PDA

View Full Version : หลักความจริง


telwada
19-10-2004, 05:57 PM
ก่อนที่จะอ่านกระทู้นี้ ได้โปรดทำจิตใจให้เป็นกลาง ใช้ความคิด ใช้ความจำและประสบการณ์ มาเป็นเครื่องช่วยในการพิจารณา อย่าได้แสดงความคิดเห็นแบบโง่ๆ เพราะ กระทู้นี้เป็นหลักความจริงแห่งข้าพเจ้า
การเกิด แก่ เจ็บ ตาย นั้นเป็นเรื่องธรรมดา ของสรรพสิ่ง
ความคิดทั้งหลายอันก่อให้เกิดทุกข์ และก่อให้เกิดความหลุดพ้น เป็นเรื่องธรรมดาของสรรพสิ่งทั้งหลาย
การประกอบอาชีพ และพฤติกรรมต่างๆแห่งอาชีพนั้น รวมไปถึงพฤติกรรมต่างๆ ย่อมเป็นเรื่องธรรมของสรรพสิ่งทึ้งหลาย
การพูด การเจรจา ย่อมล้วนต้องรู้คุณ(กตัญญู)ของการพูดและการเจรจานั้นๆ ว่าจะเกิดผลอย่างไร หรือหวังให้เกิดผลอย่างไร การพูดเจรจาและการรู้คุณ(กตัญญู)ย่อมเป็นเรื่องธรรมดาของสรรพสิ่ง
การให้ทานย่อมเป็นไปตามการครองเรือนของสรรพสิ่งนั้นๆ การครองเรือนเป็นเหตุให้เกิดการให้ทานในสรรพสิ่งทั้งหลาย การให้ทานและการครองเรือนย่อมเป็นเรื่องธรรมดาของสรรพสิ่ง

เมฆคล้อยอนิจจัง
21-10-2004, 11:38 AM
ธรรมะสูงสุดของพระพุทธองค์คือสอนให้เข้าถึงคำวาง จนกระทั่งว่าง
ธรรมะมาจากคำว่าธรรมชาติ
คือสิ่งที่สามารถพิจารณาได้จากสิ่งรอบตัว ไม่ว่าเรื่องการเกิดแก่เจ็บตาย หรือเรื่องใดๆ ก็หยิบยกมาได้ทั้งนั้นแหละ ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะมีดวงตาที่จะมองเห็นมันได้ไหม และมองในแง่มุมไหน
บางคนมองตัวทุกข์ให้ฉุดดึงตนเองจมดิ่งลงไป
แต่บางคนมองเป็นครู หรือแปรมองว่าเป็นบันใดให้เราเรียนรู้ได้สูงขึ้นไปก็สุดแท้แต่การมองของแต่ละคน
ฉะนั้นธรรมอันใดที่ผิดไปจากหนทางนี้ย่อมเรียกว่าเป็นกระพี้ ควรเอาเวลานั้นไปใส่ใจกับธรรมแท้จะดีกว่า ทุกท่านลองศึกษาขั้นตอนกว่าจะเข้าสู่คำว่า ว่าง ได้จากเว็บนี้
http://www.duangkaew.net/jarana15.htm
หากจะว่างได้ ต้องวาง แล้วหากไม่ละ ลด ปลด แล้วจะวางได้อย่างไร

telwada
22-10-2004, 06:48 PM
คุณพลอย น่าจะเปลี่ยนเป็น "หอย"นะดีกว่า
ข้าพเจ้าใคร่ถามคุณสักนิดว่า เอะอะก็ว่าข้าพเจ้าบิดเบือนศาสนา
คุณอ่านกระทู้แล้วไม่เข้าใจภาษามนุษย์หรืออย่างไร กระทู้ของข้าพเจ้านี้ เป็นความรู้เป็นวิชาการ เป็นหลักการ เป็นธรรมะ แห่งข้าพเจ้า
มันเกี่ยวกับศาสนาอะไรของคุณที่คุณว่าข้าพเจ้าไปบิดเบือนศาสนา
แล้วคุณนับถือศาสนาไหน ไฉนจึงโง่และเขลาไม่รู้ว่า ศาสนาของคุณนะถูกบิดเบือนไปตั้งนานแล้ว คุณลองใช้สมองอันน้อยนิดของคุณนำหลักการหรือธรรมะของศาสนาของคุณนะมาคิดพิจารณาดูซิ แต่ข้าพเจ้าคิดว่าคุณคงคิดไม่ได้มากอย่างมากก็ได้แค่หัวข้อ แบบเขาทำอย่างไรก็ทำตามเขาเหมือนวัวเหมือนควายเขาให้ไปทางไหนก็ไปทางนั้นไม่ได้ใช้สมองของตัวเองพิจารณาอย่างถ่องแท้ดอกนะคุณ หอย

phoenix
25-10-2004, 01:07 AM
ถูกของคุณอาจไม่ถูกของผมที่เรียนรู้มาก็ได้ไม่ว่ากัน ที่สำคั_ที่คุณยึดถือมันไม่เบียดเบียนคนอื่นหรือสังคมและถ้าเป็นประโยชน์ก็ยิ่งดี ขอถามว่าแล้วใครเป็นศาสดาของคุณ เพราะสิ่งที่กล่าวมาเช่นเกิด แก่เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา พระพุทธเจ้าท่านได้กล่าวสอนไว้นานกว่า2547ปีแล้ว และความคิดทังหลายอันก่อให้เกิดทุกข์และก่อให้เกิดความหลุดพ้นนั้นท่านพุทธทาสก็แสดงไว้ในโรงมโหสพทางวิ__าณ ถ้าจำไม่ผิดจะเป็นหัวข้อเสียงขลุ่ยกลับมาหากอไผ่
" สรรพสิ่งมีใจเป็นให_่ มีใจเป็นประธาน สุข ทุกข์ เริ่มที่ใจ สิ้นสุดที่ใจ
สรรพสิ่งเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป
สิ่งทั้งปวงเกิดแต่เหตุ เมื่อดับเหตุสิ่งนั้นก็ดับ..ฯลฯ "
ศาสดาของผมพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านสอนไว้เช่นนี้ จริงอยู่ที่คำสอนของพระองค์ถูกสังคายนาหลายรอบอาจถูกบิดเบือนไปบ้าง แต่สาวกผู้มีปั__าย่อมรู้ว่าอะไรคือเปลือก กระพี้ อะไรคือแก่น หากที่ท่านกล่าวไว้ข้างบนเป็นสิ่งที่คิดขึ้นเองก็ขอแสดงความนับถือในภูมิธรรม

เมฆคล้อยอนิจจัง
25-10-2004, 07:34 AM
Originally posted by telwada
คุณพลอย น่าจะเปลี่ยนเป็น "หอย"นะดีกว่า
ข้าพเจ้าใคร่ถามคุณสักนิดว่า เอะอะก็ว่าข้าพเจ้าบิดเบือนศาสนา
คุณอ่านกระทู้แล้วไม่เข้าใจภาษามนุษย์หรืออย่างไร กระทู้ของข้าพเจ้านี้ เป็นความรู้เป็นวิชาการ เป็นหลักการ เป็นธรรมะ แห่งข้าพเจ้า
มันเกี่ยวกับศาสนาอะไรของคุณที่คุณว่าข้าพเจ้าไปบิดเบือนศาสนา
แล้วคุณนับถือศาสนาไหน ไฉนจึงโง่และเขลาไม่รู้ว่า ศาสนาของคุณนะถูกบิดเบือนไปตั้งนานแล้ว คุณลองใช้สมองอันน้อยนิดของคุณนำหลักการหรือธรรมะของศาสนาของคุณนะมาคิดพิจารณาดูซิ แต่ข้าพเจ้าคิดว่าคุณคงคิดไม่ได้มากอย่างมากก็ได้แค่หัวข้อ แบบเขาทำอย่างไรก็ทำตามเขาเหมือนวัวเหมือนควายเขาให้ไปทางไหนก็ไปทางนั้นไม่ได้ใช้สมองของตัวเองพิจารณาอย่างถ่องแท้ดอกนะคุณ หอย
งง ไม่เข้าใจว่าใครคือคุณพลอย
ในกระทู้ตอนนี้ยังไม่เห็นมีคุณพลอยเลยครับ
แล้วคนที่คุณว่าในข้อความข้างบนคือใคร
- -a ก็ที่ตอบในกระทู้นี้มีผมคนเดียว แต่มิใช่คุณพลอยแน่ๆ

telwada
25-10-2004, 05:48 PM
พระธรรมที่ได้รับการสังคยนานั้น ได้ถูกบิดเบือนจากเดิมไปมาก และถูกบิดเบือนไปมากกว่า 90 เปอร์เซนต์ด้วยซ้ำ
ส่วนคำที่คุณกล่าวมานั้น มันเป็นเพียงกระพี้ธรรม เท่านั้น ไม่ใช่ธรรมะที่จะทำให้หลุดพ้นหรือขจัดอาสวะได้
คำว่าไตรลักษณ์นั้น ถ้าจะว่ากันตามความจริงแล้ว อาจจะก่อให้เกิดความเศร้าหมองด้วยซ้ำ หากคิดพิจารณาเฉพาะตัวของมัน
แต่หากคิดโดยรวมแล้ว มันก็เป็นเรื่องธรรมดาแห่งสรรพสิ่งในธรรมชาติ เป็นสรรพสิ่งในจักรวาล เป็นเพียงเศษเสี้ยวกระพี้ธรรมที่_าณอันนับเข้าในวิปัสสนา แต่หากคุณคิดให้ลึกซึ้งลงไปและกว้างไปอีกก็ย่อมเกิดความเข้าใจถ่องแท้ไม่เกิดความเศร้าหมองหรือกิเลส จุดนี้แหละที่เป็นจุดอ่อนของศาสนาพุทธ หากมีผู้รู้ไม่จริงนำเอามากล่าว
ส่วนคำถามของคุณที่ว่า ใครเป็นศาสดาของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ขอตอบตามตรงเลยว่าพระศิวะ ,พระพรหม, พระนารายณ์ ,พระพิฆเณศน์,องค์พระแม่อุมา, และเทพองค์อื่นๆ, พระเยชู, พระอัลเลาะห์ , และพระสมณโคดม

phoenix
28-10-2004, 12:24 AM
ผมว่าพระธรรมคงไม่ถูกบิดเบือนไปถึง 90 %หรอกครับ ถ้าถึงขนาดนั้นคงจะเห็นผ้าเหลืองน้อยห้อยหูให้รู้ว่าเป็นพระ ในความเห็นของผมธรรมะที่พระพุทธองค์สอนนั้นเพื่อให้รู้เหตุแห่งทุกข์ เพื่อให้หาทางดับทุกข์ ส่วนธรรมะที่ใช้กำจัดอาสวะนั้นอาจเป็นธรรมะที่ไม่สามารถที่จะแสดงเป็นคำพูดออกมาได้เช่นเราไม่สามารถอธิบายให้คนอื่นรู้ว่าเกลือมีรสเค็มอย่างไร นอกจากคนนั้นจะได้ชิมหรือกินจึงรู้รสเค็มหรืออาจเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นมาในทันทีทันใด เช่น พระอานนท์ท่านบรรลุในขณะเอนกายลงนอน ท่านจูฬปัณฑก(ไม่แน่ใจว่าจำผิดหรือไม่)พระพุทธเจ้าท่านให้ท่องแค่ประโยคว่ารโชหรณัง รชังหรติ เมื่อท่านท่องไปมาก้สามารถบรรลุอรหันต์และยังมีฤทธิ์สามารถเนรมิตกายได้เป็นร้อยเป็นพัน พระนางพิมพาเพียงได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัสว่าน้องห_ิงโลกนี้มีอะไรเที่ยงแท้บ้างก็บรรลุอรหันต์ทันที ฯลฯ จะเห็นได้ว่าการกำจัดอาสวะไม่ได้ใช้ธรรมะที่ตายตัว หากเป็นสภาวะที่รู้แจ้งเฉพาะตนที่กำจัดอาสวะได้ ส่วนพระไตรลักษณ์นั้นถ้าพิจารณาแล้วยึดติดกับมันเห็นด้วยที่ทำให้เศร้าหมองได้ แต่ถ้าปล่อยวางแล้วก็น่าจะหลุดพ้นได้เช่นกัน เฉกเช่นมีดใชัทำอาหารได้ก็ใช้ทำร้ายเบียดเบียนได้เช่นกัน ผมมีความเห็นว่า
หากยังยึดและติดกับคำสอนแล้วป่วยการที่จะปรารถนาถึงความหลุดพ้น
เมื่อวางจึงว่าง เมื่อว่างไร้กายไร้ใจแล้วอาสวะจะจับอะไร
อาจารย์ผมเคยย้อนถามเมื่อผมบอกว่าผมวางทุกข์ในบางเรื่องได้ท่านถามว่าวางได้จริงหรือเป็นแค่ความคิดว่าวางได้ ผมรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยแต่ก็ได้คำตอบตัวเองว่าเป็นแค่ความคิดเท่านั้นเพราะผมยังมีอารมณ์กับคำพูด
อาจารย์อีกท่านหนึ่งเคยถามว่าลองพิจารณาซิว่าใจเธองามเหมือนดอกบัวดอกนี้ไหม ท่านถือดอกบัวอยู่ดอกหนึ่ง ปัจจุบันผมยังยืนยันคำตอบเดิมว่าไม่ แต่ได้คิดว่า บัวนั้นรากยึดโคลนตม มีน้ำประคองสาย แต่ดอกบัวบานในอากาศ ซึ่งไม่ใช่โคลนตม เฉกเช่นยึดว่าจะไม่ทำชั่ว(โคลนตม) จะใช้ธรรมะคอยประคับประคอง(น้ำ) แต่การบรรลุหรือกำจัดอาสวะจะไม่อยู่ในสภาวะดีหรือชั่ว(อากาศ) ดังนั้นผมจะไม่เถียงว่าธรรมะที่กล่าวเป็นกระพี้หรือไม่ ใช่ธรรมะที่กำจัดอาสวะหรือไม่ กล่าวมายืดยาวพิจารณาแล้วไม่ค่อยจะเกี่ยวกับหัวข้อที่คุณตั้งไว้เลย ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดก็แล้วกันนะครับเพื่อให้ภูมิธรรมก้าวหน้าเพราะพิจารณาแล้วข้อเขียนของคุณก็มีอะไรดีๆอยู่ เสียแต่ว่ามันอาจหนักหรือลึกซึ้งเกินไปหลายคนตามไม่ทันก็มีความเห็นแย้งบ้าง น่าจะอภัยกัน นะครับ อ้อ? อาจารย์ผมเคยบอกไว้ว่าถ้าพบคนที่มีธรรมะต่างจากที่เรารู้ให้เรียนรู้จากเขาเพราะอาจจะได้อะไรดีๆก็ได้เพราะเราเลือกที่จะเชื่อหรือไม่ก็ได้ นอกจากนี้ภูมิหลังของวิ__าณของเขาล้วนแต่ยิ่งให_่ทั้งนั้น
ผมก็นับถือในสิ่งที่คุณกล่าวมาทั้งหมดรวมทั้งพระแม่ลักษมีพระแม่สุรัสวดีด้วยครับ

KittiWit.C
31-10-2004, 11:51 AM
ไม่มีผู้ใดเกิด เพราะที่แท้แท้แล้วไม่มีการเกิดอยู่จริง
ความคิดมิได้ทำให้ล่วงจากทุกข็ เพราะการพ้นทุกข์อยู่เหนือความคิด
กรรม คือ การกระทำมิไช่สิ่งที่เลี้ยงไว้ซึ่งสัตว์โลก สิ่งที่เลี้ยงไว้ซึ่งสัตว์โลก คือ ตัณหา
การครองเรือนมิไช่เหตุทำให้เกิดทาน เพราะทานที่แท้อยู่เหนือการการสละวัตถุ แต่เป็นการสละอารมณ์

telwada
31-10-2004, 04:53 PM
ขออภัย ถ้าคิดแบบคุณคิด เขาเรียกว่า คนอกตั__ู ไม่รู้คุณบิดามารดา
คุณยังมีความเข้าใจเกี่ยวกับสรีระร่างกายของมนุษย์น้อยไปอยู่เร่งศึกษาหาความรู้ สังเกตุดูตัวเองเป็นหลัก ต่อไปก็จักเข้าใจว่าอะไรคือสภาพสภาวะจิตใจ อะไรคือพฤติกรรม ขอเจริ_ในธรรม

telwada
31-10-2004, 05:00 PM
ที่คุณกล่าวมาทั้งหมดแสดงให้เห็นในความคิดของคุณว่า ยังไม่เข้าใจความหมายของภาษาและยังไม่เข้าใจในศาสนาอย่างถ่องแท้
ไม่มีคำกล่าวใดเพียงคำเดียวที่จะทำให้ผู้อื่นหลุดพ้นหรือขจัดอาสวะได้ คำกล่าวเพียงคำเดียวนั้น อาจจะทำให้เกิดความคิดหรือขจัดกิเลสได้เพียงอย่างเดียวหรือเพียงธุลีเดียวเท่านั้น
คุณเอาในตำรามากล่าว โดยไม่นึกถึงหลักความจริง อีกประการหนึ่งการขจัดอาสวะนั้น ต้องมีความรู้กว้างขวาง ต้องมีหลักการหรือธรรมะอย่างน้อย 8 ข้อ หรือต้องมีความรู้อย่างน้อย 1 หมวดบทเรียนธรรม
ธรรมะที่ขจัดอาสวะได้นั้น ก็ย่อมต้องประกอบด้วยกระพี้ธรรม ซึ่งกระพี้เหล่านั้น คือฌาณ(ยาน) อันนับเข้าใจวิปัสสนา
ธรรมะที่ประกอบกันจนสามารถทำให้ผู้ปฏิบัติขจัดอาสวะได้ ย่อมเป็นหลักความจริงอันสามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นจริงมีจริง พวกคุณนะใกล้เกลือกินด่าง คืออยู่ใกล้ชิดธรรมะก็จริงอยู่แต่ไม่รู้วิธีคิด ไม่รู้วิธีปฏิบัติ ที่ถูกต้องอันจักทำให้ศาสนารุ่งเรือง
ได้แต่นำเอานิทานมากล่าวอ้าง ถ้าจะเปรียบเทียบสมองสติปั__าของคนสมัยโบราณกับคนในสมัยปัจจุบันนี้แล้ว คนในสมัยปัจจุบันนี้สมองดีกว่าเยอะเพราะมีประสบการณ์เยอะ แต่ทำไมไม่หลุดพ้นสักคน
ในเมื่อคุณว่า คำพูดเพียงคำเดียวก็สามารถทำให้คนเป็นอรหันต์ได้ คุณก็ลองยกตัวอย่างในสมัยนี้บ้างซิว่า จะเอาคำพูดคำเดียวทำให้คนเป็นอรหันต์ได้บ้างไหม
คุณรู้ไหมขนาดตำราของข้าพเจ้า หน้า สองสามร้อยหน้า ยังรับประกันให้กับผู้ศีกษาเพียงบรรลุโสดาบันได้เท่านั้น แล้วคุณเอาคำหลอกเด็กมากล่าวอ้าง ศาสนาถึงได้เสื่อมลง หาพระอริยะไม่ได้เลย
ข้าพเจ้าค้นหามาได้ พวกที่จิตใจต่ำ ยังมีหน้าใส่ร้ายว่าข้าพเจ้าบิดเบือนศาสนา อยากหัวร่อนัก
หลักความจริงที่จะทำให้ศาสนาเจริ_ก้าวหน้า มันยังบอกว่าบิดเบือนคำสอน พวกเขาไม่คิดว่า คำสอนที่ข้าพเจ้าสอนไปบ้างแล้วเป็นคำสอนของข้าพเจ้า ซึ่งได้จากการค้นคว้าศีกษาและวิจัยมา ปฏิบัติได้ผลสามารถพิสูจน์ได้
ไม่ใช่เอานิทานมากล่าวอ้างแต่ทำให้เห็นเป็นจริงมีจริงไม่ได้ ไม่อยากด่าใครว่า โง่ ดอกนะคุณ

phoenix
01-11-2004, 01:34 AM
ที่กล่าวมาผมเห็นด้วยอยู่ 3 ข้อคือ
1 ธรรมะที่กำจัดอาสวะได้คือ _าณอันเกิดจาก วิปัสสนา
2 ธรรมะที่ประกอบกันจนสามารถทำให้ผู้ปฎิบัติขจัดอาสวะได้ย่อมเป็น หลักความจริงอันสามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นจริงมีจริง
3 ผมยังไม่เข้าใจศาสนาอย่างถ่องแท้
ในสมัยนี้แม้ว่าวิทยาการจะก้าวหน้าจนคนฉลาดขึ้น แต่สภาวะธรรมะในจิตใจกลับตกต่ำลง ดังนั้นการที่จะบรรลุแค่โสดาบันยังยากเลย แค่ให้คนมีเมตตากันยังทำได้ยาก การที่จะพูดคำเดียวแล้วทำให้คนบรรลุธรรมได้ในยุคนี้คงไม่มีแล้ว ผมว่าการที่จะบรรลุธรรมนั้นต้องสะสมบารมีมาเป็นเวลานานหลายภพหลายชาติเมื่อบารมีเพียงพอที่จะบรรลุก็สามารถบรรลุได้ อีกอย่างหนึ่งตัวอย่างที่ยกขึ้นมาของผมนั้นทุกคนได้ยินและได้ฟังธรรมะจากพระพุทธเจ้าโดยตรง แน่นอนว่าเป็นธรรมะที่แท้จริงและพระองค์มี_าณที่ล่วงรู้สภาวะจิตของแต่ละคนจึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะกล่าวสั้นๆแล้วผู้ฟังสามารถบรรลุธรรมได้เปรียบเสมือนพระองค์รู้ว่าผู้ที่นั่งอยู่ตรงหน้าหิวน้ำพระองค์ก็ยื่นน้ำให้ดื่มผู้ดื่มก็หมดความกระหาย ในปัจจุบันผู้สั่งสอนธรรมได้สั่งสอนตามที่ตนเองอยากสอนไม่ได้คำนึงว่าสิ่งที่สอนนั้น ผู้เรียนอยากฟังหรือไม่ ตรงกับจริตของผู้เรียนหรือไม่ คำสอนจึงดูจะไม่ได้ผล ผมคิดว่าท่านน่าจะรู้อะไรมากมายแต่เมื่อท่านได้ถ่ายทอดออกมาไม่ตรงกับจริตของหลายคน ไม่ตรงกับสิ่งที่เขารับรู้มาจึงมีการตอบโต้กันโดยลืมหลักการไปว่าธรรมะเป็นสิ่งลึกซึ้ง มองได้หลายด้าน แต่การบรรลุเป็นสภาวะ ท่านเองยังกล่าวเลยว่าอาสวะเป็นคลื่นชนิดหนึ่งคล้ายกับคลื่นแม่เหล็กอะไรทำนองนี้ แสดงว่าการกำจัดอาสวะน่าจะเป็นสภาวะของการกำจัดคื่นนั่นเอง ส่วนที่ว่าเอานิทานมากล่าวอ้างนั้นผมคงไม่เถียงในประเด็นนี้ เนื่องจากไม่ทราบว่าประวัติพระอรหันต์สาวกที่เขียนในพระไตรปิฎกนั้นจริงหรือไม่แต่ที่อาจารย์กล่าวกับผมเป็นเรื่องจริง ที่จริงการโต้ตอบกับคุณมองในแง่ดีก็มีอยู่มากเพราะต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อน ผมชักอยากศึกษาตำราที่คุณว่ามีสองสามร้อยหน้าแล้วน่าจะมีประโยชน์ในการศึกษาธรรมของผม ผมเคยอ่านเจอในตำราเล่มหนึ่งว่า สิ่งที่ตถาคตรู้เปรียบเสมือนใบไม้ในป่าให_่ แต่สิ่งที่ตถาคตสอนคือใบไม้ในกำมือ เพราะที่เหลือไม่เป็นไปเพื่อความหลุดพ้น ผมจึงศึกษาว่าอะไรคือใบไม้ในกำมือ แต่ก็อยากรู้ใบไม้นอกกำมือด้วย อามิตตพุทธ

ธรรมะยืนยง
01-11-2004, 09:27 AM
เทวดา ปั้นน้ำให้เป็นตัวตั้งแต่เมื่อไหร่แล้ว คิดเองเออเอง ไม่เห็นรูปธรรมเลย
ได้แต่พิมพ์อย่างนั้นหละ หาอะไรที่กล่าวจริงๆ ดิเห็นเป็นรู้มิใช่คิดเองเออเอง อย่างท่าน ไร้สมองไร้มันสมอง ต่ำแล้วจะมาสูงอีก มิเจียมเนื้อเจียมตัว รู้ไม่มากรู้ไม่ถึงแก่นมั่วอีก ใครว่าไรไม่ยอมรับมานะทิฐิ เสีย สมาธิไม่สัมผัสสได้ ไม่มีไรเลยปั้นน้ำเป็นตัว ธรรมใดไม่ได้รู้มิได้เห็นขอมิได้รู้ได้เห็นอีกต่อไป...
อย่าได้ สัมผัสรสธรรมของพระพุทธองค์เลย กรรมหนักธรณีสูบ สักวัน ด่าใครให้ใครเขาไม่รับก็กลับสู่ตัวเอง ... :[

telwada
01-11-2004, 05:42 PM
การเรียนหรือศีกษาธรรมะไม่ใช่เรียนที่ถูกกับจริตของตัวเอง การเรียนหรือศีกษาธรรมะต้องเรียนให้ถูกต้องตามหลักการ หลักการหรือวิชาการ และวิธีปฏิบัติย่อมมีเพียงหนึ่งเดียวที่จะทำให้บุคคล บรรลุธรรมได้
การบรรลุธรรมหรือการฝึกตนเพื่อให้บรรลุสู่ชั้นอริยะบุคคลไม่จำเป็นต้องสะสมบารมีอะไรของคุณดอกขอรับ การจะบรรลุธรรมได้ ต้องมีความรู้ที่ถูกต้อง ต้องมีวิธีการฝึกที่ถูกต้อง และต้องครบถ้วนทุกหมวดวิชา จึงจะสามารถบรรลุโสดาบันได้เป็นอย่างต่ำ
อย่างคุณธรรมะยืนยงยืนแย่อะไรเนี่ยกล่าวมา ก็สามารถวิเคราะห์สภาพจิตใจได้ 3 รูปแบบ
1. จิตใจต่ำ อ่านหนังสือไม่รู้ความหมายของหนังสือไม่พิจารณาโดยถี่ถ้วน ไม่รู้ว่าคุณหรือใครกันที่จะตกนรกอเวจี
2. เป็นบุคคลนอกศาสนา คือไม่รู้ว่าศาสนาคืออะไร ไม่รู้ว่าศาสนามีไว้ทำไม ไม่รู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควร ไม่รู้ว่าธรรมะคืออะไร ไม่รู้แล้วยังสะแหล๋น
3. เป็นพวกกลัวเสียผลประโยชน์ เพราะความเขลา คิดไปว่า ข้าพเจ้าจะขัดขวางทางหากิน ทางหาเงินของพวกเขา

phoenix
04-11-2004, 12:28 AM
แล้วผมจะหาที่คุณเขียนไว้เพื่อศึกษา จะหาได้ที่ไหนครับ ตำราที่คุณเขียนไว้สองร้อยกว่าหน้าที่กล่าวมาแล้วเล่มนั้น

santosos
08-11-2004, 11:48 AM
ติดต่อผมได้นะ ผมรู้ไร ไม่ปิด santosos@hotmail.com มีmsnนะ
ผมชื่อหนุ่ม
อายุ28
025792201 โทรคุยเล่นกันได้ มีไรถามมาเลย รู้ไม่ปิด

telwada
08-11-2004, 05:21 PM
ตำราฉบับสมบูรณ์ก็อยู่ที่ข้าพเจ้านี้แหละ แต่ตอนนี้ยังไม่ว่าง จะต้องเพิ่มเติมและตกแต่งขัดเกลาเพื่อให้ผู้อ่านผู้ศึกษาเกิดความเข้าใจได้ง่ายขึ้น และสามารถปฏิบัติจนสามารถบรรลุธรรมชั้นอริยะได้

THE WORLD
12-11-2004, 02:22 PM
คุณ telwada กำลังเฉไฉ ไม่ตอบคำถามของคุณ เมฆคล้อยอนิจจับ ในข้อความที่ 5 นี่หรือ คือผู้ที่อ้างตนว่า เป็นผู้สั่งสมบารมี อยากจะด่าใครก็ด่า เฮ้อ

telwada
16-11-2004, 06:12 PM
ข้าพเจ้าไม่ได้เฉไฉ คำถามมากบางครั้งก็ไม่อยากตอบ ให้คิดเอาเองบ้าง บางทีก็ไร้สาระ
การด่าคน ทำร้ายคน ติเตือนคน ย่อมเกี่ยวข้องกับการสร้างสมบารมี แต่การด่าคน ทำร้ายคน ติเตือนคน บ้างก็เป็นการสร้างบุ_สมบารมีเพราะเรา ด่าเขาทำร้ายเขา ติเตือนเขา ก็เพื่อให้เขา คิดดี ทำดี ประพฤติดี
แต่ถ้าเขาเป็นคนเลว สภาพจิตใจของเขาก็จะเลวลง เราก็ต้องเปลี่ยนวิธี อาจจะกล่าวว่าเป็นการทดสอบอย่างหนึ่งก็เป็นได้
เรื่องเหล่านี้ถ้าจะอธิบายก็คงยาวมาก คุณไปถามจิตแพทย์ดูเถอะนะ คุณจะได้เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องสภาพสภาวะจิตใจของมนุษย์

ไร้ตัวไร้ตน
16-11-2004, 06:49 PM
คุณเทวดาคุณยังใช้คำพูดที่งี่เง่า ไม่เปลี่ยนเลยนะ การด่าคนเนี่ยะนะสร้างบารมี ไมเคยเห็นพระพุทธเจ้าองค์ไหนด่าคนเลย การติคนเนี่ยก็เหมือนกันถ้าติเพื่อก่อปั__า ก็พอรับได้ แต่นี่ติเพื่อทำลายใช้ไม่ได้ใครเขาไม่เชื่อคุณก็ด่าเขาหาว่าปั__าน้อยบ้าง หาว่าสมองหมาปั__าควายบ้าง ตอบคำถามเขาไม่ได้ก็อ้างโน่นอ้างนี่ไร้เหตุผลสิ้นดี แทนที่จะตอบแบบใช้ปั__า ผมเห็นปั_หาต่างต่างที่คนอื่นเขาถามคุณล้วนเกิดจากการใช้ปั__าตริตรองทั้งนั้น ถ้าคุณตอบโดยใช้เหตุใช้ผลจะเป็นวิทยาทานแก่ผู้อ่านมากทีเดียว เหมือนกับคุณณฐมณฑ์ (ขออนุ_าตที่เอ่ยนามนะครับ) ที่มีจิตเมตตาตอบคำถามผู้ไม่รู้ แต่คุณกลับหาว่าพวกเขาโง่ ตอบไม่ได้ก็บอกว่าให้เขาคิดเองบ้าง นี่หรือคือพระศรีอารย์ ผมว่าคนที่น่าจะไปหาจิตแพทย์น่าจะเป็นคุณมากกว่า คุณอยู่เชี่ยงไหม่น่าจะหัดเข้า รพ.สวนดอกบ้างนะครับ

telwada
17-11-2004, 07:38 PM
ความจริงแล้วข้าพเจ้าไม่อยากจะด่าใครดอกนะ แต่ท่านทั้งหลายที่เข้ามาในเวบนี้ แล้วได้อ่านกระทู้ความคิดเห็นในหน้านี้ ก็ลองดูความหมายของภาษาซิขอรับ
แต่ไอ้เจ้าไร้ตนไร้สมอง แกนะ ไม่ได้รู้เรื่องความหมายของภาษาไทยเลย ไม่ได้มีประสบการณ์การครองเรือน ไม่รู้จักวิธีการปกครองคน ไม่รู้อะไรเลย ได้แต่จะแว้งกัดข้าพเจ้าเหมือนสุนัขบ้าอย่างไงอย่างนั้น แล้วทำเป็นอวดอ้างว่า ฝึกธรรมะนั้นธรรมะนี้ ไม่ดูเงาหัวตัวเองซะเลยนะคุณ กลับไปพิจารณาตัวเองมากๆ อย่ามีความคิดที่ผิดแผกไปจากสังคมสิ่งแวดล้อมเลยคุณ เพราะความคิดและพฤติกรรมอันผิดแผกไปจากสังคมสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมประเพณี เขาเรียกว่า โรคจิต ซึ่ง ความเป็นโรคจิต บางอย่าง ก็คือ ความที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า สิ่งที่ตัวเองคิดอยู่ทำอยู่มีอยู่จริง เป็นจริง อะไรทำนองนี้แหละ
ข้าพเจ้าเองก็ยังสงสัยว่า คุณไร้ตัวไร้สมองนะบ้าแน่ๆนะ บ้า