวิธีคิดของสุภาพสตรีผู้ถาม
ภาษาชาวบ้านต้องบอกว่า "ยังมีหน้ามาถามอีก" ภาษาวัยรุ่นก็ว่า "ถามไปด้ายยยย..."
ในเมื่อสังคมตั้งกติกาและให้ค่ากับใบทะเบียนสมรสว่าเป็นหลักฐานในการใช้ชีวิตคู่ฉันสามีภรรยา กฎหมายจึงให้สิทธิและรองรับสถานะความเป็นสามีและภรรยา ใบทะเบียนสมรสยังมีผลต่อการทำธุรกรรมของคู่สมรส การอ้างสิทธิ การอ้างความรับผิดชอบ และการอ้างค่าเลี้ยงดู ฯลฯ
คนรุ่นใหม่หลายคนอาจคิดว่ามันก็แค่กระดาษแผ่นหนึ่ง ไม่มีความหมายต่อความรัก หลายคนเลือกจัดพิธีวิวาห์แต่ไม่จดทะเบียนสมรสด้วยเหตุผลต่างๆ กันก็มีถมไป หลายคนมั่นใจว่าหากอนาคตเกิดปัญหาที่คาดไม่ถึงก็สามารถตกลงกันได้ ไม่ต้องไปนั่งหย่าให้เสียเวลา
อันที่จริง กฎหมายหรือกติกาสังคมนั้นถูกตั้งขึ้นมาก็เพราะมันเคยเกิดปัญหาที่แก้ไม่ได้มาแล้ว
แม้แต่พระธรรมคำสั่งสอนก็น่าจะกลั่นกรองมาจากกระบวนการเรียนรู้ของผู้คน และพบว่าเหตุแห่งปัญหาในกลุ่มคนหมู่มากนั้นมีมากมาย เลยตรากฎขึ้นมาเพื่อบังคับใช้ร่วมกันตามกรณีปัญหานั้นๆ
ไม่น่าจะมีกฎกติกาไหนที่ตั้งขึ้นมาก่อนเกิดปัญหา กฎกติกาถูกสร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันและแก้ไขการเกิดปัญหาซ้ำ
เรื่องแต่งเรื่องหย่าก็เป็นปัญหาซ้ำๆ
ทว่าปัญหาที่กฏลักษณะผัวเมียไม่ได้เตรียมแผนสำรองไว้อาจเป็นในกรณีที่ฝ่ายชายไปมีหญิงอื่น อาจถึงขั้นอยู่กินฉันสามีภรรยาไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตามและไม่จดทะเบียนซ้อน ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องการหย่าขาดจากภรรยา โดยที่ภรรยานั้นก็ไม่มีทีท่าว่าจะฟ้องหย่าสามี(จะด้วยเหตุอันใดก็ตามเช่นกัน)
ปฏิบัติการยื้อทะเบียนสมรสจึงเกิดขึ้น
ฝ่ายชายมักให้เหตุผลเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเองต่อหญิงสาวทั้งสองคนแตกต่างกันไป เมื่อไม่มีฝ่ายไหนพึ่งพิงกฎหมายถึงขึ้นโรงขึ้นศาล ปัญหาก็จะคาราคาซังและคาใจทุกฝ่ายไปเรื่อยๆ
หมายความว่าผู้หญิงสองคนถูกพันธนาการไว้ในขื่อความระทม มอบชีวิตจิตใจให้ฝ่ายชายเป็นผู้กำหนด
ถ้าเลือกอย่างนั้น ก็ไม่มีใครช่วยอะไรได้ และกฎหมายก็ไม่มีผลใดๆ
ข้อน่าสงสัยก็คือ สุภาพสตรีผู้ได้ครอบครองบุรุษของหญิงอื่นจะสั่งสอนลูกของเธออย่างไร หรือจะปลูกฝังทัศนคติเกี่ยวกับการมีคู่อย่างไร
ข้อนี้กฎหมายก็ควบคุมไม่ได้อีกเช่นกัน ถ้าอนาคตจะเกิดการแพร่พันธุ์ความคิดในการแย่งสามีหรือภรรยาของผู้อื่น ในเมื่อมันถูกขัดเกลามาจากสถาบันหน่วยย่อยที่สุดของสังคม นั่นคือครอบครัว
โดย ยุวดี มณีกุล
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
วันก่อนไปอ่านเจอคอลัมน์ตอบปัญหาชีวิตในเว็บไซต์แห่งหนึ่ง
สุภาพสตรีท่านหนึ่งบรรยายความทำนองว่าเธอนั้นอยู่กินกับสามีมาได้สักระยะ(ระยะที่ว่านั้นเธอไม่ได้แจ้งว่านานเท่าไร) แต่ติดปัญหาว่าฝ่ายชายยังไม่ได้หย่าขาดจากภรรยาเก่า ครั้นเธอจะทำธุรกรรมประเภทกู้เงินธนาคารก็ติดขัด แถมภรรยาของสามีตน (เอ๊ะ...ยังไง) บอกว่าจะเรียกร้องค่าเลี้ยงดู เธอและสามีไม่ได้มีเงินทองมากมาย ทั้งรถยนต์คันเก่าก็ขายไป และซื้อคันใหม่มาผ่อนใหม่อยู่
สิ่งที่เธอข้องใจจนต้องเขียนมาปรึกษาเจ้าของคอลัมน์ก็คือ เหตุใดภรรยาของสามีตนจึงไม่ยอมหย่าให้ ซ้ำยังจะเรียกค่าเสียหายอีก ตนจะชวนสามีไปจดทะเบียนซ้อนดีไหม แนะนำให้สามีฟ้องหย่าภรรยาดีหรือไม่
เจ้าของคอลัมน์นั้นก็แนะนำตรงไปตรงมาตามข้อกฎหมายว่า การฉกสามีคนอื่นมาทั้งที่รู้อยู่ก่อนว่าเขามีภรรยาอยู่แล้วนั้นไม่ถูกต้อง ยิ่งเจตนาจะทำการจดทะเบียนซ้อนอีก ทางกฎหมายถือว่ามีความผิด ทั้งการจดทะเบียนนั้นก็ถือเป็นโมฆะ มีข้อดีอยู่ประการเดียวคือให้ฝ่ายหญิงคนใหม่นำไปอ้างได้ว่าตนมีคู่สมรส หากแต่ไม่มีผลทางกฎหมายใดๆ ฝ่ายภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายต่างหากที่มีสิทธิฟ้องศาลเพื่อขอหย่าขาดจากสามีหากทราบว่าตนถูกนอกใจ ทั้งยังสามารถเรียกร้องค่าเลี้ยงดูจากสามีได้ด้วย
ตบท้ายด้วยการแนะนำว่าหากจะดื้อแพ่งแย่งสามีคนอื่นจริงๆ ก็ให้ทนอับอายไปสัก 3 ปี ถึงตอนนั้นถ้าสามีภรรยาแยกกันอยู่นานด้วยความสมัครใจจนยากจะกลับมาอยู่ร่วมครอบครัวกันอีก กฎหมายอนุญาตให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องศาลเพื่อขอหย่าขาดจากกัน โดยที่ต้องสืบพยานชัดเจนว่าเป็นความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย จะเป็นความต้องการของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ ส่วนการกู้เงินธนาคารที่ต้องมีผู้รับรองหรือค้ำประกันนั้น นักตอบปัญหาชีวิตแนะว่าอาจใช้วิธีการกู้ร่วมกับสามี
อ่านปัญหาชีวิตเรื่องนี้แล้วสะท้อนสะท้านใจเกี่ยวกับวิธีคิดของสุภาพสตรีผู้ถาม
ภาษาชาวบ้านต้องบอกว่า "ยังมีหน้ามาถามอีก" ภาษาวัยรุ่นก็ว่า "ถามไปด้ายยยย..."
ในเมื่อสังคมตั้งกติกาและให้ค่ากับใบทะเบียนสมรสว่าเป็นหลักฐานในการใช้ชีวิตคู่ฉันสามีภรรยา กฎหมายจึงให้สิทธิและรองรับสถานะความเป็นสามีและภรรยา ใบทะเบียนสมรสยังมีผลต่อการทำธุรกรรมของคู่สมรส การอ้างสิทธิ การอ้างความรับผิดชอบ และการอ้างค่าเลี้ยงดู ฯลฯ
คนรุ่นใหม่หลายคนอาจคิดว่ามันก็แค่กระดาษแผ่นหนึ่ง ไม่มีความหมายต่อความรัก หลายคนเลือกจัดพิธีวิวาห์แต่ไม่จดทะเบียนสมรสด้วยเหตุผลต่างๆ กันก็มีถมไป หลายคนมั่นใจว่าหากอนาคตเกิดปัญหาที่คาดไม่ถึงก็สามารถตกลงกันได้ ไม่ต้องไปนั่งหย่าให้เสียเวลา
อันที่จริง กฎหมายหรือกติกาสังคมนั้นถูกตั้งขึ้นมาก็เพราะมันเคยเกิดปัญหาที่แก้ไม่ได้มาแล้ว
แม้แต่พระธรรมคำสั่งสอนก็น่าจะกลั่นกรองมาจากกระบวนการเรียนรู้ของผู้คน และพบว่าเหตุแห่งปัญหาในกลุ่มคนหมู่มากนั้นมีมากมาย เลยตรากฎขึ้นมาเพื่อบังคับใช้ร่วมกันตามกรณีปัญหานั้นๆ
ไม่น่าจะมีกฎกติกาไหนที่ตั้งขึ้นมาก่อนเกิดปัญหา กฎกติกาถูกสร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันและแก้ไขการเกิดปัญหาซ้ำ
เรื่องแต่งเรื่องหย่าก็เป็นปัญหาซ้ำๆ
ทว่าปัญหาที่กฏลักษณะผัวเมียไม่ได้เตรียมแผนสำรองไว้อาจเป็นในกรณีที่ฝ่ายชายไปมีหญิงอื่น อาจถึงขั้นอยู่กินฉันสามีภรรยาไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตามและไม่จดทะเบียนซ้อน ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องการหย่าขาดจากภรรยา โดยที่ภรรยานั้นก็ไม่มีทีท่าว่าจะฟ้องหย่าสามี(จะด้วยเหตุอันใดก็ตามเช่นกัน)
ปฏิบัติการยื้อทะเบียนสมรสจึงเกิดขึ้น
ฝ่ายชายมักให้เหตุผลเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเองต่อหญิงสาวทั้งสองคนแตกต่างกันไป เมื่อไม่มีฝ่ายไหนพึ่งพิงกฎหมายถึงขึ้นโรงขึ้นศาล ปัญหาก็จะคาราคาซังและคาใจทุกฝ่ายไปเรื่อยๆ
หมายความว่าผู้หญิงสองคนถูกพันธนาการไว้ในขื่อความระทม มอบชีวิตจิตใจให้ฝ่ายชายเป็นผู้กำหนด
ถ้าเลือกอย่างนั้น ก็ไม่มีใครช่วยอะไรได้ และกฎหมายก็ไม่มีผลใดๆ
ข้อน่าสงสัยก็คือ สุภาพสตรีผู้ได้ครอบครองบุรุษของหญิงอื่นจะสั่งสอนลูกของเธออย่างไร หรือจะปลูกฝังทัศนคติเกี่ยวกับการมีคู่อย่างไร
ข้อนี้กฎหมายก็ควบคุมไม่ได้อีกเช่นกัน ถ้าอนาคตจะเกิดการแพร่พันธุ์ความคิดในการแย่งสามีหรือภรรยาของผู้อื่น ในเมื่อมันถูกขัดเกลามาจากสถาบันหน่วยย่อยที่สุดของสังคม นั่นคือครอบครัว
โดย ยุวดี มณีกุล
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์