PDA

View Full Version : เมื่อหลวงปู่ปานหลวงพ่อจงแปลงเป็นเสือมาทดสอบหลวงพ่อตอนธุดงค์


joni_buddhist
25-07-2007, 09:40 PM
http://www.lekpluto.com/suksit/Phor%20Pan01.jpg




ก็ตกลงกันบอกว่า ถ้าอย่างนั้น ประเดี๋ยวประมาณสัก ๓ โมงเช้า เราไปกัน ขณะที่นั่งคุยกันอยู่นั่นเอง บรรดาท่านทั้งหลายก็ปรากฏว่ามีเสือลายพาดกลอน ๒ เสือ อาตมาจะไม่เรียกว่า ๒ ตัว ทั้งนี้เพราะว่า จะเป็นการปรามาสครูบาอาจารย์ สองเสือย่างสามขุมเข้ามา ท่าทางดุดัน องอาจมาก ทำท่าคล้ายกับว่าจะกินพวกเรา ทั้ง ๓ คนเห็นเข้า ก็นึกในใจว่า เสือมาแล้ว


ทุกวันเราเห็นแต่เพียง เสือปลาบ้าง เสือปลาบ้าง เสือดาวบ้าง แต่วันนี้เจอะลายพาดกลอน แล้วก็ยาวมากใหญ่มาก ถ้าแกจะกินเราก็รู้สึกว่า ๓ คนอิ่มพอดี ๆ ทุกคนตั้งใจเลิกพูด ตอนนี้เลิกพูดแล้ว เพราะอะไรรู้ไหม เพราะว่าทุกคนยังกลัวตายอยู่ ไม่ใช่ไม่กลัวตาย

ก็นึกในใจว่า เวลานี้เสือมา ถ้าเสือทำร้ายเรา เราก็ต้องตาย แต่ความตายของเรามีความหมาย นั่นคือ ถ้าเราตายเวลานี้ เราจะไปอยู่พรหม นี่ผู้พูด ผู้เขียนนะ คิดอย่างนี้นะ อีก ๒ องค์เขาคิดอย่างไรก็ไม่ทราบ อีก ๒ องค์ดูเหมือนว่าจะตั้งใจไปนิพพานเลย แต่ว่าผู้เขียนเอง ไม่เข้าใจเรื่องนิพพาน ก็คิดว่า ถ้าตายเวลานี้เราอยู่พรหม ทำไมจึงจะไปพรหม ถ้าหากว่าเราจะไปชั้นดุสิตไม่ดีหรือ ในเมื่อเราปรารถนาพุทธภูมิ ก็มีความรู้สึกว่า ชั้นดุสิตนี่มีนางฟ้ามาก พระโพธิสัตว์องค์หนึ่ง มีนางฟ้าเป็นบริวาร เป็นหมื่น ๆ ถ้าไปอยู่พรหม เราอยู่คนเดียว พรหมองค์หนึ่ง วิมานหลังหนึ่ง มีพรหมองค์เดียว ไม่มีบริวาร สำหรับบริวารก็มีวิมานคนละหลัง ไม่อยู่ร่วมกัน เราชอบ อารมณ์เป็นสุข

เมื่อตัดสินใจแล้ว ก็เริ่มจับ อานาปานสติ แล้วเสือก็ย่าง ๓ ขุมเข้ามา หลับตานึกถึงภาพพระพุทธเจ้าเท่าที่เคยเห็น เห็นชัดเจนแจ่มใสมาก เห็นตามเดิม ท่านอยู่กับ ลุงพุฒ คือ มหาพุฒ เห็นท่านทรงแย้มพระโอษฐ์ ก็ชื่นใจ คิดว่า เอาละ ช่างมัน คราวนี้กายเนื้อมันจะตาย แต่กายที่ไม่ใช่กายเนื้อเราจะไปพรหม แล้วเสียงลุงพุฒก็ถามมาบอกว่า ไปแค่พรหมน่ะ พอใจแล้วหรือ ก็เรียนท่านบอกว่า ในเมื่อมาจากพรหม ก็ขอไปพรหม ท่านก็บอกว่า ไปชั้นดุสิตไม่ดีหรือ เป็นที่อยู่ของพระโพธิสัตว์ ก็บอกว่า ผู้หญิงมาก และผู้หญิงที่นั่นก็สวยมาก ก็เกรงว่า กำลังใจจะยุ่งกับผู้หญิงมากเกินไป เดี๋ยวกังวลจะมีมาก ก็ขอไปอยู่พรหม ไปอยู่คนเดียว

ท่านก็บอก ตามใจ นั่งทำสมาธิไป จิตใจจับที่ภาพพระพุทธเจ้าอย่างเดียว ไม่ไปไหน ก็คิดว่า ร่างกายมันจะเป็นอาหารของเสือเวลานี้ก็ช่างหัวมัน ไม่สนใจแล้ว แล้วก็ประกอบกับความรู้สึกว่า คิดว่าดี ถ้าตายเวลานี้ ดี เราอยู่กับพระพุทธเจ้า อย่างไร ๆ เราก็ไม่ลงนรก จิตใจชุ่มชื่น ต่างคนต่างทำสมาธิกัน อีก ๒ องค์เขานึกอย่างไร อาตมาไม่ทราบ สักพักใหญ่ ๆ เสือก็ไม่กิน พอลืมตาขึ้นมาดู เสือนั่งข้างหน้าเฉย ๆ นั่งมองคนนั้น นั่งมองคนนี้

ในเมื่อลืมตาขึ้นมาแล้ว ก็ถามเสือว่า ทำไมแกจึงไม่กินฉันล่ะ เสือขยับหนวด ขยับปาก ก็บอกว่า เสือ ๒ ตัวนี่ไม่กินโว้ย เสือ ๒ ตัวนี่อยากจะรู้ว่า ลูกศิษย์ที่ปล่อยเข้ามาอยู่ป่าศรีประจันต์นี่ มันจะมีกำลังใจขนาดไหน มันจะมีความกล้าหรือมีความกลัว การตัดสินใจผิดหรือตัดสินใจถูก เสียงเสือตัวที่พูดตัวแรก เสียงเหมือนหลวงพ่อปานชัด เสือพูดภาษาคน และเสือที่สองก็พูดเบา ๆ เหมือนเสียงหลวงพ่อจง

ท่านบอกว่า การตัดสินใจแบบนี้น่ะ ถูกต้องทุกองค์ สององค์นั่นตัดสินใจเมื่อนิพพานตรง เพราะเป็นพุทธสาวก ปรารถนาสาวกภูมิถูกต้อง ต้องทำอย่างนี้ และองค์นี้ปรารถนาพรหม ก็ดี เพราะปรารถนาพุทธภูมิ ตั้งใจไปพรหม รวมความว่า ทุกองค์ตัดสินใจถูก ความกลัวย่อมมีแก่คนทุกคน บุคคลใดถ้ายังไม่เป็นอรหันต์ก็ตาม ยังไม่ใช่พระพุทธเจ้า ยังไม่ใช่ม้าอาชาไนย หรือไม่ใช่พระเจ้าจักรพรรดิ์ต้องกลัว แต่การกลัวของพวกคุณทั้งหมดถูกต้องเป็นการกลัวที่ถูก คือ กลัวเสือจะกิน แต่ก็ไม่กลัวในการที่จะไปเป็นพรหม ไปนิพพาน

หลังจากนั้น เสือทั้ง ๒ เสือ ค่อย ๆ คลายตัว เป็นหลวงพ่อปานกับหลวงพ่อจง ในเมื่อกลายเป็นหลวงพ่อทั้งสอง ก็ลุกขึ้นกราบท่านด้วยความเคารพ อิ่มใจ ชื่นใจ น้ำตาไหล ท่านถามว่า ดีใจรึ บอกดีใจขอรับ ถามว่า หลวงพ่อเป็นเสือได้อย่างไร ท่านบอกว่า มันเรื่องของฉันน่ะ ฉันจะเป็นเสือจะเป็นแมว ฉันจะเป็นอะไรมันเรื่องของฉัน ไม่ต้องถาม พวกเธอทำตามคำสั่งได้ดีที่สุด แล้วการกระทำของพวกเธอทั้งหมดนี่ มันไม่พ้นสายตาของฉัน ก็ถามว่า หลวงพ่อส่งตาทิพย์มาดูหรือ ท่านก็เลยบอกว่า งานของฉันมาก ไม่มีเวลาจะดูพวกเธอ แต่เทวดาเขารายงาน เทวดารายงานทุกอิริยาบทที่เธอทำ เธอจะนั่งท่าไหน จะนอนท่าไหน เขาบอกหมด

ก็รวมความว่า ไม่พ้นสายตาของท่าน เพราะเทวดาบอก ท่านก็เลยบอกว่า วันนี้เป็น วัน วิสาขบูชา ทุกองค์ก็ตั้งใจไปพระมหาจุฬามณีเจดีย์สถานก็แล้วกัน ไปตั้งใจอธิษฐานว่า จะอยู่ที่นี้จนกว่าจะได้อรุณจึงจะลง ถ้าตัดสินใจอย่างนั้น พอได้อรุณปั๊บมันจะเคลื่อนลงทันที เมื่อท่านสอนแบบนั้นแล้ว ท่านก็หายไป เราก็กราบตามหลังท่าน ไม่รู้ว่าท่านไปอย่างไร ร่องรอยก็ไม่มี เงาก็ไม่มี ไม่รู้ว่าหายไปไหน<O:p></O:p>

เมื่อหลวงพ่อทั้งสองหายไป พวกเราก็ดีใจ คิดว่า โอ้โฮ…เสือใหญ่นี่จำไว้เลยว่า เสือใหญ่เสือลายพาดกลอนแบบนี้ แล้วก็เข้ามาขนไม่พอง แสดงว่าเสือไม่จริง เป็นเสือปลอม เป็นอันว่า ท่านสอนแนะนำให้ไปพระจุฬามณีเจดีย์สถาน เราก็ไปกัน ก็ตัดสินใจว่า เราไปกันเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องตั้งท่าคำว่า เดี๋ยวนี้ ปั๊บ ก็ปรากฏว่า ถึงพระจุฬามณีเจดีย์สถาน เป็นการอวดอุตริมนุสสธรรมไหม ท่านผู้ฟัง หรือท่านผู้อ่าน เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน อธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขา ทำเสียให้ครบถ้วนละก็ จะไม่มีอะไรสงสัย ไม่มีอะไรตำหนิ และก็ไม่มีอะไรจะชม จะเป็นอุเบกขาญาณได้

ก็รวมความว่า เมื่อถึงพระจุฬามณีเจดีย์สถาน สิ่งที่พบก็คือ อาจจะเป็นพระพุทธเจ้าเนรมิตก็ได้ หรือพระพุทธเจ้าองค์จริงก็ได้ ใครก็ไม่รู้ แต่ที่เห็น ก็เห็นว่า เป็นพระพุทธเจ้าองค์จริง สวยงามอร่ามมาก มีฉัพพรรณรังสี รัศมี ๖ ประการ ทรงแสดงพระธรรมเทศนา ไพเราะมาก จับใจ ชื่นใจการแสดงพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า ลีลาไม่มาก สำนวนไม่มาก ท่านเทศน์ชัด ๆ เทศน์ตรง ๆ เทศน์ให้เข้าใจ เรื่องขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ของใครก็ตาม ไม่มีการทรงตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ชอบใจจริง ๆ อยู่คำหนึ่งชอบมาก เทศน์ทั้งกัณฑ์ ชอบมากอยู่คำหนึ่งว่า
เวลานี้ท่านทั้งหลาย ท่านที่ตายจากความเป็นคน มาเป็นเทวดาก็ดี เป็นนางฟ้าก็ดี เป็นพรหมก็ดี ร่างกายของทุกท่าน ไม่มีทุกข์ มีแต่ความสุข แม้ว่าท่านทั้งหลายที่ยังไม่ตายจากความเป็นคน แต่เวลานี้ชำระร่างกายอันประกอบไปด้วยขันธ์ ๕ ใช้ อทิสมานกายขึ้นมานั่งอยู่ที่นี่ ร่างกายอันนี้ของท่านก็ไม่มีทุกข์อย่างขันธ์ ๕ ธรรมดา เป็นร่างกายที่มีความสุข ฉะนั้น ขอทุกคนจงอย่าประมาทในชีวิต จงอย่าคิดว่าเราจะอยู่กับโลกตลอดกาล ตลอดสมัย แต่จงอย่าตัดสินใจตายก่อนอายุขัย หรือตามกาลเวลา ถ้าเวลายังมีอยู่เพียงใด ตัดสินใจทำลายกิเลสให้พ้นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สักกายทิฐิ ให้มีความรู้สึกว่า ร่างกายนี้มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา ทำอารมณ์ใจวางเฉยในร่างกาย มันจะแก่ ก็ถือว่า เป็นหน้าที่ของมัน มันจะป่วย ก็เป็นหน้าที่ของมัน เพราะกฎของกรรม มันจะตาย ก็เป็นหน้าที่ของมัน ถ้าร่างกายมันตายเมื่อไร ที่ไปของเรา คือ นิพพาน ถ้ากำลังใจยังไม่ถึงนิพพาน เราก็มาค้างสวรรค์ หรือค้างพรหมโลก เท่านี้เราก็มีความสุข


ท่านเทศน์เยอะ นั่งฟังกันตั้งแต่เวลา ๔ โมงเช้า ถึง ๖ นาฬิกา ก็รู้สึกว่าไม่นาน หลังจากนั้น ร่างกายก็กลับลงมาเป็น วันแรมค่ำหนึ่ง เดือน ๖ พอกลับมาแล้ว ทีนี้ไม่ทันจะถือบาตรปรากฏว่า เทวดา นางฟ้า ซึ่งเป็นภุมเทวดาบ้าง รุกขเทวดาบ้าง อากาสเทวดาบ้าง นางฟ้าบ้าง ท่านนั่งกันเป็นแถวอยู่แล้ว พร้อมในการใส่บาตร


แต่ว่าการใส่บาตรของท่านมันแปลก จะกี่องค์ก็ตามปริมาณอาหารเท่าเดิม ถ้าท่านมาองค์เดียว การใส่บาตรก็มีปริมาณอาหารเท่านั้น มาหลายองค์ต่างคนต่างใส่ปริมาณอาหารเท่าเดิม คือ อิ่มพอดี กินอิ่มแล้วมีความชุ่มชื่น แม้แต่น้ำก็ไม่ค่อยอยาก ความกระหายไม่มี ชุ่มชื่นมาก อารมณ์มีความสุข ในเมื่ออารมณ์มีความสุข มันก็มีความสบายทั้งวัน ทั้งคืน แต่ว่าท่านทั้งหลาย การเกิดขึ้นมาแล้ว ความแก่ ความเจ็บ ความตาย มีเป็นของธรรมดา ท่านใส่บาตรแล้ว ต่างคนต่างก็ไป

บุญบันดาล
26-07-2007, 05:00 AM
อนุโมทนา สาธุ สาธุ สาธุ

rux
26-07-2007, 07:47 AM
อนุโมทนาสาธุ...

paramitra
26-07-2007, 10:21 AM
สาธุ

wutlions
26-07-2007, 04:00 PM
อนุโมทนาครับ

joni_buddhist
26-07-2007, 10:11 PM
ก็ขอสัญญาว่าจะหาเรื่องดีๆแบบนี้มาลงเรื่อยๆครับ