View Full Version : 161-175 ------ จบ ---------
WebSnow
09-05-2005, 07:46 PM
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_161.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_162.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_163.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_164.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_165.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_166.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_167.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_168.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_169.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_170.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_171.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_172.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_173.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_174.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_175.jpg
Jdin_buddhism
10-05-2005, 03:50 PM
ตอนนี้พิมพ์เสร็จแล้วทั้งตอนที่ ๕ และตอนที่ ๖ หน้า ๑๖๑-๑๗๕ ก็ลองอ่านกันดูนะครับผิดพลาดตรงไหน อย่างไร ก็ต้องขออภัย ขอขมาต่อพระเดชพระคุณท่านหลวงพ่อฯ ที่ได้ทำให้เนื้อหาผิดไปจากที่เล่ามา รวมถึงพุทธศานิกชนทุกท่านที่หวังเข้ามาอ่านเพื่อจรรโลงความรู้ด้วยน่ะครับ หากแม้นจะตำหนิติเตียนก็สามารถทำได้เต็มกำลังน่ะครับ กระผมจะรับไว้เองผู้เดียว สวัสดีครับ...
ffice:office" /><O:p></O:p>
<O:p>จุไรท่องเที่ยวดาวหลุมดำ (ตอนที่ ๕)</O:p>
<O:p>(smile) </O:p>
<O:p> </O:p>
ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลายและท่านผู้อ่านทั้งหลายต่อนี้ไปก็มาพบกับเรื่องของดาวถุงดำ ขอท่านผู้อ่านและท่านผู้ฟังทั้งหลายโปรดทราบและจงอย่าลืมว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องนิทาน เรื่องจริงๆ ก็มีอยู่ว่านักวิทยาศาสตร์ของฝรั่งเขาส่องกล้องเห็น ดาวถุงดำ ใช้ศัพท์ว่าอย่างนี้ ไอ้เจ้าดาวถุงดำนี้พฤติการณ์มีอยู่ว่า อะไรก็ตามถ้าเข้าไปใกล้มัน มันดูดเข้าไปหมด แม้แต่แสงต่างๆ ก็ดูดเข้าไป จนกระทั่งมองไม่เห็น มีแค่นี้
<O:p></O:p>
<O:p></O:p>
ต่อมาก็นำเอาเรื่องดาวถุงดำ มาตั้งต้นเป็นนิทาน เรื่องทั้งหมดที่ผ่านมาแล้วก็ตามที่จะว่ากันต่อไปก็ตามเป็นนิทานทั้งหมด และเรื่องของนิทานอาจจะพาดพิงธรรมะบางก็เป็นของธรรมดา ก็รวมความว่าต่อไปนี้ก็มาฟังกัน
<O:p></O:p>
<O:p></O:p>
หลังจากได้ติดตามท่านเจ้าของถิ่นไปชมสถานที่เมืองต่างๆ และยานพาหนะต่างๆ ตลอดจนกระทั่งยานไปโลกต่างๆ ด้วย ได้ชมยานพาหนะที่โลกต่างๆ มาสู่โลกนี้ความจริงฟังแล้วก็ครึ้มดี แต่ถ้าเป็นจริงตามนั้นจะดีมากเลย หลังจากนั้นก็ลงมาที่เกาะ ขอโทษยังไม่ถึงเกาะที่ชายมหาสมุทร ที่เมืองท่าก็ให้ท่านเจ้าของถิ่นพาชมเมืองต่างๆ ก็รวมความว่า ความเป็นมาทุกสิ่งทุกอย่าง ของเรากับของเขาคล้ายคลึงกันแต่ว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในโลกชมพูนี้เอง คนพูดก็ไม่รู้ทั้งหมดว่ามีอะไรมาบ้าง แต่เรื่องราวของวิทยาศาสตร์เราต้องยอมรับ
<O:p></O:p>
<O:p></O:p>
เป็นอันว่าเขามีการคล่องตัวทุกอย่างทั้งค้าและทั้งขาย คล่องตัวทั้งหมดสิ่งที่อยากจะทราบก็คือว่า ทางใต้ดินที่เรียกกันว่าอุโมงค์ หรือเมืองใต้ดินที่เขาบอกว่าของเขามี แต่ความจริงที่โลกสีชมพูเราก็มี เท่าที่ทราบ อย่างอเมริกาเขาก็มี อย่างญี่ปุ่นก็มี และมีหลายๆ ประเทศมันก็เป็นของไม่แปลกสำหรับคนผู้ฟัง แต่สำหรับผู้พูดเองก็รู้สึกว่าแปลก เพราะไม่เคยไป เคยแต่ลงอุโมงค์ที่ฮ่องกง มันก็เป็นอุโมงค์ใต้น้ำเฉยๆ ก็เลยตามเข้าไปดู ก็ปรากฏว่าทางใต้ดินของเขามีความกว้างประมาณ ๔ กิโลเมตรจริง มันกว้างมากไม่ใช้เฉพาะรถ รถก็มีสองทาง ทางไปและทางมา รถไม่สวนกัน เดินกันคนละทาง และก็เลนที่สำหรับใช้วิ่งรถก็หลายเลนด้วยกัน รถมีมาก แต่ว่าใต้ดินนี้ถามเขาว่ายานเหาะมีไหม เขาบอกว่าสถานที่มันต่ำ ยายเหาะไม่มี แต่ว่ารถของเขาก็ดี มีทั้งรถไฟ มีทั้งรถราง มีทั้งรถยนต์แต่ก็ขาดรถเจ๊ก กับรถม้า ของเขาไม่มีของเราเคยมี ทั้งสองข้างทางไม่เปลี่ยว มีบ้านเรือนโรง มีตึกมีห้องแถวเป็นแถวๆ ไปก็มีคนมากบ้าง น้อยบ้างไม่มากนัก แต่พอนั่งรถไปประมาณสัก ๓๐ กิโลเมตรก็จะเจอะเมืองใหญ่ๆ
<O:p></O:p>
<O:p></O:p>
ในเมืองนี้ท่านเจ้าของถิ่นบอกว่า จะมีพลเมืองในเมืองนี้ประมาณ ๒ แสนคนมันก็ไม่เล็ก คือว่าเขาขุดอุโมงค์ลึกออกไปข้างๆ ตั้งตึกแถวบ้านช่องเรือนโรง คนจริงๆ ที่อยู่รู้สึกว่า ทุกคนมีความสดชื่นหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ถ้าจะถามว่ามีอะไรบ้าง ถ้าบอกไป เมืองเราก็มีหมดแล้ว เพียงแต่บอกว่าที่นี่เขามีตุ๊กตา ตุ๊กตาบ้านเราก็มี มีผู้ชายกับผู้หญิง ผู้ชายกับผู้หญิงบ้านเราก็มี แต่ก็ไม่ได้ถามเขาว่าเมืองนี้มีกระเทยหรือเปล่าและหลังจากนั้นก็จะถามเขาอีกว่า มีอะไรบ้างก็ไม่น่าแปลก ไม่น่าถาม แต่ว่าสิ่งที่ถามก็คือว่าเมืองนี้ขุดลงลึกใต้ดินประมาณเท่าไร เจ้าหน้าที่ที่นำไปเขาบอกว่า เขาก็ไม่ได้ถามช่างเหมือนกัน แต่รู้สึกว่ามันลึกมาก ถามเขาว่าเวลานี้อยู่ใต้ระดับน้ำทะเลไหม เขาบอกว่าไม่ใช่ใต้ระดับน้ำทะเล ใต้ท้องทะเลลึก ลึกกว่าท้องทะเลลงไปอีก เส้นทางนี้ทั้งหมดลอดมหาสมุทรลอดใต้เมืองพื้นแผ่นดินด้วยแล้วก็ลอดมหาสมุทรด้วย ไปตามเมืองเกาะกลางน้ำต่างๆ ซึ่งมีหลายเมืองก็ถามเขาว่าเมืองทั้งหลายเหล่านั้น มันเป็นเมืองขึ้นหรือเปล่า เขาบอกว่าเปล่า ไม่ใช่เป็นเอกราชเขาเป็นเมืองปกครองกันเอง
<O:p></O:p>
<O:p></O:p>
ก็เลขบอกเขาว่าอยากจะไปในเมืองนั้น เขาบอก ไปได้จะนำไป แล้วก็นั่งรถไป ชมทิวทัศน์ทั้งสองข้างอย่างสะดวกสบายมีความสุข พอไปถึงบริเวณอีกเมืองเมืองหนึ่ง ใต้บาดาลเมืองนี้ไม่โตนัก เป็นเมืองเล็กๆ เขาบอกว่ามีพลเมืองประมาณ ๒ หมื่นคน เขาบอกว่า ที่เมืองเมืองนี้แหละเป็นทาง มีทางขึ้นเมืองในเกาะในทะเล เมืองที่อยู่กลางมหาสมุทร หรืออยู่กลางทะเลเหมือนกับประเทศญี่ปุ่น หรือฟิลิปปินส์ แบบนี้แหละ แต่ก็มีทางขึ้นบก ก็บอกเขาบอกว่า ถ้าอย่างนั้นก็อยากจะขึ้นบก ก็บอกเขาบอกว่าถ้าอย่างนั้นก็อยากจะขึ้นบก เขาก็นำวิ่งรถไปเรื่อยๆ รู้สึกว่าความเป็นเนินขึ้นทีละน้อยๆ ขึ้นสะดวกมาก ลาดชันน้อยๆ ถ้าไม่สังเกตจะไม่รู้สึก สักประเดี๋ยวหนึ่งก็ปรากฏว่าขึ้นเหนือพื้นแผ่นดินก็ปรากฏว่า ไอ้ที่ตรงนั้นเป็นเมืองเกาะ มีเกาะน้ำล้อมรอบ แต่ไม่ใช่เกาะเล็กๆ ที่ทราบว่าเป็นเกาะน้ำล้อมรอบก็เพราะว่าขึ้นชายเกาะเห็นน้ำเป็นแนวไกล แต่ว่าถ้าจะมองตัดผ่านศูนย์กลางให้ดูด้านเกาะทางโน้นไม่เห็นกันแน่มันไกลมาก
<O:p></O:p>
<O:p></O:p>
ถามเขาว่า เกาะนี้มีเนื้อที่กี่ตารางกิโลเมตร เขาบอกว่ามีเนื้อที่ประมาณ ๒ แสนตารางกิโลเมตร ก็เป็นเมืองใหญ่มาก ก็เป็นประเทศประเทศหนึ่ง และก็ถามเขาบอกว่า ถ้าหากว่าเมืองนี้อยู่กลางเกาะ ลมพายุหนักๆ จะมีไหม เขาก็บอกว่า ถ้าหากว่าลมพายุหนักๆ เข้ามา เมืองนี้มันไม่กลางเป็นเมืองใต้น้ำหรือ เขาก็บอกว่าประเทศนี้เป็นประเทศที่เขาอยู่กลางทะเลมาเป็นประจำ เขามีการป้องกันกระแสน้ำ ไม่ให้น้ำมีกำลังแรงนักเมื่อขึ้นไปบนเกาะของเขา แล้วผู้นำเขาก็พาไปชายทะเล ไปไกลห่างกันประมาณ ๓ กิโลเมตร ก็เห็นกำแพงสูงตระหง่านกำแพงมีความสูงมากก็ลืมไปไม่ได้ถามเขาว่า กำแพงที่เห็นมันสูงกี่เมตรกันแน่ มันสูงกว่าศรีษะหลายๆเท่า เป็นกำแพงกั้นรอบๆ เท่าที่ตาเห็น เป็นกำแพงกันรอบชายน้ำทั้งหมด เขาจึงพาเข้าไปทางประตูที่ออก พอถึงทางออกก็มีทางออกใหญ่ที่เรียกว่า รถขนาด ๕-๖ คันเรียงเข้าไปยังไม่เต็มทาง เมื่อออกทางนั้นแล้วก็ไปสักครู่หนึ่งก็ไปเจาะกำแพงอีกด้านหนึ่ง อีกชั้นหนึ่ง หรืออีกตอนหนึ่งเป็นกำแพงกั้นตรง เลี้ยวซ้ายไปนิดหนึ่ง เดินไปสักครู่หนึ่งก็ไปเจาะประตูทางออกต่อไป เมื่อเดินตรงไปแล้วก็ไปเจอกำแพงอีกชั้นหนึ่งเป็นกำแพงสูงเหมือนกัน
<O:p></O:p>
<O:p></O:p>
ถามเขาบอกว่ากำแพงนี้เขาทำไว้ทำไมผู้นำก็บอกว่า กำแพงนี้ชาวเกาะเขามีความฉลาด คลื่นลมตามธรรมดา ถ้าธรรมดาๆ แล้วเขาไม่กลัวกัน แต่ก็เป็นธรรมดาอยู่เองคลื่นลมที่มีความแรงมากมีอยู่แต่คลื่นลมจะแรงมาก จะขนาดไหนก็ตาม จะทำลายบ้านเรือนเขาไม่ได้ เพราะว่าเขาชินต่อการป้องกัน แต่ทว่ากระแสน้ำอาจจะตีขึ้นเกาะเขาได้ ฉะนั้นเขาจึงหาทางป้องกันแระแสน้ำ น้ำส่วนที่กระแทกกำแพงจะต้องสะท้อนกลับไปมหาสมุทร ส่วนที่เหนือขึ้นไปนั้น เหนือกำแพงขึ้นไปก็จะตกลงในช่วงช่องของกำแพง ถ้าคลื่นมาอีกก็เป็นแบบนี้ จะทำให้กระแสน้ำมีกำลังอ่อน ก่อนที่ไหลเข้าเกาะ การจะไหลเข้า ก็ไหลลำบาก เพราะช่องไม่ตรงกันมันเยื้องกัน กระแสน้ำที่ไหลเข้าแล้ว และตกแล้วก็ไหลออกมหาสมุทร เขาทำแบบนี้เขาบอกว่า เป็นการป้องกันแผ่นดินเขาเปียกน้ำได้ดีมาก คือว่าน้ำจะไม่เข้าถึงแผ่นดินใหญ่ ถ้าเข้าถึงบ้างก็มีเล็กน้อย มีแต่กระแสน้ำฝนกระแสน้ำของคลื่นจริงๆ ไม่สามารถจะเข้าถึง เพราะกำลังของคลื่นจะตกลงในระหว่ากำแพงที่เขากั้นไว้ มองดูเขาก็ชื่นในในความฉลาด แต่ความจริงเรื่องความฉลาดอย่างนี้ก็ถือว่าไม่ใช่ความฉลาดเป็นพิเศษ ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าคนทุกคนย่อมคิดได้คนทุกคนสามารถสั่งการได้ แต่ทุนทรัพย์ที่จะพึงทำมันไม่มี
<O:p></O:p>
<O:p></O:p>
หลังจากนั้นก็ชวนเขาเข้าไปในเขตตลาดเข้าไปในเมือง เข้าไปในเมืองก็มีสภาพเช่นเดียวกันมีของทุกอย่างพร้อมมูลบริบูรณ์ทั้งหมด คนก็รูปร่างลักษณะหน้าตาคล้ายคลึงกัน ทั้งบนบกและในทะเล คล้ายคลึงกันมาก ไม่แตกต่างกัน อย่างคนไทย กับฟิลิปปินส์ ก็มองยากเหมือนกัน คล้ายคลึงกันมาก คนของเขาก็มีสภาพแบบนี้ไม่เหมือนเช่นเรากับญี่ปุ่น ของเราพอถึงญี่ปุ่นแตกต่างไปเยอะแล้ว พอเข้าไปในอินโดนีเซีย ก็รู้สึกว่าแตกต่างกันมาก สังเกตง่าย แต่คนไทยกับฟิลิปปินส์สังเกตยาก เว้นไว้แต่พูด ถ้าไม่พูดจะไม่รู้ว่าใครเป็นใคร สังเกตกันยาก ข้อนี้ฉันใด เมืองของเขาเมืองนี้กับเมืองบนบกที่ผ่านมาแล้วก็มีสภาพเช่นเดียวกัน
<O:p></O:p>
<O:p></O:p>
ในเมื่อเขาชวนเดินไปบ้าง นั่งรถไปบ้าง ชนตลาดของเขาก็ไม่หนาแน่นเหมือนของเรา คนไม่มากเท่าเรา แต่สิ่งของที่ส่งมาทางเรือก็มีมาก โดยมากที่มาจากบนบกมักจะเป็นพืชไร่และของป่า แต่ของที่ชาวเกาะส่งไปขายบนบกเป็นของที่ประดิษฐ์ขึ้นทางด้านวิทยาศาสตร์เป็นส่วนใหญ่ ก็รวมความว่าก็เป็นของธรรมดาอีก จึงเดินเข้าไปในจุดๆ หนึ่ง ในที่นั้นมีสถานที่แปลก ที่ว่าแปลกก็เพราะว่าเป็นตึกไม่สูงเท่าตึกอื่น ตึกเขาสร้างสูงๆ กว้างขวางใหญ่โต สวดสดงดงามมาก มีแสงสว่างแพราวพราวไปด้วยไฟฟ้า เครื่องไฟฟ้าไม่ต้องห่วง ของเขาดีแน่ แต่ว่าสิ่งที่น่าแปลกก็คือว่า สถานที่นั้นสร้างไม่เหมือนบ้านทุกหลังที่มีอยู่ที่เคยเห็นมา มียอดแหลมๆ และก็มีหลังคาคล้ายๆ กับช่อฟ้า มีทรงแปลกๆ รู้สึกว่าสวยสะดุดตา จึงถามเขาว่าสถานที่นั้นเป็นอะไร เขาบอกว่า ที่ตรงนั้นเป็น ศูนย์ศึกษาพระศาสนาก็ถามเขาว่าศาสนาที่เขานับถือ เป็นศาสนาอะไร เขาบอกว่าเรื่องศาสนา ทีนี้ไม่บังคับกันใครจะนับถือศาสนาอะไรก็ได้ แต่ว่าทุกคนต้องปฏิบัติให้เหมือนกันหมดนั่นคือ พรหมวิหาร๔ และ กรรมบถ ๑๐ อันนี้ต้องเหมือนกันทุกคนในประเทศนี้และทุกๆ ประเทศ เรียกว่าในโลกนี้ต้องปฏิบัติเหมือนกันหมด นอกจากนั้นคำสอนของท่านผู้ใด จะสอนไปแบบไหนก็ช่างเถิดแต่ว่า จะละเมิดพรมวิหาร๔ กับกรรมบถ ๑๐ ไม่ได้
<O:p></O:p>
<O:p></O:p>
ก็ถามเขาว่านั้นเป็นเรื่องทั่วๆ ไปแต่ศาสนาจริงๆ ที่ยอดรับนับถือกันส่วนใหญ่เขาบอกว่า นั่นก็คือ พระพุทธศาสนาก็ถามเขาว่า พระพุทธศาสนายอรับนับถือกันมาตั้งแต่เมื่อไร เขาบอกว่าบรรพบุรุษบอกมาว่านับถือพุทธศาสนากันจริงจังเมื่อ ๒,๕๐๐ปีเศษ นับอายุหรือนับปี ในจักรวาลของโลกชมพู แต่จักรวาลของโลกเขา เขาไม่ได้บอกแต่คนของเขาจริงๆ ถ้านับอายุในโลกสีชมพูแล้วจะมีอายุถึง ๑๒,๐๐๐ ปีเป็นอายุขัยฉะนั้นเวลานี้ คนที่นำทางเขานับอายุในโลกของเราได้ ๘,๐๐๐ ปี ในเมื่อเขามีอายุตั้ง ๘,๐๐๐ ปี เขาก็ต้องพบพระพุทธศาสนาแน่เลยถามเขาบอกว่าพระที่มาเทศส่วนใหญ่เป็นใคร เขาบอกว่าในสมัยนั้นจริงๆ ส่วนใหญ่เป็น พระโมคคัลลาน์
<O:p></O:p>
<O:p></O:p>
แล้วก็ถามว่า พระองค์อื่นมาบ้างไหม เขาก็บอกว่ามา ถามว่าการมาของท่าน ท่านมาอย่างไร เขาบอกว่าท่านก็ลอยมาแบบนี้แหละ เป็นพระที่ลอยได้ ก็บอกับเขาว่าเวลานี้ พระโมคคัลลาน์นิพพานไปแล้ว เขาทราบไหม เขาบอกว่า เขาทราบ ถามเขาว่าเขารู้จักพระพุทธเจ้าไหม เขาบอกว่า เขารู้จัก ถามว่าเคยเห็นตัวไหม เขาบอกว่าเขาไม่เคยเห็นตัว ไม่เคยเห็นว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รูปร่างลักษณะอย่างไร เอาตัวจริงๆ กัน แต่พระโมคคัลลาน์เคยทำปาฏิหาริย์ให้เห็น ให้เห็นพระพุทธเจ้ามีรูปร่างลักษณะสวดสดงดงามมาก ก็ถามเขาว่า เวลานี้พระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านนิพพานไปแล้ว ยังจะมีพระอะไรมาสอนบ้างไหม เขาก็บอกว่ามี
<O:p></O:p>
<O:p></O:p>
ถามเขาว่า ท่านมาบ่อยๆ หรือนานๆ มาครั้ง เขาบอกว่า ถ้าจะนับเวลาในโลกชมพูกันจริงๆ ก็จะประมาณ ๓ เดือน มีมาครั้งหนึ่ง ก็ถามเขาว่า ๓ เดือน ท่านมาครั้งหนึ่งรู้สึกว่านานไปไหม เขาก็ตอบว่าไม่นาน เพราะคำสอนของท่านแต่ละอย่าง ท่านสอนไว้แม้จะน้อย แต่ว่าเราก็ปฏิบัติกันไม่ค่อยได้ ถ้าจะใช้คำว่านานก็หมายความว่าปฏิบัติได้แล้วนานแล้ว ท่านไม่มาต่อให้ อันนี้ควรจะว่านาน และความรู้การปฏิบัติที่ท่านสอนพวกเรา พวกเราปฏิบัติไม่ค่อยจะถึงท่าน จึงถามเขาว่า ในเมื่อทุกคนที่นี่ ตั้งอยู่ใน พรมวิหาร๔ และกรรมบถ ๑๐ และคำสอนของพระโมคคัลลาน์ ท่านสอนอย่างไรต่อไปอีก เขาบอกว่าท่านก็แนะนำให้ละสังโยชน์ สังโยชน์มี ๑๐ อย่าง ถ้าพูดไปแล้วก็เหมือนของเรา ก็บอกว่า การละสังโยชน์ ๑๐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังโยชน์ ๓ เบื้องต้น ท่านทำได้ไหม เขาบอกว่าเขาทำได้แต่มันไม่หมด การทรงตัวยังไม่แน่แท้นัก ก็ถามว่า ข้อไหนที่ถือว่ายากที่สุด เขาบอกว่าทุกข้อไม่ยาก แต่ก็ไม่มีความมั่นใจว่าทำได้จริงๆ อันนี้เขาไม่ประมาทจริงๆ
<O:p></O:p>
<O:p></O:p>
ก็เลยบอกว่าในเมืองโลกนี้ทั้งโลกบังคับว่า ต้องปฏิบัติในพรหมวิหาร ๔ และกรรมบถ ๑๐ ในเมื่อสองอย่างนี้ครบถ้วน ทุกคนก็เป็นพระโสดาบัน กับสกิทาคามีได้แล้วคือว่า ทุกคนยอมรับนับถือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆฺ์ และถ้าปฏิบัติในศีลและกรรมบถ ๑๐ ได้ครบถ้วนก็เป็นพระอริยะเบื้องต้น คือ พระโสดาบัน หรือ สกิทาคามี เขาบอกว่า ๒ อย่างนี้ไม่หนัก แต่มันหนักอีกอย่างหนึ่ง ถามว่าหนักอะไร เขาก็ตอบว่าหนักในการเห็นตัวทุกข์ คนโลกนี้จริงๆ ไม่ค่อยจะเห็นทุกข์ ทุกอย่างมันสุขหมด จะกินเมื่อไหร่ก็มีกิน จะนอนเมื่อไหร่ก็ได้อันตรายๆก็ไม่มี การระมัดระวังต่างๆ ก็ไม่มี นอนหลับ ตื่นขึ้นมาของหายแบบโลกชมพูก็ไม่มี นั่งอยู่ดีๆ ถูกจี้เอาเงินเอาทองไปแบบโลกชมพู นี้เขาสรรเสริญโลกชมพูเราน่ะ
<O:p></O:p>
<O:p></O:p>
เป็นอันว่าโลกชมพูของเราเขาสรรเสริญมากกว่า นักจี้ก็มี นักปล้นก็มี นักล้วงกระเป๋าก็มี มีทุกอย่าง เขาบอกว่า ยิ่งไปกว่านั้นโลกชมพูยังมีความรู้พิเศษ คือ ความรู้บวกคำว่า บวก หมายถึงว่าหากำไร ของอย่างนี้ซื้อมาเท่านี้บอกราคาเท่าโน้น แล้วขายเท่าโน้นต่อไปอีก ของซื้อมาหนึ่งบาทบอกว่าหกสลึง ขายสองบาท ในขณะที่บอกราคานี้เป็นกำไรในตัวอย่างนี้เขาเรียกว่าบวก อย่างนี้โลกชมพูก็มีแต่ว่าชินโลกนี้ไม่มี พอเขาพูดให้ฟังก็มีความเข้าใจว่า คนโลกนี้ไม่เข้าใจในทุกข์ และเขาพูดต่อไปว่า ข้อหนึ่งของสังโยชน์นั้นคือ สักกายทิฏฐิ ที่พระโมคคัลลาน์สอนให้เห็นว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา คือเรากับร่างกายแยกกันออกไป ร่างกาย ถ้ามันตายแล้ว เราไม่ตาย เรามีความดีคือบุญทำไว้ ไปสวรรค์บ้าง พรหมโลกบ้าง ไปนิพพานบ้าง ถ้าเรามีความชั่ว มีบาป เช่น ปาณาติบาต เป็นต้น ก็ไปเกิดเป็น เปรตบ้าง อสุรกายบ้าง สัตว์เดรัชฉานบ้าง ลงนรกไปบ้างและให้ถือว่าว่า ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง ความตายจะมาถึงเราเมื่อไรก็ได้ อย่างนี้คนโลกนี้ไม่เข้าใจ ก็ถามเขาว่า ทำไมถึงไม่เข้าใจ เขาก็บอกว่าคนโลกนี้จริงๆ จะต้องมีอายุ ๑๒,๐๐๐ ปีมันไม่ตายจะถือว่าความตายจะเข้าถึงเราเมื่อไรก็ได้ มันก็นึกไม่ออก นึกได้แต่เพียงว่าเมื่อเกิดขึ้นมาแล้วก็มีความตายเป็นที่สุด แต่ก็มองไม่เห็นทุกข์คิดว่า ถ้าเราเกิดมาเป็นคนต่อไปอีก เราก็มีความสุขอย่างนี้ เวลานี้มีความสุข เราไม่มีรถใช้ เราก็โดยสารรถได้ ราคารถก็ไม่แพง เราไม่มีเครื่องบินใช้ เราก็โดยสารเครื่องบินได้ จะไปเมื่อไรก็ได้ เครื่องบินมีเยอะ ค่าพาหนาะก็ถูก คือว่าประเทศนี้ไม่ได้ใช้น้ำมัน
<O:p></O:p>
<O:p></O:p>
ก็รวมความว่าคุยกันไปคุยกันมาเวลามันก็มาก คนฟังรำคาญหรือเปล่าก็ไม่ทราบเมื่อสรุปแล้วคนโลกนี้คิดว่า พระโสดาบันเป็นของยาก และยากข้อเดียวคือ สักกายทิฏฐิ ก็น่าเห็นใจเขา แต่ความเคารพในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระอริยสงฆ์เขามีจริง หลังจากนั้นก็ชวน บอกว่าถ้าอย่างนั้น อาคารหลังนี้เป็นอาคารสอนศาสนาใช่ไหม เขาบอกว่า ใช่ ถามเขาว่า เวลานี้มีพระมาไหม เขาแลเห็นธงสีเหลืองยกขึ้น เขาบอกว่า เวลานี้พระกำลังเทศน์แล้ว ก็บอกเขาว่าถ้าอย่างนั้นต้องขออภัยที่รบกวนท่าน ทำให้ท่านไม่มีโอกาสได้ฟังเทศน์ เขาก็เลยบอกว่าไม่เป็นไร ที่นี่เป็นเมืองเกาะ สำหรับเขา เขาฟังมาแล้วจากเมืองบนพื้นดิน พระท่านเทศน์ที่โน่นแล้วก็มาเทศน์ที่เมืองบนเกาะนี้ ก็ถามเขาว่า เวลาที่พระเทศน์ เราจะเข้าไปได้ไหม เขาบอกว่า พระท่านเทศน์ ความจริงท่านไม่ได้พูดคนเดียว ท่านพูดกับคนเป็นแบบสนทนากัน เรียกว่า เทศน์ ท่านถามถึงความเข้าใจในเรื่องที่ท่านพูดไหม อย่างนี้เข้าใจไหม อย่างนั้นเข้าใจไหม เรียกว่า รู้เรื่องกัน เราเข้าไปได้ มาถึงเมื่อไร ก็ฟังเทศน์ได้ คุยเทศน์ได้ คำว่า คุยเทศน์ ก็หมายความว่า เราถามได้ จึงชวนให้เขานำเข้าไปในสถานที่สอนศาสนา
<O:p></O:p>
พอเข้าไปในสถานที่นั้นก็ปรากฏว่าที่บริเวณกว้างขวางจริงๆ ตึกด้านหน้าที่มองเห็นด้านหน้าเป็นมุข แสดงว่าที่นี่เป็นที่สอนศาสนา แต่เข้าไปข้างในเป็นตึกใหญ่มากบริเวณกว้างขวางมาก มาแสงสว่าง มีความเย็นดีมาก และเครื่องขยายเสียงเขา ก็ดีมากจริงๆ ใครจะพูดเมื่อไรก็ได้ยินกันทั่วเมื่อนั้น ไมโครโฟนเขาก็ไม่ต้องตั้งให้ชูสูง อย่างไมโครโฟนของเรา อย่างที่คนพูดนี้ไมโครโฟนตั้งสูงของเขามองไม่เห็นอยู่กับพื้นนั่งโต๊ะปุ๊บเป็นพบไมโครโฟนคือช่องเล็กๆ และก็พูดได้ทันทีใครพูดขึ้นมาคนอื่นได้ยินหมด
<O:p></O:p>
เมื่อเข้าไปในที่นั้นเจอะพระท่านกำลังนั่งอยู่บนธรรมาสน์งามสง่ามาก องค์โตกว่าคนธรรมดามาก ใหญ่มาก ก็ทราบได้ทันทีว่าการแสดงองค์แบบนั้นต้องเป็นการแสดงปาฏิหาริย์ก็ถามคนที่เขานำว่า องค์นี้พระอะไรเขาบอกว่าองค์นี้คือพระโมคคัลลาน์ที่ท่านบอกว่าพระโมคคัลลาน์นิพพานแล้วสำหรับโลกโน้น แต่โลกนี้พระโมคคัลลาน์ไม่เคยนิพพาน ท่านมาตามเวลาของท่านจริงๆ องค์ใหญ่ขนาดนี้คนในพื้นพิภพนี้ทั้งหมดเรียกว่าโลกนี้ทั้งหมดเขาเรียกองค์นี้ว่า เป็นพระใหญ่ ที่บางคนในโลกชมพูเขามีคนมาแล้วนะไม่ใช่มีแต่เฉพาะคณะของท่าน เขามีคนมาแล้ว เขาเคยถามว่าโลกนี้มีพระพุทธศาสนาไหม ก็บอกเขาว่ามี เขาถามว่าพระอะไรมาสอน ก็บอกเขาว่าส่วนใหญ่พระองค์ใหญ่มาสอน คำว่าพระองค์ใหญ่ก็หมายถึง พระโมคคัลลาน์ เวลานั้นท่านกำลังเทศ เข้าไปด้านนั้นรู้สึกว่าท่านหันมาข้างหน้า แต่คนนั่งทุกๆ ด้านก็มีความรู้สึกว่านั่งข้างหน้าท่านทั้งหมด อันนี้เป็นปาฏิหาริย์ใหญ่ ตามบาลีบอกว่าอาการอย่างนี้จะแสดงได้เฉพาะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่นั่นก็หมายความว่าทุกองค์ยังมีชีวิตเป็นมนุษย์อยู่เวลานี้อัครสาวกขององค์สมเด็จพระบรมครูคือพระโมคคัลลาน์ท่านนิพพานไปแล้ว
<O:p></O:p>
คำว่านิพพานแปลว่าสูญ เมื่อวันที่ ๑๖ เด็กนักเรียนสตรีวิทยามาปฏิบัติกรรมฐานที่วัดท่าซุง เธอถามว่านิพพานเขาบอกว่าสูญใช่ไหม ก็ตอบว่าเขาแปลว่าสูญ เธอก็ถามว่าสูญ หมายถึงสลายไปเลยหารไปเลยใช่ไหมก็ตอบว่าใช่เธอก็ถามว่าเวลาปฏิบัติกรรมฐานจริงๆ ทำไมจึงมีความรู้สึกสัมผัส นี่เป็นอันว่าเด็กนักเรียนเธอบอกว่า นิพพาน มีความรู้สึกสัมผัส สัมผัสรู้ว่า นี่เป็นนิพพาน จะพูดกันง่ายๆ ก็หมายความว่า นิพพานนี่เธอสัมผัสมีตัว มีตน ก็เลยบอกกับเธอว่า นิพพานก็ดี สวรรค์ก็ดี พรหมโลกก็ดี เป็นต้น เขาเรียกว่านามธรรม แต่สิ่งที่ประสบของเธอ เป็นรูปขึ้นมา เขาเรียกว่า รูปในนาม คือส่วนที่เป็นนาม ก็มีรูปของนาม เราไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเนื้อ ก็ต้องใช้กำลังจิตสัมผัสโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องกล่าวว่าต้องใช้ทิพพจักขุญาณสัมผัส ใช้ตาเนื้อไม่ได้ ต้องใช้ตาใจคือตาเป็นทิพย์
<O:p></O:p>
เอาละบรรดาท่านพุทธบริษัทมองดูเวลาเหลือนาทีเศษๆ ก็จะหมดเวลาแล้ว ขอลาก่อน
ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแด่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชน ผู้รับฟังและผู้อ่านทุกท่าน สวัสดี<O:p></O:p>
Jdin_buddhism
11-05-2005, 12:25 PM
ffice:office" /><O:p></O:p>
<O:p>จุไรท่องเที่ยวดาวหลุมดำ (ตอนที่ ๖)</O:p>
<O:p> (smile) </O:p>
<O:p> </O:p>
ท่านผู้อ่านและท่านผู้ฟังทั้งหลายมาตอนนี้ก็มาคุยกันถึงเรื่อง เมืองชินโลก หรือ โลกถุงดำ หรือ ดวงดาวถุงดำ กันต่อไปก็ขอท่านผู้อ่านก็ดี ท่านผู้ฟังก็ดี อย่าลืมว่า เป็นนิทาน แต่ว่านิทานพระพูดก็ธัมมธัมโมที่น่ารำคาญผสมอยู่ด้วย เป็นของธรรมดาเพราะว่าสถานีวิทยุเขาถือว่า วันนี้เป็นรายการธรรมะ ก็ว่ากันเรื่อยๆ ไป เป็นธรรมะบ้างหรือเป็นอะไรบ้างก็ตามเรื่องเป็นนทานบ้างเป็นธรรมะไปบ้างแต่ว่าตอนท้ายๆ ธรรมะจะมากหน่อย เพราะเรื่องของโลกนี้มันหมด ถ้าคุยกันไปก็มีแต่เรื่องช้ำๆ เรื่องของคน
<O:p></O:p>
แต่ก็มีจุดๆ หนึ่งเป็นของที่โลกเราก็มีนั่นคือเรื่อนกระจก ในน้ำในมหาสมุทรเขาก็มีทางลงจากบก เหมือนกับอุโมงค์รถลอดอุโมงค์จากนี้ไปโน่นนั่นแหละ เหมือนกับที่ฮ่องกงคือลอดจากอีกฝั่งหนึ่งไปฝั่งหนึ่งลอดมหาสมุทรไป ลงไปในน้ำไปถึงเรือนกระจก เรือนกระจกเขาสวยสดงดงามมากมีไฟฟ้าสว่าง มีแสงสว่างมากมีเครื่องยิงเครื่องยิงให้ปลาคือไม่ใช่ยิงปลา เครื่องยิงอาหารให้ปลา ไปชมปลาต่างๆ มีความสวยสดงดงามมีสีหลากๆ กัน ปลากับคนไม่เป็นศัตรูกัน เพราะคนไม่กินปลา ปลาก็เลยไม่กลัวคน ก็มีสถานที่บางจุด ถ้าคนจะออกไปว่ายน้ำเล่น ก็มีเครื่องประดาน้ำสำหรับหายใจได้ เพราะมันใต้ส่วนลึกของมหาสมุทรเขาก็มีเครื่องยิง ยิงปุ๊ปไปเหมือนกับทหารเรือยิงตอร์ปิโด แต่วายิงไปแล้วขากลับก็เข้ามาถึงจุดที่เข้าก็ดูดเข้ามาอันนี้เป็นของไม่ยากโลกนี้ก็ทำได้ โลกโน้นก็ทำได้
<O:p></O:p>
แต่ว่าที่น่าแปลกใจก็คือ คนพูดไม่เคยลงเรือนกระจกในโลกนี้ แต่ก็ไปลงเรือนกระจกในโลกนั้น เรือนกระจกของเขามีมากจากเรือนนี้แล้ว ถ้าจะไปเรือนโน้นก็มีอุโมงค์ไป เป็นทางไปก็มียานสำหรับเป็นพาหนะเป็นรถย่อมๆ วิ่งไปได้ แล้วไปถึงเรือนโน้นแล้วก็ไปถึงเรือนโน้น เรื่องอาหารการบริโภคไม่ห่วง เขามีพร้อมระบบอากาศหายใจเขาก็ดี ไม่เห็นมีอะไร เข้าไปในเรือนกระจกก็ไม่ต้องใส่หน้ากากให้มีออกซิเจนไม่มีอะไรทั้งนั้น เดินกันแบบสบายๆ เพลิดเพลินจะพรรณนาความสวยสดงดงาม ดีไม่ดี ปลาในโลกชมพูเราอาจจะสวยกว่า เพราะว่าก็ไม่รู้จักปลาทุกประเภท ถ้าจะถามว่าเห็นปลาทำอันตรายกันไหม ก็ขอตอบว่าเห็น เพราะปลาไม่มีพระเทศน์สอนให้ปลาไม่ทำอันตรายกัน ก็มีปลาทำอันตรายกันก็มีให้เห็นบ้าง แต่ก็ไม่มากนัก ส่วนใหญ่ก็เป็นปลามาล้อมรอบเรือนกระจก รับอาหาร คนที่ไปทุกคนต่างคนต่างก็ซื้ออาหารให้กับปลา ใส่เครื่องยิงยิงไปแล้ว อาหารก็พุ่งออกไปกระจายออก แลาก็แย่งกันกินตามระเบียบของปลา
<O:p></O:p>
จุดนี้จริงๆ แล้วก็ไม่มีอะไร ถามเขาว่าเรือนกระจกยังมีอีกมากไหม ยังเห็นมีทางต่อไป เขาบอกว่ามีมากเพราะเมืองในมหาสมุทรเขาได้เปรียบ เขาไม่เก็บค่าผ่านประตูเข้ามาชมเรือนกระจก ค่าพาหนะที่จะมาส่งที่จะส่ง เขาก็ไม่เก็บ แต่ว่าเขาขายอาหารที่ให้กับปลาคนจะเลี้ยงปลาต้องซื้ออาหารจากเขาและอาหารที่ซื้อก็รู้สึกว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับโลกเรา มันต่างกันเยอะราคาของเขาถูกมาก เพราะความเป็นอยู่ของเขาดี รัฐบาลเขาก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องเก็บภาษีให้มาก เพราะบรรดาข้าราชการทั้งหมดข้าราชการเขาก็มีไม่มากอย่างของเราโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตำรวจอย่างเดียวก็เข้าไปเป็นแสนแล้ว ต้องมีค่าใช้จ่ายเพื่อบุคคลสูงเฉพาะเงินเดือนกับเบี้ยเลี้ยงก็ยังแถมค่าพาหนะ ค่าโรงแรม ค่าห้องพักอีก นอกจากนั้นเครื่องอาวุธยุทธโธปกรณ์ก็ต้องมาก ก็ต้องจ่ายสตางค์แล้วยานพาหนะก็ต้องใช้ต้องใช้เยอะ ของเขาก็มียานพาหนะเหมือนกันแต่ว่ายานพาหนะของเขาไม่เปลืองสตางค์เพราะเขาไม่ได้ใช้น้ำมัน เขาใช้รังสีของแร่จะถามเขาว่า แร่อะไรเขาก็ไม่ได้บอกก็ไม่ได้ถามไม่ได้ซัก เพราะเห็นว่าโลกเราใช้ยูเรเนียมเป็นกำลังขับเคลื่อนกันอยู่แล้ว ของเขาอาจจะมีเหมือนเรา เราอาจจะมีเหมือนเขาก็ได้ ก็รวมความว่าไม่ได้ซักถามและจุดนี้อีกจุดหนึ่งเป็นสิ่งที่น่าเที่ยว หลังจากนั้นก็กลับ
<O:p></O:p>
เมื่อกลับขึ้นมาบนบกแล้วก็ชวนคนพาเจ้าของถิ่นว่า อยากจะขึ้นบนบกอีกฝั่งมหาสมุทรหนึ่งเขาก็บอกว่าเมืองเกาะมีมากจะไปแวะเมืองเกาะอื่นๆ ไหม ก็เลยบอกว่ามันมีสภาพแตกต่างกันไหม เขาบอกว่าแตกต่างกับบ้างนิดหน่อย ส่วนใหญ่ก็เหมือนกันก็เลยบอกว่า ถ้ามันเหมือนกันไม่ไปดูดีกว่า ไปดูแล้วก็ไม่ทราบว่าจะนำอะไรไปได้ของสักชิ้นหนึ่งที่มาที่นี่ก็ไม่มีโอกาสจะนำไปเขาก็บอกว่า เอ๊ะ ก็เหมือนพระที่ท่านเทศน์ก็เหมือนกัน คนเขาก็มีศรัทธาเมื่อฟังเทศน์แล้วก็ถวายอย่างโน้นถวายอย่างนี้ แต่เวลาพระท่านจะไป ท่านบอกว่าทรัพย์สมบัติที่เกิดขึ้นที่ไหนให้อยู่ที่นั่น นั่นก็หมายความว่าท่านมอบไว้กับเจ้าหน้าที่ เจ้าของวัด เจ้าของสถานที่พระศาสนา แล้วเจ้าของสถานที่พระศาสนาก็ทำการจัดสร้างบ้าง จักของ หาซื้อของใช้ต่างๆ นานา ก็รวมความว่ามีทุกอย่างเท่าที่เกิดขึ้นมาแล้ว ที่เห็นเมื่อกี้นี้ก็เพราะว่าเงินที่เหลือจากพระท่านเทศน์พระท่านเทศน์แล้ว ท่านก็ไม่ได้นำไป ก็เลยบอกเขว่า การที่ไม่นำไปของพระท่าน ท่านอาจจะไม่นำไปเพราะจิตเมตตาก็ได้ หรือท่านไม่สะสมทรัพย์สิน ท่านไม่มีความจำเป็นในทรัพย์สินก็ได้ แต่สำหรับข้าพเจ้าที่ไม่นำไปก็เพราะว่าแบกไปไม่ได้ขึ้นชื่อว่าวัตถุชนิดหนึ่งก็ไม่สามารถจะแบกไปได้
<O:p></O:p>
เขาถามว่าถ้าอย่างนั้นมาที่นี่อยากได้อะไรบ้างก็เลขตอบเขาตรงไปตรงมาว่าการมาที่นี่ไม่ใช้อยากได้อยากรู้อย่างเดียวมีความอยากเหมือนกันอยากจะรู้ว่าไอ้ถุงดำในอากาศที่นักวิทยาศาสตร์เขามองเห็นมันคืออะไรกันแน่ เขาก็ย้อนถามว่าท่านเข้าใจถุงดำแล้วหรือยังก็บอกว่าเข้าใจแล้วเพราะว่าไปในอุ้งของถุงดำ ในท้องของถุงดำ เคยเห็นอะไรบ้ารงก็บอกว่าเรือบินก็เห็นยานพาหนะที่มีลักษณะกลมๆ อย่างของท่านมีก็เห็นแล้วก็ดวงดาวต่างๆ ที่ลอยเข้าไปก็เห็น เขาก็ถามว่าดวงดาวต่างๆ มีลักษณะแตกต่างกันไหม ก็บอกว่าดวงดาวที่เข้าไปมันคล้ายคลึงกันก็มี มีลักษณะแตกต่างกันก็มี ดวงดาวบางดวงดาวก็มีขุมทรัพย์อยู่กลังดวงดาวนั้นบนผิวโลก ถามเขาว่าที่นั่นท่านเคยไปไหม เขาบอกว่าถ้าบินรอบโลกนั่งเครื่องบินก็ต้องผ่านจุดนั้นเขาบอกว่าบินรอบจากสูงไปต่ำถ้าบินรอบข้างๆ ก็ไม่ต้องผ่านก็ถือว่าสถานที่นั้นเป็นสถานที่ที่เที่ยวของคนโลกนี้ โอ้โฮ น่าอัศจรรย์
<O:p></O:p>
ก็ถามเขาว่า เคยเห็นทรัพย์สินไหมเขาบอกว่าเคยเห็นถามเขาว่าไอ้ธาตุเหลืองๆ อร่ามที่นี่เขาใช้ไหม เขาก็บอกว่าใช้ ถามว่าท่านไปที่นั่น ไม่อยากได้ทองคำที่นั่นบ้างหรือเพราะมีโลกอยู่โลกหนึ่ง อาจจะมีหลายโลกก็ได้ ขึ้นไปที่โลกต่างๆ เพียงแค่ ๓ โลกเท่าที่มองเห็นมันเกิน ๓๐๐ โลก อยากจะถามว่าท่านอยากได้ทองคำไหม เขาบอกว่าไม่เคยอยากได้เพราะพื้นผิวพิภพนี้ก็มีเยอะแล้วก็ถามเขาว่าพื้นพิภพนี้ทองคำเป็นวัตถุมีค่าสูง หรือว่าทองคำเป็นวัตถุมีค่าต่ำ เขาบอกว่าขึ้นชื่อว่าทองคำ โลกชมพูต้องการขนาดไหน เขาไม่ทราบแต่ทีนี่ถือเป็นมาตรฐานการเงิน การเงินต่างๆ แบงก์ต่างๆ ที่พิมพ์ออกมาต้องมีทองคำรับรองก็เลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้นโลกโน้นกับโลกนี้ก็มีสภาพเหมือนกัน ก็เลยล้วงกระเป๋าอีกนิดหนึ่ง ถามว่าที่นี่คนจนๆ มีไหม เขาถามว่า จนหมายถึงอะไร ก็ตอบว่าจนขนาดที่ไม่มีกิน ไม่มีใช้ต้องขอทาน เขาก็ยิ้มบอกว่าที่นี่ไม่มีความจำเป็นต้องขอเพราะว่าถ้าบุคคลใดเขาเห็นว่า คนกลุ่มใดหรือบุคคลใดก็ตามเห็นว่าคนใดมีความขัดข้องเรื่องความเป็นอยู่ โดยเฉพาะการเงินก็ดี เสื้อผ้าก็ดี อาหารการบริโภคก็ตาม เขาก็รีบช่วยกันสงเคราะห์ แต่เขาบอกว่าเขาเกิดมา ๘,๐๐๐ ปีของโลกชมพูยังไม่เคยเห็นใครต้องสงเคราะห์กันด้วยวัตถุอย่างนี้ ที่มีความขัดสนจริงๆ มีแต่เพียงว่าเรามีอย่างนี้เขามีอย่างโน้น เรามีมากชิ้นไปแบ่งให้เขา เขามีอย่างหนึ่งที่เราไม่มีเขาแบ่งให้เรา มีแค่นี้คำว่ายากจนจริงๆ ไม่มี
<O:p></O:p>
ก็ถามเขาถึงอาชีพ เขาบอกว่าอาชีพส่วนใหญ่ก็ไม่มีอะไร ในประเทศที่ท่านจากมา ส่วนใหญ่ก็เป็นเกษตรกรรม หรือว่าอาชีพของป่าไม้ของในป่าและสิ่งประดิษฐ์ก็มีมาก โรงงานก็มีเยอะก็ไม่มีอะไร ต่างคนต่างก็ทำกันการใช้จ่ายนี่มันไม่เปลือง เพราะว่าที่นี่กินผักเป็นพื้นฐาน ในเมื่อกินผักเป็นพื้นฐานแล้วก็ปลูกผักกันของเรามีอย่างนี้ของเขามีอย่างนั้นถ้าใครไม่มีอย่างไหนก็แลกกัน ใครต้องการอย่างไหนก็ขอกันได้ที่นี่เขาไม่มีการหวงกัน เขาก็บอกว่าโลกนี้พระท่านบอกว่าเป็นโลกมนุษย์พอเขาพูดอย่างนี้ก็หนักใจเหมือนกันที่เคยศึกษาในพุทธศาสนาในธรรมะท่านามี ท่านบอกว่าให้ปฏิบัติในมนุษยธรรม ถ้าปฏิบัติในมนุษยธรรมได้ก็สามารถจะเกิดเป็นมนุษย์ได้ ก็ยังมีความสงสัยว่าคนทุกคนในโลกชมพูต่างคนต่างก็เรียกตนเองว่าเป็นมนุษย์แล้วทำไมพระพุทธเจ้าจึงมาสอนมนุษยธรรมอีกในเมื่อเกิดมาเป็นคนแล้วเมื่อตายจากความเป็นคนมาเกิดเป็นคนมันก็ต้องเป็นของไม่ยากเพราะว่าเป็นสถานที่เดิมของตนที่เคยอยู่แต่นี่เป็นคำสอนขององค์สมเด็จพระบรมครูที่คนพูดไม่ทราบแต่คนพูดเองมีความโง่ถนัด มีความเข้าใจว่าคนทุกคนที่เกิดมาในโลกชมพูเป็นมนุษย์
<O:p></O:p>
ครั้นมาเจอะมนุษย์ในชินโลก หรือว่าถุงดำนี่เข้าจึงมีความเข้าใจจริงๆ ว่าเขาเป็นมนุษย์แน่ ชาวโลกชมพูตามความรู้สึกของคนอื่นเป็นอย่างไรก็ไม่ทราบ ถ้าพลาดไปก็ขออภัยด้วย ตามความรู้สึกของผู้พูดจริงๆ คือว่าที่โลกมนุษย์หามนุษย์ได้ยาก ที่โลกชมพูนี่นะ หาคนที่เป็นมนุษย์แสนจะยาก ไม่ใช่ไม่มี ปริมาณที่มีก็มีน้อยแต่ว่าถ้าจะเป็นคนเสียจริงๆ เป็นคนมาก ในโลกชมพูเรา มีคนมากกว่ามนุษย์ แต่การพูดอย่างนี้บางท่านอาจจะร้องตะโกนถามว่ามนุษย์กับคนมันต่างกันตรงไหน ก็ขอตอบว่าในอาการ ๓๒ จริงๆ ไม่ต่างกันมีธาตุ ๔ เหมือนกันมีอาการ ๓๒ เหมือนกันแต่ความรู้สึกของจิตใจไม่เหมือนกันสำหรับ มนุษย์ ท่านแปลว่า ใจสูง คำว่าใจสูง ก็คือมีอารมณ์ไม่ต่ำ อารมณ์ประเภทใดก็ตามที่นำมาซึ่งความเดือนร้อน มนุษย์เขาไม่ใช้กัน เช่น ความโกรธ การแสดงอาการโกรธเป็นศัตรูกัน เขาไม่มีเขามีแต่ เมตตา ความรัก กรุณา ความสงสาร มนุษย์เขามีแต่เมตตา ความรัก กรุณา ความสงสาร มุทิตา มีจิตอ่อนโยน ไม่อิจฉาริษยากัน ใครได้ดีพลอยยินดีด้วย อุเบกขา ถ้าอะไรก็ตามเกิดความขัดข้องขึ้นมา ไม่สามารถจะแก้ไขได้ก็วางเฉยไม่ดิ้นรน คือไม่กลุ้ม ไม่กระวนกระวาย
<O:p></O:p>
และนอกจากนั้นขึ้นชื่อว่า ชีวิต เลือดเนื้อร่างกาย ทุกคนรักก็ไม่มีใครทำร้ายร่างกายกัน ทรัพย์สมบัติต่างๆ เรารัก ของเขาเขาก็รัก ไม่มีใครละเมิดความรักกันและวาจาก็มีวาจา วาจาอ่อนหวานและก็วาจาแสดงความเป็นมิตร วาจามีหลักมีเกณฑ์มีเหตุมีผล เขามีวาจาสี่ด้านจิตใจเขาไม่อยากได้ทรัพย์สมบัติของใครโดยไม่ชอบธรรม เขาไม่ให้เราไม่เอาและก็ไม่ขอทำให้ใครสะเทือนใจและก็ไม่คิดจองล้างจองผลาญ โกรธอาจจะมีบ้าง อารมณ์ไม่พอใจอาจจะมีบ้างแต่ไม่แสดงออกและไม่จองล้างจองผลาญจองเวรจองกรรมกันอารมณ์ใจคิดถูกตามความเป็นจริงด้วยเหตุผลเสมอ นี้ลักษณะของมนุษย์เขาเป็นอย่างนี้
<O:p></O:p>
สำหรับคนในโลกชมพูของเราไม่ต้องเอากรรมบถ ๑๐ เอาแค่ศีล ๕ อาจจะนับตัวได้ว่าใครทรงศีล ๕ บริสุทธิ์บ้างอย่าลืมว่าชินโลก หรือว่าดาวหลุมดำ เขาต้องฝึกกรรมบถ ๑๐ และพรมวิหาร ๔ กันมาแต่เกิดขณะอยู่ในท้องแม่ ถ้าลูกสามารถได้ยินเสียงแม่ได้จะได้ยินเสียงแม่พูดเรื่องพรหมวิหาร ๔ กรรมบถ ๑๐ ให้ได้ยินหรือว่าชาวบ้านคุยกัน คุยกันให้ได้ยิน ถ้าสามารถได้ยินนะ รวมความว่าตั้งแต่อยู่ในท้องก็อยู่ในท้องของคนมีกรรมบถ ๑๐ และพรหมวิหาร ๔ ออกมาแล้วก็อยู่ในแวดวงของคนที่มีพรหมวิหาร ๔ และกรรมบถ ๑๐ การที่จะทรงอารมณ์ตามนี้จึงเป็นของไม่ยาก เพราะว่าชินมาตั้งแต่ลืมตาเห็น ก็เป็นอันว่า โลกชมพูของเราเป็นโลกของคน คำว่า คน แปลว่า ยุ่ง มันผสมผเสทั้งความชั่วและความดี ความชั่วก็มี ความดีก็ปรากฏ เขาเรียกว่า คน เอาแน่เอานอนไม่ได้ เดี๋ยวก็ดีบ้างเดี๋ยวก็ชั่วบ้าง เช้าดี บ่ายชั่ว หรือเช้าชั่ว บ่ายดี อะไรก็ตามใจ กลางวันดี กลางคืนชั่ว กลางคืนดี กลางวันชั่ว มันก็อาจจะมีความชั่วขึ้นมาปะปน ก็รวมความแล้วว่าโลกของเรา ไม่ใช่มนุษย์แน่ ที่จะมีมนุษย์อยู่ก็จริงแหล แต่ว่าก็มีคนอยู่มาก ของเขามนุษย์แท้มีมนุษยธรรมคือกรรมบถ ๑๐ และพรหมวิหาร ๔
<O:p></O:p>
เมื่อคุยกันมาตอนนี้คนฟังรำคาญหรือยัง เรื่องมันก็หมดแล้วนี่ รำคาญหรือไม่รำคาญก็ไมต่อไป ต่อนี้ไปก็ชวนกันขึ้นบกไปเมืองที่ถนนตรงไป มันมีถนนแยกไปหลายสายในมหาสมุทร ใต้มหาสมุทรก็บอกว่าไปในจุดที่ตรงไป มันมีถนนแยกไปหลายสายในมหาสมุทรใต้มหาสมุทรก็บอกว่าไปในจุดที่ตรงไป ตั้งหน้ายืนจากเมืองท่าที่เราผ่านามาแล้วหันหน้าตรงไปทางไหน ไปทางนั้นเขาก็นำตรงไป ไปขึ้นเมืองท่าของอีกฝั่งหนึ่ง ไปนาน ต้องใช้เวลาเกือบชั่วโมงก็ไปถึง ทางค่อยๆ ลาดขึ้นๆ สังเกตได้ยากเขาทำดีจริงๆ ไม่ใช่วิ่งถนนชันตั้งขึ้นไปตมเรื่องตามราว โผล่ปุ๊บถึงผืนแผ่นดินแล้ว ไปที่นี่เมืองท่าของเขาใหญ่มาก ใหญ่กว่าฝั่งโน้นเยอะ บริเวณกว้างใหญ่ไพศาล บ้านช่องเยอะบุคคลก็มาก บริเวณก็ไกล อาคารสูงๆ ก็มีเยอะ ตึกรามมียอดแหลมๆ ก็มีมากถ้าจะคุยกันไปก็ซ้ำแบบเดิม
<O:p></O:p>
ก็ถามเขาว่า ประเพณีนิยมหรือหลักเกณฑ์การปฏิบัติของคนเมืองท่านี้กับเมืองท่าโน้นเหมือนกันไหม เขาก็บอกว่าเหมือนกันถามว่าเงินตราที่ท่านใช้ ต้องไปแลกกันที่ไหน เขาก็ยิ้มถามเขาว่า ทำไมต้องแลกก็บอกว่าโลกชมพูเงินตราที่ใช้มีรูปร่างหน้าตาไม่เหมือนกัน มีค่าไม่เท่ากัน อย่างเงินไทย ๒๕ บาทก็เป็นเงินอเมริกันเขา ๑ บาท ราคาไม่เท่ากันตามนี้แล้วธนบัตรหรือแบงก์ที่ใช้ก็ลักษณะไม่เหมือนกันแต่ละประเทศต่างคนต่างใช้ ต่างคนต่างทำต่างคนต่างมีความพอใจ เขาบอกว่าชินโลกหรือโลกดาวหลุมดำ ท่านจะไปไหนก็ตามพกเงินไปอย่างเดียวใช้ได้หมดทั้งโลก แหม.. ทำไมสบายอย่างนี้ก็ไม่ทราบเป็นโลกที่สบายจริงๆ ก็คงจะตอบกันได้กระมังว่า โลกจริงๆ มีการคล่องตัวทุกอย่าง เพราะมันเป็นโลกนิทาน โลกจริงๆ ถ้ามีอย่างนี้ก็คล้ายๆ กับเทวดา
<O:p></O:p>
แต่โลกนี้จะถือว่าเหมืนเทวดาไม่ได้ เพราะยังมีแก่ ยังมีตาย ยังมีผัว มีเมีย ผัวเมียก็มีไม่เหมือนเทวดาเขา เทวดาหรือนางฟ้าเขามีไว้ดูเล่น แต่ของเราต้องปฏิบัติตามระเบียบ ระเบียบการแต่งงาน แต่งงานแล้วต้องปฏิบัติแบบไหน ก็ต้องทำตามนั้นเหมือนๆ กันทุกคนเป็นระเบียบของโลกนี้และอีกอย่างหนึ่ง โลกชินโลกหรือโลกดาวหลุมดำก็ดี โลกชมพูก็ดี ก็ปฏิบัติเหมือนกันการแต่งงาน มีสามี ภรรยา เขาจะต้องปฏิบัติกันอย่างไร ต้องมีความรัก ต้องมีความซื่อสัตย์ซึ่งกันและกัน แต่ความรักจริงๆ ความสัตย์จริงๆ ของเขามีแน่ ก็ลืมถามหมอนี่ไปนึกไปนึกมาก็เห็นคนเขาเดินมา มีผู้ชายหนึ่งผู้หญิงสามบ้าง ผู้หญิงสี่บ้าง ผู้หญิงหนึ่งบ้างก็แปลกใจว่า ลักษณะการเดินแบบนี้เป็นระเบียบของชาวเมืองนี้หรือ
<O:p></O:p>
ก็ถามเขาว่า คนเมืองนี้รักษากรรมบถ ๑๐ ใช่ไหม เขาตอบว่า ใช่ และก็ถามเขาว่าการแต่งงานจะต้องมีภรรยาสามีคู่หนึ่งหรือภรรยาคน สามีคน ใช่ไหม เขาตอบว่า ใช่ ก็ถามว่า คนที่เขาเดินไปเมื่อกี้นี้เขาหลีกเราไป ลักษณะท่าทางคล้ายๆ เขาเป็นสามีภรรยากันทั้งหมดมีผู้หญิงสี่ ผู้ชายหนึ่ง เขาบอกว่าเป็นสามีภรรยากันจริง ก็ถามว่าเมื่อกี้คุณบอกสามีคน ภรรยาคนใช่ไหม คุณตอบว่าใช่ แต่คณะนี้เขามีภรรยาทั้ง ๔ คน สามี ๑ คน ไม่กล่าวผิดจากความเป็นจริงหรือ เขาเลยบอกว่า ท่านถามในขณะแต่งงานโดยเฉพาะก็มีสามีหนึ่ง มีภรรยาหนึ่ง ผู้ชายเป็นสามี ผู้หญิงเป็นภรรยา แต่ว่า การแต่งงานที่นี่ เขามีหลายวาระได้ นี่แน่.. โอ้โลกนี้มันน่าอยู่ก็ตรงนี้และนะ ก็ถามว่ากฎหมายของคุณไม่บังคับหรือ กฎหมายบังคับแต่เพียงว่า ห้ามแย่งสามี และภรรยาของคนอื่น ก็เลยถามเขาว่า ถ้าผู้ชายจะมีภรรยาหลายคนก็แสดงว่าหญิงอื่นมาแย่งภรรยาของคนนี้ใช่ไหม เขาตอบว่า ไม่ใช่ เขาตอบว่า นั่นภรรยาเดิมเขาอนุญาต เขาถือว่าคนมาใหม่นี่เป็นน้อง
<O:p></O:p>
ยังมีน้องด้วยนะคนที่มาใหม่ต้องมีความเคารพคนก่อนเหมือนพี่ มีความเคารพกันเหมือนพี่เหมือนน้องและก่อนที่จะแต่งงานกัน ถ้าสามีไปชอบหญิงคนใด นึกชอบยังไม่ได้แต๊ะอั๋ง และก็หญิงคนนั้นเกิดความรัก เกิดชอบในชายคนนี้เข้า ซึ่งมีภรรยาแล้วที่นี้ถ้าสามีไปชวนบอกว่า แต่งงานกับฉันไหมผู้หญิงคนนั้นเขาบอกพร้อมที่จะแต่งงานถ้าภรรยาของคุณอนุญาตขาก็ต้องพามาหาภรรยา ภรรยาเมื่อซักไซ้ไต่ถามได้ความเป็นจริงว่า เขารักกันจริง ก็อนุญาต อนุญาตให้แต่งงานกันได้แต่ไม่ใช่เลิกกับเธอ เธอก็ยังเป็นภรรยาหลวงอยู่ ทุกสิ่งทุกอย่างที่หามาได้ หรือจัดขึ้นมาได้ เธอต้องเป็นหนึ่ง หมายความว่าการนับหนึ่งนั่นคือเธอ ถึงเธอก่อนซื้อก๊วยเตี๋ยวมาสองชาม ชามที่หนึ่งเป็นของเธอ ชามที่สองเป็นของภรรยาคนต่อไปและชามที่สี่ ที่ห้า ก็เป็นของภรรยาคนต่อไปอะไรก็ตาม ขึ้นต้นเธอหนึ่งอยู่เสมอ อย่างนี้อย่างนี้เขาบอกว่าไม่มีการทะเลาะกัน ที่นี่คำว่าทะเลาะเบาะแว้ง การขัดข้องกันเรื่องนี้ไม่มี ความจริงโลกนี้มันก็น่าอยู่
<O:p></O:p>
ถามเขาว่า ถ้าอย่างนั้นคุณอยากจะมาเกิดโลกนี้อีกไหม เขาก็ตอบว่า มันก่ำกึ่งบางเวลาก็อยากมาเกิด แต่ส่วนใหญ่ของเวลาอยากมาเกิด แต่ว่าพระท่านก็บอกว่า ถ้าต้องการมาเกิดใหม่ในโลกนี้ให้ทุกคนปฏิบัติในกรรมบถ ๑๐ กับพรหมวิหาร ๔ ให้ครบถ้วน ถ้าหากทั้งสองประการนี้ อย่างใดอย่างหนึ่งพร่อง จะไม่มีโอกาสมาเกิดในโลกนี้ ก็ถามเขาว่า ถ้าอย่างนั้นพระท่านแนะนำว่าอย่างไรต่อไป ท่านบอกว่า ถ้าบกพร่องอย่างใดอย่างหนึ่ง ต้องไปอบายภูมิ คนที่บกพร่องในกรรมบถ ๑๐ก็ดี ในพรหมวิหาร ๔ ก็ดี พร่องมีบ้างไม่ใช่ไม่มี ถ้าจะเกิดมีรูปร่างลักษณะอย่างนี้ใหม่ ต้องไปเกิดในโลกชมพู แหม.. ฟังแล้วก็ช้ำใจ นี่เขาจะด่าผู้พูดบ้างหรือเปล่าก็ไม่ทราบ และเขาก็รู้แล้วว่าเราเป็นคนโลกชมพู
<O:p></O:p>
ก็เป็นอันว่า ต้องยอมรับกับเขา เมื่อเห็นเวลามันใกล้จะหมด เวลาหมอทำฟันใกล้จะเสร็จ เขากรอแล้วกรออีก เจาะแล้วเจาะอีก เพื่อจะเอาหนองออก ดูดหนองบ้างนี้เป็นวาระที่หมดเตือนใจทำ แต่งานนี้หมดจำนูนที่อยู่กรุงเทพฯ ก็อยากจะทำให้ แต่ว่าคลินิกอยู่นครสวรรค์ ใกล้หน่อย เพื่อพูดถึงหมอจำนูนเวลาเหลือประมาณสัก ๒ นาทีก็ขอบอกข่าวว่า วันนี้คือ วันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๓๓ หมดจำนูน โทรศัพท์มาถึงครูนนทา ทนันตวงษ์ ที่วัดท่าซุง อุทัยธานี เธอบอกข่าวดีว่า เธอฝันไปว่าต่อไปเบื้องหน้า คนที่เขามีโอกาสมีสตางค์มากๆ จะเอาเงินมาแจก สมมติว่าเมื่อ ๔ ปีไปแล้วใครลงทุนไปหนึ่งบาทเขาจะแจกให้หกสลึงเฉพาะคนที่อยู่<O:p></O:p>
<O:p> </O:p>
<O:p> </O:p>
<O:p> </O:p>
<O:p> </O:p>
<O:p> </O:p>
WebSnow
11-05-2005, 07:34 PM
ยอดเยี่ยม ขอบคุณมากครับ
ขออนุโมทนา
vBulletin® v3.7.1, Copyright ©2000-2008, Jelsoft Enterprises Ltd.