PDA

View Full Version : 91-100


WebSnow
09-05-2005, 07:40 PM
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_091.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_092.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_093.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_094.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_095.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_096.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_097.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_098.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_099.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_100.jpg

survivor
14-06-2005, 12:01 PM
92-100

ส่วนหนึ่งเป็นโลกหัวโล้น เวลาที่ต้องแสงอาทิตย์ก็ไม่มีแสงแพรวพราว อีกส่วนหนึ่งของโลกพระศุกร์มีหิมะ มีน้ำ ปรากฏว่าต้องแสงอาทิตย์ก็เป็นประกายแพรวพราวเป็นระยับ ฉะนั้นเท่าที่คนเห็นโลกพระศุกร์ในเวลากลางคืนมีแสงสว่าง ก็อาจจะมาจากแสง ๒ จุด คือ หิมะหรือก้อนน้ำเล็ก ๆ ที่ลอยอยู่รอบ ๆ โลกพระศุกร์ อันนั้นถ้าต้องแสงอาทิตย์เข้าก็แพรวพราวถึงลูกตาเราได้ หรืออีกประการหนึ่งถ้าหากว่าพระอาทิตย์ส่องแสงเข้าถึงโลกพระศุกร์ตอนท้าย เอาแค่แสงแต่ความร้อนไม่ถึงแน่ แสงก็แพรวเป็นระยับเมื่อถูกต้องกระแสน้ำเข้าอย่างนี้เราอาจจะเห็นส่วนสว่างในส่วนนี้ของโลกพระศุกร์ก็ได้ แต่โลกพระศุกร์ที่เรามองจากโลกมนุษย์ หรือโลกชมภูจึงเห็นเป็นแสงสว่างกว่าดาวดวงอื่นทั้งหมด

ย้อนกลับมาด้านหน้ามองหาแร่ธาตุที่มีความสำคัญ อาศัยตาที่ไม่ใช่เนื้อ ก็มองดูตามจุดต่าง ๆ ส่วนของความร้อนมีแร่ธาตุต่าง ๆ มาก แต่เรื่องแร่ธาตุนี่บรรดาลูกรักทั้งหลายไม่ควรจะคุยกัน เพราะโลกพระศุกร์ก็ดื่นดาษไปด้วยแร่ที่มีประโยชน์ทั้งนั้น คุยไปแล้วเราก็ไม่ได้เอาไป จะเอาทองคำ ๆ ก็มีมาก จะเอาแร่เงิน ๆ ก็มีมาก แร่ทองแดงก็มีมาก แร่ทุกอย่างก็มีและก็ยังมีแร่ที่ไม่เจอะในโลกอื่นมีอีกแร่หนึ่ง จุดนี้มีคุณค่าสูง แข็ง เป็นแร่ธรรมดา แต่ว่ามีสีใสคล้ายกระจก แต่ว่าไม่ใสมากเกินไปนัก เรียกว่าใสมากคล้ายกระจก แต่ไม่ใสมากถึงกับมองด้านหลังทะลุ

ท่านแม่กับลูกทั้งสองคนเกิดความสงสัยแร่ประเภทนี้ซึ่งไม่เคยเห็นมาก่อน ก็ดูสภาพของแร่จริง ๆ คล้าย ๆ ไม่มีพิษ แต่เมื่อสงสัยก็ถามพระท่าน (ขอใช้คำว่าพระเฉย ๆ)

พระท่านยืนอยู่ข้างหน้าท่านก็บอกว่า "แร่ประเภทนี้มีพิษมาก คือในด้านสันติก็มีประโยชน์มาก ในด้านทำลายมีจุดทำลายสูงสุดทีเดียว ถ้าใช้รังสีของแร่ประเภทนี้ในการขับเคลื่อนก็จะมีความเร็วสูง ใช้ได้ทุกอย่างในสิ่งที่มนุษย์ต้องการ (ถ้ามีความรู้ถึง) และใช้รังสีนี้ในการทำลาย วัตถุธาตุทั้งหลายเมื่อถูกรังสีของแร่ประเภทนี้เข้าจะละลายในทันทีทันใด แม้แต่เหล็กก้อนใหญ่ ๆ ก็ไม่เหลือ มีความแรงสูงสุดกว่าแร่ในโลกอื่น"

แต่ทั้งสองแม่ลูกก็มองไปไม่เห็นร่องรอยในการใช้ ก็ถามพระท่านว่า "ชนชาวโลกแถวนี้เขาใช้หรือเปล่า"

พระท่านก็ตอบว่า "โลกพระศุกร์เขาเขียนว่า ศุกระ" (แปลว่าอะไรก็ไม่ทราบ ท่านบอกว่าอย่างนั้น ท่านคงจะแปลได้ท่านไม่แปล) ท่านบอกว่า "ให้ถือว่าเป็นสุขะ คือ ส. สระอุ ข. เป็นโลกที่มีความสุขจริง ๆ แร่ที่เป็นโทษเขาจึงไม่ใช้ ถ้ากระไรก็ดีเราไปดูในกลุ่มคนกันดีกว่า"

ท่านนำหน้า แม่ลูกทั้งสองคนก็ตามหลัง เข้าไปถึงแดนที่มีความอบอุ่น มีความร้อนคล้าย ๆ ตะวันออกกลางของเมืองมนุษย์ในแถวนี้มีคนผิวดำเพราะอาศัยความร้อนก็รู้สึกว่าจะดำเป็นหมึก ทุกคนดำไปหมดแต่เครื่องแต่งกายของเขาทุกคนจะมีเหมือนกัน นี่เป็นประเทศ ๆ หนึ่ง คือแต่งกายด้วยผ้าสีฟ้ากางเกงยาว เสื้อแขนยาวกางเกงก็ขายาว แต่มีแถบสีขาวเหมือนกันหมดสำหรับผู้ชาย สำหรับผู้หญิงก็นุ่งเป็นผ้าโสร่ง สำหรับรองเท้าสวมเหมือนกันหมด ผ้าโสร่งที่นิยมใช้คือเป็นผ้าสีมอ ๆ จะขาวก็ไม่ขาว จะเหลืองก็ไม่เหลือง มีเป็นตา ๆ สำหรับเสื้อนิยมเป็นเสื้อสีขาว แล้วก็บาง และใช้แขนยาวเหมือนกัน สำหรับศีรษะทั้ง ๒ พวก คือทั้งผู้ชายและผู้หญิงไม่โพกผ้าเหมือนแขก แต่ว่าจะใช้หมวกประเภทหนึ่ง คล้าย ๆ กับหมวกของทหารพลร่ม แต่ว่าไม่เหมือนนักคลุมศีรษะเหมือนกันทั้งผู้ชายผู้หญิง ผู้หญิงหมวกเขาจะมีจีบสีสันวรรณะสวย ผู้ชายคล้ายกับหมวกของพลร่ม แต่ไม่เหมือนนักมีเชิงยาวกว่านิดหน่อย

ครั้นดูอาชีพของคนพวกนี้ คนพวกนี้มีความสุข การประกอบอาชีพจริง ๆ เป็นล่ำเป็นสันหายาก มองไปดูขณะนั้น จะเห็นว่าส่วนใหญ่ดีดสีตีเป่าสนุกสนานกันมีความรื่นเริง ไปมองการประกอบอาชีพจริง ๆ ก็เป็นชาวไร่ มีปลูกต้นหมากรากไม้ สัตว์เลี้ยงก็มี มองไปดูสัตว์เลี้ยง โคก็มี ควายก็มี หมูก็มี ไก่ก็มี มีหลาย ๆ อย่าง นกก็มีเหมือน ๆ กับมนุษย์เราเหมือนกับโลกมนุษย์ แต่ว่าที่นั่นเขาก็มนุษย์เหมือนกัน

ครั้นพิจารณาไปเดินไปใกล้ ๆ พิจารณาดูอีกทีว่าชาวบ้านนี่เขามีตุลาการศาลตัดสินไหม มีอะไรไหม ก็ปรากฏว่าดูแล้วเห็นเป็นหมู่บ้านธรรมดา แต่บ้านมีความสวยสดงดงามมีความสะอาด คนมีความสุขสำราญมาก ก็รู้สึกว่าเป็นหมู่บ้านที่ไม่ค่อยจะทันสมัย อยู่กันแบบไท ๆ คือแบบกันเอง เดินเข้าไปใกล้ด้านถิ่นความหนาวคือกึ่งระหว่างร้อนกับหนาว ไม่มากนัก ก็ไม่ค่อยจะมีความร้อน ความร้อนมีบ้างแต่พอสมควร ในเขตนี้รู้สึกว่าเป็นเขตที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก มีความเจริญรุ่งเรืองมาก มีตึกรามบ้านช่องใหญ่โต มีไฟฟ้าสว่างไสว บ้านเรือนเป็นระเบียบ ถนนหนทางดี

รวมความว่าเดินไปรอบ ๆ ในกึ่งกลางของโลกส่วนนี้มีสภาพคล้ายคลึงกัน มีความเจริญรุ่งเรือง มีแม่น้ำ มีทะเล มีมหาสมุทร มีเรือยนต์กลไฟเหมือนกัน ครั้นเข้าไปดูยานพาหนะพิเศษ รถมีแต่รูปร่างของรถยนต์ ไม่เหมือนกับรถของเรา จะเป็นรถคล้าย ๆ รถสมัยเก่าหน้าหม้อสูง และก็ล้อก็โตกว่ารถของเรา สภาพของล้อคล้ายกับกงเกวียน ถ้าพูดจริง ๆ เป็นแบบคล้าย ๆ รถโลกของเราสมัยเก่า

หลังจากนั้นที่นั่งก็สูงกว้าง หลังคาไม่คลุมเหมือนรถโลกของเรา เขาปล่อยโปร่งนั่งบรรจุคนได้คราวละหลาย ๆ คน เขาไม่มีสภาพเป็นรถเต่าเหมือนบ้านเรา ถนนหนทางมีความราบเรียบ แต่สิ่งที่น่าคิดมองไปในประเทศที่เจริญแล้วไม่มีทหาร คนที่แต่งตัวคล้ายทหารคล้ายตำรวจไม่มี ความจริงแล้วไม่ต้องถือเครื่องแบบของเรา จะเป็นเครื่องแบบประเภทไหนก็ตาม ถืออาวุธอยู่เวรยามรักษาป้องกันภัยอันตรายก็ตาม หรือว่าเป็นการป้องกันเขตประเทศก็ตาม ยามประเภทนี้ไม่มี

ในเมื่อมีความสงสัย สองแม่ลูกก็ลงไปจากอากาศ ไปเจอะคนกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งเล่นตุ๊กตาเล็ก ๆ แล้ก็มีตาตะราง มองไปอีกทีก็คล้าย ๆ หมากรุกของเรา แต่หมากรุกของเขาไม่เหมือนของเรา เขาทำเป็นตัวคนบ้าง ทำเป็นตัวสัตว์บ้าง เป็นตัวจริง ๆ แล้วก็ทางด้านใต้ของตัวสัตว์ต่าง ๆ หรือตัวหมากรุกก็มีล้อ เวลาเล่นเขาไม่โขกเหมือนโลกของเรา เขาใช้เลื่อนไป จริง ๆ แล้วก็คิดว่าเขาเล่นหมากรุกนั่นเอง (คิดเอาอย่างนั้นนะเทียบเอา เขาเรียกอะไรก็ไม่ทราบ)

ในจำนวนคนที่นั่งอยู่ที่นั่นก็มีคนท่าทางเป็นผู้ใหญ่อยู่หลายคน สองคนแม่ลูกเข้าไปก็ตั้งใจคิดว่าร่างกายของเราเขาจงเห็นเพียงเท่านี้ร่างกายทั้งสองคนก็มีสภาพหนา เขาก็เห็นเป็นร่างกายของมนุษย์ธรรมดา แต่ว่าคนพวกนั้นเขามองมาเขาจะแปลกใจนิดหนึ่งเพราะรูปร่างมนุษย์ ของเขากับของเราไม่เหมือนกัน คำว่าไม่เหมือนกันก็หมายความว่ามีแขน มีขา มีหู มีตา มีปากเหมือนกัน แต่ผิวพรรณต่างกัน ของเขาผิวพรรณดีจริง ๆ เป็นคนเนื้อเต็มทั้งหมด (เนื้อนะส่วนร่างกาย) ผิวนวลมาก ไม่ใช่ขาวจั๊ว ขาวนวล ๆ แล้วก็สภาพร่างกายของคนสมบูรณ์แบบทุกอย่าง

มองไปจุดนั้นก็ดี ใช้ใจมองไปจุดทั่วโลกก็ตาม เขาไม่มีคนผอมกระย่องกระแย่งเหมือนโลกของเรา ร่างกายสมบูรณ์ทุกคนหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส เข้าไปใกล้ยกมือไหว้เขาแล้วก็น้อมศีรษะลงเขาก็ทราบว่าทำความเคารพ แต่พวกเขาที่นั่งอยู่ ๔-๕ คน เขาไม่ยกมือรับไหว้ เขายกมือซ้ายข้างเดียวแล้วก็ก้มศีรษะรับนิดหน่อย แสดงว่ารับทำการเคารพ เขาก็ถามเป็นภาษาของเขา แต่ว่าใช้กำลังใจที่เป็นทิพย์ก็ฟังออก

เขาถามว่า "เธอมาจากไหน"

คุณแม่ของจุไรก็ตอบว่า "ฉันกับลูกมาจากโลกชมภู"

เขาก็ถามว่า "โลกชมภูอยู่ที่ไหน"

ทั้งสองคนแม่ลูกก็ชี้ให้ดูโลกชมภูก็ปรากฏว่าเห็นแสงแพรวพราวเป็นระยับ แต่ก็ไม่สุกปลั่งเท่ากับแสงของโลกพระศุกร์ที่เราเห็น เป็นดาวดวงเล็ก ๆ ดวงหนึ่งลอยอยู่ด้านทิศตะวันออกของโลกพระศุกร์

เขาก็ถามว่า "ทั้งสองคนแม่ลูกมาจากโลกชมภูมาได้อย่างไร ชาวโลกชมภูมาที่นี่ต้องใช้ยานพาหนะไหม"

คุณแม่ของจุไรก็ตอบว่า "ฉันไม่ได้ใช้ยานพาหนะ ฉันลอยมาเจ้าค่ะ"

เขาก็ถามว่า "คนโลกชมภูตัวเบาทุกคนหรือ"

คุณแม่ก็ตอบว่า "ไม่ทุกคน ชาวโลกชมภูมีตัว ๒ ตัว คือตัวในกับตัวนอก ถ้าจะมาที่นี่ ถ้าคนที่มีกำลังมากคือได้อภิญญาสมาบัติใหญ่ ก็จะมาทั้งตัวในและตัวนอก แต่คนที่มีกำลังน้อย ๆ อย่างฉันกับลูกเอาตัวนอกมาไม่ได้ มาได้เฉพาะตัวใน" พวกเขาก็สงสัยว่าตัวในกับตัวนอกเป็นอย่างไร

คุณแม่ของจุไรก็ตอบเขาบอกว่า "คำว่า ตัวนอก ก็ตัวที่มีเนื้อมีหนังอย่างท่าน ถ้าจับแล้วมีความรู้สึกสัมผัส ท่านลองจับตัวของท่านดูทีซิ" เขาก็จับตัวดู

คุณแม่ของจุไรก็บอกต่อไปอีกว่า "ที่จับถูกนั่นคือตัวนอก มือที่จับก็เป็นมือของตัวนอก ขาของท่านที่ท่านจับนั่นก็เป็นตัวนอก เนื้อก็เนื้อของตัวนอก หนังก็เป็นหนังของตัวนอก แต่ตัวในเราเห็นได้ เคลื่อนไหวได้ ถ้าจับจะไม่มีความสัมผัสเหมือนกับจับอากาศ"

เขาก็ย้อนถามว่า "เท่าที่เธอมาทั้งสองคนนี่เอาตัวในหรือเอาตัวนอกมา" (เขาย้อนถาม)

คุณแม่ของจุไรก็ตอบว่า "เอาตัวในมา" เขาถามว่า "จะลองจับได้ไหม"

คุณแม่ของจุไรก็บอกว่า "ได้"

เขาก็เอื้อมมือมาจับ เมื่อจับช่วงขาของคุณแม่จุไรและจุไร ก็ปรากฏว่ามือของเขาชนกัน หัวแม่มือกับนิ้วทั้ง ๕ นิ้วของเขาเข้ามาแปะกัน เขาก็ตกใจ

เขาจึงถามออกไปว่า "เนื้อของเธอไม่มีหรือ เวลาเธอพูดกับฉัน ๆ เห็นเธอมีเนื้อ แต่ว่าเวลาฉันจับฉันไม่รู้สึกว่าเธอมีเนื้อเลย"

คุณแม่ของจุไรก็บอกว่า "ฉันบอกแล้วว่าฉันเอาตัวในมา"

เขาก็ถามว่า "คนโลกพระศุกร์จะมีตัวในตัวนอกเหมือนโลกชมภูไหม"

คุณแม่ของจุไรก็ตอบว่า "ไม่ว่าโลกไหนก็มีตัวในตัวนอกเหมือนกัน"

เขาก็ถามว่า "เขาอยากจะศึกษาเรื่องตัวนอกตัวใน อยากจะเอาตัวในไปใช้บ้าง เพราะไปที่ไหนก็ได้"

เขาก็ถามแม่ของจุไรว่า "ไปโลกไหนมาบ้าง"

คุณแม่ก็ชี้มาที่จุไร บอก่า "จุไร จงตอบคุณลุงซิ"

จุไรก็บอกว่า "ไปเที่ยวมาแล้วหลายโลก คือโลกที่ ๑ ที่ไปก็คือโลกอาทิตย์" (เขาฟังแล้วก็ตกใจ)

เขาถามว่า "ไม่ร้อนหรือ"

จุไรก็ตอบว่า "ไม่ร้อน เอาตัวในไปไม่ร้อน เข้าไปในใจกลางของ โลกอาทิตย์ ก็ได้ ข้างในก็ไม่ร้อน ไปโลกที่ ๒ ก็โลกพระจันทร์ โลกที่ ๓ ก็โลกพระอังคาร โลกที่ ๔ ก็โลกพระพุธ โลกที่ ๕ ก็โลกพฤหัส แล้วก็มาโลกที่ ๖ ก็คือโลกพระศุกร์"

เขาก็เลยบอกว่า "คนโลกชมภูนี่เก่งจริง ๆ นะ"

จุไรก็ถามคุณลุงว่า "คุณลุงเจ้าขา (ฉันขอลัดตัดความเพราะเวลามีน้อยต้องรีบกลับ) อยากจะทราบว่าในประเทศนี้มีทหารไหม" เขาฟังแล้วก็แปลกใจ

เขาถามว่า "ทหารเป็นอย่างไร"

จุไรก็กราบเรียนว่า "ทหารเป็นนักรบเจ้าค่ะ"

เขาก็ถามว่า "หนูน้อย นักรบเป็นอย่างไรจ๊ะ"

จุไรก็บอกว่า "นักรบเขาถืออาวุธ เวลาไม่ชอบใจขึ้นมาเขารบกัน ยิงกันบ้าง ฆ่ากันบ้าง"

เขาก็ส่ายหน้าว่า "โลกนี้ไม่มีจ้ะ โลกนี้ไม่รู้กคำว่ารบ"

จุไรก็ถามว่า "โลกนี้มีเครื่องบินไหมจ๊ะ" เขาก็ตอบว่า "มี"

จุไรอยากดูเครื่องบิน คุณลุงก็แสนใจดีทั้ง ๕ คน ก็พาไป รู้สึกว่าเขาเดินเร็วมากมีการคล่องแคล่ว ไปถึงกลุ่มเครื่องบินที่เขาจอดอยู่ ไปดูเครื่องบินทั้งหมดไม่มีเครื่องบินรบ มีแต่เครื่องบินซึ่งเป็นยานพาหนะ

จุไรก็ถามว่า "เครื่องบินมีอาวุธไหมเจ้าคะ"

เขาก็ตอบว่า "ไม่ทราบจะเอาอาวุธไปทำไม"

หลังจากนั้นเรื่องแต่ธาตุต่าง ๆ นี่บรรดาท่านผู้ฟังทั้งหลายจะไม่ขอพูดกัน แล้วจุไรก็ถามว่า "เครื่องบินของท่านบินไปได้กี่ประเทศ"

เขาก็ตอบว่า "ในโลกนี้ทั้งโลกมีประเทศจริง ๆ อยู่ ๔๓ ประเทศ เครื่องบินประเภทนี้จะไปกี่ประเทศก็ได้"

จุไรก็ถามว่า "บ่อน้ำมันมีไหม"

เขาก็ตอบว่า "แร่ธาตุที่สกัดน้ำให้เป็นน้ำมันนั่นมีอยู่ แต่ว่าโลกนี้ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ เพราะว่ามีแร่ที่มีรังสีใช้แทนน้ำมันมีมากมาย ฉะนั้นเครื่องบินที่ขับขี่จะบินไปทางไหนก็ได้ไม่มีการหมดน้ำมัน กำลังของแร่ธาตุจะไม่หมด"

จุไรก็อยากจะนั่งเครื่องบิน เขาก็ให้นั่งเครื่องบินลำใหญ่ แล้วก็บินไปในที่ต่าง ๆ ชมดูโลกพระศุกร์ ส่วนกลางของโลกพระศุกร์ก็ดี ส่วนท้ายของโลกพระศุกร์ก็ดี ก็มีทะเล มีมหาสมุทร มีน้ำใส มีปลาใหญ่ มีนกใหญ่นกเล็กเหมือนกันหมด รวมความว่าส่วนกลางของโลกพระศุกร์นี่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก เมื่อเที่ยวจบแล้ว (ขอเล่าลัด ๆ เวลามันเหลือนิดเดียว)

หลังจากนั้นจุไรกับคุณแม่ ทั้งสองก็ลาคุณลุงทั้ง ๕ คุณลุงก็ถามว่า "จะไปทางไหนอีกจะพาไป"

จุไรกับคุณแม่ก็บอกว่า "ไม่จำเป็นเจ้าคะ จะไปเอง"

เมื่อลาคุณลุงแล้ว ทั้งสองก็เดินชมถนนหนทาง รู้สึกว่ามีความราบเรียบมาก บ้านช่องมีความรื่นเริง มาทางด้านทิศเหนือใกล้จะสุด ปรากฏว่ามีหิมะหนาวจัด หนาทึบมีความหนาวสูง เจอะบรรดาสัตว์ทั้งหลายมีขนยาวทั้งหมด สัตว์ที่มีขนเกรียนอย่างโลกชมภู หรือโลกมนุษย์ไม่มีเลย ถ้าเจอะควาย ๆ ก็ขนยาว (ควายป่า) เจอะวัวป่าวัวก็ขนยาว ลิงค่างขนยาวหมด แต่รู้สึกว่าสัตว์ทั้งหลายมีความแข็งแรง

เมื่อเดินเข้าไปในป่าลึกก็ปรากฏว่าพบคนในป่า คนในป่าก็มีสภาพเหมือนกับคนป่าจริง ๆ ความเจริญรุ่งเรืองมีน้อย เขามีผ้าหนา ๆ เนื้อหยาบ ๆ และก็มีอาวุธที่ถือก็ไม่ใช่อาวุธ เป็นจุดแหลม ๆ ด้านหนึ่งมีง่าม อีกด้านหนึ่งมีความแหลม เขาถือเดินไปสำหรับยันพื้นเวลาจะลื่นเพราะถูกหิมะ มองไปดูสัตว์กับคนในป่าเขาเป็นมิตรกันจริง ๆ สัตว์เห็นคน คนเห็นสัตว์ต่างคนก็ต่างเดินเข้าหากัน ที่มองเห็นคนเขาก็ใช้มือคือภาษากลางแล้วก็ส่งเสียงโบ๊โบ๊ ๆ สัตว์ก็มีความเข้าใจ เมื่อสัตว์ตัวใดส่งเสียงอื้ดอ๊าด ๆ ขึ้นมาคนก็มีความเข้าใจความต้องการของสัตว์

จุไรกับแม่ก็มีความสงสัย ว่าคนกับสัตว์ที่มีความเข้าใจกันอย่างนี้ ก็แสดงว่าคนก็ดีสัตว์ก็ดีไม่มีความเป็นศัตรูกัน จึงยกมือนมัสการพระ ทูลถามท่านว่า "คนโลกนี้เขามีเป็นศัตรูกันไหมเจ้าคะ"

พระท่านก็ตอบว่า "คำว่าเป็นศัตรูกันสำหรับคนที่มีกิเลสย่อมมี แต่โลกพระศุกร์นี้คนที่เป็นศัตรูกันร้ายแรงถึงกับฆ่ากันทำร้ายร่างกายกันไม่มี จะเป็นศัตรูกันบ้าง เพราะมีความเห็นไม่ตรงกันเล็กน้อย อาจจะมีความขุ่นข้องหมองใจบ้าง แต่ไม่ถึงกับทำร้ายกัน ไม่ถึงกับมีการกลั่นแกล้งกัน ชื่อว่าเขายังเป็นคนสะอาดอยู่มากกว่าคนในโลกชมภู"

ทั้งสองคนแม่ลูกจึงถามท่านว่า "ถ้าอย่างนั้นคนในโลกนี้ก็เป็นคนที่มีบุญมาก กุศลเก่าสนับสนุนอยู่มาก"

ท่านก็ตรัสว่า "เป็นตามนั้น แต่ว่ายังไม่ดีเท่าของโลกพระพุธ เพราะโลกพระพุธเขาดีกว่านี้ เขาไม่มีสัตว์เดรัจฉาน ที่นี่มีสัตว์เดรัจฉาน แต่ว่ามีเมตตาปรานี"

ก็รวมความว่าคนโลกนี้มีพรหมวิหาร ๔ มาก แต่ว่าขึ้นชื่อว่าคนที่มีกิเลสก็ย่อมมีความเศร้าหมองของจิตบ้างเป็นของธรรมดา แต่ไม่มากนัก ถ้าทะเลาะกันก็ทะเลาะในใจไม่ถึงกับออกปากด่ากัน ถ้าไม่ชอบใจกันบ้างก็อยู่ในใจไม่ถึงกับลงมือลงไม้"

คุณแม่ของจุไรจึงกราบเรียนถามพระท่านว่า "คนโลกนี้มีอายุขัยเท่าไร เจ้าคะ"

ท่านก็ตอบว่า "คนโลกนี้จริง ๆ มีอายุ ๒ หมื่นปี ซึ่งโลกพระพุธเขามีความดีกว่านี้มีอายุถึง ๘ หมื่นปี"

จุไรกับแม่ก็กราบทูลถามท่านว่า "คนที่แก่ที่สุดรูปร่างเป็นอย่างไรเจ้าคะ"

พระท่านก็นำไปอีกจุดหนึ่ง การไปเป็นของเร็วบรรดาท่านผู้ฟัง กำลังของฤทธิ์ไปเห็นคนที่แก่ที่สุดอายุใกล้ ๒ หมื่นปี เมื่อดูเข้าจริง ๆ ปรากฏว่าคล้าย ๆ จะสาวกว่าคุณแม่ของจุไร เป็นผู้หญิง

พระก็บอกว่าให้แม่กับจุไรเข้าไปถามหญิงคนนั้น ถามว่า "ท่านแก่หรือยัง"

หญิงคนนั้นก็ตอบว่า "ฉันแก่มากแล้วจ้ะ" แล้วก็ถามหญิงคนนั้นว่า "อายุเท่าไร"

เขาก็ตอบว่า "ใกล้จะ ๒ หมื่นปีเต็มที อีกไม่ถึงพันปีก็ ๒ หมื่นปีแล้ว โลกนี้มีอายุ ๒ หมื่นปีเป็นอายุขัย"

จุไรอยากจะทราบว่า "คนที่มีอายุเกิน ๒ หมื่นปีมีไหมเจ้าคะ"

คุณยายก็ตอบว่า "มี แต่ว่ามีไม่ไกลนัก ไม่เกิน ๓ พันปีก็ต้องตาย"

เอาละบรรดาลูกรักทั้งหลายและท่านผู้ฟัง เวลาหมดแล้ว ก็รวมความว่า จุไรกับแม่ก็ลาโลกพระศุกร์ไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผลจงมีแด่บรรดาลูกรักทั้งหลาย สวัสดี



เที่ยวโลกพระศุกร์ (ตอนที่ ๓)





ลูกหลานที่รัก วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๓๐ ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๙ เป็นวันพระจันทร์เต็มดวง มองดูท้องฟ้าใสสว่างเป็นที่สบายใจ วันนี้ก็มาคุยกันหรือเล่านิทานเรื่องของจุไร ก็เป็นการบังเอิญจริง ๆ ที่วันนี้เป็นวันพระ บรรดาท่านพุทธบริษัทที่มีความเคารพในพระพุทธศาสนา ต่างคนต่างก็ตั้งใจไปรักษาอุโบสถศีล ไปที่วัดตอนเช้านำอาหารไปทำบุญถวายพระ รับศีลแล้วก็ตั้งใจสวดมนต์เจริญภาวนา จุไรก็มีโอกาสได้ทำบุญกับแม่ แต่พอตอนเย็นสวดมนต์เสร็จถึงเวลาค่ำเล็กน้อยออกมาชมพระจันทร์เต็มดวงมีความสว่างมาก เธอก็มีความสุขใจ มองดูดวงดาวทั้งหลายเท่าที่เคยไปเที่ยวมา แต่ทว่าวันนี้จุไรสนใจเรื่อง "ดาวพระศุกร์" เพราะว่าดาวพระศุกร์นี่มองไปทางด้านทิศตะวันตกมีแสงสว่างมาก เธอก็มีความรู้สึกว่าดาวดวงนี้คงจะมีของมีค่ามาก เช่น เพชรนิลจินดา เป็นต้น จิตก็นึกอยากจะไปชมดูดาวพระศุกร์ เวลานั้นจิตของเธอกำลังอยู่ในห้วงของสมาธิเล็กน้อยที่เรียกว่า "อุปจารสมาธิ" จิตก็นึกถึงอาราธนาบารมีพระพุทธเจ้า และพระปัจเจกพุทธเจ้า พระอริยสาวกทั้งหลาย รวมทั้งผู้มีคุณทั้งหลาย โดยคิดว่าถ้ากำลังบุญใดไม่เกินวิสัยที่พระพุทธเจ้าก็ดี พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ดี พระอริยสาวกก็ดี เทพเจ้าทั้งหลายหรือท่านผู้มีคุณทั้งหลายก็ดี จะช่วยให้รู้จักคือไปแดนดาวพระศุกร์ได้ก็ขอได้โปรดช่วยเวลานี้

เธอคิดสั้น ๆ แบบนี้แล้วก็จับอานาปานุสสติกรรมฐาน คือลมหายใจเข้าออกตั้งใจตามที่แม่เคยสอน ในที่สุดอารมณ์ใจของเธอก็เข้าสู่ฌาน ฌานที่เข้าถึงก็เป็นฌาน ๔ อาศัยที่ก่อนภาวนาหรือเข้าฌานจิตตั้งใจจะไปดูดวงดาวพระศุกร์ จิตก็ล่องลอยไปสู่เขตของดวงดาวพระศุกร์ทันที การไปอย่างนี้ลูกหลานที่รักไม่ต้องไปตามลำดับ ตามธรรมดาสภาพของจิตมีการคล่องตัวมาก ถ้าตั้งใจว่าจะไปที่ไหน ก็ไปตรงที่นั่นไม่ต้องเดินตามลำดับ

พอไปถึงใกล้ดวงดาวพระศุกร์ ยืนอยู่นอกเขตคือในอากาศ ไกลจากดวงดาวพระศุกร์ ก็เรียกว่าหลายร้อยหรือหลายพันโยชน์ แต่อาศัยอารมณ์ในที่เป็นทิพย์มีร่างกายที่เป็นทิพย์ เพราะการไปไม่ได้นำร่างกายเนื้อไปด้วย ก็พิจารณาดูดาวพระศุกร์ ความจริงดาวพระศุกร์นี้อยู่ไกล ๆ สว่างมาก คนหลาย ๆ คนถ้าไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ก็จะมีความรู้สึกว่าดาวพระศุกร์จะมีความใสเหมือนแก้ว มีการสะท้อนแสงจากพระอาทิตย์ แต่ถ้ามองไปจริงๆ ก็รู้จากความจริงว่าความจริงดาวพระศุกร์ไม่ใช่แก้ว มองด้านไกล ๆ ก็เห็นดาวพระศุกร์ทุกดวง ดาวพระศุกร์ก็คือโลก ๆ หนึ่งนั่นเอง มองไปภายนอกของดาวพระศุกร์เห็นก้อนเมฆมหึมา ลอยเคลื่อนไปเคลื่อนมาเหนือหรือนอกดาวพระศุกร์

ต่อไปก็มองทะลุเมฆเข้าไปเห็นดวงดาวพระศุกร์ชัด ตอนนี้ถ้าเรียกว่าดาวพระศุกร์ก็ไม่ถูกแล้ว เพราะความแพรวพราวของดาวพระศุกร์ไม่มี หรือถ้าจะมีก็คล้าย ๆ กับหิมะจับอยู่บนยอดหญ้าหรือยอดไม้ต้องแสงอาทิตย์แพรวพราวพอสมควร ทีนี้ส่วนที่มีแสงแพรวพราวนั้นก็เป็นแสงด้านท้ายของดาวพระศุกร์ ดาวพระศุกร์หันหัวเข้าหาพระอาทิตย์ แต่ก็ไม่ใช่อยู่ติดพระอาทิตย์เลยทีเดียว ห่างมาก

ด้านหัวของดาวพระศุกร์เข้ามาถึงประมาณกึ่งกลาง ในตอนนี้จะมีความรู้สึกว่าเลี่ยนเตียนโล่งเหมือนกับคนหัวล้าน อีกนัยหนึ่งถ้าไม่เคยเห็นคนหัวล้าน ก็ดูเขาหัวโล้นมีความโล้นไม่มีสภาพบ้านเรือน ไม่มีต้นหญ้า ไม่มีต้นไม้ ไม่มีธารน้ำ ถ้าจะเปรียบเทียบกับทะเลทราย ดาวพระศุกร์ตอนนี้ยิ่งกว่าทะเลทรายเสียอีก ต้องมีสภาพคล้าย ๆ กับทะเลเพลิงเพราะมีความร้อนมากด้านหัว เรื่อยเข้าไป ๆ ตอนกลางของดาวพระศุกร์จะรู้สึกจางจากความร้อน มีความร้อนไม่แตกต่างกับตะวันออกกลางเท่าไรนัก

ในช่วงที่อ่อนจากความร้อนนี่ ลึกเข้าไปหน่อยมีพืชพันธุ์ธัญญาหาร มีต้นไม้ มีต้นหญ้า มีธารน้ำ มองไกลออกไปใกล้ ๆ ปลายดาวพระศุกร์ด้านเหนือ ก็รู้สึกว่าในตอนนี้ต้นไม้เขียวชอุ่มจัด มีหิมะมากปกคลุมดาวพระศุกร์ ยิ่งตอนท้ายดาวพระศุกร์ก็มีธารน้ำ มีต้นหญ้า มีน้ำค้าง และมีหิมะต่าง ๆ เกาะใบไม้แข็งตัว ธารน้ำที่เป็นทะเลก็เป็นทะเลแข็ง

รวมความแล้วดาวพระศุกร์นี้มีสภาพไม่เหมือนกัน ขอทุกคนผู้รับฟังพึงทราบว่านี่เป็นนิทาน ความรู้สึกต่าง ๆ จากนิทานกับความรู้กับนักวิทยาศาสตร์ต้องไม่เหมือนกัน หรือถ้าอาจจะเหมือนกันก็เรียกว่า นิทานเดาไปเหมือนนักวิทยาศาสตร์เข้า เมื่อมองดูแล้วเธอก็ทราบว่าดาวพระศุกร์มีสภาพคล้ายดาวพุธ แต่ว่าดาวพระศุกร์ดวงนี้โตกว่าดาวพุธมาก มองไปดูดาวพฤหัสดาวพระศุกร์ก็เล็กกว่าดาวพฤหัส

เธอจึงเข้าไปใกล้ดวงดาวพระศุกร์ อยากจะรู้ความจริง ตอนนี้ก็ยังไม่แวะลงพื้นดินของดาวพระศุกร์ ลอยละล่องไปในอากาศดูรอบ ๆ ตอนด้านหน้าใกล้ความร้อน เรียกว่ามีความร้อนอยู่มาก แต่ก็ยังพอเป็นที่อาศัยของสัตว์ทั้งหลายได้ ก็ปรากฏว่ามีบ้านช่องเรือนโรงน้อย น้ำก็หายาก บนผิวดินแห้งแกร่งจุดของการมีน้ำน้อย เธอก็เลยไม่ชอบใจ เลื่อนตัวไหลเข้าไปใกล้ ๆ เรียกว่าเข้าไปลึกเข้าไปอีกเกือบจะเป็นศูนย์กลางของความเย็นหรือตอนที่เย็น

ตอนนี้ก็เห็นต้นไม้งามชอุ่ม มีพืชพันธุ์ธัญญาหารมากมีผู้คนมาก ในดาวพระศุกร์มีบ้านเรือนโรงสวยสดงดงาม ไปดูถนน ๆ เขาก็เรียบดี ไปดูคนก็มีความเรียบร้อย คนทุกคนเท่าที่มองเห็นจากอากาศมีสภาพเรียบร้อย รู้สึกว่าความอันธพาลเกเรอาจจะไม่มีหรืออาจจะมีบ้างแต่ก็ไม่มาก มองดูไปรอบ ๆ อยากจะทราบว่ามีตำรวจไหม มีทหารไหม มีคนถืออาวุธเพื่อป้องกันอันตรายไหม มองดูจากอากาศลงไปดูภาคพื้นก็ไม่พบคนที่ถืออาวุธ ไม่พบคนที่แต่งตัวพิเศษเหมือนตำรวจทหาร ไม่พบการยืนยาม ไม่พบการอยู่เวร ไม่เห็นสภาพของกองทัพ

เธอก็ดูต่อไปว่าดวงดาวพระศุกร์นี่มีอะไรเป็นที่น่าสังเกตบ้าง ยวดยานพาหนะของดาวพระศุกร์มีรถ รถยนต์มี แต่ว่าสภาพของรถยนต์มีสภาพไม่คล้ายคลึงกับรถของเราเท่าไรนัก คือล้อมีเหมือนกัน เครื่องยนต์มีเหมือนกัน แต่สภาพของรถจริง ๆ มีสภาพโปร่ง มีหลังคาสูงมีที่นั่งสูง ขณะที่นั่งไปเรียกว่าโชยกับอากาศได้ดี ไปมองดูความเร็วของรถอาจจะมีมาก แต่ทว่าคนในดาวพระศุกร์เวลาขับรถขับไม่เร็วเกินไป ถ้าเทียบกับโลกชมภูคือโลกที่เธออยู่ ก็จะมีความรู้สึกว่าชาวโลกพระศุกร์ใช้ความเร็วจริง ๆ ของรถไม่เกิน ๔๐ ไมล์ต่อชั่วโมง เขาไปกันเรียบ ๆ ถนนก็โล่งไม่เบียดเสียดกัน การขับรถมีระเบียบ คนที่แต่งตัวสวยยิ้มแย้มแจ่มใส

ครั้นไปดูในน่านน้ำ ๆ มีมาก มีทะเล มีมหาสมุทร มีคลอง ในคลองในน่านน้ำเขาก็มีเรือยนต์ และก็มีเรือพาย (ประเภทเรือกรรเชียง) ใช้พายธรรมดาไม่เห็นมี หรือไม่มีก็ไม่ทราบแต่ไม่เห็น มองดูเท่าไรก็ไม่เห็น เรือพายธรรมดาก็ไม่เห็น เรือถ่อก็ไม่เห็น จะมีก็มีประเภทเรือกรรเชียงจับพาย ๒ ใบกรรเชียงถอยไปข้างหลังแล้วก็น่านน้ำก็มีความราบเรียบสวยสดงดงามสะอาด

ทางท่าน้ำก็รู้สึกว่ามีความราบรื่นมองดูไปในอีกด้านหนึ่ง เธอก็อยากจะทราบว่ากองทัพอากาศของโลกพระศุกร์มีหรือเปล่า มองไปแล้วก็ลอยไปรอบ ๆ ไม่ใช่มองที่เดียว มองแล้วก็ลอยไปรอบ ๆ ของด้านใกล้จะกึ่งความร้อนกับความเย็นก็ปรากฏมีเครื่องบิน ๆ มาตามสถานีต่าง ๆ มาก สถานีหรือท่าอากาศหนึ่งก็มีเครื่องบินมาก แต่มองไปดูอีกทีว่าเครื่องบินรบที่มีสภาพเหมือนเครื่องบินรบของเรามีการติดอาวุธติดจรวดมีไหม มองไปดูจริงๆ เท่าไรก็ไม่พบว่าเป็นเครื่องบินรบ

เธอก็สงสัยว่าบ้านเมืองนี้ขาดตำรวจ ถ้าขโมยมีมาก ๆ อย่างโลกชมภูก็เป็นอันว่าชาวบ้านทั้งหลายไม่มีของจะใช้ ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะขโมยเก็บหมด ไม่มีตำรวจปราบปราม และขอบเขตต่าง ๆ ไม่มีทหารระวัง ถ้าเกิดมีการรุกรานขึ้นมาก็จะถูกยึดประเทศเปล่า ๆ เธอก็คิดด้วยเหตุผลว่าในเมื่อคนทุกคนไม่มีใครเป็นตำรวจ คนทุกคนไม่มีใครเป็นทหารการขโมยกันการข่มเหงกันอาจจะไม่มี และการรุกรานกันด้านชายแดนก็คงจะไม่มี การยื้อแย่งดินแดนก็คงจะไม่มี

รวมความว่าตอนนี้เห็นบ้านเมืองสวยสดงดงาม มีถนนหนทางมากติดต่อกันเป็นสายตลอดโลกพระศุกร์ ความจริงมองแล้วมีความสุขใจมาก ตอนใดที่มีแม่น้ำขวางก็มีสะพานลอยสูง เรือก็วิ่งไปราบเรียบ คนก็แต่งกายผ้าไม่หนาถ้าจะเทียบกันไปก็เหมือนกับคนในประเทศไทย แต่งผ้าบาง ๆ แบบธรรมดา ๆ เธอก็คิดว่าตอนกลางส่วนนี้ระหว่างความร้อนกับความเย็น หมายความว่าร้อนเข้ามาถึงประเภทเกือบอุ่น ในตอนที่เห็นนี้ก็เป็นส่วนกลาง ๆ คงจะมีความรอ้นไม่มาก มีความเย็นไม่มากเกินไป ฉะนั้นคนจึงมีผ้าบาง ๆ แบบประเทศไทย

เธอก็สงสัยคิดว่าตอนปลายของโลกพระศุกร์จะเป็นอย่างไร ก็ลอยต่อไปอีก ตอนนี้ก็พบว่าน้ำที่ติดกับใบไม้ยอดไม้มีมาก และยอดหญ้าก็ชุ่มชื้นไปด้วยน้ำ เป็นเขตที่มีความหนาวมาก ผู้คนต่าง ๆ ก็แต่งกายด้วยผ้าหนา ๆ เหมือนกับในอเมริกาหรือในยุโรปบางประเทศ เธอก็มีความรู้สึกว่าตอนนี้คงจะหนาวจัด มองดูโลกแถวนี้ก็ปรากฏว่ามีตึกสูงและก็มีโรงงานต่าง ๆ มาก พืชพันธุ์ธัญญาหารก็มาก แต่โลกนี้มองดูกันจริง ๆ ถ้าจะเทียบกับโลกชมภู ดาวพระศุกร์ก็มีเนื้อที่มากกว่าโลกชมภูเกือบเท่าตัว แต่ว่าส่วนที่สิ่งมีชีวิตจะอาศัยอยู่ได้ก็ดูเหมือนว่าจะน้อยกว่าโลกชมภูเพราะตอนหน้าร้อนมากเกินไป

อันนี้ก็มองดูไปว่าตอนที่มีความหนาวมีอะไรเป็นพิเศษไหม ก็พบว่ามีโรงงานใหญ่ ๆ มีควันโขมง แสดงว่าคนทำงาน