PDA

View Full Version : พระพุทธเจ้า คือนักวิทยศาสตร์ ครูและกษัตริย์


WebSnow
21-09-2004, 08:23 AM
++ พระพุทธเจ้าคือนักวิทยาศาสตร์ ยอดอัจฉริยะ
พระองค์ทรงทดลอง ศึกษาค้นคว้าและเข้าใจธรรมชาติของจิตใจและจักรวาลได้อย่างมากมายและได้พบนิพพาน พระองค์ทรงค้นพบได้ด้วยตัวเองโดยไม่มีครูเมื่อค้นพบท่านก็เผยแผ่ออกไป

++ พระพุทธเจ้าคือครู พระองค์ได้สอนและเผยแผ่ในสิ่งที่ค้นพบและเรียนรู้ ให้กับสาวก

++ พระพุทธเจ้าเป็นพระมหากษัตริย์ทางธรรม ทรงบริหารปกครองลูกเมืองมากมายและวางแนวทาง

กระเจียว
22-09-2004, 02:36 AM
พุทธศาสนา เป็นศาสนาสอนให้เชื่อในกฏแห่งกรรมว่า “ ทุกคนมีกรรมของตนเป็นที่ตั้ง มีกรรมของตนเป็นเผ่าพันธุ์ ใครทำดีก็ได้ดี ใครทำชั่วย่อมได้ชั่ว กรรมย่อมตามสนองไปทุกภพทุกชาติ ซึ่งมีทั้งกุศลและอกุศลหนุนเนื่องให้ชีวิตรุ่งเรืองหรือตกอับ ทั้งนี้ กรรมเหล่านี้ย่อมวิบากในเวลาใดเวลาหนึ่ง ”

ในขณะเดียวกัน

พุทธศาสนา เป็นศาสนาที่ไม่บังคับให้ใครเข้านับถือ ศาสนิกชนแห่งชาวพุทธต้องเชื่อในสิ่งที่เขาสามารถพิสูจน์โดยอาศัยการสังเกตอย่างถี่ถ้วนในสภาพลักษณะ และศึกษาให้เข้าใจในทฤษฎีแล้วนำมาปฏิบัติเค้นคว้าสืบสวนจากมูลเหตุไปหาผลจนรู้แจ้งเห็นจริงตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างถ่องแท้เพราะความจริงที่ได้ประจักษ์กับตนเอง ย่อมเป็นความคิดที่แจ่มใสฉายรัศมีให้จิตกระจ่างแจ้งเป็นการอบรมบ่มจิตให้เกิดปั__าที่สามารถชำระล้างจิตที่โง่เขลาให้สะอาดบริสุทธิ์ผุดผ่อง



สำคั_มากกว่า ในการเชื่อมั่นด้วยจิตใจที่สวามิภักดิ์ต่อศาสนาตามความจริงที่คนอื่นค้นพบโดยสืบเนื่องจากความศรัทธาในตำราที่ได้เล่าเรียนมา โดยเชื้อชาติ โดยสั_ชาติ โดยวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีที่สืบทอดกันมาที่ตนกำเนิดมาในสิ่งแวดล้อมนั้น

เพราะการเชื่อแบบนี้ เป็นไปในลักษณะเชื่อโดยปฏิบัติตามๆกันไปที่ไม่ได้ปฏิบัติตามคำสอนในศาสนานั้นอย่างจริงจังจริงใจเป็นการมองไม่เห็น ประโยชน์และความสำคั_ของศาสนา ภาวะเช่นนี้ ย่อมเป็นการสร้างภาวะอันตรายที่จะทำลายตนเองและศาสนาที่ตนนับถืออยู่อย่างจงใจหรือทำโดยแกล้งไม่รู้

ดังนั้น ท่านที่ฝึกต่อเนื่องอย่างจริงจังมาทุกบทแล้ว ย่อมเป็นข้อพิสูจน์กับตนเองว่า

“ สมาธิ ” มีประโยชน์มากมาย

สำหรับคนที่โรคภัยไข้เจ็บ ก็สามารถจะรักษาโรคให้เบาบางหรือหายขาดได้



สำหรับคนที่ไม่เป็นโรคภัยไข้เจ็บ ก็ได้ผลคือ จิตใจได้พบ “ ทางสงบ ” ไว้ควบคุมอารมณ์ต่างๆแห่งการเป็นฆราวาสวิสัยที่มี “ อารมณ์แห่งโลภ โกรธ หลง ” นั้นไม่ให้อารมณ์เหล่านี้ซู่ซ่ามากเกินควรแห่งการที่เรียกว่า “ สัตว์ประเสริฐ ”

มิฉะนั้นแล้วท่านจะถูกเรียกว่า มีอารมณ์รุนแรงยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ สัตว์ป่า ” ประเภทที่มีความอาฆาตมาดร้าย ดุดันโมโหจัดเป็นต้น

คนที่ฝึกสมาธิพบทางสงบนานๆเข้า จะมีอารมณ์ใจเย็น ไม่สะเทือนต่อคำด่า สรรเสริ_ นินทา ไม่รีบเร่งจนเครียด ดำเนินชีวิตไปแบบเรื่อยๆ ที่มีพร้อมด้วยความคิดที่วิวัฒนาการดีแล้วที่ไม่เจือปนไปด้วยความทะยานอยากได้อย่างเห็นแก่ตัวที่จะก่อให้คนอื่นเดือดร้อนและเกลียดชังตนจนคนบางพวกบางเหล่าว่า “ ท่านมีวิสัยฟั่นเฟือนผิดจากปรกติ ” ก็ขอให้ท่านทำจิตใจให้เข้มแข็งดำเนินต่อไป แต่ขอให้ปฏิบัติภาระกิจการต่างๆโดยให้รู้จักหน้าที่ของตนตามฆราวาสวิสัยแล้วปฏิบัติตามหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบ อย่าพึ่งทำเป็น



ปฏิบัติซึ้งทางธรรมจะรีบทิ้งทางโลกียะ ภรรยาก็อยากจะบวชชี สามีก็อยากจะบวชพระ ท่านควรสังวรว่ายังไม่ถึงเวลา อารมณ์แห่งความนิ่งนี้เป็นเพียงอารมณ์แห่งความนิ่งชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น ในฐานะที่ท่านยังอยู่ในโลกียะวิสัยขอให้ท่านดำเนินตามสายกลางรักษาน้ำใจและใช้อารมณ์ธรรมแห่ง “ ทางสงบ ” ควบคุมการเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันก็พอ ถ้าท่านไม่เชื่อตามคำแนะนำนี้แล้ว อนาคตแห่งชีวิตของท่านจะไม่มีความสงบสุข เพราะว่า ท่านไม่รู้จักคำว่า “ สายกลาง ” คนที่ไม่ตั้งสติประมวลชีวิตตัดสินอนาคตให้ดีว่า จะเตรียมตัวเดินทางไหนแล้วจะทำให้บุคคลนั้นเสียใจตลอดชาติ “ โลกก็ไม่ได้ดี ธรรมก็ไม่ได้ดี ” เลยตกสภาพเป็นบุคคลที่ไม่มีหลักให้กับจิตใจ อนาคตเลยต้องเคว้งคว้างอยู่กลางอุปสรรค์นานาประการอย่างแน่นอน เพราะจิตใจหาที่ยึดเหนี่ยวเป็นสรณะไม่ได้ คนที่อยู่ทางโลกียะ

ท่านควรจะต้องมุ่งหวังลาภ เกียรติยศ สรรเสริ_ ให้อยู่ในขั้นเอาตัวรอดได้และใช้อารมณ์ธรรม ประกอบควบคุมจิตให้รู้จักจุดอิ่มตัว คือ “ พอกิน พอใช้ พออยู่ ” ท่านที่มุ่งหวังยังคงอยู่ทางโลกียะก็ขอจบบทเรียนเพียงเท่านี้



ท่านที่ตัดสินที่จะมุ่งหวังปฏิบัติจิตปฏิบัติตนมุ่งสู่โลกุตระแล้ว

ท่านจะต้องเข้าใจว่า ทางสายนี้ให้ “ ละ ” จนถึงที่สุดแห่งการพ้นจากการลุ่มหลงกิเลส “ โลภ โกรธ หลง ” โดยทุกๆนาทีแห่งการมีชีวิตอยู่มีค่าสำหรับการปฏิบัติธรรมทั้งสิ้น

เริ่มต้นด้วยการให้คำมั่นสั__าตั้งเป้าหมายให้กับตนเองเป็นการปฏิ_าณให้สัจจะแล้วค่อยๆเดิน โดยบ่มนิสัยในระหว่างการเป็นฆราวาสนั้นให้อยู่ในภาวะแห่งการตื่นรู้แจ้งตามทันอายตนะของตนในกิเลส โลภ โกรธ หลง และบ่มให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ว่าชีวิตนี้เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน และเปลี่ยนแปลงไปสู่ความสลายทุกขณะ แล้วรักษาศีล 5 ให้บริสุทธิ์อย่างน้อย 5 ปี แล้วจึงค่อยไต่ไปปฏิบัติรักษาศีล 8 จนถึงศีล 10 ศีล 227 เป็นต้น เมื่อนั้น ศีล สมาธิ ปั__าย่อมเปิดทางพาท่านสู่นิพพานแน่นอน

เชิ_ท่านเดินตามหลัก การวิปัสสนา



มนุษย์เกิดมาประเสริฐแท้โดยชาติกำเนิด

จิตสำนึกสูงกว่าสัตว์ทุกเหล่าเดรัจฉาน

เปิดโอกาสอันดีเลิศให้บำเพ็_ลดกิเลส

เพื่อจะได้หลุดพ้นทุกข์ภัยวัฏฏะ

มนุษย์เอยจึงได้ชื่อ

“ สัตว์ประเสริฐ ”

สังคมธรรมจะไม่มั่วหลงอยู่กับ กาม เกียรติ ลาภ ยศ สรรเสริ_ นินทา อาฆาต พยาบาท ใส่ร้ายอิจฉาริษยาผู้อื่น

WebSnow
07-10-2004, 05:37 AM
ที่ขาดไม่ได้สิ่งหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ และพระปัจเจคพุทธเจ้าทุกพระองค์ ทรงเป็นคือ ความเป็นนักวิทยาศาสตร์ ผู้ทดลองคิดค้นเรื่องนิพพานด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องมีผู้ใดมาสอนและตรัสรู้ธรรมได้ด้วยตัวเอง

ความเป็นครูกับกษัตริย์ พระปัจเจกพุทธเจ้า ไม่จำเป็นต้องเป็น

WebSnow
07-10-2004, 05:41 AM
ความเป็นนักวิทยาศาสตร์ผูคิดค้นและทดลองและได้คำตอบด้วยตัวเองแบบไม่มีใครสอน นั้นอยากมากกกกกกกกกก
กว่าจะค้นพบธรรมชาติแต่ละอย่างนั้นอยากมาก ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ

เช่น Newton หรือ Einstien ผู้ค้นพบเข้าใจเรื่องแรงดึงดูด เรื่องทฤษฏีสัมพันธภาพและอื่นๆเป็นคนแรกของโลกและเผยแผ่ ถื่อว่าเป็นเรื่องยากมากๆ เขาเรียกว่าอัจฉริยะบุคคล รู้ธรรมชาติบางอย่าง แค่นี้เราก็ว่า เก่งมาก คนยกย่องมากๆ
มันสมองยอดอัฉริยะจริงๆที่โลกยอมรับและโหวตให้เป็นที่1 คือ พวกบรรดานักวิทยศาสตร์ เพราะว่าต้องใช้สมองคิดจริงๆ

แต่สำหรับพระพุทธเจ้ายิ่งกว่านั้นอีก ทรงค้นพบและเข้าใจเรื่องนิพพานด้วยตัวเอง นั้นถือว่าเป็นยากสุดยอด ยากมากกกกกกกกกกกกกกกกก และรู้ธรรมชาติได้หมดและครอบคลุม และรู้ธรรมชาติหลายอย่างมากกกกกกกกก สุดยอดมากๆ อะไรต่างๆเทียบไม่ได้
และ ใน 1 จักรวาล ทั้ง3 โลกธาตุในแต่ละยุค จะมีได้เพียงหนึ่งองค์

ploy
10-02-2005, 11:04 AM
เปรียบเหมือนนักวิทยาศาสตร์ใช่ค่ะ

NiNe
19-03-2005, 09:16 PM
นักวิทยาศาสตร์รู้ได้แต่เพียงโลกาฯ .. เท่านั้น .. ก็เพียงเท่านั้น

แต่องค์พระสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านรู้อย่างถ่องแท้ทั้งสามโลก ... นี่รวมไปถึงโลกุตร ...ด้วยนะครับ ....พิจารณาดูดีๆ ....

...

undeath13
19-03-2005, 09:35 PM
1จักวาลหรอมะช่ายพัน จักวาลหรอ ต่อพระพุทเจ้า1 อง ผมสงสัยเฉยๆง่ะ^^"