PDA

View Full Version : ต้องรู้ก่อน่จึงจะก้าวไปสู่ขั้นอภิญญา


telwada
02-05-2005, 07:39 PM
ศาสนาให้อะไรแก่เราบ้าง อะไรคือสิ่งที่คนทั้งหลายต้องการ เป็นคำถามที่ท่านทั้งหลายย่อมตอบกันไปคนละแง่ละมุม ตามความต้องการของจิตใจและความคิดของตนเอง แต่ในทางที่เป็นความจริงแล้ว คนทั้งหลายซึ่งในที่นี้หมายถึง มนุษย์ส่วนใหญ่ ย่อมต้องการความสบายใจมีทรัพย์สิน มีที่อยู่อาศัย มีเครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค เครื่องใช้อุปโภคบริโภคที่ครบถ้วนสมบูรณ์ สิ่งที่ได้กล่าวไปแล้วนี้ ศาสนาให้ได้หรือไม่ศาสนาให้เครื่องนุ่งห่ม ให้ยารักษาโรคได้ไหม ทุกท่านย่อมจะตอบเป็นแนวทางเดียวกันว่า ให้ไม่ได้ ซึ่งมองดูแล้วก็เหมือนกับว่าให้ไม่ได้จริง แต่ทว่าธรรมชาติของมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมจะดิ้นรนเสาะแสวงหาสิ่งต่างๆเหล่านั้นเพื่อสนองตอบความต้องการของตัวเอง และครอบครัว ธรรมชาติของทุกคนอันมีมาตั้งแต่กำเนิดนั้นแหละคือตัวศาสนา สิ่งที่ทุกคนกำลังทำอยู่กำลังดิ้นรนขวนขวายนั้นแหละคือศาสนา ความอยากได้ทั้งหลายของทุกคนนั้นแหละคือศาสนา ความต้องการสุขสบาย มีทรัพย์ศฤงคาร เครื่องอุปโภคบริโภคอย่างครบถ้วน นั้นแหละคือศาสนา ในเมื่อธรรมชาติของทุกคนคือตัวศาสนา ดังนั้น ไม่ว่าท่านทั้งหลายจะทำการใดใดก็ตาม ศาสนาจึงเป็นตัวช่วย เป็นปัจจัย เป็นต้นตอที่ทำให้ท่านทั้งหลายได้กระทำการเหล่านั้นได้สำเร็จลุล่วงไปไม่มากก็น้อย และหากแม้นท่านไม่ได้สมดังความมุ่งมาดปรารถนา หรือได้มาด้วยความยากลำบาก ศาสนาก็ช่วยให้ท่านได้คิดได้สบายอกสบายใจ รวมไปถึงได้เข้าใจว่า สิ่งเหล่านั้นก็คือธรรมชาติอันเป็นไปตามวิถีของมัน ดำเนินไปตามกลไกหรือวัฏจักรแห่งชีวิต หากเราทั้งหลายได้มีความรู้ได้คิดพิจารณาย่อมเกิดมีความเข้าใจว่า ศาสนาช่วยให้ท่านทั้งหลายทำให้ท่านทั้งหลายอีกทั้งเป็นตัวต้นตอให้ท่านทั้งหลาย กระทำประพฤติปฏิบัติดิ้นรนเพื่อให้การใดใดสำเร็จลุล่วงไปได้ไม่ว่าการกระทำเหล่านั้นจะเป็นสิ่งที่มนุษย์เรียกว่า ความดี หรือสิ่งที่มนุษย์เรียกว่า ความไม่ดีหรือความชั่วก็ตาม
ศาสนามีจุดประสงค์หรือเป้าหมายอย่างไรบ้าง ท่านทั้งหลายคงจะคิดกันไปตามค่านิยมที่ได้รับการปลูกฝังหรือได้รับการขัดเกลา หรือได้รับการสั่งสอนมาว่า สอนให้คนทำดี ทั้งทางกาย วาจา และใจ อะไรทำนองนี้เป็นต้น แต่ในทาง ที่เป็นความจริงแล้ว ศาสนามิได้สอนให้บุคคลเป็นคนดี มิได้สอนให้บุคคลใดใดประพฤติดีประพฤติชอบ แต่ศาสนามีจุดประสงค์หรือเป้าหมายในการที่มุ่งให้บุคคลใดใดหลุดพ้นจากกิเลส หลุดพ้นจากความทุกข์ หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายทั้งปวง ศาสนามุ่งสอนให้บุคคลใดใดมองเห็น หรือรู้ว่า หรือมีความเข้าใจในธรรมชาติแห่งสรรพสิ่งว่า สรรพสิ่งย่อมมีการกระทำ การประพฤติปฏิบัติในทางอันก่อให้เกิดความทุกข์ ก่อให้เกิดกิเลสหรืออาสวะทั้งในตัวเองและผู้อื่น ศาสนาย่อมสอนให้รู้ว่า การกระทำการประพฤติปฏิบัติเยี่ยงไรเป็นการก่อให้เกิดความทุกข์ต่อตัวเองหรือต่อผู้อื่น หรือสอนให้รู้ว่าการกระทำประพฤติปฏิบัติเยี่ยงไรเป็นการก่อให้เกิดกิเลสหรืออาสวะทั้งหลาย ซึ่งไม่ว่าจะประพฤติอย่างไรก็อยู่ในหัวข้อเดียวกัน ดังนั้นศาสนาจึงเป็นทางสายกลางอันมิเอนเอียงไปในทางใดทางหนึ่งแต่จะอยู่กลางกล่าวคือ คำสอนหรือธรรมะทุกข้อจะเป็นกลาง ยกตัวอย่างเช่นคำว่า เมตตา อันหมายถึง ความปรารถนาให้ได้ดีพบสุข ซึ่งสรรพสิ่งอาจจะประพฤติไปในทางที่ค่านิยมของสังคมเรียกว่าไม่ดีก็ได้ หรือประพฤติไปในทางที่ค่านิยมของสังคมเรียกว่าดีก็ได้ ทั้งสองทาง เพื่อให้ได้ดีพบสุขคือเมตตา อันนี้เป็นอย่างหนึ่งของเป้าหมายหรือจุดประสงค์ของศาสนา ซึ่งในทางค่านิยมของสังคมแล้วก็มักนิยมหรือเข้าใจว่า ศาสนาสอนให้คนละเว้นความชั่ว ประพฤติดี
ส่วนเป้าหมาย หรือจุดประสงค์ของศาสนาอีกอย่างหนึ่งอีกอันหนึ่งนั้น ศาสนาย่อมสอนให้รู้ ย่อมสอนให้เกิดความเข้าใจในการกระทำ การประพฤติการปฏิบัติที่จักก่อให้เกิดการขจัดซึ่งความทุกข์ทั้งหลายที่เกิดมีในตัวเองและผู้อื่นอีกทั้งสอนให้รู้ให้เกิดความเข้าใจว่าการกระทำการประพฤติปฏิบัติเยี่ยงไร ที่จะทำให้หรือนำไปสู่การขจัดซึ่งกิเลสหรือขจัดซึ่งอาสวะทั้งหลาย ซึ่งศาสนาจะสอนในลักษณะกลางๆ คือสอนหัวข้อต่างๆให้กับสัตว์โลกทั้งหลาย แล้วให้สัตว์โลกทั้งหลายนำไปคิดพิจารณาตามสังคมการเป็นอยู่ของสัตว์โลกนั้นๆ ดังการยกตัวอย่างในหัวข้อของคำว่า เมตตา หรือ ความปรารถนาให้ได้ดีพบสุข เป็นต้น
หากจะกล่าวในอีกรุปแบบหนึ่งแล้ว ศาสนาสอนให้รู้เท่าทันหรือมีความเข้าใจในธรรมชาติแห่งสรรพสิ่ง ย่อมชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมการกระทำ การประพฤติปฏิบัติของธรรมชาติแห่งสรรพสิ่งว่า ย่อมเป็นไปในทางที่ก่อให้เกิดความทุกข์ก่อให้เกิดกิเลสหรืออาสวะในตัวเองและผู้อื่น อีกทั้งย่อมชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมการกระทำ การประพฤติปฏิบัติของธรรมชาติแห่งสรรพสิ่งว่าย่อมเป็นไปในทางที่ก่อให้เกิดความดับทุกข์ ก่อให้เกิดความดับซึ่งกิเลสหรืออาสวะทั้งในตัวเองและผู้อื่น สิ่งที่ท่านทั้งหลายกำลังกระทำอยู่ประพฤติอยู่หรือกำลังดำเนินกิจกรรมใดใดอยู่ก็ตาม และที่สำคัญตัวหลักการหรือธรรมะแห่งศาสนาจะอยู่กลาง คือไม่เน้นไปในทางดีหรือไม่ดี แต่จะชี้หรือสอนให้รู้ให้คิดพิจารณาว่า หลักการหรือหัวข้อธรรมะในแต่ละข้อนั้นเป็นหลักความจริงแห่งมนุษย์เป็นหลักความจริงอันเกี่ยวข้องกับสรรพสิ่ง และสิ่งเหล่านั้นก็คือศาสนานั่นเอง