PDA

View Full Version : หลักสูตรอภิญญาและการหลุดพ้น ตอนที่ 4 สมาธิ


telwada
18-06-2005, 04:09 PM
ในตอนนี้ข้าพเจ้าจะกล่าวถึงวิธีทำสมาธิ ในรูปแบบต่างๆซึ่งท่านทั้งหลายควรได้พิจารณาไตร่ตรองให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ส่วนใครจะนำเอาวิธีการทำสมาธิรูปแบบไหนไปปฏิบัติหรือเคยปฏิบัติสมาธิในรูปแบบไหนก็ตามแต่ใจ ตามแต่ความคิด และตามแต่ธรรมชาติของแต่ละบุคคล
ดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนที่ 3 ว่า การทำสมาธิ คือ การฝึกควบคุมอารมณ์ ความคิด ความรู้สึก หรือ ควบคุมสภาพจิตใจ มิให้เกิด อารมณ์ ความคิด ความรู้สึก ที่ผิดปกติวิสัย อันเกิดจากการที่ได้กระทบหรือสัมผัสกับสิ่งรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นการกระทบด้วย ตา ด้วย หู ด้วย จมูก ด้วย ลิ้น ด้วย กาย และด้วย ใจ ก็ตาม ซึ่งหากจะกล่าวในอีกรูปแบบหนึ่งของสมาธิ ก็คือ ทำสมาธิ เพื่อควบคุมตัวเอง ให้มี สติ สัมปชัญญะ ตลอดเวลา การฝึกควบคุมตัวเองหรือการฝึกทำสมาธิทำได้หลายรูปแบบ เพราะการควบคุมตัวเองของมนุษย์ และสัตว์บางชนิดนั้น มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด จะกล่าวว่าเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ก็ได้ แต่ย่อมเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม เกี่ยวข้องกับการได้รับการขัดเกลาทางสังคม และอื่นๆ การทำสมาธิโดยรวมแล้ว แบ่งเป็น
1. การทำงานเพื่อให้เกิดสมาธิ การทำงานเพื่อให้เกิดสมาธินี้ ถ้าจะแยกแยะออกไปก็ได้ชื่อในทางพุทธศาสนาหลายอย่างเช่น กรรมฐาน อันหมายถึง ที่ตั้งแห่งการงาน แบ่งเป็นสอง คือ สมถกรรมฐาน เป็นอุบายให้เกิดความสงบทางใจ ,และ วิปัสสนากรรมฐาน เป็นอุบายทำให้ปัญญา (จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน) ในสมถกรรมฐาน ยังแบ่งออกเป็น กสิณ คือการเพ่ง อารมณ์ไปที่ธาตุทั้ง 4 คือ และแยกออกไปอีก เป็น การเพ่ง อารมณ์ ไปที่สีต่างๆอีก 6 รวมเป็น 10 หรือจะกล่าวว่า กสิณหมายถึง การเอาวัตถุเป็นเครื่องจูงใจเพื่อให้เกิดสมาธิ ก็ย่อมได้ ตามที่ได้กล่าวไป บางท่านอาจจะสงสัยว่า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการทำงานในชีวิตประจำวันบ้าง ซึ่งในทางที่เป็นความจริงแล้วการทำงานทุกชนิด ก็คือ กรรมฐาน หากจะกล่าวอย่างให้เข้าใจง่ายขึ้น ก็คือ การทำงานทุกชนิด ในชีวิต
ประจำวันของมนุษย์ทั้งหลายเป็นกรรมฐานทั้งสิ้น อีกทั้งยังเป็นทั้ง สมถกรรมฐาน อุบายทำให้ใจสงบ และเป็นทั้ง วิปัสสนากรรมฐาน อุบายทำให้เกิดปัญญา ทั้งนี้ก็เพราะ ทั้ง สมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐานนี้ เป็นธรรมชาติที่มีอยู่ในมนุษย์และสัตว์บางชนิด ทั้งที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าและที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า การทำงานเพื่อให้เกิดสมาธินี้ แม้จะเป็นในชั้นปุถุชนคนทั่วไป แต่ก็เป็นพื้นฐานเป็นรากฐาน แห่งการเกิดความปรีชาหยั่งรู้ เกิดประสบการณ์ และอื่นๆ
สมาธิ ที่เกิดจากการทำงานนั้น เป็นสมาธิที่ก่อให้เกิดความชำนาญแห่งสภาพจิตใจ ในที่นี้หมายความว่า เมื่อใดเรามีความตั้งใจหรือเอาใจจดจ่อต่อการงานนั้นๆ สมาธิก็จะเกิดขึ้น ถึงแม้ว่า สมาธิ ที่เกิดจากการทำงานนั้น จะเป็นสมาธิในชั้นปุถุชนคนทั่วๆไปที่ต้องดิ้นรนทำมาหากิน แต่ก็เป็นสมาธิแห่งธรรมชาติของมนุษย์และสัตว์บางชนิด ปัญญาที่เกิดจากการทำงาน แม้ไม่ใช่การหลุดพ้นจาก กิเลส ทั้งมวล แต่ก็สามารถให้ผู้ทำการงานนั้นๆ เกิดปัญญาที่สามารถพาให้ตัวเองและครอบครัวหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ในระดับหนึ่ง นี้กล่าวในแง่ของสมาธิที่เกิดจากการทำงานโดยทั่วๆไปของมนุษย์และสัตว์ อนึ่งบางท่านอาจตั้งข้อสงสัยว่า สัตว์ไม่ได้ทำงาน ทำไมถึงหมายรวมไปถึงสัตว์ อันนี้ท่านทั้งหลายก็ควรได้คิดพิจารณาว่า การแสวงหาอาหารของสรรพสิ่งที่มีชีวิต ล้วนเป็นการทำงานทั้งสิ้น
2. การปฏิบัติธรรมหรือการทำสมาธิ โดยใช้ลมหายใจเป็นเครื่องกำหนดหรือยึดเหนี่ยว เมื่อได้อธิบายสมาธิขั้นพื้นฐานหรือขั้นรากฐานแล้ว ก็ต้องกล่าวถึงสมาธิชั้นพื้นฐานอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวช่วย เป็นปัจจัยที่สำคัญของการทำงาน คือการปฏิบัติสมาธิ หรืออุบายทำให้ใจสงบ ด้วยใช้วัตถุอันจูงใจให้เข้าไปผูกอยู่ นั้นก็คือการทำสมาธิโดยใช้ลมหายใจเป็นเครื่องจูงใจ หรือการนั่งสมาธิหรือการปฏิบัติธรรม หรืออื่นๆ ตามแต่ผู้ใดจะเรียก การทำสมาธิหรือปฏิบัติธรรมนี้ เป็นปัจจัยหรือเป็นเครื่องช่วยในการควบคุมอารมณ์ ความคิด ความรู้สึกโดยตรง มีรูปแบบการฝึกหลายรูปแบบ แต่การทำสมาธิที่ดีตามธรรมชาติ ก็คือการใช้ลมหายใจเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวเพื่อให้เกิดสมาธิ
การปฏิบัติธรรม หรือการทำสมาธิ โดยใช้ลมหายใจเป็นเครื่องกำหนดหรือยึดเหนี่ยวนั้น เป็นหลักการทางธรรมชาติอีกทั้งเป็นวิธีการที่จะนำไปสู่ทางหลุดพ้น เหตุเพราะสรีระร่างกายของสิ่งมีชีวิตย่อมต้องการอากาศหรือออกซิเจน หรือลม เข้าไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย อีกทั้งยังเป็นเครื่องช่วยในการเผาผลาญอาหารภายในร่างกายเพื่อให้เกิดพลังงาน เป็นหลักการพื้นฐานแห่งการวิปัสสนา หรือจะกล่าวอีกรูปแบบหนึ่งก็คือ การปฏิบัติธรรมหรือการทำสมาธิ โดยใช้ลมหายใจเป็นเครื่องกำหนดหรือยึดเหนี่ยวนั้น เป็นทั้งการฝึกควบคุมอารมณ์ ความคิด ความรู้สึก ฯ และยังเป็นทั้งการฝึกวิปัสสนาขั้นพื้นฐานหรือชั้นรากฐานที่สำคัญยิ่ง การปฏิบัติธรรมหรือการทำสมาธิ โดยใช้ลมหายใจเป็นเครื่องกำหนดมีวิธีการดังต่อไปนี้,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,
ทุกท่านคงนั่งสมาธิเป็น การนั่งสมาธิ ควรจัดท่านั่งให้สบายที่สุดอย่าให้เกิดอาการทับเส้นประสาทจนเกิดอาการเหน็บชา ควรหาสิ่งที่นุ่มๆรองนั่งรองขาหรือเข่าเพื่อมิให้เกิดอาการดังที่ได้กล่าวไป นั่งขัดสะหมาด ใช้มือซ้อนทับกันตามที่ถนัด หายใจเข้าหายใจออกตามปกติ ขณะหายใจเข้า ควรได้ใช้คำว่า “พุทธ” เป็นเครื่องกำกับ, หายใจออก ควรได้ใช้คำว่า “โธ” เป็นเครื่องกำกับ ที่ใช้คำว่า “พุทธ”เป็นเครื่องกำกับตอนหายใจเข้า และใช้คำว่า “โธ” เป็นเครื่องกำกับตอนหายใจออก ก็เพื่อเป็นตัวควบคุมความคิด ความรู้สึก อารมณ์ ฯ อีกชั้นหนึ่ง เรียกว่า ควบคุมสองชั้น คือ ชั้นแรก จิตใจจดจ่ออยู่ที่ลมหายใจ ชั้นที่สอง เอาคำว่าพุทธโธ ควบคุม
จิตใจที่จดจ่ออยู่กับลมหายใจนั้น ควรได้ทำความรู้สึกกับลมหายใจนั้น นับตั้งแต่จุดที่ลมหายใจเข้าสู่ร่างกายนั้นก็คือโพรงจมูก ต่อไป ตามท่อทางสู่ปลอดและสมอง หัวใจ และทั่วร่างกาย หรือจะฝึกทำความรู้สึกกับลมหายใจไปทุกส่วนของอวัยวะของร่างกายก็ย่อมได้ แต่ในชั้นแรกแรก ก็ควรได้กำหนดทำความรู้สึกอยู่ที่เฉพาะโพรงจมูกก่อน เมื่อจิตสงบนิ่งไม่คิดสิ่งใดดีแล้ว ก็ค่อยกำ -
-หนดความรู้สึกไปยังส่วนอื่นของร่างกาย ซึ่งท่านทั้งหลายควรได้หวนกับไปถึงหลักการตอนที่ 1 และ 2 , 3 คือเรื่องของ พฤติกรรม ความคิด และ ธรรมชาติ การพิจารณาถึงความคิดและธรรมชาติ ย่อมหมายรวมไปถึงอวัยวะต่างๆของสรีระร่างกาย ซึ่งท่านทั้งหลายสามารถหาอ่านหรือศึกษาได้จากหนังสือ ในอินเตอร์เนต ฯ เพื่อประกอบในการนั่งสมาธิ สิ่งเหล่านั้นเป็นญาณ คือความปรีชาหยั่งรู้ เป็นญาณอันนับเข้าในวิปัสสนา การพิจารณาในเรื่องของความคิดและธรรมชาตินั้น จะนั่งคิดนอนคิด ยืนคิด หรือเดินไปเดินมาคิดซึ่งในทางศาสนาเขาเรียกว่าเดินจงกรมนั่นแหละ ก็ย่อมได้ทั้งนั้น เมื่อคิดแล้วเกิดความรู้แล้ว และเข้าใจแล้วความรู้ความจำเหล่านั้น ก็จะเป็นญาณ ที่เป็นปัจจัยหรือเป็นส่วนประกอบในการปฏิบัติธรรมในชั้นต่อๆไป
อนึ่ง การปฏิบัติธรรมหรือการทำสมาธิ โดยการใช้ลมหายใจเป็นเครื่องกำหนดหรือยึดเหนี่ยวนั้น จะนั่ง จะยืน จะเดิน จะวิ่ง หรือจะนอน ก็ย่อมได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับตัวเรา ข้อสำคัญอย่าฝืนสังขาร เข้าได้ออกได้ ไม่ยึดมั่นถือมั่นให้มากนัก ปวดก็ขยับให้หายปวด มันเรื่องธรรมดาของสรีระร่างกาย มีคนเรียกก็ลุก หรืออื่นๆใด และด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงได้กล่าวถึง พฤติกรรม ความคิดและธรรมชาติเป็นอันดับแรก ก็เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้เกิดความรู้ความเข้าใจในชั้นพื้นฐานก่อน จะได้ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าข้าต้องนั่งสมาธิให้นาน ปวดทรมาน ก็ทนนั่งอยู่ ซึ่งเป็นการไม่ถูกต้อง ท่านทั้งหลายควรได้คำนึงถึงจุดมุ่งหมายหรือเป้าหมายของการปฏิบัติธรรม หรือการทำสมาธิโดยใช้ลมหายใจเป็นเครื่องกำหนดหรือยึดเหนี่ยวว่าเป็นเช่นไร เพื่ออะไร ไม่ใช่ปฏิบัติเพื่อบรรลุจุดประสงค์ของความต้องการของตัวเอง จงจำไว้ให้ดีว่า การปฏิบัติธรรมหรือการทำสมาธิ ก็เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์หรือเป้าหมายของการปฏิบัติ มิใช่ให้บรรลุจุดประสงค์ของความต้องการของตัวเอง ซึ่งก็คงหนีไม่พ้น ความคิด อีกนั่นแหละ ประการสุดท้ายของการปฏิบัติธรรมหรือการทำสมาธิโดยใช้ลมหายใจเป็นเครื่องกำหนดและยึดเหนี่ยวก็ คือเมื่อฝึกไปจนชำนาญจิตใจสงบได้
เร็วสงบนิ่งไม่คิดสิ่งใดได้ดีแล้ว ก็ตัดคำว่า “พุทธโธ”ออกไป ให้กำหนดและยึดเหนี่ยวเฉพาะลมหายใจหรืออากาศหรือลมเพียงอย่างเดียว โดยไม่คิดสิ่งใดเลย ขั้นตอนนี้อาจจะยากสักหน่อยเพราะเราเคยใช้คำว่าพุทธโธมาก่อน แต่หากท่านทั้งหลายจะไม่ใช้คำว่า “ พุทธโธ” ตั้งแต่เริ่มแรกเลยก็ได้ มันก็จะยากตั้งแต่ตอนแรกเช่นกัน ดังนั้นก็ทดลองดูใครถนัดอย่างไหนก็เอาอย่างนั้นก็แล้วกัน การที่เราไม่ใช้คำว่า “พุทธโธ” เป็นเครื่องกำกับนั้น ก็เพื่อผลในการปฏิบัติวิปัสสนาในชั้นต่อไป ก่อนจะถึงวิปัสสนาท่านทั้งหลายก็ควรได้รู้เกี่ยวกับคำว่า ญาณ และ วิธีการแห่งการได้ ญาณ ซึ่งจะได้เขียนในตอนต่อไป
อนึ่ง รูปแบบของการปฏิบัติธรรม หรือการทำสมาธิยังมีอีกหลายรูปแบบ ดังที่กล่าวไว้ในตอนแรก ในที่นี้ขออธิบายเพียงสองประการ เพราะเป็นชั้นพื้นฐานรากฐานที่ขาดไม่ได้ ส่วนวิธีการอื่นๆที่มีอยู่ ก็สุดแล้วแต่ท่านทั้งหลายจะเห็นชอบเห็นควร เพราะมันเป็นเรื่องของความคิด และธรรมชาติ ซึ่งข้อสำคัญ “อย่าฝืนธรรมชาติ” ให้รู้ตามธรรมชาติ ให้เข้าใจในธรรมชาติ ให้เห็นจริงตามธรรมชาติ นี้แหละคือ “ธรรมะ”