telwada
23-06-2005, 09:46 AM
หลักสูตรนี้ เป็นหลักสูตรที่ข้าพเจ้าได้ใช้ฝึกปฏิบัติจนบังเกิดผลเป็นที่น่าพอใจยิ่ง ถึงแม้จะมีจุดติดขัดอยู่บ้างในการฝึก แต่ก็สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีจึงเผยแพร่ให้ท่านที่มีความศรัทธาในศาสนาได้พิจารณาและนำไปใช้ฝึกปฏิบัติ ข้าพเจ้ากล้ายืนยันได้เลยว่า หลักสูตรชั้นพื้นฐานนี้สามารถพิสูจน์ได้ด้วยตัวของท่านเองว่า ดีว่า ถูกต้อง ซึ่งรายละเอียดมีดังต่อไปนี้ มนุษย์ และสัตว์บางชนิดถูกสร้างให้มีสมองตามเผ่าพันธุ์ แลทำให้เกิดมีความคิดต่างๆขึ้นเมื่อได้กระทบ สัมผัสทางอายตนะ คือ ทางหู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ การที่ได้สัมผัสหรือกระทบกับสิ่งแวดล้อมต่างๆของธรรมชาติย่อมทำให้เกิดความคิด และทำให้เกิดพฤติกรรมต่างๆความคิดเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ความคิดมีอยู่หลายอย่าง บางครั้งดูเหมือนว่าเราไม่ได้คิด แต่ความจริงแล้วเราคิดโดยที่เราไม่ทันได้รู้ตัว เพราะมันอยู่ในสมองของเรา ผสมสาน จากการที่ได้กระทบหรือสัมผัสสิ่งต่างๆรอบๆตัวเรา กลายเป็นความจำ กลายเป็นความรู้สึก หรืออีกนัยหนึ่ง ความคิดย่อมเกิดจากการที่ได้สัมผัสหรือกระทบกับสิ่งต่างๆ แล้วกลายเป็น ความจำ ความรู้สึก กลายเป็นความรู้ กลายเป็นความกลัว ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความอยากมี อยากเป็น อยากได้ ฯลฯความคิดย่อมนำไปสู่พฤติกรรมต่างๆ ทั้งการเรียนแบบการแต่งกาย การรับประทานอาหาร และอื่นๆอีกหลายอย่าง ความคิดย่อมมีดีบ้าง ไม่ดีบ้าง และอื่นๆอีกมายมายสารพัด ซึ่งท่านทั้งหลายคงจะรู้ดีอยู่แล้ว ดังนั้นศาสนาจึงสร้างหลักการหรือธรรมะเพื่อให้บุคคลที่ศรัทธาเกิดความคิด เกิดความเข้าใจในทางที่ถูกต้อง ในทางที่เป็นธรรมชาติ เช่น ศาสนาคริสต์ ก็สร้างหลักการ พระบิดา พระจิต พระบุตร ก่อให้เกิดความรัก ศาสนาอิสลาม ก็สร้าง หลักการแห่งความสะอาด ความอดทน ความซื่อตรง และความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ศาสนาพุทธ ก็สร้างหลักการให้เกิดความรู้ความเข้าใจในตนเอง สร้างความรู้ความเข้าใจในสรรพสิ่งทั้งหลาย อีกทั้งยังสร้างวิธีการควบคุมความคิด ควบคุมตัวเองซึ่ง ศาสนาอื่นๆก็สร้างวิธีการควบคุมเช่นกัน แต่อาจจะกว้างๆไม่เจาะจงอย่างเช่นศาสนาพุทธความคิดนำไปสู่พฤติกรรมนำไปสู่การกระทำต่างๆ ซึ่ง ก็ย่อมขึ้นอยู่กับ สภาพสิ่งแวดล้อม การขัดเกลาทางสังคม การเศรษฐกิจ และอื่นๆ พฤติกรรมเหล่านั้น หากมีความควบคุมโดยความคิด ย่อมมีความรุนแรงน้อย ย่อมสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคลและกลุ่มคณะได้เป็นอย่างดี ดังนั้นศาสนาทุกศาสนาจึงเป็นเครื่องควบคุมความคิดและพฤติกรรมหรือการกระทำของมนุษย์ได้เป็นอย่างดีหากผู้ศรัทธาในศาสนานั้นๆ มีความรู้มีความเข้าใจ และรู้จักคิดพิจารณาในทางที่ถูกต้องแห่งศาสนานั้นๆความคิดจะยับยั้งความคิดได้ หากความคิดที่ยับยั้งความคิดได้เป็นไปในทางที่ดี แห่งสังคมมนุษย์ พฤติกรรมหรือการกระทำก็จะดีตามไปด้วย หากความคิดที่ยับยั้งความคิด เป็นไปในทางที่ไม่ดี แห่งสังคมมนุษย์ พฤติกรรมหรือการกระทำก็ย่อมไม่ดีตามไปด้วยเช่นกัน
ฉะนั้น การควบคุมความคิดจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง
การหวังผลในการฝึกเพื่อให้ได้อภิญญา นั้น เป็นความหลงอย่างละเอียด แต่การฝึกตนในทางศาสนาพุทธ ที่ถูกต้องย่อมต้องผ่านอภิญญา คือย่อมต้องมีอภิญญา จุดมุ่งหมายของศาสนาพุทธ มีเป้าหมายอยู่ที่การหลุดพ้นจากวัฏสงสาร ถือเอา นิพพานเป็นสุดยอดแห่งการฝึก
จุดเริ่มต้นแห่งการฝึกนั้น ท่านทั้งหลาย ต้องมีความรู้ความเข้าใจในทางที่ถูกต้อง ต้องรู้และทำความเข้าใจว่า ศาสนามีเป้าหมายให้เราท่านทั้งหลาย รู้และเข้าใจในธรรมชาติ มิใช่ให้เราท่านฝืนธรรมชาติมิใช่ให้เราท่านฝืนธรรมชาติ
การที่เราได้รู้และเข้าในธรรมชาติแห่งสรรพสิ่งทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ย่อมเป็นความรู้ในทางที่ถูกต้องและเป็นชั้นพื้นฐาน อันนับตั้งแต่ตัวเราเป็นต้นไป เป็นหนทางที่จะนำเราท่านทั้งหลายมุ่งไปสู่จุดหมาย ในทางศาสนาพุทธสูงสุดคือชั้นนิพพาน อย่างไม่ได้เลย ก็สามารถขจัดอาสวะได้เป็นบางส่วน ก็นับว่าดีเลิศ การทำความเข้าใจและรู้ในธรรมชาติแห่งสรรพสิ่งนั้น ย่อมต้องมีความรู้ความเข้าใจตามกฎเกณฑ์กติกาแห่งการสังคมเป็นอยู่ร่วมกัน ย่อมต้องรู้และเข้าใจตามสภาพสังคม ,เศรษฐกิจ,สภาพสิ่งแวดล้อม, ต้องรู้และเข้าใจตามลักษณะอาชีพ ลักษณะเพศ รวมไปถึงการขัดเกลาทางสังคมและกรรมพันธุ์
การที่เราเรียนรู้และทำความเข้าใจในธรรมชาติแห่งสรรพสิ่งทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต จะเป็น ญาณ คือ ความปรีชาหยั่งรู้ หากจะกล่าวอีกรูปแบบหนึ่งก็คือ เกิดประสบการณ์ และย่อมนำไปสู่การเกิด ความจำ ความรู้สึก การปรุงแต่ง
การเรียนรู้และทำความเข้าใจในธรรมชาติแห่งสรรพสิ่งนี้ จะทำให้เราเกิดสมาธิหรือเป็นการฝึกสมาธิอีกรูปแบบหนึ่ง ทำให้เกิดปัญญาตามมาอย่างแน่นอน ที่กล่าวไปแล้วนี้ เป็นแบบเรียนชั้นพื้นฐานที่อาจจะต้องใช้เวลานานกว่าที่จะทำความเข้าใจและรู้อย่างถ่องแท้
การเรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติแห่งสรรพสิ่งทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตนั้น ต้องมองจากตัวเราออกไป มองจากภายในตัวเราออกไปสู่ภายนอก แล้วเปรียบเทียบภายนอกกับภายในตัวเรา เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ และประการที่สำคัญ ต้องมองภายนอกอย่างธรรมชาติจริงๆ ไม่ใช่มองอย่างฝืนธรรมชาติ อย่ามองในแง่ปทัสฐานของสังคมทั่วไป เช่น ดี หรือไม่ดี แต่ให้มองว่า ธรรมชาติแห่งการดิ้นรนของสรรพสิ่งที่มีชีวิตทุกชนิดย่อมเป็นอย่างนั้น เช่นเชื้อโรค ย่อมทำลายสิ่งมีชีวิตอื่นๆ นี้เป็นการยกตัวอย่างของสัตว์หรือพืชชั้นต่ำที่เราไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ส่วนที่เราท่านทั้งหลายสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าก็มีอีกมากมายศึกษาดูเถิด
ตามที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้ในสองตอนแรกว่า ก่อนที่เราจะฝึกปฏิบัติธรรมเราควรได้ทำความเข้าใจและควรได้รู้ว่า ความคิดและพฤติกรรมของสิ่งที่มีชีวิตเป็นอย่างไร อีกทั้งยังต้องรู้จักและเข้าใจในเรื่องของธรรมชาติแห่งสรรพสิ่งทั้งหลายว่าเป็นอย่างไร มีอย่างไร สิ่งเหล่านั้นเป็นญาณ เป็นความรู้อันนับเข้าในวิปัสสนาขั้นพื้นฐานที่สำคัญยิ่ง ผู้ที่สนใจในเรื่องของอภิญญาและการหลุดพ้นจากอาสวะควรได้รู้และทำความเข้าใจเป็นอันดับแรก ซึ่งเมื่อรู้และทำความเข้าใจแล้ว ก็ยังต้องรู้และทำความเข้าใจในเรื่องของการทำสมาธิ เหตุเพราะว่าการที่เราจะทำสิ่งใดเราควรได้รู้และเข้าใจจุดมุ่งหมายของวิธีการเหล่านั้น
การทำสมาธิ เป็นวิธีการปฏิบัติขั้นพื้นฐานที่ควรได้ฝึกควบคู่ไปพร้อมๆกับการศึกษาหาความรู้และทำความเข้าใจในเรื่องของความคิดและพฤติกรรม อีกทั้งย่อมต้องฝึกควบคู่ไปพร้อมๆกับการศึกษาหาความรู้และทำความเข้าใจในเรื่องของธรรมชาติ ในเรื่องของธรรมชาติแห่งสรรพสิ่งนั้น ควรได้คิดอย่างละเอียดถี่ถ้วนเหตุเพราะอาจคิดและเข้าใจในทางที่ผิดๆได้ ดังเช่นที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า "ธรรมะมิได้มีไว้เพื่อฝืนธรรมชาติ" แต่ให้รู้เท่าทันในธรรมชาติ ในข้อนี้ ควรได้คิดถึงธรรมชาติแห่งสรรพสิ่งอย่างละเอียด เพราะอาจคิดไปว่า การบวช การกินอาหาร 1 มื้อ หรือ เพียง 2 มื้อ หรือกินอาหารมังสวิรัติ เป็นการฝืนธรรมชาติ หากคิดเยี่ยงนั้นย่อมเป็นการคิดที่ผิดๆ เหตุเพราะในธรรมชาติก็มีการปฏิบัติเยี่ยงนั้นอยู่แล้ว ไม่ใช่เป็นการฝืนธรรมชาติ เพียงแต่ใครหรือบุคคลใดจะมีความคิดความเข้าใจเรียนแบบธรรมชาติก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งนวัตกรรมที่มีอยู่ส่วนใหญ่ก็เรียนแบบธรรมชาติมาทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงได้เขียนตอนที่ 1 ความคิดและพฤติกรรมเพื่อสร้างพื้นฐานให้ท่านทั้งหลายได้เกิดความคิดเกิดความเข้าใจ รวมไปถึงตอนที่ 2 คือเรื่องของธรรมชาติ เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้ทดสอบสมองสติปัญญาของตัวเอง ทดสอบความรู้ความเข้าใจของตัวเอง เพราะการคิดพิจารณาเพื่อให้เกิดปรีชาหยั่งรู้หรือเกิดญาณอันนับเข้าในวิปัสสนา ต้องละเอียด ไม่มีการคิดผิด หากคิดพิจารณาผิดย่อมเกี่ยวโยงสัมพันธ์ไปถึงสภาพอารมณ์และจิตใจ ดังนั้นเขาจึงได้มีเครื่องช่วยควบคุมสภาพอารมณ์และจิตใจมิให้แปรเปลี่ยนหากยามใดเกิดคิดพิจารณาผิดพลาดคือคิดไม่ถูกต้องขึ้นมา นั้นก็คือ การทำสมาธิ
ดังนั้นการทำสมาธิ คือการฝึกควบคุมสภาพอารมณ์และจิตใจ หากจะกล่าวให้เข้าใจง่ายขึ้น การทำสมาธิคือการควบคุมความคิด ความคุมความรู้สึก ไม่ให้อ่อนไหว ควบคุมให้อยู่ในสภาพปกติ เมื่อยามใดได้กระทบหรือสัมผัส หรือเกิดสภาพอารมณ์ จิตใจ ความคิด ความรู้สึก ที่ผิดแผกไปจากปกติวิสัย อันเกิดจากสาเหตุ แห่งการคิดพิจารณาผิดพลาดหรือคิดพิจารณาไม่ถูกต้อง มาถึงตรงนี้หากท่านทั้งหลายได้อ่านและคิดพิจารณาตามคงจะเกิดความรู้ความเข้าใจ อย่างถ่องแท้ในเรื่องของสมาธิขึ้นบ้าง ส่วนวิธีการฝึกสมาธินั้น ข้าพเจ้าจะเขียนในตอนต่อไป
ในตอนนี้ข้าพเจ้าจะกล่าวถึงวิธีทำสมาธิ ในรูปแบบต่างๆซึ่งท่านทั้งหลายควรได้พิจารณาไตร่ตรองให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ส่วนใครจะนำเอาวิธีการทำสมาธิรูปแบบไหนไปปฏิบัติหรือเคยปฏิบัติสมาธิในรูปแบบไหนก็ตามแต่ใจ ตามแต่ความคิด และตามแต่ธรรมชาติของแต่ละบุคคล
ดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนที่ 3 ว่า การทำสมาธิ คือ การฝึกควบคุมอารมณ์ ความคิด ความรู้สึก หรือ ควบคุมสภาพจิตใจ มิให้เกิด อารมณ์ ความคิด ความรู้สึก ที่ผิดปกติวิสัย อันเกิดจากการที่ได้กระทบหรือสัมผัสกับสิ่งรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นการกระทบด้วย ตา ด้วย หู ด้วย จมูก ด้วย ลิ้น ด้วย กาย และด้วย ใจ ก็ตาม ซึ่งหากจะกล่าวในอีกรูปแบบหนึ่งของสมาธิ ก็คือ ทำสมาธิ เพื่อควบคุมตัวเอง ให้มี สติ สัมปชัญญะ ตลอดเวลา การฝึกควบคุมตัวเองหรือการฝึกทำสมาธิทำได้หลายรูปแบบ เพราะการควบคุมตัวเองของมนุษย์ และสัตว์บางชนิดนั้น มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด จะกล่าวว่าเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ก็ได้ แต่ย่อมเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม เกี่ยวข้องกับการได้รับการขัดเกลาทางสังคม และอื่นๆ การทำสมาธิโดยรวมแล้ว แบ่งเป็น
1. การทำงานเพื่อให้เกิดสมาธิ การทำงานเพื่อให้เกิดสมาธินี้ ถ้าจะแยกแยะออกไปก็ได้ชื่อในทางพุทธศาสนาหลายอย่างเช่น กรรมฐาน อันหมายถึง ที่ตั้งแห่งการงาน แบ่งเป็นสอง คือ สมถกรรมฐาน เป็นอุบายให้เกิดความสงบทางใจ ,และ วิปัสสนากรรมฐาน เป็นอุบายทำให้ปัญญา (จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน) ในสมถกรรมฐาน ยังแบ่งออกเป็น กสิณ คือการเพ่ง อารมณ์ไปที่ธาตุทั้ง 4 คือ และแยกออกไปอีก เป็น การเพ่ง อารมณ์ ไปที่สีต่างๆอีก 6 รวมเป็น 10 หรือจะกล่าวว่า กสิณหมายถึง การเอาวัตถุเป็นเครื่องจูงใจเพื่อให้เกิดสมาธิ ก็ย่อมได้ ตามที่ได้กล่าวไป บางท่านอาจจะสงสัยว่า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการทำงานในชีวิตประจำวันบ้าง ซึ่งในทางที่เป็นความจริงแล้วการทำงานทุกชนิด ก็คือ กรรมฐาน หากจะกล่าวอย่างให้เข้าใจง่ายขึ้น ก็คือ การทำงานทุกชนิด ในชีวิต
ประจำวันของมนุษย์ทั้งหลายเป็นกรรมฐานทั้งสิ้น อีกทั้งยังเป็นทั้ง สมถกรรมฐาน อุบายทำให้ใจสงบ และเป็นทั้ง วิปัสสนากรรมฐาน อุบายทำให้เกิดปัญญา ทั้งนี้ก็เพราะ ทั้ง สมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐานนี้ เป็นธรรมชาติที่มีอยู่ในมนุษย์และสัตว์บางชนิด ทั้งที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าและที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า การทำงานเพื่อให้เกิดสมาธินี้ แม้จะเป็นในชั้นปุถุชนคนทั่วไป แต่ก็เป็นพื้นฐานเป็นรากฐาน แห่งการเกิดความปรีชาหยั่งรู้ เกิดประสบการณ์ และอื่นๆ
สมาธิ ที่เกิดจากการทำงานนั้น เป็นสมาธิที่ก่อให้เกิดความชำนาญแห่งสภาพจิตใจ ในที่นี้หมายความว่า เมื่อใดเรามีความตั้งใจหรือเอาใจจดจ่อต่อการงานนั้นๆ สมาธิก็จะเกิดขึ้น ถึงแม้ว่า สมาธิ ที่เกิดจากการทำงานนั้น จะเป็นสมาธิในชั้นปุถุชนคนทั่วๆไปที่ต้องดิ้นรนทำมาหากิน แต่ก็เป็นสมาธิแห่งธรรมชาติของมนุษย์และสัตว์บางชนิด ปัญญาที่เกิดจากการทำงาน แม้ไม่ใช่การหลุดพ้นจาก กิเลส ทั้งมวล แต่ก็สามารถให้ผู้ทำการงานนั้นๆ เกิดปัญญาที่สามารถพาให้ตัวเองและครอบครัวหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ในระดับหนึ่ง นี้กล่าวในแง่ของสมาธิที่เกิดจากการทำงานโดยทั่วๆไปของมนุษย์และสัตว์ อนึ่งบางท่านอาจตั้งข้อสงสัยว่า สัตว์ไม่ได้ทำงาน ทำไมถึงหมายรวมไปถึงสัตว์ อันนี้ท่านทั้งหลายก็ควรได้คิดพิจารณาว่า การแสวงหาอาหารของสรรพสิ่งที่มีชีวิต ล้วนเป็นการทำงานทั้งสิ้น
2. การปฏิบัติธรรมหรือการทำสมาธิ โดยใช้ลมหายใจเป็นเครื่องกำหนดหรือยึดเหนี่ยว เมื่อได้อธิบายสมาธิขั้นพื้นฐานหรือขั้นรากฐานแล้ว ก็ต้องกล่าวถึงสมาธิชั้นพื้นฐานอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวช่วย เป็นปัจจัยที่สำคัญของการทำงาน คือการปฏิบัติสมาธิ หรืออุบายทำให้ใจสงบ ด้วยใช้วัตถุอันจูงใจให้เข้าไปผูกอยู่ นั้นก็คือการทำสมาธิโดยใช้ลมหายใจเป็นเครื่องจูงใจ หรือการนั่งสมาธิหรือการปฏิบัติธรรม หรืออื่นๆ ตามแต่ผู้ใดจะเรียก การทำสมาธิหรือปฏิบัติธรรมนี้ เป็นปัจจัยหรือเป็นเครื่องช่วยในการควบคุมอารมณ์ ความคิด ความรู้สึกโดยตรง มีรูปแบบการฝึกหลายรูปแบบ แต่การทำสมาธิที่ดีตามธรรมชาติ ก็คือการใช้ลมหายใจเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวเพื่อให้เกิดสมาธิ
การปฏิบัติธรรม หรือการทำสมาธิ โดยใช้ลมหายใจเป็นเครื่องกำหนดหรือยึดเหนี่ยวนั้น เป็นหลักการทางธรรมชาติอีกทั้งเป็นวิธีการที่จะนำไปสู่ทางหลุดพ้น เหตุเพราะสรีระร่างกายของสิ่งมีชีวิตย่อมต้องการอากาศหรือออกซิเจน หรือลม เข้าไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย อีกทั้งยังเป็นเครื่องช่วยในการเผาผลาญอาหารภายในร่างกายเพื่อให้เกิดพลังงาน เป็นหลักการพื้นฐานแห่งการวิปัสสนา หรือจะกล่าวอีกรูปแบบหนึ่งก็คือ การปฏิบัติธรรมหรือการทำสมาธิ โดยใช้ลมหายใจเป็นเครื่องกำหนดหรือยึดเหนี่ยวนั้น เป็นทั้งการฝึกควบคุมอารมณ์ ความคิด ความรู้สึก ฯ และยังเป็นทั้งการฝึกวิปัสสนาขั้นพื้นฐานหรือชั้นรากฐานที่สำคัญยิ่ง การปฏิบัติธรรมหรือการทำสมาธิ โดยใช้ลมหายใจเป็นเครื่องกำหนดมีวิธีการดังต่อไปนี้,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,
ทุกท่านคงนั่งสมาธิเป็น การนั่งสมาธิ ควรจัดท่านั่งให้สบายที่สุดอย่าให้เกิดอาการทับเส้นประสาทจนเกิดอาการเหน็บชา ควรหาสิ่งที่นุ่มๆรองนั่งรองขาหรือเข่าเพื่อมิให้เกิดอาการดังที่ได้กล่าวไป นั่งขัดสะหมาด ใช้มือซ้อนทับกันตามที่ถนัด หายใจเข้าหายใจออกตามปกติ ขณะหายใจเข้า ควรได้ใช้คำว่า พุทธ เป็นเครื่องกำกับ, หายใจออก ควรได้ใช้คำว่า โธ เป็นเครื่องกำกับ ที่ใช้คำว่า พุทธเป็นเครื่องกำกับตอนหายใจเข้า และใช้คำว่า โธ เป็นเครื่องกำกับตอนหายใจออก ก็เพื่อเป็นตัวควบคุมความคิด ความรู้สึก อารมณ์ ฯ อีกชั้นหนึ่ง เรียกว่า ควบคุมสองชั้น คือ ชั้นแรก จิตใจจดจ่ออยู่ที่ลมหายใจ ชั้นที่สอง เอาคำว่าพุทธโธ ควบคุม
จิตใจที่จดจ่ออยู่กับลมหายใจนั้น ควรได้ทำความรู้สึกกับลมหายใจนั้น นับตั้งแต่จุดที่ลมหายใจเข้าสู่ร่างกายนั้นก็คือโพรงจมูก ต่อไป ตามท่อทางสู่ปลอดและสมอง หัวใจ และทั่วร่างกาย หรือจะฝึกทำความรู้สึกกับลมหายใจไปทุกส่วนของอวัยวะของร่างกายก็ย่อมได้ แต่ในชั้นแรกแรก ก็ควรได้กำหนดทำความรู้สึกอยู่ที่เฉพาะโพรงจมูกก่อน เมื่อจิตสงบนิ่งไม่คิดสิ่งใดดีแล้ว ก็ค่อยกำ -
-หนดความรู้สึกไปยังส่วนอื่นของร่างกาย ซึ่งท่านทั้งหลายควรได้หวนกับไปถึงหลักการตอนที่ 1 และ 2 , 3 คือเรื่องของ พฤติกรรม ความคิด และ ธรรมชาติ การพิจารณาถึงความคิดและธรรมชาติ ย่อมหมายรวมไปถึงอวัยวะต่างๆของสรีระร่างกาย ซึ่งท่านทั้งหลายสามารถหาอ่านหรือศึกษาได้จากหนังสือ ในอินเตอร์เนต ฯ เพื่อประกอบในการนั่งสมาธิ สิ่งเหล่านั้นเป็นญาณ คือความปรีชาหยั่งรู้ เป็นญาณอันนับเข้าในวิปัสสนา การพิจารณาในเรื่องของความคิดและธรรมชาตินั้น จะนั่งคิดนอนคิด ยืนคิด หรือเดินไปเดินมาคิดซึ่งในทางศาสนาเขาเรียกว่าเดินจงกรมนั่นแหละ ก็ย่อมได้ทั้งนั้น เมื่อคิดแล้วเกิดความรู้แล้ว และเข้าใจแล้วความรู้ความจำเหล่านั้น ก็จะเป็นญาณ ที่เป็นปัจจัยหรือเป็นส่วนประกอบในการปฏิบัติธรรมในชั้นต่อๆไป
อนึ่ง การปฏิบัติธรรมหรือการทำสมาธิ โดยการใช้ลมหายใจเป็นเครื่องกำหนดหรือยึดเหนี่ยวนั้น จะนั่ง จะยืน จะเดิน จะวิ่ง หรือจะนอน ก็ย่อมได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับตัวเรา ข้อสำคัญอย่าฝืนสังขาร เข้าได้ออกได้ ไม่ยึดมั่นถือมั่นให้มากนัก ปวดก็ขยับให้หายปวด มันเรื่องธรรมดาของสรีระร่างกาย มีคนเรียกก็ลุก หรืออื่นๆใด และด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงได้กล่าวถึง พฤติกรรม ความคิดและธรรมชาติเป็นอันดับแรก ก็เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้เกิดความรู้ความเข้าใจในชั้นพื้นฐานก่อน จะได้ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าข้าต้องนั่งสมาธิให้นาน ปวดทรมาน ก็ทนนั่งอยู่ ซึ่งเป็นการไม่ถูกต้อง ท่านทั้งหลายควรได้คำนึงถึงจุดมุ่งหมายหรือเป้าหมายของการปฏิบัติธรรม หรือการทำสมาธิโดยใช้ลมหายใจเป็นเครื่องกำหนดหรือยึดเหนี่ยวว่าเป็นเช่นไร เพื่ออะไร ไม่ใช่ปฏิบัติเพื่อบรรลุจุดประสงค์ของความต้องการของตัวเอง จงจำไว้ให้ดีว่า การปฏิบัติธรรมหรือการทำสมาธิ ก็เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์หรือเป้าหมายของการปฏิบัติ มิใช่ให้บรรลุจุดประสงค์ของความต้องการของตัวเอง ซึ่งก็คงหนีไม่พ้น ความคิด อีกนั่นแหละ ประการสุดท้ายของการปฏิบัติธรรมหรือการทำสมาธิโดยใช้ลมหายใจเป็นเครื่องกำหนดและยึดเหนี่ยวก็ คือเมื่อฝึกไปจนชำนาญจิตใจสงบได้
เร็วสงบนิ่งไม่คิดสิ่งใดได้ดีแล้ว ก็ตัดคำว่า พุทธโธออกไป ให้กำหนดและยึดเหนี่ยวเฉพาะลมหายใจหรืออากาศหรือลมเพียงอย่างเดียว โดยไม่คิดสิ่งใดเลย ขั้นตอนนี้อาจจะยากสักหน่อยเพราะเราเคยใช้คำว่าพุทธโธมาก่อน แต่หากท่านทั้งหลายจะไม่ใช้คำว่า พุทธโธ ตั้งแต่เริ่มแรกเลยก็ได้ มันก็จะยากตั้งแต่ตอนแรกเช่นกัน ดังนั้นก็ทดลองดูใครถนัดอย่างไหนก็เอาอย่างนั้นก็แล้วกัน การที่เราไม่ใช้คำว่า พุทธโธ เป็นเครื่องกำกับนั้น ก็เพื่อผลในการปฏิบัติวิปัสสนาในชั้นต่อไป ก่อนจะถึงวิปัสสนาท่านทั้งหลายก็ควรได้รู้เกี่ยวกับคำว่า ญาณ และ วิธีการแห่งการได้ ญาณ ซึ่งจะได้เขียนในตอนต่อไป
อนึ่ง รูปแบบของการปฏิบัติธรรม หรือการทำสมาธิยังมีอีกหลายรูปแบบ ดังที่กล่าวไว้ในตอนแรก ในที่นี้ขออธิบายเพียงสองประการ เพราะเป็นชั้นพื้นฐานรากฐานที่ขาดไม่ได้ ส่วนวิธีการอื่นๆที่มีอยู่ ก็สุดแล้วแต่ท่านทั้งหลายจะเห็นชอบเห็นควร เพราะมันเป็นเรื่องของความคิด และธรรมชาติ ซึ่งข้อสำคัญ ให้รู้ตามธรรมชาติ ให้เข้าใจในธรรมชาติ ให้เห็นจริงตามธรรมชาติ นี้แหละคือ ธรรมะ
และสุดท้ายต่อด้วย ความรุ้ความเข้าใจเกี่ยวกับกสิณที่ถูกต้องดังต่อไปนี้
กสิณ คือการ เพ่ง หรือการใช้วัตถุจูงใจเพื่อให้เกิดสมาธิ
กสิณ ไม่ได้ทำให้เกิดอภิญญา แต่
กสิณ เพียงทำให้เกิดสมาธิ เหตุเพราะ มนุษย์เราย่อมต้องได้ใกล้ชิดกับธาตุทั้ง 4 และแสงสีทั้งหลาย จึงเกิดอุบายที่จะทำสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวให้เกิดประโยชน์ หรือหากจะกล่าวอีกรูปแบบหนึ่งก็คือ กสิณเป็นการเปลี่ยนวิธีการทำสมาธิ เพื่อไม่ให้เกิดความจำเจและเบื่อหน่าย ดังนั้นจึงเกิดคำว่า กสิณ และวิธีการขึ้น
จงได้พิจารณา
__________________
ฉะนั้น การควบคุมความคิดจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง
การหวังผลในการฝึกเพื่อให้ได้อภิญญา นั้น เป็นความหลงอย่างละเอียด แต่การฝึกตนในทางศาสนาพุทธ ที่ถูกต้องย่อมต้องผ่านอภิญญา คือย่อมต้องมีอภิญญา จุดมุ่งหมายของศาสนาพุทธ มีเป้าหมายอยู่ที่การหลุดพ้นจากวัฏสงสาร ถือเอา นิพพานเป็นสุดยอดแห่งการฝึก
จุดเริ่มต้นแห่งการฝึกนั้น ท่านทั้งหลาย ต้องมีความรู้ความเข้าใจในทางที่ถูกต้อง ต้องรู้และทำความเข้าใจว่า ศาสนามีเป้าหมายให้เราท่านทั้งหลาย รู้และเข้าใจในธรรมชาติ มิใช่ให้เราท่านฝืนธรรมชาติมิใช่ให้เราท่านฝืนธรรมชาติ
การที่เราได้รู้และเข้าในธรรมชาติแห่งสรรพสิ่งทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ย่อมเป็นความรู้ในทางที่ถูกต้องและเป็นชั้นพื้นฐาน อันนับตั้งแต่ตัวเราเป็นต้นไป เป็นหนทางที่จะนำเราท่านทั้งหลายมุ่งไปสู่จุดหมาย ในทางศาสนาพุทธสูงสุดคือชั้นนิพพาน อย่างไม่ได้เลย ก็สามารถขจัดอาสวะได้เป็นบางส่วน ก็นับว่าดีเลิศ การทำความเข้าใจและรู้ในธรรมชาติแห่งสรรพสิ่งนั้น ย่อมต้องมีความรู้ความเข้าใจตามกฎเกณฑ์กติกาแห่งการสังคมเป็นอยู่ร่วมกัน ย่อมต้องรู้และเข้าใจตามสภาพสังคม ,เศรษฐกิจ,สภาพสิ่งแวดล้อม, ต้องรู้และเข้าใจตามลักษณะอาชีพ ลักษณะเพศ รวมไปถึงการขัดเกลาทางสังคมและกรรมพันธุ์
การที่เราเรียนรู้และทำความเข้าใจในธรรมชาติแห่งสรรพสิ่งทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต จะเป็น ญาณ คือ ความปรีชาหยั่งรู้ หากจะกล่าวอีกรูปแบบหนึ่งก็คือ เกิดประสบการณ์ และย่อมนำไปสู่การเกิด ความจำ ความรู้สึก การปรุงแต่ง
การเรียนรู้และทำความเข้าใจในธรรมชาติแห่งสรรพสิ่งนี้ จะทำให้เราเกิดสมาธิหรือเป็นการฝึกสมาธิอีกรูปแบบหนึ่ง ทำให้เกิดปัญญาตามมาอย่างแน่นอน ที่กล่าวไปแล้วนี้ เป็นแบบเรียนชั้นพื้นฐานที่อาจจะต้องใช้เวลานานกว่าที่จะทำความเข้าใจและรู้อย่างถ่องแท้
การเรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติแห่งสรรพสิ่งทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตนั้น ต้องมองจากตัวเราออกไป มองจากภายในตัวเราออกไปสู่ภายนอก แล้วเปรียบเทียบภายนอกกับภายในตัวเรา เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ และประการที่สำคัญ ต้องมองภายนอกอย่างธรรมชาติจริงๆ ไม่ใช่มองอย่างฝืนธรรมชาติ อย่ามองในแง่ปทัสฐานของสังคมทั่วไป เช่น ดี หรือไม่ดี แต่ให้มองว่า ธรรมชาติแห่งการดิ้นรนของสรรพสิ่งที่มีชีวิตทุกชนิดย่อมเป็นอย่างนั้น เช่นเชื้อโรค ย่อมทำลายสิ่งมีชีวิตอื่นๆ นี้เป็นการยกตัวอย่างของสัตว์หรือพืชชั้นต่ำที่เราไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ส่วนที่เราท่านทั้งหลายสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าก็มีอีกมากมายศึกษาดูเถิด
ตามที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้ในสองตอนแรกว่า ก่อนที่เราจะฝึกปฏิบัติธรรมเราควรได้ทำความเข้าใจและควรได้รู้ว่า ความคิดและพฤติกรรมของสิ่งที่มีชีวิตเป็นอย่างไร อีกทั้งยังต้องรู้จักและเข้าใจในเรื่องของธรรมชาติแห่งสรรพสิ่งทั้งหลายว่าเป็นอย่างไร มีอย่างไร สิ่งเหล่านั้นเป็นญาณ เป็นความรู้อันนับเข้าในวิปัสสนาขั้นพื้นฐานที่สำคัญยิ่ง ผู้ที่สนใจในเรื่องของอภิญญาและการหลุดพ้นจากอาสวะควรได้รู้และทำความเข้าใจเป็นอันดับแรก ซึ่งเมื่อรู้และทำความเข้าใจแล้ว ก็ยังต้องรู้และทำความเข้าใจในเรื่องของการทำสมาธิ เหตุเพราะว่าการที่เราจะทำสิ่งใดเราควรได้รู้และเข้าใจจุดมุ่งหมายของวิธีการเหล่านั้น
การทำสมาธิ เป็นวิธีการปฏิบัติขั้นพื้นฐานที่ควรได้ฝึกควบคู่ไปพร้อมๆกับการศึกษาหาความรู้และทำความเข้าใจในเรื่องของความคิดและพฤติกรรม อีกทั้งย่อมต้องฝึกควบคู่ไปพร้อมๆกับการศึกษาหาความรู้และทำความเข้าใจในเรื่องของธรรมชาติ ในเรื่องของธรรมชาติแห่งสรรพสิ่งนั้น ควรได้คิดอย่างละเอียดถี่ถ้วนเหตุเพราะอาจคิดและเข้าใจในทางที่ผิดๆได้ ดังเช่นที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า "ธรรมะมิได้มีไว้เพื่อฝืนธรรมชาติ" แต่ให้รู้เท่าทันในธรรมชาติ ในข้อนี้ ควรได้คิดถึงธรรมชาติแห่งสรรพสิ่งอย่างละเอียด เพราะอาจคิดไปว่า การบวช การกินอาหาร 1 มื้อ หรือ เพียง 2 มื้อ หรือกินอาหารมังสวิรัติ เป็นการฝืนธรรมชาติ หากคิดเยี่ยงนั้นย่อมเป็นการคิดที่ผิดๆ เหตุเพราะในธรรมชาติก็มีการปฏิบัติเยี่ยงนั้นอยู่แล้ว ไม่ใช่เป็นการฝืนธรรมชาติ เพียงแต่ใครหรือบุคคลใดจะมีความคิดความเข้าใจเรียนแบบธรรมชาติก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งนวัตกรรมที่มีอยู่ส่วนใหญ่ก็เรียนแบบธรรมชาติมาทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงได้เขียนตอนที่ 1 ความคิดและพฤติกรรมเพื่อสร้างพื้นฐานให้ท่านทั้งหลายได้เกิดความคิดเกิดความเข้าใจ รวมไปถึงตอนที่ 2 คือเรื่องของธรรมชาติ เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้ทดสอบสมองสติปัญญาของตัวเอง ทดสอบความรู้ความเข้าใจของตัวเอง เพราะการคิดพิจารณาเพื่อให้เกิดปรีชาหยั่งรู้หรือเกิดญาณอันนับเข้าในวิปัสสนา ต้องละเอียด ไม่มีการคิดผิด หากคิดพิจารณาผิดย่อมเกี่ยวโยงสัมพันธ์ไปถึงสภาพอารมณ์และจิตใจ ดังนั้นเขาจึงได้มีเครื่องช่วยควบคุมสภาพอารมณ์และจิตใจมิให้แปรเปลี่ยนหากยามใดเกิดคิดพิจารณาผิดพลาดคือคิดไม่ถูกต้องขึ้นมา นั้นก็คือ การทำสมาธิ
ดังนั้นการทำสมาธิ คือการฝึกควบคุมสภาพอารมณ์และจิตใจ หากจะกล่าวให้เข้าใจง่ายขึ้น การทำสมาธิคือการควบคุมความคิด ความคุมความรู้สึก ไม่ให้อ่อนไหว ควบคุมให้อยู่ในสภาพปกติ เมื่อยามใดได้กระทบหรือสัมผัส หรือเกิดสภาพอารมณ์ จิตใจ ความคิด ความรู้สึก ที่ผิดแผกไปจากปกติวิสัย อันเกิดจากสาเหตุ แห่งการคิดพิจารณาผิดพลาดหรือคิดพิจารณาไม่ถูกต้อง มาถึงตรงนี้หากท่านทั้งหลายได้อ่านและคิดพิจารณาตามคงจะเกิดความรู้ความเข้าใจ อย่างถ่องแท้ในเรื่องของสมาธิขึ้นบ้าง ส่วนวิธีการฝึกสมาธินั้น ข้าพเจ้าจะเขียนในตอนต่อไป
ในตอนนี้ข้าพเจ้าจะกล่าวถึงวิธีทำสมาธิ ในรูปแบบต่างๆซึ่งท่านทั้งหลายควรได้พิจารณาไตร่ตรองให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ส่วนใครจะนำเอาวิธีการทำสมาธิรูปแบบไหนไปปฏิบัติหรือเคยปฏิบัติสมาธิในรูปแบบไหนก็ตามแต่ใจ ตามแต่ความคิด และตามแต่ธรรมชาติของแต่ละบุคคล
ดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนที่ 3 ว่า การทำสมาธิ คือ การฝึกควบคุมอารมณ์ ความคิด ความรู้สึก หรือ ควบคุมสภาพจิตใจ มิให้เกิด อารมณ์ ความคิด ความรู้สึก ที่ผิดปกติวิสัย อันเกิดจากการที่ได้กระทบหรือสัมผัสกับสิ่งรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นการกระทบด้วย ตา ด้วย หู ด้วย จมูก ด้วย ลิ้น ด้วย กาย และด้วย ใจ ก็ตาม ซึ่งหากจะกล่าวในอีกรูปแบบหนึ่งของสมาธิ ก็คือ ทำสมาธิ เพื่อควบคุมตัวเอง ให้มี สติ สัมปชัญญะ ตลอดเวลา การฝึกควบคุมตัวเองหรือการฝึกทำสมาธิทำได้หลายรูปแบบ เพราะการควบคุมตัวเองของมนุษย์ และสัตว์บางชนิดนั้น มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด จะกล่าวว่าเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ก็ได้ แต่ย่อมเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม เกี่ยวข้องกับการได้รับการขัดเกลาทางสังคม และอื่นๆ การทำสมาธิโดยรวมแล้ว แบ่งเป็น
1. การทำงานเพื่อให้เกิดสมาธิ การทำงานเพื่อให้เกิดสมาธินี้ ถ้าจะแยกแยะออกไปก็ได้ชื่อในทางพุทธศาสนาหลายอย่างเช่น กรรมฐาน อันหมายถึง ที่ตั้งแห่งการงาน แบ่งเป็นสอง คือ สมถกรรมฐาน เป็นอุบายให้เกิดความสงบทางใจ ,และ วิปัสสนากรรมฐาน เป็นอุบายทำให้ปัญญา (จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน) ในสมถกรรมฐาน ยังแบ่งออกเป็น กสิณ คือการเพ่ง อารมณ์ไปที่ธาตุทั้ง 4 คือ และแยกออกไปอีก เป็น การเพ่ง อารมณ์ ไปที่สีต่างๆอีก 6 รวมเป็น 10 หรือจะกล่าวว่า กสิณหมายถึง การเอาวัตถุเป็นเครื่องจูงใจเพื่อให้เกิดสมาธิ ก็ย่อมได้ ตามที่ได้กล่าวไป บางท่านอาจจะสงสัยว่า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการทำงานในชีวิตประจำวันบ้าง ซึ่งในทางที่เป็นความจริงแล้วการทำงานทุกชนิด ก็คือ กรรมฐาน หากจะกล่าวอย่างให้เข้าใจง่ายขึ้น ก็คือ การทำงานทุกชนิด ในชีวิต
ประจำวันของมนุษย์ทั้งหลายเป็นกรรมฐานทั้งสิ้น อีกทั้งยังเป็นทั้ง สมถกรรมฐาน อุบายทำให้ใจสงบ และเป็นทั้ง วิปัสสนากรรมฐาน อุบายทำให้เกิดปัญญา ทั้งนี้ก็เพราะ ทั้ง สมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐานนี้ เป็นธรรมชาติที่มีอยู่ในมนุษย์และสัตว์บางชนิด ทั้งที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าและที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า การทำงานเพื่อให้เกิดสมาธินี้ แม้จะเป็นในชั้นปุถุชนคนทั่วไป แต่ก็เป็นพื้นฐานเป็นรากฐาน แห่งการเกิดความปรีชาหยั่งรู้ เกิดประสบการณ์ และอื่นๆ
สมาธิ ที่เกิดจากการทำงานนั้น เป็นสมาธิที่ก่อให้เกิดความชำนาญแห่งสภาพจิตใจ ในที่นี้หมายความว่า เมื่อใดเรามีความตั้งใจหรือเอาใจจดจ่อต่อการงานนั้นๆ สมาธิก็จะเกิดขึ้น ถึงแม้ว่า สมาธิ ที่เกิดจากการทำงานนั้น จะเป็นสมาธิในชั้นปุถุชนคนทั่วๆไปที่ต้องดิ้นรนทำมาหากิน แต่ก็เป็นสมาธิแห่งธรรมชาติของมนุษย์และสัตว์บางชนิด ปัญญาที่เกิดจากการทำงาน แม้ไม่ใช่การหลุดพ้นจาก กิเลส ทั้งมวล แต่ก็สามารถให้ผู้ทำการงานนั้นๆ เกิดปัญญาที่สามารถพาให้ตัวเองและครอบครัวหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ในระดับหนึ่ง นี้กล่าวในแง่ของสมาธิที่เกิดจากการทำงานโดยทั่วๆไปของมนุษย์และสัตว์ อนึ่งบางท่านอาจตั้งข้อสงสัยว่า สัตว์ไม่ได้ทำงาน ทำไมถึงหมายรวมไปถึงสัตว์ อันนี้ท่านทั้งหลายก็ควรได้คิดพิจารณาว่า การแสวงหาอาหารของสรรพสิ่งที่มีชีวิต ล้วนเป็นการทำงานทั้งสิ้น
2. การปฏิบัติธรรมหรือการทำสมาธิ โดยใช้ลมหายใจเป็นเครื่องกำหนดหรือยึดเหนี่ยว เมื่อได้อธิบายสมาธิขั้นพื้นฐานหรือขั้นรากฐานแล้ว ก็ต้องกล่าวถึงสมาธิชั้นพื้นฐานอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวช่วย เป็นปัจจัยที่สำคัญของการทำงาน คือการปฏิบัติสมาธิ หรืออุบายทำให้ใจสงบ ด้วยใช้วัตถุอันจูงใจให้เข้าไปผูกอยู่ นั้นก็คือการทำสมาธิโดยใช้ลมหายใจเป็นเครื่องจูงใจ หรือการนั่งสมาธิหรือการปฏิบัติธรรม หรืออื่นๆ ตามแต่ผู้ใดจะเรียก การทำสมาธิหรือปฏิบัติธรรมนี้ เป็นปัจจัยหรือเป็นเครื่องช่วยในการควบคุมอารมณ์ ความคิด ความรู้สึกโดยตรง มีรูปแบบการฝึกหลายรูปแบบ แต่การทำสมาธิที่ดีตามธรรมชาติ ก็คือการใช้ลมหายใจเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวเพื่อให้เกิดสมาธิ
การปฏิบัติธรรม หรือการทำสมาธิ โดยใช้ลมหายใจเป็นเครื่องกำหนดหรือยึดเหนี่ยวนั้น เป็นหลักการทางธรรมชาติอีกทั้งเป็นวิธีการที่จะนำไปสู่ทางหลุดพ้น เหตุเพราะสรีระร่างกายของสิ่งมีชีวิตย่อมต้องการอากาศหรือออกซิเจน หรือลม เข้าไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย อีกทั้งยังเป็นเครื่องช่วยในการเผาผลาญอาหารภายในร่างกายเพื่อให้เกิดพลังงาน เป็นหลักการพื้นฐานแห่งการวิปัสสนา หรือจะกล่าวอีกรูปแบบหนึ่งก็คือ การปฏิบัติธรรมหรือการทำสมาธิ โดยใช้ลมหายใจเป็นเครื่องกำหนดหรือยึดเหนี่ยวนั้น เป็นทั้งการฝึกควบคุมอารมณ์ ความคิด ความรู้สึก ฯ และยังเป็นทั้งการฝึกวิปัสสนาขั้นพื้นฐานหรือชั้นรากฐานที่สำคัญยิ่ง การปฏิบัติธรรมหรือการทำสมาธิ โดยใช้ลมหายใจเป็นเครื่องกำหนดมีวิธีการดังต่อไปนี้,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,
ทุกท่านคงนั่งสมาธิเป็น การนั่งสมาธิ ควรจัดท่านั่งให้สบายที่สุดอย่าให้เกิดอาการทับเส้นประสาทจนเกิดอาการเหน็บชา ควรหาสิ่งที่นุ่มๆรองนั่งรองขาหรือเข่าเพื่อมิให้เกิดอาการดังที่ได้กล่าวไป นั่งขัดสะหมาด ใช้มือซ้อนทับกันตามที่ถนัด หายใจเข้าหายใจออกตามปกติ ขณะหายใจเข้า ควรได้ใช้คำว่า พุทธ เป็นเครื่องกำกับ, หายใจออก ควรได้ใช้คำว่า โธ เป็นเครื่องกำกับ ที่ใช้คำว่า พุทธเป็นเครื่องกำกับตอนหายใจเข้า และใช้คำว่า โธ เป็นเครื่องกำกับตอนหายใจออก ก็เพื่อเป็นตัวควบคุมความคิด ความรู้สึก อารมณ์ ฯ อีกชั้นหนึ่ง เรียกว่า ควบคุมสองชั้น คือ ชั้นแรก จิตใจจดจ่ออยู่ที่ลมหายใจ ชั้นที่สอง เอาคำว่าพุทธโธ ควบคุม
จิตใจที่จดจ่ออยู่กับลมหายใจนั้น ควรได้ทำความรู้สึกกับลมหายใจนั้น นับตั้งแต่จุดที่ลมหายใจเข้าสู่ร่างกายนั้นก็คือโพรงจมูก ต่อไป ตามท่อทางสู่ปลอดและสมอง หัวใจ และทั่วร่างกาย หรือจะฝึกทำความรู้สึกกับลมหายใจไปทุกส่วนของอวัยวะของร่างกายก็ย่อมได้ แต่ในชั้นแรกแรก ก็ควรได้กำหนดทำความรู้สึกอยู่ที่เฉพาะโพรงจมูกก่อน เมื่อจิตสงบนิ่งไม่คิดสิ่งใดดีแล้ว ก็ค่อยกำ -
-หนดความรู้สึกไปยังส่วนอื่นของร่างกาย ซึ่งท่านทั้งหลายควรได้หวนกับไปถึงหลักการตอนที่ 1 และ 2 , 3 คือเรื่องของ พฤติกรรม ความคิด และ ธรรมชาติ การพิจารณาถึงความคิดและธรรมชาติ ย่อมหมายรวมไปถึงอวัยวะต่างๆของสรีระร่างกาย ซึ่งท่านทั้งหลายสามารถหาอ่านหรือศึกษาได้จากหนังสือ ในอินเตอร์เนต ฯ เพื่อประกอบในการนั่งสมาธิ สิ่งเหล่านั้นเป็นญาณ คือความปรีชาหยั่งรู้ เป็นญาณอันนับเข้าในวิปัสสนา การพิจารณาในเรื่องของความคิดและธรรมชาตินั้น จะนั่งคิดนอนคิด ยืนคิด หรือเดินไปเดินมาคิดซึ่งในทางศาสนาเขาเรียกว่าเดินจงกรมนั่นแหละ ก็ย่อมได้ทั้งนั้น เมื่อคิดแล้วเกิดความรู้แล้ว และเข้าใจแล้วความรู้ความจำเหล่านั้น ก็จะเป็นญาณ ที่เป็นปัจจัยหรือเป็นส่วนประกอบในการปฏิบัติธรรมในชั้นต่อๆไป
อนึ่ง การปฏิบัติธรรมหรือการทำสมาธิ โดยการใช้ลมหายใจเป็นเครื่องกำหนดหรือยึดเหนี่ยวนั้น จะนั่ง จะยืน จะเดิน จะวิ่ง หรือจะนอน ก็ย่อมได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับตัวเรา ข้อสำคัญอย่าฝืนสังขาร เข้าได้ออกได้ ไม่ยึดมั่นถือมั่นให้มากนัก ปวดก็ขยับให้หายปวด มันเรื่องธรรมดาของสรีระร่างกาย มีคนเรียกก็ลุก หรืออื่นๆใด และด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงได้กล่าวถึง พฤติกรรม ความคิดและธรรมชาติเป็นอันดับแรก ก็เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้เกิดความรู้ความเข้าใจในชั้นพื้นฐานก่อน จะได้ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าข้าต้องนั่งสมาธิให้นาน ปวดทรมาน ก็ทนนั่งอยู่ ซึ่งเป็นการไม่ถูกต้อง ท่านทั้งหลายควรได้คำนึงถึงจุดมุ่งหมายหรือเป้าหมายของการปฏิบัติธรรม หรือการทำสมาธิโดยใช้ลมหายใจเป็นเครื่องกำหนดหรือยึดเหนี่ยวว่าเป็นเช่นไร เพื่ออะไร ไม่ใช่ปฏิบัติเพื่อบรรลุจุดประสงค์ของความต้องการของตัวเอง จงจำไว้ให้ดีว่า การปฏิบัติธรรมหรือการทำสมาธิ ก็เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์หรือเป้าหมายของการปฏิบัติ มิใช่ให้บรรลุจุดประสงค์ของความต้องการของตัวเอง ซึ่งก็คงหนีไม่พ้น ความคิด อีกนั่นแหละ ประการสุดท้ายของการปฏิบัติธรรมหรือการทำสมาธิโดยใช้ลมหายใจเป็นเครื่องกำหนดและยึดเหนี่ยวก็ คือเมื่อฝึกไปจนชำนาญจิตใจสงบได้
เร็วสงบนิ่งไม่คิดสิ่งใดได้ดีแล้ว ก็ตัดคำว่า พุทธโธออกไป ให้กำหนดและยึดเหนี่ยวเฉพาะลมหายใจหรืออากาศหรือลมเพียงอย่างเดียว โดยไม่คิดสิ่งใดเลย ขั้นตอนนี้อาจจะยากสักหน่อยเพราะเราเคยใช้คำว่าพุทธโธมาก่อน แต่หากท่านทั้งหลายจะไม่ใช้คำว่า พุทธโธ ตั้งแต่เริ่มแรกเลยก็ได้ มันก็จะยากตั้งแต่ตอนแรกเช่นกัน ดังนั้นก็ทดลองดูใครถนัดอย่างไหนก็เอาอย่างนั้นก็แล้วกัน การที่เราไม่ใช้คำว่า พุทธโธ เป็นเครื่องกำกับนั้น ก็เพื่อผลในการปฏิบัติวิปัสสนาในชั้นต่อไป ก่อนจะถึงวิปัสสนาท่านทั้งหลายก็ควรได้รู้เกี่ยวกับคำว่า ญาณ และ วิธีการแห่งการได้ ญาณ ซึ่งจะได้เขียนในตอนต่อไป
อนึ่ง รูปแบบของการปฏิบัติธรรม หรือการทำสมาธิยังมีอีกหลายรูปแบบ ดังที่กล่าวไว้ในตอนแรก ในที่นี้ขออธิบายเพียงสองประการ เพราะเป็นชั้นพื้นฐานรากฐานที่ขาดไม่ได้ ส่วนวิธีการอื่นๆที่มีอยู่ ก็สุดแล้วแต่ท่านทั้งหลายจะเห็นชอบเห็นควร เพราะมันเป็นเรื่องของความคิด และธรรมชาติ ซึ่งข้อสำคัญ ให้รู้ตามธรรมชาติ ให้เข้าใจในธรรมชาติ ให้เห็นจริงตามธรรมชาติ นี้แหละคือ ธรรมะ
และสุดท้ายต่อด้วย ความรุ้ความเข้าใจเกี่ยวกับกสิณที่ถูกต้องดังต่อไปนี้
กสิณ คือการ เพ่ง หรือการใช้วัตถุจูงใจเพื่อให้เกิดสมาธิ
กสิณ ไม่ได้ทำให้เกิดอภิญญา แต่
กสิณ เพียงทำให้เกิดสมาธิ เหตุเพราะ มนุษย์เราย่อมต้องได้ใกล้ชิดกับธาตุทั้ง 4 และแสงสีทั้งหลาย จึงเกิดอุบายที่จะทำสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวให้เกิดประโยชน์ หรือหากจะกล่าวอีกรูปแบบหนึ่งก็คือ กสิณเป็นการเปลี่ยนวิธีการทำสมาธิ เพื่อไม่ให้เกิดความจำเจและเบื่อหน่าย ดังนั้นจึงเกิดคำว่า กสิณ และวิธีการขึ้น
จงได้พิจารณา
__________________