PDA

View Full Version : ฌานคืออะไร


telwada
27-04-2005, 07:50 PM
กระทู้นี้เหมาะสำหรับคนทุกระดับชั้น ไม่ว่าจะเป็นชั้นเริ่มต้นฝึกตนหรือฝึกตนมาแล้ว ขอให้ทุกท่านรวมไปถึงคุณเวบสโนว์ได้บันทึกเก็บเอาไว้ เพราะกระทู้นี้เป็นความตอนหนึงในหนังสือตำราทางศาสนาของข้าพเจ้า ที่ท่านทั้งหลายจะหาอ่านไม่ได้อีก ถึงแม้ว่ากระทู้นี้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวของตำราแต่คุณค่าของกระทู้นี้มีมากมหาศาลเพราะข้าพเจ้าได้ศึกษาค้นคว้าวิจัย อีกทั้งยังได้ฝึกตนจนได้ผลในระดับที่น่าพอใจ สามารถขจัดอาสวะและขณะขจัดอาสวะก็จะเปล่งแสงหรือฉัพพรรณรังสีออกมาเป็นสีต่างๆ ตามแต่สภาพสภาวะอารมณ์ความรู้สึก และสภาพความคิดทั้งภายนอกและภายใน
ฌาน
ฌาน (ชาน) คำว่าฌาน(ชาน) ตามพจนานุกรมฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้ความหมายไว้ว่า “ภาวะที่จิตสงบแน่วแน่ เนื่องมาจากการเพ่งอารมณ์ , การเพ่งอารมณ์จนจิตแน่วแน่เป็นสมาธิ” แบ่งออกเป็น 4 ขั้น เรียกชื่อตามลำดับขั้นที่ประณีตขึ้นไปกว่ากัน คือ
ปฐมฌานได้แก่ ฌานที่ 1 มีองค์ 5 คือ ยังมีตรึก ซึ่งทั่วไปเรียกว่า วิตก,มีตรอง ซึ่งทั่วไปเรียกว่า วิจาร หรือวิจารณ์ เหมือนอารมณ์ แห่งจิตของคนสามัญ ,มีปีติ คือความอิ่มใจ,มีสุขคือความสบายใจอันเกิดแต่วิเวกคือความเงียบ และประกอบด้วยจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งลงไปซึ่งเรียกว่า เอกัคตา
ทุติยฌาน คือ ฌานที่ 2 มีองค์ 3 ได้แก่ ละวิตกวิจารหรือวิจารณ์เสียได้คงอยู่แต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ กับเอกัคตา
ตติยฌาน คือ ฌานที่ 3 มีองค์ 2 ได้แก่ละปีติเสียได้ คงอยู่แต่สุขกับเอกัคตา
จตุตถฌาน คือฌานที่ 4 มีองค์ 2 เหมือนกัน ละสุขเสียได้กลายเป็นอุเบกขาคือเฉยๆ กับเอกัคตา
ฌาน ตามความหมายในพจนานุกรมศาสนาหลายฉบับได้ให้ความหมายของฌานไว้ดังต่อไปนี้
ฌาน คือ การเพ่งอารมณ์จนใจแน่วแน่เป็นอัปปนาสมาธิ ( คือสมาธิ แน่วแน่ ใจตั้งมั่นสนิท ) หรือภาวะจิตสงบประณีต ซึ่งมีสมาธิเป็นองค์ธรรมหลัก
ฌาน แบ่งเป็น รูปฌาน และอรูปฌาน ในที่นี้จะกล่าวถึงแต่รายละเอียดของ รูปฌาน เพราะจะเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติธรรม เป็นมาตรฐานในการวัดระดับจิตใจของผู้ปฏิบัติธรรม ส่วนฌานอื่นๆ จะเป็นการเรียนเพื่อรู้ ซึ่งท่านผู้อ่านทั้งหลายย่อมสามารถศึกษารายละเอียดในเรื่องที่เกี่ยวกับฌาน ได้จากตำราอื่นๆ
ทางศาสนา หรือ ศึกษาได้จาก พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับ เจ้าคุณธรรมปิฎก หรือ พจนานุกรมศาสนาหลายๆฉบับ
ฌาน 4 หรือ รูปฌาน ตามความหมายในพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ของเจ้าคุณธรรมปิฎกและพจนานุกรมพุทธศาสนาหลายๆฉบับ มีดังต่อไปนี้
1.ปฐมฌาน มีองค์ 5 คือ วิตก , วิจาร , ปีติ , สุข , เอกัคคตา
2.ทุติยฌาน มีองค์ 3 คือ ปีติ , สุข , เอกัคคตา
3.ตติยฌาน มีองค์ 2 คือ สุข, เอกัคคตา
4.จตุตถฌาน มีองค์ 2 คือ อุเบกขา , เอกัคคตา
คำว่า “ วิตก ” หมายถึง ความตรึก หรือความคิด , ดำริ , ความเป็นห่วง
คำว่า “ วิจาร ” หมายถึง ความตรอง หรือการพิจารณาอารมณ์
คำว่า “ ปีติ ” หมายถึง ความอิ่มใจ หรือภูมิใจ
คำว่า “ สุข ” หมายถึง ความสบายใจ
คำว่า “ อุเบกขา ” หมายถึง ความวางเฉยในอารมณ์ หรือวางเฉยเมื่อ
เมื่อได้รับการกระทบหรือสัมผัสจากภายนอก
คำว่า“ เอกัคคตา ” หมายถึง ความมีอารมณ์เป็นหนึ่งเดียว
ส่วนอรูปฌานนั้น ก็มี 4 เช่นกัน ในที่นี้จะกล่าวไว้ให้ท่านผู้อ่านได้เพียงรู้ว่ามีอะไรบ้างเพราะ อรูปฌานนั้น จะเป็นเพียงเสี้ยวส่วนหนึ่งของการคิดพิจารณาหรือแยกแยะรายละเอียดในบทเรียนวิชชา 3 วิชชา 8 บางข้อ ซึ่งจะได้อธิบายในตอนที่ชื่อว่า วิชชา 3 วิชชา 8 สำหรับอรูปฌานตามพจนานุกรมพุทธศาสตร์ของเจ้าคุณธรรมปิฎกและพจนานุกรมพุทธศาสนาศาสนาหลายๆฉบับ ได้ให้ความหมายไว้เหมือนๆกันมีดังต่อไปนี้
1.อากาสานัญจายนตนะ การกำหนดที่ว่างหาที่สุดมิได้ เป็นอารมณ์
2.วิญญาณัญายตนะ การกำหนดวิญญาณหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์
3.อากิญจัญญายตนะ การกำหนดภาวะที่ไม่มีอะไรๆเป็นอารมณ์
4.เนวสัญญานาสัญญายตนะ ภาวะมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่
ที่ได้กล่าวไปทั้งหมดข้างต้นนี้ ล้วนเป็นความหมายของคำว่า ฌาน ทั้งที่เป็น รูปฌาน และอรูปฌาน ซึ่งสาเหตุที่ข้าพเจ้าได้นำเอา ฌาน มากล่าวไว้ในที่นี้ก็เพราะ มีผู้ศรัทธาในพุทธศาสนาเป็นจำนวนมากเข้าใจเกี่ยวกับ ฌาน ผิดๆ อาจจะเข้าใจไปว่า ฌาน คือการทำสมาธิอย่างหนึ่ง หรือ ฌาน เป็นการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง อย่างนี้เป็นต้น
ฌาน ในทางที่เป็นความจริงแล้วเป็น “ผล” ที่ได้เกิดจากการปฏิบัติธรรม สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องวัดสภาพจิตใจของตัวเราเองได้ว่าเราฝึกตนถึงขั้นไหน หรือจะเรียกว่าเป็น สมาบัติ ก็ได้ สมาบัติก็คือ ภาวะสงบประณีตซึ่งพึงเข้าถึง อันเป็นความหมายตามพจนานุกรมฉบับเจ้าคุณธรรมปิฎกและพจนานุกรมพุทธศาสนาหลายฉบับได้ให้ไว้ หรือจะกล่าวให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ สมาบัติก็คือ สิ่งที่ได้จากการทำสมาธิ หรือสิ่งที่เกิดจากการทำสมาธิ แบ่งเป็น 8 อย่าง คือ อรูปฌาน 4,รูปฌาน 4
ฌาน หรือ สมาบัติ จะเป็นสภาพจิตใจและอารมณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อได้กระทบ หรือสัมผัสกับสิ่งภายนอก หมายความว่า เมื่อเราได้สัมผัสหรือกระทบกับสิ่งต่างๆทาง หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ สภาวะอารมณ์และจิตใจจะเกิดขึ้น ซึ่งสภาวะอารมณ์ และจิตใจที่เกิดขึ้นนั้น จะเป็นไปตามลำดับขั้น ของฌาน และเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติของบุคคลนั้นๆว่ามีความรู้ความเข้าใจ หรือปฏิบัติธรรมไปถึงขั้นไหน ส่วนคำว่าความรู้ความเข้าใจ หรือปฏิบัติธรรมเมื่ออยู่ในขั้นใด สภาวะจิตใจและอารมณ์ ก็จะเกิดตามชั้นของฌาน ดังต่อไปนี้
ปฐมฌาน คือสภาพอารมณ์และจิตใจ ที่เกิดจากการปฏิบัติธรรมขั้น พื้นฐาน ซึ่งก็คือการทำสมาธิ การทำสมาธิผู้เขียนได้อธิบายไว้บ้างแล้วในชื่อเรื่อง “การปฏิบัติธรรม” ส่วนสภาพอารมณ์และจิตใจของผู้ที่ปฏิบัติธรรมโดยการทำสมาธิ จะมีองค์ 5 คือ วิตก, วิจาร ปีติ, สุข ,เอกัคคตา หมายความว่า เมื่อผู้ที่ปฏิบัติธรรมโดยการทำสมาธิอยู่สม่ำเสมอ สภาพอารมณ์หรือจิตใจ เมื่อถูกกระทบ หรือสัมผัสจากสิ่งต่างๆ หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมต่างๆ ก็จะมีสภาพอารมณ์และจิตใจ เป็น 5 รูปแบบ ซึ่งตัวผู้ปฏิบัติจะรู้ได้ด้วยตัวเองหากมีความสนใจ หรือตั้งใจที่จะหลุดพ้นอย่างแท้จริง และสภาพอารมณ์และจิตใจทั้ง 5 นั้น จะเกิดขึ้นหมุนเวียนกันไปเป็นวัฏจักรจนการปฏิบัติธรรมบรรลุถึงขั้น โสดาบัน ถึงตอนนี้ท่านผู้อ่านต้องทำความเข้าใจว่า การปฏิบัติธรรมบรรลุถึง กับการปฏิบัติธรรมสำเร็จ มีความแตกต่างกัน การบรรลุถึง ก็คือ การรู้แล้วว่าจะทำอย่างไร แต่ยังไม่ได้ทำ แต่การปฏิบัติธรรมสำเร็จ หมายถึงรู้แล้ว และได้ทำแล้วจนได้ผลสำเร็จ ผู้อ่านต้องทำความเข้าใจตรงจุดนี้ให้ดี มิฉะนั้น จะหลงเข้าใจผิดว่า การบรรลุถึง กับการสำเร็จ เป็นอันเดียวกัน และ ปฐมฌาน หรือสภาพจิตใจ จะเกิดขึ้นในตัวผู้ปฏิบัติธรรมโดยการทำสมาธิ หากท่านสงสัยในเรื่องการปฏิบัติธรรม ก็ให้กลับไปอ่านในเรื่องการปฏิบัติธรรมอีกครั้งหนึ่ง
ทุติยฌาน คือสภาพอารมณ์และจิตใจ จากการได้คิดพิจารณาแยกแยะในรายละเอียดข้อธรรมะต่างๆ หรือจะเรียกอีกอย่างว่า วิปัสสนา หรือ เข้าญาณ(ยาน) จนมีความเข้าใจและแตกฉานในหัวข้อหลักการหรือหัวข้อธรรมะ เรียกว่าอยู่ในขั้น โสดาบัน แต่หากว่าจะต้องรู้หัวข้อหลักการหรือหัวข้อธรรมะเหล่านั้น ตามหลักวิชชา 3 วิชชา 8 และสภาพจิตใจและอารมณ์ของผู้ปฏิบัติธรรมในขั้นนี้ เมื่อถูกกระทบ หรือสัมผัสกับสิ่งต่างๆ สภาวะจิตใจจะประกอบไปด้วยองค์ 3 คือ ปีติ,สุข,เอกัคคตา คือสามารถละ หรือขจัด วิตก,วิจาร ได้แล้ว
ตติยฌาน คือสภาพอารมณ์และจิตใจของผู้ที่ฝึกตนหรือปฏิบัติธรรมอยู่ในขั้นอรหันต์ สภาวะจิตใจของอรหันต์นี้จะเป็นสภาวะจิตใจที่คล้ายกับว่าเป็นหรือมีกิเลส คือจะประกอบไปด้วยองค์ 2 คือ สุข และเอกัคคตา จะไม่มี วิตก วิจาร หรือปีติ แต่จะมีสุขคือความสบายใจ ไม่คิดอะไรมาก มีฉัพพรรณรังสีหรือมีคลื่นแสงรอบกายหรือเฉพาะบางส่วนของร่างกาย เนื่องจากการขจัดอารมณ์ต่างๆที่เกิดจากการสัมผัสได้ แต่จะเกี่ยวข้องกับสรีระร่างกาย คือหากสรีระร่างกายมีจุดติดขัดการขจัดสภาวะอารมณ์ต่างๆ หรือการขจัดอาสวะจะขจัดได้ไม่หมด อาจจะมี วิตกวิจาร หรือปีติอยู่บ้าง ซึ่งความจริงแล้ว ในขั้น ทุติยฌาน ก็จะเป็นเช่นเดียวกันจะเกี่ยวข้องกับการส่งกระแสคลื่นภายในร่างกาย ซึ่งการส่งกระแสคลื่นภายในร่างกายมีอยู่ 2 แบบ คือ
แบบที่ 1 คือความเข้าใจในระบบหมุนเวียนของโลหิต และการส่งคลื่นของเส้นประสาทต่างๆ การเข้าใจในระบบสรีระร่างกายที่ได้กล่าวไปจะอยู่ในชั้นระดับสภาวะอารมณ์ทุติยฌาน เพราะจะต้องคิดพิจารณาหรือทำความเข้าใจระบบหมุนเวียนของโลหิตและการส่งกระแสคลื่นของเส้นประสาทต่างๆให้ได้ สภาวะอารมณ์และจิตใจจึงจะอยู่ในชั้นทุติยฌานได้
แบบที่ 2 เป็นแบบเฉพาะของเทพเจ้าต่างๆ อาจจะเป็นความลับแห่งเทพเจ้าก็เป็นได้ ดังนั้นผู้เขียนขอพิจารณาก่อนว่า จะสามารถเขียนขยายความในข้อนี้ดีหรือไม่ อย่างไรก็ตามเพียงรูปแบบที่ 1 ผู้ปฏิบัติธรรมหรือผู้ฝึกตนทั้งหลายก็ย่อมสามารถหลุดพ้น และหรือขจัดอาสวะให้สิ้นได้ และผู้ที่ฝีกตนอยู่ในขั้นนี้ จะรู้มรรครู้ผล คือสำเร็จมรรคผล รู้ว่าอะไรคือผล อะไรคือมรรค ซึ่งจะเกี่ยวโยงกับบทเรียนในวิชชา อันจะได้กล่าวในรายละเอียดในตอนต่อไป
จตุตถฌาน มีองค์ 2 คือ อุเบกขา,เอกัคคตา คือสามารถละหรือขจัด วิตก,วิจาร ปีติ และสุข คือสภาวะจิตใจจะมีแต่ความวางเฉย มีอารมณ์เป็นหนึ่งเดียว ไม่มีอารมณ์อื่นใดเข้าแทรก เป็นสภาพอารมณ์ในขั้น อรหันต์และบรรลุนิพพาน คือสภาวะอารมณ์ทั้ง 2 อย่าง คือ อุเบกขา,เอกัคคตา จะเกิดขึ้นเมื่ออยู่ในระดับอรหันต์จนถึงขั้นนิพพาน ทั้งนี้ในการฝึกตนทุกขั้นล้วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการส่งคลื่น หากการส่งคลื่นไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน สภาวะจิตใจ หรือ ฌาน ก็จะขึ้นๆลงๆบางทีก็อยู่ที่ปฐมฌาน บางทีก็ไปสู่จตุตถฌาน หรืออื่นๆ แต่หากหมั่นฝึกหมั่นทบทวน และการส่งคลื่นถูกต้องคือมีความเข้าใจจนสามารถบังคับกระแสคลื่นภายในร่างกายได้ สภาวะจิตใจก็จะอยู่ในระดับฌานที่สูงซึ่งก็แล้วแต่หรือสัมพันธ์กับความรู้ความเข้าใจในวิชชามากน้อยเพียงใด
ที่ได้กล่าวไปทั้งหมดนี้ เป็นความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องฌานที่ถูกต้อง ผู้ปฏิบัติธรรมส่วนมากจะเข้าใจผิดคิดว่าเมื่อนั่งสมาธิ หรือปฏิบัติสมาธิแล้วจะเกิดฌานทุกอัน นั่นเป็นความเข้าใจผิดอย่างมากทีเดียว เพราะการปฏิบัติสมาธิ จะได้เพียงฌานขั้นปฐมฌานเท่านั้น หากปฏิบัติสมาธินานๆเข้า ก็จะสามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองหรือควบคุมความคิดของตัวเองได้ จึงทำให้ดูหรือคล้ายกับว่า ได้ฌานอื่นๆด้วย แต่ความจริงแล้วเป็นเพียงการบังคับควบคุมได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ซึ่งจะต่างกับสภาวะอารมณ์และจิตใจที่เกิดขึ้นจากการได้ฝึกปฏิบัติตามหลักวิชชา เพราะหากเมื่อได้พิจารณาหรือฝึกปฏิบัติวิปัสสนาตามวิชชา 3 วิชชา 8 สภาวะอารมณ์และจิตใจจะเกิดขึ้น ตามความรู้ความเข้าใจที่ได้ฝึกฝนหรือฝึกตนหรือปฏิบัติธรรมโดยอัตโนมัติ มิใช่เป็นเพียงการบังคับควบคุมอารมณ์และความคิดดังเช่นที่เกิดจากการปฏิบัติสมาธิ อีกประการหนึ่ง สภาวะของฌานระดับต่างๆที่เกิดขึ้น บางระดับจะสามารถรู้ได้ก็ต่อเมื่อได้สัมผัส หรือเมื่อถูกกระทบกับปัจจัยภายนอกต่างๆ เช่นเมื่อเห็นคนตายหรือคนมีอันตรายสภาวะของฌานจะเกิดตามระดับของการฝึกตน อาจจะวิตก วิจารณ์ หรืออาจจะวางเฉย หรือมีสุขไม่รู้สึกอะไร อย่างนี้เป็นต้น
สรุปตามที่ผู้เขียนได้อธิบายในเรื่อง ฌาน ไปแล้วนั้น ก็เนื่องจากการปฏิบัติธรรมตามแนวทางวิชชา 3 วิชชา 8 จะเกิด สภาวะธรรม สภาวะจิตใจหรือสภาวะอารมณ์ขึ้น ตามขั้นของฌาน ดังนั้นผู้เขียนจึงได้นำคำว่า ฌาน มาอธิบายให้ท่านผู้อ่านผู้ศึกษาได้ทำความเข้าใจไว้ว่า สภาวะธรรม สภาวะจิตใจ หรือสภาวะอารมณ์ เมื่อได้ฝึกตามแนววิชชา 3 วิชชา 8 จะคล้ายคลึงหรือเหมือนกับ ฌาน แต่ความหมายหรือความเข้าใจอาจจะคนละอย่างกับความเข้าใจของหลายๆท่าน อีกทั้งก็เป็นเพียงนำคำศัพท์มาใช้อธิบายเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ เนื่องจากไม่สามารถหาคำที่เหมาะสมมาใช้ได้ และ ฌาน ก็เป็นเพียงผลที่เกิดจากการปฏิบัติธรรมในแบบต่างๆ เช่น ทำสมาธิ การเข้าญาณ การวิปัสสนา ดังนั้นท่านผู้อ่านผู้ศึกษาโปรดได้กรุณาทำความเข้าใจไว้ว่า สิ่งที่ทางศาสนาพุทธเรียกว่า ฌาน นั้น แท้ที่จริง คือสภาพสภาวะจิตใจ หรือผลที่เกิดขึ้น หลังจากการที่เราได้ปฏิบัติสมาธิ ปฏิบัติญาณ และปฏิบัติวิปัสสนา
อีกประการหนึ่งที่สำคัญ สภาพสภาวะจิตใจ หรือ ฌาน นี้ เป็นเพียงเพื่อให้เราได้เรียนรู้ถึงผลแห่งการฝึกตน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความหลงได้ ดังนั้นหากท่านทั้งหลายเป็นผู้ฝึกตนดีแล้วก็ไม่ควรใส่ใจเกี่ยวกับฌานให้มากนัก เพียงรู้จักขจัดอาสวะให้ออกจากตัวตนให้ได้ แต่ฌานก็ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์ เพราะเมื่อเรารู้แล้วว่า สภาพสภาวะจิตใจเป็นอย่างไร เช่นเกิดความเป็นห่วงหรือวิตก เกิดการพิจารณาอารมณ์ เกิดความภูมิใจ สบายใจ สุขใจ เราก็สามารถนำมาเป็นเครื่องแก้ไขการฝึกตนให้บรรลุสู่ชั้นอรหันต์หรือนิพพานได้ คือวางเฉย หรือมีความเป็นหนึ่งเดียวแห่งอารมณ์ คือ เหมือนกับไม่รู้สึกอะไรเลย อย่างนี้เป็นต้น