PDA

View Full Version : 61-70


WebSnow
09-05-2005, 07:38 PM
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_061.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_062.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_063.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_064.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_065.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_066.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_067.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_068.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_069.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_070.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_071.jpg

survivor
11-05-2005, 03:06 PM
61 - 71

เป็นสุข ต้องหวาดสะดุ้งอยู่เสมอ นี่เพราะความไม่รู้ การลักทรัพย์ก็ดี การประพฤติผิดในกามก็ดี ทั้งหมดเช่นเดียวกัน ทำแล้วให้ผลมีความทุกข์ คนประเภทนี้ชื่อว่าคนไม่รู้ อย่างคนในโลกชมภูเราเป็นคนรู้เหมือนกัน แต่รู้ไม่ครบถ้วน ฉะนั้นจึงมีสงครามการรบราฆ่าฟันซึ่งกันและกัน การแย่งการขโมยกัน การแย่งคนรักกัน การพูดไม่ตรงตามความเป็นจริง พูดเลวบ้าง และดื่มสุราเมรัยอย่างนี้เป็นต้น

รวมความว่าคนในโลกชมภูไม่รู้จริง คนโลกนี้เขารู้จริง คนที่รู้จริง ๆ จึงมาเกิดในโลกนี้ได้ คือรู้ว่าสิ่งใดเป็นโทษสิ่งใดเป็นคุณ คำว่า "บาป" แปลว่าชั่ว คนประเภทนั้นเขาเกิดในโลกมนุษย์แล้วเขาไม่ทำบาป ไม่ทำชั่ว ไปเป็นพรหมก็ดี ไปเป็นเทวดาก็ดี หมดบุญวาสนาบารมีจากพรหมหรือเทวดา ก็มาพักที่โลกนี้ ซึ่งมีความสุข ฉะนั้นโลกนี้จึงไม่มีสัตว์เดรัจฉาน เพราะสัตว์เดรัจฉานเป็นเศษกรรม ของความชั่วนำให้มาเกิด โลกนี้เป็นโลกรู้ไม่ใช่โลกโง่ จึงไม่มีสัตว์เดรัจฉานมาเกิด

จุไรก็จำได้บอกว่า "โอ...คนรู้แกเป็นอย่างนี้เอง"

แล้วต่อไปท่านก็บอกว่า "ดูต่อไปลูกรัก ดูจริยาของชาวบ้าน ชาวบ้านพวกนี้เขาอยู่กันอย่างไร? ไปดูเมืองใหญ่ ๆ ที่เรียกว่าประเทศมีไหม?"

เธอก็ตรวจไปทั่วโลก ไม่มีเขตใหญ่ ๆ ที่เรียกว่าประเทศเลย จะเป็นเขตของจังหวัดที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดก็ไม่มี บ้านมีสภาพคล้ายคลึงกันหมด บ้านใหญ่สะอาด สวยสดงดงาม คนหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ดูตำรวจดูทหารก็ไม่มี ดูเจ้าหน้าที่รักษาเวรยามก็ไม่มี คนถืออาวุธก็ไม่มี เธอก็แปลกใจว่า โลกนี้ทำไมไม่มีผู้ปกครอง ทำไมไม่แบ่งเป็นขอบเขต เป็นประเทศหรือเป็นรัฐ

เธอก็ทูลถามองค์สมเด็จพระทรงสวัสดิ์ว่า "คนโลกนี้น่าจะหาคนที่มีความรู้พิเศษไม่ได้ เพราะ"

๑. ไม่มีผู้ใหญ่บ้าน

๒. ไม่มีกำนัน

๓. ไม่มีนายอำเภอ

๔. ไม่มีผู้ว่าราชการจังหวัด และก็

๕. ไม่มีรัฐมนตรี

๖. ไม่มีนายก

๗. ไม่มีพระเจ้าแผ่นดิน

องค์สมเด็จพระมหามุนีก็ตรัสว่า "ก็ไม่จำเป็นต้องมี เพราะการมีอย่างนั้นเพราะคนเกเรไม่ตั้งอยู่ในความดี ต้องมีคนควบคุม ตั้งผู้ใหญ่บ้านควบคุมคนในหมู่บ้าน นี่กลุ่มใกล้ ๆ ใหญ่ออกไปหลายหมู่บ้านก็มีกำนันเป็นประธาน เป็นผู้มีอำนาจในตำบลนั้น ต่อไปหลาย ๆ กำนันก็มีนายอำเภอเป็นประธาน มีอำนาจในเขตอำเภอนั้น ๆ หลาย ๆ อำเภอก็มีผู้ว่าราชการจังหวัด อย่างนี้เป็นต้น"

รวมความว่าการที่มี เพราะคุมคนที่มีความประพฤติไม่ดีให้อยู่ในขอบเขต ถ้ามีความประพฤติไม่ดีก็ต้องนำมาลงโทษ แต่ว่าโลกนี้เขาไม่มีการลงโทษกัน เพราะคนมีความประพฤติดี แล้วท่านก็ชวนให้ไปคุยกับบรรดาชาวบ้านทั้งหลาย

ต่อนั้นไปจุไรก็ลงเดินดินเข้าไปหาคุณยายคนหนึ่ง ความจริงน่าจะเรียกว่าคุณพี่ หรือคุณน้า เพราะคำว่า "คุณยาย" นี่แก่มาก เข้าไปถึงยกมือไหว้ท่าน แล้วจุไรก็ถามว่า

"คุณยายเจ้าคะ อายุเท่าไร?"

คุณยายก็ยิ้ม ท่านก็ถามว่า "หนูมาจากโลกไหน? คนโลกนี้หน้าตาเหมือนหนูไม่มี" นั่นก็หมายความว่ารูปร่างหน้าตาอาจจะคล้ายคลึงกัน แต่ว่าจุไรตัวเล็กไว้ผมจุก ผมรอบ ๆ ข้างไม่มี ถูกโกน จุกก็ปักปิ่นมีเพชรเล็ก ๆ เป็นเพชรราคาไม่แพง ทั้งนี้อาจจะเป็นเพชรรัสเซีย หรือเพชรพาหุรัดก็ได้ เป็นแก้วประเภทนั้น

เธอก็บอกว่า "ฉันมาจากโลกชมภูเจ้าค่ะ"

คุณยายก็ถามว่า "โลกชมภูอยู่ที่ไหน?"

เธอก็ชี้ให้ดูดวงดาวดวงหนึ่งที่เลยโลกพระอังคาร เลยโลกพระจันทร์ เข้ามาเป็นโลกของชมภู มองจากที่นั้นในเวลากลางคืนก็เห็นเป็นดวงดาวเหมือนกัน มีแสงสว่าง แต่ว่าดวงดาวไม่โตนัก

แล้วคุณยายก็ถามจุไรว่า "เธอมาได้อย่างไร?"

จุไรก็ตอบว่า "มาจากความรู้ของพระท่านให้ และพระท่านก็นำมา"

พอใช้ศัพท์นี้เขาก็แปลกใจถามว่า "คำว่า พระ หมายความว่าอย่างไร?"

เธอก็ตอบว่า "พระคือนักบวช"

เขาก็ถามว่า "นักบวชหมายความว่าอย่างไร?" เธอก็ตอบไม่ถูก ก็หันมาชี้ที่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เวลานั้นท่านร่างกายเป็นมนุษย์ธรรมดาหนาเหมือนกัน ต้องทำร่างกายให้หนาเขาจึงจะเห็น แล้วจุไรก็กราบท่าน เขาก็กราบบ้าง

เขาก็ถามจุไรว่า "พระแต่งตัวอย่างนี้หรือ?"

จุไรก็ตอบว่า "แต่งตัวอย่างนี้เจ้าค่ะ"

และต่อมาเขาก็ถามว่า "พระมีฤทธิ์หรือ?"

เธอก็ตอบ "มีฤทธิ์เจ้าค่ะ แล้วพระไม่มีฤทธิ์แต่ตัวท่านอย่างเดียว ท่านทำให้หนูมีฤทธิ์ด้วย"

เขาก็ถามว่า "หนูมีฤทธิ์อย่างไร?"

จุไรก็ตอบว่า "สามารถมาที่นี่ได้โดยไม่ต้องใช้ยานพาหนะ ลอยมาเฉย ๆ "เขาฟังแล้วเขาก็แปลกใจ

จุไรจึงถามว่า "คุณยายมีอายุเท่าไรเจ้าคะ" ความจริงจุไรนึกในใจว่าเรียกคุณยายนี่เขาจะโกรธไหม แต่ความจริงแล้วเขาก็ไม่โกรธ เขาไม่ทราบว่าศัพท์ว่า "คุณยาย" หมายความว่าอย่างไร

เขาถามว่า "คำว่า คุณยาย นี่หมายความว่าอย่างไร?"

เธอก็ตอบว่า "คนที่เป็นแม่ของแม่ เรียกว่า "คุณยาย" ถ้าเป็นแม่ของพ่อเรียกว่า "คุณย่า" และถ้าเป็นคนที่มีอายุมาก อย่างน้อยที่สุดคนประเภทนี้ต้องมีอายุเกิน ๔๐ ปีขึ้นไป"

หญิงคนนั้นทำท่าฉงน ถามว่า "คนที่มีอายุ ๔๐ ปีนั่นแก่หรือ?"

จุไรก็บอกว่า "แก่เจ้าค่ะ"

เธอก็ถามว่า "หนูอายุเท่าไหร่จ๊ะ"

จุไรก็ตอบว่า "อายุ ๔ ปีเต็มย่างเข้า ๕ ปีเจ้าค่ะ"

เธอก็แปลกใจว่า "อย่างนี้เรียกว่าเด็กใช่ไหม?"

จุไรก็ตอบว่า "ใช่"

เธอก็ถามต่อว่า "โลกชมภูหรือว่าโลกมนุษย์ที่มีมนุษย์อยู่นั้นอายุขัยเท่าไร?"

ชมภูก็ตอบว่า "เวลานี้อายุขัย ๗๕ ปีเจ้าค่ะ"

หญิงคนนั้นชักฉงนทำท่าสงสัยมากก็ถามว่า "คนโลกมนุษย์มีอายุขนาดจิ๋วหลิวเท่านี้หรือ? เกิดมาประเดี๋ยวก็ตายอย่างนั้นหรือ?"

จุไรก็แปลกใจว่าอายุขัย ๗๕ ปีไม่ใช่ประเดี๋ยวเดียวเลย ตั้ง ๗๕ ปี จึงย้อนถามคุณยายว่า "คุณยายเจ้าขา คนโลกนี้อายุขัยมีเท่าไรเจ้าค่ะ"

คุณยายยิ้มแล้วก็ตอบว่า "คนโลกนี้มีอายุขัย ๘ หมื่นปี"

จุไรก็ตกใจ ๘ หมื่นปี เธอคิดในใจว่าจะอยู่ได้อย่างไรน่ะ ในโลกมนุษย์เราแค่ ๕๐ ปีก็เริ่มแก่มากแล้ว บางคนก็ฟันหักหมด บางคนก็หัวหงอกทั้งหัว บางคนก็หลังค้อม บางคนก็เดินไม่ไหว ๖๐ ปีก็ทำท่าจะไปไม่รอด ๗๐ ปีเริ่มหง่อม ๘๐ ปีเหล่าเหย่ ๙๐ ปีคลานขี้ ถ้า ๑๐๐ ปีตะบันลมกิน

ก็รวมความว่าแปลกใจว่าคนในที่นี้อายุตั้ง ๘ หมื่นปี เธอจึงถามว่า "เวลานี้คุณยายอายุเท่าไรเจ้าค่ะ"

คุณยายก็ตอบว่า "หนูเรียกคุณยายไม่ถูกนะจ๊ะ ฉันน่ะยังเป็นสาวอยู่นะ"

จุไรก็ถามว่า "ความเป็นสาวของคุณยายอายุเท่าไรเจ้าค่ะ"

คุณยายก็ตอบว่า "เวลานี้อายุของฉัน ๓ หมื่นปีเศษ ยังไม่ถึง ๔ หมื่นปี"

จุไรตกใจ ดูหน้าตาของคุณยายจริง ๆ เวลานี้เรียกว่าคุณยายเพราะถือว่าเป็นผู้ใหญ่ยกย่องท่าน จะเรียกว่าคุณน้าก็จะหาว่าอาจเอื้อมมากเกินไป ตีเสมอผู้ใหญ่ ความจริงแล้วคนนี้น่าจะเป็นน้าสาวของจุไร อายุปาเข้าไปตั้ง ๓ หมื่นปีเศษ

จุไรก็ถามต่อไปว่า "คนที่แก่ที่สุดใกล้จะตาย อายุเข้าเขต ๗ หมื่นปีเศษใกล้ ๘ หมื่นปีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไรเจ้าคะ แก่มากไหม?"

คุณยายก็ตอบว่า "แก่มากลูก"

จุไรก็ถามว่า "ฟันหักไหม?"

คุณยายก็ถามว่า "ฟันรู้จักหักหรือจ๊ะ โลกมนุษย์ฟันหักหรือ?"

เธอก็ตอบว่า "หัก"

คุณยายก็ตอบว่า "โลกนี้ไม่มีอะไรเสีย ฟันก็ไม่หัก"

จุไรก็ถามว่า "ผมหงอกไหมเจ้าคะ"

คุณยายก็ตอบว่า "ฉันบอกแล้วว่าโลกนี้ไม่มีอะไรเสีย ผมก็ไม่หงอก หนังก็ไม่เหี่ยว หน้าก็ไม่ย่น หน้าตาคล้ายคลึงกับฉัน" แล้วเธอก็ชี้มือไปยังคนอีกคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่บนบ้านว่า "คนนี้น่ะเป็นแม่ของฉันจ๊ะ เวลานี้ท่านมีอายุใกล้อายุขัยเข้าไปเต็มทีแล้ว คือแก่มีอายุ ๗ หมื่นปีเศษใกล้จะ ๘ หมื่นปี"

จุไรมองหน้ามองรูปร่างลักษณะของคุณยายใหญ่ ต้องเรียกคุณยายใหญ่ เพราะเป็นคุณแม่ของคุณยายคนนี้ ดูแล้วหน้าตายังสาวคล้าย ๆ คุณแม่ของจุไร เธอก็ตกใจว่าทำไมคนเมืองนี้น่ะจึงมีความสุขอย่างนี้

เธอก็ถามว่า "คนแก่กว่านี้ไม่มีหรือ?"

คุณยายก็บอกว่า "ไม่มี"

ความจริงแล้วคนแก่ที่เรียกว่าเป็นแม่ของคน ๆ นั้นถ้าจะเทียบกับเมืองมนุษย์จะมีอายุไม่เกิน ๒๕ ปีของคนเมืองมนุษย์ ความจริงโลกนี้เป็นโลกพุธที่มีความสุขจริง ๆ

จุไรก็ถามต่อไปว่า "ความป่วยไข้ไม่สบายมีไหมเจ้าคะ"

เขาก็ยิ้มถามว่า "ป่วยเป็นอย่างไร?"

จุไรบอกว่า "ปวดโน่น ปวดนี่ ปวดศีรษะบ้าง เวียนหัวบ้าง เป็นไข้บ้าง ท้องร่วงบ้าง เป็นโรคอาเจียนบ้าง"

คุณยายที่คุยอยู่นั่นแปลกใจทุกอย่างเธอก็ตอบว่า "สิ่งที่หนูพูดถามมาไม่มี ยายไม่รู้จักเลย ที่นี่เขาไม่มี"

เธอก็ถามว่า "มีหมอไหม?"

คุณยายก็แปลกใจถามว่า "คำว่า หมอ เป็นอย่างไร?"

จุไรก็ตอบว่า "หมอก็มียารักษาโรค ไปรักษาคนไข้คนป่วย"

คุณยายบอกว่า "ไม่มี ยายงงเต็มทีแล้วที่หนูถามมา"

แล้วคุณยายก็ถามอีกว่า "ทั้งหมดนี่ที่โลกมนุษย์มีหรือ?"

จุไรก็ตอบว่า "มีมากเจ้าค่ะ โรงพยาบาลก็มีมาก และสถานที่เก็บคนป่วย รักษาคนป่วยก็มีมาก" คุณยายก็แปลกใจว่าโลกมนุษย์ทำไมเป็นอย่างนั้น อายุก็สั้น โรคก็มาก

แล้วจุไรก็บอกให้คุณยายพาเดินดู ถามว่า "ในประเทศนี้มีผู้ใหญ่บ้าน มีกำนันไหม? มีนายอำเภอไหม มีผู้ว่าราชการจังหวัดไหม มีรัฐมนตรี มีกระทรวงไหม มีนายกรัฐมนตรีไหม มีพระเจ้าแผ่นดินไหม"

ยายนั่นไม่รู้เรื่องเลย ยายตอบว่า "ที่หลานถามมานี่ทั้งหมดไม่มีทั้งหมด"

เธอก็ถามว่า "ถ้าอยู่อย่าง่นี้ ถ้าใครข่มเหงกัน แล้วใครจะเป็นผู้ห้ามปราม ใครจะตัดสินลงโทษ"

คุณยายบอกว่า "คนโลกนี้เขาทะเลาะกันไม่เป็น เขาพูดขัดคอกันไม่เป็น

ประการแรก เขาไม่ทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน ไม่มีความโกรธ

ประการที่ ๒ ทรัพย์สินต่าง ๆ ไม่ต้องระวัง ไม่มีใครลักใครขโมย ดูบ้านช่องไม่มีกุญแจ

ประการที่ ๓ คนโลกนี้สวยเหมือนกันหมด ผู้หญิงก็สวย ผู้ชายก็สวย ไม่มีใครแย่งความรักกัน ต่างคนต่างมีสิทธิ์ในคนรักของตนตามลำพัง และก็ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งกัน ด้วยการแย่งคนรัก

ประการที่ ๔ คนในโลกนี้ไม่พูดคำไม่จริง ไม่พูดคำหยาบ ไม่ยุแยงตะแคงแสะให้ใครเขาแตกร้าวกัน ไม่พูดวาจาไร้ประโยชน์ แล้วก็

ประการที่ ๕ คนโลกนี้ไม่ดื่มสุราเมรัย ไม่อยากได้ทรัพย์สมบัติของใคร ไม่คิดประทุษร้ายใคร ทุกคนมีความเห็นเหมือนกัน คือต่างคนต่างมีความรัก ต่างคนต่างมีความเมตตา ต่างคนต่างเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ต่างคนต่างไม่ถือตัวไม่ถือตน ต่างคนต่างพูดดี ต่างคนต่างสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน

ก็รวมความว่าโลกพุธเป็นโลกที่มีความรู้จริง ๆ คือรู้ในด้านของความดี

จุไรก็ถามคุณยายว่า "คุณยายเจ้าคะ มีแม่น้ำไหม?"

คุณยายก็ตอบว่า "แม่น้ำอยู่ใกล้ ๆ คุณยายก็พาไปดู แล้วรู้สึกว่าคุณยายตัวเบา เดินคล้าย ๆ กับลอยไปแล้วก็เดินเร็วมาก แต่อาศัยจุไรไปอยู่ด้วยกำลังของอภิญญา ก็ไม่หนักใจเรื่องเดิน เดินแป๊บเดียวรู้สึกว่าถึงแม่น้ำใหญ่ใสสะอาด น้ำใสมองเห็นก้นคลองน้ำไหลตลอดเวลา ไม่นิ่ง ผักหญ้าและแหนต่าง ๆ ไม่ปรากฏในแม่น้ำ น้ำใสสะอาดมาก

แล้วจุไรก็ถามอีกว่า "ทะเลมีไหมเจ้าคะ"

คุณยายก็ตอบว่า "มีมหาสมุทรใหญ่ น้ำใสสะอาดแต่ไม่เค็ม ตอนนี้น้ำไม่เค็ม น้ำจืดสนิท" เธอก็พาไปดูทะเล จุไรก็แปลกใจว่าคุณยายมีทั้งเนื้อ ทั้งหนัง มีทั้งกระดูก แต่ทำไมเดินเร็วอย่างนี้

หลังจากชมสถานที่ต่าง ๆ ของแดนของคนรู้ ได้ปรึกษาหารือกับคนรู้ ถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกันด้วยวาจาก็เป็นที่พอใจ ได้ยินเสียงขององค์สมเด็จพระจอมไตรตรัสว่า

"จุไรลูกรัก เวลานี้นะมันใกล้จะถึงเวลาพัก คือจะดึกมากเกินไปสำหรับจุไร ถ้าดึกมากเกินไปแล้วลูกรักก็จะไม่มีประโยชน์ พรุ่งนี้จะต้องเตรียมการเรียนการศึกษาต่อไปจงกลับ"

จุไรก็หันมาหาองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลถามว่า "โลกนี้นอกจากจะมีคนรู้ ทรัพย์สินต่าง ๆ ในดินมีไหมเจ้าคะ"

ท่านก็บอกว่า "ทรัพย์สินต่าง ๆ ในดินมีมากมายเหลือเกิน อย่างทองคำก็ดี เงินก็ดี เพชรนิลจินดาก็ดี โลกนี้เขาไม่ต้องขุด เพียงแค่เดินไปชายเขาลูกโน้น (ท่านชี้ให้ดู) เขาก็มีมากเป็นหย่อม ๆ แค่เอาไม้เขี่ย ๆ เท่านั้น ทองคำก็ปรากฏ เพชรนิลจินดาก็ปรากฏเพราะฝังไม่ลึก อยู่แค่ผิว ๆ ดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใกล้ ๆ บ้านของเขาก็มีจุดทองคำ (ท่านชี้ให้ดู)"

องค์สมเด็จพระบรมครูทรงตรัสว่า "โลกของคนรู้คือบัณฑิต"

รวมความว่าโลกพุธ คือโลกของคนรู้จริง ๆ คือรู้ทำความดีแล้วหลีกเลี่ยงความชั่ว ขึ้นชื่อว่าความชั่วทุกอย่างเขาไม่ทำกัน เขาไม่ใช่รู้แต่มาเกิดในโลกนี้อย่างเดียว เขารู้ตั้งแต่ก่อนมาเกิดในโลกนี้ สมัยที่เขาเกิดโลกชมภูเขาเป็นคนรู้แล้ว

๑. มีความเคารพในพระไตรสรณาคมณ์ เขารู้

๒. ไม่ลืมความตาย

๓. มีศีล ๕ บริสุทธิ์ หรือกรรมบถ ๑๐ บริสุทธิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนประเภทนี้มีกรรมบถ ๑๐ บริสุทธิ์

และอีกประการหนึ่งของคนพวกนี้ เคารพในมหาสติปัฏฐานสูตรทั้ง ๔ คือปฏิบัติได้ดีในมหาสติปัฏฐานสูตรทั้ง ๔ แต่ได้แค่ฌานโลกีย์ ตายจากความเป็นคนก็ไปเป็นเทวดาบ้าง ไปเป็นพรหมบ้าง หมดบุญวาสนาบารมี บุญเก่ายังมีมาก เศษบุญยังมีมาก ไม่ควรที่จะมาเกิดบนโลกชมภูจึงมาเกิดบนโลกนี้ จึงมีความสุขทุกอย่าง"

เอาล่ะบรรดาลูกรัก เสียงก็แห้งเต็มที เวลานี้ก็หมดเวลาขอลาก่อน ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแก่บรรดาลูกรักทุกคน สวัสดี

จุไรชมดาว

โดย ส.ธ.

บรรดาลูกหลานที่รักทุกคน หลวงพ่อหายหน้าไป ๒๕ วัน หลังจากที่คุยกันมาเมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๓๐ แล้วก็มาโผล่ขึ้นวันที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๐ เป็นเวลา ๒๕ วัน วันนี้ตรงกับวันแรม ๑๒ ค่ำ เดือน ๘ เป็นวันพุธ

สำหรับวันนี้ก็จะขอเข้าเรื่องเลย เพราะว่าการอารัมภบทเป็นปัจจัยให้บรรดาลูกหลานรำคาญ ตอนนี้ขอให้ชื่อว่าตอน "จุไรชมดาว" สำหรับท่านผู้ฟังได้โปรดทราบเรื่องเสียงนี่อย่าเอาเป็นสำคัญนัก เพราะร่างกายยังไม่ดี และขณะที่พูดนี่ก็ยังไม่ดีมาก ให้ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า

"ร่างกายเป็นโรคนิทธัง มันเป็นรังของโรค ปภังคุณัง จะต้องเปื่อยเน่าเป็นธรรมดา" เป็นเรื่องของมัน

ตอนนี้ก็ถือว่าเป็นตอนที่จุไรชมดาวเข้าเรื่องกันดีกว่า เป็นอันว่าจุไรหลังจากไปเที่ยวมาแล้วเมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๓๐ หลังจากนั้นก็มาศึกษากับคุณแม่ในเรื่องของการทรงสมาธิจิต เพราะเธอปรารภว่าสมาธิของเธอไม่ทรงนาน ถ้าวันไหนได้มีโอกาสท่องเที่ยวไปในที่ต่าง ๆ ด้วยกำลังของใจ เวลาที่ท่องเที่ยวอยู่จิตก็ทรงตัว แต่ว่าในยามปกติ ปรากฏว่าถ้าคุมอารมณ์หายใจเข้าออกก็ดี คุมภาวนาก็ดี ใจอยู่ไม่ได้นานนัก ประเดี๋ยวก็เลื่อนลอยไปสู่อารมณ์อื่น

สำหรับบรรดาท่านผู้ฟังก็ดี ท่านผู้อ่านก็ดี ท้องเรื่องของนิทานนี่โปรดอย่าเชื่อว่าเป็นความจริง ให้ถือว่าเป็นเรื่องของนิทาน จริงหรือไม่จริงก็พูดได้ แต่เรื่องที่จะพูดทั้งหมดที่จริงคือข้อวัตรปฏ้บัติ ให้ถือเป็นเรื่องจริงได้ ตัวเอกของนิทานก็ดี ตัวรองของนิทานก็ดี ไม่ใช่ของจริง และก็จงอย่าเชื่อเนื้อเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิทยาศาสตร์ จงอย่าถือเรื่องดวงดาว นี่เป็นเรื่องจริงเรื่องจัง ให้เข้าใจว่าเป็นเรื่องนิทาน แต่ความจริงถ้าเป็นนักวิทยาศาสตร์แท้ก็ไม่น่าหนักใจ ทั้งนี้ก็เตือนใจบรรดาท่านทั้งหลายที่กำลังเรียนวิทยาศาสตร์ อาจจะเข้าใจผิดคิดว่าเรื่องดวงดาวต่าง ๆ ทำไมผู้พูดจึงพูดผิดกับความเป็นจริงที่นักวิทยาศาสตร์ทราบ ก็ขอให้ทราบว่าเป็นเรื่องของนิทาน

ต่อไปก็เข้าเรื่องของจุไร มาวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๓๐ เธอก็นอนอยู่ที่นอกชาน วันนี้เป็นวันแรม ๑๒ ค่ำ ของวันบันทึก แต่ว่านิทานก็ต้องเป็นข้างขึ้น สมมุติว่าวันนี้เป็นวันข้างขึ้นของกลางเดือน (กลางเดือนนี่ไม่มีขึ้นมีแรมนะ) เป็นวันกลางเดือนพระจันทร์เต็มดวง หลังจากเสร็จภาระกิจทุกอย่างแล้ว เป็นเวลากลางคืนพระจันทร์แจ่มฟ้า จุไรจึงได้ชวนมารดาที่เคารพมานอนเล่นกลางนอกชาน และก็มองดูดวงดาวต่าง ๆ เธอยังถามแม่ว่า

"คุณแม่เจ้าคะ การทรงสมาธิจิต ทำให้จิตทรงตัว และทรงสมาธิอยู่ได้นาน ๆ ขณะที่ไม่มองดูภาพต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาดูภาพหนูทรงสภาธิได้ดี ใช้เวลาเป็นชั่วโมงก็ทรงอยู่ได้ แต่ว่าเวลายามปกติกำหนดรู้ลมหายใจเข้าก็ดี ภาวนาก็ดี ทรงตัวไม่ได้นาน ประเดี๋ยวอารมณ์อื่นก็เข้ามาแทรก ที่เรียกว่าอารมณ์ฟุ้งซ่าน ทำแบบไหนจึงจะทำให้อารมณ์ทรงตัวได้นาน"

ท่านแม่ก็เตือนว่า "ถ้าต้องการทรงตัวได้นาน ก็ให้ใช้เวลาน้อย ๆ คุมอารมณ์ให้จิตรู้อยู่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รู้ลมหายใจเข้า รู้ลมหายใจออก และก็รู้การภาวนา ให้นับ ๑ ถึง ๑๐ หายใจเข้าหายใจออกควบคู่กับคำภาวนานับเป็น ๑ หายใจเข้าหายใจออกควบคู่กับคำภาวนานับเป็น ๒ อย่างนี้ให้ถึง ๑๐ ถ้ายังไม่ถึง ๑๐ ถ้าบังเอิญจิตแลบไปสู่อารมณ์อื่น ไปคิดอย่างอื่นนอกจากการรู้ลมหายใจเข้าออก หรือนอกจากรู้การภาวนาให้ลงโทษจิตเริ่มต้นนับ ๑ ใหม่ ถ้าทำอย่างนี้ไม่นานจิตก็จะมีการทรงตัว ต่อไปทำจนชินไม่เกินครึ่งเดือน นับ ๑ ถึง ๑๐ จิตก็ยังไม่ไปไหน ๒๐ ก็ไม่ไปไหน ๕๐ ก็ไม่ไปไหน ๑๐๐ หรือ ๒๐๐ ก็ไม่ไปไหน การฝึกสมาธิให้ทรงตัวเขาทำอย่างนี้" และก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่ปรารภกับจุไรว่า "การที่แม่เคยบอกไว้ว่าขณะใดที่มีอารมณ์ว่าง เวลาเดินไปโรงเรียนก็ดี หรือไปเพื่อธุรกิจอื่นใดก็ดี นั่งอยู่ก็ตาม ให้จิตนึกถึงอารมณ์ภาวนาไว้ คาถาภาวนาว่าอย่างไรว่าตามถนัด ทำใจสบาย ๆ เวลานั้นจะนึกถึงภาพพระพุทธรูปก็ดี ภาพพระสงฆ์ก็ดี หรือภาพนิมิตขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตาม ให้ปรากฏอยู่ในอก หรือว่าเห็นอยู่ข้างนอกก็ได้ตามใจชอบ จิตนึกถึงภาพพระพร้อมคำภาวนาให้ทรงตัว"

แม่ก็ถามจุไรว่า "อย่างนี้ลูกทำหรือเปล่า"

จุไรก็บอกว่า "ทำเจ้าค่ะ"

แล้วจุไรก็ถามคุณแม่ว่า "การทรงอารมณ์อย่างนั้น เวลาที่จิตจับภาพพระก็ดี รู้ลมหายใจเข้าออกก็ดี ภาวนาก็ดีตาม ถ้าจิตจับภาพจิตทรงได้นาน มีสมาธินาน แต่ว่าขณะใดถ้าจิตไม่จับภาพจิตทรงไม่ได้นานเป็นเพราะอะไร"

คุณแม่ก็บอกว่า "ตามธรรมดาถ้าจิตไม่จับภาพ จิตใช้อารมณ์ละเอียดมาก ไม่มีจุดเกาะที่พระพุทธเจ้าทรงสอนกสิณ กสิณเป็นนิมิตมีภาพ ท่านถือว่าเป็นกรรมฐานหยาบ สามารถทรงสมาธิได้ดี ฉะนั้นขอจุไรลูกรัก จงพยายามทรงสมาธิด้วยกำลังจับภาพ"

และแม่ก็ถามต่อไปอีกว่า "เคยใช้อารมณ์อย่างนี้บ่อยไหม?"

จุไรก็ตอบว่า "การจับภาพก็ดี ภาวนาก็ดี ใช้เป็นปกติ เวลาจะเดินไปไหนก็ตาม นั่งอยู่ก็ตาม ถ้าว่าง จิตจะนึกเห็นภาพพระพุทธรูปก็ตาม พระสงฆ์ก็ตาม บางครั้งก็เห็นเป็นภาพพระพุทธเจ้าสวยสดงดงามมากอยู่ในอก บางครั้งก็มีสภาพแจ่มใสมาก บางครั้งก็มีสภาพไม่แจ่มใสนัก"

แม่ก็บอกว่า "ขณะที่ภาพแจ่มใสนั้นเวลานั้นแสดงว่าจิตว่างจากกิเลสมาก กิเลสไม่หุ้มห่อตัว ไม่มีความสกปรกของจิต เวลาไหนที่จิตเห็นภาพพระหรือสว่างน้อย แสดงว่าจิตมีความมัวหมองอยู่บ้าง แต่มีความบริสุทธิ์มาก"

แล้วแม่ก็ถามต่อว่า "ขณะที่จิตจับภาพพระเพลินอยู่ มีภาพอื่นเข้ามาแทรกปรากฏว่าเป็นจริงมีไหม?"

จุไรก็นั่งนึก ก็ตอบกับคุณแม่ว่า "ความจริงมีเจ้าค่ะ" เธอก็บอกว่า "วันหนึ่งไปคุยกับคุณป้าแดงบ้านข้าง ๆ กัน คุณป้าแดงเธอถามว่า "จุไรหลานรัก หลานนะฝึกสมาธิกับแม่ไปเที่ยวดวงดาวได้ใช่ไหม?" จุไรก็ตอบว่า "ได้เจ้าค่ะ" แล้วคุณป้าก็ถามว่า "เวลานี้คุณลุงสามีของคุณป้าตายไปหลายปีแล้ว ป้าอยากจะถามว่า เวลานี้คุณลุงมีความสุขหรือความทุกข์ เกิดอยู่ที่ไหนหรือไม่"

จุไรเรียนกับคุณแม่ว่า "เมื่อป้าแดงพูดอย่างนั้น จิตก็ไม่ได้คิด แต่ปรากฏว่าจิตเห็นภาพชายคนหนึ่งมายืนอยู่ข้างหลังป้า ชายคนนั้นเป็นคนขาวเหลืองรูปร่างโปร่ง แต่งเครื่องแบบนายทหารเรือเห็นหน้าแล้วก็ยิ้ม"

จุไรก็กราบเรียนป้า บอกว่า "ตามธรรมดาหนูไปแต่ดวงดาวเป็นที่หยาบ การเห็นผีเห็นเทวดายังไม่เคยฝึกกับแม่แต่เคยไปพระจุฬามณีเจดีย์สถาน ไปพบพระพบเทวดาก็เป็นวาระเดียว ไม่เคยฝึกฝนอีก ไม่แน่ใจว่าจะรู้หรือไม่รู้" คุณป้าฟังแล้วก็ยิ้มพยักหน้า

จุไรก็พูดต่อไปว่า "ที่คุณป้าถามถึงคุณลุงที่ตาย ความจริงคุณลุงนี่ตายก่อนจุไรเกิดไม่กี่วันนัก ก่อนจุไรคลอดไม่กี่วัน จุไรเลยไม่รู้จักคุณลุง"

จุไรก็มองดูภาพชายที่ยืนอยู่ข้างหลังคุณป้า แล้วก็ถามว่า "คุณลุงน่ะรูปร่างโปร่ง ขาวเหลือง หน้าตายิ้มเสมอ เป็นนายทหารเรือใช่ไหม"

คุณป้าหันมาทำตาโต ก็แปลกใจว่า "ใช่จ๊ะ จุไรลูกเห็นหรือ"

จุไรก็ถามว่า "คุณลุงเวลาที่มีชีวิตอยู่ คุณลุงชอบบูชาพระใช่ไหม เวลาจะไปทำงานคุณลุงก็ไปบูชาพระก่อน กลับมาคุณลุงเข้าห้องบูชาพระก่อนจะรับประทานอาหารหรืออาบน้ำ ก่อนจะหลับคุณลุงก็จะบูชาพระก่อน วันเสาร์-อาทิตย์ คุณลุงชอบใส่บาตร เป็นความจริงไหมเจ้าคะ"

คุณป้าก็ตอบว่า "จริง" แล้วป้าก็ถามว่า "จุไร หนูรู้ได้อย่างไร"

เธอก็บอกว่า "หนูไม่เคยฝึกเรื่องนี้แต่พอคุณป้าถาม หนูก็เห็นชายคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหลังคุณป้า รูปร่างตามที่ว่านี้เป็นคุณลุงใช่ไหม" คุณป้าก็ยอมรับ

จุไรจึงกราบเรียนให้คุณแม่ทราบว่า "ลูกยังไม่เคยฝึก แต่ความจริงเมื่อคุณป้าถามเข้าจิตมันเห็นภาพนั้นถูกหรือไม่ถูกเจ้าคะ"

คุณแม่ก็บอกว่า "นั่นถูก การเห็นเป็น ทิพจักขุญาณ ลูกทำได้คล่องแล้วโดยไม่นึกถึงก็ทราบทันที เพราะกิจใดก็ตามควรจะรู้ ทิพจักขุญาณถ้าคล่องจะรู้ได้ทันที แล้วก็ประการที่สอง การรู้เรื่องของคนตายแล้วก็แดนเกิดใหม่ อย่างนี้พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า จุตูปปตญาณ รู้การเกิดและการตายของสัตว์ ก็แสดงว่าลูกจุไรนี่มีการคล่องใน ทิพจักขุญาณ และ จะตูปปตญาณ แล้ว ความจริงญาณต่าง ๆ จะเป็น จุตูปปตญาณ ก็ดี เจโตปริยญาณก็ดี ปุพเพนิวาสนานุสสติญาณก็ตาม ทั้งหมดก็มาจากทิพจักขุญาณอย่างเดียว เมื่อได้ทิพจักขุญาณคล่องตัวแล้ว ทุกอย่างก็จะคล่องหมด เพราะเอาทิพจักขุญาณไปใช้ในกิจนั้น"

จุไรก็ถามว่า "การได้ญาณต่าง ๆ มีประโยชน์อย่างไร"

คุณแม่ก็ตอบว่า "หมดสงสัยในคำสอนของพระพุทธเจ้า ท่านสอนว่าอะไรมีที่ไหนเราสามารถจะพิสูจน์ได้"

ต่อมาจุไรก็เบนเรื่องถามคุณแม่ บอกว่า "เรานอนตรงนี้ เวลานี้เวลานี้ยังไม่ไปเที่ยวดีไหมเจ้าคะ"

คุณแม่ก็ถามว่า "ไปเที่ยวที่ไหน"

เธอก็ตอบว่า "ตั้งใจจะไปโลกพระพฤหัสบดี โลกพฤหัสบดีก็ดี ดาวพฤหัสบดีก็ตาม ยังไม่ได้ไป ไปแต่ดาวพุธ วันนี้อยากจะไป แต่หนูยังไม่อยากไปเจ้าค่ะ อยากจะนอนชมดาวเล่นเพลิน ๆ เสียก่อน"

คุณแม่ก็ถามว่า "จะชมดาวอะไร?"

จุไรก็บอกว่า "เวลานี้เราอยู่ที่ดาวชมภู คือโลกมนุษย์ธรรมดา นอนหงายแหงนหน้าขึ้นมาเห็นดวงจันทร์ อันนั้นเป็นดวงจันทร์ที่เคยเป็นมาแล้ว แต่ดวงจันทร์จริง ๆ นี่เวลามองดูที่บ้านหรือที่ภาคพื้นเมืองมนุษย์เห็นดวงจันทร์สว่างมาก คล้ายกับดวงใหญ่แสนเย็นตาสบายใจ แต่เวลาเข้าไปจริง ๆ จันทร์ก็ไม่มีแสง ปรากฏว่าเป็นพื้นโลกประเภทหนึ่ง ถ้ามองจากที่นี่ไป ถ้ามองจากจิตไม่ใช้ลูกตาเห็นว่าดวงจันทร์นี่เป็นดาวดวงใหญ่ แล้วก็เป็นดิน เป็นหิน เป็นทราย"

แต่ความจริงดวงจันทร์นี่จุไรปรารภกับแม่ว่า "ก่อนที่อเมริกาจะยิงจรวดไปที่ดวงจันทร์คุณแม่เคยเล่าให้จุไรฟังว่า ก่อนหน้านั้นไม่กี่วันนัก มีนักเจริญฌานพวกหนึ่ง ที่เรียกว่าพรหมศาสตร์ คณะพรหมศาสตร์นี่ไปโลกพระจันทร์ก่อนหรือไปดวงจันทร์ก่อน ไปถึงโลกพระจันทร์ต่างคนก็ต่างไปชม กลับมาก็คุยบอกว่าที่โลกพระจันทร์นี่มีฝุ่นสีเทาอยู่ที่โลกพระจันทร์ ก็ปรากฏหนังสือเขาเขียนก็ลงเป็นข่าวหนังสือ จะเป็นหนังสือรายปักษ์หรือหนังสือรายวันก็จำไม่ได้ แล้วต่อมาเมื่อฝรั่งไปก็ปรากฏว่าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ"

จุไรก็ถามว่า "คนที่ได้ฌานสมาบัติ ในขณะที่พระพุทธเจ้านิพพานไปแล้วนี่มีมากไหมคะคุณแม่"

คุณแม่ก็ตอบว่า "มีมาก อย่างที่พวกเราได้นี่เป็นของเล็กน้อย เป็นเศษ ๆ ของความดีที่พระพุทธเจ้าทรงสอน อย่างพวกพรหมศาสตร์เขาอาจจะดีกว่าพวกเราก็ได้ ต้องถือว่าเขาดีเพราะว่าเขาสามารถไปถึงดวงจันทร์ได้ แล้วก็บอกลักษณะฝุ่นสีเทาได้ตรงกับฝรั่ง"

จุไรก็มองต่อไปว่า "ถ้าเรานอนตรงนี้ ดาวอังคารเรามองไม่เห็นด้วยตาเนื้อ แต่ว่าดวงจันทร์เรามองเห็น แต่ว่าใช้จิตเป็นตาก็เห็นดาวอังคาร ดาวอังคารรู้สึกว่าอยู่ไกลไปมากตามภาพที่เห็นมาก็เป็นหิน แล้วก็มีแร่ธาตุมาก ถ้ามองจากที่นอนตรงนี้โลกชมภูเห็นว่ารอบ ๆ ดาวอังคารเป็นหมอก แต่ไม่หนานัก แต่ก็ไม่บางเกินไป คล้าย ๆ กับแสงกระไอ หรือว่าเศษของหมอกย่อม ๆ ลอยอยู่รอบตัว"

คุณแม่ก็ตอบว่า "นั่นเป็นความจริง"

แล้วต่อมาจุไรก็มองไปดูดาวพุธ ชมดาว ความจริงฐานที่ตั้งของดาวที่ท่านผู้ฟังท่านฟังแล้วก็จงทราบว่าฐานที่ตั้งของดาวอยู่ไม่แน่นอน อาจเคลื่อนไหวไปในที่ต่าง ๆ จากที่เดิมได้และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องนี้ก็เป็นนิทาน จงอย่าเชื่อ ฟังกันสนุก ๆ จะสนุกหรือจะรำคาญก็ตามใจ มองไปเห็นดาวพุธรู้สึกว่าดาวพุธนี่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าดาวดวงอื่น เห็นว่าเห็นใกล้มากแต่ก็ไม่ใกล้หนักเกินไป อยู่ไกลจากดวงเพลิงที่รอบดวงอาทิตย์ เรียกว่าเป็นล้าน ๆ ไมล์ไกลมาก แต่ก็ยังถือว่าใกล้กว่าดาวดวงอื่นที่อยู่ใกล้พระอาทิตย์ ถ้ามองด้วยกำลังของจิตจะเห็นว่าส่วนหน้าของดาวพุธเกลี้ยงกลมเหมือนกับดาวหัวโล้น เพราะอาศัยถูกความร้อน แต่มองไปด้านท้ายของดาวพุธ ปรากฏว่ามีความเย็นเข้ามาปะทะ ดาวพุธนี่ความจริงท่านผู้ฟังไม่ใช่ดาวดวงเล็ก ขนาดของดาวพุธก็ไม่ต่างกับโลกมนุษย์เท่าไรนัก ฉะนั้นเมื่อดาวพุธใหญ่ขนาดนี้ความร้อนก็คงไม่ทั่วตลอดดาวพุธ ฉะนั้นในตอนท้ายของดาวพุธจึงมองเห็นว่ามีความชื้นสูง