View Full Version : 81-90
WebSnow
09-05-2005, 07:39 PM
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_081.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_082.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_083.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_084.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_085.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_086.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_087.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_088.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_089.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_090.jpg
zipper
08-07-2005, 03:13 PM
จานด้านล่างจะอยู่เฉย ถ้าจะว่ากันไปคล้าย ๆ เฮลิคอปเตอร์ เพราะว่าเฮลิคอปเตอร์ของเราปีกหมุน ใบพัดหมุน ตัวอยู่นิ่ง นี่เป็นสภาพจาน แต่มีสภาพคล้ายปีกหมุน ๆ ไปแต่มีความเร็วมาก และก็มีไอด้านท้ายมีรังสีขับ ก็รวมความว่า<b>จุไร</b>เห็นยานพาหนะ ๓ อย่างก็แปลกใจ
พระท่านก็บอกว่า "อยากจะถามความเร็วไหม" เธอก็อยากจะทราบ สมมุติว่าเขาไปโลกมนุษย์ จึงไปถามเจ้าหน้าที่ของเขา
เจ้าหน้าที่เห็นแล้วก็แปลกใจ รูปร่างหน้าตาก็เหมือนกับคน แต่ไม่เหมือนเขา ๆ ก็ถามว่า "มาจากโลกไหน"
พระท่านก็ตอบว่า "คนพวกนี้ สองคนที่มาจากโลกชมภู"
เขาก็ชี้ไปที่พระถามว่า "ท่านมาจากโลกไหน"
พระท่านก็ตอบว่า "ฉันมาจากโลกไม่รู้จักดับ" และท่านก็ถามว่า "ยานพาหนะทั้งหมดมีความเร็วมากไหม จากดาวดวงนี้ไปดาวดวงโน้น" ท่านชี้มาที่โลกมนุษย์
เขาก็บอกว่า "การไปดาวดวงนั้นจริง ๆ <b>ไม่เกิน ๓๐ ชั่วโมง</b>ก็ถึง"
เอาล่ะ บรรดาลูกรักทั้งหลายชมกันแค่นี้ก็แล้วกัน หมดเวลาแล้ว ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแด่บรรดาท่านผู้ฟัง และท่านผู้อ่านทุกท่าน <b>สวัสดี</b>
<center><h2>จุไรท่องเที่ยวดาวพระศุกร์</h2>
<h4>โดย ส.ธ.</h4></center>
บรรดาลูกรักทั้งหลาย วันนี้ตรงกับวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๒๐ ซึ่งตรงกับวันแรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๘ วันนี้เรื่องของ<b>จุไร</b>จะไปเที่ยวเฉพาะ<b>โลกพระศุกร์</b> เป็นอันว่า ๒ ตอนนี่ไปเฉพาะดาวพระศุกร์อย่างเดียว ขอรวบรัดตัดความ หลังจากที่คุณแม่ตำหนิหรือว่าเตือน<b>จุไร</b>ว่าการทำสมาธิของ<b>จุไร</b>ยังช้ามากนัก ทั้งนี้เพราะว่ากว่าจะไปไหนได้ต้องขยับเขยื้อนตั้งสมาธิอยู่นาน คุณแม่แนะนำ<b></b>จุไรว่า ความจริงเรื่องสมาธิก็ดี การทรงกำลังจิตให้สะอาดก็ดีจะต้องมีเป็นระยะตลอดวัน
คำว่า <b>"เป็นระยะ"</b> บรรดาท่านพุทธบริษัท นั่นก็หมายความว่า วันหนึ่งจะมีเฉพาะจิตที่ว่างจากงานอื่น เวลาเดินไปธุระก็ดี เดินไปโรงเรียนก็ดี นั่งอยู่ว่างจากการงานก็ดี เวลานั้นเมื่อจิตว่างจากอย่างอื่นก็ให้ชำระจิตให้สะอาด
คือไม่นึกถึงอารมณ์นิวรณ์ทั้ง ๕ ประการ <b>แกล้งทำลืมนิวรณ์ ๕ ประการเสีย</b> แล้วก็จิตรู้ลมหายใจเข้าออก จิตนึกภาวนา จิตนึกเห็นพระพุทธรูปก็ดี พระสงฆ์ก็ดี หรือว่ารูปพระพุทธเจ้าตามที่เคยเห็นก็ตาม อย่างใดอย่างหนึ่งให้ทรงตัว วาระหนึ่งจะได้สัก ๒-๓ นาทีก็ใช้ได้
เมื่อทำอาการอย่างนี้จนชินภาพพระจะแจ่มใส จิตจะมีสภาพทรงตัวตามขณะที่ต้องการ และเมื่อต้องการจะรู้อะไรจริงๆ ให้รวบรัดตัดใจความ ไม่ต้องจับอารมณ์ภาวนาแค่กำหนดจิตจับลมหายใจปั๊บ ขึ้นไปปุ๊บ ไปไหนก็ไปได้ทันที
อยากรู้อะไรก็รู้ได้ทันที แต่ว่าเมื่อรู้แล้วเห็นแล้ว ถ้าต้องการความแม่นยำ เวลานั้นให้นึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้เห็นภาพของพระองค์ แล้วก็ใจนึกถามภาพนั้นว่าเป็นอะไร ถ้าความรู้สึกของใจบอกว่าเป็นอะไรให้เชื่อตามนั้นทันที เป็นอันว่าบรรดาท่านพุทธบริษัท เรื่องนี้เป็นนิทาน <b>แต่ว่าตอนปฏิบัตินี่ไม่ใช่เรื่องนิทาน ขอยืนยันว่ามีผลตามนั้น ถ้าบรรดาท่านพุทธบริษัททำได้จะเป็นได้อย่างนั้นจริง ๆ</b>
ต่อนี้ไปขอบรรดาท่านพุทธบริษัทชายหญิง และบรรดาลูกรักทั้งหลายก็พากันฟังเรื่องราวของ<b>จุไร</b> เมื่อ<b>จุไร</b>ฟังคำแนะนำของแม่ หรือว่าแม่ตำหนิกลาย ๆ เธอก็ต้องตั้งใจทำตามนั้น อาศัยอารมณ์ใจที่เป็นเด็ก แล้วก็<b>เป็นเด็กดี เชื่อพ่อ เชื่อแม่ เชื่อครูบาอาจารย์โดยการใช้ปัญญา</b> ลูกหลานที่รักพึงทราบ
ว่าคนที่มีสมาธิขนาดนี้สามารถได้ส่วนหนึ่งปลีกย่อยของอภิญญาสมาบัติ แต่ก็มีความสำคัญมากสามารถจะทบทวนความรู้สึกความประพฤติของผู้อื่นได้ คำแนะนำใด ๆ ของแม่ก็ดี ของพ่อก็ดี ของครูบาอาจารย์ก็ดี ของชาวบ้านก็ตามที จะถูกหรือจะผิดก็สามารถสอบได้ด้วยกำลังใจที่เป็นสมาธิ และก็จิตที่มีอารมณ์สะอาดถามภาพพระ นึกถึงพระแล้วก็ถามทันทีว่านี่ผิดหรือถูก แต่ความรู้สึกเกิดอย่างไรขณะนั้นจิตสะอาดจะบอกตรงตามความเป็นจริง
และเชื่อตามนั้นได้
ก็รวมความว่าลูกรักที่เป็นเด็กทุกคนหรือว่าลูกที่เป็นผู้ใหญ่ก็ตาม ญาติโยมที่เป็นผู้ใหญ่กว่าก็ตาม ถ้าใช้กำลังใจอย่างนี้อารมณ์ผิดจะหายาก เราจะเชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อหรือว่ามีท่านยืนยันว่าควรเชื่อเราก็เชื่อ ท่านยืนยันว่าสิ่งนี้ไม่ควรเชื่อเราจะได้ไม่เชื่อ จะได้ไม่มีคนมาโกงเราหลอกเราให้เชื่อ และทำความผิด เป็นอันว่าตอนนี้ก็เลยไปนิดเสียเวลามา ๕ นาที ต่อนี้ไปก็เข้าเรื่องของ<b>จุไร</b>
วันนั้น<b>จุไร</b>ว่างจากการงานก็มีความรู้สึกนึกถึงคำแนะนำของแม่ ความจริงตั้งแต่แม่เตือนเธอก็ปฏิบัติตามตลอดเวลาแต่ว่ามาตอนนี้มีอารมณ์ว่างก็คิดว่าคุณแม่เตือน การที่จะไปไหนจะรู้อะไรได้ทั้งทีก็ต้องตั้งจิตให้อารมณ์เป็นสมาธิอยู่ มันไม่ถูกต้อง มันไม่ผิด แต่ว่าช้าเกินไป ไม่ทันกับเหตุการณ์ แม่ต้องการให้เราต้องการจะรู้อะไรนึกรู้ได้ทันที ถ้าเห็นภาพนั้นแล้วก็นึกถึงองค์สมเด็จพระประทีปแก้วคือ<b>พระพุทธเจ้า</b> เห็นภาพท่านชัดถามท่านทันทีอย่างนี้เร็วมากแล้วก็มีความถูกต้อง
วันนั้นเวลานั้นเธอมีอารมณ์โปร่งเธอก็มีความรู้สึก ว่าวันวานนี้ไปเที่ยวดาวพฤหัสบดี การชมดาวหลายดวงก็ดี ไปเที่ยวดาวพฤหัสก็ดี รู้สึกว่าอีโหลกโขลกเขลกมาก พร่องแพร่งมาก ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะกำลังใจไม่ปกติ มีความเหน็ดเหนื่อยจากการงานอย่างอื่น แล้วก็มีอารมณ์ค้าง คำว่า "อารมณ์ค้าง" ไม่ใช่ อารมณ์โกรธ มีจิตเป็นกังวล
วันนี้กำลังใจของตนเป็นอิสระ คือมีความเยือกเย็นก็ควบคุมกำลังใจเล่นโก้ ๆ คิดว่าวานนี้ไปดาวพฤหัสมาแล้ว
วันนี้ถ้ามีโอกาสว่างจะชวนคุณแม่ไปเที่ยวดาวพระศุกร์ เพราะภาพดาวพระศุกร์ที่เห็นวานนี้รู้สึกว่ามีเมฆหมอก มีลมพัดแรง หมุนคล้าย ๆ กับมีพายุอยู่ภายนอก ไม่สามารถจะเข้าไปได้ นั่นเป็นสิ่งมีชีวิตธรรมดาจะเข้าไปไม่ได้ และยานพาหนะธรรมดาจะเข้าไปได้ยาก แต่ว่าถ้าเป็นจรวดของฝรั่งก็ไปไม่ยากเหมือนกันเพราะไม่กลัวกระแสลม
อาจจะถูกลมต้านทานได้บ้างแต่ก็ไม่มาก แต่เราเป็นพวก ๒ ประเภท คือ <b>รูปธรรมกับนามธรรม</b> เราทิ้งรูปธรรมไว้ที่นี่คือรูปร่างร่างกายไว้ที่นี่ ใช้กายที่เป็นนามธรรมไปที่โน่น นามธรรมไม่มีอันตราย
เธอคิดในใจว่า ถ้าโปร่งดีวันนี้จะลองไปดูโลกพระศุกร์ และจะคอยคุณแม่สักนิดหนึ่ง คุณแม่จะว่างหรือยังก็ไม่ทราบ เธอคิดเท่านี้จิตก็เริ่มจับอารมณ์ นึกถึงภาพพระพุทธเจ้าเท่าที่เคยเห็น พอนึกปั๊ปก็ปรากฏว่าภาพพระพุทธเจ้าลอยอยู่ข้างหน้า ใสสะอาดมาก สว่างจ้าทรงแย้มพระโอษฐ์ เพียงเท่านี้บรรดาท่านผู้ฟัง ก็ปรากฏว่า <b>อทิสสมานกาย</b> ของ<b>จุไร</b>ลอยลิ่วไปใกล้โลกพระศุกร์
พอไปถึงที่ตรงนั้นแล้วเธอก็มีความรู้สึกว่าตายจริง วันนี้เรามาคนเดียวหรือแต่ก็ไม่เป็นไร ข้างหน้าเห็นภาพพระพุทธเจ้าอยู่ข้างหน้า ใสสะอาดสวยสดงดงามแพรวพราวเป็นระยับ ถ้าเรามีความกลัวเรายึดพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ เป็นที่เคารพ เป็นที่พึ่ง วันนี้ตายจริง เราลืมชวนคุณแม่ ถ้าคุณแม่มาด้วยจะได้เป็นที่ปรึกษาง่ายๆ สำหรับพระพุทธเจ้าเกรงใจท่านด้วยความเคารพ จะถามอะไรจุกจิกก็ไม่กล้าถาม แต่ว่าถ้าจำเป็นจริง ๆ ก็ต้องถาม คิดว่าคุณแม่มาด้วยก็จะดี พอเธอคิดเพียงเท่านี้ก็ได้ยินเสียงว่า
"<b>จุไร</b>ลูกรัก แม่อยู่ที่นี่"
เธอมองซ้ายมองขวาหันหน้าไปไม่เห็นแม่ได้ยินแต่เสียง เงยหน้าขึ้นมานิดปรากฏว่า เห็นคุณแม่ลอยอยู่ข้างหน้าใสสะอาดสว่างมากแพรวพราวเป็นระยับใสสะอาดสวยสดงดงามกว่าเธอ ๆ ก็กราบคุณแม่ แล้วก็ถามว่า "คุณแม่ทราบหรือจ๊ะว่าหนูมา"
คุณแม่ก็บอกว่า "แม่ทราบทุกระยะตั้งแต่ลูกคิดว่าจะชวนแม่ ๆ ถือว่าเวลานั้นลูกชวนด้วยความเต็มใจ"
เธอก็ถามคุณแม่ว่า "ลูกคิดในใจเจ้าคะ ยังไม่ออกปากจะชวน คุณแม่ทราบได้อย่างไร"
คุณแม่ก็ตอบว่า "คำว่าสมาธิโดยการตั้งใจมั่น มีศีลเป็นพื้นฐาน มีพรหมวิหาร ๔ เป็นฐานใหญ่ และมีกำลังใจใสสะอาด สามารถจะทราบความรู้สึกในจิตของบุคคลอื่นได้ตามต้องการ ที่เรียกว่า <b>เจโตปริยญาณ</b>"
ก็รวมความว่าคุณแม่บอกว่า "แม่รู้ความรู้สึกของลูกจากเจโตปริยญาณ"
เธอก็ถามว่า "คุณแม่รู้เฉพาะเวลาที่ลูกนึก หรือลูกนึกนาน ๆ ไปแล้วคุณแม่ก็รู้" คุณแม่ก็ตอบว่า "ต้องการรู้เมื่อไหร่ก็รู้เมื่อนั้น คือถ้าแม่ต้องการอยากรู้กำลังคิดอยู่ก็รู้ได้ทันที หรือว่าลูกคิดไปนานแล้วตั้งหลาย ๆ วัน หลายปีก็ตาม
ถ้าแม่มีความรู้สึกต้องการว่าลูกเคยคิดอะไรไว้เวลาไหนบ้างหรือปรารภกับใคร แม่จะเห็นภาพและรู้ทันที อย่างนี้ท่านเรียกว่า <b>เจโตปริยญาณ</b> บ้าง <b>อตีตังสญาณ</b> บ้าง ที่รู้จากที่ล่วงมาแล้วคิดหลาย ๆ วันเรียก<b>อตีตังสญาณ</b> แล้วก็เจโตปริยญาณรู้ใจคนอื่นด้วย และก็รู้เวลากาลที่ผ่านมาด้วยว่าทำเวลาไหน"
<b>จุไร</b>ก็ดีใจทราบว่าคุณแม่รู้วาระน้ำจิตคิดอะไรคุณแม่ก็รู้ ฉะนั้นเธอจึงถามคุณแม่ว่า "คุณแม่เจ้าขา เวลานี้เรามาอยู่ใกล้โลกพระศุกร์แล้วใช่ไหม"
คุณแม่ก็ตอบว่า "ใช่ ด้านหน้าโน้นไกลจากนี้ไปประมาณ ๑,๐๐๐ โยชน์ เป็นโยชน์ของโลกชมภู เราจะมองเห็นโลกพระศุกร์ หรือที่เรียกว่า <b>ดาวพระศุกร์</b> ดวงแท้ แต่ว่าที่เรายืนอยู่นี่อยู่ไกลจากโลกพระศุกร์ออกมาประมาณ ๑,๐๐๐ โยชน์ แต่มองเข้าไปด้านหน้าของเราลูกรัก มีทั้งเมฆมีทั้งหมอกปกคลุมอยู่ภายนอกหุ้มห่อด้วยอากาศธาตุ"
คำว่า <b>"อากาศธาตุ"</b> ไม่ใช่แจ่มใส เป็นอากาศธาตุที่มีเครื่องประกอบ คือมีเมฆมีหมอกปกคลุมอยู่หนาทึบ แล้วก็มองขยับเข้าไปข้างในใกล้เข้าไปอีกนิดหนึ่ง ตอนนี้ก็จะเห็นกลุ่มเมฆใกล้ ๆ กับดาวพระศุกร์ คำว่าใกล้บรรดาท่านพุทธบริษัทและลูกรักทั้งหลาย <b>จุไร</b>ก็มองเห็นว่าใกล้แต่วัดระยะจากโลกพระศุกร์จริง ๆ
กับผิวพื้นที่มองเห็นจากเมฆหมอก อันนี้เป็นหิมะเป็นน้ำหนา ปรากฏว่าไกลออกมาประมาณ ๑๐๐ โยชน์ ตอนนี้จะมีสภาพเป็นเมฆหนาขึ้นกว่าเดิม การล่องลอยของเมฆช้าลงไป ประกายแสงแพรวพราวเมื่อต้องแสงพระอาทิตย์
เป็นอันว่าโลกพระศุกร์จริง ๆ ที่เราเห็น หรือว่าดาวพระศุกร์จริง ๆ ที่เราเห็นแพรวพราวเป็นระยับจริง ๆ จับสายตาสว่างมากคล้ายดาวกัลปพฤกษ์ ดาวพระศุกร์จะเห็นตั้งแต่เวลาค่ำใหม่ ๆ ดาวกัลปพฤกษ์จะเห็นประมาณตี ๔
อยู่คนละทิศ ดาวพระศุกร์อยู่ด้านทิศตะวันตก ดาวกัลปพฤกษ์อยู่ด้านทิศตะวันออก ดาว ๒ ดวงนี้มีแสงสว่างคล้ายกัน แต่ดาวกัลปพฤกษ์เราจะมีความรู้สึกว่าอยู่ใกล้ตัวเรามาก ดาวพระศุกร์รู้สึกว่าอยู่ไกลตัวเราไปมาก แต่เวลาต้องแสงอาทิตย์แล้วรู้สึกแพรวพราวเหมือนกัน สว่างจ้าเหมือนกัน
ก็รวมความว่าเท่าที่เห็นดาวพระศุกร์ใสสว่างในเวลากลางคืน <b>จุไร</b>ก็ปรารภกับคุณแม่ว่า "คุณแม่เจ้าขา ดาวพระศุกร์จริง ๆ ที่มองไปไม่สว่าง แต่แสงแพรวพราวเป็นระยับที่มองเห็นในเวลากลางคืนในโลกมนุษย์ เวลานี้จับได้แล้วว่าเป็นแสงแพรวพราวจากหิมะหมอกน้ำที่ลอยอยู่ใกล้ดวงดาวพระศุกร์ เมื่อแสงพระอาทิตย์พุ่งเข้ามาถึงก็ปรากฏว่ากระทบน้ำนั้นเข้า ดูไกล ๆ คล้าย ๆ กับกระจกสะท้องแสงพระอาทิตย์"
คุณแม่ก็ตอบว่า "ใช่ แสงแพรวพราวใหญ่เป็นก้อนเมฆที่เป็นน้ำ แต่ว่าไม่ใช่น้ำ แท่งทึบเป็นน้ำแข็งเลยทีเดียว แพรวพราวเป็นระยับลอยอยู่ใกล้โลกพระศุกร์"
พอมองเข้าในถึงโลกพระศุกร์จริง ๆ เธอก็ต้องสะดุ้ง ก็ปรารภกับคุณแม่ว่า "คุณแม่เจ้าขา โลกพระศุกร์นี่ทำไมไม่เหมือนกับที่เราคิด"
คุณแม่ก็ถามว่า "ลูกคิดว่าอย่างไร"
<b>จุไร</b>ก็ตอบว่า "โลกพระศุกร์นี่ความจริงคิดว่าจะมีสภาพเหมือนกระจก เมื่อสะท้อนแสงพระอาทิตย์ก็แพรวพราวเป็นระยับ แต่ความจริงเมื่อเข้ามาใกล้โลกพระศุกร์นี่ใกล้แล้วเวลานี้ อยู่ห่างจากโลกพระศุกร์จริง ๆ ไม่เกินหมื่นฟิต เข้ามาใกล้แล้ว สามารถมองเห็นโลกพระศุกร์ได้ชัดด้วยตาที่เป็นทิพย์"
เธอมองลงไปทีแรกก็รู้สึกว่าเห็นทั่วหมด ปรากฎว่าโลกพระศุกร์ด้านหน้าด้านดวงพระอาทิตย์กลายเป็นโลกหัวโล้น
ต้นหมากรากไม้ก็ไม่มี บ้านเรือนคนก็ไม่มี เต็มไปด้วยความร้อน แต่โลกพระศุกร์จริง ๆ นี่ใหญ่กว่าโลกพระพุธมาก แล้วก็การอยู่ใกล้พระอาทิตย์ ก็ไกลกว่าโลกพระพุธที่อยู่ใกล้พระอาทิตย์ โลกพระพุธอยู่ใกล้พระอาทิตย์มากกว่าโลกพระศุกร์ โลกพระศุกร์ไกลกับพระอาทิตย์ออกมาห่างมากจัด แต่ว่าตอนหน้าของโลกพระศุกร์ยังถูกความร้อนของดวงอาทิตย์เผาอยู่ ดูแล้วเหมือน ๆ กับคน เหมือนกับหน้าคนประเภทหนึ่งที่ชาวบ้านเขาชอบเรียกว่า <b>"ผมดกปรกไหล่ หน้าไร้เฉลิมทอง"</b> (ฟังชัดไหม ถ้าฟังไม่ชัดก็ขออภัยลิ้นไม่ดีวันนี้)
<b>"ผมดกปรกไหล่ หน้าไร้เฉลิมทอง"</b> นั่นหมายความว่าส่วนผมที่ดกก็ยาวลงมาปรกไหล่ แต่หน้าไร้เฉลิมทองก็หมายความว่า หน้าผากยาวมากเกินไป คือว่าหน้าผากด้านหน้าคล้ายคน หัวล้านลึกเข้าไปมากมีผมอยู่ตั้งแต่ส่วน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของศีรษะไปถึงด้านหลัง แต่ด้านที่มีผม ๆ ก็สวยยาวมากจริง ๆ ชุ่มชื่นไปด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร ถ้าเปรียบกับต้นไม้เขาจึงเรียกว่าผมดกปรกไหล่ แต่ว่าหน้าไร้เฉลิมทอง
เมื่อ<b>จุไร</b>มองเห็นอย่างนั้นก็มีความรู้สึกว่า โลกพระศุกร์นี่ความจริงมี ๒ ศุกร์
ศุกร์แรกเบื้องต้นด้านหน้าเป็นความสุกจากการแผดเผาของดวงอาทิตย์ให้เป็นดินสุก เป็นดินสุกก็ขาดธาตุอาหาร ต้นไม้ก็ไม่มี คนและสัตว์ก็ไม่มีใครจะอยู่ได้ อยู่ก็ถูกเผาตาย เธอมองมาด้านกลางถึงด้านท้ายมีพืชพันธุ์ธัญญาหาร
มีต้นไม้ยิ่งไกลไปด้านเหนือมากเท่าไรก็ตามที ก็ยิ่งมีต้นไม้หนามากขึ้น มีความชุ่มชื้นมาก
จึงกราบเรียนถามคุณแม่ว่า "คุณแม่เจ้าขา คำว่า <b>โลกพระศุกร์</b> น่าจะมีความสุขคือ ส. สระอุ ข. สุขจริง ๆ แต่ศุกร์ประเภทนี้ที่มองเห็นกลายเป็นศุกร์ ๒ ศุกร์คือสุกประเภทถูกไฟเผาสุกประเภทหนึ่งตอนหนึ่ง อีกตอนหนึ่งสุขะ ประเภทมีความสุขเยือกเย็น
คุณแม่ก็ตอบว่า "ใช่ลูก นี่เป็นธรรมชาติของโลก โลกเป็นธรรมชาติประเภทหนึ่ง ที่เราไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงได้ในเมื่อสภาวะของมันเป็นอย่างไรก็ต้องปล่อยไปตามนั้น เรามีหน้าที่อย่างเดียว ชม การวิพากษ์วิจารณ์วินิจฉัยไม่ใช่หน้าที่ของเรา "
<b>จุไร</b>ก็ถามว่า "คุณแม่ว่าเราไม่มีหน้าที่วินินฉัยเรื่องของโลก ก็เรื่องของเรา ที่เรามาเที่ยวดาวต่าง ๆ ยังถูกคนวิพากษ์วิจารณ์วินิจฉัย"
คุณแม่ก็ถามว่า "เขาวินิจฉัยอย่างไร" ลูกสาวที่รักก็บอกว่า "ได้ยินข่าวเขาพูดกัน เด็กเพื่อนนักเรียนพูดกันว่ามีท่านบางท่านบอกว่านิทานเรื่องนี้นะโกหก ว่าโลกต่าง ๆ ที่จะมีสิ่งมีชีวิตนะมีอยู่โลกเดียวคือโลกมนุษย์ หรือโลกชมภูที่เราอยู่ โลกต่าง ๆ ทั้งหมดจะไม่มีสิ่งที่มีชีวิตเลย"
คุณแม่ก็ตอบว่า "นั่นเป็นเรื่องของความคิดเห็นของแต่ละบุคคลย่อมเป็นไปได้ ความคิดเห็นนี่ห้ามกันไม่ได้ ใครมีความรู้สึกอย่างไหนก็เป็นเรื่องของคนนั้นแต่ว่าแม่ขอค้านนิดหนึ่ง"
คุณแม่ก็ถามว่า "ลูกรัก ลูกนะเชื่อพระพุทธเจ้าไหม"
<b>จุไร</b>ก็ตอบว่า "เชื่อ ถ้าลูกไม่เชื่อลูกก็มาอย่างนี้ไม่ได้"
คุณแม่ก็ถามว่า "เธอมีความเคารพในพระพุทธเจ้าไหม"
<b>จุไร</b>ก็ตอบว่า "มีความเคารพในพระพุทธเจ้า"
คุณแม่ก็บอกว่า "พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าโลกเป็นหมื่นโลกธาตุ หมายความว่าโลกที่เป็นวัตถุประเภทนี้ในจักรวาลนี้ทั้งหมดเรียกว่า<b>หมื่นโลกธาตุ</b> หมายความว่าอาจจะถึงหมื่นก็ได้ แต่ในหมื่นโลกธาตุนี้มีสิ่งที่มีชีวิตนับไม่ถ้วน บางโลกก็ขาดสิ่งที่มีชีวิต บางโลกก็มีสิ่งที่มีชีวิต อย่างกับโลกพระศุกร์ที่เรากำลังมาอยุ่นี่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของพื้นโลกเบื้องต้นไม่มีสิ่งที่มีชีวิต เพราะอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มีความร้อนมาก ๕๐ เปอร์เซ็นต์เบื้อหลังเข้าไปมีสิ่งที่มีชีวิต"
<b>จุไร</b>ก็บอกว่า "ถ้านักวิทยาศาสตร์เขาค้านจะตอบเขาว่าอย่างไร"
คุณแม่ก็ตอบว่า "ลูกไม่ต้องตอบเพราะทุกสิ่งทุกอย่างเราไม่มีอะไรเป็นเครื่องยืนยัน <b>เพราะมีความรู้ต่างกัน</b> ความจริงนักวิทยาศาสตร์เขามีความรู้จริง เขามีเครื่องมือพิสูจน์ <b>แต่ว่านักวิทยาศาสตร์ทุกคนไม่ใช่มีความรู้ทุกอย่าง</b> สิ่งทั้งหลายที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่รู้ก็มีอยู่ <b>ผู้ที่รู้ครบทั้งหมดก็มีองค์สมเด็จพระบรมครูคือพระพุทธเจ้า</b> แต่ว่านักวิทยาศาสตร์จริง ๆ แม่คิดว่าเขาไม่ค้าน เพราะนักวิทยาศาสตร์จริง ๆ เขาเป็นคนมีปัญญา"
<b>จุไร</b>ก็ถามว่า "คุณแม่มีความเชื่อมั่นแบบไหนจึงว่านักวิทยาศาสตร์จริง ๆ เขาไม่ค้าน ก็คนที่ค้านลูกมานี่เขาบอกว่าเขาเรียนวิทยาศาสตร์ แล้วก็มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์"
คุณแม่ของ<b>จุไร</b>ก็ตอบว่า "เรื่องนั้นแม่ก็ไม่ค้านเหมือนกันว่า ท่านผู้นั้นมีความรู้วิทยาศาสตร์อาจจะปฏิบัติด้านวิทยาศาสตร์อย่างใดอย่างหนึ่งมาก่อนก็ได้ แต่ที่แม่บอกว่านักวิทยาศาสตร์จริง ๆ เขามักจะตอบอย่างนี้ ถ้าสิ่งใดที่เขาไม่รู้ไปถามเขาเข้า เขาก็จะตอบว่า<b>สิ่งนั้นยังค้นคว้าไม่พบ</b> หรือยังค้นไม่พบ <b>เขาไม่ยอมปฏิเสธและไม่ใช่ยอมรับ</b>" คุณแม่ก็ยกตัวอย่าง เหลือเวลาเพียง 10 หรือ 5 นาที ลูกรักก็ขอพูดเสียเลยว่า
เวลานี้กำลังยืนอยู่ใกล้ ๆ ดาวพระศุกร์มองแล้วว่าด้านหน้าเป็นผมดกปรกไหล่ หน้าไร้เฉลิมทอง ด้านครึ่งกลางไปด้านท้ายมีพืชพันธุ์ธัญญาหารสมบูรณ์แบบ มีน้ำท่าบริบูรณ์มีความชุ่มชื้นมากมีสิ่งมีชีวิต
คุณแม่ก็ตอบ<b>จุไร</b>ว่า "ลูกรัก ในสมัยเมื่อแม่เป็นเด็ก มีเจ้าคุณปู่ คำว่า <b>"เจ้าคุณปู่"</b> หมายความว่า <b>ปู่เป็นพระยา</b> ท่านบอกว่าท่านอ่านหนังสือฉบับหนึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ แต่ว่าหนังสือพิมพฉบับนั้นอาจจะไม่เป็นประวัติศาสตร์ของนักวิทยาศาสตร์ก็ได้ ท่านบอกว่าท่านพบว่านักวิทยาศาสตร์ประเภทหนึ่งของสงวนประเทศ ถูกชาวบ้านกล่าวขวัญกันเรื่องผีว่าบ้านผีดุ เขาก็ไปถามนักวิทยาศาสตร์คนนั้นว่าผีมีจริงไหม ท่านนักวิทยาศาสตร์ผู้นั้นก็บอกว่า คำว่า <b>"ผี"</b> ได้ยินข่าวเล่าลือกันมานานตั้งแต่เกิดมาก็ได้ยินคำว่า <b>"ผี"</b>
แต่ว่าทางหลักวิชายังค้นไม่พบนี่จริง ๆ เป็นอย่างนั้น แล้วต่อมาท่านนักวิทยาศาสตร์ผู้นี้ก็ทำการค้นคว้าเรื่องวิญญาณคือเรื่องผี ๆ
เป็นอันว่ามีบ้านหลังหนึ่งมีชาวบ้านเขาบอกเล่าให้ฟัง เป็นบ้านใหญ่โตสวยงามมาก เป็นบ้านของมหาเศรษฐีท่านหนึ่ง เมื่อท่านมหาเศรษฐี ๒ คนผัวเมียตายแล้ว ลูก และหลานก็อยู่บ้านนั้นไม่ได้ถูกผีรบกวน จนกระทั่งใครจะมาเช่าอยู่ก็อยู่ไม่ได้ มาวันหนึ่งนักวิทยาศาสตร์ผู้นั้นอยากจะพิสูจน์คำว่าผีมีจริงหรือไม่ ท่านก็ยกคณะของท่านพร้อมด้วยวงดนตรีไปเล่นลีลาศเต้นรำกัน เปิดไฟสว่างชั้นล่างของบ้านนั้น แต่ปรากฏว่า ขณะที่กำลังสนุกอยู่นั้นชั้นบนเขาใส่กุญแจ ห้องทั้งหมดใส่กุญแจ หน้าต่างก็ปิด แต่ว่าบันไดขึ้นเปิด ช่องบันไดขึ้นนะเปิดไว้ ก็มีบรรดาพวกนักวิทยาศาสตร์ด้วยกันออกมายืนนอกบ้าน มองเห็นชั้นบนไฟสว่างพรึบมีคนมาก มีดนตรีหรือมีการเต้นรำเหมือนกัน
ก็มาบอกพวกเพื่อน ๆ พอพวกเพื่อนได้ฟังแบบนั้นก็คิดว่า ใครหนอเป็นคนขึ้นไป ต่างคนก็อยากจะทราบ แล้วทุกคนก็วิ่งขึ้นไปดูชั้นบน ปรากฏว่าขึ้นไปชั้นบนไฟดับพรึบ หน้าต่างก็ปิดทุกสิ่งทุกอย่างเงียบสงัดไม่มีอะไรเลย ครั้งวิ่งลงมาข้างล่างออกไปยืนข้างนอกก็เห็นข้างบนเต้นรำกันไฟสว่างอีก วิ่งขึ้นไปอีกแบบนั้น ๓ ครั้ง
ก็รวมความว่า ๓ ครั้งไม่พบอะไรผลที่สุดก็เปลี่ยนใหม่เปลี่ยนจากการเล่นลีลาศ เต้นรำกันจากชั้นล่างไปชั้นบน ชั้นล่างดับไฟหมด ตั้งยามบุคคลคุมไฟไว้ว่าสวิทซ์ไฟห้ามแตะต้อง เมื่อข้างบนกำลังสนุกข้างล่างก็แสดงอีกตามรูปเดิม เปิดไฟสว่างคนเต้นรำเต็มบ้านเหมือนกันพวกชั้นบนเขาตั้งยามไว้ เสียงยามข้างล่างตะโกนขึ้นไปบอกว่า ข้างล่างไฟสว่างแล้วคนมากเป็นพิเศษ มากกว่าพวกเรา ทุกคนก็วิ่งไปดู ปรากฏว่าข้างล่างไฟดับมืด
เป็นอันว่านักวิทยาศาสตร์คนนั้นยอมรับความเป็นจริงว่า คำว่า "ผี ๆ" นี่มีจริง แต่ตัวผีจริง ๆ ยังจับไม่ได้ คำว่า "ผี ๆ" ก็หมายความว่าเรื่องผี ๆ นั่นคือสิ่งที่ปรากฏแล้วจับไม่ได้เสียทีเรียกว่าผีก็แล้วกัน
คุณแม่พูดอย่างนี้จึงกล่าวกับ<b>จุไร</b>ลูกรักว่า <b>"จุไร ถ้านักวิทยาศาสตร์จริง ๆ นะเข้าต้องค้นคว้าอย่างนี้
แล้วเวลานี้ลูกรักก็จงอย่าคิดว่านักวิทยาศาสตร์รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ยังมีหลายอย่างที่นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายยังไม่ทราบมีอยู่</b> แต่เรื่องของเรานี่ถ้าใครเขาถามลูกก็บอกว่าทุกคนไม่ควรเชื่อเพราะ<b>เป็นเรื่องนิทาน</b>
ตัวเราเองทั้ง ๒ คน ทั้งแม่ทั้งลูกก็เป็นตัวของนิทาน ไม่ใช่คนจริง ๆ ไปหาคนจริง ๆ คนที่ชื่อ<b>จุไร</b>อาจจะมีอยู่ แต่ตัว<b>จุไร</b>ที่ไว้ผมจุกอายุ ๕ ขวบแบบนี้คงไม่มีในโลกนี้ และคนรูปร่างเหมือนแม่ก็คงไม่มีในโลกนี้"
ก็รวมความว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของนิทาน เขาจะเถียงกันทำไม เพราะว่าคำว่า <b>"นิทาน"</b> เป็น <b>"อาจินไตย"</b> ลูกรัก เป็นสิ่งที่ไม่ควรคิด คนใดถ้าคิดเรื่องนิทานคนนั้นก็มีความลำบาก นั่นหมายความว่า <b>ประสาทของท่านผู้นั่นจะฟั่นเฟือนเพราะคิดมากเกินไป</b>
"<b>จุไร</b>ลูกรัก" แม่เตือน "เวลานี้แม่เป็นคนแก่นะลูก พูดมานานแล้วประมาณ ๓๐ นาที ตอนนี้ขอพักสักนิดหนึ่งนะ ประเดี๋ยวคุยกันใหม่"
ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแด่ลูกรักทั้งหลาย <b>สวัสดี</b>
<center><h4>เที่ยวโลกพระศุกร์ (ตอนที่ ๒)</h4></center>
บรรดาลูกรักทั้งหลาย ตอนนี้คุณแม่กับ<b>จุไร</b>หลังจากพักเรียบร้อยแล้วก็เริ่มคุยกันใหม่ อย่าลืมว่าท่านผู้ฟังทั้งหลาย ท่านผู้อ่านก็ดี หรือท่านผู้ฟังข่าวต่อ ๆ กันก็ดี โปรดทราบว่าเรื่องนี้<b>เป็นนิทาน</b> วัตถุนิทานทั้งหมดห้ามเชื่อ หรือว่าท่านอยากจะเชื่อก็เป็นเรื่องของท่าน ให้ทราบว่าเป็นเรื่องไม่จริง เป็นเรื่องที่สร้างขึ้น แต่ว่าธรรมะในเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง การคุยเรื่องนี้ต้องการอย่างเดียวคือ<b>ธรรมะ</b>
เป็นอันว่าธรรมะส่วนหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอน เป็นหมวดที่ ๓ ของการเจริญพระกรรมฐาน คือด้านของ<b>อภิญญาสมาบัติ</b> อันนี้เป็นของมีจริง แต่เรื่องของ<b>จุไร</b>เป็นอภิญญาเล็กที่เรียกว่า <b>"มโนมยิทธิ"</b> มีฤทธิ์เฉพาะทางใจ ทางกายไม่มีฤทธิ์ จะไปไหนได้ก็ใช้ใจไป คุยกันแค่นี้ก็แล้วกันนะต่อไปก็เป็นเรื่องของ<b>จุไร</b> คือ<b>จุไร</b>กับแม่<b>จุไร</b>ขณะที่คุยกับแม่ก็ค้างอยู่นิดหนึ่ง ที่คุณแม่บอกว่าเรื่องของนิทานเป็น<b>อาจินไตย</b>
เธอก็ถามว่า "คำว่า <b>อาจินไตย</b> หมายความว่าอย่างไร"
คุณแม่ก็ตอบว่า "เป็นเรื่องเกี่ยวกับความคิด เรื่องนี้ไม่ควรคิดเพราะนิทานจะเอาอะไรก็ได้ เอาเรื่องจริงมาพูดก็ได้
เอาเรื่องไม่จริงมาพูดก็ได้ เอาสิ่งที่มีแล้วมาคุยก็ได้เอาสิ่งที่ไม่มีมาคุยก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของดวงดาว
ดวงดาวมีจริงแต่มนุษย์ในดวงดาวอาจจะไม่มีก็ได้ สัตว์ในดวงดาวอาจจะไม่มีก็ได้ (ตามความรู้สึกของคน)
แต่ว่าพระพุทธเจ้ายอมรับว่า ดาวจำนวนมากในหมื่นโลกธาตุไม่ใช่ทั้งหมดมีสิ่งทีมีชีวิต มีคนบ้าง มีสัตว์บ้าง หรือมีแต่คนไม่มีสัตว์บ้าง มีความเป็นอยู่มากกว่าโลกมนุษย์ธรรมดาที่เราอยู่บ้าง อันนี้มีแน่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง<b>โลกพระศุกร์</b> พระพุทธเจ้าไม่ได้พูดไว้พวกเราคุยกันเอง ฉะนั้นใครเขาเถียงในโลกที่มีมนุษย์จริงมีสัตว์จริงว่าไม่มีมนุษย์ ไม่มีสัตว์ก็จงอย่าค้านเขา ถ้าใครเขายอมรับว่าโลกที่มีมนุษย์จริงมีสัตว์จริงก็อย่ายืนยันกับเขา ก็รวมความว่าทุกสิ่งทุกอย่างให้ถือว่าเป็นเรื่องของ<b>นิทาน</b>คุยกันไปแก้ง่วง
หลังจากนั้นไป<b>จุไร</b>กับแม่ก็ชวนกันชมโลกพระศุกร์ ไปชมส่วนหน้าของโลกพระศุกร์ ก็เห็นว่าใกล้ด้านหน้าจริง ๆ มีความร้อนมาก แต่ก็ไม่ใช่ถูกดินเผาจนแดงฉานไม่ใช่เห็นดินเป็นถ่าน เพียงแต่ว่ามีความร้อนสูง แล้วก็เรื่อย ๆ เข้าไปจนกระทั่งใกล้จะถึงกึ่งกลาง ก็ยังมีความร้อนสูงอยู่บ้างตามสมควร พอถึงส่วนกลางของโลกพระศุกร์ตอนนั้นเริ่มมีความอุ่น อุ่นเรื่อยเข้าไปจนกระทั่งมีคน มีสัตว์ มีต้นหมากรากไม้เรื่อย ๆ ไปจนกระทั่งสุดท้ายก็มีหิมะมาก หิมะทั้งหลายที่จับตามใบไม้ใบหญ้าก็ตามตอนท้ายสุดรู้สึกว่าเป็นน้ำแข็ง เวลาต้องแสงอาทิตย์ก็มีความแพรวพราว
รวมความว่าโลกของพระศุกร์จริง ๆ
vBulletin® v3.7.1, Copyright ©2000-2008, Jelsoft Enterprises Ltd.