PDA

View Full Version : ประจาน-ประชาพิจารณ์ ความไร้เดียงสาของนักวิชาการ หรือ วิชามารของนักวิชาการ


lepus
19-05-2007, 07:12 AM
นีคือเรืองราวที่เกิดจริง
ประจาน-ประชาพิจารณ์ ฯ : ความไร้เดียงสาของนักวิชาการ หรือ วิชามารของนักวิชาเกิน

กระบวนการสร้างรัฐธรรมนูญในบ้านเมืองเรากำลังดำเนินมาถึงขั้นตอนการรับฟังความเห็นภาคประชาชน หรือ การทำประชาพิจารณ์ ซึ่งกำลังมีการดำเนินการกันทั่วประเทศอยู่ในขณะนี้
การทำประชาพิจารณ์ก็เหมือนกับการทำการวิจัยทางวิชาการอื่น ๆ โดยทั่วไป กล่าวคือการรับฟังความเห็นของประชาชนย่อมไม่สามารถรับฟังได้ทุกคนที่เป็นคนไทย ดังนั้นการรับฟังความเห็นจึงทำได้เพียงบางคนเท่านั้นโดยการสุ่มตัวอย่าง อันนี้เป็นหลักการทางสถิติที่ยอมรับโดยทั่วไป
การสุ่มตัวอย่างหากกระทำโดยไม่มีหลักเกณฑ์ ตัวอย่างนั้นย่อมไม่สามารถเป็นตัวแทนที่ดีของประชากรได้ ผลที่ตามมาคือ งานวิจัยนั้นหมดความน่าเชื่อถือ เสียเวลา เสียงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์ ในทางตรงกันข้าม หากนักวิจัยต้องการผลการวิจัยให้เป็นไปในทางใดทางหนึ่งที่ตนเองต้องการ ก็สามารถทำได้ โดยวางแผนกำหนดได้ตั้งแต่ขั้นตอนการสุ่มตัวอย่างเลยทีเดียว ภาษานักวิจัยเรียกว่า “อคติ” (Bias) นอกจากนี้ในขั้นตอนต่อ ๆ มาของกระบวนการวิจัยก็จะมี “อคติ” เกิดขึ้นได้ทุกขั้นตอน โดยผู้วิจัยที่ต้องการผลวิจัยที่ถูกต้องจริง ๆ จะพยายามควบคุมทุกขั้นตอนไม่ให้เกิด “อคติ” ขึ้นมาได้
และเช่นเดียวกัน หากผู้วิจัยผู้ทรยศต่อจิตสำนึกของนักวิจัยคนใด ต้องการผลวิจัยให้เป็นไปในทางใดทางหนึ่งที่ตัวเองต้องการ ก็จะปล่อยให้มี “อคติ” เกิดขึ้นและคอยควบคุม “อัคติ” นั้นให้เป็นไปในทิศทางที่ตนต้องการ ซึ่งมีแต่ผู้ที่ฉลาดน้อยกว่าเท่านั้นที่จะสรรเสริญและยอมรับผลงานวิจัยชนิดนี้
ต่อไปจะวิเคราะห์กระบวนการประชาพิจารณ์ในครั้งนี้ บนพื้นฐานของการวิจัยบ้าง
1. จังหวัดใดบ้างที่ควรได้สิทธิในการทำประชาพิจารณ์ ตอบว่าเนื่องจากเป็นการทำประชาพิจารณ์ทั่วประเทศดังนั้นประชาชนทุกจังหวัดควรได้มีส่วนร่วม
2. คำถามต่อไปคือแต่ละจังหวัดควรมีประชาชนจำนวนเท่ากันหรือไม่ที่จะได้สิทธิเข้าร่วมแสดงความคิดเห็น ตอบว่า ไม่เท่ากันเพราะจำนวนประชากรในแต่ละจังหวัดไม่เท่ากัน จังหวัดใหญ่ มีประชากรมาก จำนวนผู้ได้สิทธิเข้าร่วมควรมากกว่าจังหวัดเล็กที่มีประชากรน้อยกว่า
แต่เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริง พบว่าจังหวัดใหญ่ ๆ ประชากรมากในเขตภาคเหนือกลับได้โควต้าน้อยกว่าจังหวัดเล็ก ๆ เช่น เชียงใหม่ได้โควต้าประชาชน 1,105 คน ลำปางได้ 900 คน พิษณุโลกได้ 1,050 คน ในขณะที่ แพร่ได้ 1,510 คน ตากได้ 1,800 คน พิจิตรได้ 2,600 คน อุทัยธานีได้ 2,400 คน และที่เห็นเด่นชัดยิ่งกว่านั้น ในจังหวัดอ่างทอง ซึ่งเป็นจังหวัดที่ประธานกรรมาธิการทำประชาพิจารณ์ คือ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เป็นเจ้าของพื้นที่ ปรากฏว่ามีการลงพื้นที่ทำประชาพิจารณ์ทุกหย่อมหญ้า ลงทุกตำบล ในขณะที่ในจังหวัดอื่น ๆ ทำประชาพิจารณ์เพียงอำเภอละหนึ่งแห่งหนึ่งวันเท่านั้น ซึ่งมีรายละเอียดของจังหวัดอ่างทอง ดังนี้
อำเภอเมือง จำนวน 11 แห่ง ระหว่างวันที่ 2-18 พ.ค. 2550
อำเภอป่าโมก จำนวน 7 แห่ง ระหว่างวันที่ 2-18 พ.ค. 2550
อำเภอสามโก้ จำนวน 3 แห่ง ระหว่างวันที่ 11-15 พ.ค. 2550
อำเภอโพธิ์ทอง จำนวน 14 แห่ง ระหว่างวันที่ 2-18 พ.ค. 2550
อำเภอแสวงหา จำนวน 8 แห่ง ระหว่างวันที่ 8-18 พ.ค. 2550
อำเภอไชโย จำนวน 5 แห่ง ระหว่างวันที่ 2-9 พ.ค. 2550
อำเภอวิเศษชัยชาญ จำนวน 16 แห่ง ระหว่างวันที่ 2-18 พ.ค. 2550
รวมทั้งสิ้น 64 แห่ง ถ้าตีให้แห่งละ 100 คนจะได้ 6,400 คน!!!! ในขณะที่จังหวัดนนทบุรี ได้โควต้าเพียง 1,550 คนเท่านั้น (ข้อมูลจากกำหนดการรับฟังความคิดเห็นประชาชน เวปไชต์รัฐสภา) การสุ่มตัวอย่างแบบนี้ทางวิชาการเรียก “อคติ”
เปรียบเหมือนการไปซื้อสินค้า ผู้ซื้อคาดว่าตะกร้าสินค้าใดมีสินค้าที่ตนเองต้องการมาก ก็จะเลือกหยิบจากตะกร้านั้นมาก ตะกร้าใดที่คิดว่ามีสินค้าที่ตนเองต้องการน้อย ก็จะไม่เลือกหยิบเลย หรือเลือกขึ้นมาน้อย อย่างนี้ในทางวิชาการจะไม่เชื่อถือผลการวิจัยนั้นเลย เพราะมี “อัคติ” ตั้งแต่ต้น
3. ในแต่ละจังหวัดที่กำหนดจำนวนผู้เข้าประชาพิจารณ์ไว้แล้ว ขั้นต่อไปคือการประชาสัมพันธ์เพื่อให้คนทุกกลุ่มอาชีพได้ทราบ เพื่อให้ได้กลุ่มอาชีพที่หลากหลายเข้าร่วมแสดงความคิดเห็น
มาดูข้อเท็จจริงบ้าง ว่าเกิดอะไรขึ้นในพื้นที่ ขอยกตัวอย่างเหตุการณ์คำร้องเรียนของประชาชนจังหวัดนครสวรรค์ที่เขียนถึงบรรณาธิการหนังสือพิมพ์แนวหน้า ลงหน้า 2 หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 14 พ.ค. 2550 ที่ผ่านมา โดยสรุปดังนี้
การทำประชาพิจารณ์ที่จังหวัดนครสวรรค์ในช่วงเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา ไม่มีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง แต่เลือกแจ้งเฉพาะผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้มาประชุมที่อำเภอ (เหมือนกับมารับนโยบาย) นั่นคือเลือกเพียงบางกลุ่มเท่านั้นให้เข้าร่วมประชาพิจารณ์ เมื่อประชนรู้ข่าวจะมาเข้าร่วมก็ได้รับการกีดกัน และหาว่า ประชาชน “โง่” บ้าง “ปัญญาอ่อน” บ้างเป็นต้น
ข้อนี้ก็แสดงให้เห็นถึง “อัคติ” ของการสุ่มตัวอย่างที่ชัดเจน
4. ปกติในการวิจัย ผู้วิจัยจะต้องมีความเป็นกลาง โดยเฉพาะการวิจัยเพื่อสำรวจความคิดเห็น ผู้วิจัยหรือผู้เก็บข้อมูลจะต้องหลีกเลี่ยงการแสดงความเห็นของตนเองออกไปในทางใดทางหนึ่งล่วงหน้า เพราะจะเป็นการชี้นำ และข้อมูลที่ได้ไม่น่าเชื่อถือ
ส่วนในการทำประชาพิจารณ์ครั้งนี้ เป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่าผู้ที่มีหน้าที่ทำประชาพิจารณ์ มีความเห็นล่วงหน้าไปแล้วว่าหน้าตาของร่างรัฐธรรมนูญควรเป็นเช่นไร ยกตัวอย่างประเด็นที่ร้อนแรงและเห็นเด่นชัดคือประเด็นการบัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ คณะผู้ยกร่างเรื่อยมาจนถึงคณะผู้ทำประชาพิจารณ์มีความเห็นว่าไม่ควรบัญญัติ ดังจะเห็นจากการแสดงความเห็นในโอกาสต่าง ๆ ในกาล และสถานที่ที่แตกต่างกัน พูดง่าย ๆ ว่าทำทุกครั้งที่มีโอกาส ทั้ง ๆ ที่กำลังอยู่ระหว่างกระบวนการรับฟังเสียงภาคประชาชน
ไม่เพียงแค่นั้น ในวันทำประชาพิจารณ์ ก็พบว่าในหลายพื้นที่มีการนำวีซีดี ที่อ้างว่าเป็นการแนะนำที่มาที่ไปของการทำประชาพิจารณ์มาเปิดให้ชมก่อนการออกเสียง ฟังดูก็ดูเหมือนดี แต่ความเน่ามันอยู่ที่ตอนท้ายเมื่อมีการพูดประเด็นพุทธศาสนา ปรากฏว่าวิทยากรในรายการ ซึ่งประกอบด้วย คุณเจิมศักดิ์ คุณธงทอง คุณจรัล และผู้ดำเนินรายการอีกหนึ่งท่าน มีการชงคำถามคำตอบกันอย่างแนบเนียน โดยมุ่งที่จะแสดงความเห็นว่าการบัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาตินั้นไม่ดีอย่างไร
วีซีดีนี้ได้แจกไปทั่วประเทศที่มีการทำประชาพิจารณ์ โดยผู้ดำเนินการประชาพิจารณ์ในพื้นที่ไม่ทราบว่าในเนื้อหาจะเป็นการชี้นำ หรืออาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรืออาจจะทราบแต่เจตนาที่ให้ความร่วมมือในการชี้นำด้วย เปิดให้ชมซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหลายพื้นที่
ในทางวิจัย พฤติกรรมนี้ถือว่าใช้ไม่ได้ เพราะท่าน ๆ เหล่านี้ในเวลานี้ถือเป็นผู้วิจัยหรือเจ้าของงานวิจัย แม้ในใจจะมีความเห็นอย่างไรก็ไม่สมควรแสดงออกมา (ยกเว้นว่าไม่ได้เป็นกรรมาธิการทำประชาพิจารณ์แล้วเท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์แสดงความเห็นอย่างเต็มที่)

สรุปแล้วในทางวิชาการด้านการวิจัย การทำประชาพิจารณ์ครั้งนี้ดูเหมือนจะมีข้อบกพร่องในทางวิชาการมากที่สุด ผลที่ได้ไม่ว่าจะออกมาในทิศทางใดย่อมเป็นผลที่ไม่น่าเชื่อถือ ไม่น่าเชื่อว่ากระบวนการการทำประชาพิจารณ์ที่ใช้งบประมาณจากภาษีประชาชนหลายร้อยล้าน โดยนักวิชาการระดับดอกเตอร์ จะทำได้เพียงเท่านี้ ถ้าเป็นนักการเมืองทำก็ว่าไปอย่าง จะไม่แปลกใจเลย เพราะ ชาวบ้านเขาชอบพูดกันเสมอ ๆ ว่า “การเมืองเป็นเรื่องสกปรก” แต่นี้เป็นระดับนักวิชาการที่มีชื่อเสียงระดับประเทศดำเนินการ
หรือว่า “การเมืองเป็นเรื่องสกปรก” ที่ชาวบ้านเขาว่าจะเป็นเรื่องจริง เพราะใครเผลอเข้าไปพัวพัน ก็แปดเปื้อนมัวหมอง กลายพันธ์ไปทุกคน
สุดท้ายจะขอจบด้วยคำถามที่ว่า ประชาพิจารณ์ ฯ ครั้งนี้ เป็นความไร้เดียงสาของนักวิชาการ หรือ เป็นเจตนามารของนักวิชาเกิน กันแน่
“นักวิชากวน”
http://larndham.net/index.php?showtopic=24724&st=398