PDA

View Full Version : ขออนุญาติถามเรื่องประสบการณ์ ญาญ ครับ


สราวุธ ลำพูน
02-08-2007, 04:19 PM
กระผมเองได้นั่งสมาธิชั่วขณะประมาน1 นาที แบบขัดสมาธิเพรชแต่มือขวาปล่อยตกไปแตะพื้น แบบสบายตัว

1.ลำดับแรกผมก็จับอาณาปณสติควบพุทธานุสติ หายใจเข้าพุทออกโท จิตของผมนั้นก้ฟุ้งซ่านเล็กน้อย

2.เมื่อถึงเวลาประมานเล็กน้อยชั่วขณะจิตของผมแต่ไม่รู้ว่ากี่นาทีความฟุ้งซ่านก็หายไป สมองไม่ได้คิดอะไร แล้วก้ไม่ได้นึกอะไร มีความรู้สึกว่าโปร่ง แต่ระหว่างนั้นอาการของปิติก็ไม่ได้เกิด (ปิติทั้ง5)เพียงแต่คงความสดชื่นไม่อยากออกจากกรรมฐานเท่านั้น หูได้ยินเหมือนกัน แต่เหมือนไม่ได้ยินเหมือนผมไม่ใส่ใจและเผลอไม่รู้ว่าหายใจเข้าออก แต่ถ้าเผลอนึกออกได้ก็ได้ยิน ก็หายเข้าใจ

3.มีอาการเหมือนคนง่วงหลับแต่ก็รู้ตัว หัวไม่สัปงกแต่ก็เข้าไม่ได้เพราะถ้าความรู้สึกนั้นเข้ามากระผมก็กลับมาเหมือนอาการ ที่2

4.ถ้าอาการของบางวันเกิดเกินขั้นที่3ก้จะกลับกลายมาเห็นคน บ้างสัตว์บ้าง แต่กายแปลกๆโดยที่เรา ไม่นึกถึงมาก่อน แต่ภาพนั้นชัดเจนมาก เห้นหน้าชัดเจน แต่ไม่สนใจ ในขณะที่ไม่สนใจนั้น ก็ปรากฏว่า ภาพยิ่งมาเรื่อยๆ เหมือนไล่ตั้งแต่ยุคโบรานนุ่งห่มแบบโบราน มั่ง พระกับโบสแบบเก่าๆมั่ง เทียนพรรษามั่ง ยาจก หน้าเหมือนคนอินเดียมั่งเป้นต้น แต่ถ้าลองดูภาพเหล่านั้นภาพไดภาพหนึ่ง ก็รู้ว่าอยู่ได้นาน มองหน้ากันได้ แต่คุยไม่ได้

5.หลังจากผมคิดว่าผมจะพอละ จออกจากกรรมฐานหละ มีความรู้สึกเหมือนกับว่า เรากำลังเดินออกไปประตูสัก10เมตร ถึงจะมาอยู่มองเห็นที่เรานั่งสมาธิอยู่(เปรียบเที่ยมความรู้สึกขณะนั้นเหมือนการเดินออกไปที่ประตู แต่ความจริงเราไม่ได้เดิน) และกว่าจะลืมตาขึ้นได้ ก็เหมือนกับว่ามันลำบาก

6.อาการทั้งหมดนี้ เหมือนยาวนานมาก แต่ก้นั้งได้แค่ 30 นาทีเท่านั้น สาเหตุที่ต้องออกไม่ไช่ถึงที่สุดของความพยายาม แต่เนื่องด้วยเวลาบังคับ
อาการทั้งหมดนี้ ขอให้ท่านผุ้รู้ ช่วยพิจารณาอาการของกระผมด้วยครับ ว่าผมได้อะไรมามั่งได้ ขณิกสมาะหรือเปล่า หรือเป้นต้นเหตุบ่งบอกถึงอ่ะไร เรียนถามท่านผู้รู้ทีครับ..ขอบคุณครับ

countdown
02-08-2007, 10:24 PM
เหมือนพี่ชายผมเลยแกไปนั่งที่สวนมาอาการแบบเดียวกันเลยละแต่มีวิญาณมาหาแกตลอดตั้งแต่สมัยโบราณถึงปัจจุบัน ซามูไรยังมาเลยแกบอก

wit
03-08-2007, 11:34 AM
อยากให้ลองหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านน่ะครับ สามารถนำมาเป็นแผนที่ในการปฏิบัติได้เลยครับ

การพัฒนาจิต
http://www.mahamakuta.inet.co.th/T-BOOK/P-6.htm

ผู้เดินทาง
03-08-2007, 12:45 PM
หนักไปในอารมณ์ของสมาธิ แต่สติไม่มากพอจึงเคลิ้มเหมือนจะหลับ ถ้าเผลอสติอีกนิดก็จะตกภวังค์ (หลับ) ไปเลย นิมิตที่เห็นอาจไม่ใช่ของจริง เพราะจิตสร้างได้แม้แต่ นรก-สวรรค์-นิิพพานของตัวเอง ดังนั้นอย่าไปยึดถือ เมื่อหมดกิิเลส สิ้นความยึดถือแล้วนั่นแหละจึงจะพอมั่นใจในนิมิตที่เห็นได้ว่าเป็นของจริง

ควรฝึกสติให้มากขึ้นครับ และสุขภาพร่างกายก็มีผลต่อการเจริญสติ-สมาธิด้วย

telwada
03-08-2007, 08:19 PM
เป็นอาการของคนที่มีความคิดฟุ้งซ่าน เพ้อเจ้อ โดยที่ตัวเองไม่รู้ตัว

ยายผีป่า
03-08-2007, 08:29 PM
เป็นอาการของคนที่มีความคิดฟุ้งซ่าน เพ้อเจ้อ โดยที่ตัวเองไม่รู้ตัว

ลุง!

สราวุธ ลำพูน
04-08-2007, 06:37 AM
ขอบคุญมากครับ ทุกข้อท้วงติง ยินดีครับที่มีโอกาศได้สนทนาด้วย สงสัยผมคงมี อุทัจจะ มากเกินไป สงสัย วิจจิกิฉา มากเกินไป สงสัย ว่ากระผมเน้นเกินไป สงสัยว่ากระผม ไม่พิจารณา มหาสติปัติฐานสูตร สงสัยที่ผม ยังไม่ละใน นิวรณ์5 สงสัยกระผม ยังไม่เข้าใจเรื่องขั้นตอน สงสัยเพราะผม ไร้ซึ่งคนช่วงสั่งสอนครับ 555

สราวุธ ลำพูน
04-08-2007, 06:39 AM
หนักไปในอารมณ์ของสมาธิ แต่สติไม่มากพอจึงเคลิ้มเหมือนจะหลับ ถ้าเผลอสติอีกนิดก็จะตกภวังค์ (หลับ) ไปเลย นิมิตที่เห็นอาจไม่ใช่ของจริง เพราะจิตสร้างได้แม้แต่ นรก-สวรรค์-นิิพพานของตัวเอง ดังนั้นอย่าไปยึดถือ เมื่อหมดกิิเลส สิ้นความยึดถือแล้วนั่นแหละจึงจะพอมั่นใจในนิมิตที่เห็นได้ว่าเป็นของจริง

ควรฝึกสติให้มากขึ้นครับ และสุขภาพร่างกายก็มีผลต่อการเจริญสติ-สมาธิด้วย
....
คำว่าหนักไปในอารมณ์ สมาธิ หมายถึงอย่างไรครับท่าน

สราวุธ ลำพูน
04-08-2007, 06:50 AM
เป็นอาการของคนที่มีความคิดฟุ้งซ่าน เพ้อเจ้อ โดยที่ตัวเองไม่รู้ตัว
.....
ผมสงสัยอยู่อย่างหนึ่งครับ ว่า ก่อนที่ผมจะอยู่ในภาวะที่ท่านหนึ่งได้พูดว่าอยู่ในภวังนั้น สติผมจับกับลมหายใจเข้าออก ไม่ได้ไหลไปไหนเลย แล้วอาการได้ยิน หรือรับรู้ ก็เหมือนกับเราไม่ได้ยิน ส่วนนี้ เป็นส่วนที่กระผมฟุ้งซ่านหรือไม่ ครับท่านผู้รู้

ผู้เดินทาง
05-08-2007, 11:00 AM
.....
ผมสงสัยอยู่อย่างหนึ่งครับ ว่า ก่อนที่ผมจะอยู่ในภาวะที่ท่านหนึ่งได้พูดว่าอยู่ในภวังนั้น สติผมจับกับลมหายใจเข้าออก ไม่ได้ไหลไปไหนเลย แล้วอาการได้ยิน หรือรับรู้ ก็เหมือนกับเราไม่ได้ยิน ส่วนนี้ เป็นส่วนที่กระผมฟุ้งซ่านหรือไม่ ครับท่านผู้รู้

เท่าที่เล่ามาข้างบนนี้ี้ ไม่ใช่ความฟุ้งซ่านครับ แต่เป็นตัวสมาธิที่จับอยู่กับลมหายใจ จนไม่ใส่ใจในสิ่งรอบข้าง ราวกับว่าไม่ได้ยินเสียงอะไร เหมือนเวลาเราอ่านหนังสืออย่างจดจ่อ หรือเวลาเรากำลังคิดเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยู่อย่างจดจ่อ ใครมาเรียกเราอยู่ข้างๆ เราก็อาจไม่ได้ยิน จนคนเขาคิดว่าเราใจลอยฟุ้งซ่าน แต่จริงๆแล้วเป็นเพราะการทำงานของสมาธิในการอ่าน หรือการใช้ความคิดต่างหาก

sharingidea
06-08-2007, 10:06 PM
อนุโมทนาครับ

พระที่12
29-08-2007, 11:49 AM
นิมิต แปลว่า เปลี่ยนไปเรื่อยท่าจะจริง
การทำสมาธิ หัวใจอยู่ที่การกำหนดรู้ คือ สติ ๆ เป็นมรรคย่อมกำจัดสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์กับสมาธิ คุณสราวุธ ยังโดนกิเลสปรุงแต่ง ลากไปถึงประตูตั้ง 10เมตร
ไม่เป็นไรสู้กันใหม่ ตุ๊เจ้าเชียงใหม่เอาใจช่วย

เจริญพร

สาธุเจ้า 12

Baby_par
30-08-2007, 12:31 PM
เหมือนพี่ชายผมเลยแกไปนั่งที่สวนมาอาการแบบเดียวกันเลยละแต่มีวิญาณมาหาแกตลอดตั้งแต่สมัยโบราณถึงปัจจุบัน ซามูไรยังมาเลยแกบอก

จิตคนเราจะหยาบ ถ้าเกิดหมั่นทำบุญ ถือศีล นั่งสมาธิ หรือทำใจให้สงบแล้วจากจิตที่หยาบจะกลายเป็นจิตที่ระเอียดค่ะ เเล้ววิญญาณหรือผีเป็นพลังงานที่ระเอียด พอจิตเราละเอียดก็จะเห็นค่ะ >"<

ยายทองประสา
16-09-2007, 05:16 PM
เป็นการเลื่อนขึ้นลงของสมาธิ นับจากขณิกสมาธิ อุปาจารสมาธิ ฌาน1 และฌาณ2

ช่วงที่เกิดนิมิตของคุณ เป็นอุปาจารสมาธิระดับลึก (คนที่ฝึกอานาปานุสสติ จะมีอาการนิ่ง เข้าในๆๆๆ) แต่นิมิตนั้นแหละ เป็นเหตุให้จับสนใจมัน โดยละเลยการพัฒนาสมาธิให้สูงยิ่งๆขึ้นไป หากติดในนิมิต ก็จะอยู่แค่อุปาจารสมาธิ ไม่เข้าไปถึงฌาน 1 2 3 4 ได้

วิธีการ คือ อย่าไปสนใจนิมิต เป็นอะไรมาก็ช่าง เฉยลูกเดียว ภาวนาดูลมหายใจไป แต่ถ้าถึงขึ้นหยุดภาวนาไปเองแล้ว และเสียงต่างๆ สิ่งรอบข้าง ไม่สนใจ มีความสุข นิ่งอยู่ พึงทราบว่าเป็นฌาน 2 ให้นิ่งๆ ต่อไป จะเข้าฌาน 3 อาการภายนอกดับ จะรู้ได้ถึงจิตกับกายแยกกันคนละส่วนชัดเจน เมื่อถึงฌาน 4 จะเกิดแสงสว่างโพงขึ้นมาทีเดียว จนสังเกตได้ ใจตอนนั้นจะนิ่งเฉย สว่างโพง
บางทีอาจมีอารมณ์สุขใจ สลับกับนิ่งบ้าง นั้นคือ เกิดการสลับฌานกัน เดี๋ยว 3 เดี๋ยว 4 มันหากเป็นไปเอง

ขอให้ทุกท่าน จงมีความเจริญในธรรม ยิ่งๆ ขึ้นไปเถิด

สราวุธ ลำพูน
17-09-2007, 12:50 PM
กระผม ขอน้อมรับทุกข้อความที่มีเจตนาที่ดี ทุกท่าน เพื่อกระผมเองจะได้พัฒาตนเองให้ดีขึ้นกว่าเดิมครับ..

wit
19-09-2007, 07:29 PM
สาธุ...ขออนุโมทนาครับ

sharingidea
23-09-2007, 10:29 PM
อนุโมทนาครับ

วิมังสา
18-10-2007, 12:38 AM
กระผมเองได้นั่งสมาธิชั่วขณะประมาน1 นาที แบบขัดสมาธิเพรชแต่มือขวาปล่อยตกไปแตะพื้น แบบสบายตัว

1.ลำดับแรกผมก็จับอาณาปณสติควบพุทธานุสติ หายใจเข้าพุทออกโท จิตของผมนั้นก้ฟุ้งซ่านเล็กน้อย

2.เมื่อถึงเวลาประมานเล็กน้อยชั่วขณะจิตของผมแต่ไม่รู้ว่ากี่นาทีความฟุ้งซ่านก็หายไป สมองไม่ได้คิดอะไร แล้วก้ไม่ได้นึกอะไร มีความรู้สึกว่าโปร่ง แต่ระหว่างนั้นอาการของปิติก็ไม่ได้เกิด (ปิติทั้ง5)เพียงแต่คงความสดชื่นไม่อยากออกจากกรรมฐานเท่านั้น หูได้ยินเหมือนกัน แต่เหมือนไม่ได้ยินเหมือนผมไม่ใส่ใจและเผลอไม่รู้ว่าหายใจเข้าออก แต่ถ้าเผลอนึกออกได้ก็ได้ยิน ก็หายเข้าใจ

3.มีอาการเหมือนคนง่วงหลับแต่ก็รู้ตัว หัวไม่สัปงกแต่ก็เข้าไม่ได้เพราะถ้าความรู้สึกนั้นเข้ามากระผมก็กลับมาเหมือนอาการ ที่2

4.ถ้าอาการของบางวันเกิดเกินขั้นที่3ก้จะกลับกลายมาเห็นคน บ้างสัตว์บ้าง แต่กายแปลกๆโดยที่เรา ไม่นึกถึงมาก่อน แต่ภาพนั้นชัดเจนมาก เห้นหน้าชัดเจน แต่ไม่สนใจ ในขณะที่ไม่สนใจนั้น ก็ปรากฏว่า ภาพยิ่งมาเรื่อยๆ เหมือนไล่ตั้งแต่ยุคโบรานนุ่งห่มแบบโบราน มั่ง พระกับโบสแบบเก่าๆมั่ง เทียนพรรษามั่ง ยาจก หน้าเหมือนคนอินเดียมั่งเป้นต้น แต่ถ้าลองดูภาพเหล่านั้นภาพไดภาพหนึ่ง ก็รู้ว่าอยู่ได้นาน มองหน้ากันได้ แต่คุยไม่ได้

5.หลังจากผมคิดว่าผมจะพอละ จออกจากกรรมฐานหละ มีความรู้สึกเหมือนกับว่า เรากำลังเดินออกไปประตูสัก10เมตร ถึงจะมาอยู่มองเห็นที่เรานั่งสมาธิอยู่(เปรียบเที่ยมความรู้สึกขณะนั้นเหมือนการเดินออกไปที่ประตู แต่ความจริงเราไม่ได้เดิน) และกว่าจะลืมตาขึ้นได้ ก็เหมือนกับว่ามันลำบาก

6.อาการทั้งหมดนี้ เหมือนยาวนานมาก แต่ก้นั้งได้แค่ 30 นาทีเท่านั้น สาเหตุที่ต้องออกไม่ไช่ถึงที่สุดของความพยายาม แต่เนื่องด้วยเวลาบังคับ
อาการทั้งหมดนี้ ขอให้ท่านผุ้รู้ ช่วยพิจารณาอาการของกระผมด้วยครับ ว่าผมได้อะไรมามั่งได้ ขณิกสมาะหรือเปล่า หรือเป้นต้นเหตุบ่งบอกถึงอ่ะไร เรียนถามท่านผู้รู้ทีครับ..ขอบคุณครับ

การเจริญสมาธิโดยนั่งในท่าขัดสมาธิเพชร จะให้ความรู้สึกที่หนักแน่นและมั่นคง และเมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้กำลังศรัทธาและกำลังสติเข้าต่อสู้กับเวทนา(ความรู้สึกต่างๆ) โดยไม่มีกำลังสมาธิหรือฌานเป็นเครื่องอาศัย (ไม่อยู่ในสมาธิหรือฌาน) เวทนาที่เกิดขึ้นจะมีความเผ็ดร้อนมากกว่าปกติ ถ้าสามารถทำความเพียรต่อโดยพิจารณา(กำหนดในความรู้สึก) ว่าเวทนานี้ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตน เป็นเพียงสภาวะตามธรรมชาติ แล้วสามารถทรงอารมณ์เป็นอุเบกขาตั้งอยู่ได้ จะทำให้อินทรีย์ 5 (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) มีกำลังเพิ่มขึ้น การภาวนาจะก้าวหน้าได้เร็ว

ในข้อนี้ 2.เมื่อถึงเวลาประมาณเล็กน้อยชั่วขณะจิตของผมแต่ไม่รู้ว่ากี่นาทีความฟุ้งซ่านก็หายไป สมองไม่ได้คิดอะไร แล้วก็ไม่ได้นึกอะไร มีความรู้สึกว่าโปร่ง แต่ระหว่างนั้นอาการของปิติก็ไม่ได้เกิด (ปิติทั้ง5)เพียงแต่คงความสดชื่นไม่อยากออกจากกรรมฐานเท่านั้น หูได้ยินเหมือนกัน แต่เหมือนไม่ได้ยินเหมือนผมไม่ใส่ใจและเผลอไม่รู้ว่าหายใจเข้าออก แต่ถ้าเผลอนึกออกได้ก็ได้ยิน ก็หายเข้าใจ เข้าสู่อุปจารสมาธิเต็มขั้น ความรู้สึกว่าโปร่งหรือเบาคืออาการของปิติ ส่วนความรู้สึกสดชื่น(เหมือนอิ่มอยู่ภายใน)คือสุข ถ้าสติมีกำลังสามารถทรงอารมณ์ให้ตั้งอยู่ได้อย่างมั่นคงกว่านี้ ก็จะเข้าสู่ฌาน 1 แล้วละครับ ทำต่อนะครับ

ส่วนข้อ 4.ถ้าอาการของบางวันเกิดเกินขั้นที่3ก้จะกลับกลายมาเห็นคน บ้างสัตว์บ้าง แต่กายแปลกๆโดยที่เรา ไม่นึกถึงมาก่อน แต่ภาพนั้นชัดเจนมาก เห้นหน้าชัดเจน แต่ไม่สนใจ ในขณะที่ไม่สนใจนั้น ก็ปรากฏว่า ภาพยิ่งมาเรื่อยๆ เหมือนไล่ตั้งแต่ยุคโบรานนุ่งห่มแบบโบราน มั่ง พระกับโบสแบบเก่าๆมั่ง เทียนพรรษามั่ง ยาจก หน้าเหมือนคนอินเดียมั่งเป้นต้น แต่ถ้าลองดูภาพเหล่านั้นภาพไดภาพหนึ่ง ก็รู้ว่าอยู่ได้นาน มองหน้ากันได้ แต่คุยไม่ได้ ภาพนิมิตเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ในระดับอุปจารสมาธิ นิมิตสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายใน อันนี้เป็นนิมิตภายใน เกิดจากสัญญาขันธ์และสังขารขันธ์ปรุงแต่งขึ้นมา เรื่องนิมิตนี้ครูบาอาจารณ์ท่านสอนให้ละครับ ไม่มีประโยชน์ที่จะตามดู ดูเป็นปีก็ไม่หมดครับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ และทำให้การปฏิบัติไม่ก้าวหน้า (นิมิตอันนี้ไม่เกี่ยวกับนิมิตที่เกิดขึ้นจากการเพ่งดวงกสิณนะครับ คนละอย่างกัน)

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ญาณนะครับ จะต้องได้ฌานก่อนจึงจะเจริญให้เกิดญาณได้

ขอให้มีความเจริญก้าวหน้าในการปฏิบัติยิ่งๆ ขึ้นไปนะครับ
ขออนุโมทนาด้วยครับ

pk96025
18-10-2007, 05:51 PM
สวัสดีคะทุกคน

ดิฉันเป็นสมาชิกใหม่ พอดีมีข้อสงสัยคล้ายๆกับของคุณสราวุธ ขออนุญาติถามต่อเลยนะคะ ดิฉันขอให้ผู้รู้ช่วยกรุณาตอบหน่อยเพราะดิฉันไม่ทราบว่าจะไปถามใครที่ไหน บอกตรงๆว่าห่างวัดคะ

ส่วนตัวดิฉันเพิ่งเริ่มนั่งสมาธิไม่นาน ไม่มีความรู้เกี่ยวกับการนั่งสมาธิเป็นเรื่องเป็นราว อาศัยถามน้องที่ทำงานเป็นแนวทางแล้วมาลองทำเองที่บ้าน ศัพท์แสงก็ไม่เข้าใจ ดิฉันขอรบกวนคำอธิบายแบบพื้นๆนะคะ

ดิฉันเคยนั่งสมาธิมาถึงจุดที่ไม่รู้สึกตัวว่าหายใจอยู่ รู้สึกสบายและคิดว่าเข้าใจถึงคำว่าปิติ แต่ทำได้แปลบเดียวก็หลุด ดิฉันไม่เคยเห็นแสงสว่างหรือนิมิตแบบของคุณสราวุธพูดถึงในข้อ 4 ส่วนน้องที่ทำงาน เขาทำได้ถึงขั้นนี้เช่นกัน คือสงบ นิ่ง ไม่คิดอะไร ไม่รู้สึกว่าหายใจอยู่ เขาทำได้แบบนี้มา 3 ปีแล้ว

ที่นี้มาถึงคำถาม ดิฉันอยากทราบว่า ในลักษณะการทำสมาธิแบบน้องคนนี้ คือ สงบนิ่ง ไม่คิดอะไร ไม่รู้สึกว่าหายใจ นั่งได้นานๆ แล้วขั้นต่อไปจะต้องทำอย่างไร คือ ดิฉันก็ถามเขาว่า การทำสมาธิทำให้เกิดปัญญา ถ้าไม่คิดอะไรในระหว่างนั่งสมาธิ แล้วจะเกิดปัญญาได้อย่างไร เขาก็สงสัยเช่นกัน แต่ไม่ทราบคำตอบ

คำถามที่ 2 ถ้าเขาติดอยู่กับการนั่งแล้วรู้สึกสบาย ปิติ แล้วเขาจะพัฒนาไปขั้นต่อไปอย่างไร ขอโทษนะคะ คือดิฉันก็ไม่ทราบว่าจะมีขั้นต่อไปหรือเปล่า

รบกวนถามแค่นี้ก่อนนะคะ ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับทุกๆคำตอบคะ

วิมังสา
18-10-2007, 08:34 PM
สวัสดีครับ คุณ pk96025 ถ้าสนใจการปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิ อย่างนี้ไม่เรียกว่าห่างวัดแล้วนะครับ ถือว่าใกล้วัดอาจเรียกได้ว่าถึงวัดแล้ว (วัดกายวัดใจ)

การปฏิบัติกรรมฐาน การฝึกจิต หรือ นั่งสมาธิ มี ธรรม 2 ข้อ ที่คุณควรรู้จักเป็นเบื้องต้นเสียก่อน เพราะเป็นเหมือนเครื่องมือที่ใช้ ดุจเดียวกับการทำงานต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ที่ต้องอาศัยเครื่องมือที่ถูกต้องเหมาะสมกับงานที่ทำ ธรรม 2 ข้อนี้คือ สติ และ สัมปชัญญะ แปลตามตัวง่ายๆ สติ คือการระลึกรู้ สัมปชัญญะ คือความรู้สึกตัว เช่น ในขณะที่เรานั่งทำสมาธิอยู่โดยการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ความรู้สึกตัวทั้งหมดว่าขณะนี้เรากำลังทำอะไร นั่งอยู่ท่าไหน มีความรู้สึกปรากฎอยู่อย่างไร คือ สัมปชัญญะ ส่วนที่ตามกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก เฝ้าระมัดระวังไม่ให้พลั้งเผลอ ไม่ปล่อยให้จิตไหลไปตามอารมณ์ ความนึกคิดต่างๆ คือ สติ จะเห็นว่าสัมปชัญญะจะทำหน้าที่ควบคุมสติอีกทีหนึ่ง คงพอเข้าใจนะครับ ธรรม 2 ข้อนี้เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการฝึกสมาธิ

วางเจตนาและความใส่ใจให้ถูกต้อง เมื่อเราฝึกใหม่ๆ มักจะไม่เข้าใจในจุดนี้ มุ่งเน้นแต่ว่า สงบหรือไม่สงบ นิ่งหรือไม่นิ่ง สว่างหรือไม่สว่าง เห็น(อะไร)หรือไม่เห็น(อะไร) ซึ่งทั้งหมดหรือมากกว่านี้ล้วนเป็นผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามลำดับขั้นความก้าวหน้าของจิต เป็นสิ่งที่ไม่สามารถบังคับควบคุมให้เกิดขึ้นตามใจเราได้ สิ่งที่เราต้องสนใจคือตั้งเจตนาและความใส่ใจในสิ่งที่ต้องมุ่งกระทำ ในที่นี้คือการกำหนดอารมณ์ของกรรมฐาน เช่น กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกเป็นอารมณ์(อานาปาณสติ)

การปฏิบัติต้องมุ่งกระทำที่เหตุ อย่ามุ่งเอาที่ผล เพราะผลย่อมเกิดจากเหตุเมื่อ เหตุดี ผลย่อมดีเมื่อ เหตุถูกต้อง ผลย่อมถูกต้องเมื่อ เหตุถึงพร้อม ผลย่อมเกิด

เตรียมกายใจให้พร้อม อาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด ละเครื่องกังวลทั้งหลาย เช่น ภาระหน้าที่การงานที่ทำ ตกลงปลงใจกับตนเสียในเบื้องต้นว่า บัดนี้หน้าที่การงานทั้งหลายที่เราต้องทำเราได้ทำแล้ว เราจะทำความดีให้แก่ต้วเราเองบ้าง นั่งในท่านั่งที่สบายเหมาะกับตนเอง ไม่เครียด ไม่กด ไม่เกร็ง

กำลังใจและการวางอารมณ์ สร้างกำลังใจให้เกิดแก่ตนเอง โดยการอารธนาขอบารมีคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตลอดจนครูบาอาจารย์ที่ตัวเรานับถือ ให้ท่านช่วยอบรมจิต นำการปฏิบัติให้ไปในทิศทางที่ถูกต้อง ให้รู้แจ้งเห็นจริงในธรรม (เป็นตัวอย่างนะครับ จะใช้คำอารธนาใดๆ ก็ได้ ตามที่เราชอบและทำให้เรารู้สึกมีกำลังใจในการปฏิบัติ) ส่วนการวางอารมณ์ ทำใจให้สบายๆ วางใจให้เป็นอุเบกขา อย่าให้มีความอยากเกิดขึ้นแก่ใจตนเอง ถ้าอยากสงบจะไม่สงบเลย อันนี้สำคัญมากครับ


สู้ตายถวายชีวิตเป็นพุทธบูชา ตามกำลังศรัทธาและความเพียรน่ะครับ

ขอให้มีความเจริญก้าวหน้าในการปฏิบัติครับ
ขออนุโมทนา

วิมังสา
18-10-2007, 09:56 PM
ที่นี้มาถึงคำถาม ดิฉันอยากทราบว่า ในลักษณะการทำสมาธิแบบน้องคนนี้ คือ สงบนิ่ง ไม่คิดอะไร ไม่รู้สึกว่าหายใจ นั่งได้นานๆ แล้วขั้นต่อไปจะต้องทำอย่างไร คือ ดิฉันก็ถามเขาว่า การทำสมาธิทำให้เกิดปัญญา ถ้าไม่คิดอะไรในระหว่างนั่งสมาธิ แล้วจะเกิดปัญญาได้อย่างไร เขาก็สงสัยเช่นกัน แต่ไม่ทราบคำตอบ

คำถามที่ 2 ถ้าเขาติดอยู่กับการนั่งแล้วรู้สึกสบาย ปิติ แล้วเขาจะพัฒนาไปขั้นต่อไปอย่างไร ขอโทษนะคะ คือดิฉันก็ไม่ทราบว่าจะมีขั้นต่อไปหรือเปล่า

รบกวนถามแค่นี้ก่อนนะคะ ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับทุกๆคำตอบคะ

สงบนิ่ง ไม่คิดอะไร ไม่รู้สึกว่าหายใจ นั่งได้นานๆ ถ้าเป็นสมาธิที่ดำเนินมาอย่างถูกต้องจะปรากฏ รู้เด่นชัดสว่างไสวอยู่ภายใน แต่ถ้าไม่ใช่แสดงถึงกำลังสติยังอ่อนอยู่ การที่ไม่รู้สึกว่าหายใจ ไม่ได้หมายความว่าไม่มีลมหายใจ ที่จริงยังคงมีลมหายใจเข้าออกอยู่ เพียงแต่ลมหายใจละเอียดและเบาลงเลยไม่รู้สึก(ตามกำลังของสติ) สมาธิที่ไม่มีลมหายใจจริงๆ เท่าที่ทราบมีแต่ผู้ที่เข้า อปาณกฌาน(ไม่ทราบว่าสะกดถูกต้องหรือเปล่า) ตัวจะแข็งเหมือนหิน ไม่มีการหายใจ อาจารย์ท่านให้คนอุ้มโยนลงน้ำตูม ตั้งนานจึงให้คนลงไปงมขึ้นมา ไม่เป็นอะไรและไม่รู้เรื่องอะไรเลย

ถ้าเข้าสู่ความสงบแล้ว ไม่มีความรู้ปรากฏเด่นชัดอยู่ภายใน แสดงว่าสติยังมีกำลังไม่พอ ให้ทำความเพียรในการเจริญสติให้มากขึ้น อาจจะเดินจงกลม(กำหนดรู้ในอิริยาบทการเดิน) หรือกำหนดรู้อยู่กับลมหายใจให้ได้นานขึ้นโดยไม่ปล่อยให้จิตเข้าสู่ความสงบ เมื่อสติมีกำลังมากขึ้น เราจะรู้ลมหายใจได้ชัดเจนขึ้น จนรู้สึกราวกับว่าลมหายใจเป็นสิ่งที่จับต้องได้

แล้วจะทำปัญญาให้เกิดขึ้นได้อย่างไร การทำปัญญาให้เกิดขึ้น การรู้แจ้งในสภาวธรรมทั้งหลายตามที่เป็นจริง หรือที่เราเรียกกันทั่วไปว่า การเจริญวิปัสสนา คือการพิจารณาสภาวธรรมของสังขารทั้งหลาย(รูปนาม) โดยน้อมลงสู่กฏไตรลักษณ์ อนิจจัง(สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง) ทุกขัง(มีสภาพอันแปรเปลี่ยนตลอดเวลาไม่อาจตั้งมั่นอยู่ได้) อนัตตา(ไม่สามารถบังคับควบคุมให้เป็นตามที่เราต้องการได้) แม้แต่สมาธิและฌานก็ยังตกอยู่ใต้อำนาจอนิจจังเช่นกัน จึงไม่ใช่ที่พึ่งที่อาศัยได้จริง เพราะเสื่อมได้ แต่คำว่าพิจารณาในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการนึกคิดแต่อย่างใด เป็นการใช้กำลังของความรู้(ตัวรู้)ที่เกิดขึ้นจากการฝึกสมาธิ(สมถะ) กำหนดจดจ่ออยู่ในสภาวธรรมใดสภาวะหนึ่ง เช่น กำหนดรู้กาย จนกว่าจะเห็นกายในกายปรากฏ แล้วแสดงสภาวะแห่งไตรลักษณ์ให้เราดู เป็นต้น จุดนี้ขอไม่อธิบายเพิ่มเพราะเมื่อปฏิบัติถึงแล้วจะเห็นเองเข้าใจได้เอง ไม่จำเป็นต้องมีผู้ใดมาอธิบายให้ฟัง พึงระลึกไว้เสมอว่า ไม่ว่าสภาวธรรมใดปรากฏขึ้นก็ให้น้อมลงสู่ไตรลักษณ์

พยายามอธิบายให้ง่ายและสั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วนะครับ มีคำหลายคำมากที่ใช้ในภาษาไทยกับภาษาธรรม คำเดียวกันแต่มีความหมายต่างกัน

ขอให้มีความเจริญก้าวหน้าในการปฏบัตินะครับ
ขออนุโมทนาด้วยครับ

v.mut
18-10-2007, 11:12 PM
พื้นจิต เหมาะเป็นนักภวานา หากเพียรกระทำถูกทาง จะมีความก้าวหน้าได้

การเห็นอาจเป็นจริง สิ่งที่รู้เห็นอาจมิเป็นจริง หรือ อาจจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง
ยังมิถึงเวลา หากประมาทติดในสิ่งที่เห็น จะพลาดเสียการใหญ่ที่ประเสริฐยิ่งกว่า พึงตรองดูให้ถี่ถ้วน

ให้ย้อนพิจาราณาฐานที่ตั้งของจิตดูให้ดีๆ ว่ามีสิ่งใดควรปรับปรุงแก้ไข
อย่างไรคือ ความตั่งมั่น อย่างไรคือ ความไหวออกไป อย่างไรคือตั้งได้ถูก

สำหรับคำถามของคุณ Pk96025
การจะเข้าถึงวิชชา ก็ต้องมี ปัญญานั้น โดย

สุตตมยปัญญา คือ การฟัง อ่าน ศึกษา จากคำสอนของพระพุทธเจ้า จาก ครูบาอาจารย์

จิตตามยปัญญา คือ การนำความรู้จากการฟัง อ่านถาม มาพิจารณาตามความเข้าใจ โดยการย่อยออกมาให้เกิดความเข้าใจในระดับความคิดนึก จิตนาการ
ตามภูมิ (น้อมนำมาพิจารณาอยุ่เนื่อง ๆจนเกิดความเข้าใจ)

ส่วนปัญญาที่สำคัญ คือ ภวานามยปัญญา เป็นการปฏิบัติให้เกิดประสบการณ์ตรง ความรู้ตรงกับตนเอง รุ้แจ่มแจ้งแท่งตลอด หรือ ที่กล่าวว่ารู้ได้เฉพาะตน เพราะปัญญาสองอันด้านบนนั้น นับว่าเป็นความรู้ของบุคคลอื่น มิใช่เกิดกับตน เพราะเกิดจากการ อ่าน ฟัง ถาม แล้วก็จินตนาการขึ้น แต่ก็นับว่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่ยังมิเข้าใจในหลักธรรมะ

ความรู้ที่เกิดจาก ภวนามยปัญญา เป็นความรู้ที่ต้องเกิดจากเหนือสำนึก มิใช่
จิตใต้สำนัก subconcious แต่เป็น superconcious เหนือความนึกคิด
การจะทำให้เกิดปัญญาในระดับนี่ จึงจำเป็นต้องมีขั้นตอน มีการประพฤติปฏิบัติ
ทำจิตใจบริสุทธิ์ และ พร้อมที่จะให้ธรรมบังเกิดปรากฏเป็นความเข้าใจเฉพาะตนได้

สติ คือ ความระลึก สัมปัชญญะคือ ความรู้พร้อมทั่วถึง หรือ บางครั้งก็นับว่าเป็นปัญญา

การที่จะมี สติระลึกรู้สภาวะธรรมที่กำลังปรากฏ ตามความเป็นจริง (สัจจะ) และ ถอดถอนความยึดมั่น ยินดี ยินร้ายใด ๆในโลก

เพียงประโยคเดียว แต่กลับต้องลงมือเพียรฝึกฝนขัดเกลาตนเอง ไปตลอดทาง แต่ละคนต้องเพียรไป เพียงแต่ ใครจะรู้เห็นได้ตรง ได้มาก น้อยเพียงใดก็ต้องแล้วแต่ ตบะ บารมี วิริยะ วาสนา ที่จะต้องสั่งสมทำกันไป

สภาวะธรรมปรากฏ เกิดดับตลอดเวลา แต่ จะทำอย่างไรที่จะกำหนดได้ตรงจรดลงได้ตรงสภาวะธรรมที่กำลังปรากฏ การนั่งสมาธิภาวนา วันละ เพียงครึ่งชั่วโมง หนึ่งชั่วโมง มิเพียงพอต่อการจะบรรลุคุณธรรมต่าง ๆ นักภวนาหลายท่านกลับปล่อยเวลาที่เหลืออีก ยี่สิบสามชั่วโมงไหลไปกับกระแสโลกโดยมิมีสติสัมปชัญญะ เวลาที่ภวานา หนึ่งชั่วโมงนั้นอาจสุญเปล่า


แต่ การภวานาจนจิตสงบระงับ จาก อกุศล หรือ กิเลสได้ ในแต่ละวัน ก็นับว่าสำคัญ เป็นการสั่งสมอินทรี เพราะอินทรีทั้ง 5 และ พละ ต้อง เสมอกัน

การภวานาแล้วเข้าไปว่างอยู่ภายในนั้น สิ่งที่ได้ก็เป็นแค่ความสงบระงับ มีปิติ สุข หล่อเลี้ยงจิต แต่จะต้องปล่อย และ ละออกเป็น มิฉะนั้นก็จะไม่ก้าวหน้า
หากรู้ สังเกตให้ละเอียด และ ปล่อยวางความยึดมั่นในสุขแห่งองค์ ณานได้ ก็จะก้าวหน้า เพราะแม้แต่ความสุขในองค์ ณานที่นับว่าเป็นความสุขที่สุดยอมมิมีสิ่งใดมาเปรียบได้ ยังวางลงได้ ก็จะสามารถถอดถอนอุปทาน ความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งต่างๆ ลงได้ สิ่งที่ดีที่สุดยังตัดใจทิ้งได้ จะนับประสา ความสุขภายนอกอะไร ต่อมิอะไรมันก็เป็นเรื่อง เล็กไปเสีย

จิตที่จะรวมลงเป็นสมาธิได้ ต้องมี ปิติสุขเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง ใช่ว่าความสุขจะเป็นโทษ นับว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องผ่าน แต่อย่างที่กล่าวไว้แล้วว่าต้องรู้จักวางลงให้เป็นเมื่อถึงเวลา มิฉะนั้น มันก็จะว่าง ๆ พอจิตยึดติดอยู่กับความว่าง เมื่อเปลี่ยนภพภูมิ เค้าถึงมักกล่าวว่า ไปเป็นพรมลูกฝัก สูญเปล่า

อนุโมทนาในจิตอันเป็นกุศลที่ใฝ่ธรรม ครับ

pk96025
19-10-2007, 10:17 PM
สวัสดีคะ

ขอขอบคุณคุณวิมังสาและคุณ V.mut มากนะคะสำหรับคำอธิบาย ดิฉันไม่มีพื้นฐานเลย ขออนุญาติถามอีกนิดที่คุณวิมังสาเขียนนะคะเรื่องการพิจารณาไตรลักษณ์ ไม่ทราบว่ามันอยู่ขั้นตอนไหนคะ แล้วการกำหนดจดจ่ออยู่ในสภาวธรรม ทำไมต้องกำหนด หรือว่าปฎิบัติไปเรื่อยๆ ก็เกิดขึ้นเอง หรือเราต้องเป็นผู้กำหนด

ในกรณีของน้องที่ทำงาน นิพพานเป็นจุดมุ่งหมายของเขา เขาไม่ได้อยากได้ตาทิพย์หรือหูทิพย์ ไม่ทราบว่าการที่เขาปฏิบัติจนได้ณาน 4 แล้ว แล้วทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ เขาจะมีโอกาสจะบรรลุจุดมุ่งหมายของเขาไหมคะ ในกรณีสมมติว่าเขามีวาสนาพอ แล้วที่คุณ V.mut เขียนว่าต้องปล่อยและละออก จากปิติและความว่างนั้น ขั้นตอนไปคืออะไรคะ

ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับทุกคำตอบคะ

วิมังสา
20-10-2007, 01:39 AM
การพิจารณาไตรลักษณ์ ถ้าจะกล่าวว่าเป็นขั้นเป็นตอนอย่างไร คงจะอธิบายไม่ถูก เพราะมันไม่เป็นขั้นเป็นตอน แต่มันขึ้นอยู่กับสภาวะของจิตปัจจุบันหรือในขณะแห่งการปฏิบัติ เอาเป็นดังนี้ก็แล้วกันครับ ธรรมะแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แบ่งตามอารมณ์ในการพิจารณาออกได้เป็น อย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด

การพิจารณาไตรลักษณ์อย่างหยาบ เราสามารถพิจารณาได้ตลอดเวลาในชีวิตประจำวันของเรา โดยพิจารณาอารมณ์ทั้งหลายที่มากระทบเราทางประสาทสัมผัสต่างๆ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) เช่น ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง ฯลฯ การพิจารณาในระดับนี้เราใช้ความคิดตามธรรมดาและทำความรู้สึกตามไป อย่างเวลาที่เรามองดูคนทั้งหลาย ไม่ว่า หญิง ชาย เด็ก หรือคนชรา เราก็คิดว่าอีกไม่นานคนทั้งหมดเหล่านี้ก็คงตายจากไป ไม่ว่าจะรวยหรือจน จะเป็นคนที่เรารักหรือเกลียดก็ล้วนต้องตายหมดสิ้น แม้ตัวเราก็ต้องเป็นเช่นนั้น ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ก็ดี เมื่อก่อนก็ใหม่น่าใช้สอย เดี๋ยวนี้กลับเก่าคร่ำคร่า อีกหน่อยก็คงจะพังใช้งานอีกไม่ได้ ทรัพย์สมบัติทั้งหลายที่เราถือว่าเราเป็นเจ้าของเมื่อเราจากโลกนี้ไปก็จะต้องกลายเป็นของคนอื่น พิจารณาอารมณ์ตามลักษณะอาการเช่นนี้ สภาพอันไม่เที่ยงมีการแปรเปลี่ยนไปตลอดเวลา สภาพอันเป็นทุกข์ตั้งมั่นอยู่ไม่ได้ สภาพอันไม่ใช่ตน ไม่อาจยึดถือเป็น(ของ)ตนได้จริง แล้วน้อมกลับเข้ามาสู่ตัวเราเองเสมอ การพิจารณาอย่างหยาบนี้ จะทำให้เราเกิดความเบื่อหน่ายในสิ่งทั้งหลาย จางคลายความยึดถือลงได้ อีกทั้งยังทำให้เราเป็นผู้ไม่ประมาทในชีวิต แต่ไม่มีกำลังพอที่จะตัดกิเลสให้ขาดได้

การพิจารณาไตรลักษณ์อย่างกลาง จะเกิดขึ้นในขณะภาวนา(จิตตั้งอยู่ระดับอุปจารสมาธิ) เป็นการตั้งสติรู้ปัจจุบัน(รู้อารมณ์ความรู้สึกนึกคิดทั้งหลายที่เกิดขึ้นขณะนั้น) รู้แล้วละ(ไม่ปล่อยให้จิตวิ่งตามสิ่งที่รู้ไป) ภาษากรรมฐานเรียกว่า "สักแต่ว่ารู้" เมื่อปฏิบัติอยู่เช่นนี้เนืองๆ สติจะมีกำลังในการตามรู้จิตมากขึ้น ตามจิตได้เร็วขึ้น จนถึงขนาดที่ว่า จิตกระดิกตัวเมื่อไหร่ สติตะครุบทันที เมื่อถึงขั้นนี้เราจะได้เห็นการเกิดดับของอารมณ์หรือสภาวะธรรมทั้งหลาย แล้วปัญญาอันเกิดจากการภาวนา(ภาวนามยปัญญา)ก็เริ่มก่อเกิด สำหรับนักปฏิบัติที่สติมีกำลังถึงแล้ว จะสามารถเห็นการเกิดดับได้แม้ในขณะทำการงานต่างๆ

การพิจารณาไตรลักษณ์อย่างละเอียด จะกระทำให้เกิดได้ก็ต่อเมื่อตัวรู้เริ่มเกิดแล้ว(สติรู้+สัมปชัญญะรู้) แล้วใช้กำลังของตัวรู้กำหนดดูสภาวะธรรมที่เราต้องการ จนกว่าจะเกิดปัญญารู้แจ้ง(วิชชา)ในสภาวะนั้น และจิตจำนนต่อหลักฐานที่ปรากฏ ก็จะถ่ายถอนความเห็นผิด หรือละกิเลสในส่วนที่ข้องเกี่ยวนั้นเอง เรื่องการละกิเลสเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามกำลังของปัญญา ไม่สามารถกำหนดละเอาเองได้

ทำไมต้องกำหนด หรือว่าปฎิบัติไปเรื่อยๆ ก็เกิดขึ้นเอง หรือเราต้องเป็นผู้กำหนด การกำหนดก็เหมือนกับการเจาะจงแบบฝึกหัดที่เราต้องการศึกษา โดยต้องเริ่มจากง่ายไปหายาก หรือจากสภาวะธรรมหยาบขึ้นไปสู่สภาวะธรรมที่ละเอียด ตามลำดับขั้นแห่งภูมิธรรม(ปัญญา)ของตน การปฏิบัติไปเรื่อยๆ ก็เหมือนเรือที่ขาดหางเสือไม่รู้ทิศทางที่จะไป แต่ในการปฏิบัติธรรมเมื่อจิตมีความละเอียดมากพอจะมีส่วนอื่นเกี่ยวข้องอีกมากมาย บางครั้งอาจมีปริศนาธรรมหรือข้อธรรมะเกิดขึ้นให้เราพิจารณาเอง

ทางสายนี้เป็นทางที่มุ่งตรงต่อนิพพานครับ

ขอให้มีความเจริญก้าวหน้าในการปฏบัตินะครับ
ขออนุโมทนาด้วยครับ

ขออนุโมทนากับคุณ V.mut ครับ ช่วยกันครับ

v.mut
20-10-2007, 11:36 AM
นับถือในภูมิธรรมของคุณวิมังสา


เมื่อภวานาจนจิตสงบระงับ จนเกิดปิติ สุข บางคนก็ติดอยู่กับสุข จนบ่อยครั้งอาจเคยได้ยินว่า ทำไมบางคนเป็นนักภวานา หรือ ไปนั่งสมาธิ แต่ ทำไม ยังขี่โมโห หรือ แสดงอาการโทสะแรงยิ่งกว่าเดิม เวลาโกธร มันเป็นผลข้างเคียงที่ยึดติดในความสุขสงบในองค์ ณาน พอมีเหตุทำให้สั่นไหว มันก็กระทบความรู้สึกว่าแรง บางครั้งคนรอบข้างไม่เข้าใจ พลอยทำให้มองไปในทางลบที่จะภวานา บางท่าน ติดสงบ จนไม่อยากสุงสิงกับใคร ทำตัวแปลกแยก คนก็มองในทางลบอีก

ฉะนั้น เมื่อรู้และเข้าถึงสิ่งใด แล้ว ก็ต้องละสิ่งนั้น วางสิ่งนั้นลง เพื่อที่จะก้าวต่อไป

ปัญหาอีกประการที่เป็นประเด็นยอดนิยม แม้กระทั่งตัวเอง ก็เคยเป็นมาเช่นกัน
คือ ภวานาไปถึงจุดหนึ่ง มันว่าง อยู่อย่างนั้น ว่างเป็นปีๆ ไม่ไปไหน ไม่รู้ว่าจะเดินต่อไปยังไง ยังโชคดีหน่อยที่ไม่ถอดใจ

สติสัมปชัญญะ และ สมาธิ จะต้อง ประกอบด้วยกัน กำลังสติเป็นสิ่งสำคัญ
เพื่อช่วยในการพิจารณาสิ่งต่าง ๆให้ละเอียดขึ้นๆ เป็นอย่างที่คุณ วิมังสาได้ อธิบายเอาไว้เป็นแนวทาง สติ คือ การระลึกรู้ สิ่งต่างๆ ที่มาปรากฏกับตัว สัมปชัญญะคือ การ รู้ทั่วพร้อม เมื่อขณะภวานาสมาธิ และ มีกำลังของสติสัมปัชัญญะ หนุนที่ดีพอ ก็จะรู้เห็นสภาวะธรรมที่แปรเปลี่ยนได้ชัดเจน สิ่งที่เคยเห็นว่าว่าง ๆ อันที่จริง มันไม่ได้ว่างจริง สภาวะ มีการเปลี่ยนไป เกิดขึ้นตั้งอยู่และก็ดับไปตลอดเวลา แต่ที่ไม่เห็นคือ กำลังของสติยังมิพอ หรือ บางครูบาอาจารย์ บอกว่า จิตยังไม่ตื่น ยังรู้ตัวไม่เป็น

แต่หากไม่สามารถเห็นความเปลี่ยนแปลง ก็จะพิจารณาอะไรไม่ได้ จึงไม่สามารถประจัก ในไตรลักษณได้ จิตก็จะมิถูกอบรมบ่มรู้ซึมซับให้เกิดปัญญาขึ้นได้ เพราะจิตมัวยึดอยู่กับนิมิต ความว่างเปล่า ซึ่งถือว่า เป็น สมมุติ บัณญัต อย่างหนึ่ง การเข้าไปยึดติดอยู่ในความว่าง จึงตัน ความว่างที่พึงพิจารณา ควรเป็นความว่างจากความเป็นตัวตน ว่างจากความเป็นเรา ว่างจากความเป็นของเรา ว่างจากสิ่งที่เนื่องกับด้วยเรา

จึงจำเป็นต้องค่อยพิจารณา อย่างที่คุณวิมังสาแนะนำเอาไว้ จาก หยาบ และ ละเอียดขึ้น ไปเป็นลำดับ ขณะภวานาก็กำหนดสติรู้ให้ทันว่ามีสิ่งใดปรากฏเปลี่ยนแปลงในทุกขณะที่ดำเนินไปในแต่ละขั่น แต่ละชั้น ขณะลืมตาในชีวิตประจำวัน ก็พิจารณาจิตใจเช่นกัน ว่า มีสิ่งใดปรากฏ อารมณ์โกธร ความอยาก ความ่ขุ่นใจ ความสงบ ความหงุดหวิด ฯลฯ

คงพอจะเข้าใจนะครับ ว่า การได้ ณาน 4 ก็มิได้หมายความว่า จะสามารถเดินไปถึงจุดหมายปลายทางได้ จะต้องมีสิ่งอื่นประกอบที่สำคัญ แต่ กำลังณานก็นับได้ว่ามีความสำคัญและเป็นประโยชน์ต่อ การภวานา

การภวานา มิได้หมายถึง การแค่นั่งหลับตา ทำความสงบเท่านั้น ลองศึกษาค้นคว้าดูนะครับว่า คำว่า ภวานานั้นประกอบ และครอบคลุเอาไว้อย่างไรบ้าง

ขอให้มีความเจริญก้าวหน้าในธรรมยิ่งๆขึ้นไป อนุโมทนาในความใฝ่ในธรรมครับ

pk96025
20-10-2007, 07:23 PM
สวัสดีอีกครั้งและขอขอบคุณอีกครั้งสำหรับคำอธิบายเพิ่มเติมทั้งคุณวิมังสาและคุณ V.mut

ดิฉันคงต้องศึกษาเรื่องพิจารณาไตรลักษณ์ต่อไป หลังจากอ่านคำเขียนของคุณวิมังสา ตอนนี้ดิฉันก็ประเมินตัวเองอยู่ในขั้นหยาบ คงต้องเพียรพยายามมากกว่านี้เพื่อให้ได้ณาน 4 ก่อน แล้วคงเข้าใจที่คุณวิมังสาพูดถึงมากขึ้น

การนั่งสมาธิของดิฉัน ทำตามแบบน้องที่ทำงานชี้แนะ คือ พยายามไม่คิดอะไร ปล่อยให้จิตว่าง ตามลมหายใจอย่างเดียว ไม่เคยภาวนาอะไรเลย คำถามคือจำเป็นไหมต้องภาวนา ดูคุณ V.mut จะให้ความสำคัญกับคำภาวนา ขอโทษคะเคยอ่านกระทู้อื่นเห็นเขาเคยเขียนในทำนองว่า สุดท้ายก็ไม่ต้องมีภวานา หรือ ภาวนา ( อันไหนกันแน่? ) สรุปว่าจำเป็นไหม กรุณาอย่าคิดว่าดิฉันคาดคั้นอะไร คือ อยากทำให้ถูกขั้นตอน เนื่องจากไม่เคยมีผู้ชี้แนะ ไม่มีอาจารย์

ดิฉันรู้สึกซาบซึ้งใจมากที่ทั้งคุณวิมังสาและคุณ V.mut ให้ความกรุณาและเสียสละเวลามาตอบคำถามกับคนที่ไม่รู้อะไรเลย ขอให้ผลบุญนี้ทำให้คุณทั้งสองประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตั้งใจไว้นะคะ

ปล ดิฉันจะ pass ข้อความของคุณ V.mut ไปให้น้องที่ทำงานอ่านนะคะ ดิฉันจะดีใจมากเลย ถ้าน้องเขาจะเจริญสมาธิแล้วก้าวหน้าขึ้นไปกว่านี้

วิมังสา
20-10-2007, 08:55 PM
ไตรลักษณ์ ถือได้ว่าเป็นหลักธรรมสำคัญของพระพุทธศาสนา เป็นประตูเพื่อเข้าสู่ มรรคผล เดินได้ตั้งแต่ต้นจนจบ อย่างไรก็อย่างละทิ้งนะครับ

การปฏิบัติธรรมเพื่อให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริงในธรรมที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้แล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องปฏิบัติเพื่อให้ได้ ฌาน 4 ก่อนแต่อย่างใด การได้ฌานยังไม่ใช่เรื่องยาก เพราะการรักษาฌานให้คงอยู่นั้นยากกว่า(ของผมที่ผ่านมาเสื่อมแล้วเสื่อมอีก) แต่เมื่อเรามีปัญญาในธรรมเจริญขึ้นตามผลแห่งความเพียร ปัญญานั้นจะกลับมาหนุนสมาธิหรือฌานให้ละเอียดแนบแน่นและมั่นคงยิ่งขึ้นกว่าเดิม(แม้เข้าถึงฌานระดับเดิม แต่อารมณ์กลับละเอียดปราณีตยิ่งกว่า) แต่ถ้าคุณ pk96025 สนใจที่จะเดินทางฌานก็ต้องละให้เป็น อย่าติดสุขอยู่ในฌาน เพราะจะทำให้ไปไม่ถึงไหน แต่กำลังของฌานก็มีประโยชน์ในการพิจารณาธรรม ตามที่คุณ V.mut ได้อธิบายไว้แล้วครับ

ภาวนาไปถึงจุดหนึ่ง มันว่าง อยู่อย่างนั้น ว่างเป็นปีๆ ไม่ไปไหน เรียนตามตรงนะครับคุณ V.mut ไอ้ความว่างนี่ ผมก็ติดอยู่เป็นปีเหมือนกัน จนบอกกับตนเองว่าไม่ไหวแล้ว ถ้าเป็นอย่างนี้ไปไม่ถึงไหนแน่ จึงเจริญสติพิจารณาอารมณ์อยู่ภายนอกอย่างเดียวไม่ปล่อยให้เข้าไปสงบนิ่งภายใน ผลที่ได้คือกำลังของสติที่เพิ่มขึ้น รวดเร็วขึ้น พิจารณาสภาวะธรรมได้แจ้งชัดยิ่งขึ้น เมื่อเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง คราวนี้นิ่งว่างเหมือนกัน แต่สภาวะไม่เหมือนเดิม ทำให้รู้ว่า เรื่อง ความว่าง จิตว่าง มีหลายลักษณะ หลายระดับ อารมณ์ที่รู้สึกว่านิ่งว่างมีหยาบละเอียดต่างกัน และอารมณ์ที่รู้สึก(ปรากฏในความรู้สึก)ว่าว่าง ก็คือความไม่ว่าง เมื่อว่างอย่างที่สุดแล้วไม่ปรากฏว่ามีอารมณ์หรือเครื่องรู้อื่นอันสามารถกล่าวถึงได้แต่อย่างใดเลย แต่กระนั้นผมก็ถูกอาจารย์ด่า จิตว่าง แต่ไม่ปล่อยวาง ไม่มีทางหลุดพ้น ครับ ดังนั้นที่คุณ V.mut กล่าว ความว่างที่พึงพิจารณา ควรเป็นความว่างจากความเป็นตัวตน ว่างจากความเป็นเรา ว่างจากความเป็นของเรา ว่างจากสิ่งที่เนื่องกับด้วยเรา จึงเป็นคำกล่าวโดยชอบแล้ว

v.mut
21-10-2007, 07:44 PM
เรียนคุณ pk96025
<O:p</O:p
ที่ผม กล่าวเอาไว้ว่า "ให้ลองศึกษาหาความรู้ว่าการภวานาอันที่จริงแล้ว คือ อย่างไร" ขออภัยที่เป็นเหตุเข้าใจผิด <O:p<O:p</O:p

ความหมายของผมไม่ได้เจตนา มุ่งไปประเด็น องค์ภวานา แต่ที่คุณ Pk 96025 ถามนั้น เข้าใจว่าเป็น การกำหนดคำบริกรรมภวานา เช่นการกำหนดลมหายใจ การกำหนดพุทธโธ การกำหนดยุบหนอพองหนอและ อื่นๆ ที่บอกว่าสุดท้ายก็ไม่ต้องมีภวานานั้น หมายความว่า เมื่อทำสมาธิไปถึงจุดหนึ่ง คำบริกรรมภวานา ต่าง ๆก็ไม่ต้องมี หรือ ละวางลง นัยยะน่าจะเป็นอันนี่มากกว่า

เพราะสำหรับนักภวานาใหม่เวลาจะเจริญสมาธิภวานา อาจต้องมีสิ่งให้จิตยึดเหนี่ยวเอาไว้ก่อนในตอนแรก เพื่อมิให้ซัดซ่ายออกไป แต่พอจิตดำเนินไป คือรู้นิ่งสงบระงับจากกิเลสนิวรธ์ ไม่ซัดซ่ายออกไปแล้ว คำบริกรรมก็ไม่มีความจำเป็น ก็ ละ ปล่อยวางลง เพื่อจะรู้สิ่งที่ยิ่งขึ้นไปอีก หรือ รู้จิตที่ยิ่งขึ้นไปอีก
เปรียบเหมือนการว่ายน้ำเป็นแล้ว ก็ถอนเครื่องช่วยออกได้ หรือ จะใส่บ้างในบางกรณีบางเวลาก็ได้ มิเป็นปัญหา

<O:p</O:pการปฏิบัติธรรม นั้นมิได้หมายเอาแค่ นั่งภวานาหลับตาทำสมาธิเพียงอย่างดียว นั่งลืมตาอยู่ก็ทำได้ ยืนเดินนั่งนอนแม้แต่ดูหนังดูละครอยู่ก็ภวานาได้เช่นกัน เลือกวิธีการให้เหมาะกับสถานะภาพ อัตตภาพ ณ เวลานั้น ๆ
<O:p</O:p

สมาถะวิปัสนากรรมฐาน สติปัฏฐาน หรือวิธีการภวานาในรูปแบบต่าง (ที่ต้องไม่สุดโต่งผิดเพี้ยน) โดยแท้แล้วมีความเนื่องกัน สัมพันกัน ไม่มีความรู้สึกแปลกแยก เป็นเพียงแต่จะพลิกจับ ยกขึ้นพิจารณาจากแง่มุมที่ต่างกันเท่านั้นเอง เคยเห็นบ่อย ๆที่ คนปฏิบัติกันมาคนละแนวทางก็จะยึดแต่แนวทางของตนที่ปฏิบัตินั้นว่าถูกต้อง เหมาะควรที่สุด ซึ่งมันก็อาจจะเป็นจริงในส่วนของบุคคลนั้น แต่ ก็อาจมิเป็นเช่นนั้นสำหรับคนอื่น เช่น ผู้ที่ศึกษาแนวสติปัฏฐานก็บอกว่า ไปนั่งหลับตาไปทำไม เสียเวลา เดี๋ยวติดสมาถะส่วนผู้ที่ทำสมาธิก็บอกว่า ขนาดหลับตาทำมันยังง่อนแง่น ลืมตามันจะสงบได้ยังไง<O:p</O:p
นักอภิธรรม ก็อาจกล่าวว่า ยังไม่รู้ไม่เข้าใจในอรรถะเลยแล้วจะลงมือปฏิบัติกันแล้ว มันก็เข้ารกเข้าพง ผู้เจริญวิปัสนาเลยก็มักบอกว่าจะไปเดินอ้อมทำไม เจริญไปตรงๆเห็นผลเร็วกว่า ต่าง ๆนานา เหล่านี้ เรามักจะได้ยินได้เห็นในวงผู้ปฏิบัติกันอยู่บ่อย

อันที่จริง เพราะขึ้นกับเหตุปัจจัย แห่ง ฐานะ เวลาเงื่อนไข สถานการณ์ ว่าจะพิจารณาสิ่งใดที่เหมาะที่ควรกับสภาวะ สถานะภาพ ณปัจจุบันนั้นๆ เพราะ สรรพสัตร์บุคคล ฐานะ อุปนิสัย วาสนา ที่สั่งสมนั้นไม่เท่ากันและแตกต่างกัน<O:p</O:p
<O:p</O:p

หากจะมีวิธีหนึ่งวิธีใด ในการที่จะเข้าถึงธรรมได้โดยง่ายแล้ว เหตุใดพระพุทธเจ้าท่านถึงทรงแสดงหนทางเอาไว้หลากหลายแนวทาง และเหตุอันใด ทำไมท่านถึงไม่แสดงธรรมอันเดียวที่เข้าไปตรงๆ ง่าย ๆ เลยโดยมิต้องยุ่งยากเปรียบเหมือน ยาขนานเดียว รักษาทุกโรค ทุกคนกินแล้วหายได้เลย
โดยเนื้อแท้แล้ว มันเป็นไปไม่ได้ <O:p</O:p
<O:p</O:p

ส่วนที่คุณ Pk 96025 ว่านั่งสมาธิ แล้วปล่อยจิตให้ว่าง โดยมิคิดอะไร ก็ไม่ผิดครับ แต่จะเกิดความผิดก็ต่อเมื่อ ขาดสติสัมปชัญญคือไม่รู้ชัดต่อสิ่งที่ดำเนินไปมิเห็นความแปลเปลี่ยนของสิ่งต่างๆหรือหลงเพลินไปกับ อารมณ์หรืออาการใดที่มาปรากฏให้รู้ ให้เห็น ให้รู้สึก แล้วจำแนกไม่ออก ถึงความเป็นไตรลักษณ์ในสิ่งนั้น<O:p</O:p
<O:p</O:p

ถือว่าเป็นการพูดคุยสนทนากัน ยินดีและดีใจที่มีกัลยาณมิตรที่สนใจในสิ่งเดียวกัน เพราะผมเองก็ยังฝึกปฏิบัติขัดเกลาตนอยู่เช่นกัน เพียงแต่ผมอาจเคยเดินผิดพลาดมาก็บ่อยก็เลยพอจะบอกสิ่งที่ตนเองเคยเจอมา ส่วนที่ยังไม่รู้เข้ายังไม่ถึงก็มีอีกมากมาย ทุกวันนี้ก็ยังต้องรับฟังคำอบรม สั่งสอนจากครูอาจารย์ และท่านผู้มีภูมิธรรม<O:p</O:pอื่นๆอยู่เช่นกัน

อนุโมทนาในกุศลจิตที่ใฝ่ในธรรมครับ<O:p</O:p

อินทขิล
25-10-2007, 08:13 PM
อนุโมทนาด้วยค่ะ