PDA

View Full Version : ฉบับที่ ๔๒ เดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐


paang
06-08-2007, 07:49 AM
http://www.grathonbook.net/book/images2/name42.jpghttp://www.grathonbook.net/book/images/page1.jpg <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 height=21></TD><TD align=middle width="100%" background=images/up.gif height=21></TD><TD></TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD>ช่วงแรกของเล่ม "กรรมฐาน ๔๐" สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
เดือนมิถุนายน ๒๕๔๕
ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ


ถาม: มันได้สมาธิอยู่ค่ะ เวลาสวดเราน้อมจิตสวดถูกไหมคะ จะมีพาหุงฯ มงคลจักรวาฬน้อย ยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก ยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎกยาว จะดูหนังสือด้วยแต่ว่าไหว้พนมมือ จะร่ายยาวโดยไม่ดูหนังสือไม่ได้ จะจำได้แค่ชินบัญชร

ตอบ : จ้ะ เอาให้ได้ก็แล้ว ครูของอาตมาสวดชินบัญชรวันละ ๕๐๐ จบ ครูสอนอาวุธศึกษาสมัยเป็นฆราวาส เพราะมีอยู่ช่วงหนึ่งท่านหมดลมไปแล้วไปเจอพระคือ หลวงพ่อโต วัดระฆัง ท่านถามว่าต้องการให้ช่วยอะไร ครูก็เลยบอกว่าเขียนนิยายเรื่องยาวยังไม่จบ (ท่านเขียนเรื่องเพชรพระอุมาอยู่) ท่านบอกว่าถ้าหากว่าหลวงปู่ช่วยให้มีชีวิตอยู่จนเขียนนิยายจบได้ ตั้งแต่ฟื้นขึ้นไป จะสวดชินบัญชรถวายวันละ ๕๐๐ จบ เสร็จแล้วก็ฟื้นกลับมาจริง ๆ ตั้งแต่นั้นมาท่านก็สวดชินบัญชรทุกวัน ๆ ละ ๕๐๐ จบ จะไปทำงานทำอะไร สติจะอยู่กับการสวดมนต์ตลอด เวลาท่านขับรถไปทำงาน ไปสำนักพิมพ์ หรือไม่ก็ออกไปทดสอบอาวุธตามสนามอาวุธต่าง ๆ หรือหน่วยทหาร ไปถึงตรงไหนสวดได้กี่จบท่านจะรู้ตลอด สมาธิขนาดนั้น

คราวนี้ผลเกิดตรงที่ว่าพอสมาธิขนาดนั้นเกิดอภิญญาขึ้นมาเอง เพราะว่าตอนเด็กท่านมีพื้นฐานเรื่องคาถาจากปู่จากพ่อและก็ครูพรานสอนมาอยู่แล้ว ก็เลยพลอยได้ผลมากขึ้น มีอยู่ครั้งหนึ่งฝรั่งเขาเอาเกราะกันกระสุนมาให้ลอง จะเป็นแบบติดรถยนต์สำหรับผู้นำประเทศเขา เขายิงด้วยเอ็ม ๑๖ จ่อยิงแล้วไม่เข้า ครูเขาบอกว่า ใครทดสอบแบบนั้นก็ยิงไม่เข้าทั้งนั้น เพราะเขาไปจ่อยิง ปืนนี้มีขีปนวิถีคือระดับความเร็วของกระสุน หากมันทรงตัวได้ขนาดไหน มันถึงจะแสดงอานุภาพของมันออกมาเต็มที่ขนาดนั้น ครูเขาถอยมาประมาณ ๑๐ เมตรยิงทะลุฉลุยไปเลย ฝรั่งเขาไม่ยอม กลับไปผลิตใหม่หนา ๒ นิ้ว (บริษัท การ์เดียนผลิต) คราวนี้ใช้ปืนอะไรก็ยิงไม่ทะลุ กระทั่งปืนไรเฟิลยิงช้าง ขนาด ๔๕๘ แม็กนั่ม ก็ยิงไม่ทะลุ ยิงไปก็แค่ร้าวเป็นรอยแบบใยแมงมุมเท่านั้น เขาลองยิงจนกระทั่งมั่นใจว่าปืนสั้นปืนยาวกี่ชนิดยิงไม่ทะลุแน่ ครูเขาบอกลองใหม่ แล้วก็หยิบกระสุนขึ้นมานัดหนึ่ง เป่าพ่วง แล้วก็ใส่ เป็นกระสุนเล็ก ๆ แค่ขนาด ๓๐๘ วินเชสเตอร์แม็กนั่มแค่นั้น ยิงทะลุฉลุยเลย ฝรั่งงง!ครูเขาบอกว่าไม่ต้องกลัวเรื่องแบบนี้ในประเทศไทยมีทำได้ไม่มากนัก คือพอท่านยอมทุ่มเทอยู่กับชินบัญชรวันละ ๕๐๐ จบทุกวันมันเกิดอภิญญาเกิดฤทธิ์ขึ้นมาเอง ฉะนั้นเรื่องของคนที่เคยทำของเก่าเอาไว้ “มี” ถึงวาระ ถึงเวลา สมาธิถึงเมื่อไหร่ ขนของเก่าเอากลับมาใช้ได้หมดเลย

ถาม : แล้วการไม่ต้องสวดมนต์เยอะแต่นั่งสมาธิเยอะ ๆ อานิสงส์ของสมาธิจะแรงกว่าหรือเปล่าคะ ?
ตอบ : อยู่ที่เราทำเป็นไหม? ถ้าหากว่านั่งสมาธิมากแต่จิตใจไม่มีคุณภาพก็เท่านั้นแหละ เมื่อกี้ก็บอกแล้วใช่ไหม นั่ง ๒ ชั่วโมง ๕ ชั่วโมง ในใจมีคุณภาพแค่ครึ่งชั่วโมง ที่เหลือนั่งด่ามันไปเรื่อย มันก็ได้ผลน้อย แต่ในขณะเดียวกันการสวดมนต์ถ้าเราทำเป็น เอาใจเกาะพระ สวดถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา สามารถแปลในสิ่งที่เราสวดได้ตั้งใจนำไปปฏิบัติ จะมีผลมากกว่า อยู่ที่ว่าเราเป็นแค่ไหน ถ้าทำเป็นมีผลได้ยันนิพพานไปเลย ถ้าถามว่าสวดมนต์กับนั่งสมาธิอันไหนดีกว่า ตอบไม่ได้จ้ะสำคัญที่ว่าเราทำเป็นแค่ไหน

ถาม : มีคนบอกว่าไม่ต้องสวดเยอะหรอก เอาแค่อิติปิโส แล้วก็นั่งสมาธิไปเลย เรายังไม่ได้ฌานทำยาก คนได้ฌานทำง่าย
ตอบ : ก็สวดมนต์ไปเถอะ ถ้าสวดมนต์ด้วยความตั้งใจจริง ๆ สมาธิจะทรงตัวเองโดยอัตโนมัติ ยิ่งสวดได้เยอะยิ่งดี ตราบใดที่ยิ่งสวดไม่จบ สมาธิมันจะยังไม่คลาย แต่พอสวดจบปุ๊บตั้งใจจะต่ออีกหน่อยมันไม่เอาแล้ว ยิ่งสวดได้เยอะยิ่งทรงตัวได้นาน

ถาม : การที่จิตของเราพอเห็นพระเก่า ๆ จะรู้สึกว่าเราชอบ เกิดจากอะไรคะ ?
ตอบ : นั่นเป็นการชอบส่วนตัว อาจจะเคยเป็นนักโบราณคดีมา

ถาม : นี่ค่ะ องค์นี้ค่ะ
ตอบ : องค์นี้ใครเห็นก็ต้องชอบ อาตมาเองยังชอบเลย หลวงพ่อวัดสระเกศ ท่านประทานมาให้เมื่อคืนนี้

ถาม : เมื่อคืนนี้หรือคะ ?
ตอบ : เมื่อคืนไปทำวัตรอยู่กับท่าน ท่านก็เห็นเราไปหาท่านประจำ หลวงพ่อท่านเมตตาต่อลูกศิษย์ของหลวงพ่อวัดท่าซุงมากเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะไปอยู่ใกล้อยู่ไกลแค่ไหน ถ้าท่านเคยพบเคยเห็นเคยพูดคุย จำได้ท่านจะถามถึงตลอด คราวนี้เดี๋ยวก็ฝากคนโน้นมาคนนี้มาเราก็หนีหน้าท่านมา ๙ ปีกว่าแล้วก็เลยต้องยอมมอบตัว ถึงเวลาถ้ามากรุงเทพฯ ก็ต้องเข้าไปกราบท่านก่อนไป ๆ มา ๆ ท่านเห็นเราไปบ่อยมีพระอยู่ท่านก็เลยประทานให้มา รับด้วยความยินดีเลยจ้ะ เพราะว่าครูบาอาจารย์ให้ คุณค่าไม่ได้อยู่ตรงของเก่า คุณค่าอยู่ที่ ๒ สถาน ๑. สำคัญที่สุดเป็นรูปพระพุทธเจ้า เป็นอนุสติที่เราปรารถนาอยู่แล้ว ๒. พระที่เป็นครูบาอาจารย์อย่างหลวงพ่อสมเด็จท่านมีเมตตาประทานมาให้ คุณค่าทางใจมหาศาลนับไม่ได้

เพราะฉะนั้นจะของเก่าของใหม่ของอย่างไรก็ตาม ถ้าท่านให้ถือเป็นมงคลชีวิตของเราเลย อันนี้ก็ตั้งใจเลยจะเอาไว้บูชาเป็นการส่วนตัวไปเลยไปไหนก็แบกไป

ถาม : เหมือนกับได้ของไปไหนก็เอาไปด้วย ถ้าเราไปยึดแบบนี้เท่ากับเรายึดติดกับของ
ตอบ : เมื่อกี้บอกแล้วไงว่า เรายึดสิ่งเป็นมงคลก็ดีกว่ายึดในสิ่งไม่เป็นมงคล ถ้าเราไม่มีสิ่งให้ยึดเกาะเราจะไม่มีสิ่งให้ปล่อยวาง

ถาม : ถามถึงพระพุทธรูป พระสังกัจจายน์ ปี ๒๕๐๕ พอดีมียันต์หลังพระสังกัจจายน์เหมือนกับยันต์ที่เราแขวนคอนี่ เป็นนิมิตที่ดี นี่ก็ปีสี่กว่าเหมือนกัน พระภิกษุสงฆ์ที่ไปทำบุญด้วยกัน โยมอยากจะได้ไหมเป็นของหลวงเตี่ยท่านปลุกเสกรุ่นสุดท้าย ท่านบอกว่ามีอยู่ ๒-๓ องค์ ส่วนใหญ่คนเขาเช่ากันเป็นแสน บอกว่าถ้าองค์เป็นแสนหนูคงไม่มีปัญญาหรอกค่ะ แล้วแต่บุญบารมีก็แล้วกัน แล้วก็นั่งสมาธิตรงข้ามกับพระภิกษุ ตรงข้ามกับที่ ๆ เขาจัดให้พระสังกัจจายน์นะคะ พอเห็นท่านก็หันหน้าไป แต่ข้างหลังเห็นเป็นยันต์เหมือนกับที่เราแขวนคออยู่ ไปนั่งหาพระสังกัจจายน์ที่บ้านว่ามีอีกไหม ยันต์แบบนั้นไม่มีเลย แต่มาวันหนึ่งก็หยิบพระขึ้นมา เอ๊ะ! มันมียันต์นี่เราแขวนคออยู่นี่ ก็เลยสงสัยว่ามันคืออะไร ?
ตอบ : เป็นนิมิตที่ดีก็แล้วกัน หลวงเตี่ยท่านในสมัยที่เป็นเจ้าคณะภาคฯ ท่านก็ไปกราบหลวงพ่อวัดท่าซุงประจำ เป็นเจ้านายประเภทที่วิ่งเข้าหาลูกน้อง คือท่านรู้ดีว่าใครดีในเมื่อรู้ว่าใครดีท่านก็ลงทุนไปหาเอง

ถาม : ดวงผมตอนนี้เป็นอย่างไรครับ ?
ตอบ : ดวงผมตอนนี้เป็นอย่างไร ? บอกแล้วไง ถ้าหากว่ายังประพฤติปฏิบัติแบบเดิมก็ตายเร็ว มองย้อนหลังไปตั้งแต่เด็กมาจนป่านนี้ มีอะไรที่เราทำให้พ่อแม่และครอบครัวภูมิใจได้เหมือนกับคนอื่นเขาบ้างไหม ? โตเป็นควายมาจนป่านนี้แล้ว มันถึงวาระที่จะคิดจะทำเพื่อคนอื่นเขาเสียที เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเราทำเพื่อตัวเองทั้งนั้น แล้วที่ทำเพื่อตัวเองเมื่อทำได้ก็เฮงซวยเสียด้วย ใช้หัวแม่ตีนข้างซ้ายคิดมันจะคิดได้ดี อะไร ๆ พอไปถึงจุด ๆ หนึ่งแล้วควรจะพอรู้ อะไรดี อะไรชั่ว อะไรควร อะไรไม่ควร เรารู้หมดทุกอย่าง ตอนนี้มันเหมือนกับว่าเรายื่นตีนเข้าบ่วงให้เขามัดเอง เราจะชักตีนออกมาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เราไม่ยอมรับเอง ประเภททนทุกข์ต่อไป ถ้าวันไหนมันมัดแน่นดิ้นไม่หลุด มันเชือดเอาก็ช่วยอะไรไม่ได้เหมือนกัน
ถาม : เขาไม่เข้าใจหรือเปล่า ?
ตอบ : มันไม่เข้าใจได้อย่างไร ก็พูดให้มันฟังอยู่คนเดียว คนอื่นสิไม่เข้าใจ

ถาม : ..........................................
ตอบ : ถึงได้บอกไงว่าใช้หัวแม่ตีนคิด เด็กวัดเวลาเราประชดบอกว่าใช้หัวแม่ตีนคิด มันจะรู้แล้วที่มันทำผิดแน่ ๆ

ถาม : .............................................
ตอบ : ใช่ มันควรจะมีจุดที่พอ ทำมาขนาดนี้แล้ว อย่าเอาอย่าง ผลาญเสียจนพ่อแม่ไม่มีอะไรเหลือ มาสำนึกผิดก็ยังทำดีได้ไม่ตลอด เอ็งมันต้องทุบกัน สังเกตไหมว่าคนอื่นดีกับเราจริงไหม ? ขณะเดียวกันบ้านเราพ่อแม่พี่น้องดีกับเราจริงไหม ? ถ้าเราทำอย่างนี้เพื่อนเห็นด้วยไหม ? ถ้าหากทำอย่างนี้ทางบ้านเห็นด้วยไหม ? และในขณะเดียวกันถึงเวลาที่เราไม่มีเพื่อนฝูงมันช่วยเหลือเราไหม ? หากเราตกระกำลำบากทางบ้านทอดทิ้งเราไหม ? คิดแค่นี้เราก็จะรู้แล้วความประพฤติของเราที่คนอื่นเขาเห็นก็คือ ประเภทที่เรียกว่าสาปแช่งเราอยู่ตลอดเวลา แต่ความเป็นพ่อเป็นแม่เป็นพี่เป็นน้องคนอื่นเขา ๆ ว่าเราอย่างนั้นบ้างไหม ? ขนาดคนอื่นเขาวิจารณ์เรายังไม่เลี้ยงเลย แต่ทางบ้านก็ยังให้อภัยอยู่ตลอดเวลา เราควรจะทำอะไรเพื่อคนเหล่านี้บ้างไหม ?

ถาม : ยิ่งทำดีเท่าไหร่ ยิ่งทำให้เขามองไม่ดี ?
ตอบ : จำไว้ว่าคนเราถ้าตั้งใจทำดี มารมันจะขวาง คนรอบข้างสามารถเป็นมารได้ทั้งหมดมันเกิดจากการดลจิตดลใจของเขา ถ้าหากว่าตั้งหน้าตั้งตาสู้ไปฟันฝ่าไป ด้วยกำลังใจที่เข้มแข็งของเรา ๆ ก็จะพ้นผ่านไปได้ แต่ถ้าหากว่าไม่ยอมสู้ ยื่นตีนเข้าไปให้เขาผูกแต่โดยดีก็ไม่ต้องไปไหนหรอก เสร็จแหง ๆ

ถาม : คนเขาท้องแก่แล้วเขาต้องผ่าตัด ประมาณ ๑๕-๒๔ เดือนนี้ ?
ตอบ : ไปดูฤกษ์สามดาวโน่น (ติดไว้กระจกหน้าประตู)

ถาม : เป็นวันที่ ๒๑ เป็นฤกษ์สองดาวค่ะ ?
ตอบ : จ้ะ เหลือเฟือแล้ว ๒ ดาวเขาเรียก มหาสิทธิโชค ๒๑ กันยายน (วันเยาวชนเป็นวันที่ ๒๐ หรือ ๒๑ มีใครจำวันเยาวชนแห่งชาติได้บ้าง)

ถาม : มีฤกษ์ทำสัญญาด้วยได้ไหมคะ ?
ตอบ : ดีหมดแหละ จะเอาไปทำอะไรก็เชิญจ้ะ พวกโจรเอาไปปล้นเขาฉันก็ไม่ว่า

ถาม : ฤกษ์ดาวโจรนี่มีไหมครับ ?
ตอบ : อย่าลืมว่าสมัยก่อนเขาถือกันนะ เรื่องของฤกษ์ล่าง ฤกษ์บนที่ว่าไม่ได้คือ สมัยเด็กมีอาเจ็กอยู่คนหนึ่ง พอถึงเวลาน้ำเริ่มลงลมหนาวเข้ามา พอลมหนาวเริ่มโชย กุ้งมันจะลอยหัว พอกุ้งมันลอยหัวก็ไปจุดตะเกียงใช้กระป๋องไล่ช้อนกัน คนอื่นช้อนไปเถอะแกนั่งสูบบุหรี่ของแกดูดาวไปด้วย พอดาวดวงหนึ่งขึ้นปุ๊บแกลงช้อนตักไม่เกิน ๓ ทีเต็มหม้อ กลับบ้านไม่ต้องไปแช่น้ำให้หนาวเปล่า ๆ อย่าลืมว่าโลกของเราอยู่ในจักรวาล ดวงดาวทุกดวงเขามีกำลังส่งเป็นการสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน เอาแค่พระจันทร์ก็พอยังทำให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลงได้ใช่ไหม แล้วทำไมยิ่งกว่านั้นมันจะเป็นไปไม่ได้ล่ะ เพียงแต่ว่าเรารู้เห็นตรงจุดนั้นไหม ?

ถาม : น้องสาวมีคนแก่มากอายุ ๗๐ จะมาขอแต่งงาน น้องสาวอายุ ๓๙ แล้วยังสวยอยู่ แต่ดูท่าทางเขาคงจะแต่งด้วย ?
ตอบ : ถ้าเขาทำบุญด้วยดอกไม้เหี่ยวได้แน่ จำได้ไหมนางอมิตดาทำบุญด้วยดอกไม้เหี่ยว ก็เลยได้ชูชกอายุ ๘๐ กว่า เพราะฉะนั้นคราวหน้าทำบุญด้วยดอกไม้พลาสติกจะได้ประเภทหนุ่มสองพันปี

ถาม : (ถามเรื่องทำไม่ดีกับพ่อแม่)
ตอบ : ถ้าหากว่าเป็นพ่อเป็นแม่ก็หาโอกาสวันที่เหมาะสม อย่างวันพ่อ วันแม่ หรือวันปีใหม่ วันสงกรานต์ เอาดอกไม้ธูปเทียนไปขอขมาท่าน หากไปวันธรรมดา ๆ โผล่พรวดพราดไปท่านอาจจะยันออกมาเพราะว่าท่านก็ไม่เคยชินในความประพฤติของเรา เคยชินกับที่มันตรงข้าม เราก็หาวันที่เหมาะแล้วก็เข้าไปเอ่ยปากขออโหสิกรรมที่เคยล่วงเกินมาตั้งแต่ต้นจนบัดนี้ รับรองได้ไม่มีพ่อแม่คนไหนใจร้ายใจดำตัดลูกขาด ตัดแต่ปากทั้งนั้น ถึงเวลาพอท่านเอ่ยอโหสิกรรมให้ก็จบเลย

เรื่องอโหสิกรรมถ้าไม่ใช่แบบพระอรหันต์คือ ทำดีจนพ้นไปเลย เป็นอโหสิกรรมโดยอัตโนมัติ ก็ต้องให้โจทย์ จำเลยอยู่ต่อหน้า แล้วก็ให้เอ่ยปากซึ่งกันและกัน กระแสกรรมมันจะขาดลง ไม่อย่างนั้นชาตินี้อย่าเผลอมีครอบครัว มีเมื่อไหร่เจอแน่

ถาม : หลวงพ่อคะ ผู้หญิงบวชอานิสงส์แบบผู้ชายไม่ได้ ?
ตอบ : ผู้หญิงถ้าเป็นสมัยก่อนเป็นภิกษุณีได้ แต่ปัจจุบันนี้ทำตัวให้เป็นพระอริยเจ้าตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป ไม่ต้องบวชก็เป็นพระอยู่แล้วใช่ไหม ในเมื่อเป็นพระอยู่แล้วอานิสงส์ย่อมได้อยู่แล้ว

ถาม : ถ้าเกิดผู้ชายบวชพ่อแม่จะไม่ตกนรกอยู่แล้ว ?
ตอบ : ใครบอก เรื่องของการบวช อานิสงส์ของการบวชจะส่งผลให้ ๑) ผู้บวชเอง ถ้าบวชพระมีอานิสงส์ถ้าเป็นเทวดาอยู่ได้ ๖๐ กัปป์ ๒) คนเป็นพ่อเป็นแม่ได้ ๓๐ กัปป์ ๓) คนเป็นเจ้าภาพได้ ๑๕ กัปป์ ๔) คนตั้งใจช่วยงานได้ ๘ กัปป์ นั่นหมายความว่าต้องไม่ทำชั่วอย่างอื่น ถ้ากรรมชั่วหนักกว่าโอกาสไปรับกรรมดีส่วนนี้มันไปไม่ถึงต้องลงเสียก่อน

กติกาอันนี้ก็คือ พอญัตติจบเป็นสงฆ์เมื่อไหร่ก็ได้เลย ออกจากโบสถ์ปุ๊บสึกปั๊บก็ไม่มีปัญหา บุญเป็นของเราอยู่แล้ว สำคัญตรงที่อยู่ต่อนี่แหละว่าทำอย่างไร อยู่ต่อทำดีก็บวกเพิ่มขึ้นไปต้นทุนเยอะขึ้น ถ้าอยู่ต่อทำชั่วก็ทุนหายกำไรหด

ถาม : ถ้าช่วงที่บวชอุทิศให้คนที่เขามาช่วยงานได้ไหมครับ ?
ตอบ : จริง ๆ แล้วอุทิศหรือไม่อุทิศคนช่วยงานได้ เวยยาวัจจมัย คือช่วยงานอย่างหนึ่ง แล้วก็ได้ตัว ปัตตานุโมทนามัย คือยินดีด้วยอย่างหนึ่ง ถ้าไม่ยินดีมันไม่มาช่วยอยู่แล้วล่ะ ดีไม่ดีถ้าคนที่กำลังใจดี ๆ ได้เยอะกว่าเราเสียอีก

ถาม : ผู้หญิงนี่ถ้าตั้งใจสุด ๆ พ่อแม่ได้อานิสงส์ไหมคะ ?
ตอบ : ทำไมล่ะ ลูกทำพ่อแม่ก็ได้อยู่แล้ว ก็บอกแล้วว่าให้เป็นพระโสดาบันขึ้นไปเลย ถ้าเป็นพระโสดาบันเขาเรียกว่า “พระ” อยู่แล้วใช่ไหม ? ผู้ชายบวชยังไม่แน่หรอกว่าจะเป็นพระ แต่ผู้หญิงนี่ไม่ได้บวชแต่ทำตัวเป็นพระก็กำไรกว่ากันเยอะ พ่อแม่เขาเลี้ยงดูเรามา ไม่มีพ่อแม่เราจะเป็นตัวเป็นตนได้อย่างไร เท่ากับว่าท่านเป็นเจ้าของเราอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ในเมื่อเวลาเราทำความดีอะไรมันมีส่วนของท่านอยู่แล้ว

ถาม : แม้ว่าท่านจะไม่ได้โมทนาหรือคะ ?
ตอบ : ผู้ชายบวชก็เหมือนกัน อานิสงส์การบวชเป็นอานิสงส์พิเศษ ในอรรถกถากล่าวเอาไว้ว่า พ่อแม่แยกทางกันในขณะที่ไม่รู้ว่าแม่นั้นมีครรภ์ติดตัวไปด้วย เมื่อถึงเวลาแม่คลอดลูกนั้น ผู้อื่นเอาไปเลี้ยงอีกต่างหาก เด็กเกิดมาไม่เห็นหน้าพ่อแม่เลย แต่ถ้าหากเด็กนั้นบวชวันไหนพ่อแม่ได้อานิสงส์ก็วันนั้น บุญบวชพระเป็นบุญอย่างเดียวที่ไม่ต้องโมทนา

ถาม : ในกรณีที่พ่อแม่เสียชีวิตไปแล้ว ?
ตอบ : ถ้าอยู่ในภพภูมิที่ไม่ลำบากได้ทันทีเลย

ถาม : ถ้าไปอยู่ภพภูมิที่ลำบากล่ะครับ ?
ตอบ : รอไปก่อน หลุดขึ้นมาเมื่อไรได้ทันที บุญไม่ได้ไป บุญก็ยังเป็นบุญอยู่ เพียงแต่รอว่าเมื่อไรจะมาเบิกเท่านั้นเอง

ถาม : การอธิษฐานให้บุญมาช่วยเรื่องโน้นเรื่องนี้บ่อย ๆ จะมีโอกาสไหม ?
ตอบ : มีโอกาสไหม ? ก็ถ้าหากวาระของกุศลเข้ามาถึงก่อนที่เราจะตายเสียก่อนมันก็ต้องมี เอาเถอะตราบใดที่ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ตรงนั้นบุญยังมีความสำคัญ เวลาเขาเกิดอีกนานเราก็อย่าไปโมทนากับเขามาก ทำไปเถอะกุศลกรรมไม่ว่าจะส่งผลชั้นกามาวจรสวรรค์ก็ดี ชั้นพรหมก็ดี หรือว่าเป็นพระอริยเจ้าเข้านิพพานไปก็ดี พระอริยเจ้าทุกท่าน ๆ ก็สรรเสริญบุญทั้งนั้น เพราะว่ามันจะเป็นเครื่องมือส่งเราให้หลุดพ้นได้ ถึงเวลาเขายิงจรวดขึ้นไปดวงจันทร์หรือขึ้นไปอวกาศก็มีท่อเชื้อเพลิงอยู่ใช่ไหม ? อันนั้นก็เป็นบุญส่งขึ้นไป พอขึ้นไปถึงเขาสลัดทิ้งเห็นไหมล่ะ ? ดูจากทีวีถึงเวลากดปุ่มสลัดท่อเชื้อเพลิงทิ้ง ตอนเขากลับก็อาศัยแรงโน้มถ่วงของโลกดึงกลับมาได้ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว เพราะหลุดไปในอากาศในสภาพที่ไร้น้ำหนักแล้ว ตอนที่จะหนีแรงดึงดูดโลกนี่แหละ ต้องส่งด้วยจรวด เราจะหนีโลกก็ต้องส่งด้วยบุญเหมือนกัน

ถาม : จะอธิษฐานให้บุญช่วยผิดไหมคะ ?
ตอบ : อธิษฐานไม่ใช่ความผิด ตั้งใจขอให้บุญเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ใช่ความโลภ หากเป็นการเจาะจงว่าจะให้ส่งผลในลักษณะไหน มันเป็นการกันเหนียวไว้ก่อน กันผิดพลาดไว้ก่อน ถึงเวลาเราอยากได้อย่างนี้ เอาอย่างอื่นมาเราก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร คนหนาวสั่นจะเอาผ้าห่ม แทนที่จะได้ผ้าห่มดันได้จักรยานมาขี่สักคันหนึ่ง เอาไหมล่ะ ?

ถาม : กิเลสตอนนี้อยากถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง คนแถวบ้านถูกรางวัลที่หนึ่ง ?
ตอบ : ไม่ได้ว่าอะไร แต่จะถามว่าได้ซื้อหรือเปล่า ?

ถาม : ก็ไม่ได้ซื้อนี่คะ อธิษฐานว่าจะไม่เล่นลอตเตอรี่ไม่เล่นหวยมานานหลายปีแล้ว แล้วก็วันนั้นฟังหลวงพ่อและฟังหลวงพี่ก็ยังนึกว่าถ้าตัวเองซื้อให้ลูกหมาอะไรอย่างนี้ ถ้าเกิดมันถูกแล้วเป็นผู้ปกครองเลี้ยงหมาจะได้ไหมคะ ?

ตอบ : อย่าไปขโมยหมาใช้ก็แล้วกัน
ถาม : ถ้าอย่างนั้นเอาเงินของลูกหมาซื้อบ้าน อย่างนี้ก็ไม่ได้ใช่ไหมคะ ?

ตอบ : อ๋อ ก็โกงหมาไง
ถาม : โกงหมา อ๋อโกง และถ้าซื้อให้พ่อให้แม่ที่ตายไปแล้ว เราบอกซื้อบ้านให้น้อง ๆ อยู่และก็ให้ลูกได้ไหม เป็นมรดกได้หรือเปล่า ?

ตอบ : คือมันพยายามจะตะแบงข้าง แต่ที่แน่ ๆ ก็คือจะเอาสตางค์หมาไปใช้นั่นแหละ
ถาม : ถ้าอย่างนี้เราจะไม่ซื้อด้วยและก็ทำอย่างไร ?

ตอบ : สังเกตไหมว่าพอเราคิดอย่างนี้ความร้อนใจมันเกิดขึ้นแล้ว มันฟุ้งซ่านไปเรื่อย ถ้าได้เงินมาเราจะทำโน่นได้เงินมาเราจะทำนี่

ถาม : มีความสุขมากเลย คิดตั้งเยอะแยะ ?
ตอบ : ใช่ แต่ถ้าหากว่าดูจริง ๆ จะเห็นว่าจิตของเราไม่ได้มีความสงบเลยมันไปเรื่อย แล้วถ้าตายตอนนั้นล่ะ เดี๋ยวก็ได้เกิดเป็นหนอนเกาะในลอตเตอรี่หรอก

ถาม : ตอนนั้นอธิษฐานถ้าซื้อไม่ได้ไปนิพพานชาตินี้ ขนาดนั้นเลยนะคะ มาตอนนี้ แหม! คนโน้นก็ถูก คนข้างบ้านถูก ?
ตอบ : อันนี้แหละเขาเรียกกิเลสมันชวนไง ให้ผิดสัจจะเสียหน่อยหนึ่ง ถึงเวลาผิดสัจจะแล้วกำลังใจไม่ดีแล้วเดี๋ยวเราก็ล็อคคอมันอยู่กับเราง่ายหน่อย ยังไม่เห็นลีลามารนะสิ เจ้าพวกนี้ฝีมือสุดยอดจริง ๆ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า อบาย (ทางต่ำ) มุข (ปากทาง) ปากทางลงสู่ที่ต่ำ “อบาย” ท่านบอกว่าถ้าสมมติซื้อหวยใต้ดิน ผู้แพ้เสียดายทรัพย์ผู้ชนะย่อมก่อเวร นั่นมันอาฆาตไปแล้ว เอ็งได้เงินไปเดี๋ยวข้าจะเอาคืนให้ได้ ย่อมทำให้ทรัพย์เสียหาย ไปที่ไหนก็ไม่มีคนเชื่อถือ ไม่มีคนคิดจะแต่งงานด้วย ไปเล่นการพนัน เที่ยวกลางคืน คบคนชั่วเป็นมิตร ขี้เกียจไม่ยอมทำงาน ไม่น่าเชื่อความขี้เกียจไม่ทำงานกลายเป็นอบายมุขได้ แต่ขอให้เชื่อเถอะอะไรที่พระพุทธเจ้าพูดไม่มีผิดหรอก

ถาม : เป็นอะไรไม่รู้ เกิดความเบื่ออย่างนี้ จะทำอย่างไรดีคะ ?
ตอบ : เกิดความเบื่อต้องให้เห็นจริง ๆ ว่าจริง ๆ แล้วโลกนี้มันน่าเบื่ออย่างนั้นเอง เมื่อเราเห็นอย่างนั้นแล้วอาศัยกำลังของความเบื่อนี้ถอดถอนความอยากในใจของเราออกเสีย ในเมื่อเราเห็นแล้วว่ามันน่าเบื่อขนาดนั้นจริง ๆ แล้วเรายังต้องการมันไปทำไม เราก็จะอาศัยกำลังของความเบื่อนั้น ถอดใจของเราออกมาจากในจุดที่มันยึดมันเกาะอยู่ ในเมื่อเราเบื่อก็หมดอยาก มันน่าเบื่อขนาดนี้ก็ไม่รู้จะเอาทำอะไร คนถ้าหมดอยากโอกาสเข้าถึงธรรมก็มหาศาลแล้ว

ถาม : พูดถึงเรื่องเบื่อนี้ มันน่าเบื่อ ทำอย่างไรครับ ?
ตอบ : ก็พิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริงอย่างที่ว่าเมื่อกี้ไง ทุกสิ่งทุกอย่างมันเหลวไหลสิ้นดี ไม่มีอะไรทรงตัวเป็นแก่นสารสักอย่าง มันน่าเบื่อไหมล่ะ

ถาม : ถ้าอย่างนี้หนูจะเลี้ยวเรื่องลอตเตอรี่ไม่ได้ ?
ตอบ : เรื่องที่ประเภทบีบตัวเองอย่างนั้นก็อย่าไปเลี้ยว เกิดอะไรขึ้นมาโทษคนอื่นไม่ได้เลยนอกจากโทษตัวเอง เอาอย่างนี้สิอธิษฐานใหม่ อธิษฐานว่าถ้าบุญมันจะถูกหวยจริงเดินไปขอให้เจอรางวัลที่ ๑ มันปลิวมา

ถาม : ถ้าซื้อแล้ว จะรู้ได้อย่างไรคะ ?
ตอบ : ก็ลมดีมาพอดี

ถาม : ไหน ๆ ก็ต้องตายไม่กลับมาเกิดอีก ขอรวยสุด ๆ ?
ตอบ : หวยก็ไม่ซื้อ แต่อยากถูกรางวัลที่ ๑

ถาม : ถ้าจะซื้อก็กลัวผิดสัจจะตรงนั้น แต่อยากเลี้ยวบ้าง ?
ตอบ : ไม่ต้องเลี้ยว ถ้างวดนี้เดี๋ยวนี้ตกเหวแน่นอนเลย ตั้งสัจจะกับพระแล้วเลิกเลี้ยวได้เลย เลี้ยวเมื่อไหร่ตกเหว เราทำตัวเราเอง จำไว้ว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เราคิด เราพูด เราทำทุกอย่างอาจจะเกิดจากการดลใจของมาร เขารู้ว่าเราไปตรง ๆ นี่หนีพ้นมือเร็ว มันก็จะให้เลี้ยว ๆ เมื่อไหร่ก็ตกเหวที่มันขุดล่อไว้
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>

paang
06-08-2007, 07:54 AM
http://www.grathonbook.net/book/images2/name42.jpghttp://www.grathonbook.net/book/images/page2.jpg <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 height=21></TD><TD align=middle width="100%" background=images/up.gif height=21></TD><TD></TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : อาทิตย์ที่แล้วมีปลวกขึ้นบ้าน ?
ตอบ : เป็นรังใหญ่ หรือแค่ทางเดิน ?

ถาม : รังใหญ่เลยค่ะ ?
ตอบ : ถ้ารังใหญ่มีสองวิธีง่าย ๆ อย่างแรกเอา น้ำมันโซล่าราดรังมันไปเลย ทนเหม็นหลายวันหน่อย มันจะไม่เป็นอะไรเลยจ้ะ พอน้ำมันโซล่าเริ่มซึมเข้าไปในรัง มันได้กลิ่นก็เริ่มย้ายหนี แล้วเราค่อยไปแซะทิ้ง แล้วอีกวิธีหนึ่งค่อนข้างรุนแรงหน่อย ใช้น้ำยาฆ่าปลวก พวกเชลส์ไดร์ แต่ถ้ามันรู้ตัวช้ามันตาย แต่น้ำมันนี่มันจะไม่ตาย เพราะมันไม่ทำอันตรายตัวมัน

ถาม : พอวันรุ่งขึ้น คุณพ่อไปเรียกบริษัทจำกัดปลวกมา แล้วให้เขาดูแล แล้วก็... ?
ตอบ : เรื่องนั้นจริง ๆ แล้ว เป็นเรื่องของใครทำใครได้ แล้วเรื่องของบาปกรรม เรื่องของบุญ เรื่องของธรรมะ เขาว่ากันตรงไปตรงมา ใครทำใครได้ ใครทำโทษเกิดกับคนนั้น ใครทำบุญเกิดกับคนนั้น แต่มีอยู่อันหนึ่งว่าถ้าเราสั่งเขา เรามีส่วนด้วย แต่มันไม่หนักเท่ากับเราทำเอง หรือว่าหนักเท่ากันก็จริง แต่เนื่องจากว่ากำลังใจของเราไม่เจตนา ทำอย่างนั้น ส่วนของเรามันน้อยกว่าที่จะเสียด้วยซ้ำไป ต่อไปใช้วิธีที่ว่าปลอดภัยดี ยอมทนเหม็นหน่อย ใช้น้ำมันโซล่าราดรังไปเลย ทิ้งเอาไว้สักสองวัน แล้วค่อยแซะไปทิ้ง จริง ๆ มันบ้านเขานะ เคยพูดคำนี้หลายทีแล้ว แต่คนเขาไม่เข้าใจ

คือพวกปลวกพวกสัตว์ถ้ามันเข้ามาในเขตของบ้านเรา จริง ๆ ก็คือที่หากินของมันอยู่แล้ว แต่เราดันไปสร้างบ้านอยู่ตรงนั้น มันเท่ากับเราไปทีหลังเสียด้วยซ้ำไป ระวังเลย ถ้าหากว่าหนูในบ้านเยอะ เราใช้กิ่งยี่โถ ตัดเป็นท่อน ๆ ทุบให้มันแตก แล้วก็ไปวางไว้บริเวณที่มันเคยไป มันจะไม่ไปอีกเลย ถ้าพวกมด ก็ใช้พวกเปลือกมะนาว บีบน้ำใช้ให้หมดก่อน เอาเปลือกไปวาง ๆ บริเวณที่มันเดิน ก็เลิกไป พอมันไปกันหมดก็ฉีดยากันไว้ ถ้าหากว่าที่มันฉีดยาลำบากก็เอาชอล์กกันแมลงขีดกันไว้ ช่วยได้เยอะ ไม่จำป็นต้องฆ่ามันหรอก ถ้าเป็นพวกยุงแมลง ถึงเวลาก็เปิดประตูหน้าต่างเปิดมุ้งลวดไว้ให้หมด แล้วก็ฉีดยาใส่ข้างฝา พอกลิ่นมันเริ่มออก เจ้าพวกนี้มันก็หาทางบินออกไปเอง พอไปหมดแล้วก็ปิดประตูหน้าต่าง ฉีดยาอบเอาไว้

ถาม : ถ้าหากว่างูอะไรมา ?
ตอบ : ถ้างูเห่าก็ผัดเผ็ดไปเลยจ้ะ (พูดเล่นจ้ะ) ถ้างูเข้าบ้านเกิดจากสาเหตุสองอย่าง อย่างแรกคือ บ้านรก รอบบริเวณบ้านรก จะมีกระถางต้นไม้ก็ดี สนามหญ้าก็ดี เขาจะมาหาอาหาร อย่างที่สองประเภทเราเลี้ยงอะไรบางอย่างหรือว่ามีสัตว์ที่เป็นอาหารเขา เช่นว่า บ่อปลา ประเภทปลาเล็กปลาน้อยงูจะกิน หรือประเภทกบเขียดมาไข่ พอมีสระมีบ่อ มันก็แห่กันมาไข่ตรงนั้น ตัวที่จะกินมันก็ตามมาด้วย ถ้าเราแก้ไขพวกนี้ได้ มันก็ไม่มาให้เสียเวลาหรอกจ้ะ มาก็ไม่มีกิน

สักสามเดือนมาแล้ว งูจงอางมันไล่กินตุ๊กแกมาที่หลังคาห้องน้ำ พระเขาเข้าห้องน้ำ พอขู่ใส่ก็วิ่งอ้าวเลย ไม่รู้เหมือนกันว่าล้างก้นหรือเปล่า บอกว่าอาจารย์ครับมีงูเห่าอยู่ที่ห้องน้ำ ก็บอกเขาว่าไป เดี๋ยวจับให้คุณดู พอไปถึงกลายเป็นจงอาง ว่าแล้วก็จับมันไปปล่อย ถ้าหากว่าพวกเราไม่กลัวนะ งูมันเป็นสัตว์ที่น่ารักเสียด้วยซ้ำ เพียงแต่ว่าพวกเราไปกลัวว่ามันเป็นสัตว์มีพิษมีอันตราย ไม่มีสัตว์ชนิดไหนที่อยากจะทำร้ายเรา ถ้าไม่โดนเราทำร้ายก่อน อย่างงูจงอางเหมือนกัน พอเข้าไปถึงก็ชูหัวขึ้นมา พอมันชูหัวก็เอาไม้เขี่ยหัวลงมา ก็จับหิ้วไปปล่อย อย่าไปตีมันนะ ถ้าตีเจ็บเขาก็จะกัดเอา เพียงแต่ว่าใจถึงพอไหม ที่จะเดินไปหามันแล้วเอาไม้เขี่ยหัวมันลงหน่อย ฮ่ะ...ฮ่ะ...ฮ่ะ ของเราเอาไม้ยาวประมาณศอกเดียว เป็นไม้เรียวเล็ก ๆ สำหรับตีเด็ก อาจารย์สมพงษ์ แกเล่นโน้น ไม้ไผ่ยาวสามวาบอกว่าอาจารย์เอาอันนี้ดีกว่า ก็บอกไปว่าอันนั้นแล้วจะเอื้อมไปจับอีท่าไหนล่ะ มันยาวเกินไป

ถาม : (ถวายสังฆทาน)
ตอบ : สิ่งที่เราทำไปแล้วก็ไม่ต้องไปนึกถึงมันหรอกจ้ะ ทำให้ใจหมองเปล่า ๆ เวลาทำบุญ ทำกุศล ก็ค่อยอุทิศให้เขาไป อย่างที่หลวงพ่อท่านสอนว่า ให้อุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรบ่อย ๆ ใช่ไหม ? ก็ให้เขาไป แล้วบอกว่าคราวหน้าอย่ามาอีกนะ เดี๋ยวลำบากด้วยกันทั้งสองฝ่าย กำจัดหนูใช้กิ่งยี่โถ รู้จักไหม ใช้ดอกขาวก็ได้ ดอกแดงก็ได้ ใช้ได้ทั้งนั้น ยางยี่โถจะเป็นพิษต่อหนู หนูจะไม่มายุ่งด้วย ขณะเดียวกัน ถ้าคนพลาดก็ตายเหมือนกัน ยางยี่โถมันจะกระตุ้นหัวใจให้เต้นเร็วผิดปกติ ถ้าใครเป็นโรคหัวใจอยู่ แอบให้กินสักหน่อยเดียวละก็ ประเภทเต้นจนช็อกตายไปเอง อย่าไปทำเชียวนะ

แล้วก็กำจัดปลวกใช้น้ำมันโซล่า หรือเชลส์ไดร์ แต่เชลส์ไดร์นี่อันตราย คือถ้ามันซึมลงไปเร็วแล้วยกขบวนหนีไม่ทันก็อาจตายได้ พวกมด พวกแมลงก็ใช้วิธีไล่เขาไป มดเข้ามาอยู่ มันมีสองอย่าง อย่างแรก ก็คือ ถ้าเป็นหน้าแล้ง มันจะมาหาน้ำกิน หาน้ำใส่แก้วหรือใส่จานวางไว้ตรงมุมห้องก็ได้ เขาจะไม่มากวนเราในห้อง หรือไม่ก็ใช้ยากันแมลงขีดไว้ หรือฉีดกันเอาไว้ ถ้าหากว่าอีกอย่างหนึ่งคือว่าเข้าไปหาที่นอนเลย เพราะฉะนั้นต้องขยันหน่อย ประเภทกองเสื้อผ้ากองหนังสือ ถ้าอับชื้นหน่อยเขาจะเข้าไปอยู่ด้วย แห่กันเข้าไป มันมียาชนิดหนึ่งที่ทำจากเปลือกส้ม เป็นลักษณะเหมือนสเปรย์ปรับอากาศ ฉีดใส่ตัวมด มดจะไม่ตาย แต่มันจะไม่ชอบมากเลย วิ่งกันพล่านเลย แล้วมันจะไม่ไปตรงนั้นอีก ไปดู ๆ เอานะ ราคามันแพงหน่อย แต่ไม่เป็นอันตราย เหมือนเราไม่ชอบอะไรที่มันเหม็น ๆ แล้วก็วิ่งหนีอย่างนั้น เคยเจอไหม แต่อย่าไปฉีดใส่ตัวมันแรง ๆ นะ เดี๋ยวน้ำท่วมจนมันตาย ไปไล่จ่อฉีดมันทีละตัว ก็มีสิทธิตายได้ เหมือนกัน วิธีจำกัดแมลงก็ผ่านไปแล้ว ใครอยากได้วิธีกำจัดคนบ้างไหม ?

ถาม : ผ้ายันต์ (ยันต์เกราะเพชร) แต่ละสี นี่มีอะไรต่างกันไหม ?
ตอบ : ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ อานุภาพเหมือนกัน แต่ว่าคนเรามันเกิดต่างวันกัน บางทีเขาอยากได้สีตามกำลังวันของตัวเองอย่างนี้

ถาม : (คุยเรื่องผลไม้ – นอกฤดูกาล)
ตอบ : กินตามฤดูจะดีกว่า เพราะจะเหมาะสมกับสภาพธาตุขันธ์ร่างกายในตอนนั้น สังเกตไหมว่าทุกเรียนกับมังคุดจะออกหน้าเดียวกัน อันหนึ่งร้อนกินเข้าไป แล้วอีกอันหนึ่งเย็นกินตามสบาย ของทุกอย่างธรรมชาติจะให้มาดีแล้ว ธรรมะ...ชาติ เกิดโดยธรรม ทุกอย่างที่เป็นธรรมชาติหรือที่เรียกง่าย ๆ ว่า ๆ ว่าธรรมดา ปล่อยมันตามปกติของมัน มันจะพอเหมาะ พอควร พอดี สมควรบริบูรณ์ทุกอย่าง

สังเกตสักที่แล้วกัน ถ้าเราทิ้งที่ให้รก ๆ เข้าไว้ ปล่อยให้ต้นไม้ใบหญ้าขึ้นของมันเอง มันจะพอเหมาะพอดี เพราะว่ามันต้องการน้ำ ต้องการอาหาร ต้องการแสงแดดที่พอดีของมัน อันไหนที่มันขึ้นมาเกิน มันจะแห้งตายของมันเอง อย่างกิ่งไม้เล็ก ๆ ที่อยู่ข้างในพุ่ม มันจะแห้งตายของมันเอง แต่กิ่งที่ได้รับแสงแดดมันจะไม่ตาย

คราวนี้ในจุดที่มันพอเหมาะ พอดี พอควร เราไปเพิ่มเข้า มันก็เกิน เราไปตัดมันก็ขาด ถอนหญ้าไปต้นหนี่ง เห็นชัดเลยว่าตรงนั้นมันแหว่งไปใช่ไหม ลักษณะเดียวกับธรรมะของพระพุทธเจ้า ท่านบอกว่า เกวะละ ปะริปุณณัง สมบูรณ์ บริบูรณ์แล้ว ไม่ต้องไปเติม ไม่ต้องไปตัด มีหน้าที่ทำตามอย่างเดียว

ถาม : ........................................
ตอบ : ก่อนมาสามสี่วัน สอบพระ พระจะมีเรียนนักธรรม ตรี – โท – เอก แล้วก็เรียนบาลี บาลีนี้สอบเป็นเปรียญ ถ้าถึงเปรียญสามนี่เรียกว่ามหา มหาเปรียญ เปรียญสามเรียกว่าเปรียญตรี ถ้าหากว่าเรียนนักธรรมตรีจบ ก็มีสิทธิได้ถึงเปรียญสาม ถ้าหากสอบได้นักธรรมโท ก็มีสิทธิสอบได้ถึงเปรียญหก เรียนนักธรรมเอกจบมีสิทธิสอบได้ถึงเปรียญเก้า

คราวนี้พอสอบพระ พระมันเยอะ ทั้งพระทั้งเณรด้วยกัน ๒๕ องค์ ตรวจการบ้านให้เขา ตรวจข้อสอบให้เขา ปากกาหมึกหมดไปสองอัน เพราะเท่ากับว่าเราต้องทำไป ๒๕ ครั้ง คือส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ในลักษณะว่าตอบไม่ตรงคำถามก็มี ตอบผิดก็มี ก็เลยต้องแก้ไปเรื่อย แก้ไปแก้มาทำไมเขียนไม่ติดวะ หันมาดูอ้าว ! ปากกาหมึกหมด คือบางอย่างเขาไม่รู้แต่ว่าพยายามรักษาฟอร์ม พยายามตอบ ตอบมาเราก็หัวเราะไป ท้องไส้คลอนไปหมด เช่น ถามว่า บาปที่หนักที่สุดเรียกว่าอะไร ? มีกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ? บาปที่หนักที่สุดทางพุทธศาสนาเรียกว่า อนันตริยกรรม เขาตอบมาว่าโคตรบาป แต่มันดันตอบถูกว่ามีฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้าถึงห้อพระโลหิต ทำสงฆ์ให้แตกกันอย่างนี้ แต่มันดันจำชื่อไม่ได้เลยตอบว่า โคตรบาป เราไม่ได้สอนอย่างนั้นสักหน่อย ตัวเองจำไม่ได้ แต่มันดันวางฟอร์ม กลัวเขาจะรู้ว่ามันตอบไม่ได้

แล้วอีกรายหนี่ง ก็ถาม ชื่อต่อไปนี้หมายถึงใคร มีความสำคัญอย่างไร อย่างอสิตดาบส กบิลดาบส สีหนุ ยโสธรา พิมพา อย่างนี้ พอถึงสีหนุ เขาบอกว่า กษัตริย์เขมร เถียงมันไม่ได้เลย สีหนุกษัตริย์เขมรจริง ๆ ความจริงคือปู่ของเจ้าชายสิทธัตถะ เขาจะมีท่องว่า ปู่สีหนุ ย่ากัญจนา ตาอัญชนะ ยายยโสธรา คราวนี้พอเราเจาะตรงกลางชื่อเดียว มันดันตอบว่ากษัตริย์เขมร คือ มีมาชื่อเดียวมันไปไม่เป็น แต่ถ้าถามมาทั้งแผงเลยก็จะตอบได้ เอากับเขาสิ

พอ... พอ... กับตาอู๋ นั่นแหละ เกศาแปลว่าอะไร ? ผมครับ โลมาแปลว่าอะไร ? ปลาครับ เตะเสียดีไหม ? เถียงมันได้ไหมล่ะ โลมาปลาจริง ๆ แต่ละคน ก็มีเกศา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เกศาตอบผม ถูกต้อง แต่ถ้าโลมา บอกปลาครับ เป็นไง ? ลูกศิษย์แต่ละคนกวนไหมล่ะ คำถามว่าพระพุทธเจ้าบวชที่ไหน ? รายหนึ่งตอบว่า ประเทศอินเดีย เราก็เกาหัวเลย อีกรายหนึ่งตอบชมพูทวีป ยิ่งแม่นไปใหญ่ คะแนนห้าคะแนน เลยให้ไปสองคะแนน จริง ๆ จะให้ตอบว่าบวชที่ริมฝั่งแม่น้ำอโนมา พวกนี้เขาเก่ง ถึงเวลาตะแบงข้างไปเรื่อย ๆ มีลูกศิษย์อย่างนี้ปวดหัวตายเลย อปัณณกปฏิปทา คือการปฏิบัติที่ไม่ผิด มีกี่อย่าง ? คือ ๓ อย่าง อินทรีย์สังวร การสำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โภชเนมัตตัญญุตา รู้จักประมาณในการกินพอเหมาะพอควร ไม่มากเกินไปไม่น้อยเกิน ชาคริยานุโยค ปฏิบัติธรรมของผู้ตื่นอยู่เสมอ คือเป็นผู้ดำรงสติสัมปชัญญะอยู่ตลอด เขาตอบ อปัณณกปฏิปทา มีหลายอย่าง ถามมีกี่อย่าง บอกมีหลายอย่าง เกินหนึ่งก็หลายอย่างใช่ไหม ? น่าเตะจริง ๆ เจอลูกศิษย์อย่างนี้มีสองอย่าง ถ้าครูไม่หัวเสียไปเลยก็หัวเราะดิ้นตายไปเลย ของเราหัวเราะดิ้นคลอนไปหลายวัน เหนื่อยจะตาย ตรวจข้อสอบไปก็หัวเราะไป คนมันคงนึกว่าอาจารย์บ้าไปแล้ว

ถาม : (เรื่องกฐิน)
ตอบ : เริ่มตั้งแต่วันแรกที่ออกพรรษา ความจริงเขาใช้คำว่าจีวรกาล ฤดูที่พระทำจีวร จะเริ่มตั้งแต่แรม ๑ ค่ำเดือน ๑๑ ไปจนถึงกลางเดือน ๑๒ ถ้าไม่ได้อานิสงส์กฐิน ถ้ามีคนถวายผ้ากฐิน จะขยายไปถึงกลางเดือน ๔ ก็รวมว่า ถ้าจำพรรษาเฉย ๆ ไม่ได้กฐิน ก็เดือนหนึ่ง แต่ถ้าหากว่าจำพรรษาแล้วได้รับกฐินด้วยก็ ๕ เดือน แต่ว่าระยะเวลาทอดกฐินจริง ๆ ก็คือ แรมหนึ่งค่ำเดือนสิบเอ็ด ถึงกลางเดือนสิบสอง สมัยก่อนเรียกว่า จีวรกาล เป็นเวลาที่พระเตรียมหาผ้าเพื่อทำจีวรของตัวเองให้สมบูรณ์

สมัยก่อนไปเก็บผ้าที่เขาทิ้งแล้ว มาซัก มาย้อม มาเย็บ ขึ้นเป็นจีวร เพื่อที่ว่าช่วงนั้นจะเป็นช่วงที่ฝนเริ่มหมดแล้ว หาผ้ามาทำจีวรเสร็จแล้วจะได้เดินธุดงค์ต่อ ก็เลยเรียกว่าหน้าจีวรกาล พระพุทธเจ้าท่านผ่อนผันให้ในช่วงที่ทำจีวรหลายอย่างด้วยกัน เช่นว่า ฉันคณะโภชนาได้ คณะโภชนานี้ หมายถึงเวลาโยมนิมนต์ออกชื่ออาหาร ท่านไม่ให้ฉันเกินสี่องค์

สมัยก่อนพระอยู่ด้วยกันเป็นพันเป็นหมื่น หรืออาจะเป็นแสนถ้าพระพุทธเจ้าอยู่ด้วย เกิดบ้านโน้นบอกขอนิมนต์พระคุณเจ้าไปรับข้าวมธุปายาส ของดีไม่เคยกินก็แห่กันไปเป็นแสน เล่นเอาเจ้าภาพเจ๊งไปเลย พระพุทธเจ้าท่านก็เลยห้ามไว้ว่า ถ้าหากว่าโยมถวายอาหารออกชื่อให้กินไม่เกินสามคน ถ้าถึงสี่คนให้ปรับอาบัติ คือศีลขาดทุกองค์เลย ยกเว้นว่าหน้าจีวรกาลอย่างนี้ได้ เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยได้ อาหารนั้นเป็นของภิกษุด้วยกันเองได้ อย่างนี้เป็นต้น ก็จะมีข้อห้ามและข้อยกเว้นให้

ถาม : (กฐินมีกี่อย่าง)
ตอบ : มันจะมีจุลกฐิน คือการที่จะทอ,เย็บ,ย้อมผ้าไปถวายภายในวันเดียวเสร็จ วันเดียวเลย เล่นตั้งแต่เริ่มสว่างก็ว่าไปเลย มาระยะหลังนี้กฐินหลวงก็จัดเป็นจุลกฐิน แต่ก็จะมีสบงผืนหนึ่งอังสะผืนหนึ่งที่จะเว้นเป็นสีขาวเอาไว้ ถึงเวลารับมาเสร็จก็ต้องรีบไปย้อม ตากแห้ง แล้วเอามากรานกฐิน

สมัยนี้ถ้ากฐินหลวงเขาจะเว้นสีขาวไว้ให้ผืนหนึ่ง เพราะว่าคุณไม่ได้เย็บแล้วก็เอาไปย้อมเองก็แล้วกัน แต่บางความหมาย เขาหมายถึงผ้าผืนเดียว ไตรจีวร ก็คือ สบงผ้านุ่ง จีวรผ้าห่ม สังฆาฏิก็คือผ้าซ้อนห่ม พอถึงเวลาหน้าหนาวก็เอามาห่มซ้อนได้ คราวนี้ผืนใดผืนหนึ่งมีไม่ครบไตรเรียกว่า จุลกฐิน แต่ถ้าเป็นมหากฐิน มีครบไตรและไม่ได้ถวายคนเดียว ประเภทบางวัดมีกี่องค์เขาถวายหมดเลย กฐินนี่เป็นสังฆทานจำกัดเขต เพราะว่าปีหนึ่งมีโอกาสถวายได้หลังจากออกพรรษาแล้วเท่านั้น เลยกลายเป็นอานิสงส์พิเศษ

หลวงพ่อท่านบอกว่าบุคคลใดก็ตาม ถ้าได้เป็นเจ้าภาพกฐินสามปีติดกัน ทำอะไรก็ให้คล่องตัวไปหมด ท่านให้สังเกตจุดนี้ ของเราเองจะรับเป็นเจ้าภาพกฐินลำบากใช่ไหม ? ใครส่งซองมาก็ใส่ไปเหอะ สาธุขอเป็นเจ้าภาพด้วยคนนะ ง่ายดี ไม่เปลืองตังค์เยอะ กฐินอย่างที่สาม เป็นกระถินจิ้มน้ำพริกจ้ะ ทำอะไรทำง่าย ๆ ทำเป็นไม่ต้องจ่ายเยอะ บุญเยอะต่างหาก การทำบุญสำคัญตรงสละออก และก็ทำเป็น ถ้าหากสละออก และทำเป็น ทำน้อยก็ได้มาก ส่วนใหญ่จะไปคิดว่าต้องทำเยอะ ๆ ถึงจะได้มาก ไม่ใช่

ถาม : (อากาศหนาว)
ตอบ : ถ้าหากว่าอากาศต่ำสุดสูงสุดของภาคกลางนี่ จำไว้เลยว่า อ. ทองผาภูมิ เอาไปกินเสียเก้าสิบเปอร์เซนต์ บางทีก็จะมี อ. ชัยบาดาลของลพบุรีแย่งไปได้บ้าง แต่ว่าอันนั้นส่วนใหญ่ก็น้อยครั้ง เมื่อไร ๆ ก็ทองผาภูมิ เขาบอกว่าที่ไหนมีแร่มากที่นั่นจะเย็นมาก แต่คราวนี้ของเขามีป่าซ้ำไปด้วยก็เย็นหนักเข้าไปอีก แร่ธาตุจะดูดความร้อนความเย็นได้เร็วและคายเร็ว พอถึงเวลาสักสี่ห้าโมงเย็น มันเย็นปั๊บ รู้สึกได้เลยว่าความเย็นมันไหลเข้ามา แล้วพอกลางวันมันก็คายความเย็นเร็ว ช่วงเช้าอาจสิบกว่าองศา พอช่วงบ่ายว่าไปสักสามสิบกว่า แร่ธาตุดูดความเย็น ความร้อน คายความเย็นความร้อนได้เร็ว โดยเฉพาะทองเยอะมาก ไปไล่ขุดกันเอาเองแล้วกัน

ถาม : ............................................
ตอบ : เดือนตุลาคมทุกปี จะเป็นวันเกิดหลวงพ่อ ที่บ้านสายลมถึงหลวงพ่อจะมรณภาพไปแล้วเขาก็ยังทำงานวันเกิดต่อมา คราวนี้ว่าเดือนตุลาคมทุกปลายเดือนของปีเหมือนกันเป็นวันมรณภาพของหลวงพ่อ ตกลงว่าต้นเดือนจัดวันเกิด ปลายเดือนจัดวันตาย เดือนเดียวกัน แป๊บเดียวเองสิบปีแล้ว กลายเป็นลูกไม่มีพ่อไปสิบปีแล้ว ทันหลวงพ่อไหมพวกเรา ?

ถาม : ไม่ทันค่ะ ?
ตอบ : น่าดีใจด้วย ถ้าทันคงโดนท่านด่าจมดินไปแล้ว ไม่เป็นไรจ้ะ คือว่าแบบเดียวกับถามว่าเราทันพระพุทธเจ้าไหม ? ไม่ทันหรอก แต่ว่าคำสอนของท่านมีใช่ไหม ? เราปฏิบัติตาม ก็ได้ผลจริง ๆ คนที่ถึงแม้อยู่ทันพระพุทธเจ้า แต่ไม่ปฏิบัติตามคำที่ท่านสอน พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าต่อให้จับชายสังฆาฏิอยู่เขาก็ไม่เห็นตถาคต แต่บุคคลใดก็ตามตั้งใจนำสิ่งที่ตถาคตสอน ตั้งใจไปประพฤติปฏิบัติตาม ตั้งใจทำกาย วาจา ใจ ของตนให้เป็นผู้บริสุทธิ์ ต่อให้อยู่ห่างไกลแค่ไหนก็เหมือนเกาะชายสังฆาฏิของตถาคตอยู่ แล้วตรัสคำว่า โยธัมมัง ปัสสติ โสมัง ปัสสติ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา

คราวนี้หลวงพ่อก็เหมือนกัน พวกเราถึงไม่ทันก็จริง แต่ว่าหนังสือของท่านมีอยู่ เทปของท่านมีอยู่ ทำไปเถิดจ้ะ ถ้าติดขัดตรงไหน ไปไม่รอด แวะมาถามอาตมาแล้วกัน ถ้าตอบได้ จะช่วยตอบให้

ถาม : ตอนแรกรู้สึกว่าเสียใจมากที่ไม่ทันหลวงพ่อ แต่พอตอนหลังนี้เริ่มปฏิบัติธรรมตามที่หลวงพ่อสอน ก็รู้สึกว่าตอนนี้ไม่เสียใจแล้ว ?

ตอบ : จ้ะ ยิ่งทำก็จะรู้สึกว่ายิ่งใกล้หลวงพ่อไปทุกที ถ้าทำถึงที่สุดก็ไปอยู่กับท่านเอง ก็เลยกลายเป็นว่าไม่มีอะไรที่ต้องเสียใจ ตั้งหน้าตั้งตาทำไป สิ่งที่ท่านสอนก็คือธรรมะของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าสอนก็เพื่อประโยชน์ของเราทั้งนั้น พระพุทธเจ้าสอนไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของใคร ก็เพื่อประโยชน์ของเราทั้งนั้น
การให้ทาน ท่านบอกว่า ททมาโน ปิโยโหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ก็ได้รับความรักความเมตตา การสงเคราะห์ตอบแทนมาจากคนอื่นเขา การรักษาศีลก็เพื่อตัวเราทั้งนั้น ท่านบอกว่าถ้าเราไม่อยากให้ใครเขามาฆ่าเรา เราก็อย่าไปฆ่าใคร ไม่อยากให้ใครไปลักขโมยของของเรา ก็อย่าไปลักขโมยของของใคร ไม่อยากให้ใครไปแย่งคนที่เรารัก เราก็อย่าไปแย่งคนรักของใคร ไม่อยากให้ใครเขาโกหก เราก็อย่าไปโกหกใคร อยากเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ก็อย่าไปกินเหล้าเมายา อย่าไปทำให้เสียสติสัมปชัญญะไป
ส่วนการภาวนา มันเป็นประโยชน์ในปัจจุบัน คือทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ หมายความว่า ถ้ากำลังใจของเรามั่นคงเป็นผู้มีสติอยู่ รู้เท่าทันความเป็นไปของชีวิต ปล่อยได้ วางได้ เราก็เป็นผู้มีความสุขอยู่ในปัจจุบัน

ถาม : .......................................
ตอบ : อันแรกเรียกว่าทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ประโยชน์ในปัจจุบัน อันหลังเรียกว่าสัมปรายิกธรรมประโยชน์ ประโยชน์ในอนาคต คือว่ากำลังใจทรงตัว ย่อมไปสุคติ ทรงตัวน้อยไปสวรรค์ ทรงตัวปานกลางไปถึงพรหม ถึงที่สุดไปนิพพาน สิ่งที่ท่านสอน สอนแล้วเพื่อตัวเราเองทั้งนั้น ไม่ว่าในทาน ในศีล ในภาวนา เราทำเราได้ แล้วสำคัญที่สุดตอนที่พระองค์ที่สิบ ท่านเสด็จ ท่านบอกว่าเรื่องของธรรมะ ใครทำ ใครได้ ทำแทนกันไม่ได้ ถ้าหากว่าอยากได้ดี อยากไปนิพพานก็ให้ตั้งหน้าตั้งตาทำไป มัวแต่ไปเที่ยวอธิษฐานขอจากคนอื่นมันไม่ได้หรอก ท่านบอกขืนให้ไปนาน ๆ ฉันก็ไม่มี กลายเป็นบารจนพอดี มันให้กันไม่ได้ เพียงแต่ว่าผู้ใดที่ต้องการ อยู่ในลักษณะที่เป็นกำลังใจ ท่านก็ให้ แต่ท่านก็จะแทรกข้อคิดอยู่ตลอด

ถาม : มีอยู่วันหนึ่ง มีความรู้สึกว่าไม่สบายเวียนหัว แล้วพอไปเข้าห้องน้ำ แล้วรู้สึกหน้ามืด พอหน้ามืดตอนนั้น จิตมันฉุกคิดขึ้นมาว่า เราเป็นอย่างนี้ เพราะมีร่างกาย พอคิดอย่างนี้แล้วรู้สึกมืดไปหมดเลย ไม่รู้ตัว ?
ตอบ : คืออย่างนั้นแสดงว่ากำลังใจของเราใช้ได้จ้ะ ถึงเวลาเกิดเวทนา เกิดความเจ็บไข้ได้ป่วยกับร่างกายขึ้นมา เราสามารถนึกถึงข้อธรรมคำสอนได้อะไรได้ ตอนนั้นถ้าตั้งใจหน่อยเดียวว่าถ้าตายตอนนี้เราไปนิพพาน ก็สบายเลย แสดงว่าลูกพ่อจริง ๆ หลวงพ่อท่านก็ไปหน้ามืดอยู่ในห้องน้ำ แล้วท่านไม่ได้หน้ามืดเฉย ๆ หล่นจากโถส้วมไปกองกับพื้นเลย เสร็จแล้วท่านก็อุตส่าห์พยายามทรงตัวถอดกลอนออกมา แล้วมาล้มหมอบอยู่หน้าห้องน้ำ ท่านบอกว่า เดี๋ยวคนมันไปลือว่าข้าตายคาโถส้วม ลูกศิษย์จะขายหน้าเขา ก็เลยตะกายออกมาตายข้างนอก หมดลมอยู่พักหนึ่ง พระท่านไล่กลับมา ก็เลยต้องฟื้นใหม่

ถาม : แล้วตอนนั้นที่มันรู้สึกว่ามืดไปนั้นเป็นอย่างไรคะ ?
ตอบ : อันนั้นมีอยู่สองอย่างจ้ะ คือว่า สติมันขาดไป เพราะว่าเวทนาที่เกิดขึ้นมันบีบคั้น อีกอย่างหนึ่งก็คือว่า สติพอเป็นฌานอยู่บ้าง แต่ว่าตามไม่ทัน ก็ตัดไปเฉย ๆ ลักษณะนั้นเหมือนกับวูบไป อาการมันใกล้เคียงกันมาก ต้องสังเกตดูให้ดี แต่ว่าถ้าทำในลักษณะนั้นได้ก็สบายใจได้เลยว่า อย่างน้อยกำลังใจของเราน่าจะเกาะความดีได้อยู่บ้าง แต่อย่าไปประมาทนะ หมั่นทำบ่อย ๆ

อาตมาตอนป่วยหนักคราวก่อนนี้ เกาะไม่ปล่อยเลย เขาจะหามไปเผาทิ้งเสียแล้ว ถึงเวลาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยมันเกิดขึ้นหนัก ๆ ถึงเวลาก็จับอารมณ์ภาวนาเพื่อหนีความทุกข์ของร่างกาย ปรากฏว่าจับแน่นไป เขาจะเอาไปเผาเสียแล้ว อย่าพยายามเลียนแบบจ้ะ คนไม่เข้าใจเขาจะจับไปเผาแล้วจะยุ่ง

ถาม : แต่ก่อนที่จะวูบไป จิตมันรู้ตัวว่ามันเวียนหัว แต่ไม่มีความทุกข์ ?

ตอบ : จ้ะ มันจะรู้เท่าทันมัน แต่ขณะเดียวกัน จิตก็พร้อมที่จะรับมัน ตอนนั้นนึกถึงพระได้เลยจ้ะ ถ้าหากว่าเราตายตอนนี้ขอไปอยู่กับพระที่นิพพานกับท่านแล้วกัน ทำอารมณ์ใจสบาย ๆ มันจะเป็นจะตายเรื่องของมัน ถ้ามันลืมตาตื่นขึ้นมา เราก็ทุกข์ต่อไป ถ้ามันไม่ลืมตาตื่นขึ้นมาเราก็สบายไปเลย อาตมาพยายามทำหลายทีแล้ว ตื่นทุกที

ถาม : (เกี่ยวกับสุขภาพสายตา)
ตอบ : มีอยู่สมัยหนึ่ง จะมีพระอยู่หลายคณะ พอออกพรรษาแล้วก็จะไปกราบพระพุทธเจ้าที่เชตวันมหาวิหารโน้น คณะหนึ่งเดินมาทางราบ ชาวบ้านเขาเห็นก็นิมนต์เข้าไปเลี้ยง ตอนที่เขาประเคนอาหารพระอยู่ ปรากฏว่าไฟมันไหม้ไปติดที่เสวียนหญ้าที่เขาเอาไว้รองหม้อ สมัยก่อนจะใช้หม้อดิน เขาจะเอาหญ้ามามัดขดเป็นกลม ๆ สำหรับเอาหม้อวางไว้ มันจะได้ไม่แตก ไม่หก ไม่ล้ม ไฟไหม้ไปติดเสวียนหญ้าแล้วลมตีมันลอยขึ้นไป ปรากฏว่าอีกาตัวหนึ่งบินผ่านไปสวมฉับเข้าพอดีเลย โดนไหม้ร่วงลงมาตาย พระก็แปลกใจว่า เออหนอขนาดอยู่บนอากาศขนาดนั้นยังโดนไฟไหม้ร่วงลงมาตายได้ จะต้องมีอะไรที่เป็นเบื้องหลังชนิดที่เรียกว่าคิดไม่ถึงแน่นอน จำเราจะต้องไปถามพระพุทธเจ้าดู ก็ตั้งใจเดินทางไป

อีกคณะหนึ่งมาทางทะเล อาศัยเรือเขามา ปรากฏว่าเรือแล่น ๆ อยู่ ทั้ง ๆ ที่ลมส่งดีแต่เรือไม่ไป ติดอยู่ เหมือนกับว่าทิ้งลมอย่างนั้น แก้ไขอย่างไรก็ไปไม่ได้ นายเรือก็เลยคิดว่าคนกาลกิณีจะต้องเกิดขึ้นแล้วในสถานที่ของเรา ก็เลยทำฉลากให้จับ ปรากฏว่าไปเจอะเอาเมียสาวสวยเช้งของนายเรือพอดี ก็เลยให้จับใหม่สามครั้ง ปรากฏว่าจะจับก่อน จับหลัง จับตรงกลาง ก็ได้คนเดียวนั่นแหละ นายเรือก็เลยตัดสินใจเพื่อให้คนทั้งหลายอยู่รอด ก็ต้องสละภรรยาตัวเอง เลยจับภรรยาโยนน้ำไปเสีย เรือก็แล่นต่อไปได้ พระที่ติดเรือไปด้วยก็คิดว่า คนเราทำกรรมอะไรถึงปานนี้หนอ จำเราต้องไปถามพระพุทธเจ้าดู
ส่วนอีกรายมาทางป่าและเขา คราวนี้พอค่ำลงก็มาขอพักที่วัดแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นวัดป่ามีถ้ำใหญ่อยู่ พระเจ้าถิ่นก็จัดที่นอนให้อยู่ในถ้ำ มาด้วยกันเจ็ดองค์ ปรากฏว่าขณะที่นอนอยู่ มีก้อนหินใหญ่ ท่านใช้คำว่า ใหญ่เท่าเรือนยอด เรือนยอดนี่หมายถึงกุฏิมียอดสมัยนี้นะ หินใหญ่เท่าเรือนยอดกลิ้งตกจากเขามาอุดปากถ้ำไว้พอดีเลย พอตอนเช้าพระเจ้าถิ่นเห็นก็ตกใจ รีบเกณฑ์ชาวบ้านมาช่วยกันงัด ช่วยกันแงะ ดึงยังไงก็ไม่ออก พระท่านก็อดอยู่ข้างในนั่นแหละ พอถึงวันที่เจ็ดปรากฏว่าหินมันกลิ้งออกไปเฉย ๆ ไม่ต้องให้ใครทำอะไรเลย เจ็ดองค์ก็หิวโซออกมาเชียว จนกระทั่งเขาเลี้ยงกินอิ่มหนำมีเรี่ยวมีแรงดีแล้ว ก็คิดว่า เออ เราทำกรรมอะไรมาหนักขนาดนี้นะ ถึงได้มาอดข้าวอดน้ำมาตั้งเจ็ดวัน

พอไปถึงพระเชตวันมหาวิหารก็ต่างคนต่างกราบปฏิสันถารเรียบร้อยแล้ว ท่านก็ทูลถามกันว่าเกิดอะไรขึ้น พวกกรรมต่าง ๆ อย่างนี้ถึงได้มีอยู่ พระพุทธเจ้าท่านก็บอกว่า อีกาตัวนั้นสมัยหนึ่งเป็นชาวนา วัวของแกดื้อมาก ทำอย่างไรก็ไม่ยอมไถนา แกเลยเอาฟางมาม้วนพันคอวัวไว้ แล้วจุดไฟเผา วัวมันทนไม่ไหวก็ตาย แกต้องตายเพราะไฟตามกรรมที่สร้างไว้ตลอด ๕๐๐ ชาติ

คราวนี้อีกรายหนึ่งที่เป็นภรรยาของนายเรือนั่น หลายชาติที่แล้วเป็นภรรยาของนายพราน คราวนี้สามีตาย ตัวเองประเภทอยู่สองคนกับหมา หมาก็เป็นนักล่าอยู่แล้ว ไปไหนก็ไปด้วย ทีนี้คนก็พูดแซวไปเรื่อยเปื่อยว่า พรานผู้หญิงเขามาแล้ว เดี๋ยวล่าสัตว์ได้เราจะขอแบ่งไปกินบ้างอะไรอย่างนี้ แซวกันไปแซวกันมา พอหลายวันเข้าแกก็อาย เลยใช้วิธีว่าจับหมาเอาหม้อผูกคอ เอาทรายใส่แล้วผลักลงน้ำ ก็จมน้ำตาย พระพุทธเจ้าก็บอกว่าหมาตัวนั้นในอดีตชาติ ชาติหนึ่งเคยเป็นสามีของผู้หญิงคนนั้น คราวนี้พอเกิดมาเป็นหมาก็เลยจำได้ คอยติดสอยห้อยตามไม่ห่าง ใครเข้าใกล้มาก็คอยป้องกัน ทำด้วยความรักความผูกพัน จากอดีตชาติมา แต่ผู้หญิงเขาโดนแซวอยู่บ่อย ๆ ทนไม่ไหวก็จับถ่วงน้ำไปเลย ชาตินี้กรรมก็เลยพาให้ตัวเองต้องชดใช้บ้าง เรือวิ่งอยู่กลางทะเลแท้ ๆ ไปไหนไม่ได้ ก็เลยเอาฉลากให้จับว่าใครเป็นตัวกาลกิณีทำให้เกิดเหตุนี้ แกก็จับได้ทั้งสามครั้ง นี้เป็นกรรมจากอดีตมา

ส่วนพระอีกเจ็ดองค์ที่ไปติดอยู่ในถ้ำบอกว่าหลายอัตภาพที่แล้วมา เกิดเป็นเด็กเจ็ดคนมีหน้าที่ต้อนวัวไปเลี้ยง ถึงเวลาก็ตามประสาเด็ก มีหนังสติ๊กก็ไล่ยิงนกตกปลาของตัวเองไปเรื่อย เจอเหี้ยตัวใหญ่เข้า คิดว่าจะกินมันล่ะ ก็ไล่ต้อน เหี้ยไม่มีทางหนีก็ผลุบเข้าไปรูที่จอมปลวก พวกนี้เห็นว่าค่ำแล้วไม่สามารถที่จะขุดมันได้ในวันนี้หรอก ก็หาไม้หาอะไรมาอุดรูเอาไว้ เสร็จแล้วก็กลับบ้านไป คราวนี้วันต่อมาลืมว่าตัวเองขังเหี้ยเอาไว้ ก็ต้อนวัวไปหากินทางอื่น ต้อนไปต้อนมา พอวันที่เจ็ดย้อนกลับมาทางเดิมพอดี เห็นจอมปลวกนึกได้ ก็รีบไปดึงไม้ที่อุดอออกมา ปรากฏว่ามันคลานออกมาผอมโหลเหลเชียว จะตายแหล่ไม่ตายแหล่ เลยหมดความน่ากิน อดเจ็ดวันแล้ว ไม่อ้วนเหมือนเดิมแล้ว ก็ปล่อยมันไป โทษที่ตัวเองขังเขาไว้เจ็ดวันไม่ได้กินข้าวกินน้ำ ชาตินี้เลยเป็นเหตุให้ไปติดอยู่ในถ้ำเสียเจ็ดวันอดข้าวอดน้ำเสียเหมือนกัน

พอพระทั้งหมดได้ยินก็เกิดสลดใจว่า เออหนอ คนเราทำกรรมขึ้นมาแล้ว ถึงจะบินอยู่บนฟ้า ลอยอยู่กลางทะเลก็ดี หลบซ่อนอยู่ในถ้ำก็ดี ไม่สามารถที่จะหนีกรรมนั้นได้เลย เลยสลดใจขึ้นมา พระพุทธเจ้าท่านเลยเทศน์สงเคราะห์ให้กลายเป็นพระอริยเจ้าไปเยอะแยะ คือท่านแสดงให้เห็นชัด ๆ ว่าไม่ว่าคุณทำอะไรไว้ก็ตาม ถึงเวลาผลลัพธ์นั้นจะเกิดขึ้นกับตัวเราเอง เป็นไง ฟังแล้วสยองไหม
http://www.grathonbook.net/book/images/end.jpg
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>

sharingidea
20-08-2007, 09:33 PM
อนุโมทนาสาธุครับ

พัชรวัฒน์
21-08-2007, 08:21 AM
โมทนา สาธุ ครับ

somsak say
30-08-2007, 10:16 PM
สาธุ ครับ

juten
31-01-2008, 11:50 AM
โมทนาครับ

Khundeaw
17-02-2008, 10:13 AM
ได้คำตอบของหลายๆปัญหา...
กระจ่างเพิ่มขึ้น
อนุโมทนาสาธุด้วยคนครับ