View Full Version : 111-120
WebSnow
09-05-2005, 07:41 PM
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_111.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_112.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_113.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_114.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_115.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_116.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_117.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_118.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_119.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_120.jpg
Jdin_buddhism
12-05-2005, 04:32 PM
สวัสดีครับ ตอนนี้ก็เป็นตอนที่เริ่มจากหน้า ๑๑๑-๑๒๐ น่ะครับ อ่านแล้วก็รู้สึกดีมากเลยได้ความรู้มากขึ้น ขอโมทนากับผู้จัดทำงานชิ้นนี้ด้วยน่ะครับ สาธุ รู้สึกเป็นประโยชน์กับตัวเองและคนอื่นๆ มาก ดีมากครับ เยี่ยมเลย ข้อความตรงไหนพิมพ์ผิดไปจากของพระเดชพระคุณหลวงพ่อฯ กระผมก็ขอขมาท่านหลวงพ่อฯไว้ด้วยน่ะครับ กระผมมิได้มีเจตนาจะเปลี่ยนแปลงคำพูดของหลวงพ่อฯแต่ประการใด หากจะมีความผิดใดๆ กระผมขอรับไว้เองคนเดียวน่ะครับ สวัสดีครับ..
เริ่มต้นที่หน้าที่ ๑๑๑
แต่ละเครื่องไปดูมีความสุข มีความสบายมาก เมื่อเข้าไปในที่นั่นก็เข้าไปดูจานบิน ๆ ก็มีที่นั่ง มีที่หลับ ที่นอน ที่กิน ที่ถ่ายอุจจาระปัสสาวะครบถ้วนบริบูรณ์ ที่ไหนนั่งได้ นอนได้ เดินเล่นได้อย่างสบายๆ กว้างขวางมาก
รวมความว่าโลกนี้มีความศิวิไลซ์มากขณะที่เดินท่องเที่ยวไปในยานต่างๆ ชม ความงามของยาน ชมอุปกรณ์เครื่องใช้ก็เจอชายคนหนึ่ง ชายคนนี้ท่าทีเป็นนักวิทยาศาสตร์มีอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ติดมือมา แล้วก็มีลูกน้องหิ้วของกระเป๋าเล็กๆ ซึ่งเป็นระบบตรวจต่างๆ เดินตามมาด้วยเมื่อเขามาเจอะสองแม่ลูกเขาก็ตกใจ
<O:p></O:p>
เขาก็ถามว่า เธอเข้ามาได้อย่างไร? ในที่นี้มีประตูก็ปิดลงกลอนใส่กุญแจแน่นหนามาก แม้แต่หนูก็เข้ามาไม่ได้ เธอเป็นคนเข้ามาได้อย่างไร?
<O:p></O:p>
ทั้งสองแม่ลูกก็ตอบว่า ฉันเป็นชาวโลกชมพู สิ่งต่างๆ ที่ปิดบังไว้ก็ไม่เกิดประโยชน์กับชาวโลกชมพู ชาวโลกชมพูถ้าอยากจะเข้าไปที่ไหนไปได้ทุกแห่ง
<O:p></O:p>
เขาก็บอกว่า ที่นี่มีรังสีมาก ดูแต่ฉันซิ ฉันมาที่นี่ยังต้องมีก้อนประเภทนี้ติดตัวมา (เขามีแท่งเหล็กแร่แท่งหนึ่ง โตประมาณกว้าง ๑ นิ้วฟุต ยาว ๒ นิ้วฟุต เขาห้อยคอติดมาทั้งสองคนมีสภาพเหมือนกัน)
<O:p></O:p>
เขาบอกว่า แร่ประเภทนี้เป็นแร่ที่นักวิทยาศาสตร์ผสมแล้ว ถ้ารังสีเข้ามาถึงตัวแร่นี้จะผลักออกไป ไม่ใช่ดูดเข้ามาจะไม่มีอันตรายแก่ชีวิต แต่เธอสองคนเข้ามาที่นี่ไม่มีแร่ ทำไมจึงไม่มีอันตราย
<O:p></O:p>
คุณแม่ของ จุไร ก็ตอบว่า ฉันกับลูกเป็นชาวพุทธศาสนา ในเมื่อเคารพพระพุทธเจ้าแล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็ทำอันตรายไม่ได้
<O:p></O:p>
เขาถามว่า พวกเธอมาได้อย่างไร? และโลกที่เธออยู่ๆ ที่ไหน
<O:p></O:p>
ทั้งแม่และลูกก็ชี้ให้ดู ในตอนนั้นโลกของเราเกือบจะมองไม่เห็นริบหรี่มากเหลือเกินเล็กมาก มีแสงสว่างน้อยกว่าโลกเล็กๆ ที่เรายืนอยู่เวลานี้ เรามองไปเวลานี้จากโลกเราเห็นโลกนี้เล็กริบหรี่ถ้ามองจากโลกนั้นมาดูโลกมนุษย์กลับริบหรี่มากกว่านั้น
<O:p></O:p>
ทั้งสองก็ตอบว่า เหาะมา
<O:p></O:p>
เขาก็ถามว่า การเหาะใช้ระบบวิทยาศาสตร์แบบไหนจึงมาด้วยตัวเปล่าๆ
<O:p></O:p>
ทั้งสองแม่ลูกก็บอกว่า ไม่ใช่ เป็นหลักพุทธศาสนาไม่ใช่วิทยาศาสตร์เป็นหลักสูตรพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าสอน (พอฟังคำว่าพระพุทธเจ้าเขาก็แปลกใจ)
<O:p></O:p>
คุณแม่ก็ถามว่า ยานพาหนะมีอาวุธไหม
<O:p></O:p>
เขาก็ตอบว่า มี (เวลามันเหลือนาทีกว่าๆ ลูกรัก ขอรัดความ) ก็ไปดูอาวุธ อาวุธของเขาแปลกใช้รังสีใช้แสงพ่นไปเหล็กก้อนใหญ่ๆ ถูกแป๊บเดียวละลายทันที
<O:p></O:p>
<O:p></O:p>
เขาบอกว่า อาวุธประเภทนี้มีไว้ป้องกันโลกสูตูตะวันออก เพราะว่ามีความเป็นอันธพาลมาก ชอบรังแกมนุษย์ ชอบรังแกสัตว์ ชอบรังแกยานพาหนะในโลกชมภู ฉันก็เคยไปเที่ยวโลกชมภู (เขาชี้มาที่โลกชมพู)
<O:p></O:p>
<O:p></O:p>
เขาบอกว่า จากที่นั่นมาโลกชมภู เขาใช้เวลา ๑๐ ชั่วโมงประเทศไทย (เขารู้เวลาของไทย รู้เวลาในโลกนี้) เขาบอก ใช้เวลา ๑๐ ชั่วโมงมาถึง มา ๑๐ ชั่วโมง กลับ ๑๐ ชั่วโมง
<O:p></O:p>
<O:p></O:p>
เป็นอันว่าลูกหลานที่รักทุกคน เวลามันหมด ก็ของดไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอสรุปว่าแม่และลูกทั้งสองต่างคนต่างก็พากันกลับโลกชมภู
<O:p></O:p>
<O:p></O:p>
ก็เป็นอันว่าหมดเวลาพอดี ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแด่ลูกรักหลานรักทุกคน สวัสดี...<O:p></O:p>
<O:p> </O:p></O:p
จุไรท่องเที่ยวดาวเสาร์และดาวสูตู
<O:p>(smile) </O:p>
<O:p</O:p
ลูกหลานที่รักทุกคน วันนี้ตรงกับวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๓๐ เป็นวันจันทร์ตอนที่แล้วมาเสียงพูดแหบแห้งเต็มที เพราะเวลาพูดเกิดอาการเสียดท้องมีความร้อนภายใน เสมหะขึ้นบังหลอดลมเกือบจะทนไม่ไหวแต่ก็ต้องทำ<O:p></O:p>
<O:p></O:p> <O:p</O:p
ถ้าลูกรักและหลานรักทุกคนถามว่า ทำทำไมๆ จึงไม่หยุด ก็ต้องขอตอบว่าขอบรรดาลูกรัก หลานรักทุกคนจงจำไว้ว่าพระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า
<O:p></O:p> <O:p</O:p
<O:p></O:p>
"อุนากุลา จะ กัมมันตา เอตัมมัง คะละมุตตะมัง" ท่านบอกว่า บุคคลที่มีการงานไม่คั่งค้างเป็นอุดมมงคล นั่นก็หายความว่างานสิ่งใดที่ตั้งใจจะทำ จะมีอุปสรรคใดๆ เกิดขึ้นก็ตาม ถ้าไม่เกินวิสัยจริงๆ ต้องทำให้แล้วเสร็จ ถ้าไปยับยั้งไม่ทำให้แล้วเสร็จต่อไปจะเคยตัวในความขี้เกียจ การงานต่างๆ ที่ทำจำเป็นต้องมีอุปสรรค ในเมื่อมีอุปสรรคเราไม่ต่อต้านอุปสรรคต่อไปเราก็แพ้เรื่อย เป็นคนนี้แพ้ไม่ดี เป็นอัปมงคล
<O:p></O:p>
<O:p></O:p> <O:p
วันนี้ก็รู้สึกว่าร่างกายไม่ดีมาก ตอนนี้ร่างกายทรุดโทรมมากแล้วก็ป่วยไข้ไม่หาย เรื่องของดวงดาวต่างๆ ก็สงสัยว่าลูกหลานทุกคนคงจะเบื่อ โผล่มาก็ดาวๆ ต่อนี้ไปวันนี้จะลุยดาวให้หมดจะเล่าเรื่องแต่เพียงย่อ เมื่อวันก่อนมาหยุดอยู่ที่ดาวจามร ก็เป็นเรื่องของ จุไร เหมือนกันอย่าลืมว่าทุกอย่างเป็นนิทาน แต่ว่าก็น่าแปลก ทั้งๆ ที่บอกว่าเป็นนิทานบางคนก็คิดว่าเป็นเรื่องจริง มันอาจจะตรงกับเรื่องจริงก็ได้เพราะเป็นการบังเอิญ
<O:p></O:p>
<O:p></O:p> <O:p
เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เวลานี้ จุไร กับแม่ยังไม่กลับบ้านจวนจะออกจากดาวจามรเธอก็ปรารภกับแม่ว่า คนที่ดาวจามรหรือโลกจามรนี่สวยจริงๆ ผู้หญิงก็สวย ผู้ชายก็สวย ทุกคนมีเนื้อขาวเกลี้ยง สีขาวนวล ๆ ไม่ขาวซีด จะเหลืองก็ไม่เหลือง ขาวซีดก็ไม่ซีด ขาวนวล ๆ ทุกคนเป็นคนเนื้อเต็มไม่ใช่คนอ้วนทึบ กริยาวาจาก็เรียบร้อยหน้าตานิ่มนวลยิ้มแย้มแจ่มใสทุกคน ทุกคนเลิกจากงานแม้จะมีอาการเครียด แต่หน้าตาก็ยิ้มแย้มเหมืนอกันทุกคน) (รวมความว่าโลกนี้น่าจะมีความสุข)
<O:p></O:p>
ต่อไป จุไร เธอก็กราบเรียนคุณแม่ว่า ต่อไปนี้จะไปโลกอะไร?
<O:p></O:p>
<O:p></O:p>
แม่ก็ตอบว่า ควรจะย้อนไปโลกเสาร์ หรือที่เรียกกันว่า ดาวพระเสาร์
<O:p></O:p>
<O:p></O:p>
ดาวพระเสาร์ นี่บรรดาลูกรักหลานรักทั้งหลาย เขาเรียกว่า เทพเจ้าแห่งอันธพาลเพราะว่าในมนุษยโลกในมหาทักษาท่านบอกว่า ถ้าบุคคลใดพระเสาร์เข้าแทรก หรือพระเสาร์เสวยอายุบุคคลนั้นจะมีความสุขไม่ได้
<O:p></O:p>
<O:p></O:p>
ต่อจากนั้นไปสองแม่ลูกก็ตัดสินใจตรงไปดาวพระเสาร์ ในวันที่พูดดาวพระเสาร์อยู่ตรงกับดาวพระพุธ แต่ดาวพระเสาร์อยู่ทางด้านทิศเหนือ ดาวพระเสาร์อยู่ในมุมอับ รู้สึกว่าดินแดนที่นี้ความสว่างไสวก็น้อยมาก เกือบจะเรียกกันว่า โลกมืด ก็คงจะไม่มืดมาก มากหรือไม่มากสภาพความเป็นทิพย์ของสองแม่ลูกก็เห็นสว่าง เมื่อเธอทั้งสองลอยมาถึงดาวเสาร์ ก่อนจะเข้าไปถึงจุดดาวพระเสาร์ก็อยู่ไกลๆ ก่อน เพราะการอยู่ไกลมองเห็นได้ชัดแล้วก็มองดูได้รอบตัว จะดูทิศไหนก็ได้ มองไปเบื้องหน้าเห็นเมฆสีดำลอยทมึนอยู่เหนือดาวเสาร์ ต่ำลงมาข้างๆ เป็นเมฆสีขาว แล้วต่อไปด้านหัวด้านท้ายเป็นเมฆมีน้ำฉ่ำ ก็มองเข้าไปถึงดาสพระเสาร์จริงๆ ดาวพระเสาร์นี่ความจริงไม่มีพระ มีแต่เสาร์ หรือมีแต่ดาวหรือว่าโลกของดาว (โลกของเสาร์) ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะมองลงไปเท่าไรก็ไม่เจอสิ่งมีชีวิต ในข้อนี้ขอบรรดาท่านพุทธบริษัท ผู้รับฟังจงอย่าเอานิทานไปเทียบกับวิทยาศาสตร์ นิทานย่อมพูดอะไรตามชอบใจอยู่เสมอ คำว่าผิดหรือคำว่าไม่จริงของนิทานไม่มี ถ้าไม่ผิดหรือจริงต้องไม่ใช่นิทาน เป็นสัจจธรรมหรือวิทยาศาสตร์
<O:p></O:p>
<O:p></O:p>
ก็รวมความว่านิทานมองเห็นสัตว์ไม่มีที่โลกพระเสาร์ มองไปมุมทุกมุมของโลกรู้สึกว่าเป็นแดนอับ เป็นโขดเป็นหินบ้างเป็นที่เรียบบ้างแต่พื้นเขาแกร่งมาก ดูรอบๆ ดาวเสาร์ไม่น่าชม แต่สิ่งที่สะดุดใจมีจุดหนึ่งนั่นคือดาวเสาร์มีแร่ประหลาดมองดูแล้วเห็นความใสคล้ายแก้ว ก็สงสัยว่าแร่ประเภทนี้จะมีประโยชน์อะไร
<O:p></O:p>
<O:p></O:p>
ทั้งสองแม่ลูกมองมามองไปก็ไม่สามารถจะคลายความสงสัยได้ ทั้งสองคนจึงนึกถึงองค์สมเด็จพระจอมไตร คือพระพุทธเจ้า แต่ความจริงผู้ทรงฌานก็ดี ทรงฌาณก็ตาม ทุกอย่างถ้ามีอะไรสงสัยเข้าต้องนึกถึงพระพุทธเจ้าด้วยกันทุกคนเพราะว่าพระพุทธเจ้าไม่มีอะไรที่พระองค์ไม่ทรงรู้ ย่อมรู้ทุกอย่าง เมื่อนึกถึงพระพุทธเจ้าแล้วความรู้สึกก็เกิดว่า แร่นี้เป็นแร่ที่มีอานุภาพมาก สามารถจะยันดาลสิ่งที่มองไม่เห็นให้เห็นได้ ของที่อยู่ไกลแสนไกลที่ใครไม่สามารถจะเห็นได้ ถ้าได้แร่ประเภทนี้สามารถจะเห็นได้ในแดนไกล นี้สมมุติว่าฝรั่งมาที่นี่ได้ ถ้าได้แร่นี้ไปเขาจะมีสายตาไกลกว่าเท่าๆ ที่เป็นอยู่แล้วมาก เพราะแร่ประเภทนี้ในโลกชมภูไม่มี โลกอื่นที่ผ่านมาแล้วก็ไม่เหมือนกัน ไปมีจุดเดียวที่โลกเสาร์หรือดาวพระเสาร์ ก็รวมความว่าดาวพระเสาร์ไม่มีอะไรจะชม การชมหินการชมแร่ชมมากๆ ก็รำคาญ
<O:p></O:p>
หลักจากนั้นสองแม่ลูกก็ปรึกษากันว่าต่อนี้จะไปดาวดวงไหนดี (วันนี้ลุยดาวว่ากันเรื่องดาวอย่างเดียว ลุยสั้นๆ ตีไม้สั้นกัน) แม่กับลูกทั้งสองก็ปรึกษากันว่าดาวดวงหนึ่งที่เราน่าจะรู้นั่นคือ ดาวสูตูซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของโลกมนุษย์หรือโลกชมภู ที่ชาวโลกจามรเขาบอกว่า โลกนี้หรือดาวดวงนี้เป็นดาวอันธพาลหรือเทพเจ้าแห่งอันธพาล คือว่าความอันธพาลต่างๆ ดาวโลกนี้มีคนประเภทอันธพาลมก สองแม่ลูกก็ตั้งใจไปที่นั่นความจริงการตั้งใจไปไหนย่อมถึงที่นั่นทันทีทันใด เพราะกำลังเป็นทิพย์ กำลังเป็นทิพย์นี่ไปเร็วไปช้าตามกำลังของใจ ถ้าใจต้องการเร็วนึกปั๊บก็ถึงปุ๊บ ถ้าใจต้องการไปช้าก็ไปเรื่อยๆ ตามกำลังของใจ ทั้งสองแม่ลูกเห็นว่าดวงดาวดวงนี้อยู่ไกลตั้งใจไปเร็ว ไปแล้วก็ถึง แต่ก่อนที่จะถึงผิวโลกต่างคนต่างก็ยับยั้งมองดูดาวสูตูว่ามีสภาพเป็นอย่างไร
<O:p></O:p>
ดาวสูตูจริงๆ ขณะที่อยู่โลกชมภูมองไม่เห็น ไม่เห็นประกายของดาวสูตู มองไม่เห็น ไม่เห็นประกายของดาวสูตูด้วยสายตาเนื้อ แต่ว่าถ้าใช้กล้องอาจจะมองเห็น อาจจะต้องเป็นกล้องดูดาว กล้องดูดาวเขาเป็นอย่างไรสองแม่ลูกก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ฟังข่าวว่าเยอรมันดูโลกพระอังคารหรือดาวพระอังคารมาตั้งแต่สองแม่ลูกเป็นเด็กก็สามารถดูเห็น (การมองด้วยตาเปล่านี้จะเห็นหรือไม่เห็นก็ไม่ทราบเพราะไม่รู้จัก) โลกนี้ก็อยู่ไกลแสนไกล มองเข้าไปความแพรวพราวของโลกนี้หาได้น้อย มองดูจริงๆ แล้วสองแม่ลูกหญิงก็มีความรู้สึกว่าดาวดวงนี้หนักในด้านของความร้อน แต่ก็ไม่ใช่ร้อนเหมือนด้านหัวของดาวพระศุกร์ แต่อากาศรู้สึกมีการกร้านมากอยู่ แต่คนที่เขาอยู่ที่นี่ที่มีความชินก็ไม่เป็นไร
<O:p></O:p>
สองแม่ลูกจึงเคลื่อนตัวลงไปให้ต่ำ ดูรอบๆ ของดวงดาว ดาวดวงนี้จริงๆ เข้าใกล้ก็คือโลก เป็นโลกที่มีสัตว์ เป็นโลกที่มีคนเป็นโลกที่มีแม่น้ำลำคลอง มีทะเล มีมหาสมุทร เป็นโลกที่มีต้นไม้ต้นหญ้า ก็รวมความว่าเป็นโลกที่เหมือนโลกทั้งหมดพรรณาไปก็เหนื่อยเปล่าๆ ฟังแล้วรำคาญ
<O:p></O:p>
ต่อมาก็ดูเขตของคนในประเทศนั้นๆ ในดวงดาวนั้นๆ หรือโลกนั้นๆ ก็ปรากฏว่ามีเขตประเทศมาก แต่ละประเทศมีความเจริญหรือความเสื่อมไม่เสมอกัน บางประเทศก็มีความรุ่งเรืองมาก บางประเทศก็มีความเสื่อม โทรมมาก บางประเทศก็เป็นป่ารกชัฎ บางประเทศก็มีการเกษตรหนัก บางประเทศก็หนักในการประมง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกชาวเกาะ พวกชาวเกาะนี่มีความสามารถเป็นพิเศษ มองดูชาวเกาะก็เพลิดเพลินในการหาปลาของเขา การประมงเขาเก่งมาก วิธีการหาปลาประเทศเรานิยมใช้อวนลาก หรืออะไรบ้างก็ไม่ทราบ ใช้โป๊ะใช้อวน อวนตั้งที่บ้าง ใช้ที่ลากบ้าง แล้วก็เรือตังเกของเขา จะอย่างไรก็ไม่ทราบ แต่ว่าชาวประมงโลกนี้เขาใช้ระบบวิทยาศาสตร์เบาๆ ขณะที่เจอะปลาเข้าเขาใช้ปืนยิงแต่ปืนนั้นไม่มีกระสุนแข็ง เป็นกระสุนแสง เขาเรียกว่าแสงอะไรก็ไม่ทราบ ก็รวมความว่าแสงปืนก็แล้วกัน เป็นแสงเป็นสายยิงไปพอยิงไปกระทบกับน้ำจะมีรัศมีเรียกว่ากระจายไปกว้างขวางมาก บรรดาปลาที่กระทบกระทั่งกับรังสีเข้าก็จะตาย ตายแล้วก็ไม่จม (ลอย) เขาก็เข้าไปช้อนเอาตามสบาย ก็รู้สึกว่าชาวประมงของเมืองนี้หากินทำบาปแบบง่ายๆ
<O:p></O:p>
ก็รวมความว่าวิทยาศาสตร์แบบนี้ยังไม่เคยเห็นมาจากโลกอื่น เข้าใจว่าโลกนี้จะเก่งด้านรังสีมาก ก็ดูต่อไปเข้าถึงแผ่นดินใหญ่ ประเทศใดๆ ที่ยังไม่เจริญก็มีมากที่นักในวิทยาศาสตร์ก็มีมาก จิตรใจก็นึกว่า จอมสูตูอยู่ที่ไหน นั่นหมายความว่าประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ชาวจามรเขาบอกว่า สูตูเป็นจอมอันธพาลมียานพาหนะพิเศษสามารถไปโลกมนุษย์ได้ (อยากจะรู้) ในเมื่อจิตอยากจะรู้ตามกำลังของจิตไม่มีใครต้องบอก ไม่มีใครต้องนำ สภาพกายที่เบาก็เลื่อนไปสู่ประเทศนั้นทันที (ไปลอยอยู่เบื้องบน) มองดูคนที่นั่นไม่นารักเหมือนในโลกพระศุกร์ หรือโลกจามร ชาวสูตูนี้มีรูปร่างเหมือนแขก ผู้ชายค่อนข้างสูงผิวดำแล้วเกร็ง ไม่ใช่เนื้อเต็มเหมือนชาวโลกจามร หรือโลกพระศุกร์หน้าเหี้ยมๆ แสดงถึงค่อนข้างจะมีอารมณ์ดุร้าย สำหรับผู้หญิงก็ผิวคล้ายกัน ร่างท้วมๆ นิดๆ ไม่อ้วนมาก มีเนื้อมากกว่าผู้ชายนิดหน่อย สภาพของอาหารในประเทศนี้รู้สึกว่าชอบของดิบๆ กินผักก็กินผักดิบๆ ไม่ค่อยจะนิยมของสุก ปลาก็ชอบปลาพล่า หมูพล่า เนื้อพล่ามากกว่าของสุก ดูอาหารในสำรับของที่ทำสุกด้วยไฟหายากเต็มที แต่อาหารประเภทที่สุกด้วยส้มก็ดี หรือน้ำอย่างอื่นก็ดีมีมาก มิเช่นนั้นก็เป็นพล่าเป็นยำไปเลยก็คิดไปอีกทีว่าชาวโลกนี้มีความเป็นอยู่สะดวกอาศัยไฟน้อย ในเมื่ออาหารที่เป็นกับข้าวมีแล้วก็ดูข้าว อาหารที่กินเป็นข้าวมองแล้วไม่ใช่ข้าว มองแล้วเป็นถั่วดิบ มีถั่วคล้ายๆ สภาพถั่วฝักยาวบ้าง คล้ายๆ ถั่วแปปบ้าง เป็นต้น (เขากินถั่วกัน) แต่ว่าข้าวก็มีเหมือนกัน ข้าวสุกเขาก็มีแต่รู้สึกว่าเฉพาะประเทศนี้จะนิยมข้าวสุกน้อย กินผักดิบๆ มากกว่ากินกับกับ โดยมากกินกับเนื้อพล่า ปลาพล่า ปลายำ มีกับข้าวอีกอย่างหนึ่งคือเนื้อเค็ม เขาหั่นจากเนื้อดิบๆ ปลาเค็มจากปลาดิบๆ ก็นำมากิน (สงสัยว่าเขาจะทำให้หมดความคาวแล้ว)
<O:p></O:p>
มองไปอีกทีสองแม่ลูกมีความรู้สึกว่าคนโลกนี้ขากรรไกรแข็ง ฟันก็แข็งของเหนียวๆ กัดได้สะดวก อย่างนี้ถ้าอยู่โลกชมภูคงจะกัดหิน กัดจอบ กัดเสียมได้แบบสบายๆ เรื่องอาการการบริโภคปล่อยไป เครื่องแต่งกายของคนโลกนี้ก็เหมือนแขก ผู้หญิงก็มีผ้าห่มคลุมจนถึงส้นแต่ก็บาง ผู้ชายก็นุ่งกางเกงๆ ของเขาดูเหมือนจะไม่เหมือนกางเกงของเรา เป็นผ้าเนื้อเล่นรีบๆ เหมือนคล้ายๆ กางเกงที่นิยมใช้ตามธรรมดา แต่ปลายขากางเกงบานๆ คลุมเท้าทั้งหมด ก็ไม่ทราบความหมายไม่มีความจำเป็นต้องอธิบาย
<O:p></O:p>
ต่อไปก็เข้าไปดูในระบบวิทยาศาสตร์ไปดูแล้วระบบวิทยาศาสตร์ประเทศนี้เจริญมากไม่แพ้จามร สิ่งต่างๆ ที่เขาทำเรื่องวิทยาศาสตร์นี่ก็ไม่อยากอธิบายไม่รู้จักชื่อ ดูคราวเดียวแพรวพราวไปหมดการกระทำทุกสิ่งทุกอย่างเป็นแบบง่ายๆ สิ่งที่อยากจะดูคือยานอวกาศ ที่เขาเรียกว่ายานอวกาศเป็นความจริงเพียงใด เมื่อใจนึกก็ไปถึง
<O:p></O:p>
ยานอวกาศลำแรกที่เข้าไปถึงก็มีความแปลกใจ แต่ละโลกทำอะไรไม่ค่อยจะเหมือนกัน ลำแรกมีสภาพคล้ายเรือสำเภาก็คล้าย คล้ายเรือต่อที่เขาบรรทุกข้าวก็คล้าย คือหัวปุ้มปู้แต่มีสภาพยาวคล้ายเรือสำเภา มีเสากระโดงสูง ๓ เสา มีสภาพเหมือนมีใบแต่ไม่ใช่ใบมันเป็นโลหะ เมื่อพิจารณาไปแล้วใจก็นึกว่า ใบนี่เขาใช้ทำอะไร แต่ปรากฏว่าทราบตามกำลังใจและอาศัยกำลังพระช่วยว่า ใบนี่ก็คือสื่อการติดต่อเหมือนกับเสาอากาศเขาจะดูได้ทั้งภาพและฟังดูได้ทั้งเสียงดูอากาศต่างๆ ความเป็นมา ๓ เสาด้วยกัน
<O:p></O:p>
<O:p></O:p>
ว่าถึงเรื่องอวกาศ หรืออุตุนิยมวิทยาเสียเสาหนึ่ง
<O:p></O:p>
ว่าถึงภาพเสียเสาหนึ่ง
<O:p></O:p>
ว่าถึงเสียงเสียเสาหนึ่ง
<O:p></O:p>
ไปดูสายของเขาไม่โยงเกะกะมีคล้ายๆ ทำเป็นตุ่มๆ ออกมาจากเสาและขอบๆ ของใบ เขาถือว่าเป็นสื่อติดต่อ
<O:p></O:p>
แต่คำว่า ใบนี้ไม่ใช่ว่าสูงเหมือนเรือใบธรรมดา ไม่ใช่เหมือนเรือสำเภาเป็นใบขึ้นพ้นจากพื้นของเรือไม่เกิน ๒ เมตร ใบก็เป็นแผงไม่โต ยานอวกาศลำนี้ใหญ่มาก เข้าไปแล้วมีที่นั่งที่นอนสบายเต็มไปด้วยรังสี มีอาวุธ อยากจะดูอาวุธที่พวกจามรบอกว่ามนุษย์ก็ดี ยานพาหนะก็ดี ที่สูญหายไปในโลกชมภูเจ้าพวกนี้เป็นคนจัดการ อยากจะดูอาวุธของเขานั้นเป็นอย่างไร ตอนนี้เดินไปก็พบสภาพต่างๆ
<O:p></O:p>
ก็รวมความว่าอาวุธของเขาก็ไม่มีกระสุนปืน มีสภาพคล้าย ๆ กับลำกล้องแต่ลำกล้องก็ไม่ยาว และมีสภาพเหมือนกับปุ่มกด (ปุ่มจิ้มน่ะ จิ้มเบาๆ) เป็นสีต่างๆ กัน ก็มีความเข้าใจว่าอาวุธนี้คงจะใช้ได้หลายแบบหลายอย่าง
<O:p></O:p>
ก็รวมความว่าชมไปแล้วยานอวกาศก็มีหลายรูปแบบ เมืองนี้ก็ไม่อยากจะชมมากเพราะว่าเป็นเมืองที่มีแต่ความแกร่ง มองไปทางไหนไม่มีความสุขใจเลย มองดูคนก็หาความชื่นใจไม่ได้ หน้านิ่วคิ้วขมวดบึ้งตึง ทำท่าเหมือนดุอยู่เสมอ ทั้งผู้ชายผู้หญิงก็หาทางยิ้มยาก อากาศก็ไม่ค่อยสดชื่นเหมือนโลกพระศุกร์หรือโลกจามรอย่างนี้เรียกว่า โลกสูตู
<O:p></O:p>
จุไร จึงชวนคุณแม่บอกว่า ไปจากที่นี่ดีกว่าโลกนี้ไม่มีความสุข
<O:p></O:p>
คุณแม่ก็บอกว่า ก่อนที่จะไปเราควรจะพบใครสักคนหนึ่งดีกว่าไหม
<O:p></O:p>
จุไร ก็บอกว่า เขาดุขนาดนั้นจะคุยกับเขาได้อย่างไร
<O:p></O:p>
คุณแม่ก็บอกว่า ในเมื่อเราเป็นคนมาจากที่อื่นเหมือนแขก ๆ ผู้มาบ้านเขาเราไม่ใช่ศัตรูก็คิดว่าคงจะคุยกันได้ ถ้ากำลังใจของเขาเครียดเกินไปเราก็นึกถึงพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าคงจะช่วยเราได้เราต้องเชื่อบารมีของพระพุทธเจ้า
<O:p></O:p>
ฉะนั้นสองแม่ลูกจึงลงไปในสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งมีคนยืนอยู่เป็นกลุ่ม แล้วในที่นั้นก็มีผู้ชายเหมือนแขกแต่งตัวสวยกว่าทุกคน ยืนอยู่ท่ามกลางบรรดาบริษัทของเขา เขากำลังให้โอวาท หลังจากเขาเสร็จจากการให้โอวาท หรือสั่งการก็ไม่ทราบเขาก็ไปนั่งที่พักตามลำพังคนเดียวในห้อง ในห้องของเขารู้สึกมีเครื่องทำความเย็น ๆ มาก มีเครื่องทำแสงสว่างมาก อุปกรณ์จับภาพจับเสียงมีเยอะ สิ่งที่อยู่ต่างๆ ในโลกภายนอกปรากฏในจอภาพของเขา เขาตั้งไว้เฉพาะจุดต่างๆ ที่เป็นโลกแต่ละจุด
<O:p></O:p>
รวมความว่าโลกต่างๆ ไม่เป็นความลับสำหรับเขา การเคลื่อนย้ายต่างๆ อยู่ในจอนั้นหมดมีภาพปรากฏเสียงก็ปรากฏ มีเจ้าหน้าที่ประจำแต่ละจอๆ และจุดกลางจอเป็นจอใหญ่แบ่งเขต หมายความว่าภาพทุกๆ จอจะเข้ามาอยู่ในจอใหญ่เป็นจุดๆ ผู้อำนวยการหรือผู้บังคับบัญชาผู้ใหญ่สามารถจะรู้อะไรได้ทันทีทันใดโดยที่เจ้าหน้าที่ยังไม่ต้องรายงานเขาเห็นภาพได้เลย (ไม่ต้องรอรายงานอย่างเดียวรู้ทั้งภาพ รู้ทั้งเสียง รู้จักการเคลื่อนไหวทั้งหมด)
<O:p></O:p>
เมื่อเห็นเขาสบายแล้วแม่กับลูกก็เข้าไป เขาเห็นสองแม่ลูกเขาก็แปลกใจ เพราะเธอสองคนแสดงร่างกายเป็นมนุษย์ธรรมดา แม่ตัวใหญ่ลูกตัวเล็ก แม่มีผิวขาวนวลหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสผิวเนื้อเต็มๆ ค่อนข้างท้วม ลูกสาวมีลักษณะคล้ายคลึงกันแต่ตัวเล็กมีหัวจุก
<O:p></O:p>
พอเข้าไปแขกผู้ใหญ่ก็มองหน้าถามว่า เธอมาจากไหน?
<O:p></O:p>
คุณแม่ของ จุไร ก็ตอบว่า ฉันมาจากโลกชมภู
<O:p></O:p>
เขาก็ถามว่า โลกชมภูอยู่ที่ไหน
<O:p></O:p>
คุณแม่ จุไร ก็บอกว่า อยู่ทางด้านทิศนี้ ถ้าอยู่ที่โลกของท่านมองไปโลกสีชมภู แล้วจะอยู่ทางด้านทิศตะวันตก
<O:p></O:p>
เขาก็ชี้ไปที่จอภาพว่า นี่ใช่ไหม?
<O:p></O:p>
คุณแม่ จุไร ก็มองดู ก็เป็นการบังเอิญอย่างยิ่งที่เห็นภาพวัดพระแก้ว เห็นภาพพระบรมมหาราชวัง เธอก็ตอบว่า ใช่ โลกนี้ แล้วก็ฉันอยู่ที่ประเทศนี้
<O:p></O:p>
ชายคนนั้นก็ยิ้ม เขาบอกว่า เขาสนใจประเทศนี้ แล้วก็สนใจหลายๆ ประเทศ
<O:p></O:p>
คุณแม่ จุไร ก็ถามเขา บอกว่า จากที่นี่ไปโลกชมภูใช้เวลาเท่าไร?
<O:p></O:p>
เขาก็ตอบว่า ถ้าเวลาของโลกชมภู จากที่นี้ไปโลกชมภู เวลาของโลกชมภูบอกว่า ๑๗ ชั่วโมง
<O:p></O:p>
คุณแม่ของ จุไร ถามว่า ยานอวกาศของท่านเคยสังหารเครื่องบิน เคยสังหารเรือรบในโลกชมภูบ้างไหม?
<O:p></O:p>
เขายิ้มแล้วก็ตอบว่า เจตนาเพื่อสังหารไม่เคยมี เพราะโลกชมภูไม่ได้เป็นศัตรูกับโลกสูตู แต่ก็มีบางกรณีเท่านั้นที่พิสูจน์อาวุธเป็นการทดลอง อย่างเห็นเหล็กโปร่งลอยน้ำมา
คำว่า เหล็กโปร่งคือเรือรบ ก็ลองยิงอาวุธไปแป๊บเดียวก็ละลาย หรือบางครั้งเห็นเหล็กโปร่งลอยมาในอากาศ ลองยิงอาวุธไปเหล็กโปร่งนั้นก็ละลาย เราทำการพิสูจน์เพียงเท่านี้ไม่เคยรบกับใคร (ก็รวมความว่าความเป็นผู้ใจร้ายแสนโหดปรากฏแล้วกับชาวโลกสูตู)
<O:p></O:p>
เอาละบรรดาลูกรักทั้งหลาย มองดูเวลาหมดเสียแล้ว สำหรับตอนนี้ขอลาก่อน ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแด่ลูกรัก หลานรักทุกคน สวัสดี<O:p></O:p></O:p</O:p
จุไรท่องเที่ยวดาวกุรุและดาวสิบปัง
(smile)
<O:p></O:p>
ลูกหลานที่รัก วันนี้ก็มาฟังนิทานเรื่องของ จุไร กันใหม่ สำหรับวันนี้หรือตอนนี้ก็ถือว่าจะเป็นการลุยเรื่องดาวกันให้หมดไป ความจริงดาวไม่หมดแต่ก็จะหยุดคุยเรื่องดาว เราจะคุยกันอีก ๒ ดาว
<O:p></O:p></O:p
<O:p></O:p>
หลังจากแม่และลูกสองคนออกจากดาวสูตูแล้ว ทั้งสองคนก็ตรงแน่วไปดาวกุรุ ดาวกุรุนี่ท่านเรียกว่า อุตรกุรุคำว่า อุตรคือเหนือกุรุท่านแปลว่าอะไรก็ไม่ทราบ
<O:p></O:p>
<O:p></O:p><O:p
รวมความว่าดาวกุรุนี่อยู่ด้านเหนือของโลกชมภู ถ้าจะดูทิศทางกันจริงๆ ระยะห่างก็ไม่ไกลจากโลกชมภูไปดวงจันทร์เท่าไรนัก แต่ว่าทิศทางเยื้องๆ กันไป ดวงจันทร์เยื้องไปทางด้านทิศเหนือ (เฉียงเหนือ) แต่ว่าดาวอุตรกุรุนี่อยู่เหนือจริงๆ ไปทางด้านทิศเหนือของโลกชมภูคือโลกที่เราอยู่ ดาวดวงนี้เป็นดาวที่มีความศิวิไลซ์มาก เป็นดินแดนของบุคคลผู้มีบุญ
<O:p></O:p><O:p
<O:p></O:p>
ในสมัยของพระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า ท่านโชติกเศรษฐีได้หญิงจากที่นี่ไปเป็นภรรยาและบ้านของท่านโชติกเศรษฐีไม่ต้องใช้ตะเกียง ไม่ต้องใช้แสงประทีป ใช้แสงแก้วมณีเป็นพื้นฐาน ใช้ความสว่างของแก้วมณี การหุงข้าวหุงปลาก็หุงด้วยแก้วมณี อาหารที่บริโภคโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวก็นำไปจากอุตรกุรุนี่เอง คือโลกนี้(โลกกุรุ)
<O:p></O:p><O:p
<O:p></O:p>
อุตรกุรุแปลว่าโลกกุรุ อยู่ทางทิศเหนือของโลกมนุษย์คือโลกที่เราอยู่ถ้าถามว่าทางจะไปไกลไหม ถ้าเทียบระยะกันจริงๆ จากโลกที่เราอยู่นี้ไปโลกพระอังคารกับโลกเรา ไปโลกกุรุระยะทางพอกัน แต่ว่าอยู่กันคนละทิศ อยู่ไกลจากดวงอาทิตย์ แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ไม่ถึงแต่โลกนี้ก็มีความสว่างไสวทั่วโลก เพราะมีแก้วมณีทั่วโลก จะไปที่ไหนก็ตามมีภูเขา แก้วมณีตลอดไป แก้วมณีทำแสงสว่างให้เกิด
<O:p></O:p>
<O:p></O:p>
รวมความว่าโลกนี้ถ้าเราจะเรียกว่าโลกแก้วมณีคงจะไม่ผิด แต่อย่าเรียกกันเลยนะ จะเป็นการแปลงศัพท์ (วันนี้ก็ชัก<O:p></O:p>
<O:p> </O:p>
Jdin_buddhism
14-06-2005, 02:58 PM
เสร็จแล้วครับ....
vBulletin® v3.7.1, Copyright ©2000-2008, Jelsoft Enterprises Ltd.