PDA

View Full Version : บทวิเคราะห์ความมีอยู่หรือไม่ของ นรก-สวรรค์ ตามหลักพระปฏิจจสมุปบาท ขอข้อวิจารณ์จากท่าน


น้อมโลกธรรม
27-07-2007, 06:57 PM
สวัสดีครับ ในฐานะสมาชิกใหม่คนหนึ่งขอร่วมเสนอแนะแนวคิดเกี่ยวกับ นรก-สวรรค์ ซึ่งเป็นเรื่องหนึ่งที่หลายคนสนใจและเกี่ยวข้องกับความเป็นไปของทุกชีวิตเราทุกคน เรื่องของ นรก-สวรรค์ เป็นสัจธรรมมีอยู่จริงหรือไม่ แนวคิดวิเคราะห์ที่นำเสนอนี้มีความถูกต้องสมเหตุสมผลหรือไม่ จึงขอรับความเห็นข้อวิจารณ์ต่างๆจากท่านเพื่อกลั่นกรองความถูกต้องและเพื่อเป็นประโยชน์ในการพัฒนาแนวคิดที่เหมาะสมในเรื่องดังกล่าวต่อไป ขอขอบพระคุณทุกความเห็นข้อวิจารณ์ที่ให้ข้อชี้แนะตลอดจนเป็นกระจกสะท้อนที่สำคัญสำหรับการปรับปรุงแนวคิดของกระผมในครั้งนี้ครับ


วิเคราะห์ความมีอยู่ของ นรก-สวรรค์ ตามหลักพระปฏิจจสมุปบาทของพุทธศาสนา

การอธิบายความมีอยู่จริงหรือไม่ ของ นรก-สวรรค์ โดยหลักพุทธศาสนาย่อมอธิบายด้วยหลักของ ภพ ภูมิ ซึ่งเป็นหลักธรรมหนึ่งที่มีอยู่ หลักของภพภูมิดังกล่าว หากอธิบายตามเนื้อหาที่มีรวม 31 ภูมิเช่นเนื้อหาในไตรภูมิพระร่วงนั้น ขอแสดงความเห็นว่าเป็นเนื้อหาที่มากด้วยรายละเอียดแต่ยังขาดหลักพุทธสัจธรรมสำคัญที่อ้างอิงเนื้อหานั้นได้อย่างถ่องแท้ ตลอดจนมีการระบุเป็นวิสามานยนามของอัตภาพชีวิต สถานที่ ฯลฯ ในภพภูมินั้น ที่เป็นภาษาบาลีสันสกฤต หากภาษาใดๆทั้งปวงย่อมเป็นไปตามหลักพระไตรลักษณ์ จึงมิอาจใช้อ้างอิงข้ามกาลเวลาสถานที่ภพภูมิอื่นได้ยั่งยืนตลอดกาล ทั้งยังมีความเป็นไปได้ของหลักความเชื่ออื่นนอกเหนือหลักพุทธศาสนาที่อาจเพิ่มเติมเข้ามาด้วยหรือไม่ เป็นเรื่องที่เราทุกคนควรร่วมกันเสนอแนะเหตุผลเพื่อการศึกษาข้อเท็จจริงทางพระศาสนาที่ชัดเจนยิ่งๆขึ้นกันต่อไป

การอธิบายหลักของ ภพ ภูมิ จึงขออ้างอิงหลักพระปฏิจจสมุปบาท ดังนี้

ภูมิในธรรม มีทั้งสิ้น 12 ภูมิ เป็นสังขตภูมิ 11 ภูมิ และอสังขตภูมิอีก 1 ภูมิ (หากภูมิปัจจัยในพระปฏิจจสมุปบาทถือเป็นสัจธรรมตลอดกาลฉันใด จำนวนภูมิดังกล่าวย่อมมีอยู่เป็นสัจธรรมตลอดกาล ฉันนั้น)

ภพ เป็นอาการหนึ่งอันมีอยู่ในสังขตธรรม ด้วยอยู่ภายใต้ลักษณะอันมีทุกข์และเป็นอนิจจังดังพระไตรลักษณ์ จำนวนภพจึงไม่อาจเป็นจำนวนที่ยั่งยืนแน่นอนตลอดกาล (และจำนวนต้องไม่เป็นศูนย์โดยสิ้นเชิงในสังขตธรรม) หลักการหาจำนวนภพนั้น ย่อมเป็นเรื่องที่ยากเกินภูมิรู้ตามอัตภาพมนุษย์โดยทั่วไป จึงตอบตามหลักภูมิระดับของภพได้เพียงว่า มีจำนวนที่น้อยกว่าจำนวนการเกิด เป็นอนิจจังน้อยกว่าจึงยั่งยืนอยู่นานกว่าอายุขัยของชีวิตการเกิดต่างๆในภพนั้น นอกจากนี้ ด้วยความเป็นอนิจจังไม่แน่นอนตายตัว ภพหนึ่งจึงอาจมีได้หลายภูมิ และภูมิหนึ่งก็อาจมีได้หลายภพ หลายลักษณะการเกิด หลายอาการทุกข์

ภูมิอัตภาพต่างๆ ในสังขตธรรม และภูมิอนัตตภาพ(หรือย่อมเรียกได้ว่าอนันตภาพ)อันเป็นอสังขตธรรม โดยอ้างอิงตามภูมิปัจจัยในพระปฏิจจสมุปบาท มีดังต่อไปนี้

ภูมินี้หากมีอยู่จริงย่อมเป็นผลปัจจัยอันเป็นไปในภพอื่นที่กายภาพของภพปัจจุบันไม่สามารถอำนวยสู่หลักอาการของอัตภาพนั้นได้ หรือมีอยู่เป็นธรรมชาติอื่น ณ กาลเวลา สถานที่ใด ในภพปัจจุบันนี้ แต่เรายังมิอาจรู้ความเป็นไปนั้นได้
1. ภูมิแห่งความทุกข์โดยหลัก(ทุคติภูมิ) อัตภาพในภูมินี้ขอเรียกว่า สัมมรณญาณี กล่าวคือดำรงชีพด้วยญาณหรือจิตอันเป็นอาการทุกข์โดยหลัก หรือโดยสรุปคือ ปัจจัยในธรรมอำนวยให้เป็นอยู่ด้วยสัมมรณญาณ มีอาการทุกข์ที่หลากหลายแตกต่างกันไป แต่ถือเป็นภูมิที่เป็นทุกข์โดยหลักเช่นเดียวกัน

2. ภูมิแห่งการเกิดโดยหลัก อัตภาพในภูมินี้ขอเรียกว่า สัญชตญาณี กล่าวคือดำรงชีพด้วยญาณหรือจิตที่เนื่องนับแต่เกิดได้โดยหลัก ได้แก่ จุลชีพต่างๆ เช่น จุลินทรีย์ต่างๆ เซลล์ปฏิสนธิของพืช,สัตว์,มนุษย์ เซลล์เนื้อเยื่อร่างกายของพืช,สัตว์,มนุษย์ ตลอดจนเหล่าพืช โดยสังเขป หรือโดยสรุปคือ ปัจจัยในธรรมอำนวยให้กระทำสิ่งต่างๆได้ตามสัญชาตญาณ มีอาการเกิดที่หลากหลายแตกต่างกันไป แต่ถือเป็นภูมิที่เป็นอาการเกิดโดยหลักเช่นเดียวกัน (การเกิดของบางอัตภาพ เช่น จุลชีพปฏิสนธิของสัตว์,มนุษย์ ซึ่งโดยความเป็นไปในธรรมสามารถมีพัฒนาการสู่ภูมิอื่นได้อีก เมื่อพิจารณาตามหลักคณิตศาสตร์ของการเกิดท่ามกลางจุลชีพอื่นแล้ว ย่อมหาได้ยากยิ่งดังพุทธดำรัส)

3. ภูมิแห่งภาวะจิตโดยหลัก อัตภาพในภูมินี้ขอเรียกว่า สัมภวญาณี กล่าวคือดำรงชีพด้วยญาณหรือจิตตามภาวะจิตได้โดยหลัก ได้แก่ สัตว์ต่างๆโดยสังเขป รวมถึงมนุษย์เด็กเล็กซึ่งถือว่าเป็นสัมภวญาณีที่ยิ่ง ที่สามารถ ตกใจ ตื่นกลัว ดีใจ ร้องไห้ ฯลฯ ได้มากขึ้น หรือโดยสรุปคือ ปัจจัยในธรรมอำนวยให้กระทำสิ่งต่างๆได้ตามภาวะจิต มีภาวะจิตที่หลากหลายแตกต่างกันไป แต่ถือเป็นภูมิที่เป็นภาวะจิตโดยหลักเช่นเดียวกัน (และเมื่อพิจารณาพัฒนาการอันยาวนานข้ามช่วงชีวิต หรือพิพัฒนาการ,วิวัฒนาการ โดยอาศัยหลักพระปฏิจจสมุปบาท พระไตรลักษณ์ และหลักการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ย่อมกล่าวได้ว่า สัมภวญาณีมิอาจมีขึ้นได้อย่างชัดเจนแน่นอนทันที ย่อมเป็นการเปลี่ยนแปลงโดยมีวิวัฒนาการจากสัญชตญาณี และสามารถมีวิวัฒนาการสู่อุปทญาณี ได้ตามลำดับขั้นของภูมิปัจจัยในสังขตธรรม และด้วยหลักพระอริยสัจธรรมย่อมอ้างอิงได้ว่า การเปลี่ยนแปลงในแนวทางที่ทวนกระแสพระปฏิจสมุปบาทนั้นคือแนวทางอันปกติหรือแนวทางเพื่อพ้นทุกข์ของอัตภาพชีวิตในภพภูมิทั้งปวงของสังขตธรรม)

4. ภูมิแห่งความยึดมั่นโดยหลัก อัตภาพในภูมินี้ขอเรียกว่า สัมปทญาณี หรือ อุปทญาณี กล่าวคือดำรงชีพด้วยญาณหรือจิตตามความยึดมั่นได้โดยหลัก ได้แก่ ผู้ที่สามารถจดจ่อยึดมั่นต่อสิ่งต่างๆได้แล้ว และเรียกว่าภูมิมนุษย์นี่เอง เช่น ยึดมั่นการหลีกเลี่ยงเปลือยกาย ยึดมั่นพิธีการใดๆ และด้วยเป็นภูมิปัจจัยเหนือธรรมภาวะและธรรมชาติจึงสามารถยึดมั่นเรียนรู้ในหลักรูปธรรมของกายภพและการเกิดในปัจจุบัน(หลักวิทยาศาสตร์)ได้บ้างแล้ว หรือโดยสรุปคือ ปัจจัยในธรรมอำนวยให้กระทำตามความยึดมั่นได้ มีความยึดมั่นที่หลากหลายแตกต่างกันไป แต่ถือเป็นภูมิที่เป็นการยึดมั่นโดยหลักเช่นเดียวกัน

ภูมิต่อไปนี้หากมีอยู่จริงย่อมเป็นผลปัจจัยอันเป็นไปในภพอื่นที่กายภาพของภพปัจจุบันไม่สามารถอำนวยสู่หลักอาการของอัตภาพนั้นได้ หรือมีอยู่ในธรรมชาติอื่น ณ กาลเวลา สถานที่ใด ในภพปัจจุบันนี้ แต่เรายังมิอาจรู้ความเป็นไปนั้นได้

5. ภูมิแห่งความอยากโดยหลัก อัตภาพในภูมินี้ขอเรียกว่า สันตนหญาณี กล่าวคือดำรงชีพด้วยญาณหรือจิตตามความอยาก,ไม่อยาก ได้โดยหลัก หรือโดยสรุปคือ ปัจจัยในธรรมอำนวยให้กระทำตามความอยากเช่นนั้นเช่นนี้ได้ มีความต้องการที่หลากหลายแตกต่างกันไป แต่ถือเป็นภูมิที่เป็นความอยากโดยหลักเช่นเดียวกัน (เริ่มมีเค้าบ้างแล้วตามวิวัฒนาการความเป็นไปของมนุษย์ในปัจจุบันที่ยึดมั่นเพื่อรู้และกระทำได้โดยอาศัยปัจจัยจาก ความอยากรู้อยากเห็น ความต้องการเช่นนั้นเช่นนี้)

6. ภูมิแห่งความรู้สึกโดยหลัก อัตภาพในภูมินี้ขอเรียกว่า สังเวทนาญาณี กล่าวคือดำรงชีพด้วยญาณหรือจิตตามความรู้สึกได้โดยหลัก หรือโดยสรุปคือ ปัจจัยในธรรมอำนวยให้กระทำตามสิ่งที่แม้รู้สึกได้ มีความรู้สึกที่หลากหลายแตกต่างกันไป แต่ถือเป็นภูมิที่เป็นการรู้สึกโดยหลักเช่นเดียวกัน

7. ภูมิแห่งการรับรู้โดยหลัก อัตภาพในภูมินี้ขอเรียกว่า สัมผัสสญาณี กล่าวคือดำรงชีพด้วยญาณหรือจิตตามความรับรู้ได้โดยหลัก หรือโดยสรุปคือ ปัจจัยในธรรมอำนวยให้กระทำตามสิ่งที่แม้กระทบรับรู้ได้ มีอาการรับรู้ที่หลากหลายแตกต่างกันไป ฯ

8. ภูมิแห่งรูปธรรมนามธรรมสู่การรับรู้โดยหลัก อัตภาพในภูมินี้ขอเรียกว่า สฬายตนญาณี กล่าวคือดำรงชีพด้วยญาณหรือจิตตามรูปธรรมนามธรรมสู่การรับรู้ได้โดยหลัก หรือโดยสรุปคือ ปัจจัยในธรรมอำนวยให้กระทำตามสิ่งที่แม้เป็นรูปธรรมนามธรรมที่รับรู้ได้ มีอาการของรูปธรรมนามธรรมสู่การรับรู้ที่หลากหลายแตกต่างกันไป ฯ

9. ภูมิแห่งรูปธรรมนามธรรมโดยหลัก อัตภาพในภูมินี้ขอเรียกว่า รูปญาณี กล่าวคือดำรงชีพด้วยญาณหรือจิตตามรูปธรรมนามธรรมได้โดยหลัก หรือโดยสรุปคือ ปัจจัยในธรรมอำนวยให้กระทำตามสิ่งที่แม้เป็นรูปธรรมนามธรรมต่างๆได้ มีอาการของรูปธรรมนามธรรมใดๆ ที่หลากหลายแตกต่างกันไป ฯ

10. มหาภูมิแห่งผู้มีจิตสูงละเอียดอ่อนอันเป็นวิญญาณธรรมโดยหลัก อัตภาพในภูมินี้ขอเรียกว่า วิญญาณี หรือวิญญู กล่าวคือดำรงชีพด้วยความเป็นวิญญาณจิตโดยหลัก ด้วยเป็นอรูปภูมิอัตภาพที่เป็นภูมิปัจจัยเหนือรูปธรรม จึงสามารถกำหนดเหนือรูปธรรมได้ รู้ได้โดยมิต้องอาศัยนามธรรมเป็นปัจจัย เป็นต้น เปรียบได้กับบุรุษสตรีผู้ดีงามอันเป็นปฏิเวธแห่งพระอนาคามิผล

11. มหาภูมิแห่งผู้มีจิตสูงละเอียดอ่อนยิ่งอันเป็นสังขตธรรมโดยหลัก อัตภาพในภูมินี้ขอเรียกว่า สังขตญาณี หรือสังฆตญาณี กล่าวคือดำรงชีพด้วยความเป็นสังขารจิตโดยหลัก ด้วยเป็นอวิญญาณภูมิอัตภาพที่เป็นภูมิปัจจัยเหนือวิญญาณธรรม จึงสามารถกำหนดเหนือวิญญาณการนึกคิดได้ รู้หรือกระทำได้โดยมิต้องอาศัยการนึกคิด เป็นต้น เปรียบได้กับสตรีบุรุษผู้ดีงามยิ่งอันเป็นปฏิเวธแห่งพระอรหัตมรรคหรือสงฆ์

12. อนุตรภูมิอันเป็นอสังขตธรรม อยู่เหนือพ้นปัจจัยอันจำกัดความรู้ความสามารถใดๆให้เป็นทุกข์ทั้งปวง

น้อมโลกธรรม
16-08-2007, 11:59 PM
ขอบพระคุณในอนุโมทนาจิตจากท่านนะครับ

เนื่องจากเป็นการนำเสนอบทวิเคราะห์เพื่อขอรับความเห็นข้อวิจารณ์ชี้แนะ ข้อท้วงติง ฯลฯ จากผู้อ่าน จึงขออนุญาตนำขึ้นมาขอความเห็นอีกครั้ง หากมีพุทธศาสนิกชนท่านใดยินดีช่วยให้ข้อวิจารณ์กลั่นกรองได้ ขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ครับ