telwada
20-10-2004, 06:02 PM
การปฎิบัติธรรม หรือการนับถือศาสนาปฏิบัติตามธรรมะของศาสนานั้น ย่อมต้องมีขั้นตอน หรือหากจะกล่าวอย่างกว้างๆแล้วการจะทำงานสิ่งใดย่อมต้องมีขั้นตอนของการทำงานนั้นๆ
การปฏิบัติธรรม โดยการรักษาศีล เป็นการปฏิบัติธรรมระดับพื้นฐาน ระดับขั้นต้น หรือจะเรียกว่า เป็นระดับปุถุชนคนธรรมดาทั้งหลายทั่วโลก ศีลทั้ง 5 ข้อมีไว้สำหรับมนุษย์ ไม่ได้มีไว้สำหรับสัตว์ หากจะกล่าวอย่างให้เข้าใจลึกซึ่งลงไปอีกแล้วละก้อ ศีลทั้ง 5 ข้อ เป็นข้อปฏิบัติธรรมอันจักทำให้มนุษย์อยู่ร่วมสังเดียวกันได้อย่างสงบสุขได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งหากจะกล่าวอีกรูปแบบหนึ่ง การปฏิบัติธรรมโดยการรักษาศีลเป็นการฝึกภายนอก
การปฏิบัติธรรมขั้นต่อไปก็คือ การปฏิบัติธรรม โดยการฝึกสมาธิ การทำสมาธิ เป็นการฝึกตนหรือปฏิบัติธรรมในข้อ พรหมวิหาร 4 และโดย อนุโลม จัดอยู่ในธรรมข้อ อิทธิบาท 4 (เป็นของศาสนาพราหมณ์) ที่ต้องฝึกสมาธิ ก็เพราะการจะฝึกตนให้หลุดพ้นจากอาสวะหรือกิเลสทั้งมวลนั้น ต้องอาศัยสมาธิ คือการรู้จักควบคุมสมองจิตใจ และสภาพสภาวะแห่งสรีระร่างกาย ดังนั้น การฝึกสมาธิจึงเป็นการฝึกภายใน เพื่อเตรียมความพร้อมแห่งสรีระร่างกายเพื่อการฝึกขั้นอริยะบุคคล
การปฏิบัติธรรมขั้นต่อไปคือ การศีกษาหาความรู้แห่งธรรมชาติทั้งมวลเพื่อเป็น_าน(ยาน) คือเป็นความรู้อันนับเข้าในวิปัสสนา ความรู้แห่งธรรมชาติที่กล่าวไปนั้น ข้อศีลไม่ใช่ความรู้แห่งธรรมชาติในอันที่จะนำมาวิปัสสนา แต่เป็นส่วนประกอบที่สำคั_ คือเป็นระดับพื้นฐานเพื่อฝึกฝนความคิดจิตใจและร่างกาย ในรูปแบบหนึ่ง
สำหรับความรู้แห่งธรรมชาติทั้งหลายนั้น ท่านทั้งหลายจะค้นหาเอาเองก็ได้ หรือจะดูจากผู้เป็นศาสดาแห่งศาสนานั้นก็ได้ เมื่อดูแล้วก็ต้องนำมาคิดพิจารณาเพื่อให้เกิดเป็น_าน(ยาน) ไม่ใช่เอาแต่หัวข้อมา แล้วก็เชื่อแล้วโดยคิดเพียงสั้นๆ
ดังนั้นการรักษาศีลจึงเป็นพื้นฐานของการคิดพิจารณาอย่างถูกต้องอย่างถูกวิธี ซึ่งย่อมเป็นไปตามขั้นตอน
สำหรับบุคคลที่คิดมากจนเลยเถิดไปว่า ฆ่ายุงไม่ได้ ฆ่าสัตว์ไม่ได้ ก็จริงอยู่ส่วนหนึ่ง แต่การที่จะไม่ฆ่ายุงที่มากัดเรา หรือฆ่าสัตว์เพื่อมาเป็นอาหารนั้น บุคคลผู้นั้น น่าจะฝึกตนอยู่ในระดับ นิพพานแล้ว ส่วนระดับอื่นก็มิใช่ว่าจะต้องการฆ่าสัตว์(ในที่นี้กล่าวจะเฉพาะสัตว์) เมื่อบุคคลฝึกตนหรือปฏิบัติธรรมถึงหรือบรรลุโสดาบัน ก็ย่อมกำหนดรู้จิตผู้อื่น รู้จิตของสัตว์ รู้แม้เวลาสัตว์พูดกัน ก็ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ทำร้ายสัตว์เหล่านั้น
แต่บุคคลบางบุคคล แค่ศีล 5 ยังพิจารณาไปเป็น ดันดัดจริต รู้จิตใจของสัตว์ จะกินแต่พืช ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ที่จะกินแต่ผักทุกมื้อ และกินเป็นเวลาหลายๆเดือน แต่ข้าพเจ้ามิใช่ยุยงให้กินแต่สัตว์ และก็ไม่ได้ยุยงให้กินแต่พืช
เพราะอันมนุษย์นั้น ร่างกายของเราเคยชินมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาแล้ว ไม่ควรดัดจริตเมื่อรู้หลักธรรมเพียงเล็กน้อย
อีกประการหนึ่งเมื่อเราทานเนื่อสัตว์หากเป็นระดับ โสดาบัน เขาก็ไม่ได้คิดอะไร ทำจิตใจให้เป็นกลาง เรากินสัตว์ แต่ไม่ได้ฆ่าสัตว์
คุณผู้ดัดจริต จะช่วยมนุษย์ด้วยกันให้มีงานทำมีกินมีใช้ ครอบครัวเขาอยู่อย่างมีความสุข หรือจะช่วยยุง หรือไก่ที่มันไม่ได้ส่งลูกมันเรียนหนังสือ ไม่ได้รักษาพ่อแม่ลูกเมียของมันเมื่อเจ็บป่วย คุณจะช่วยใคร
หมายเหตุ อย่าดัดจริตให้มากนักเลยท่านที่คัดค้านทั้งหลาย
การปฏิบัติธรรม โดยการรักษาศีล เป็นการปฏิบัติธรรมระดับพื้นฐาน ระดับขั้นต้น หรือจะเรียกว่า เป็นระดับปุถุชนคนธรรมดาทั้งหลายทั่วโลก ศีลทั้ง 5 ข้อมีไว้สำหรับมนุษย์ ไม่ได้มีไว้สำหรับสัตว์ หากจะกล่าวอย่างให้เข้าใจลึกซึ่งลงไปอีกแล้วละก้อ ศีลทั้ง 5 ข้อ เป็นข้อปฏิบัติธรรมอันจักทำให้มนุษย์อยู่ร่วมสังเดียวกันได้อย่างสงบสุขได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งหากจะกล่าวอีกรูปแบบหนึ่ง การปฏิบัติธรรมโดยการรักษาศีลเป็นการฝึกภายนอก
การปฏิบัติธรรมขั้นต่อไปก็คือ การปฏิบัติธรรม โดยการฝึกสมาธิ การทำสมาธิ เป็นการฝึกตนหรือปฏิบัติธรรมในข้อ พรหมวิหาร 4 และโดย อนุโลม จัดอยู่ในธรรมข้อ อิทธิบาท 4 (เป็นของศาสนาพราหมณ์) ที่ต้องฝึกสมาธิ ก็เพราะการจะฝึกตนให้หลุดพ้นจากอาสวะหรือกิเลสทั้งมวลนั้น ต้องอาศัยสมาธิ คือการรู้จักควบคุมสมองจิตใจ และสภาพสภาวะแห่งสรีระร่างกาย ดังนั้น การฝึกสมาธิจึงเป็นการฝึกภายใน เพื่อเตรียมความพร้อมแห่งสรีระร่างกายเพื่อการฝึกขั้นอริยะบุคคล
การปฏิบัติธรรมขั้นต่อไปคือ การศีกษาหาความรู้แห่งธรรมชาติทั้งมวลเพื่อเป็น_าน(ยาน) คือเป็นความรู้อันนับเข้าในวิปัสสนา ความรู้แห่งธรรมชาติที่กล่าวไปนั้น ข้อศีลไม่ใช่ความรู้แห่งธรรมชาติในอันที่จะนำมาวิปัสสนา แต่เป็นส่วนประกอบที่สำคั_ คือเป็นระดับพื้นฐานเพื่อฝึกฝนความคิดจิตใจและร่างกาย ในรูปแบบหนึ่ง
สำหรับความรู้แห่งธรรมชาติทั้งหลายนั้น ท่านทั้งหลายจะค้นหาเอาเองก็ได้ หรือจะดูจากผู้เป็นศาสดาแห่งศาสนานั้นก็ได้ เมื่อดูแล้วก็ต้องนำมาคิดพิจารณาเพื่อให้เกิดเป็น_าน(ยาน) ไม่ใช่เอาแต่หัวข้อมา แล้วก็เชื่อแล้วโดยคิดเพียงสั้นๆ
ดังนั้นการรักษาศีลจึงเป็นพื้นฐานของการคิดพิจารณาอย่างถูกต้องอย่างถูกวิธี ซึ่งย่อมเป็นไปตามขั้นตอน
สำหรับบุคคลที่คิดมากจนเลยเถิดไปว่า ฆ่ายุงไม่ได้ ฆ่าสัตว์ไม่ได้ ก็จริงอยู่ส่วนหนึ่ง แต่การที่จะไม่ฆ่ายุงที่มากัดเรา หรือฆ่าสัตว์เพื่อมาเป็นอาหารนั้น บุคคลผู้นั้น น่าจะฝึกตนอยู่ในระดับ นิพพานแล้ว ส่วนระดับอื่นก็มิใช่ว่าจะต้องการฆ่าสัตว์(ในที่นี้กล่าวจะเฉพาะสัตว์) เมื่อบุคคลฝึกตนหรือปฏิบัติธรรมถึงหรือบรรลุโสดาบัน ก็ย่อมกำหนดรู้จิตผู้อื่น รู้จิตของสัตว์ รู้แม้เวลาสัตว์พูดกัน ก็ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ทำร้ายสัตว์เหล่านั้น
แต่บุคคลบางบุคคล แค่ศีล 5 ยังพิจารณาไปเป็น ดันดัดจริต รู้จิตใจของสัตว์ จะกินแต่พืช ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ที่จะกินแต่ผักทุกมื้อ และกินเป็นเวลาหลายๆเดือน แต่ข้าพเจ้ามิใช่ยุยงให้กินแต่สัตว์ และก็ไม่ได้ยุยงให้กินแต่พืช
เพราะอันมนุษย์นั้น ร่างกายของเราเคยชินมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาแล้ว ไม่ควรดัดจริตเมื่อรู้หลักธรรมเพียงเล็กน้อย
อีกประการหนึ่งเมื่อเราทานเนื่อสัตว์หากเป็นระดับ โสดาบัน เขาก็ไม่ได้คิดอะไร ทำจิตใจให้เป็นกลาง เรากินสัตว์ แต่ไม่ได้ฆ่าสัตว์
คุณผู้ดัดจริต จะช่วยมนุษย์ด้วยกันให้มีงานทำมีกินมีใช้ ครอบครัวเขาอยู่อย่างมีความสุข หรือจะช่วยยุง หรือไก่ที่มันไม่ได้ส่งลูกมันเรียนหนังสือ ไม่ได้รักษาพ่อแม่ลูกเมียของมันเมื่อเจ็บป่วย คุณจะช่วยใคร
หมายเหตุ อย่าดัดจริตให้มากนักเลยท่านที่คัดค้านทั้งหลาย