WebSnow
10-06-2007, 08:33 PM
http://www.yuwasong.com/Picturesnews2548/FBD1926.jpg (http://www.212cafe.com/freewebboard/view.php?user=yuwasongnews&id=1728)
องค์กรพุทธกว่าหมื่นชุมนุมหน้ารัฐสภาจี้แปรญัตติพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ
11 มิถุนายน พ.ศ. 2550
องค์กรพุทธลั่นชุมนุมกดดัน"พุทธศาสนาประจำชาติ" 13-14มิ.ย.ไม่ผ่านพร้อมรณรงค์คว่ำ
เหิมบุกดันประตูรัฐสภา ด้าน"พิเชียรอ่วมมีเอกสารแฉพฤติกรรมตัดญัตติ"การุณ"เหี้ยน
พล.ต.ทองขาว พ่วงรอดพันธุ์ รองเลขาธิการพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีที่ประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ
(ส.ส.ร.) มีมติให้แขวนมาตรา 2 ในประเด็นการบัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
และจะนำไปพิจารณาร่วมกับมาตรา78 ในวันที่ 13 หรือ 14 มิ.ย.ที่จะถึงนี้ ว่า องค์กรชาวพุทธฯ
จะนัดชุมนุมใหญ่อีกครั้งในวันดังกล่าว โดยที่สุดแล้วหากไม่บัญญัติให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ
กลุ่มผู้ชุมนุมก็จะรณรงค์ไม่ให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้
"ถ้าหากรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติ แล้วทาง คมช. ก็จะหยิบรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งขึ้นมาใช้
ทางกลุ่มก็จะเรียกร้อง ให้มีการบัญญัติให้ได้ เพราะทาง คมช.ได้แสดงเจตนาก่อนหน้านี้แล้วว่า
ไม่ขัดข้องที่จะบัญญัติให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ" พล.ต.ทองขาว กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า องค์กรชาวพุทธจะเข้ากับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตย
ขับไล่เผด็จการมีแนวคิดเห็นตรงกับองค์กรชาวพุทธที่จะให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่บัญญัติให้เป็นศาสนาพุทธเป็นศา
สนาประจำชาติหรือไม่ รองเลขาธิการพุทธศาสนาฯ ยืนยันว่าจะไม่เข้าร่วมอย่างแน่นอน
เพราะไม่อยากให้เรื่องการเมืองเข้ามาแทรกแซงความตั้งใจที่บริสุทธิ์ของกลุ่ม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
การชุมนุมที่หน้าอาคารรัฐสภาได้มีการแจกเอกสารที่อ้างว่าทำเพื่อปกป้องคุ้มครองสถาบันชาติ พระพุทธศาสนา
และพระมหากษัตริย์ โดยอ้างชื่อว่า แนวร่วมคนไทยรักไทยมาแจกให้กับสื่อมวลชน และกลุ่มผู้เข้าร่วมชุมนุม
โดยมีเนื้อหาและภาพเกี่ยวกับความเสียหายที่เกิดจากความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดภาคใต้
พร้อมมีการอ้างถึงแผนผลักดันศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ
โดยโยงเข้ากับนโยบายรัฐบาลที่ใช้แก้ปัญหาในพื้นที่
เช่น นโยบายสมานฉันท์ คือ กลลวงให้ไทยเดินตามเกมของ นายมหาเธร์ แห่งมาเลเซีย เพื่อการแบ่งแยกดินแดน,
ภาคใต้รุนแรง เพื่อต่อรองรัฐธรรมนูญฉบับมุสลิม, ใช้นโยบายกวนน้ำให้ขุ่นแล้วจับปลา
หลอกให้คนไทยทั่วประเทศสนใจในรัฐธรรมนูญใหม่ แต่กลับมีกระบวนการออกกฎหมายขยายอิทธพลศาสนา
นอกจากนี้ ยังมีข้อความเชิญชวนพระสงฆ์
รวมถึงประชาชนทั่วประเทศแสดงพลังเรียกร้องให้บรรจุศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ
ที่ศาลาว่ากลางจังหวัดในพื้นที่ รวมถึงหากทาง ส.ส.ร.ไม่บัญญัติเรื่องศาสนาพุทธ
ให้ประชาชนทุกคนคว่ำบาตรผู้บริหารประเทศที่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้
ม็อบสงฆ์ขู่ปิดรัฐสภาไม่ให้เข้าออก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เกิดเหตุวุ่นวายขึ้น เมื่อกลุ่มม็อบพระสงฆ์
ที่สนับสนุนให้บรรจุศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะขอเข้าไปในบริเวณรัฐสภา
เพื่อเจริญพระพุทธมนต์ แต่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไม่อนุญาต และปิดประตูทางเข้า แกนนำกลุ่มม็อบ
จึงกล่าวผ่านเครื่องขยายเสียงว่าให้เวลาอีก 15 นาที หากไม่เปิดประตูให้พระสงฆ์เข้า
จะปิดประตูรัฐสภาด้านเหนือ ถ.อู่ทอง ไม่ให้ใครเข้าออก ทำให้รัฐสภาต้องส่งตัวแทน 5 คน
ออกไปเจรจากับม็อบพระสงฆ์ แต่ก็ยังไม่ได้ข้อยุติ
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำนักงานเลขาธิการรัฐสภา ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ปิดประตูทางเข้าออกทุกด้าน
เพื่อป้องกันม็อบพระสงฆ์เข้ามาในรัฐสภา
ม็อบพระ ฮือพังประตูรัฐสภา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 14.45
น.บริเวณหน้ารัฐสภาซึ่งเป็นที่ชุมนุมของกลุ่มพระสงฆ์และฆราวาสที่เรียกร้องให้บรรจุศาสนาพุทธเป็นศาสนาประ
จำชาติในรัฐธรรมนูญได้พยายามเคลื่อนกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อที่จะให้พระสงฆ์จำนวน 100
รูปเข้ามาเจริญพระพุทธมนต์บริเวณลานพระบรมราชานุเสาวรีย์รัชกาลที่ 7
แต่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของรัฐสภาได้ทำการปิดประตูไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมเข้ามา
ทำหน้ากลุ่มผู้ชุมนุมไม่พอใจและพยายามที่จะพังประตูเข้ามา
ทั้งนี้บรรยากาศของกลุ่มผู้ชุมนุมยิ่งตึงเครียดมากขึ้นเมื่อมีแกนนำม๊อบประกาศว่าภายใน 15
นาทีหากไม่ยอมเปิดประตูให้พระสงฆ์เข้ามาเจริญพระพุทธมนต์
จะมีการเดินขบวนไปปิดทางประตูด้านเหนือบริเวณถนนอู่ทอง เพื่อไม่ให้ใครออกจากรัฐสภาโดยเด็ดขาด
พร้อมทั้งเรียกร้องให้น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ประธานกรรมาธิการยกร่างฯและนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ประธานกรรมาธิการวิสามัญการมีส่วนร่วมและการประชามติ ออกเจรจาภายนอกรัฐสภา
ซึ่งภายหลังจากที่กลุ่มพระสงฆ์ได้ส่งคนมาเจรจาด้านในเป็นระยะเวลานานร่วม 20 นาที
โดยที่ผู้ชุมนุมรอฟังผลอย่างใจจดใจจ่อ ปรากฏว่านายอาคม วัฒนพันธ์
ผู้อำนวยการกลุ่มงานรักษาความปลอดภัยของรัฐสภาได้เปิดเผยว่าไม่สามารถเปิดประตูให้กลุ่มผู้ชุมนุมเข้ามาได
้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่แน่ใจว่าจะสามารถควบคุมสถาการณ์ได้หรือไม่
จึงขอให้กลุ่มชุมนุมอยู่ข้างนอกอย่างเดียว
ซึ่งทันทีที่ผู้อำนวยการฯพูดจบได้มีพระสงฆ์โห่ร้องแสดงความไม่พอใจและมีพระสงฆ์องค์หนึ่งตะโกนด่าทอว่า
กูไม่ยอมมึง ถ้าไม่ให้เข้ากูจะพังประตูเข้าไป ใครขัดขวางพวกกูพวกนั้นไม่ใช่ชาวพุทธ
ซึ่งทันทีที่พูดจบก็ได้บอกให้ผู้ชุมนุมพังประตูเข้าไป
ทั้งนี้ก่อนที่สถานการณ์จะลุกลามมากไปกว่านี้ พ.ต.อ.ชโลธร ศรีธวัชพงศ์
ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลดุสิต ได้เข้าไปเจรากับพล.อ.ธงชัย เกื้อสกลุ
ประธานเครือข่ายองค์กรชาวพุทธ
จนทำให้พล.อ.ธงชัยได้ออกมาประกาศให้พระสงฆ์และฆราวาสที่มาชุมชนอยู่ในความสงบและให้ออกมาจากประตู
อย่าไปยุ่งกับประตูหากเขาไม่เปิดก็ไม่ต้องเข้าไป
ทั้งนี้ได้ยืนยันว่าจะต่อสู้ต่อไปแม้จะไม่ประสบผลสำเร็จ เรื่องจากมาตรา 2
ได้เลื่อนที่จะไปเลื่อนพิจารณากับมาตรา 78 ซึ่งพวกเราก็จะไม่หยุดการต่อสู้
เราจะชุมนุมต่อไปจนถึงวันศุกร์ เราจะไม่หยุดแน่นอน จนกว่าจะบรรจุศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ
ซึ่งถือเป็นการประกาศจุดยืนที่แน่วแน่ พวกเราจะเจริญพระพุทธมนต์นั่งสมาธิมีเหตุมีผลและไม่ใช่กำลัง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อพล.อ.ธงชัย กล่าวเช่นนี้จึงทำให้พระสงฆ์บางส่วนออกจากบริเวณหน้าประตู
เหลือแต่กลุ่มฆราวาสบางส่วน ที่ลุกฮือเขย่าประตูพร้อมทั้งปาแก้วน้ำและขวดน้ำเข้ามาบริเวณภายใน
ซึ่งทำให้นายสมาน ศรีงาม เลขาธิการทั่วไปขบวนการประชาธิปไตยแห่งชาติ
ต้องมาบริเวณหน้าประตูเพื่อปรามกลุ่มผู้ชุมนุม จนเกิดการทะเลาะกัน
จนทำให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของรัฐสภาและตำรวจต้องเอาตัวนายสมานออกไปจึงทำให้ทุกอย่างสงบลง
พร้อมทั้งพระสงฆ์ได้ลงนั่งกลางถนนและสวดมนต์
อย่างไรก็ตามระหว่างที่มีเหตุความวุ่นวายเกิดขึ้น พระวิจิตร ญาณโสปโน
หนึ่งในพระสงฆ์ที่มาร่วมชุมนุมหน้ารัฐสภาวนาราม ได้เข้ามาในบริเวณรัฐสภาและเปิดเผยว่า
อาตมาไม่ได้ต้องการให้เกิดเหตุความรุนแรงเกิดขึ้น หลักการของอาตมาเหมือนกัน แต่วิธีปฏิบัติต่างกัน
หากทางรัฐสภาไม่ต้องการให้พระสงฆ์มาสวดมนต์ข้างในก็ไม่เป็นไร เพราะไม่อยากให้เกิดเหตุความวุ่นวาย
แต่ที่ดูเหมือนว่ามีจะมีเหตุความวุ่นวายเกิดขึ้นนั้น เป็นเพราะมีคนเดินทางมาหลายกลุ่ม
ก็ไม่รู้กลุ่มไหนมีจุดประสงค์อย่างอื่นหรือไม่
เพราะบางทีอารมณ์ก็พาพระไปทำให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น
พวกอาตมาไม่เห็นด้วยกับวิธีการแบบนี้จึงได้มีการตั้งเวทีอยู่ฝั่งตรงกันข้าม ไม่อยากให้เกิดความเสียหาย
ซึ่งอาตมาคิดว่าหากจะเข้าไปในรัฐสภา ก็ต้องมีคนรับรองว่าจะไม่เกิดอะไรขึ้น
แต่อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาตมาว่าเกิดจากการเข้าใจผิด ยืนยันว่าพระไม่ได้เตรียมการเรื่องนี้
ไม่ได้มีการวางแผนกันไว้
ผู้สื่อข่าวรายงาน ภายหลังจากเหตุความวุ่นวายสงบ
กลุ่มผุ้ชุมนุมได้มีการยกเต๊นที่เตรียมนำเข้ามาในรัฐสภาออกไป ทั้งนี้พลเอกธงชัย
ได้กล่าวกับผู้ร่วมชุมนุมว่า ขอให้ผู้ที่มาชุมนุมยืนหยัดต่อสู้ต่อไป
เพราะหากผู้มาชุมนุมท้อถอยการเรียกร้องจะไม่เป็นผล
ส่วนการชุมนุมจะดำเนินต่อไปโดยขอนัดหมายให้มาชุมนุมที่หน้ารัฐสภาทุกวันในเวลา 09.00 น.
โดยแต่ละวันจะมีกิจกรรมคือ การสวดมนต์ การปราศรัย และธรรมญาตราตามแนวทางการต่อสู้โดยสงบ
แกนนำองค์กรชาวพุทธได้แสดงความเป็นห่วงว่า
สิ่งที่ตนเป็นห่วงที่สุดคือเอกภาพในการทำงานเนื่องจากผู้มาร่วมชุมนุมมาจากหลายกลุ่มและมีความคิดเห็นแตกต
่างกัน ตนจึงขอร้องให้ทุกกลุ่มสร้างเอกภาพในการทำงาน
โดยขอให้ผู้ชุมนุมทุกรนมีร่วมชุมนุมมีความรักสามัคคีมีความอภัยซึ่งกันและกันเพราะหากการทำงานไม่มีเอกภาพ
การเรียกร้องจะไม่ประสบความสำเร็จ
เรามาจากต่างที่กันอาจคิดต่างกัน
คงต้องปรับเข้าหากันเพราะหากคิดไม่ตรงกันจะไม่สามารถทำงานให้ประสบความสำเร็จได้ พลเอกธงชัย กล่าว
พลเอกธงชัย กล่าวอีกว่า ตนเป็นห่วงพระสงฆ์จำนวน 16
รูปที่กำลังอดอาหารเนื่องจากได้อดอาหารเป็นเวลาหลายวันและแต่ละรูปมีอายุมากเกรงว่าสังขารจะรับไม่ไหว
ตนเองไม่สบายใจแต่เมื่อตัดสินใจสู้แล้วจะสู้ต่อไปโดยตนเองก็พร้อมสละชีพเพื่อเป็นพุทธบูชา
"พิเชียร" อ่วมอีกมือมืดร่อนเอกสารแฉพฤติกรรม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังจากที่นางสดศรี สัตยธรรม ออกมา
เปิดเผยข้อมูลว่ามีเอกสารที่เจ้าหน้าที่ทำการชี้แจงต่อประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ
ว่าเหตุใดญัตติของนางสดศรี กรรมาธิการยกร่างฯและนายการุณ ใสงาม สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)
จึงตกหล่นไปในขั้นขอแปรญัตติของกลุ่มที่ 1 ที่มีนายพิเชียร อำนาจวรประเสริฐเป็นประธาน
ปรากฏว่าเมื่อเวลา 11.40 น.ซึ่งเป็นเวลาหลังจากนางสดศรี
อภิปรายเสร็จได้มีเจ้าหน้าที่นำสำเนาเอกสารลำดับเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ชี้แจงต่อประธานส.ส.ร.มาแจกจ่ายใ
นห้องผู้สื่อข่าว
โดยเอกสารระบุว่า ในวัน ที่ 28 พ.ค. 2550
ข้าพเจ้า(เจ้าหน้าที่รัฐสภา)ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบคำแปรญัตติ ที่ 1
ซึ่งข้าพเจ้าได้ตรวจสอบคำแปรญัตติ ในเบื้องต้นปรากฏว่านายการุณ ได้ลงชื่อในคำแปรญัตติดังกล่าว 2
ฐานะคือ ผู้แปรญัตติร่วมและผู้รับรองคำแปรญัตติ และในบางมาตรามีการแปรญัตติมาเหมือนกันในมาตราเดียวกัน
เนื่องจากคำแปรญัตติดังกล่าวเป็นการรวบรวมคำแปรญัตติ (อย่างไม่เป็นทางการ)ของส.ส.ร. 4 คนได้แก่
นายพิเชียร นายการุณ ใสงาม นายธีรวัฒน์ ร่มไทรทอง และนายอรรครัตน์ รัตนจันทร์ ดังนั้น
ข้าพเจ้าจึงได้ติดต่อประสาน งานด้วยโทรศัพท์มือถือกับนายพิเชียร
เพื่อแจ้งให้ทราบเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว
ข้างต้นทั้ง 2 เรื่อง
เอกสารระบุอีกว่า จากนั้นในวันที่ 23 พ.ค. 2550 นายพิเชียรได้มาพบข้าพเจ้าที่ห้องประชุมกรรมาธิการหมาย
เลข 3201 ชั้น 2 อาคารรัฐสภา 3 และได้ขีดฆ่าลายมือชื่อนายการุณ ที่ลงชื่อเป็นผู้แปรญัตติร่วมออกเพราะ
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว)พุทธศักราช 2549 มาตรา 27
ได้กำหนดให้ส.ส.ร.คนหนึ่งลงชื่อในฐานะเป็นผู้แปรญัตติหรือผู้รับรองคำแปรญัตติได้เพียงฐานะเดียว
ซึ่งถ้าให้นายการุณ เป็นผู้แปรญัตติร่วมคำแปรญัตติดัง
กล่าวจะมีผู้รับรองคำแปรญัตติไม่ครบตามจำนวนที่รัฐธรรมนูญกำหนด แต่ถ้าให้นายการุณ
เป็นผู้รับรองคำแปรญัตติ ดังกล่าวจะมีผู้รับรองคำแปรญัตติครบถ้วน ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด
ส่วนในเรื่องมาตราเดียวกันมีการแปรญัตติไม่เหมือนกัน นายพิเชียรได้สั่งให้ข้าพเจ้า
เปรียบเทียบคำแปรญัตติ(อย่างไม่เป็นทางการ)ของส.ส.ร.ทั้ง 3 คน
ดังกล่าวกับของตนว่ามีกี่มาตราที่แปรญัตติตรงกันและมีมาตราอะไร บ้างโดยให้ยึดคำแปรญัตติของตนเป็นหลัก
เมื่อจัดทำเสร็จแล้วให้แจ้งให้นายพิเชียร ทราบเพื่อจะได้ตัดสินใจต่อไป
เอกสารระบุต่อว่าในวันที่ 31 พฤษภาคม 2550 ข้าพเจ้าได้ติดต่อประสานงานกับนายพิเชียร
เพื่อขอหมาดูเอกสารการเปรียบเทียบคำขอแปรญัตติอย่างไม่เป็นทางการของนายพิเชียร กับ ส.ส.ร. 3 คน
เพื่อจะได้ตัดสินใจว่าจะใช้คำแปรญัตติใดบ้างแต่นายพิเชียรไม่ได้เข้ามาเนื่องจากติดภารกิจ
จึงใช้วิธีสอบถามข้าพเจ้าทางโทรศัพท์แทนว่ามีกี่มาตราที่ทั้ง 4 คนหรือหลายคนแปรญัตติในมาตราเดียวกัน
ซึ่งข้าพเจ้าได้ตอบไปประมาณ 2-3 มาตรา
โดยต้องอ่านเนื้อความของแต่ละมาตราของทุกคำแปรญัตติที่ตรงกันให้ฟังด้วย
ซึ่งก่อให้เกิดความไม่สะดวกอย่างยิ่งในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าพเจ้าในการจัดทำรายะละเอียดของคำแปรญัตติ
จึงขอหลักการในการที่จะจัดทำต่อไป
ซึ่งนายพิเชียรได้ให้หลักการว่าให้ยึดคำแปรญัตติของตนเป็นหลัก
ถ้าของผู้ใดไม่ตรงกับตนให้ใส่ในคำแปรญัตติอย่างไม่เป็นทางการได้ แต่ในกรณีของนายการุณ
เนื่องจากเกือบทุกมาตราจะเกี่ยวกับการให้มีสภาเดียว ซึ่งตรงข้ามกับความคิดของตน
จึงไม่ให้นำมาใส่ในคำแปรญัตติอย่างไม่เป็นทางการ จากนั้นข้าพเจ้าได้สอบถามในกรณีของมาตรา 68
ว่าจะให้ใช้แปรญัตติแบบใด
เนื่องจากนายพิเชียร ได้แปรญัตติมา 2 แบบคือให้ตัดวรรคสองออกทั้งวรรคและให้เพิ่มความว่า
ผู้นำสามเหล่าทัพ ไว้ในวรรคสอง รวมทั้งนายการุณ ได้แปรญัตติให้ตัดมาตรา 68 ออกทั้งมาตรา
ซึ่งนายพิเชียรให้ข้าพเจ้าใช้แบบตัดวรรคสองออก
แต่เพื่อให้เกิดความชัดเจนข้าพเจ้าจึงนัดให้นายพิเชียรมาดูคำแปรญัตติทั้งหมดอีกครั้งในวันที่ 1
มิ.ย.2550 ตอนเช้า ในเอกสารยังระบุอีกว่า วันที่ 1 มิ.ย. 2550
นายพิเชียรได้มาดูคำขอแปรญัตติทั้งหมดแล้วให้ข้าพเจ้าดำเนินการดังนี้ 1.
คำแปรญัตติของนายการุณให้เอาเฉพาะมาตรา 267
เท่านั้นเพราะมาตราอื่นเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการให้มีสภาเดียวซึ่งไม่ตรงกับความคิดของตนที่มี 2 สภา 2.
ให้แก้คำแปรญัตติของตนใหม่ 3 มาตรา คือ 2.1 แก้มาตรา 68 วรรค 2
เป็นยังคงให้มีวรรคสองตามเดิมและให้เพิ่มคำว่า ผู้นำสามเหล่าทัพ ไว้ในวรรคสอง 2.2 แก้มาตรา 246
เป็นตัววรรค 5 ออกวรรคเดียวเท่านั้น 2.3 เพิ่มมาตรา 267
http://www.yuwasong.com/
องค์กรพุทธกว่าหมื่นชุมนุมหน้ารัฐสภาจี้แปรญัตติพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ
11 มิถุนายน พ.ศ. 2550
องค์กรพุทธลั่นชุมนุมกดดัน"พุทธศาสนาประจำชาติ" 13-14มิ.ย.ไม่ผ่านพร้อมรณรงค์คว่ำ
เหิมบุกดันประตูรัฐสภา ด้าน"พิเชียรอ่วมมีเอกสารแฉพฤติกรรมตัดญัตติ"การุณ"เหี้ยน
พล.ต.ทองขาว พ่วงรอดพันธุ์ รองเลขาธิการพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีที่ประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ
(ส.ส.ร.) มีมติให้แขวนมาตรา 2 ในประเด็นการบัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
และจะนำไปพิจารณาร่วมกับมาตรา78 ในวันที่ 13 หรือ 14 มิ.ย.ที่จะถึงนี้ ว่า องค์กรชาวพุทธฯ
จะนัดชุมนุมใหญ่อีกครั้งในวันดังกล่าว โดยที่สุดแล้วหากไม่บัญญัติให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ
กลุ่มผู้ชุมนุมก็จะรณรงค์ไม่ให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้
"ถ้าหากรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติ แล้วทาง คมช. ก็จะหยิบรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งขึ้นมาใช้
ทางกลุ่มก็จะเรียกร้อง ให้มีการบัญญัติให้ได้ เพราะทาง คมช.ได้แสดงเจตนาก่อนหน้านี้แล้วว่า
ไม่ขัดข้องที่จะบัญญัติให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ" พล.ต.ทองขาว กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า องค์กรชาวพุทธจะเข้ากับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตย
ขับไล่เผด็จการมีแนวคิดเห็นตรงกับองค์กรชาวพุทธที่จะให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่บัญญัติให้เป็นศาสนาพุทธเป็นศา
สนาประจำชาติหรือไม่ รองเลขาธิการพุทธศาสนาฯ ยืนยันว่าจะไม่เข้าร่วมอย่างแน่นอน
เพราะไม่อยากให้เรื่องการเมืองเข้ามาแทรกแซงความตั้งใจที่บริสุทธิ์ของกลุ่ม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
การชุมนุมที่หน้าอาคารรัฐสภาได้มีการแจกเอกสารที่อ้างว่าทำเพื่อปกป้องคุ้มครองสถาบันชาติ พระพุทธศาสนา
และพระมหากษัตริย์ โดยอ้างชื่อว่า แนวร่วมคนไทยรักไทยมาแจกให้กับสื่อมวลชน และกลุ่มผู้เข้าร่วมชุมนุม
โดยมีเนื้อหาและภาพเกี่ยวกับความเสียหายที่เกิดจากความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดภาคใต้
พร้อมมีการอ้างถึงแผนผลักดันศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ
โดยโยงเข้ากับนโยบายรัฐบาลที่ใช้แก้ปัญหาในพื้นที่
เช่น นโยบายสมานฉันท์ คือ กลลวงให้ไทยเดินตามเกมของ นายมหาเธร์ แห่งมาเลเซีย เพื่อการแบ่งแยกดินแดน,
ภาคใต้รุนแรง เพื่อต่อรองรัฐธรรมนูญฉบับมุสลิม, ใช้นโยบายกวนน้ำให้ขุ่นแล้วจับปลา
หลอกให้คนไทยทั่วประเทศสนใจในรัฐธรรมนูญใหม่ แต่กลับมีกระบวนการออกกฎหมายขยายอิทธพลศาสนา
นอกจากนี้ ยังมีข้อความเชิญชวนพระสงฆ์
รวมถึงประชาชนทั่วประเทศแสดงพลังเรียกร้องให้บรรจุศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ
ที่ศาลาว่ากลางจังหวัดในพื้นที่ รวมถึงหากทาง ส.ส.ร.ไม่บัญญัติเรื่องศาสนาพุทธ
ให้ประชาชนทุกคนคว่ำบาตรผู้บริหารประเทศที่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้
ม็อบสงฆ์ขู่ปิดรัฐสภาไม่ให้เข้าออก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เกิดเหตุวุ่นวายขึ้น เมื่อกลุ่มม็อบพระสงฆ์
ที่สนับสนุนให้บรรจุศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะขอเข้าไปในบริเวณรัฐสภา
เพื่อเจริญพระพุทธมนต์ แต่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไม่อนุญาต และปิดประตูทางเข้า แกนนำกลุ่มม็อบ
จึงกล่าวผ่านเครื่องขยายเสียงว่าให้เวลาอีก 15 นาที หากไม่เปิดประตูให้พระสงฆ์เข้า
จะปิดประตูรัฐสภาด้านเหนือ ถ.อู่ทอง ไม่ให้ใครเข้าออก ทำให้รัฐสภาต้องส่งตัวแทน 5 คน
ออกไปเจรจากับม็อบพระสงฆ์ แต่ก็ยังไม่ได้ข้อยุติ
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำนักงานเลขาธิการรัฐสภา ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ปิดประตูทางเข้าออกทุกด้าน
เพื่อป้องกันม็อบพระสงฆ์เข้ามาในรัฐสภา
ม็อบพระ ฮือพังประตูรัฐสภา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 14.45
น.บริเวณหน้ารัฐสภาซึ่งเป็นที่ชุมนุมของกลุ่มพระสงฆ์และฆราวาสที่เรียกร้องให้บรรจุศาสนาพุทธเป็นศาสนาประ
จำชาติในรัฐธรรมนูญได้พยายามเคลื่อนกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อที่จะให้พระสงฆ์จำนวน 100
รูปเข้ามาเจริญพระพุทธมนต์บริเวณลานพระบรมราชานุเสาวรีย์รัชกาลที่ 7
แต่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของรัฐสภาได้ทำการปิดประตูไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมเข้ามา
ทำหน้ากลุ่มผู้ชุมนุมไม่พอใจและพยายามที่จะพังประตูเข้ามา
ทั้งนี้บรรยากาศของกลุ่มผู้ชุมนุมยิ่งตึงเครียดมากขึ้นเมื่อมีแกนนำม๊อบประกาศว่าภายใน 15
นาทีหากไม่ยอมเปิดประตูให้พระสงฆ์เข้ามาเจริญพระพุทธมนต์
จะมีการเดินขบวนไปปิดทางประตูด้านเหนือบริเวณถนนอู่ทอง เพื่อไม่ให้ใครออกจากรัฐสภาโดยเด็ดขาด
พร้อมทั้งเรียกร้องให้น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ประธานกรรมาธิการยกร่างฯและนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ประธานกรรมาธิการวิสามัญการมีส่วนร่วมและการประชามติ ออกเจรจาภายนอกรัฐสภา
ซึ่งภายหลังจากที่กลุ่มพระสงฆ์ได้ส่งคนมาเจรจาด้านในเป็นระยะเวลานานร่วม 20 นาที
โดยที่ผู้ชุมนุมรอฟังผลอย่างใจจดใจจ่อ ปรากฏว่านายอาคม วัฒนพันธ์
ผู้อำนวยการกลุ่มงานรักษาความปลอดภัยของรัฐสภาได้เปิดเผยว่าไม่สามารถเปิดประตูให้กลุ่มผู้ชุมนุมเข้ามาได
้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่แน่ใจว่าจะสามารถควบคุมสถาการณ์ได้หรือไม่
จึงขอให้กลุ่มชุมนุมอยู่ข้างนอกอย่างเดียว
ซึ่งทันทีที่ผู้อำนวยการฯพูดจบได้มีพระสงฆ์โห่ร้องแสดงความไม่พอใจและมีพระสงฆ์องค์หนึ่งตะโกนด่าทอว่า
กูไม่ยอมมึง ถ้าไม่ให้เข้ากูจะพังประตูเข้าไป ใครขัดขวางพวกกูพวกนั้นไม่ใช่ชาวพุทธ
ซึ่งทันทีที่พูดจบก็ได้บอกให้ผู้ชุมนุมพังประตูเข้าไป
ทั้งนี้ก่อนที่สถานการณ์จะลุกลามมากไปกว่านี้ พ.ต.อ.ชโลธร ศรีธวัชพงศ์
ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลดุสิต ได้เข้าไปเจรากับพล.อ.ธงชัย เกื้อสกลุ
ประธานเครือข่ายองค์กรชาวพุทธ
จนทำให้พล.อ.ธงชัยได้ออกมาประกาศให้พระสงฆ์และฆราวาสที่มาชุมชนอยู่ในความสงบและให้ออกมาจากประตู
อย่าไปยุ่งกับประตูหากเขาไม่เปิดก็ไม่ต้องเข้าไป
ทั้งนี้ได้ยืนยันว่าจะต่อสู้ต่อไปแม้จะไม่ประสบผลสำเร็จ เรื่องจากมาตรา 2
ได้เลื่อนที่จะไปเลื่อนพิจารณากับมาตรา 78 ซึ่งพวกเราก็จะไม่หยุดการต่อสู้
เราจะชุมนุมต่อไปจนถึงวันศุกร์ เราจะไม่หยุดแน่นอน จนกว่าจะบรรจุศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ
ซึ่งถือเป็นการประกาศจุดยืนที่แน่วแน่ พวกเราจะเจริญพระพุทธมนต์นั่งสมาธิมีเหตุมีผลและไม่ใช่กำลัง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อพล.อ.ธงชัย กล่าวเช่นนี้จึงทำให้พระสงฆ์บางส่วนออกจากบริเวณหน้าประตู
เหลือแต่กลุ่มฆราวาสบางส่วน ที่ลุกฮือเขย่าประตูพร้อมทั้งปาแก้วน้ำและขวดน้ำเข้ามาบริเวณภายใน
ซึ่งทำให้นายสมาน ศรีงาม เลขาธิการทั่วไปขบวนการประชาธิปไตยแห่งชาติ
ต้องมาบริเวณหน้าประตูเพื่อปรามกลุ่มผู้ชุมนุม จนเกิดการทะเลาะกัน
จนทำให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของรัฐสภาและตำรวจต้องเอาตัวนายสมานออกไปจึงทำให้ทุกอย่างสงบลง
พร้อมทั้งพระสงฆ์ได้ลงนั่งกลางถนนและสวดมนต์
อย่างไรก็ตามระหว่างที่มีเหตุความวุ่นวายเกิดขึ้น พระวิจิตร ญาณโสปโน
หนึ่งในพระสงฆ์ที่มาร่วมชุมนุมหน้ารัฐสภาวนาราม ได้เข้ามาในบริเวณรัฐสภาและเปิดเผยว่า
อาตมาไม่ได้ต้องการให้เกิดเหตุความรุนแรงเกิดขึ้น หลักการของอาตมาเหมือนกัน แต่วิธีปฏิบัติต่างกัน
หากทางรัฐสภาไม่ต้องการให้พระสงฆ์มาสวดมนต์ข้างในก็ไม่เป็นไร เพราะไม่อยากให้เกิดเหตุความวุ่นวาย
แต่ที่ดูเหมือนว่ามีจะมีเหตุความวุ่นวายเกิดขึ้นนั้น เป็นเพราะมีคนเดินทางมาหลายกลุ่ม
ก็ไม่รู้กลุ่มไหนมีจุดประสงค์อย่างอื่นหรือไม่
เพราะบางทีอารมณ์ก็พาพระไปทำให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น
พวกอาตมาไม่เห็นด้วยกับวิธีการแบบนี้จึงได้มีการตั้งเวทีอยู่ฝั่งตรงกันข้าม ไม่อยากให้เกิดความเสียหาย
ซึ่งอาตมาคิดว่าหากจะเข้าไปในรัฐสภา ก็ต้องมีคนรับรองว่าจะไม่เกิดอะไรขึ้น
แต่อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาตมาว่าเกิดจากการเข้าใจผิด ยืนยันว่าพระไม่ได้เตรียมการเรื่องนี้
ไม่ได้มีการวางแผนกันไว้
ผู้สื่อข่าวรายงาน ภายหลังจากเหตุความวุ่นวายสงบ
กลุ่มผุ้ชุมนุมได้มีการยกเต๊นที่เตรียมนำเข้ามาในรัฐสภาออกไป ทั้งนี้พลเอกธงชัย
ได้กล่าวกับผู้ร่วมชุมนุมว่า ขอให้ผู้ที่มาชุมนุมยืนหยัดต่อสู้ต่อไป
เพราะหากผู้มาชุมนุมท้อถอยการเรียกร้องจะไม่เป็นผล
ส่วนการชุมนุมจะดำเนินต่อไปโดยขอนัดหมายให้มาชุมนุมที่หน้ารัฐสภาทุกวันในเวลา 09.00 น.
โดยแต่ละวันจะมีกิจกรรมคือ การสวดมนต์ การปราศรัย และธรรมญาตราตามแนวทางการต่อสู้โดยสงบ
แกนนำองค์กรชาวพุทธได้แสดงความเป็นห่วงว่า
สิ่งที่ตนเป็นห่วงที่สุดคือเอกภาพในการทำงานเนื่องจากผู้มาร่วมชุมนุมมาจากหลายกลุ่มและมีความคิดเห็นแตกต
่างกัน ตนจึงขอร้องให้ทุกกลุ่มสร้างเอกภาพในการทำงาน
โดยขอให้ผู้ชุมนุมทุกรนมีร่วมชุมนุมมีความรักสามัคคีมีความอภัยซึ่งกันและกันเพราะหากการทำงานไม่มีเอกภาพ
การเรียกร้องจะไม่ประสบความสำเร็จ
เรามาจากต่างที่กันอาจคิดต่างกัน
คงต้องปรับเข้าหากันเพราะหากคิดไม่ตรงกันจะไม่สามารถทำงานให้ประสบความสำเร็จได้ พลเอกธงชัย กล่าว
พลเอกธงชัย กล่าวอีกว่า ตนเป็นห่วงพระสงฆ์จำนวน 16
รูปที่กำลังอดอาหารเนื่องจากได้อดอาหารเป็นเวลาหลายวันและแต่ละรูปมีอายุมากเกรงว่าสังขารจะรับไม่ไหว
ตนเองไม่สบายใจแต่เมื่อตัดสินใจสู้แล้วจะสู้ต่อไปโดยตนเองก็พร้อมสละชีพเพื่อเป็นพุทธบูชา
"พิเชียร" อ่วมอีกมือมืดร่อนเอกสารแฉพฤติกรรม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังจากที่นางสดศรี สัตยธรรม ออกมา
เปิดเผยข้อมูลว่ามีเอกสารที่เจ้าหน้าที่ทำการชี้แจงต่อประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ
ว่าเหตุใดญัตติของนางสดศรี กรรมาธิการยกร่างฯและนายการุณ ใสงาม สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)
จึงตกหล่นไปในขั้นขอแปรญัตติของกลุ่มที่ 1 ที่มีนายพิเชียร อำนาจวรประเสริฐเป็นประธาน
ปรากฏว่าเมื่อเวลา 11.40 น.ซึ่งเป็นเวลาหลังจากนางสดศรี
อภิปรายเสร็จได้มีเจ้าหน้าที่นำสำเนาเอกสารลำดับเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ชี้แจงต่อประธานส.ส.ร.มาแจกจ่ายใ
นห้องผู้สื่อข่าว
โดยเอกสารระบุว่า ในวัน ที่ 28 พ.ค. 2550
ข้าพเจ้า(เจ้าหน้าที่รัฐสภา)ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบคำแปรญัตติ ที่ 1
ซึ่งข้าพเจ้าได้ตรวจสอบคำแปรญัตติ ในเบื้องต้นปรากฏว่านายการุณ ได้ลงชื่อในคำแปรญัตติดังกล่าว 2
ฐานะคือ ผู้แปรญัตติร่วมและผู้รับรองคำแปรญัตติ และในบางมาตรามีการแปรญัตติมาเหมือนกันในมาตราเดียวกัน
เนื่องจากคำแปรญัตติดังกล่าวเป็นการรวบรวมคำแปรญัตติ (อย่างไม่เป็นทางการ)ของส.ส.ร. 4 คนได้แก่
นายพิเชียร นายการุณ ใสงาม นายธีรวัฒน์ ร่มไทรทอง และนายอรรครัตน์ รัตนจันทร์ ดังนั้น
ข้าพเจ้าจึงได้ติดต่อประสาน งานด้วยโทรศัพท์มือถือกับนายพิเชียร
เพื่อแจ้งให้ทราบเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว
ข้างต้นทั้ง 2 เรื่อง
เอกสารระบุอีกว่า จากนั้นในวันที่ 23 พ.ค. 2550 นายพิเชียรได้มาพบข้าพเจ้าที่ห้องประชุมกรรมาธิการหมาย
เลข 3201 ชั้น 2 อาคารรัฐสภา 3 และได้ขีดฆ่าลายมือชื่อนายการุณ ที่ลงชื่อเป็นผู้แปรญัตติร่วมออกเพราะ
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว)พุทธศักราช 2549 มาตรา 27
ได้กำหนดให้ส.ส.ร.คนหนึ่งลงชื่อในฐานะเป็นผู้แปรญัตติหรือผู้รับรองคำแปรญัตติได้เพียงฐานะเดียว
ซึ่งถ้าให้นายการุณ เป็นผู้แปรญัตติร่วมคำแปรญัตติดัง
กล่าวจะมีผู้รับรองคำแปรญัตติไม่ครบตามจำนวนที่รัฐธรรมนูญกำหนด แต่ถ้าให้นายการุณ
เป็นผู้รับรองคำแปรญัตติ ดังกล่าวจะมีผู้รับรองคำแปรญัตติครบถ้วน ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด
ส่วนในเรื่องมาตราเดียวกันมีการแปรญัตติไม่เหมือนกัน นายพิเชียรได้สั่งให้ข้าพเจ้า
เปรียบเทียบคำแปรญัตติ(อย่างไม่เป็นทางการ)ของส.ส.ร.ทั้ง 3 คน
ดังกล่าวกับของตนว่ามีกี่มาตราที่แปรญัตติตรงกันและมีมาตราอะไร บ้างโดยให้ยึดคำแปรญัตติของตนเป็นหลัก
เมื่อจัดทำเสร็จแล้วให้แจ้งให้นายพิเชียร ทราบเพื่อจะได้ตัดสินใจต่อไป
เอกสารระบุต่อว่าในวันที่ 31 พฤษภาคม 2550 ข้าพเจ้าได้ติดต่อประสานงานกับนายพิเชียร
เพื่อขอหมาดูเอกสารการเปรียบเทียบคำขอแปรญัตติอย่างไม่เป็นทางการของนายพิเชียร กับ ส.ส.ร. 3 คน
เพื่อจะได้ตัดสินใจว่าจะใช้คำแปรญัตติใดบ้างแต่นายพิเชียรไม่ได้เข้ามาเนื่องจากติดภารกิจ
จึงใช้วิธีสอบถามข้าพเจ้าทางโทรศัพท์แทนว่ามีกี่มาตราที่ทั้ง 4 คนหรือหลายคนแปรญัตติในมาตราเดียวกัน
ซึ่งข้าพเจ้าได้ตอบไปประมาณ 2-3 มาตรา
โดยต้องอ่านเนื้อความของแต่ละมาตราของทุกคำแปรญัตติที่ตรงกันให้ฟังด้วย
ซึ่งก่อให้เกิดความไม่สะดวกอย่างยิ่งในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าพเจ้าในการจัดทำรายะละเอียดของคำแปรญัตติ
จึงขอหลักการในการที่จะจัดทำต่อไป
ซึ่งนายพิเชียรได้ให้หลักการว่าให้ยึดคำแปรญัตติของตนเป็นหลัก
ถ้าของผู้ใดไม่ตรงกับตนให้ใส่ในคำแปรญัตติอย่างไม่เป็นทางการได้ แต่ในกรณีของนายการุณ
เนื่องจากเกือบทุกมาตราจะเกี่ยวกับการให้มีสภาเดียว ซึ่งตรงข้ามกับความคิดของตน
จึงไม่ให้นำมาใส่ในคำแปรญัตติอย่างไม่เป็นทางการ จากนั้นข้าพเจ้าได้สอบถามในกรณีของมาตรา 68
ว่าจะให้ใช้แปรญัตติแบบใด
เนื่องจากนายพิเชียร ได้แปรญัตติมา 2 แบบคือให้ตัดวรรคสองออกทั้งวรรคและให้เพิ่มความว่า
ผู้นำสามเหล่าทัพ ไว้ในวรรคสอง รวมทั้งนายการุณ ได้แปรญัตติให้ตัดมาตรา 68 ออกทั้งมาตรา
ซึ่งนายพิเชียรให้ข้าพเจ้าใช้แบบตัดวรรคสองออก
แต่เพื่อให้เกิดความชัดเจนข้าพเจ้าจึงนัดให้นายพิเชียรมาดูคำแปรญัตติทั้งหมดอีกครั้งในวันที่ 1
มิ.ย.2550 ตอนเช้า ในเอกสารยังระบุอีกว่า วันที่ 1 มิ.ย. 2550
นายพิเชียรได้มาดูคำขอแปรญัตติทั้งหมดแล้วให้ข้าพเจ้าดำเนินการดังนี้ 1.
คำแปรญัตติของนายการุณให้เอาเฉพาะมาตรา 267
เท่านั้นเพราะมาตราอื่นเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการให้มีสภาเดียวซึ่งไม่ตรงกับความคิดของตนที่มี 2 สภา 2.
ให้แก้คำแปรญัตติของตนใหม่ 3 มาตรา คือ 2.1 แก้มาตรา 68 วรรค 2
เป็นยังคงให้มีวรรคสองตามเดิมและให้เพิ่มคำว่า ผู้นำสามเหล่าทัพ ไว้ในวรรคสอง 2.2 แก้มาตรา 246
เป็นตัววรรค 5 ออกวรรคเดียวเท่านั้น 2.3 เพิ่มมาตรา 267
http://www.yuwasong.com/