PDA

View Full Version : 51-60


WebSnow
09-05-2005, 07:37 PM
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_051.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_052.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_053.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_054.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_055.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_056.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_057.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_058.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_059.jpg
http://www.palungjit.com/download/jurai/Jurai_060.jpg

survivor
11-05-2005, 03:25 PM
จุไรท่องเที่ยวดาวพุธ

โดย ส.ธ.

ลูกรักทุกคน วันนี้มีโอกาสมาคุยกับบรรดาลูกรักทั้งหลายตามเดิม วันนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๓๐ เมื่อตอนบ่ายนี้ป่วยมาก คิดว่าจะไม่มีโอกาสมาคุยกับลูกกับหลาน ตอนนี้อาการทรงตัวนิดหน่อยก็ถือโอกาสมาคุยกับลูกกับหลานตามปกติ เพราะว่าเป็นการเล่านิทานสำหรับเสียงลูกหลานที่รัก จงอย่าถือเป็นสำคัญ เพราะอาการป่วยของพ่อมันมีเป็นปกติ เสียงคนป่วยก็ไม่ใช่เสียงคนปกติ ในเมื่อคนไม่ปกติเสียงก็ต้องไม่ปกติ อันนี้เป็นกฎของธรรมดาของโลกที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า "โลกนี้เป็นอนิจจัง" คือมันไม่เที่ยง ไม่มีการทรงตัว ไม่มีความแน่นอน เดี๋ยวก็เป็นอย่างนั้น เดี๋ยวก็เป็นอย่างนี้ ทุกขัง ถ้าเรายึดถือมันมากเกินไปจิตใจก็เป็นทุกข์ สู้วางเฉยไม่ได้ มันจะเป็นอย่างไรก็ช่างมัน อนัตตาในที่สุดมันก็พังทั้งหมด ร่างกายก็พังเสียงก็พัง ทั้งรูปทั้งนามก็พัง พังหมดไม่มีอะไรเหลือ ในที่สุดเราก็ถือ การวางเฉย เป็นสำคัญ

การที่มาพูดวันนี้ทั้ง ๆ ที่มันยังป่วยอยู่ ก็เพราะว่าถ้าแรงยังมีอยู่บ้างก็ควรจะทำ เพราะการปล่อยการงานให้คั่งค้าง เช่น ลูกหลานทั้งหมดปล่อยการบ้านให้คั่งค้าง ปล่อยวิชาความรู้ให้คั่งค้าง ไม่ตรวจดูตรวจสอบ ไม่ทบทวน ในเมื่อความรู้ไม่ครบถ้วน อย่างนี้เขาถือว่าเป็นอัปมงคล คำว่า "อัปมงคล" คือ ไม่ดี การงานทุกอย่างที่เราต้องทำ ต้องทำให้เสร็จ วิชาความรู้มีกี่วิชาต้องเรียนให้ได้ เรียนให้รู้ ต้องให้รู้ดีอย่างเขาจึงจะใช้ได้ ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "อะนากุลา จะ กัมมันตา เอตัมมังคะละ มุตตะมัง" การที่มีการงานไม่คั่งค้างจัดว่า เป็นอุดมมงคล

ความจริงสำหรับพ่อ งานนี้ไม่เกี่ยวเป็นงานประจำ เป็นงานอดิเรก ถึงแม้ว่าจะเป็นงานอดิเรก แต่เป็นอาหารจิตของใจของบรรดาลูกทั้งหลาย อาหารใจนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ที่พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า "มโนสันเจตนาหาร" หมายความว่าอาหารของใจ ความจริงลิ้นก็แข็งเสมหะก็มัด เสมหะมันรัดพูดไม่ชัด

ก็รวมความวันนี้มาเล่านิทานกัน เป็นการให้อาหารทางใจสำหรับบรรดาลูกรักทุกคน แต่นิทานวันนี้จะเป็นเรื่องของดาวพระพุธ หรือว่าโลกพระพุธ ความจริงพระพุธนี่ก็เป็นพระเสวยอายุองค์หนึ่งในตำราโหราศาสตร์ เขากล่าวว่าพระพุธเป็นสมพระเคราะห์ นั่นก็หมายความว่าบุคคลใดมีพระพุธเสวยอายุจริง ๆ ๑๗ ปี ในช่วง ๑๗ ปีนั้นก็มีพระอื่นแทรก ถ้าพระดีเข้ามาแทรกก็เสริมความสุขให้มากขึ้น ถ้าบังเอิญพระที่มีความเร่าร้อนเข้ามาแทรก ก็จะเอาความทุกข์มาเติมในความสุข สุขบ้าง ทุกข์บ้าง เยือกเย็นบ้าง เร่าร้อนบ้าง

สมมุติว่าถ้าพระอาทิตย์มาแทรกพระพุธ พระพุธมีความเยือกเย็นมีความเป็นสุข พระอาทิตย์เร่าร้อน คนที่ถูกพระอาทิตย์แทรกก็หนาว ๆ ร้อน ๆ ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง สุขบ้าง ทุกข์บ้าง

ถ้าพระจันทร์มาแทรก พระพุธกับพระจันทร์นี่รักกันมาก สมพระเคราะห์เหมือนกัน ความสุขที่มีจากพระพุธให้ก็ยิ่งมีคความสุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป

ถ้าพระอังคาร คือจอมเทวดาแห่งสงคราม หรือที่เรียกว่า พระเจ้าแห่งสงคราม พระอังคารนี่ดุร้ายมาก มีความเร่าร้อนมาก ตามที่บรรดาลูกรักทั้งหลายทุกคนทราบอยู่แล้วเมื่อวันวานนี้ ก็จะทำให้พระพุธที่มีความเยือกเย็นอยู่มีความร้อนระอุขึ้นมา

ก็รวมความว่าความสุขกับความทุกข์ปะปนกัน ถ้าบังเอิญพระพฤหัสเข้ามาแทรก ท่านเป็นผู้ใหญ่ พระพุธมีความเยือกเย็นมีความเป็นสุข และเอาผู้ใหญ่เข้ามาแทรกก็ทำให้มีความสุขยิ่งขึ้น

ถ้าพระศุกร์เข้ามาแทรกจะมีความสุขและมีความร่ำรวยมากขึ้น

ถ้าพระเสาร์เข้ามาแทรกลูกรัก ยุ่งอีก เสาร์นักเลงโต

หรือพระราหูเข้ามาแทรกก็เป็นพาลเกเร ราหูนี่ขี้เมา เสาร์นักเลงโต

รวมความว่าเอาความทุกข์เข้ามาแทรกความสุข ในเมื่อดาวพระเคราะห์เขากล่าวถึงพระพุธ ว่าเป็นดาวที่ให้ความสุข ฉะนั้นเมื่อพูดถึงดาวพุธก็ต้องพูดในด้านของความสุข คือความสุขถ้าจะมีขึ้นมาได้บรรดาลูกหลานที่รัก มันต้องมีสิ่งที่มีชีวิตความจริงดาวพระพุธนี่ ถ้าตามดาราศาสตร์หรือฝรั่งที่เขาส่องกล้องดู หรือว่าใช้เครื่องวิทยาศาสตร์เขาจะเห็นมนุษย์หรือเปล่าก็ไม่ทราบ บางทีเขาจะบอกว่าในดาวพระพุธไม่มีสิ่งที่มีชีวิต แต่ทว่าเรื่องนิทานนี่บรรดาลูกรักทั้งหลาย จะเอาสิ่งที่มีชีวิตสักกี่แสนประเภทก็ได้ นิทานเสียอย่าง

ก็รวมความว่าวันนี้ดาวพระพุธต้องมีสิ่งมีชีวิต แต่ว่าทั้งหมดนี้ที่เล่ามาเป็นเรื่องของนิทาน ขอบรรดาท่านผู้ฟังก็ดี ท่านผู้อ่านก็ดี จงอย่าถือเอาเป็นตำรา ถ้าถือเป็นตำราท่านจะกลุ้มใจตาย ก็มาเล่ากันต่อไปว่าจุไรคนสวยซึ่งมีอายุย่างเข้า ๕ ปี ซึ่งมีความเคารพในองค์สมเด็จพระชินสีห์ คือพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ ไม่สงสัยในความดีของท่าน มีความเคารพแน่นแฟ้นมาก แล้วก็มีศีลบริสุทธิ์ มีกรรมบท ๑๐ บริสุทธิ์ มีความกตัญญูรู้คุณต่อบิดามารดาและท่านผู้มีคุณ วันนี้จุไรหลังจากทำการบ้านเสร็จ นั่งอยู่หน้าพระพุทธรูป จิตก็นึกถึงภาพพระพุทธรูป จิตก็ชื่นบาน เมื่อลืมตาดูพระพุทธรูปแล้วก็หลับตานึกถึงภาพถท่าน ภาพก็ติดใจ ผ่องใส กำลังใจก็เป็นสมาธิ ๆ ทรงตัวเป็นกำลังของฌาน เมื่อกำลังของฌานเกิดขึ้น กำลังขออภิญญาก็เกิดขึ้น ทั้ง ๆ ที่นั่งเผลอไปแต่จิตใจคิดไปก่อนว่าดาวพระพุธเป็นอย่างไร

เมื่อวันวานนี้เราไปดูดาวพระอังคาร พระอังคารที่ชาวโลกเขาเรียกว่า "พระเจ้าแห่งสงคราม" คือว่าถ้าดาวอังควรเสวยฤกษ์ของประเทศใด ประเทศนั้นต้องเกิดสงคราม ไม่สงครามภายนอก็สงครามภายใน สร้างความเร่าร้อนให้เกิดแก่ปวงชนในประเทศนั้น ตอนนี้สำหรับดวงดาวพระอังคาร จะมีสิ่งที่เป็นแสนยานุภาพเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ และเครื่องประหัตประหารอยู่มาก แต่ว่าสงครามจริง ๆ ลูกรัก ไม่ใช่แต่ต้องการอาวุธอย่างเดียว หรือไม่ใช่ว่าต้องการแต่ทหารอย่างเดียว หรือว่าต้องการเฉพาะทหารและอาวุธทั้ง ๒ อย่างก็หามิได้ สงครามจะเอาท้องเดินไม่ได้ต้องเอาอาหารเดิน ฉะนั้นสงครามต้องมีอาหาร คือทรัพย์สิน

ฉะนั้นโลกพระอังคารหรือดาวพระอังคารจึงมีทองคำมาก มีทองขาวมาก มีเงินมาก มีเพชรนิลจินดามากเพราะมีความสำคัญด้วย มีแร่ธาตุที่มีราคาสูง ๆ อยู่ในดาวพระอังคาร ถือว่าเป็นพลาธิการของกองทัพ กองทัพจะไปไหนอาหารต้องตามไปด้วย ทรัพย์สินต้องตามไปด้วย ถ้าขาดอาหารขาดทรัพย์สินกองทัพก็พัง นั่นหมายถึงว่าต้องแพ้

ก็รวมความว่าโลกพระอังคารเต็มไปด้วยสรรพาวุธ และเต็มไปด้วยเสบียงอาหาร เรียกว่าหน่วยรบก็มี หน่วยพลาธิการก็มี ตอนนี้ก็มาว่าถึงดาวพระพุธ ในเมื่อจุไรคิดทบทวนไปทบทวนมา เขาว่าอังคารเป็นดาวสงคราม วันนี้เราอยากจะไปดูดาวพระพุธ เธอคิดไว้ก่อน ๆ ที่จะนั่งดูพระ พอจิตเข้าเป็นสมาธิสมบูรณ์แบบทั้ง ๆ ที่ยังไม่คิดว่าจะไปจิตก็หลุดไปทันที พร้อมกับดวงใจเห็นภาพพระอยู่ หน้าแจ่มใสมากเป็นประกายพฤกษ์ ขณะที่จิตหลุดลอยไป ก็ปรากฏว่าไปลอยอยู่เหนือโลกพระพุธ

ในตอนนี้บรรดาลูกหลานที่รัก จุไร ได้ยินเสียงพระท่านตรัสว่า "จุไรลูกรัก ลูกมีความดีมาก เมื่อทำการบ้านเสร็จขณะที่ทำการบ้านก็ดี รับฟังคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ก็ดี รับคำแนะนำตักเตือนสั่งสอนของบิดามารดาก็ดี ลูกสามารถระงับนิวรณ์ได้อย่างดี คำว่า "นิวรณ์" แปลว่าคุณชาติกั้นความดี แปลอย่างนี้เบาไป คำว่า "นิวรณ์" ก็แปลว่าเป็นกิเลสหยาบที่ทำปัญญาให้ถอย นิวรณ์ก็คือ

๑. ความรักในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสระหว่างเพศ และ

๒. อารมณ์ไม่พอใจ

๓. ง่วง

๔. จิตฟุ้งซ่านเกินไปไม่ยอมรับและจดจำคำสั่งสอน

๕. สงสัยว่ามันจริงหรือไม่จริง ควรหรือไม่ควร

อารมณ์เลว ๆ อย่างนี้ไม่มีในจิตใจของจุไรลูกรักเวลารับคำสอน ฉะนั้นเวลาที่มองดูภาพพระพุทธรูป อารมณ์เลว ๆ อย่างนี้จะไม่ปรากฏในจิต ในเมื่ออารมณ์เลว ๕ ประการไม่ปรากฏในจิต ๆ ก็เป็นสมาธิ จิตสะอาด ความเป็นทิพย์ก็เกิด กำลังของความเป็นทิพย์ก็เกิด ฉะนั้นจุไรลูกรัก ทั้ง ๆ ที่ยังไม่คิดว่าจะมาโลกพระพุธ แต่ก็สามารถมาถึงได้ จงจำไว้ว่าคนที่มีความคล่องในฌานก็ไม่ต้องภาวนา เพียงแค่นึกว่าจะต้องการไปไหน และทราบอะไรก็ตาม จิตก็จะรวบรวมกำลังใจทันที ตัดนิวรณ์เอง โดยอัตโนมัติ จิตสะอาดแล้วก็จะถึงภาพ นั้นทันที อย่างของลูกนี้ยังช้าไป แต่ความจริงก็ยังเร็วกว่าหลาย ๆ คน แต่ถึงกระนั้นก็ดียังช้าไป จงพยายามรวบรวมกำลังใจให้เป็นสมาธิ ให้จิตสะอาดอยู่เสมอนั่นคือไม่สนใจกับอารมณ์อื่น นอกจากจับภาพพระหรือคำภาวนา"

หลังจากนั้นพระท่านก็ตรัสว่า "ลูกรักจงดูข้างหน้า ดวงดาวที่เห็นนี่ หรือว่าโลกที่เห็นนี่เป็นดวงดาวพุธหรือว่าโลกพุธ"

(คำว่า "พุทธะ" แปลว่ารู้ หรือเบิกบานแล้ว ความจริงลูกรักที่รับฟังทุกคน วันพุธนี่เขาให้ "ธ" สะกดเฉย ๆ แต่พุทธะที่เราแปลว่า เบิกบานแล้วก็ดี รู้ก็ดี นั่นเขามี "ท" สะกด "ธ" ต่อท้ายกำกับอยู่ เขาแปลว่ารู้ หรือเบิกบานแล้ว เราก็ใช้กันแค่สำเนียงว่าพุทธะเหมือนกัน ในเมื่อพุธเหมือนกันก็ต้องแปลว่ารู้ได้เหมือนกัน ไม่อย่างนั้นนิทานเรื่องนี้ก็ไปไม่รอด)

"ในเมื่อดาวพุธเป็นดาวรู้ คำว่า "รู้" นี่ก็หมายความว่าต้องตัดอารมณ์ที่ไม่รู้ เจ้าจงดูในดาวพุธแล้วก็จะรู้ทุกอย่าง ด้านหน้าของดาวพุธคือด้านหัว ต้องถือว่าด้านหัวกับด้านหาง ด้านหัวของดาวพุธเป็นดาวหัวโล้นปราศจากบ้านเรือนบุคคล และต้นหมากรากไม้เพราะด้านหัวของดาวพุธอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มาก

คำว่า "อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์" ไม่ใช่อยู่ชิด ยังไกลกับแสงไฟที่ห้อมล้อมดวงอาทิตย์อยู่หลายล้านโยชน์ นับเป็นล้าน ๆ โยชน์ ต้องหลาย ๆ ล้านโยชน์ ไกลมาก แต่ว่าการมองดูจากที่ไกลของไกลก็อาจจะเห็นว่าใกล้ ตัวอย่างเมฆขาวก็ดี เมฆดำก็ดีที่ลอยอยู่ในอากาศ ถ้าเรามองจากพื้นดินจะมีความรู้สึก หรือมีความเห็นว่าเมฆนี่ติดท้องฟ้า คือฟ้าสีเขียวหรือที่เรียกว่าสีฟ้านั่นคือฟ้า เมฆลอยนี่ลอยติดท้องฟ้าจริง ๆ แต่พอเราขึ้นเครื่องบินไป เครื่องบินผ่านเมฆไปแล้ว ท้องฟ้าก็ยังไกลแสนไกลสุดลูกตาของเรา ความจริงมันไม่ได้ชิดกันเลย เครื่องบิน ๆ เหนือเมฆไปไกลแสนไกลมาก มองดูเมฆคล้าย ๆ กับพื้นดินหรือว่าเหมือนกับทะเล แต่ว่าท้องฟ้าก็ยังสูงตามเดิม ข้อนี้ฉันใดการมองสิ่งที่ไกลมันไกลจากกันอาจจะเห็นเป็นใกล้ได้

ฉะนั้นโลกพระพุธก็เหมือนกันที่เขาลือกันว่าอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ แต่ความจริงไม่ใกล้ถ้าจะวัดกันไปจริง ๆ ก็ไกลจากแสงไฟที่หุ้มห่อดวงอาทิตย์อยู่ห่าง ๆ นับเป็นล้าน ๆ โยชน์หรือนับเป็นล้าน ๆ ไมล์ก็แล้วกันนะ เวลานี้โยชน์เขาไม่ใช้ ไกลมาก ไม่ได้ใกล้อย่างนั้น แต่ว่าด้านหัวจ่อเข้าหาทางด้านดวงอาทิตย์ แล้วก็ไม่พลิกไป ก็เหมือนกับโลกที่เราอยู่ เธอหมุนลูกข่างหัวปักไปในรูปเดิม

ฉะนั้นในด้านของดาวพุธจึงมีแต่ความเร่าร้อน ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นร้อนบ้างหรือเย็นบ้าง ร้อนอย่างเดียว ถามว่าถ้าจะร้อนอย่างเอาไฟเผาแดงโชนหรือไม่ก็ต้องตอบว่าไม่ ไม่ถึงขนาดนั้น มันร้อนขนาดต้นไม้ขึ้นไม่ได้ ร้อนขนาดสิ่งที่มีชีวิตอยู่ไม่ได้ มันร้อนจัด หากเข้ามาถึงตอนกลาง ๆ ของดวงดาวหรือโลกพระพุธ (ดาวพระพุธก็ได้ โลกพระพุธก็ได้) ตอนนี้จะมีความร้อนน้อย ถ้าเลยกลางเข้าไปนิดหน่อยเริ่มมีความอุ่น เลยเข้าไปมากหน่อยเริ่มมีความเย็น เลยใกล้เข้าไปสุดท้ายเย็นเฉียบเป็นน้ำแข็งแฉะ หมายความว่าหนาวเฉียบ

ก็รวมความว่าโลกพระพุธ หรือว่าดาวพระพุธเป็นดาวรู้ เราจะรู้ได้ทั้ง ๒ ประการ รู้ได้ทั้งความร้อนและความเย็น ความแกร่งของด้านหัวเป็นที่ไม่พึงพิศมัยของใครทั้งหมด คนก็ไม่ต้องการ สัตว์ก็ไม่ต้องการ แม้แต่ต้นไม้ไม่มีชีวิตก็ไม่ต้องการ ขึ้นไม่ได้ ร้อนจัด แต่พอมากลาง ๆ ต้นไม้หายาก แต่ว่าความจางของความร้อนหมดไปมาก ก็จะร้อนขนาดเทียบกับตะวันออกกลาง"

(นี่นิทานนะ มันจะถูกหรือผิดก็ไม่มีความสำคัญ ถูกทั้งนั้นแหละ เราพูดคนเดียวไม่มีใครขัดคอลูกรัก ใครจะว่าผิดก็ช่างเขา เราว่าของเราถูกก็แล้วกันมันก็หมดเรื่อง)

ก็รวมความว่าตอนกลางร้อนจัดแต่ร้อนไม่ถึงด้านหัว ชักจะเริ่ม ๆ มีกระแสน้ำนิด ๆ แต่เป็นไอระเหยมาก น้ำในทะเลของดาวพระพุธ หรือโลกพระพุธในตอนนี้ก็ยังกินกันไม่ได้ เพราะมีความเค็มจากกระแสดินและทราย มันเค็มเพราะอะไรก็ไม่ทราบ ใครเอาเกลือไปใส่ก็ไม่ทราบ ยังกินกันไม่ได้น้ำไม่ควรจะกิน เลยกลางเข้าไป คิดว่าวัดเอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ๒ ใน ๓ ของดาวพระพุธนับแต่หัวโลกเข้ามาเป็นสิ่งที่คนไม่ต้องการ คือแกร่ง คือเครียดมีความร้อนไม่มีอะไรดีเลย และจากนั้นไปเหลือตอนท้าย ๑ ใน ๓ ของโลกพระพุธเริ่มเย็นเข้าไปทีละน้อย ๆ ในที่สุดก็เย็นเฉียบ ด้านปลายโลกชั้นสุดท้ายก็เหมือนกับขั้วโลกเหนือของเรา มันเย็นเฉียบขนาดนั้น น้ำเป็นน้ำแข็งจะมีการคลายตัวหรือไม่ก็ไม่ทราบ แต่เห็นเป็นน้ำแข็งอยู่ตลอดเวลา ในเมื่อแสงอาทิตย์สาดมาไม่ค่อยจะถึง หรือว่าแสงสว่างถึงแต่ความร้อนที่มีความสำคัญมาก ที่สามารถละลายน้ำแข็งได้มันไม่ถึง ส่วนที่เป็นน้ำแข็งก็ต้องเป็นน้ำแข็งไปตามเดิม ความเย็นเฉียบมีปรากฏตามเดิม

นี่รวมความว่าเรามาโลกพระพุธ "โลกพระพุธ" แปลว่าโลกรู้ เราก็เริ่มรู้ รู้ว่าโลกพระพุธนี่มีทั้งความร้อนและความเย็น ในเมื่อความร้อนเป็นเหตุเผาผลาญสิ่งที่มีชีวิต และพืชพันธุ์ต่าง ๆ แต่ความเย็นล่ะลูกรัก ความอุ่นและความเย็นเป็นตัวสร้างสิ่งที่มีชีวิตและพืชพันธุ์ต่าง ๆ อย่างในประเทศไทย หรือในประเทศอินเดีย อย่างนี้ เกี่ยวกับความร้อน เป็นประเทศของส่วนร้อนแต่ไม่ร้อนเกินไป ของเราก็มีต้นไม้ มีป่าและก็มีแม่น้ำมีทะเล มีทั้งมนุษย์และมีทั้งสัตว์

ก็รวมความว่าโลกพุธก็เช่นเดียวกัน ตอนนี้เรามามองดูตามจินตนาการ ท่านผู้ฟังและท่านผู้อ่านโปรดอย่าลืมว่า ที่เล่ามาทั้งหมดนี่ห้ามถือเป็นตำรา เพราะเป็นเรื่องของนิทาน เอาจินตนาการคือคิด ทำการคิดด้วยเหตุผล ในเมื่อโลกพุธเป็นสมพระเคราะห์ เป็นโลกที่ให้ความสุขสิ่งที่จะอำนวยความสุขในโลกพุธมีหรือไม่ จุไรก็มองลงไปลูกรัก เห็นพระท่านบอกว่า จุไรลูกรัก (วันนี้เสียงไม่ดีนะลูกรัก เพราะว่าเมื่อตอนกลางวันป่วย ตอนบ่ายรับแขกเสมหะมันแข็งเต็มคอ ตอนนี้คลายตัวลงนิดหนึ่ง ฉะนั้นเสียงจึงไม่มีความสำคัญเอาเนื้อเรื่องแล้วกัน)

ท่านกล่าวว่า "จุไรลูกรัก มองดูต่อไปซิลูก ในโลกชมภูคือโลกมนุษย์ เขาลือกันว่าในโลกพุธ ไม่มีสิ่งที่มีชีวิต แต่ว่าถ้าโลกไหนก็ตามที ถ้ามีพืชพันธุ์ธัญญาหาร มีต้นไม้ต้นหญ้างอกงาม ในโลกนั้นต้องมีสิ่งที่มีชีวิต ถ้าจะไม่มีชีวิตจริง ๆ จะต้องเป็นอย่างโลกพระจันทร์และโลกพระอังคาร โลกพระจันทร์ความจริงก็น่าจะมีสิ่งที่มีชีวิต แต่ว่ามีสภาพแกร่งเกินไป อากาศน้อนเกินไป หรือมาโลกพระอังคารเร่าร้อนมากเกินไปมีทั้งสองอย่างไม่ได้ โลกพระพุธนี้เป็นดินลูกรักไม่ใช่หิน มองดูพื้นผิวของโลกเป็นดิน บางส่วนอาจจะเป็นหินบ้าง ก็เหมือนกับโลกของเรา มันเป็นหินน้อย ๆ ไม่มีความสำคัญ แต่ว่าผิวจริง ๆ เป็นดินลึกมาก ช่วงหน้าของโลกพระพุธเป็นดินเผาที่มีความสุก มีกลิ่นหอมเมื่อถูกน้ำ แต่น้ำไปไม่ถึงแน่ มาตอนหลังเลยส่วนกลางไปแล้วมีความชุ่มชื้นมาก ฉะนั้นมองดูดินตอนหลังจะมีดินสีดำมีความชุ่มไปด้วยน้ำ ยิ่งตอนปลายก็ชุ่มมาก ในเมื่อมีดินชุ่ม จุไรลูกรัก ดูต่อไป เห็นหรือยังมีต้นหญ้า มีต้นไม้ใหญ่ มีต้นไม้ที่เป็นอาหารได้"

จุไรก็ตอบว่า "เห็นแล้วเจ้าข้า"

ท่านก็เลยนำมาตอนท้ายของโลกพระพุธ แล้วบอกว่า "จงดูตอนท้ายซิ มีอะไรบ้าง"

เธอก็ตอบว่า "ตอนท้ายมีสภาพหนาวจัด มีหิมะมาก มีสภาวะเป็นน้ำแข็งเยอะ"

ท่านก็ตอบว่า "ถูก น้ำส่วนท้ายทั้งหมดเป็นน้ำแข็งทั้งหมด"

ก็รวมความว่าเดินบนน้ำแข็งกันได้ ไม่ต้องกลัวน้ำแข็งละลายหรือไม่ต้องกลัวน้ำแข็งยุบ มันแข็งจริง ๆ ในเมื่อชมไปรอบ ๆ ก็ทราบสภาพความเป็นจริง

ต่อมาพระท่านก็แนะนำจุไรว่า "จุไรลูกรัก ลงไปส่วน ๑ ใน ๓ ของโลกพระพุธตอนท้าย มองใกล้ ๆ เข้าไปดวงตาจะเห็นชัด" จุไรก็ปฏิบัติตามนั้นไปลอยอยู่เหนือพื้นโลกประมาณ ๑ กิโลเมตร

พระก็ถามว่า "เห็นอะไรหรือยัง"

จุไรก็ตอบว่า "เห็นทุกอย่างแล้วเจ้าข้า ต้นหญ้าเล็ก ๆ ก็มองเห็น ต้นไม้ใหญ่ก็มองเห็น อาคารบ้านเรือนก็มองเห็น ถนนหนทางก็มองเห็น แหมโลกนี้ช่างมีความสุขเหลือเกิน ต้นไม้เขียวชอุ่มไปหมด หาที่แห้งแกร่งแล้งจัดเป็นเหมือนโลกมนุษย์ก็ไม่มี โลกนี้น่าจะมีความสุข"

พระท่านก็บอกว่า "ถูกแล้ว ในเมื่อโลกพุธเป็นฤกษ์สมพระเคราะห์ ตามพระเสวยฤกษ์ของโหราศาสตร์ เขาบอกว่าถ้าพระพุธเสวยอายุบุคคลใด บุคคลนั้นจะมีความสุข ทีนี้โลกพุธจริง ๆ ก็เป็นโลกที่มีความรู้ก็ต้องมีความสุข ถ้าอย่างนั้นจุไรลูกรัก ลงไปที่ต่ำ ๆ เราไปยืนใกล้ ๆ พื้นดินแต่ไม่ต้องลงดิน เพราะเดินที่ดินเราเดินช้า เราใช้อากาศเป็นที่เคลื่อนที่ของเรา ๆ ไปเร็ว ไปตามกำลังใจนึก"

พอเคลื่อนลงมาต่ำแล้วท่านก็บอกว่า "จุไร เห็นอะไรไหมลูก"

จุไรก็กราบทูลว่า "เห็นเจ้าค่ะ"

ท่านถามต่อไปว่า "เห็นอะไร"

จุไรก็กราบทูลว่า "เห็นถนนสวยสดงดงามมาก แล้วก็เห็นอาคารหลังใหญ่คล้ายศาลาวัด มุงกระเบื้องแดงจัดสีสดสวย และก็มีบ้านคนเป็นที่อาศัย แต่เป็นที่สงสัยว่าเรือนหลังใหญ่ หรือที่เรียกว่าคล้ายศาลามันเป็นแบบทรงไทย มองดูไปก็มีสวนผลหมากรากไม้ มีต้นกล้วย มีต้นอ้อย มีมะพร้าว มีทุกสิ่งทุกอย่างตามที่โลกเรามี"

แล้วเธอกลับมาทูลถามองค์สมเด็จพระชินสีห์ว่า "โลกนี้เหมือนโลกเราหรือเจ้าคะ"

ท่านก็ตอบว่า "ทุกสิ่งทุกอย่างคล้ายโลกเราจะหาว่าเหมือนไม่ได้ เพราะโลกนี้เขามีความสุขกว่าโลกชมภูที่เราอยู่มาก"

หลังจากนั้นสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงตรัสว่า "จุไรลูกรัก เราคุยกันเพลินไปสิ้นเวลาไป ๓๐ นาที ต่อไปนี้พ่อจะของดสักนิดหนึ่งเป็นการพักให้น้ำ คนฟังก็จะเมื่อย คนอ่านก็จะเมื่อย พักสักนิดหนึ่ง แล้วต่อไปเรามาต่อกันใหม่ ตอนนี้ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมลูรณ์พูนผล จงมีแด่ลูกรักทุกคน สวัสดี"

จุไรท่องเที่ยวดาวพุธ (ต่อ)

บรรดาลูกรักทั้งหลาย ต่อไปนี้ก็มาคุยกันต่อถึงเรื่องจุไรกับโลกพระพุธ สำหรับวันนี้พูดมาแล้วก็ไม่คล้ายเป็นเสียงพูด คล้ายเป็นเสียงปาฐกถาไป เพราะคอมันไม่ดี หลังจากการให้น้ำแล้วเสียงมันก็แห้ง

ในเมื่อจุไรลงไปตามคำสั่งของพระแล้ว พระท่านก็บอกว่า "จุไรลูกรัก มีความเข้าใจคำว่า รู้ หรือยัง"

จุไรก็บอกว่า "ยังไม่เข้าใจชัดค่ะ"

ท่านก็ตอบว่า "คำว่า รู้ ผู้ใดถ้าเป็นผู้รู้ บุคคลผู้นั้นก็ต้องเป็นบุคคลที่ไม่ทำความชั่ว ขึ้นชื่อว่าความชั่วทั้งหมดผู้รู้ไม่ทำ คนที่ยังทำความชั่วอยู่ คนประเภทนี้ชื่อว่ายังไม่รู้ หรือว่ารู้ไม่ครบ คือว่ารู้ดีบ้าง รู้ชั่วบ้าง ถ้ารู้ชั่วบ้างก็ถือว่าไม่รู้ เพราะความชั่วต่าง ๆ เป็นปัจจัยของความทุกข์ เมื่อทำแล้วเกิดความเร่าร้อน"

จุไรก็กราบทูลถามว่า "แล้วโลกพระพุธล่ะเจ้าคะ โลกพระพุธนี่มีมนุษย์ไหม?"

พระองค์ก็ตรัสว่า "โลกพระพุธนี่มีมนุษย์ไม่มากเท่าโลกโน้น เพราะว่ามีปริมาณจำนวนของโลกนี้กับโลกชมภูที่มนุษย์อยู่ ก็เรียกว่ามีปริมาณคล้ายคลึงกัน ไล่เลี่ยกันไม่ใหญ่ไม่เล็กกว่ากันเท่าไรนัก แต่ว่าโลกพระพุธถูกความร้อนเผาผลาญเข้าไปเสีย ๒ ใน ๓ ซึ่งไม่สามารถจะมีสิ่งที่มีชีวิต และต้นหมากรากไม้ไม่สามารถจะมีได้ สำหรับโลกชมภูนั้นมีความเยือกเย็นอยู่ตลอด ที่ร้อนก็ไม่ร้อนเกินไป แต่ว่าที่ ๆ ต้องเสียไปก็คือมีมหาสมุทรใหญ่ก็มากเหมือนกัน ที่ ๆ จะพึงอาศัยได้สำหรับคนและสัตว์ ยังมีมากกว่าโลกพระพุธมาก สำหรับโลกพระพุธนี้ก็มีทะเลมีมหาสมุทรเหมือนกัน ฉะนั้นเนื้อที่จะมีไว้ให้สัตว์หรือคนอาศัยก็มีน้อยกว่าโลกมนุษย์มาก"

แล้วเธอก็ถามว่า "คนโลกนี้เขามีอาชีพอะไรเจ้าคะ"

ท่านก็ชวนจุไรว่า "ลงไปดูกัน ลงไปดูชาวโลกพระพุธ ลงไปถึงพื้นดิน แต่เราไม่จำเป็นต้องเดินอย่างมนุษย์เขาเดินกัน ถ้าเดินอย่างนั้นไม่ทราบว่ากี่สิบปี อายุของจุไรก็ไม่สามารถจะเดินทั่ว เราใช้การเดินอย่างคนเหาะ นึกจะไปไหนไปถึงทันที จะไปช้าไปเร็วก็ได้" จุไรก็ปฏิบัติตามนั้นลงไปก็พอดีไปพบคนพอดี แต่ว่าคนในโลกนี้รู้สึกมีความยิ้มแย้มแจ่มใสเป็นพิเศษ เขามีความขยันหมั่นเพียรประกอบกิจการงาน หน้าตาก็แช่มชื่นเป็นคนมีผิวขาวนวลไม่บอกอาการของความทุกข์ ไปดูบ้านเรือนของคนทั้งหลาย มองดูไปมาก ๆ ไปหลาย ๆ หมู่บ้านก็มีแต่ความรื่นเริง บ้านก็สวยสดงดงาม ทุกคนก็มีแต่ความยิ้มแย้มแจ่มใส พืชพันธุ์ธัญญาหารต้นไม้ก็มาก ต้นกล้วย ต้นอ้อย ทุกอย่างมีมากครึ้มไปหมด อากาศก็เต็มไปด้วยความเยือกเย็นน่าอยู่ นี่ตอนใกล้กลางนะ ใกล้กลางมีความอบอุ่น เพราะว่าความเย็นพอสมควร ถ้าจะเทียบกับโลกมนุษย์ก็จะมีความเย็นประมาณ ๒๐ องศาตอนนี้กำลังสบาย ๆ คนสดชื่นมาก"

แล้วต่อไปพระก็ถามว่า "จุไร เห็นสัตว์เดรัจฉานบ้างไหมลูก?" จุไรมองไปมองมาทั้ง ๆ ที่ใช้ตาซึ่งเป็นนามธรรมที่เขาเรียกว่า ตาทิพย์ ก็ไม่สามารถเห็นสิ่งที่มีชีวิตเป็นสัตว์ได้ เห็นแต่คนอย่างเดียว

เธอก็ทูลตอบพระไปว่า "ไม่มี มองไม่เห็นเจ้าค่ะ สิ่งที่มีชีวิตเป็นสัตว์"

ท่านก็ตรัสว่า "ใช่ ที่นี่ไม่มีสัตว์เดรัจฉาน ไม่มียานพาหนุที่สัตว์ลาก และขอลูกรักจงดูต่อไปว่าที่นี่มีรถยนต์ไหม?" เธอมองไปทั่วโลกก็ไม่มีรถยนต์เหมือนกัน จักรกลคือรถยนต์ไม่มี

เธอก็ตอบกับพระว่า "ไม่เห็นเจ้าค่ะ"

ท่านก็ตอบว่า "โลกนี้ไม่มีรถยนต์" ให้ดูเครื่องจักรกลต่าง ๆ เธอก็มองไม่เห็นอีก

เธอก็ตอบว่า "ไม่เห็นเจ้าค่ะ"

ท่านก็ถามว่า "ถ้าไม่มีเครื่องจักรกล คนโลกนี้ต้องกินข้าวเหมือนกับโลกเรา ต้องมีความเป็นอยู่เหมือนโลกเรา เพราะเวลากินข้าวถ้าข้าวเป็นข้าวเปลือก เขาจะกินได้อย่างไร" จุไรก็จนใจ จนในคำตอบ มองไปมองมาด้วยความรอบคอบ เธอก็มองเห็นต้นข้าวที่ปรากฏขึ้นข้างหน้า ข้าวทั้งหมดปรากฏว่าเป็นข้าวสาร เดิมทีก็เป็นข้าวเปลือก พอแก่เต็มที่เปลือกก็แตกออกแยกออกมาเป็นข้าวสาร ปลายติดอยู่นิดหนึ่ง เห็นบรรดาชาวบ้านเวลาที่เขาจะหุงหาอาหาร หรือเก็บตุนไว้เล็กน้อย เขาไปเก็บใส่ถึงใส่ขันเอามากันไม่มาก แค่พอกินหรือเหลือกินนิดหน่อย คือว่าหุงเช้าแล้วก็เผื่อหุงตอนเย็น แล้วหุงกลางวันต่อไปเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ทำยุ้งไม่ทำฉาง

เธอก็ทูลตอบพระว่า "ในโลกนี้ไม่ต้องมีโรงสีเจ้าค่ะ" แล้วก็ไม่ต้องซ้อมข้าวเพราะข้าวออกมาเป็นข้าวเปลือก ต่อมาเมล็ดแตกออกมาเป็นข้าวสาร เห็นชาวบ้านกำลังเก็บกิน

ท่านก็ตอบว่า "ใช่ เธอเห็นถูกแล้ว" หลังจากนั้นองค์สมเด็จพระประทีปแก้วก็ถามเธอว่า "ไปดูซิว่าคนบ้านนี้น่ะเขาต้องฆ่าสัตว์กินไหม?"

เธอก็ตอบว่า "สัตว์ไม่มีจะให้ฆ่าเจ้าค่ะ"

ท่านก็ถามว่า "สัตว์ที่เดินบนดินไม่มี สัตว์ที่ว่ายน้ำมีไหมที่จะเป็นอาหารของเขา"

เธอมองไปดูด้วยความเป็นทิพย์ของตาหรือตาทิพย์ เธอก็บอกว่า "ไม่เห็นเจ้าค่ะ"

ท่านก็ตอบว่า "ใช่ โลกนี้ไม่มีสัตว์เดรัจฉาน ฉะนั้นจึงได้นามว่าโลกรู้ คือ โลกพุธ"

เธอก็ถามว่า "โลกรู้ทำไมจึงไม่มีสัตว์เดรัจฉาน ถ้ามีสัตว์เดรัจฉาน ๆ อาจจะรู้ภาษาคน คนอาจจะสามารถรู้ภาษาสัตว์ สามารถจะพูดกันได้ก็จะมีความรู้มากยิ่งขึ้น"

พระท่านก็ตอบว่า "จุไรลูกรัก โลกใดถ้ามีสัตว์เดรัจฉาน โลกนั้นยังไม่รู้จริง นั่นก็หมายความว่า ผู้ที่เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานนั่นเป็นคนที่รู้ไม่จริง ความรู้น้อยมากเกินไป ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าสัตว์เดรัจฉานทุกตัวมาจากคน คนที่ทำความชั่วบาปอกุศลอย่าง

๑. ฆ่าสัตว์

๒. ลักทรัพย์

๓. ประพฤติผิดในกาม

๔. พูดมุสาวาท

๕. พูดคำหยาบ

๖. พูดส่อเสียด ยุยงให้เขาแตกกัน

๗. พูดวาจาเหลวไหลไร้ประโยชน์

๘. คิดอยากได้ทรัพย์สมบัติของคนอื่นโดยไม่ชอบธรรม

๙. คิดประทุษร้ายชาวบ้าน เช่น จองล้างจองผลาญจองเวรจองกรรม แล้วก็มี

๑๐. มีความเห็นไม่ตรงตามความเป็นจริง มีความอกตัญญูไม่รู้คุณคน

คนใดที่ไม่รู้คุณคนนั้นแทนที่จะยอมรับนับถือ กลับอกตัญญูสนองเขาด้วยความชั่วชื่อว่ามีความเห็นผิด คนประเภทนี้ถ้าตายจากความเป็นคน ก็ต้องไปเกิดในอบายภูมิ มีนรก เป็นต้น แล้วก็มาเป็นเปรต มาเป็นอสุรกาย แล้วก็มาเป็นสัตว์เดรัจฉาน ฉะนั้นสัตว์เดรัจฉานทุกตัวก็มาจากคน ไม่ใช่ถือกำเนิดเกิดมาในโลกเป็นสัตว์ทีเดียว เกิดเป็นคนก่อน แต่เป็นคนที่มีความชั่ว คนที่ทำความชั่วคือ

๑. การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต หรือทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน ฆ่าซึ่งกันและกัน อย่างนี้ไม่ถือว่าเป็นคนรู้ ถือว่าเป็นคนไม่รู้ คือไม่รู้โทษของความชั่วที่ตัวจะพึงทำ ในเมื่อเราคิดประทุษร้ายเขา เขาก็คิดประทุษร้ายเรา เราอยากจะฆ่าเขา เขาก็อยากจะฆ่าเราตอบแทน

รวมความว่าคนประเภทนี้ไม่มีความสุข ไปไหนก็ตามก็มีแต่ความระแวงสงสัยอยู่เสมอ จะหลับก็ไม่เป็นสุข จะตื่นก็ไม่

WebSnow
11-05-2005, 07:31 PM
ยอดเยี่ยมมากครับ ขอบคุณมากและขออนุโมทนา