PDA

View Full Version : ถามเรื่องมโนยิทถินะครับ


kk008
20-05-2007, 05:40 AM
เรียนถามแม่ชีครับ เห็นว่ามีคนมาถามแม่ชีใน บอร์ด หลายคน
และก็ได้รับคำตอบกันไป
ผมเลยอยากเรียนปัญหาสักหน่อย : คือเห็นว่าบอร์ดของเว็บนี้นะครับ
พูดถึงเรื่อง มโนยิทธิ เอามากมาย หลายคนมีประสปการ ไปฝึกกัน
ก็มาเล่าสู่กันฟังใบบอร์ด .. .. ..

บางคนก็เล่าว่า ได้ไปแดนนิพาน(ถ้าผมอ่านมาไม่ผิดนะครับ)บอกว่า
เห็นองค์พระพุทธเจ้า มีพระรูปเป็นอย่างนั้นอย่างนี้บ้าง
แต่งองด้วยเครื่องประดับ สวยงามบ้าง
มีปราสาทของพระองค์ บ้าง

สวยงาม ---> นี่ผมไม่ค่อยเชื่อนะครับเลยอยากให้แม่ชีอธิบาย
คือดูแล้วพระนิพพานออกจะมีรูปลักษณ์ ไม่เค้าเข้ากับ จริต พระอรหัน
ที่ทันดับความอยากได้อยากมีแล้ว ไม่เห็นต้อง แต่งตัวสวย หรือ
มีปราสาทใหญ่โตดังว่าเลย

สัปเหร่อ
20-05-2007, 08:21 AM
ประเด็นควรรู้ที่หนึ่งก่อนถอดจิต

สวรรค์มีกฏเกณฑ์ ไม่ใช่ใครมีฤทธิ์จะทำอะไรก็ได้ คนมีฤทธิ์ยิ่งทำได้ยากใหญ่
ชาวสวรรค์ที่มีฤทธิ์มากกว่าคนมากมาย ยังต้องอยู่ในกฏระเบียบ กฏสวรรค์ไม่
เหมือนบนโลกที่หละหลวมเอาแต่ใจผู้ปกครอง ซึ่งตราเอื้อประโยชน์ตนเอง

ดังนี้ ไม่ใช่ที่ๆ ใครจะเข้าๆ ออกๆ ได้ง่ายๆ
ใครอวดอ้างว่าไปได้ง่ายๆ ดูแล้วรู้หมดนั้น ล้วนอวดอุตริฯ

สัปเหร่อ
20-05-2007, 08:27 AM
ประเด็นควรรู้ที่สองก่อนถอดจิต

การที่เราเห็นนั้น เราเห็นด้วยความเป็นทิพย์ของเรา เช่น ถอดกายทิพย์
กายทิพย์นั้นก็มีตาทิพย์อยู่ (ซึ่งตอนอยู่ในกายเนื้ออาจยังใช้ไม่ได้)
การเห็นด้วยตาทิพย์ ก็เที่ยบเท่าเทวดาทั่วไป คือ เห็นสิ่งที่เป็นทิพย์
ที่ตาเนื้อมนุษย์มองไม่เห็น แต่ไม่ใช่ผู้รู้ทุกสรรพสิ่งที่เห็น

คุณเห็นได้ด้วยตาทิพย์ แต่ใช่ว่าจะรู้และเข้าใจสิ่งที่คุณเห็น เปรียบได้กับ
การที่เราไปอเมริกา เห็นทุกอย่างจริง แต่ยังต้องถามคนอเมริกาถึงสิ่ง
ต่างๆ ที่เห็นว่าเขาอยู่ยังไง ทำยังไงกัน ซึ่งคนที่คนถามเป็นคนท้องถิ่น
ก็ใช่ว่าจะรู้ทุกสิ่ง บางอย่างคนอเมริกันก็ไม่ได้รู้ทุกอย่างของอเมริกัน

คุณต้องใช้ "สติปัญญา" ตลอดเวลาที่เห็นด้วยทิพยจักษุ
เมื่อได้เข้าใจสิ่งที่เห็นนั้นแล้ว ตาที่สามจากทิพยจักษุจะ
พัฒนาเป็น "ปัญาจักษุ" และหากเห็นไตรลักษณ์จนจิต
คลายการยึด จะพัฒนาเป็น "ธรรมจักษุ" เห็นสิ่งต่างๆ
จิตก็ไม่ยึดมั่น ไม่ปรุงแต่ง บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น


พึงระลึกว่าเราไม่ใช่พระพุทธเจ้า แม้เห็นทุกสิ่งก็ไม่ใช่ว่าจะรู้ทุกสิ่ง

สัปเหร่อ
20-05-2007, 08:37 AM
ประเด็นควรรู้ที่สามก่อนถอดจิต

ความบริสุทธิ์ของจิตเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เราผ่านด่านต่างๆ ของจิตเอง
และด่านต่างๆ ในภพที่เราไปได้ กรณี พระอรหันต์ ชาวภพอื่นล้วนต้อนรับ
(พวกสัมมาฐิฑิจะรู้ว่าเราได้บรลุธรรมเพราะเขาเห็นรัศมีกายทิพย์) ส่วน
พวกมิจฉาฯ อยู่บนสวรรค์ก็มี ดังนี้ แม้นแต่เป็นพระอรหันต์ เขายังจะเอา
ถึงตายก็มี เช่น หลวงปู่มั่นเข้าถ้ำ เกือบโดนยักษ์เฝ้าถ้ำเอาตายก็มี

การไปภพภูมิหรือที่อื่นใดนั้น ให้ระวัง ทุกที่มี "เจ้าที่" ต้องรู้จักพุทธประเพณี
และมารยาทที่ดีก่อน ไม่เช่นนั้น จะเอาความเคยชินบนโลกไม่อ้างกับภพอื่น
ไม่ได้ หากไม่รู้กฏระเบียบแต่ละภพ แล้วจู่ๆ เข้าไป กฏเขาเคร่งครัดกว่าอเมริกา
เสียอีก เราจะยิ่งโดนหนักกว่าหนีเข้าอเมริกาแบบผิดกฏหมาย อย่าไปแบบมั่วๆ

อนึ่ง พระอรหันต์นั้น ได้รับการต้อนรับจากชาวสวรรค์เป็นส่วนใหญ่
จึงไม่แปลกที่ไปแล้วไม่มีชาวสวรรค์ออกมาว่ากล่าวอะไร เพราะเขาต้อนรับ
แต่คนทั่วไป ต้องอาศัยบุญบารมีที่เคยทำไว้กับชาวสวรรค์ช่วยดูแล เหมือน
อาศัยญาติที่อเมริกามารับ เวลาเราเข้าไปเที่ยวอเมริกานั่นแหละ

ยกตัวอย่างเช่น กัลยาณมิตรท่านหนึ่งไปสวรรค์ แล้วมีครุฑมารับจึง
ไปได้ถึงวิมานของท้าวองค์หนึ่งซึ่งปกครองพวกครุฑ แล้วพอไปถึง
ก็ได้สนทนากับท่านนั้น ท่านนั้นตอบโต้อย่างมี "ชีวิตจิตใจเป็นตัวเอง"
คือ ไม่ได้อยู่ในลักษณะแข็งทื่อ ไม่ถูกอำนาจจิตเราบังคับ (แบบนิมิต
ของกสิณที่เราสร้างภาพขึ้นเองตามใจก็หาไม่) ดังนี้ จึงพอวิเคราะห์
ได้ว่า "การถอดจิตครั้งนั้น ไม่ใช่การหลงนิมิต ทึกทักเอาเอง"

พึงทำจิตให้บริสุทธิ์ (อรหันต์) จึงไปได้โดยเสรี (เพราะเขาถือว่าพระอรหันต์
หลุดพ้นทุกสิ่ง) แต่หากยังไม่อรหันต์ จำต้องอาศัยบุญบารมีท่านอื่นไปช่วย
แต่ก็หาว่าจะได้ทุกครั้งไม่ (มีขีดจำกัดในการช่วย เขาไม่ช่วยบ่อย) ปุถุชน
จะไปเสรีไม่ได้ และใช่ว่าจะเข้านอกออกในได้สบายๆ เสรีก็หาไม่...

สัปเหร่อ
20-05-2007, 08:42 AM
ประเด็นควรรู้ที่สี่ก่อนถอดจิต

การทำจิตให้บริสุทธิ์จากนิมิต จริงอยู่เราใช้นิมิตเป็นเครื่องช่วยในตอนแรก
เช่น นึกถึงภาพพระพุทธรูปก่อน ทว่า หากจิตไม่บริสุทธิ์จากนิมิตนั้นๆ ยัง
มีความยินดียินร้าย จิตจะซัดส่าย ไปอย่างไรก็ไปไม่ถูก ไม่ตรงทาง ผิดที่นั่นเอง
เรียกว่า "หลง" (อวิชชา) ดังนี้ ก็ทึกทักเอาว่า สิ่งที่เห็น (นิมิต) นั้นเป็นของจริง
เกิดการยึดเอาว่าเป็นของแท้ (อุปทาน) และไปพูดให้คนยอมรับคล้อยตาม
มากๆ เข้า หาพวกหาพ้องที่ยอมรับเหมือนๆ กันด้วยว่าเกรงอกเกรงใจ (อุปทาน
หมู่) เช่นนี้ ไม่ใช่การถอดจิตได้จริง แต่เป็นการ "ติดนิมิต"

ผู้ฝึกจิตเพื่อถอดจิตหรือถอดกายทิพย์ จำต้องฝึกแยกแยะนิมิต และดูให้ออก
ว่าอะไรของจริง อะไรนิมิต บางครั้งขนาดเห็นกะตา ยังต้องสนทนาดูก่อน
แล้วใช้ "สติปัญญา" พิจารณาเอาว่าที่เห็นนั้น "ของจริง หรือ นิมิต"


หากแยกแยะนิมิตออกจากของจริงไม่เป็น ไม่มีทางสำเร็จวิชชานี้ได้

สัปเหร่อ
20-05-2007, 08:52 AM
ประเด็นควรรู้ที่ห้าก่อนถอดจิต

การขอบารมีคนอื่นไปนั้น พึงจำใส่สมองไว้ว่า "เขาไม่ใช่ทาสเรา" ไม่ใช่
ว่าเราเป็นลูกค้าจ่ายเงินให้เขาทำตามใจอะไรก็ได้ เขาไม่ใช่บริกรส่วนตัวของ
เรา พระอรหันต์บางรูป ถึงเวลาได้ไป ไม่ใช่ง่ายๆ บำเพ็ญเพียรนานพอควร
จนเบื้องบนเห็นควรอนุญาติแล้ว ท่านก็เปิดทางให้ บางทีบางท่านเบื้องบนรู้
ว่าจะถอดจิตมาแล้ว เขาก็มารับ หรือส่งคนมาดูแลเรา เหมือนไกด์ให้เรา


การที่พระอรหันต์ท่านช่วย ท่านไม่ได้อยู่ในฐานะทาส ดังนี้ จะเอาตามใจไม่ได้
จะบอกว่าเมื่อไรที่อยากถอดจิต ท่านต้องมาช่วยผมนะ ก็ไม่ได้ เขาจะช่วยใน
เมื่อเวลาที่ควรช่วย ซึ่งเขาพิจารณาด้วยสติปัญญาแล้วว่าถึงเวลาอันควร หาก
ยังไม่ถึงเวลา คุณก็จะไม่ได้รับการช่วยเหลือ เขานิพพานแล้ว ปล่อยวางแล้ว
หากเขามาช่วยคนอย่างไรขอบเขต ฝ่ายมารจะอ้างเหตุเอาได้ว่า ปล่อยวาง
แล้วมาช่วยทำไมอีก แล้วมารจะเข้าแทรกคนที่ถอดจิตได้ทันที อันนี้ ต้องระวัง
อย่าคิดว่าเขาช่วยทุกครั้งได้หมด อย่าคิดว่าเขาเป็นทาสได้ตามใจเรา อย่าคิด
เอาแต่แรงเขามาช่วยเรา ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนนั้นสำคัญที่สุด

ใครอ้างว่าเห็นพระพุทธเจ้าทุกครั้ง พร้อมกันทุกพระองค์คนนั้นอวดอุตริฯ
ผมบำเพ็ญเพียรมาหนักมาก การที่ผมเองจะได้เข้าเฝ้าสักครั้ง ยังยากเย็น
ยิ่งองค์ปฐม ท่านไม่ได้เสด็จมาเกลือ่นกราด เหมือนของราคาถูกที่ซื้อหาง่าย
ต้องบำเพ็ญเพียรอย่างเต็มที่จริงๆ จะทำตัวเป็นลูกค้าเอาแต่ใจ ซื้อง่ายขาย
คล่อง กระดิกนิ้วเรียกพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์มาเมื่อไรก็ได้นั้นไม่ใช่

ใครอ้างว่าเรียกท่านมาได้ทุกพระองค์และทุกครั้ง คนนั้นอวดอุตริฯ
แต่ละท่านปล่อยวางแล้ว และมีกิจของท่าน หากท่านเทศนาบนสวรรค์อยู่
ท่านก็ไม่จำเป็นต้องมาปรากฏ ณ เวลาที่คุณถอดจิต จึงไม่จำเป็นว่าถอดจิต
แล้วต้องได้เห็นทุกครั้งเสมอไป อย่ายึดเอาเป็นสูตรตายตัว***

สัปเหร่อ
20-05-2007, 08:58 AM
ประเด็นควรรู้ที่หกก่อนถอดจิต

เรื่อง "ความลับสวรรค์" เช่น การเกิดของพระโพธิสัตว์องค์สำคัญที่ลง
มาสะสมบารมีอยู่ คือใครนั้น เป็นความลับสวรค์ ตราบเมื่อเขาผู้นั้นต้อง
การปรากฏตัว เขาจะปรากฏเอง จะให้ผู้อื่นใดล่วงรู้ก่อนไม่ควรอย่างยิ่ง
เพราะการล่วงรู้ก่อนล้วนเป็นภัยต่อพระโพธิสัตวืพระองค์นั้นๆ หากศัตรู
ของพระโพธิสัตว์ (มาร) ยังมีอำนาจอยู่ แล้วความลับสวรรค์รั่วไหล ก็
จะได้รับกรรมร่วมกันทั้งหมด รวมทั้งพระโพธิสัตว์ท่านนั้นด้วย


ดังนี้ บางครั้งชาวสวรรค์ เขาทำให้เราเห็นและรู้อะไรบางอย่าง แต่นั่น
เป็น "สมมุติ" ที่เขาต้องการให้เรารู้แค่นั้น ไม่เกินนั้นที่มนุษย์ผู้ปากมาก
เก็บความลับไม่ได้ ควรจะรู้ ดังนี้ ความลับสวรรค์จึงไม่แพร่งพราย หาก
จะเผยแพร่ต้องได้รับอนุญาติก่อน (ในบางเรื่อง) และเขาจะรับรองความ
ถูกต้องของการเผยแพร่ให้ว่าถูกต้องจริงตามสวรรค์เป็น (เหมือนอเมริกา
อนุญาติให้เราเข้าไปถ่ายทำรายการที่ประเทศเขาไปเผยแพร่)


อย่าคิดว่าจะไม่ถูกหลอกนะ ชาวสรรรค์แปลงร่างเป็น ทำได้ทุกอย่าง
ขาด "สติปัญญา" ต่อให้มีฤทธิ์ถอดจิตได้ ก็โดนหลอก โดนต้มเท่านั้นเอง

สัปเหร่อ
20-05-2007, 09:00 AM
มโนมยิทธิเทียมมีเยอะ ทำให้คำสอนบิดเบือน
หากินเหมือนพวกลัทธิจีนที่มาเผยแพร่ในไทย
ให้ไปไหว้แล้วเก็บตัวค์ อันนี้ดัดแปลงให้เหมือน
คำสอนของพระอรหันต์ดังๆ


สุดท้ายเข้า รพ. บ้า เหมือน นพ. ประกิตเผ่า

***เตือนไว้ให้ระวังตัวด้วย***

แม่ชีณัฐทิพย์
21-05-2007, 09:55 PM
เรียนถามแม่ชีครับ เห็นว่ามีคนมาถามแม่ชีใน บอร์ด หลายคน
และก็ได้รับคำตอบกันไป
ผมเลยอยากเรียนปัญหาสักหน่อย : คือเห็นว่าบอร์ดของเว็บนี้นะครับ
พูดถึงเรื่อง มโนยิทธิ เอามากมาย หลายคนมีประสปการ ไปฝึกกัน
ก็มาเล่าสู่กันฟังใบบอร์ด .. .. ..

บางคนก็เล่าว่า ได้ไปแดนนิพาน(ถ้าผมอ่านมาไม่ผิดนะครับ)บอกว่า
เห็นองค์พระพุทธเจ้า มีพระรูปเป็นอย่างนั้นอย่างนี้บ้าง
แต่งองด้วยเครื่องประดับ สวยงามบ้าง
มีปราสาทของพระองค์ บ้าง

สวยงาม ---> นี่ผมไม่ค่อยเชื่อนะครับเลยอยากให้แม่ชีอธิบาย
คือดูแล้วพระนิพพานออกจะมีรูปลักษณ์ ไม่เค้าเข้ากับ จริต พระอรหัน
ที่ทันดับความอยากได้อยากมีแล้ว ไม่เห็นต้อง แต่งตัวสวย หรือ
มีปราสาทใหญ่โตดังว่าเลย


เจริญธรรม...

เรื่องการสอนของมโนมยิทธิ หรือเพ่งกสิณ หรือดูลมหายใจ หรือการท่องพุทโธ และแม้แต่การนั่งฟังเพลงบรรเลงนั้น

มันเป็นวิธีหรือเป็นอุบายในการล่อจิตหรือดึงจิตของคนที่ทำจิตให้ว่างได้ในทันทียาก

เมื่อทำแล้วระยะหนึ่งจิตก็จะเริ่มค่อยๆว่าง เมื่อว่างกายและจิตก็จะเบา เมื่อความว่างเข้ามาแทนที่ มันจะมีสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในความว่าง คือความสงบ เมื่อจิตสงบ จิตจะแยกออกจากกายชั่วคราว
คือมีเวทนา รู้เวทนาแต่ไม่ยึดติดในเวทนา

ขณะที่จิตใกล้จะสงบนั้น มันจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นในจิตหรือในมโนจิต อาจจะมีลักษณะต่างกัน
เช่นเห็นคน เห็นสัตว์ เห็นปราสาทราชวัง ฯลฯ

ถามว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร?

มันเกิดขึ้นจากสัญญา หรือความจำได้หมายรู้เดิม เช่นเวลาที่เราไปที่ต่างๆ ไปเห็นโบสถ์ เห็นวัด เห็นปราสาทราชวังอันสวยงาม ย่อมเกิดความประทับใจ ติดใจในความสวยงามนั้น

เมื่อสมาธิเริ่มจับตัวมากขึ้น เรียกว่ามีสติกว่าเดิม ภาพที่ติดตาจนติดใจก็จะผุดเกิดขึ้นในจิต เป็นความรู้สึก จนดูเหมือนเห็นจริงตามนั้นทันที

สวรรค์ หรือนรกและแม้แต่พระนิพพานนั้นก็ปะปนรวมอยู่ในจักรวาลและโลกใบนี้นี่เอง

จึงไม่แปลกที่คนเรานั่งไปเห็นนรก สวรรค์และแม้แต่พระนิพพานเป็นรูปร่าง หรือรูปแบบต่างๆ

เมื่อเห็นแล้วก็ผ่านไป และก็เกิดขึ้นใหม่เมื่อนึกถึง หรือกำหนดให้มันเกิด
ผิดไหม? ก็ไม่ผิด
เพราะนี่คือจิต หรือจริตของมนุษย์เรา

ต่อเมื่อมีการเรียนรู้ ทำความเข้าใจตามความเป็นจริง ปฏิบัติหรือกระทำต่อไป คลายจากการยึดผิด

ภาพทั้งหลายเหล่านั้นก็จะหายไป คงมีแต่ความว่าง กลายเป็นความสงบในที่สุด

จิตของพระอรหันต์นั้นท่านไม่ต้องการสิ่งสวยงามที่เป็นมายาแต่ท่านก็ยังคงล่องลอยปะปนอยู่กับสิ่งเหล่านี้

แต่ไม่เกลือกกลั้ว เปรียบเหมือนน้ำที่กลิ้งอยู่บนใบบัว และไม่กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกต่อไป
แต่มีพลังงานและความชื่นใจ เมื่อผู้ใดระลึกหรือนึกถึงท่าน

ส่วนการสอนหรือวิธีให้กระทำนั้นจึงเป็นเพียงอุบายแรกเริ่มเท่านั้นเอง ซึ่งมันก็เป็นกลยุทธของครูบาอาจารย์ของแต่ละสำนัก

ซึ่งก็ทำให้ลูกศิษย์หลายคนสำเร็จ หรือบรรลุได้หลายท่านเหมือนกัน

คงจะมีบางท่านที่กระทำแล้วยังถอนออกจากความหลงผิดไม่ได้ เนื่องจากขาดครูที่ดี และตัวเองก็กระทำไม่จริงจึงไม่ได้ผลจริง คงมีแต่ผลหลอกให้หลงผิดอยู่ร่ำไป

ถามมาดีมาก ขออนุโมทนาบุญด้วย หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์กับอีกหลายๆท่าน

ธรรมะสวัสดี สาธุ!!!

kk008
23-05-2007, 09:21 PM
แม่ชีพูดเหมือนกับว่า การฝึกมโนยิทถินี้ ไม่สามารถทำให้ผู้ฝึกถอดจิต
ไปยืนนรก สวรรณ และแดนนิพานได้จริง

แต่เท่าที่ทราบนั้นคณะผู้สอน มโนยิทถิ นั้นเขาได้อธิบายไว้ว่า ผู้ไดที่ฝึก
มโนยิทถินั้น เมื่อฝึกสำเร็จจะมีฤทธิ์ สารถถอดจิตได้

สรุปว่าไม่ใช่ใช่ใหมครับ หรืออย่างไรขอให้แม่ชีช่วยอธิบายด้วยนะครับ

-และผมมีข้อสงใสอีกข้อนะครับ คือผู้ที่เขานับถือศาสนาอื่นนะครับ
มีมั้ยครับที่สำเร็จมักผลเป็นพระอรหันได้ (คืออยากได้คำตอบจาก ความรู้ทาง
จิต ทางสมาธิของแม่ชีนะครับ ไม่ใช่คำตอบจากตำรา หรือคำภี ยังไงก็ดูให้หน่อยนะครับ เพราะบางที มองๆดูแล้ว คนที่นับถือศาสนาพุทธเรา กับผู้ที่นับถือศาสนาอื่นนั้น ต่างก็มีระดับจิตใจไม่แตกต่างกัน มีทั้งคนดีคนไม่ดีเหมือนๆกัน นะครับ)

แม่ชีณัฐทิพย์
25-05-2007, 06:02 AM
แม่ชีพูดเหมือนกับว่า การฝึกมโนยิทถินี้ ไม่สามารถทำให้ผู้ฝึกถอดจิต
ไปยืนนรก สวรรณ และแดนนิพานได้จริง

แต่เท่าที่ทราบนั้นคณะผู้สอน มโนยิทถิ นั้นเขาได้อธิบายไว้ว่า ผู้ไดที่ฝึก
มโนยิทถินั้น เมื่อฝึกสำเร็จจะมีฤทธิ์ สารถถอดจิตได้

สรุปว่าไม่ใช่ใช่ใหมครับ หรืออย่างไรขอให้แม่ชีช่วยอธิบายด้วยนะครับ

-และผมมีข้อสงใสอีกข้อนะครับ คือผู้ที่เขานับถือศาสนาอื่นนะครับ
มีมั้ยครับที่สำเร็จมักผลเป็นพระอรหันได้ (คืออยากได้คำตอบจาก ความรู้ทาง
จิต ทางสมาธิของแม่ชีนะครับ ไม่ใช่คำตอบจากตำรา หรือคำภี ยังไงก็ดูให้หน่อยนะครับ เพราะบางที มองๆดูแล้ว คนที่นับถือศาสนาพุทธเรา กับผู้ที่นับถือศาสนาอื่นนั้น ต่างก็มีระดับจิตใจไม่แตกต่างกัน มีทั้งคนดีคนไม่ดีเหมือนๆกัน นะครับ)

เจริญธรรม...
หนุ่มเอ้ย... ตำราเป็นที่มาของการกระทำ แต่ไม่ใช่ว่าจะทำได้สำเร็จตามตำราไปเสียทุกคนนะ

แม่ชีพยายามพูดกลางๆ เพราะมิเช่นนั้นจะเป็นการโอ้อวดเกินไป

ในเรื่องของการถอดจิตนั้น ทุกศาสนาสามามารถถอนได้ แต่ไม่ทุกคน การถอดจิตนั้นง่ายกว่าการถอดกายทิพย์ และทุกศาสนาถ้ากระทำดีก็เป็นพระอรหันต์ได้เหมือนกัน

การถอดจิตเป็นการที่จิตจดจำเรื่องต่างๆมา แล้วส่งผลเมื่อเมื่อเจ้าของจิตว่าง หรือกำหนดมันขึ้นมา เปรียบเหมือน
เราเปิดคอมพิวเตอร์มันจะดำเนินโดยอัตโนมัต และเมื่อเราพิมพ์สั่ง โปรแกรมที่เขียนไว้ก็จะทำงานเอง

ส่วนถอดกายทิพย์นั้นผู้ที่ถอดได้จะต้องมีสภาวะจิตที่ยอดเยี่ยม มีศีลสมบูรณ์อย่างน้อยก็ระหว่างพระโสดาบัน
และพระสกิทาคามี คือการเข้าไปอยู่ในฌาน 4 กายนิ่งสงบ จิตรวมเป็นหนึ่งเดียว กำลังของจิตจะมาก

และเมื่อนั้นจิตจะแยกออกจากกาย ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า เวลาที่พระหรือแม่ชีท่านเข้ากรรมฐาน
บางท่านจะปิดห้องเงียบ ห้ามรบกวน
เนื่องจากเวลาที่ถอดกายทิพย์ไปนั้น ร่างของผู้ถอดจะมีการเปลี่ยนแปลง คือลมหายใจละเอียดมาก
จนคิดว่าลมหายใจไม่มี ร่างกายจะซูบลง

ผู้ที่เห็นถ้าไม่รู้ก็จะคิดว่าตาย พระหลายท่านที่ทำได้จริงจึงถูกลูกศิษย์จับเผาไปหลายรายแล้ว

วิธีการสอนของมโนมยิทธินั้นก็ถูกแล้ว คนที่ทำได้ในเบื้องต้นย่อมเห็นอย่างที่กล่าวมานั่นแหละ
การปฏิบัตินั้นมีถึง 3ขั้นตอนคือ

ขั้นที่ 1 เห็นในสิ่งที่คิดว่าไม่เคยเห็น เพราะไม่รู้ไม่เข้าใจจึงคิดว่าอัศจรรย์ตามนั้นบางคนยึดเอาไว้มั่น ไม่ปฏิบัติต่อ

ขั้นที่ 2 นำสิ่งที่เห็นมา รู้มาคิด พิจารณา แยกแยกได้ เกิดเป็นความเข้าใจมากขึ้น

ขั้นที่ 3 พิจารณาให้ละเอียดมากขึ้น เกิดเป็นความรู้ยิ่ง จึงทำให้เข้าใจจนกระจ่าง เมื่อเข้าใจถึงที่มาและที่ไป
การยึดติดก็ไม่มี ไม่บังเกิด เพราะเรื่องต่างๆมันเป็นธรรมดาของโลก

หนุ่มอย่าเพิ่งสงสัยให้มากเลย มันจะทำให้สับสน การสงสัยเป็นหนึ่งในนิวรณ์ธรรม เพราะมันจะเป็นตัวกีดขวางความเพียร
จนทำให้ผู้ปฏิบัติเลิกปฏิบัติ เนื่องจากมัวแต่สงสัยและถามไถ่ความ จนลืมกระทำให้แจ้งด้วยตัวเองไป

ขอนำเรื่องของตัวเองมาบอกสักนิดเผื่อว่าจะเป็นประโยชน์บ้างนะ

ตอนที่แม่ชีปฏิบัติอยู่กับหลวงปู่นั้น ท่านไม่เคยมานั่งอธิบายอย่างนี้เลย บอกให้ไปทำ แม่ชีก็ทำไปโดยไม่เคยถามท่าน
ว่าทำแบบนี้แล้วเป็นยังไง ก็ทำไปๆ และก็ไม่เคยคิดหาครูใหม่เลย เพราะมีหลายคนมาชวนให้ไปปฏิบัติที่โน่นที่นี่
บอกว่าดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้ แม่ชีไม่ไป
ทำอย่างที่หลวงปู่บอกทุกวัน จนสำเร็จในขั้นหนึ่งนั่นแหละ จึงมาคิดได้ว่า ถ้าเราทำตามครูที่บอกได้ เราก็จะทำได้

การมีหลายครูบางทีก็ทำให้เราสับสนเหมือนกัน ถ้าคนที่เรายกย่องให้เป็นครูสอนคนละทิศทางกัน

หลวงปู่สอนในเรื่องของปัญญา ฉะนั้นเมื่อได้พูดคุยกับท่าน ท่านจะถามเป็นคำถามง่ายๆ แต่ตอบยากเหมือนกันนะ

สำหรับหนุ่ม...เริ่มปฏิบัติให้จริงเถอะ อย่ามัวสงสัยอะไรๆให้มากเลย ทำก่อนแล้วกันตัวรู้มันจะเกิดขึ้นจนทำให้เราเข้าใจ
ได้อย่างแจ่มแจ้งชัดโดยลำดับ (แม่ชีจะเน้นที่โดยลำดับ คือกระทำติดต่อ)

อ่านแล้วถ้ายังไม่เข้าใจก็ลองอ่านหลายๆครั้ง จับใจความให้ได้ ถ้าเข้าใจที่เขียน "ดวงตาเห็นธรรมย่อมเกิดกับหนุ่มนะ"

ขอให้พยายาม และทำได้สำเร็จดังตั้งใจ
ธรรมะสวัสดี สาธุ!!!

kk008
25-05-2007, 10:27 PM
ขอบคุณครับแม่ชี เหอะๆ ว่าจะถามอีกหลายเรื่องก็เลยโดนแม่ชีเบลก
ซะงั้น .. .. เฮ้อ ไอ้โรคขี้สงสัยเนี่ย มันไม่ได้เอาออกกันง่ายๆเลยนะครับ

แต่ต้องขอบพระคุณแม่ชีมากครับ ที่อุส่าตอบคำถามครับ เพราะหาคนตอบคำถามยากเหลือเกิน แหะๆ

แต่หลักใหญ่ๆคงเป็นเรียนมาเยอะ(ทางโลก) >> เลยทำให้เกิดข้อสงสัย
ไม่มั่นใจว่า อรหัน มีจริงหรือ พระพุทธเจ้ารู้ธรรมจริงมั้ย ทำไปฝึกไปถ้าผล
มีจริงก็น่าฝึกน่าทำ แต่ถ้าไม่มี หรือเป็นสิ่งลวงตา น่าเสียใจมาก
--ทำนองนี้-- --> นี่เป็นเหตุผลใหญ่ๆ ของไอ้ตัวสงสัยเลยครับ

แต่ยังไงสิ่งที่แม่ชีได้อธิบาย ผมก็พอเข้าใจบ้างแล้วหละครับ
ขอบคุณอีกครั้งครับ
.................อย่าว่าผมเจ้าปัญหาเด้อ (แต่ก็เจ้าปัญหาจริงๆ ^ ^)

* ส่วนเรื่อง ฤทธิ์ ก็ใช่ว่าจะอยากได้หลอกครับ หมายถึงได้ก็ดี แต่ไม่ได้ไฝ่ใจ
เพราะเหตุผลก็แค่จะเอามายืนยันตัวเอง ว่าพระพุทธเจ้าท่านพูดถูกแล้ว ทำนองนี้ หนทางดันมีวิธีเดียวคือ ต้องลอง Y Y

*สรุปก็คือขี้สงสัยแหละครับ

suthamma
26-05-2007, 03:17 AM
"..ผู้ที่เขานับถือศาสนาอื่นนะครับ มีมั้ยครับที่สำเร็จมรรคผลเป็นพระอรหันต์ได้ ?.."

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในมหาปรินิพพานสูตร ทีฆนิกาย พระสุตตันตปิฎกว่า

" พระธรรมวินัยใด สมบูรณ์ด้วยมรรค ๘ ก็จะประกอบไปด้วย สมณะที่ ๑ , ที่ ๒ , ที่ ๓ , ที่ ๔ "

ถ้าศาสนาอื่นสอนเรื่องมรรค ๘ ครบถ้วนสมบูรณ์ ก็มีพระอรหันต์ครับ ถ้าไม่สอนเรื่องมรรค ๘ ก็ไม่มี..!

สัปเหร่อ
26-05-2007, 04:45 AM
การฟังและอ่านบางครั้งไม่จูงใจให้กระทำ มีแต่ถามและเถียง

จขกท. ลองหาเวลาไปเรียนโดยตรงกับแม่ชีดีกว่านะครับ
ท่านจะดูแล และตรวจจิตเราได้ตลอด หากหลงจะช่วยเราได้


อนุโมทนาครับ...

สัปเหร่อ
26-05-2007, 04:48 AM
อนึ่ง มรรคแปด นี้อย่าไปยึดคำศัพท์นะ

ต้องศึกษาดูดีๆ เช่น สัมมาวาจา อันนี้ ศาสนาไหนๆ ก็บอกให้พูดดี
แต่เขาไม่ได้ใช้ศัพท์คำนี้ หรือ สัมมาอาชีวะ ทุกศาสนาก็บอกไม่ให้
ทำอาชีพทุจริต ดังนั้น หากจะศึกษาต้องเข้าไปทั้งตัวทั้งใจก่อน


จะรู้ว่า "หากไม่ยึดติดศัพท์แล้ว" ใบไม้ไหว ยังกลายเป็นธรรม...