View Full Version : พระคาถานกยูงทองแคล้วคลาดปลอดภัยจากโจรบังตาโจร
กระเจียว
18-10-2004, 05:28 PM
พระคาถานกยูงทอง
โมระปะริตตัง
อุเทตะยั_จักขุมา เอกะราชา
หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส
ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสัง
ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ ทิวะสัง
เย พราหมะณา เวทะคุ สัพพะธัมเม
เต เม นะโต เต จะ มัง ปาละยันตุ
นะมัาตถุ พุทธานัง นะมัตถ โพธิยา
อิมัง โส ปะริตตัง กัตวา โมโร จะระติ เอสะนาฯ
อะเปตะยั_จักขุมา เอกะราชา
หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส
ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสัง
ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ รัตติง
เย พราะหมะณา เวทะคุ สัพพะธัมเม
เต เม นะโม เต จะมัง ปาละยันตุ
นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา
นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา
อิมัง โส ปะริตตัง กัตวา กัตวา โมโร วาสะมะกัปปะยีติฯ
คาถานกยูงทองนี้ มีอานุภาพในด้านแคล้วคลาด ปลอดภัย บังตาจากศัตรูหรือโจรผู้ร้ายที่จะมาทำร้ายขี้ปล้นทรัพย์ให้ท่องบูชาทุกครั้ง ก่อนออกเดินทางจะปลอดภัยแน่นอน เป็นคาถาที่พระโพธิสัตว์ใช้กันมา แต่อดีตกาล
คนเก่า
09-11-2004, 09:31 AM
พิธีสะเดาะเคราะห์ของวัดท่าซุงจะมีการสวดพาหุง-มหากาฯ และโมรปริตรนี้
พระคาถาแบ่งเป็นสองภาค ภาคแรกสำหรับสวดตอนรุ่งสาง ภาคที่สองสำหรับสวดตอนพระอาทิตย์กำลังจะตก
แต่ถ้าไม่สะดวกก็สวดควบทั้งสองภาคเช้า-เย็นตามเวลาสวดมนต์ปกติก็ได้ครับ
พฤติจิต
22-12-2004, 12:44 PM
สาธุสาธุ อนุโมทนามิ แด่ทุกคำตอบ และผู้ตั้งกระทู้ธรรมนี้ทั้งหมดข้างต้นทั้งหมด
พฤติจิต
22-12-2004, 05:25 PM
พระปริตร
ในปัจจุบันถือกันว่า พระพุทธมนต์ดังกล่าวยังคงความศักดิ์สิทธิ์ คุ้มครองป้องกันอันตรายได้ จึงนิยมสวดสาธยายภาวนากันอยู่เป็นประจำ (อันที่จริงความคิดนี้เกิดขึ้น เพราะจิตมีอำนาจหยุดนิ่งเป็นสมาธินั่นเอง) จึงมีชื่อเรียกว่า พระปริตต์ หรือ พระปริตร
คำว่า ปริตร มีความหมายว่า คุ้มครอง รักษา ป้องกันภัย ดังที่ปรากฏในคัมภีร์ภิกษุณีวิภังค์ว่า . ..สมัยหนึ่งภิกษุถูกงูกัดจนถึงตาย เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบ จึงโปรดประทานให้หมู่ภิกษุแผ่เมตตาจิตไปยังพญางู ๔ ตระกูล เพื่อคุ้มครองป้องกันตัวเองและคนรอบข้างพระปริตรนี้มีชื่อเรียกว่า ขันธะปริตร หรือ อหิราชปริตร แปลความว่า สวดเพื่อป้องกันตัวเองจากพญางูทั้ง ๔ ตระกูล และมีหลายสูตร ที่พระพุทธเจ้าใช้เป็นพระปริตรโดยพระองค์ คือพระองค์ทรงกำหนดให้เป็นพระปริตต์ ด้วยพระองค์เอง เช่น รัตนปริตร สวดเพื่อป้องกันกำจัดอันตรายทั้งหลาย กรณียเมตตะ-ปริตร สวดเพื่อป้องกันกำจัดอันตรายทั้งหลาย กรณียเมตตะปริตร สวดเพื่อป้องกันภูตผีปีศาจทั้งปวง ในคราวที่ภิกษุเข้าไปปฏิบัติธรรมในป่า เป็นต้น
ประวัติความเป็นมาเป็นไปและอานุภาพพระปริตร
สำหรับเรื่องนี้นั้น มีกล่าวไว้ในคัมภีร์มหาวงศ์ (พงศาวดารลังกา) ปราชญ์ท่านได้นำมากล่าวอ้างและเล่าเป็นประวัติไว้ว่า
ในสมัยของพระเจ้าอุปดิสส์ที่ ๑ ครองราชสมบัติในประเทศลังกา (ราว พ.ศ. ๙๑๑ ๙๕๓) ได้เกิดทุพภิกขภัย และโรคห่าลงระบาดทั่วเมือง พระเจ้าอุปดิสส์ ได้ปรึกษาหารือ กับพระสงฆ์ เพื่อหาทางป้องกันและกำจัดภัยเหล่านั้น และเพื่อความอยู่ผาสุกของประชาชนของพระองค์สืบไป
พระสงฆ์จึงได้ทูลถึงเรื่องที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปเมืองเวสาลี และตรัสรัตนสูตร (จะกล่าวถึงข้างหน้า) เพื่อขจัดภัยทั้งหลายให้หมดสิ้นไป ในครั้งพุทธกาลให้พระเจ้าอุปดิสส์ได้ทรงทราบ
ครันพระเจ้าอุปดิสส์ที่ ๑ ได้ทราบอย่างนั้นแล้ว จึงโปรดให้นายช่างหล่อพระพุทธรูปทองคำปางอุ้มบาตรหินพร้อมบรรจุน้ำเต็มบาตร แล้วให้นำพระพุทธรูปทองคำขึ้นประดิษฐานบนราชรถอันงดงามวิจิตรไปด้วยดอกไม้ของหอมนานาพรรณ และรัตนชาติหลายชนิด
ในกาลนี้ พระองค์ยังได้ให้ตกแต่งบ้านเมืองทั่วทุกหัวระแหง งดงามอลังการเจริญตาแก่ผู้ที่พบเห็นยิ่งนัก นอกจากนี้พระองค์ยังได้ชักชวนประชาชนมาร่วมกันสมาทานศีล บำเพ็ญทานบารมีเป็นการใหญ่ ถึงเวลาอันเป็นอุดมมงคลแล้วก็ได้แห่ขบวนพระพุทธรูปทองคำ ไปรอบๆ เมือง พระภิกษุสงฆ์ทั้งหมด ทั้งประ-
พรมน้ำพุทธมนต์ สวดพระปริตรไปด้วย
ด้วยอานุภาพแห่งพระปริตรนั้น ฝนห่าใหญ่ได้เทลงมา ชำระล้างโรคห่าที่ระบาดทั่วเมืองให้หายไปจนหมดสิ้น ตั้งแต่นั้นมา ประชาชนก็อยู่ด้วยกันอย่างผาสุก ข้าวน้ำ อุดมสมบูรณ์
พระเจ้าอุปดิสส์ที่ ๑ เห็นอานุภาพอันไม่มีประมาณของพระปริตรอย่างนั้น จึงโปรดให้ประกาศเป็นพระราชกฤษฎีกาไว้ว่า แต่นี้ต่อไป หากเกิดภัยเช่นนี้อีก ขอให้ทำพิธีปัดเป่าเช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงทำนี้ และยังได้โปรดพระราชทานชื่อพิธีนี้ว่า คังคาโรหณะ ตั้งแต่นั้นมาเวลาเกิดโรคระบาดขึ้นในทำนองเดียวกันประชาชนทุกคนก็ได้ร่วมใจกัน จัดทำพิธีนี้ขึ้นเป็นลำดับสืบมา
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องตัวอย่างที่เกี่ยวกับพระพุทธมนต์ หรือพระปริตร ซึ่งก็คือพุทธวจนะของพระพุทธเจ้านั่นเอง เราจะเห็นว่าพุทธวจนะของพระพุทธเจ้าของเราทั้งหลายนั้นศักดิ์สิทธิ์นัก ดังนั้นขอให้พุทธศาสนิกชนทุกคนหมั่นสวดบริกรรมเถิด จะเกิดผลดีเป็นศิริมงคลสำหรับตนยิ่งแล
อนึ่ง การนำพุทธพจน์มาสวดนี้บางบทก็นิยมมาก บางบทก็นิยมพอประมาณ ดังนั้นปราชญ์ทั้งหลายท่านจึงได้รวบรวมและคัดเลือก เฉพาะที่เห็นว่าเหมาะสมมารวมกันไว้ เพื่อง่ายแก่การบริกรรมภาวนาท่องบนจดจำ (โดยส่วนมากนำมาจากพระสุตตันตปิฏก)
การเลือกและคิดพระพุทธมนต์พุทธวจนะมารวมเข้าเป็นคัมภีร์ พระปริตร สำหรับสวดสาธยาย พร่ำบ่นภาวนานั้นคงมีอยู่ ๒ แบบ คือ แบบย่อ เรียกว่า ปริตร คือ สัตตปริตร (เจ็ดตำนาน) แบบหนึ่ง และแบบพิศดาร เรียกว่า มหาปริตร ทวาทสปริตร (สิบสองตำนาน) แบบหนึ่ง
เมฆคล้อยอนิจจัง
27-12-2004, 12:36 PM
บทนี้มีกลางวันกับกลางคืนครับ
แยกกันใช้ หรือสวดรวมเลยก็ได้
ดูที่นี่ได้เลยครับ http://duangkaew.net/peacock.htm
แต่ความสำคัญของบทสวดมนต์ที่แท้จริงคือ
ผู้สวดต้องมีสมาธิที่ตั้งมั่นกับคำสวด
และรู้พร้อม คือระลึกรู้ความหมายด้วย (b-love2u)
เหมือนรู้ตัวทั่วพร้อม เวลาออกจากสมาธิไงครับ (sing)
Palmnaraks
16-02-2005, 11:59 PM
อ๋อนี่งัยโมรปริตรที่ปาล์มตามหา
vBulletin® v3.7.1, Copyright ©2000-2008, Jelsoft Enterprises Ltd.