PDA

View Full Version : 71-80


WebSnow
09-05-2005, 07:39 PM
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_071.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_072.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_073.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_074.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_075.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_076.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_077.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_078.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_079.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_080.jpg

WebSnow
12-05-2005, 06:47 PM
หน้า 74

paang
12-05-2005, 07:39 PM
.. ขอพิมพ์ต่อนะคะ สำหรับหน้า 71-80.....

survivor
12-05-2005, 07:48 PM
.. ขอพิมพ์ต่อนะคะ สำหรับหน้า 71-80.....

หน้านี้ตุ๋มกำลังพิมพ์อยู่ค่ะ

paang
12-05-2005, 07:56 PM
อ้าวเหรอค่ะ ตุ่ม..งั้นแป้งพิมพ์หน้าอื่นนะคะ...

survivor
14-06-2005, 11:51 AM
71-81

ลูกตาเห็นว่าดวงจันทร์นี่เป็นดาวดวงใหญ่ แล้วก็เป็นดิน เป็นหิน เป็นทราย"

แต่ความจริงดวงจันทร์นี่จุไรปรารภกับแม่ว่า "ก่อนที่อเมริกาจะยิงจรวดไปที่ดวงจันทร์คุณแม่เคยเล่าให้จุไรฟังว่า ก่อนหน้านั้นไม่กี่วันนัก มีนักเจริญฌานพวกหนึ่ง ที่เรียกว่าพรหมศาสตร์ คณะพรหมศาสตร์นี่ไปโลกพระจันทร์ก่อนหรือไปดวงจันทร์ก่อน ไปถึงโลกพระจันทร์ต่างคนก็ต่างไปชม กลับมาก็คุยบอกว่าที่โลกพระจันทร์นี่มีฝุ่นสีเทาอยู่ที่โลกพระจันทร์ ก็ปรากฏหนังสือเขาเขียนก็ลงเป็นข่าวหนังสือ จะเป็นหนังสือรายปักษ์หรือหนังสือรายวันก็จำไม่ได้ แล้วต่อมาเมื่อฝรั่งไปก็ปรากฏว่าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ"

จุไรก็ถามว่า "คนที่ได้ฌานสมาบัติ ในขณะที่พระพุทธเจ้านิพพานไปแล้วนี่มีมากไหมคะคุณแม่"

คุณแม่ก็ตอบว่า "มีมาก อย่างที่พวกเราได้นี่เป็นของเล็กน้อย เป็นเศษ ๆ ของความดีที่พระพุทธเจ้าทรงสอน อย่างพวกพรหมศาสตร์เขาอาจจะดีกว่าพวกเราก็ได้ ต้องถือว่าเขาดีเพราะว่าเขาสามารถไปถึงดวงจันทร์ได้ แล้วก็บอกลักษณะฝุ่นสีเทาได้ตรงกับฝรั่ง"

จุไรก็มองต่อไปว่า "ถ้าเรานอนตรงนี้ ดาวอังคารเรามองไม่เห็นด้วยตาเนื้อ แต่ว่าดวงจันทร์เรามองเห็น แต่ว่าใช้จิตเป็นตาก็เห็นดาวอังคาร ดาวอังคารรู้สึกว่าอยู่ไกลไปมากตามภาพที่เห็นมาก็เป็นหิน แล้วก็มีแร่ธาตุมาก ถ้ามองจากที่นอนตรงนี้โลกชมภูเห็นว่ารอบ ๆ ดาวอังคารเป็นหมอก แต่ไม่หนานัก แต่ก็ไม่บางเกินไป คล้าย ๆ กับแสงกระไอ หรือว่าเศษของหมอกย่อม ๆ ลอยอยู่รอบตัว"

คุณแม่ก็ตอบว่า "นั่นเป็นความจริง"

แล้วต่อมาจุไรก็มองไปดูดาวพุธ ชมดาว ความจริงฐานที่ตั้งของดาวที่ท่านผู้ฟังท่านฟังแล้วก็จงทราบว่าฐานที่ตั้งของดาวอยู่ไม่แน่นอน อาจเคลื่อนไหวไปในที่ต่าง ๆ จากที่เดิมได้และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องนี้ก็เป็นนิทาน จงอย่าเชื่อ ฟังกันสนุก ๆ จะสนุกหรือจะรำคาญก็ตามใจ มองไปเห็นดาวพุธรู้สึกว่าดาวพุธนี่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าดาวดวงอื่น เห็นว่าเห็นใกล้มากแต่ก็ไม่ใกล้หนักเกินไป อยู่ไกลจากดวงเพลิงที่รอบดวงอาทิตย์ เรียกว่าเป็นล้าน ๆ ไมล์ไกลมาก แต่ก็ยังถือว่าใกล้กว่าดาวดวงอื่นที่อยู่ใกล้พระอาทิตย์ ถ้ามองด้วยกำลังของจิตจะเห็นว่าส่วนหน้าของดาวพุธเกลี้ยงกลมเหมือนกับดาวหัวโล้น เพราะอาศัยถูกความร้อน แต่มองไปด้านท้ายของดาวพุธ ปรากฏว่ามีความเย็นเข้ามาปะทะ ดาวพุธนี่ความจริงท่านผู้ฟังไม่ใช่ดาวดวงเล็ก ขนาดของดาวพุธก็ไม่ต่างกับโลกมนุษย์เท่าไรนัก ฉะนั้นเมื่อดาวพุธใหญ่ขนาดนี้ความร้อนก็คงไม่ทั่วตลอดดาวพุธ ฉะนั้นในตอนท้ายของดาวพุธจึงมองเห็นว่ามีความชื้นสูง

จุไรก็ถามคุณแม่ว่า "เท่าที่เราไปกันมา หนูไปมาแล้ว ดาวพุธมีสภาพด้านหน้าร้อนจัด ด้านหลังก็เย็นจัด ทั้งนี้เป็นเพราะอะไร"

คุณแม่ก็ตอบว่า "ถ้าเราจะเอาบาตรลูกใหญ่ ๆ เอาวางไว้ใกล้ ๆ กองเพลิง แต่ก็ไม่ติดเลย สุมไฟกองย่อม ๆ เอาบาตรวางไว้ห่างไปสัก ๒-๓ วา ด้านหลังก็เอาน้ำฉีดเป็นละอองเข้ามาปะทะ อยากจะทรายว่าด้านหน้ากับด้านหลังจะร้อนเท่ากันไหม"

จุไรก็ตอบว่า "ด้านหลังถึงแม้ไม่มีน้ำก็ร้อนไม่เท่าด้านหน้า และประการที่สองถ้าถูกน้ำเข้าด้วยก็จะเย็นมากกว่า จะไม่มีความร้อนนัก จะร้อนบ้างก็ไม่มาก ส่วนปลายสุดที่ความร้อนลามไปไม่ถึงอาจจะเย็นเฉียบก็ได้"

คุณแม่ก็ตอบว่า "ดาวพุธก็มีสภาพอย่างนั้น ลูกก็ไปมาแล้วก็ทราบตามความเป็นจริงว่าดาวพุธด้านหน้าร้อนจัด ด้านหลังค่อย ๆ มีความชุ่มชื้นเข้าไป เรียกว่า ๒ ใน ๓ ของดาวพุธร้อน ๆ เกินสมควรที่จะมีสัตว์อยู่ ๑ ใน ๓ ตอนปลายของดาวพุธสัตว์ที่มีชีวิตอยู่ได้"

ก็รวมความว่าดาวพุธด้านหน้าร้อนก็จริงแหล่ แต่ทว่าด้านหลังเย็นจึงมีชีวิตอยู่ได้ เธอก็มองไปอีกทีก็เห็นดาวพฤหัสซึ่งอยู่เยื้องจากดาวพุธออกไปไกลมาก มองเป็นดาวดวงใหญ่ มองไปทีไรเห็นดาวพฤหัสไม่ชัดนัก เพราะว่าภายนอกรู้สึกว่ามีเมฆหรือมีละอองหมอก มีความหนามาก หมอกมีการหมุนตัวคล้ายพายุพัดไปพัดมาอยู่ตลอดเวลา ถ้าจะเปรียบเทียบก็เหมือนกับว่าโลกมนุษย์เรามองเห็นเมฆลอยอยู่เบื้องบน เมฆก้อนขาวก็ตาม เมฆก้อนดำก็ตาม เป็นก้อนทึบที่เรียกว่ามองเห็นด้วยตาเปล่า จะเห็นว่าอยู่ไกลมาก และก็บางคราวจะเห็นเมฆทั้งหลายเหล่านั้นลอยลิ่วไปด้วยกำลังลมลอยเร็ว บางครั้งก็เร็ว บางครั้งก็ช้า สำหรับดาวพฤหัสก็มีสภาพเหมือนกัน ข้างนอกรู้สึกว่ามีความหมุนของอากาศเยอะ จะกล่าวว่าเป็นเมฆหรือหมอกก็ได้ ลอยไปลอยมาหมุนอยู่ มีสภาพเหมือนว่าดาวพฤหัสไม่สามารถจะมีอะไรอยู่ได้ แต่เมื่อใช้กำลังใจมองเข้าไปจริง ๆ ก็ปรากฏว่าดาวพฤหัสกับความหมุนของลม หรือเมฆหมอกที่หมุนอยู่ภายนอกไกลกันมาก ซึ่งไม่ต่างกับโลกมนุษย์ที่เราเห็นเมฆขาวหรือเมฆดำลอยหนาทึบอยู่ไกลแสนไกล แต่ว่าถ้าหากเราขึ้นเครื่องบินไป เครื่องบินบินขึ้นไปสัก ๒ หรือ ๓ หมื่นฟิต มองลงมาแล้วจะเห็นเมฆหมอกทั้งหลายเหล่านั้นคล้ายกับผืนแผ่นดินก็รวมความว่าดาวพฤหัสก็มีสภาพเช่นเดียวกัน

เธอก็บอกกับคุณแม่ว่า "คุณแม่เจ้าขาดาวพฤหัสนี่มองไกล ๆ คล้ายกับจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ไม่ได้ แต่เนื้อแท้จริง ๆ แล้วดาวพฤหัสก็เป็นดาวดวงใหญ่โตและก็เกลี้ยง มีความร้อนน้อยกว่าดาวพุธมาก ทั้งดวงของดาวพฤหัสมีการหมุนตัว ความร้อนก็ไม่หนักคล้ายกับโลกมนุษย์หรือโลกชมภูที่เราอยู่ ฉะนั้นดาวพฤหัสนี่ฝรั่งเขาว่าไม่มีคน แต่ว่าเราเป็นนิทานก็ต้องมีคนเพราะพฤหัสเป็นสมพระเคราะห์ เป็นดาวที่ให้ความสุขก็ต้องมีคน"

เธอก็มองผ่านไปจากดาวพฤหัสก็มองไปเห็นดาวศุกร์ ดาวศุกร์นี่สีสุกจริง ๆ เวลากลางคืนสว่างจ้า เวลาธรรมดาที่เราอยู่ที่โลกนี้จะมองเห็นทางด้านทิศตะวันตก ดาวศุกร์สว่าง ดาวศุกร์นี่ก็มีความเยือกเย็นไม่เท่ากัน ด้านนอกถ้ามองเข้าไปจะเห็นว่าดาวศุกร์นี่มีหิมะมาก ปกคลุกมากตอนท้ายมีสภาพหนาวจัดสัตว์ทั้งหลายมีขนยาวมาก แต่มองเข้าไปให้ทั่วบางจุดก็มีความอบอุ่น บางจุดก็ค่อนข้างร้อนนิดหน่อย ก็รวมความว่าถ้าร้อนก็ร้อนพอทนได้ อย่างโลกชมภูที่เราอยู่นี่ ดาวศุกร์อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพย์สินเป็นประเทศที่น่าอยู่มาก เธอก็มองไปอีกเห็นดาวดวงเล็ก ๆ ไกลขึ้นสูงจากดาวพระศุกร์ ถ้ามองเห็นด้วยตาเปล่า ดาวพระศุกร์ก็ดี ดาวดวงเล็กก็ดีมองด้วยตาเนื้อมองเห็น แต่ดาวอังคาร ดาวพุธ ดาวพฤหัส มองด้วยตาเนื้อไม่เห็น

เธอก็ถามคุณแม่ว่า "ดาวดวงเล็ก ๆ นั่นที่พระท่านปรารภว่าเป็น ดาวจามร ใช่ไหม"

คุณแม่ก็ตอบว่า "ใช่"

เธอก็ใช้ตาใจมองไป ตาเนื้อมองเห็นเล็กนิดเดียว ตาใจมองไปรู้สึกว่าดาวดวงนี้ใหญ่เป็นโลกที่มีความใหญ่ไพศาลไม่น้อย มีผู้คนอยู่อาศัยเหมือนดาวศุกร์ดาวพฤหัสเหมือนกัน และก็ปรากฏว่าวิทยาศาสตร์เขาก็เจริญรุ่งเรือง เวลามันน้อยถอยลงมา วกจากดาวศุกร์ก็ถึงดาวพฤหัสแยกออกไปทางด้านทิศเหนือของโลกนิดหน่อย เจอะดาวเสาร์ ดาวเสาร์เวลานี้อยู่มุมอับ รู้สึกว่าอยู่ไกลแสงอาทิตย์มาก ดาวเสาร์นี่จริง ๆ เขาเรียกว่า "ดาวอันธพาล"

ก็รวมความว่าเป็นดาวอับจุดหนึ่ง แต่ยังไม่อธิบายอะไร มองแล้วก็เห็นว่าไม่น่าอัศจรรย์ใจ ก็กลับไปอีกทีหนึ่ง พุ่งขึ้นไปทางด้านทิศสูงขึ้นไป ถ้าว่าถึงโลกปัจจุบันก็ต้องเป็นด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ โลกนี้เป็นโลกอีกโลกหนึ่งซึ่งแสงอาทิตย์ส่องไม่ถึง มีแสงสว่างจากแก้วและโลกนี้มีป่า มีคนเหมือนกัน

เธอก็ถามคุณแม่ว่า "คนประดับประดาเพชรนิลจินดาแพรวพราวมาก ร่างกายเขามีแสงสว่างมีเพชรประดับทั้งกาย ทั้งหมวก ทั้งกางเกง ทั้งรองเท้าก็มีเพชร แต่รูปร่างหน้าตาของคนเหมือนแขก ผิวดำ ๆ แต่ชอบสวย"

คุณแม่ก็ตอบว่า "โลกนี้เขาเรียกว่า โลกสิปปัง หรือศิลปะ" (ภาษาโบราณเขาเรียกว่า สิปปัง ถ้าพูดตามความเป็นจริงสมัยนี้เขาเรียกว่า ศิลปะ ชอบแต่งตัว เป็นคนชอบโก้) ถอยหลังลงมาทางด้านทิศตะวันออก ถึงกึ่งกลางพุ่งไปทางด้านเหนือ เป็นดาวมฤตยู ดาวนี้เขาเรียกว่า "ดาวผู้ฆ่า" ดาวมฤตยูดวงนี้เป็นดาวที่แปลกไกลแสงอาทิตย์มาก แสงอาทิตย์ก็ส่องไม่ถึงเหมือนกัน แต่มีความแกร่งในนั้นมีอะไรบ้างก็จะว่ากันทีหลัง ไล่มาทางด้านทิศตะวันออกอีกใกล้ๆ กันระหว่างดวงจันทร์กับดาวอังคารใกล้ ๆ กันพุ่งไปทางด้านทิศเหนือ ดาวนี้มีแสงสว่างจ้าไพศาลมาก แพรวพราวเป็นระยับเหมือนแก้ว คนทุกคนก็มีแก้วประดับกาย มีแสง มีต้นหมากรากไม้มีพิชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์มาก คนก็สวย

จุไรก็ถามคุณแม่ว่า "โลกนี้หรือดาวดวงนี้เขาเรียกว่าอะไร"

คุณแม่ก็ตอบว่า "โลกนี้เขาเรียกว่า กุรุ ที่เป็นคนที่มีศีลธรรมมาก" (เวลามันใกล้จะหมด)

เธอก็ลดตัวลงมา มองไปอีกทีว่าดวงดาวที่อยู่ทางด้านทิศตะวันออก เวลาเช้ามืดมีแสงสว่างจ้าคล้ายดาวพระศุกร์ตอนหัวค่ำ ดาวนี้ผู้ใหญ่คนแก่เรียกว่า "ดาวกระพริบ หรือว่า ดาวกัลปพฤกษ์" มีแสงสว่างมาก ถ้าพระก็ถือว่าเป็นดาวตีระฆัง ถ้าดาวดวงนี้ขึ้นตีระฆังเช้ามืดได้ พระทำวัตรสวดมนต์หรือท่องหนังสือเจริญพระกรรมฐาน ถ้าชาวบ้านก็เตรียมหุงข้าว ชาวนาก็เตรียมออกไถนา เป็นดาวยาม เป็นเครื่องสังเกตว่าถ้าดาวดวงนี้ขึ้นก็ใกล้สว่างประมาณตี ๔ ดาวดวงนี้อยู่ไม่ไกลโลกนัก มีแสงสว่างมาก

คุณแม่ก็บอกว่า "ดาวดวงนี้ก็ดี ดาวกัลปพฤกษ์หรือดาวกระพริบก็ตาม ดาวพระศุกร์ก็ตาม ดาวทั้ง ๒ ดวงนี้ถ้ามองห่าง ๆ จะเห็นว่ามีหิมะล้อมรอบ ประกายของหิมะต้องแสงอาทิตย์เข้าเกิดแสงสว่างจึงแปลกกว่าดาวดวงอื่น ถ้าสูงขึ้นไปอีกหน่อยหนึ่งเป็นดาวดวงไม่ย่อมนัก แต่อยู่ไกล ๆ มองดูเล็ก อยู่ในโลกมนุษย์สามารถมองเห็นด้วยตาเนื้อ แต่ดวงเล็กมาก ต้องตาดี ๆ"

คุณแม่ก็บอกต่อไปอีกว่า "ดาวดวงนี้มีคน และเป็นคนที่เก่งวิทยาศาสตร์มาก เขาเรียกว่า ดาวสูตู"

เธอก็มองตามไปเห็นคนรูปร่างเกร็งคล้ายแขกมีผิวดำ หน้าตาเหี้ยม เป็นคนที่ยิ้มยาก ต่างกันกับดาวจามร ดาวจามรเป็นคนสวย หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส เป็นคนมีเมตตา แต่ดาวสูตูแปลกกว่าก็คือว่าหน้าตาดุร้าย ท่าทางเอาจริงเอาจัง

ก็เป็นอันว่าแม่กับจุไรก็คุยกันไปคุยกันมา แม่ก็เตือนว่า "จุไรลูกรัก นี่เราคุยกันมาครึ่งชั่วโมงแล้ว แม่ก็คอแห้งนะ ขอหยุดแต่เพียงเท่านี้"

ต่อไปนี้บรรดาลูกรักทั้งหลาย ขอพักชั่วคราว ประเดี๋ยวคุยกันใหม่ ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแด่ลูกรักทั้งหลาย สวัสดี



จุไรท่องเที่ยวดาวพฤหัส


โดย ส.ธ.




บรรดาลูกหลายที่รัก หลังจากคุณแม่และคุณลูกทั้งสองพักผ่อนสักครู่ ดูเวลาเห็นว่าเวลาพอสมควร

จุไรจึงปรารภกับคุณแม่ว่า "คุณแม่เจ้าขา ลูกอยากจะไปเที่ยวดาวพฤหัส"

คุณแม่ก็ตอบว่า "เป็นของไม่ยาก ความจริงการทำสมาธิต้องฝึกให้คล่อง" แล้วคุณแม่ก็ถามว่า "เวลานี้ลูกเห็นภาพพระจะเป็นพระพุทธรูปก็ดี พระสงฆ์ก็ดี หรือรูปพระพุทธเจ้าก็ตามในอกมีไหม?"

จุไรก็บอกว่า "ขณะที่แม่คุยอยู่ก็ดี พักอยู่ก็ตาม เห็นสว่างอยู่ตลอดเวลา"

คุณแม่ก็ถามว่า "ถ้าคิดว่าจะไปดาวพฤหัสก็เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน จับภาพพระพุทธรูปภาวนาหายใจเข้านึกภาพท่าน หายใจออกนึกถึงภาพท่านให้ชัดเจน แล้วก็ภาวนาตามว่า พุทโธ ก็ตาม สัมมาอรหัง ก็ตาม หรือว่า นะมะพะธะ ก็ตาม ตามชอบใจ ลองจับ อานาปานุสสติ คือลมหายใจเข้าออกดู" จุไรก็เริ่มจับ พอนึกจะจับลมหายใจเท่านั้นเองก็ปรากฏว่า ภาพของจุไรไปลอยอยู่เหนือดาวพฤหัสพร้อมกับคุณแม่ยืนยิ้มอยู่ข้าง ๆ

จุไรก็ถามคุณแม่ว่า "นี่มาได้อย่างไรเจ้าคะ"

คุณแม่ก็ตอบว่า "การคล่องของสมาธิถ้าจิตมีอารมณ์ว่างจากกิเลส ภาพก็เป็นอย่างนี้ ถ้าเราคิดก่อนภาวนา คิดก่อนตั้งอารมณ์ คิดว่าจะไปไหน เวลาที่ภาวนาจริง ๆ ก็ไม่คิดถึงเรื่องนั้น จับอาการภาวนาตามปกติ เมื่อจิตมีสภาพมีกำลังเต็มอัตราจิตจะพุ่งออกมาเอง"

จุไรก็ถามคุณแม่ว่า "เวลาที่จิตพุ่งออกมาไม่รู้ตัวหรือ"

คุณแม่ก็ตอบว่า "ไม่รู้ตัวแต่ความจริงที่จุไรทำนี่ยังถือว่าช้าเกินไป"

จุไรก็ตกใจถามว่า "ที่จับอานาปาคือจับลมหายใจเข้าไม่ทันหายใจออกช้าเกินไปหรือคุณแม่"

คุณแม่ก็ตอบว่า "ใช่ ยังช้าเกินไป ถ้าคนมีการคล่องตัวจริง ๆ เขาคิดว่าจะไปไหนไปได้ทันทีทันใดโดยไม่ต้องตั้งอารมณ์ เพราะอารมณ์ทรงตัว"

คำว่า "อารมณ์ทรงตัว" หมายความว่าเวลาที่ต้องการจะไปไหน จะรู้อะไรก็ตาม เวลานั้นจิตจะว่างจากกิเลสทันที และความเป็นทิพย์เต็มกำลังก็จะเคลื่อนที่ได้ทันทีทันใดโดยไม่รู้สึกตัวเหมือนกัน

จุไรก็ถามคุณแม่ว่า "เวลาที่คุณแม่อยากจะรู้ เวลาที่คุณแม่อยากจะเห็น อยากจะไปไหนคุณแม่ตั้งใจอย่างไร"

คุณแม่ก็ตอบว่า "แม่คิดจะไปไหนแม่ไปทันที อยากจะรู้อยากเห็นอะไรก็เห็นได้ทันทีทันใด"

แต่การเห็นบรรดาลูกรัก จะต้องระมัดระวัง ถ้าเห็นภาพอย่างใดอย่างหนึ่งจงอย่าลืมนึกถึงพระพุทธเจ้า ทำจิตให้เห็นภาพพระพุทธเจ้าไว้ จับภาพพระพุทธเจ้าให้ทรงตัวให้มั่นคง แล้วก็ตั้งใจถามว่าภาพนั้นเป็นอย่างนั้นจริงไหม ให้ถือความรู้สึกของใจเป็นเกณฑ์ ถ้าความรู้สึกของใจบอกอย่างไรให้เชื่ออย่างนั้นทันที ทั้งนี้เพราะเวลานั้นใจเป็นทิพย์ใจว่างจากกิเลส ใจย่อมรู้ถูกต้องเสมอ

แล้วจุไรก็ถามคุณแม่ว่า "ขณะที่ใจว่างจากกิเลสใจเป็นทิพย์ การเห็นพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้ามาจริงหรือไม่"

คุณแม่ก็ตอบว่า "ไม่มีความสำคัญ ท่านจะมาจริงหรือไม่มาจริงไม่ต้องคิด คิดแต่เพียงว่านี่คือพระพุทธเจ้าก็แล้วกัน สร้างความมั่นใจเพียงเท่านั้นจะไม่มีอะไรผิด"

หลังจากนั้นไปจุไรก็มองไปดูโลกพฤหัส หรือดาวพฤหัสบดี ต้องถือว่าเป็นโลก เป็นดาวที่มีความใหญ่มากกว่าทุกดวง ถ้าจะเทียบกับดาวดวงอื่นก็ฌหมือนกับช้างสีดอ คือช้างใหญ่ยืนอยู่กลางฝูงวัว เช่นนั้นไม่ต่างกัน เมื่อมองดูรอบ ๆ ยืนอยู่ภายนอกยังไม่ถึงดวงดาว มองเข้าไปเห็นสิ่งที่หมุนรอบตัว เป็นคล้าย ๆ ละอองเมฆ บางส่วนก็เป็นก้อนเมฆ เป็นก้อนไม่หนาทึบ สามารถเคลื่อนไหวและกระจายตัวได้ มีสภาพของลมแรงจัด หมุนไปอย่างแรง

ก็รวมความว่าสิ่งที่มองจากโลกเห็นดาวพฤหัสมีหมอก หรือมีสภาพหมุนของลมเป็นความจริง แต่การหมุนของลมหรือเมฆที่ลอยไปเป็นหมอกอยู่ประเภทนั้น อยู่ไกลจากตัวดวงดาวมาก ถ้าจะนับเป็นฟิตก็ต้องบอกว่าหลายหมื่นฟิต มันจะมีสภาพไกลกว่าเครื่องบินจากเหนือโลกขึ้นไป ๓ หมื่นฟิต แต่ความจริงบินสูงขึ้นไป ๓ หมื่นฟิต มองลงมาก็จะเห็นเมฆเป็นก้อน เมฆดำก็ดี เมฆขาวก็ดี ลอยต่ำคล้ายกับติดพื้นดิน แต่บรรดาเมฆละอองทั้งหลายที่มีลมพัดแรงอยู่ไกลกว่าเมฆประเภทนั้นกับพื้นผิวดินของโลกมาก

รวมความว่าการมองจากที่ไกลย่อมไม่ทราบความจริง แต่ความจริงที่ทราบก็คือว่าหมู่เมฆ หรือละอองเมฆ หรือหมอกหมุนไปมาเร็วอันนี้เห็นชัด และก็ไม่เห็นตัวโลกจริง ๆ เป็นอันว่าโลกพฤหัสนี่อยู่ไกลดวงอาทิตย์

คำว่า "ไกล" ไม่ใช่สิ้นแสงหรือไม่มีแสงถึง มีแสงถึง คล้ายกับโลกมนุษย์ หรือโลกชมภู เมื่อเข้าไปภายในม่านของเมฆหมอก ก็เข้าไปใกล้ไปมุมเหนือ (ต้องถือว่าเป็นมุมเหนือ ถ้าจัดตามโลกมนุษย์ ( มุมนี้ปรากฎว่ามีหิมะมาก มีต้นไม้ ต้นหญ้าหนาทึบ เขียวชอุ่ม มุมนี้หนาวจัดบอกได้เลยว่ามุมนี้หนาวจัดคล้ายโลกพระศุกร์ แต่ความจริงโลกพระศุกร์ที่บอกนี่ เพราะมองเห็นมาแล้ว

จุไร เธอเห็นแล้วก็บอกว่า "คล้ายกับโลกพระศุกร์" หลังจากนั้นก็เข้าไปใกล้ เข้าไปใกล้ก็คิดว่า ถ้าเอาเนื้อมาด้วยวันนี้คงจะต้องแข็งตายที่นี่แน่เพราะร่างกายไม่ชินกับความเย็น

รวมความว่าทางด้านทิศเหนือของดาวพฤหัสก็ไม่ต่างกับขั้วโลกเหนือของโลกมนุษย์ หรือโลกชมภู มีน้ำแข็ง ไปดูน้ำค้างยังแข็ง ทุกสิ่งทุกอย่างเย็นยะเยือก ไปดูสัตว์ก็หายาก และก็ปรากฏว่ามีทะเลใหญ่ตอนท้ายดาว ก็ควรจะเรียกว่ามหาสมุทร เป็นมหาสมุทรใหญ่ แต่มีสภาพเป็นน้ำแข็ง แต่สิ่งที่น่าอัศจรรย์ท้ายดาวพฤหัสก็มีสัตว์ แล้วก็มีคน ๆ พวกนี้เดินบนน้ำแข็งได้แบบสบาย ๆ เขาเดินได้อย่างมีความสุข แล้วก็ไม่แสดงอาการหนาว มีสภาพเป็นปกติ แต่ว่าใช้เสื้อผ้าหนาเตอะ แต่ดูหน้าดูตา หน้าเขาเปิด เขาไม่ได้ปิด ไม่ได้คลุม มีอาการร่าเริงมีหมวกหนา มีเสื้อหนา มีกางเกงหนา มีผ้าหุ้มเท้าหุ้มแข็งมีรองเท้าหนาเดินแบบสบาย ๆ ครั้นเข้าไปใกล้ พวกเขาแทนที่จะแสดงอาการแปลกใจหรือตกใจ เขาก็ยิ้ม จุไรแสดงกายเป็นมนุษย์ ทำภาพเหมือนสภาพมีเนื้อ ไปกับแม่ ๒ คน และภาพของจุไรจริง ๆ ก็เป็นเด็กไว้จุกตัวเล็ก ๆ แม่ตัวใหญ่ เข้าไปเขาก็ส่งภาษาของเขาโบกมือ โบกไม้ โบ๊เบ๊ ๆ ฟังไม่ออก ก็ต้องใช้กำลังใจฟัง ถ้าใช้กำลังใจฟังทุกอย่างก็รู้เรื่องกันหมด เกิดความเข้าใจเพราะมีอารมณ์เป็นทิพย์ ก็สามารถพูดภาษาของเขาได้ ก็ถามว่า เขาอยู่ที่นี่มีความสุขหรือ

พวกเขาก็บอกว่า "มีความสุขดี" ถามเรื่องการทำมาหากิน การปลูกข้าว เขาส่ายหน้า

เขาบอกว่า "ที่นี่ไม่มีการปลูกข้าว"

จุไรก็ถามว่า "กินอะไร"

เขาก็ชี้ไปที่ต้นไม้ ต้นไม้มีผล มีมาก มีตลอดปี อาศัยผลไม้เป็นอาหารบ้าง หัวพืชต่าง ๆ ที่อยู่ใต้ดินเป็นอาหารบ้าง เขามีความสุข ไปดูบ้านเขาอยู่ห่าง ๆ กัน รู้สึกว่าในสถานที่นี้จะไม่มีการรบราฆ่าฟันกัน เพราะทุกคนไม่มีใครถืออาวุธ แม้แต่เดินเข้าป่าเปลี่ยวก็เดินมือเปล่า ถ้ามอืถือก็หมายความว่าถือของกินของใช้

ก็รวมความว่าเห็นแล้วก็เลยไป จุไรกับแม่ก็พากันเดินต่อไป เดินคือลอย ๆ ไป เพราะโลกพฤหัสนี่ใหญ่มาก พอมาใกล้ ๆ จะกึ่งของโลกพฤหัสก็มีการแปลกใจที่เห็นบ้านเมืองใหญ่โตมาก มีความสวยสดงดงาม รู้สึกว่าเครื่องจักรกลต่าง ๆ มีมาก

คำว่า "พฤหัส" บรรดาม่านพุทธบริษัทหรือผู้ฟังเขาแปลว่า ครู แล้วคนในที่นี้ใส่เสื้อไม่หนา ไม่เหมือนขั้วโลก รู้สึกว่ามีความเย็นสบาย มีความอุ่นพอสมควร เย็นไม่มากนัก เขาก็ประกอบอาชีพต่าง ๆ ด้านวิทยาศาสตร์ ด้านการช่าง วิชาการทั้งหมด รู้สึกว่าเขามีความอุดมสมบูรณ์มาก เป็นดินแดนที่มีความรู้ทุกอย่าง เป็นอันว่าบ้านเมืองของเขาก็มีความสุขมีความเจริญรุ่งเรือง ถ้าจะถามว่ามีไฟฟ้าไหม ก็ต้องตอบว่ามีมาก เต็มพรึบไปหมด ทุกสิ่งทุกอย่างเกือบไม่ต้องใช้กำลังคน ระบบต่าง ๆ เป็นเครื่องจักรกลหรือเป็นระบบไฟฟ้าหมด ถ้าจะถามว่าอาวุธยุทธโธปกรณ์มีไหม ตอนนี้ก็ยังมองไม่เห็นอาวุธยุทธโธปกรณ์ต่าง ๆ ก็เห็นแต่ว่าคนเขาทำมาหากินเป็นปกติ มีอาการยิ้มแย้มแจ่มใส พวกอุตสาหกรรมมีมาก ตลาดก็มีเยอะ รู้สึกว่าคนมีความสุข มองต่อไปตอนกลางของดวงดาวนี้รู้สึกว่าเป็นเขตอุตสาหกรรมมาก แต่สิ่งที่พอใจของจุไรยังไม่มี นั่นคือว่าวัตถุต่าง ๆ ที่มีคุณค่าเป็นพิเศษ

เธอก็หันมาถามคุณแม่บอกว่า "คุณแม่เจ้าคะ ดาวพฤหัสนี่ดวงใหญ่ ทำไมไม่มีแร่ธาตุที่มีคุณค่าสูง"

คุณแม่ก็ตอบว่า "การมีโรงงานลูกรักต้องถือว่ามีแร่ธาตุมาก ถ้ามีแร่ธาตุไม่มากโรงงานก็ไม่มี" ฉะนั้นจึงพากันไปดูโรงงาน ๆ ของเขาใหญ่เป็นโรงงานสำเร็จรูป โรงงานที่ขาดไปอย่างหนึ่งก็คือโรงงานฆ่าสัตว์ ในโลกนี้ไม่มีโรงฆ่าสัตว์ ถ้าจะถามว่าโลกนี้เป็นคนกินเจหรือ ก็ตอบว่าเห็นเขากินเนื้อสัตว์ แต่ว่าโรงฆ่าสัตว์ไม่มี ฉะนั้นแม่กับลูก ๒ คนจึงได้เดินเข้าไปาหากลุ่มคนเห็นที่เขาถือเนื้อสัตว์มา

ก็ถามเขาว่า "เนื้อสัตว์นี่ได้มาจากไหน"

คน ๔-๕ คนเดินถือเนื้อสัตว์มาเพื่อไปทำอาหาร เขาก็ตอบว่า "ได้มาจากร้านขายเนื้อสัตว์"

เธอทั้ง ๒ ก็ถามเขาว่า "ร้านขายเนื้อสัตว์เขาได้เนื้อสัตว์มาจากไหน ไม่เห็นมีโรงฆ่าสัตว์"

เขาก็ตอบว่า "ที่นี่ไม่มีโรงฆ่าสัตว์ และการฆ่าสัตว์ในโลกนี้ไม่มี เพราะว่าในโลกนี้ถือว่าคนกับสัตว์มีความรู้สึกเสมอกัน รักสุขเกลียดทุกข์ รักชีวิตความเป็นอยู่เหมือนกัน ฉะนั้นจึงไม่มีใครข่มเหงกัน แต่เนื้อสัตว์ที่ได้มากินนี้ก็เป็นเนื้อสัตว์ที่ตายเอง สัตว์ป่าที่นี่มีมาก แต่ว่าเนื้อสัตว์ไม่ได้มีขายทุกวัน บางครั้งบางคราวที่มีสัตว์ตายคนไปพบเข้าก็นำมาขาย เวลาไหนที่ไม่มีเนื้อสัตว์จะขายเขาก็กินพืชพันธุ์ธัญญาหาร ผักต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์"

รวมความก็ทราบว่าคนโลกนี้กินเนื้อสัตว์ แต่กินเนื้อสัตว์ที่ตายแล้ว ไม่รบกวนกัน สมศักดิ์สมศรีกับดาวพฤหัสที่ใช้นามว่าเป็นครู เพราะ ครูย่อมมีพรหมวิหาร ๔ คือ

1. เมตตา ความรัก

2. กรุณา ความสงสาร

3. มุทิตา มีจิตใจอ่อนโยนไม่อิจฉาริษยากัน

4. อุเบกขา วางเฉยไม่ซ้ำเติมกัน

และครูก็ไม่มีอคติ ไม่ลำเอียงเพราะความรัก ไม่ลำเอียงเพราะความโกรธ ไม่ลำเอียงเพราะความหลง ไม่ลำเอียงเพราะความกลัว ไม่ลำเอียง ๔ อย่าง

ก็รวมความว่าเขามีการทรงตัว ความเป็นผู้ใหญ่ ความเป็นผู้คิดประทุษร้ายเอียงซ้ายเอียงขวาก็ไม่มี สมศักดิ์แห่งดาวครูแล้วจุไรกับแม่ก็เดินต่อไป ก็พบโรงงานที่มีความสำคัญ โรงงานนี้ใหญ่โตมาก คนทุกคนในโรงงานที่เกี่ยวกับรังสีต่าง ๆ ครั้นเข้าไปถามเขา เจ้าหน้าที่เขาอธิบายว่าโรงงานี้เกี่ยวกับงานของรังสี ๆ ใช้งานได้ทุกอย่างแต่ส่วนมากในโรงงานนี้เป็นโรงงานสันติ ใช้พลังงานต่าง ๆ ในการขับเคลื่อนบ้าง ใช้ในงานทุกอย่างที่มนุษย์ต้องการ

ก็รวมความว่าดูแล้วก็ยังไม่เป็นที่พอใจของจุไร จุไรก็ชวนแม่บอกว่า "ไปหาสิ่งที่มีค่ายิ่งไปกว่านี้"

คุณแม่ก็ตอบว่า "ถ้าต้องการมากกว่านี้ลูกต้องนึกถึงพระ ขออาราธนาพระ ขอบารมีท่านช่วยว่าอะไรบ้างที่มีในโลกนี้ที่มีคุณค่ามาก และเทียบเท่ากับเงินและทองของสำคัญ มีที่ไหนขอให้ท่านดลใจและแนะนำให้รู้"

จุไรก็ยกมือไหว้คิดถึงพระ ก็ปรากฏว่าพระท่านมา ท่านยิ้มแล้วก็ตอบว่า "จุไรลูกรัก ถ้ามาในเมืองอย่างนี้นะ มันไม่พบของจริง หรือว่าที่เป็นวัตถุธาตุแท้ ๆ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นะมันไม่พบ การเข้ามาในเมืองทุกสิ่งทุกอย่างเขาก็ทำแล้วถลุงแล้วหมด ถ้าต้องการจริง ๆ ต้องเข้าไปในป่า"

จุดแรกที่พระพามาก็เป็นแดนใกล้ร้อน แดนใกล้ร้อนแดนนี้เป็นแดนมุมหน้าเรียกว่าเป็นแดนมุมใกล้พระอาทิตย์ มีความร้อน แต่ว่าร้อนไม่มากนัก จุดที่พระชี้ไปมองทีแรกนั่นก็คือมีแร่ขาวโพลน แร่สีขาว แต่ขาวเป็นมัน มองลงไปลึกไปนิดรู้สึกมีสภาพคล้ายแก้ว มีความแข็งมาก

พระท่านก็บอกว่า "แร่ประเภทนี้เป็นแร่ที่มีพลังงานหนัก ใช้งานในด้านสันติได้ดีมาก ถ้าใช้ในการรักษาโรคจะมีความเย็น ใช้ในการทำลายจะให้เย็นก็ได้ ให้ร้อนก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าใช้กำลังของรังสีทำลายชีวิต มันจะทำลายได้ดีสนิทกว่าอย่างอื่นที่ปรากฏมา"

จุไรก็ถามพระท่านว่า "แร่ประเภทนี้ถ้าโลกมนุษย์เขาเรียกว่าอะไร?"

พระก็ตอบว่า "โลกมนุษย์ไม่เรียกอะไรทั้งหมด เพราะไม่มีในโลกที่เราอยู่กัน แร่ประเภทนี้ ถ้ามีในโลกที่เราอยู่ ก็ปรากฏว่าใครเป็นคนทำได้ก่อนก็ทำลายคนและสัตว์ในเขตอื่นหมด แต่ในที่สุดตัวเองก็ต้องตาย เพราะโลกทั้งโลกจะอยู่เฉพาะคนกลุ่มเดียว พวกเดียว คนเดียวไม่ได้ ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน รังสีนี้ร้ายกาจมาก ต้องถือว่าเป็นแร่จุดดับชีวิตของสัตว์ได้อย่างสนิท"

เธอก็มองดูรอบ ๆ บริเวณกว้างใหญ่ไพศาลมาก แต่ยังไม่ปรากฏร่องรอยว่ามีใครเอาไป เธอก็ถามพระว่า "แร่ประเภทนี้มีคนได้ไปแล้วหรือยัง มีคนรู้ไหมว่าอานุภาพเป็นประการใดในด้านทำลาย"

พระท่านก็ตอบว่า "เขาทราบ ในเมื่อเขาทราบเขาพิสูจน์แล้วเขาไม่ต้องการ เพราะเป็นของทำลายกัน เขาไม่เอา แล้วอีกด้านหนึ่งเป็นด้านของสันติ"

เธอก็ถามว่า "เขามีความต้องการไหม"

พระท่านก็ตอบว่า "เขามีความต้องการเหมือนกัน แต่ว่าเขาพิสูจน์แล้วว่ามีกำลังแรงมากเกินไป เขาจึงยับยั้งไม่เอา เอาแร่ที่มีกำลังพอดี ๆ ที่ดีกว่านี้มีอยู่"

หลังจากนั้นจุไรก็ถามพระว่า "ดินแดนทั้งหมดของโลกนี้จะมีเมืองที่ปกครองกันเองมีไหม"

พระท่านก็ตอบว่า "มี"

ในเมื่อพระตอบอย่างนั้น เธอก็นึกในใจว่า "แดนนี้ต่างกับดาวพุธ ดาวพุธไม่ต้องมีผู้ปกครองชาติ ไม่ต้องมีผู้ใหญ่บ้าน ไม่ต้องมีกำนัน ไม่ต้องมีนายอำเภอ ไม่ต้องมีผู้ว่าราชการจังหวัด ไม่มีเมือง เป็นการปกครองกันเอง แต่ดาวพฤหัสซึ่งจัดว่าเป็นดาวครูต้องมีทุกอย่าง ก็หมายความว่าโลกนี้หรือดาวนี้ต้องมีการรบราฆ่าฟันซึ่งกันและกัน จึงกราบเรียนถามพระท่านว่า

"โลกนี้มีการรบราฆ่าฟันซึ่งกันและกันไหม"

ท่านก็บอกว่า "ยังไม่มี เขาอยู่ด้วยกันเป็นสุข ที่ต้องมีผู้ปกครองเพราะต้องการรู้ขอบเขตให้อยู่ในการปกครองของขอบเขตของกฎข้อบังคับ แต่กฎข้อบังคับ หรือกฎหมายก็มีไม่มากเหมือนโลกของเรา โลกของเรามีคนสร้างความทุกข์มาก มีการข่มเหงคะเนงร้ายกันมาก จึงมีกฎข้อบังคับมาก โลกนี้เขามีอย่างเดียวคือเขตของใครอยู่ที่ไหนก็อยู่ที่นั่น ไม่รุกรานกัน ทำมาหากินกันอย่างเป็นสุข จะสร้างแต่สิ่งที่ประกอบไปด้วยสันติ ทุกสิ่งทุกอย่างอะไรจะเป็นความสุขเขาสร้างอย่างนั้น ยวดยานพาหนะเขาก็มีมาก"

เธอก็ถามว่า "โลกนี้มีจรวดไหม"

พระท่านยิ้ม ท่านบอกว่า "จรวดนี่โลกนี้เขามีมานานแล้วโลกชมภูเราเพิ่งจะมีเมื่อเร็ว ๆ นี้ โลกนี้เขามีมานับแสนปี"

เธอก็ถามพระว่า "จรวดเขาเอาไปไหนกัน เขายิงไปดาวไหน"

พระท่านก็ตอบว่า "ดาวใดที่เขามีความต้องการเขาก็ยิงจรวดไปดาวนั้นแล้วส่งเครื่องพิสูจน์ไปด้วย นอกจากนั้นยานพาหนะเรียกว่ายวดยานต่างดาว หรือพาหนะต่างดาว คือเขาสามารถมียานพาหนะไปโลกต่าง ๆ ได้ตามชอบใจ"

เธอก็ถามว่า "ในเมื่อเขาไปโลกต่าง ๆ ได้ เขารบกวนชาวโลกต่าง ๆ ไหม"

พระก็ตอบว่า "ดาวนี้เขามีพรหมวิหาร ๔ ืเขามีความรัก เห็นคนที่ไหน เห็นสัตว์ที่ไหนเขาก็รัก และมีความสงสารเห็นใครมีความทุกข์ เขาก็สงสาร เขามีมุทิตาเห็นใครได้ดีเขายินดีด้วย อย่างโลกของเราสร้างยานพาหนะไปในโลกต่าง ๆ ได้ เขาเห็นเขารู้เขาก็ดีใจที่เราทำได้ แต่เขามีความรู้สึกว่าของเราเด็กเกินไป เพราะมีอายุห่างจากเขาเป็นแสนปี"

เธอก็ถามพระท่านว่า ถ้าเช่นนั้นยานต่างดาว หรือพาหนะต่างดาวนี่ที่ร่อนลงที่จังหวัดจันทบุรีพวกนี้ใช่ไหม"

พระก็ตอบว่า "ไม่ใช่ พวกนี้เขาไปเพียงแต่แค่ชม"

พระก็เลยบอกว่า "ถ้าเธออยากจะรู้ยานพาหนะพวกนี้เขามีอะไรบ้างไปกับท่าน" ผลที่สุดท่านก็ชี้ให้ชมแร่ธาตุต่าง ๆ ไปในระหว่างทาง มีทั้งเงิน มีทั้งแก้ว ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนกับโลกมนุษย์หรือโลกต่าง ๆ

ก็รวมความว่า เรื่องทรัพย์สินต่าง ๆ ก็ไม่ต้องว่ากัน เพราะเวลามันใกล้หมด ดวงดาวดวงนี้อยากจะให้หมดเสียวันนี้ ในที่สุดก็ไปพบโรงงานโรงหนึ่งใหญ่โตมาก เขาสร้างยานพาหนะซึ่งใช้ในโลกของเขา และก็ต่างดาวด้วย เรียกว่ายานต่างดาว สำหรับยานต่างดาวเท่าที่ปรากฎมีหลายประเภท บางประเภทมีสภาพคล้ายเครื่องบิน แต่ใหญ่โตมาก ใหญ่โตมโหฬารปิดมิดสนิทหมด ข้างในมีอากาศสบายมีความเย็น มีความสุข ที่นั่งที่นอนสบาย เครื่องมองไม่เห็นเขาปิด แต่ความจริงอยากจะเห็นก็เห็นได้ แต่ว่าตามธรรมดาเข้าไปแล้วมองไม่เห็นเครื่อง เหมือนกับเครื่องบินของเรา แต่ที่น่าแปลกใจเขาไม่มีถังน้ำมัน อันนี้เป็นยานต่างดาวประเภทหนึ่ง คือไปเที่ยวในดาวต่าง ๆ มีความเร็วสูงมาก และอีกประเภทหนึ่งมีสภาพคล้ายจาน ด้านบนนี่มีสภาพคล้ายจาน แต่ใต้ของจานมีสภาพเหมือนกับเรือ มีสภาพคล้ายเครื่องบินแต่รูปร่างจริง ๆคล้ายเรือผิวน้ำ แต่ว่าเป็นยานพาหนะพิเศษมีสภาพต่าง ๆ คล้ายเครื่องบิน แต่รูปร่างคล้ายเรือ แต่บนเรือจริง ๆ มีสภาพกลมคล้ายจาน (อันนี้แปลก) เข้าไปแล้วไอ้ยานประเภทนี้มีความสุขสำราญมากเป็นพิเศษ เนื้อที่กว้างขวางใหญ่โตมาก มีเจ้าหน้าที่เพียบพร้อม มีอาหารการบริโภคเพียบพร้อมมีความสุข และก็ยานพาหนะอีกประเภทหนึ่ง ประเภทนี้เล็กเป็นยานต่างดาวเหมือนกัน อันนี้คล้ายจานแท้ แต่ทว่าเวลาเคลื่อนไหวเป็นจาน ๒ ชั้น จานด้านบนจะหมุน