PDA

View Full Version : มโนมยิทธิ...ดาบสองคม


กระเจียว
19-09-2004, 10:11 AM
มโนมยิทธิ ดาบสองคม

ข้าพเจ้าได้นำเนื้อความจากที่ข้าพเจ้าตอบไว้ในกระทู้หนึ่ง มาตั้งเป็นกระทู้ใหม่ เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นที่มีความประสงค์จะฝึก หรือกำลังฝึกมโนมยิทธิอยู่ ดังนี้

"การฝึกมโนมยิทธิ" นั้นเปรียบเสมือนกับดาบสองคม หมายถึง

"คมที่ ๑" ถ้าผู้ฝึกไม่ประกอบไปด้วยสัมมาทิฏฐิ การฝึกนั้นจะทำให้เกิดความยึดมั่น ถือมั่นในอัตตาของสวรรค์ วิมาน ภพ สิ่งที่รับรู้ต่างๆ แล้วทำให้มองไม่เห็น หรือเข้าใจในหลักธรรมชาติ อันเป็นไปในรูปของกระแส อาศัยกันและกันตามเหตุปัจจัย ย่อมมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปได้...

"คมที่ ๒" ส่วนผู้ที่ฝึกมโนมยิทธิ อันประกอบไปด้วยสัมมาทิฏฐิ ประกอบไปด้วยปั__า ฝึกโดยให้เห็นถึงสภาวะธรรม หลักไตรลักษณ์ หลักกรรม หลักปฏิจสมุปบาท แล้ว การฝึกนั้นย่อมอำนวย ส่งเสริมให้เกิดปั__ารู้แจ้งอริยสัจจ์ เบื่อหน่ายคลายกำหนัด ไม่ยึดมั่นถือมั่นในภพ ภูมิใดๆ ชาตินี้ ชาติหน้า ชาติก่อน เป็นไปเพื่อมรรคผลนิพพานตรงตามจุดมุ่งหมายของพระพุทธศาสนา

ดังนั้น คุณต้องเข้าใจถึงสิ่งที่คุณกำลังจะฝึกเสียก่อนว่าจุดมุ่งหมายที่แท้คืออะไร การฝึกนั้นเป็นไปเพื่อละสังโยชน์หรือไม่ แล้วคุณเองฝึกโดยมีเจตนาอย่างใด ประกอบไปด้วยสัมมาทิฏฐิหรือไม่ จึงค่อยเริ่มฝึก เริ่มลงมือปฏิบัติ...

ถ้อยคำที่แสดงให้เห็นถึงความมีตัวตน ยังยึดติดในภาวะตัวตนนั้น เราจะเห็นอยู่ได้มากมาย เช่น แสดงออกถึงความอยากรู้ อยากเห็น อยากทราบในชาตินี้ ชาติหน้า ชาติก่อนของตนเองเป็นอย่างไร เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังถือว่าไม่ประกอบไปด้วยสัมมาทิฏฐิ ยังยึดติดในความมีตัวตน ของตนอยู่ คุณจึงควรเปลี่ยนความคิดเห็นเสียใหม่ มองไปในรูปของกระแสว่า "เพราะสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้จึงเกิด เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ" ตามที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ในพระไตรปิฏก อย่าไปมองในรูปของความมีตัวตนเลย เพราะเนื่องจากตัวเราแท้จริงไม่มีอยู่ ตัวเราเป็นเพียงแค่สมมุติ เป็นไปในรูปของกระแสธรรม วัฏจักรเท่านั้น เมื่อไม่มีตัวเราที่แท้แล้ว เราจะเอาอดีตชาติ ชาตินี้ ชาติหน้าของตัวเรามาจากไหนเล่า...

ดังพุทธพจน์ "ว่าด้วยการละอาสวะได้เพราะการเห็น" ที่นำมาให้อ่านแล้วนำไปพิจารณา...

WebSnow
19-09-2004, 10:17 AM
จริงรึ ?

บัวใต้น้ำ
19-09-2004, 10:24 AM
เล่นเรื่องฤทธ์เดช

ต้องใช่ปั__าคุม และสำหรับผู้ฝึกใหม่ยิ่งต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด
และ ควนรได้รับข้อมูลที่ถูกต้องครับ

คนรอบตัวผม เป็น บ้า เพราะ มโนฯ มาแล้วครับ เพราะหลงเรื่องอัตตา
พอตัวเอง สามารถ พูดคุยกับ เทวดาได้ ไปนรก สวรรค์ได้เอง
ก็ลืมอาจารย์ ครับ แถมคิดว่า ตัวเราเก่งกว่าอาจารย์ไปซะอีก

ผลลัพธ์ ก็คือ บ้าไป 2 ปี ครับ

กระเจียว
19-09-2004, 10:25 AM
ขนาดอยู่มัธยม หน้ายังระโหยโรยแรง ไม่ฟิตเล้ย

Temper45
19-09-2004, 07:52 PM
อืมๆ มีเหตุผล มีเหตุผล

มารวิกะ
19-09-2004, 10:48 PM
:( -อะไรคือจริง

-อะไรคือเท็จ

ต้องใช้ปั__า+ครูบาอาจารย์

กระเจียว
20-09-2004, 02:28 AM
ทำไมคะ

WebSnow
20-09-2004, 05:39 AM
Originally posted by กระเจียว
ทำไมคะ

http://www.guardinguk.co.uk/palungjit/board/showthread.php?postid=133

WebSnow
20-09-2004, 06:00 AM
มโนมยิทธิจะเป็นดาบสองคม ก็ต่อเมื่อผู้ฝึกมีความเข้าใจและปฏิบัติไม่ถูกต้องตามหลักสูตรของมโนมยิทธิ

ถ้าฝึกมโนมยิทธิจนสำเร็จถึงขั้นสูงสุด(นิพพาน) จะไม่เป็นดาบสองคมสำหรับผู้ฝึก

********************************************************
มโนมยิทธิ คือฤทธิ์ทางใจหรืออภิ__าเล็ก เป็นวิชาพื้นฐานที่รวม สมถกับวิปัสนะไว้ด้วยกัน และทำให้ผู้ฝึกได้มีความสามารถพิสูจน์เห็นอะไรต่างๆได้ด้วยตัวเอง จนไปถึงจุดที่ว่าใช้วิปัสนา_าณตัดกิเลสจนบรรลุอรหันต์

********************************************************

ต่อจากหัวข้อกระทู้

คมที่1 ที่ยกมาดังกระทู้ คือ ผู้ฝึกยังไม่เข้าใจและไม่สามารถปฏิบัติตามหลักสูตรมโนมยิทธิได้ ตามหลักสูตรจริงๆไม่ได้สอนให้ยึดมั่นถือมั่นหรือมีอัตตา

คมที่2คือตามหลักสูตร เป็นผลดี

WebSnow
20-09-2004, 06:23 AM
ไม่เห็นด้วยกับตรงที่ว่า

"แสดงออกถึงความอยากรู้ อยากเห็น อยากทราบในชาตินี้ ชาติหน้า ชาติก่อนของตนเองเป็นอย่างไร เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังถือว่าไม่ประกอบไปด้วยสัมมาทิฏฐิ"

ผมคิดว่าการรู้เห็น ธรรมชาติที่ว่า ชาตินี้ ชาติหน้า ของตัวเอง หรืออดีตชาติ ของตัวเองถือว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ
เช่นอย่างน้อยเราก็จะได้มีความรู้และคลายสงสัยได้พิสูจน์ด้วยตัวเองเช่น เรื่อง อดีตชาติ และชาติหน้ามีจริง ตามที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ กฏแห่งกรรมมีจริง กรรมจากอดีตสามารถส่งมาถึงปัจจุบันและอนาคต
และสามารถเอาความรูตรงนี้ไปพิจารณาตามกฏของไตรลักษณ์ในขั้นวิปัสนาได้

อย่าลืมนะว่าบางคนยังเชื่อว่า ไม่มีอดีตชาติและไม่มีชาติหน้า นี่ไม่ใช่สัมมาทิฏฐิ

คนเก่า
20-09-2004, 08:50 AM
การจะทรงอารมณ์จนบังเกิดผลตามที่ท่านสอน ต้องทรงศีล ทรงพรหมวิหารสี่ และวิปัสสนา_าณ ฉะนั้นเท่ากับว่าถ้าทำได้ ก็ไม่มีโทษ เพราะอารมณ์เป็นกุศลหนัก

พวกที่เป็นโทษ คือ ทำไม่ได้ หรือทำได้แล้วไม่รักษาอารมณ์ เสื่อมไป อย่างนี้โทษวิชชาของพระก็ไม่ถูก เพราะไม่ได้ปฏิบัติตามที่ท่านสอน ย่อมเป็นโทษแก่ตนเป็นธรรมดา เช่นเดียวกับการไม่รักษาศีล 5 แล้วได้รับโทษต่างๆนานา แล้วโทษพระว่าที่ท่านสอนให้รักษาศีล 5 นั้นเป็นดาบสองคม จะถูกหรือ

นายฉิม
20-09-2004, 10:38 AM
มโนมยิทธินี่ มันต้องฝึกยังไงครับ

คนเก่า
20-09-2004, 12:15 PM
มีรายละเอียดปลีกย่อยมากครับ บอกพอสังเขปก็เกรงว่าอาจไม่เป็นผลดี เอาเป็นว่าขอรบกวนอ่านเอง เช่น จาก http://www.praruttanatri.com/ และ link ที่จะพบในเว็บนั้น

แล้วค่อยมาถามในรายละเอียดนะครับ

โปรดสังวรก่อนว่า พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานเถระ เป็นพระอาจารย์องค์หนึ่งที่

คนเก่า
20-09-2004, 12:21 PM
โปรดสังวรก่อนว่า พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานเถระ เป็นพระสงฆ์องค์หนึ่งที่แม้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชศรัทธามาก

ฉะนั้นเมื่ออ่านพบสิ่งใดที่ดูอัศจรรย์เกินกว่าใจจะยอมรับ ก็อย่าเพิ่งปรามาส ถ้าต้องการรู้จริง ก็ควรศึกษาเปรียบเทียบกับพระไตรปิฎก ตลอดจนคัมภีร์พระอรรถคาถาที่รู้จักยอมรับแพร่หลายก่อน

register
21-09-2004, 08:11 AM
โมทนาครับคุณคนเก่า

telwada
21-09-2004, 06:20 PM
ฤทธิ์ทางใจ ไม่ใช่ดาบสองคม เพราะ ความมีฤทธิ์ทางใจนั้น เป็นเพียงผลพลอยได้ของการฝึกตนเพื่อการหลุดพ้น
ซึ่งในทางที่เป็นจริงแล้ว การฝึกตนเพื่อให้บรรลุนิพพาน หากรู้ไม่จริง หรือรู้ไม่ถูกต้อง ก็ย่อมสามารถทำให้เกิดอันตรายได้ ขอรับ

ริชาร์ด เกียร์หัก
24-09-2004, 12:53 AM
หากไม่มีสติ ปั__าไม่พอ ก็เอาสิ่งที่ได้มาจากมโนมยิทธิ มาสร้างกิเลสตัณหาให้ตนเอง นี่แหล่ะครับ คมของมัน แทงเจ้าของแทงคนอื่น หรือจะช่วยเจ้าช่วยคนอื่น ก็สุดแล้วแต่

นายฉิม
24-09-2004, 08:39 AM
ขอบคุณ คุณกรุงเก่าที่ให้ข้อมูลครับ หุหุ

อุปมาดั่งท่อนซุง
26-09-2004, 03:43 PM
ท่อนซุงน้อยให_่
ลอยในห้วงนที
จากลำน้ำสายนั้นสายนี้
แต่ทุกที่ไหลลงบรรจบกัน
เรานั้นเป็นดั่งท่อนซุง
ลอยไร้มุ่งลงสู่ทะเล
บ้างคลื่นซัดโซเซ
บ้างเถลเปเกยฝั่ง
แต่หากใจยังมุ่งมั่น
ทะเลฝันซักวันคงเป็นจริง

วิษณุ12
18-11-2008, 09:53 PM
ความเห็นผม...จะฝึกอะไรก้ได้ขอให้มีสติ... ถ้ารู้ว่าอะไรคือวิปัสนาแล้วจะฝึกอะไรก็ง่าย..แต่ถ้าไม่รู้ว่าอะไรคือวิปัสนา ..ก็จะเพี้ยนหลงทาง...ก่อนพุธกาลมีผู้ฝึกได้สมาบัติ 8 เยอะ แต่ก็ยังไม่บรรลุธรรมเพราะเป็นการทำ (เป็นการทำ ) แต่พอมีพระพุธเจ้ามาสอน..จึงมีวิปัสนา...ตัววิปัสนา ทำให้นิพพานได้ หากบุคคลเข้าใจถึงวิปัสนา..ก็จะเข้าใจถึงนิพพาน... การเพ่ง จ้อง การบังคับจิต เป็น สมถะ...ไม่ใช่วิปัสนา..การพิจารณาก็เป็นการเพ่ง จ้อง จดจ่อซึ่ง เป็น สมถะ...วิปัสนาไม่ใช่การบังคับจิตแต่ปล่อยให้เป็นไปโดยธรรมชาติ ดูไปเรื่อยๆดูจนเกิดสติตื่นกลายเป็นผู้รู้ ผู้รู้ก็รู้ไปเรื่อยๆ เนืองๆจนมีกำลังมาก กลายเป็นมหาสติ ..มหาสติ เข้ามากๆๆ ก็แก่กล้าเองไปเรื่อยๆๆ จนฟักออกจากไข่..การที่ไม่หันมาดูกายดูใจตัวเองก็จะไม่รู้จักตัวเอง..การที่เราหันมาดูกายดูใจตัวเอง..ก็จะรู้กายรู้ใจคนอื่น..........หากไม่เข้าใจวิปัสนาก็มีแต่หลงทางครับ

Phanudet
18-11-2008, 10:37 PM
ปัญหาโลกแตกของผู้ที่ยังไม่รู้แล้วตู่ความ........


พระสูตร<O:p</O:p
ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค<O:p</O:p
สามัญญผลสูตร<O:p</O:p
เรื่อง พระเจ้าอชาตศัตรู<O:p</O:p
พระไตรปีฎกภาษาไทย ฉบับหลวง พ.ศ. ๒๕๒๕<O:p</O:p
เล่ม ๙ ข้อ ๙๑ - ๑๔๐ หน้า ๔๕ – ๗๙<O:p></O:p>
{น.๗๒}วิชชา ๘
วิปัสสนาญาณ
[๑๓๑] ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อนควรแก่การงานตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อญาณทัสนะเธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า กายของเรานี้แลมีรูป ประกอบด้วยมหาภูต ๔ เกิดแต่มารดาบิดาเติบโตขึ้นด้วยข้าวสุกและขนมสด ไม่เที่ยง ต้องอบ ต้องนวดฟั้นมีอันทำลายและกระจัดกระจายเป็นธรรมดา และวิญญาณของเรานี้ ก็อาศัยอยู่ในกายนี้เนื่องอยู่ในกายนี้
ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนแก้วไพฑูรย์อันงามเกิดเองอย่างบริสุทธิ์ แปดเหลี่ยม นายช่างเจียระไนดีแล้ว สุกใสแวววาวสมส่วนทุกอย่าง มีด้ายเขียวเหลืองแดงขาวหรือนวลร้อยอยู่ในนั้นบุรุษมีจักษุจะพึงหยิบแก้วไพฑูรย์นั้น วางไว้ในมือแล้วพิจารณาเห็นว่าแก้วไพฑูรย์นี้งาม เกิดเองอย่างบริสุทธิ์ แปดเหลี่ยม นายช่างเจียระไนดีแล้วสุกใสแวววาว สมส่วนทุกอย่าง มีด้ายเขียว เหลือง แดงขาวหรือนวลร้อยอยู่ในแก้วไพฑูรย์นั้นฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อนควรแก่การงาน ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อญาณทัสนะ เธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่ากายของเรานี้แลมีรูป ประกอบด้วยมหาภูต ๔ เกิดแต่มารดาบิดาเติบโตขึ้นด้วยข้าวสุกและขนมสด ไม่เที่ยง ต้องอบ ต้องนวดฟั้นมีอันทำลายและกระจัดกระจายเป็นธรรมดา และวิญญาณของเรานี้ก็อาศัยอยู่ในกายนี้เนื่องอยู่ในกายนี้
ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ทั้งดียิ่งกว่าทั้งประณีตกว่าสาม้ญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ


มโนมยิทธิญาณ
[๑๓๒]ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลสอ่อนควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อนิรมิตรูปอันเกิดแต่ใจ คือนิรมิตกายอื่นจากกายนี้มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง
ดูกรมหาบพิตรเปรียบเหมือนบุรุษจะพึงชักไส้ ออกจากหญ้าปล้อง เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่านี้หญ้าปล้อง นี้ไส้ หญ้าปล้องอย่างหนึ่ง ไส้อย่างหนึ่งก็แต่ไส้ชักออกจากหญ้าปล้องนั่นเอง อีกนัยหนึ่งเปรียบเหมือนบุรุษจะพึงชักดาบออกจากฝัก เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า นี้ดาบ นี้ฝัก {น.๗๓} ดาบอย่างหนึ่ง ฝักอย่างหนึ่ง ก็แต่ดาบชักออกจากฝักนั่นเอง อีกนัยหนึ่งเปรียบเหมือนบุรุษ จะพึงชักงูออกจากคราบ เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า นี้งู นี้คราบงูอย่างหนึ่ง คราบอย่างหนึ่ง ก็แต่งูชักออกจากคราบนั่นเอง ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแลเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้วไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อนควรแก่การงานตั้งมั่นไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อนิรมิตรูปอันเกิดแต่ใจคือนิรมิตกายอื่นจากกายนี้ มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วนมีอินทรีย์ไม่บกพร่อง
ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ทั้งดียิ่งกว่าทั้งประณีตกว่าสาม้ญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ

อิทธิวิญญาณ
[๑๓๓]ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลสอ่อนควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออิทธิวิธีเธอบรรลุอิทธิวิธีหลายประการ คือ คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้หายก็ได้ ทะลุฝากำแพงภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นดำลงแม้ในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้เดินบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได้ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากด้วยฝ่ามือก็ได้ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้
ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนช่างหม้อหรือลูกมือของช่างหม้อผู้ฉลาด เมื่อนวดดินดีแล้ว ต้องการภาชนะชนิดใด ๆพึงทำภาชนะชนิดนั้น ๆ ให้สำเร็จได้ อีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนช่างงาหรือลูกมือของช่างงาผู้ฉลาด เมื่อแต่งงาดีแล้ว ต้องการเครื่องงาชนิดใด ๆพึงทำเครื่องงาชนิดนั้น ๆ ให้สำเร็จได้ อีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนช่างทองหรือลูกมือของช่างทองผู้ฉลาด เมื่อหลอมทองดีแล้ว ต้องการทองรูปพรรณชนิดใด ๆพึงทำทองรูปพรรณชนิดนั้น ๆ ให้สำเร็จได้ ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแลเมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อนควรแก่การงานตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออิทธิวิธีเธอบรรลุอิทธิวิธีหลายประการ คือ คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้หายก็ได้ ทะลุฝากำแพงภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นดำลงแม้ในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้เดินบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไป{น.๗๔}ในอากาศเหมือนนกก็ได้ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากด้วยฝ่ามือก็ได้ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้
ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ทั้งดียิ่งกว่าทั้งประณีตกว่าสาม้ญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ

ทิพโสตญาณ
[๑๓๔]ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลสอ่อนควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อทิพยโสตธาตุเธอย่อมได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือเสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ทั้งที่อยู่ไกลและใกล้ด้วยทิพยโสตธาตุอันบริสุทธิ์ล่วงโสตของมนุษย์
ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษเดินทางไกลเขาจะพึงได้ยินเสียงกลองบ้าง เสียงตะโพนบ้าง เสียงสังข์บ้าง เสียงบัณเฑาะว์บ้างเสียงเปิงมางบ้าง เขาจะพึงเข้าใจว่า เสียงกลองดังนี้บ้าง เสียงตะโพนดังนี้บ้างเสียงสังข์ดังนี้บ้าง เสียงบัณเฑาะว์ดังนี้บ้าง เสียงเปิงมางดังนี้บ้าง ฉันใดภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลสอ่อนควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อทิพยโสตธาตุเธอย่อมได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือเสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ทั้งที่อยู่ไกลและใกล้ด้วยทิพยโสตธาตุอันบริสุทธิ์ล่วงโสตของมนุษย์
ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ทั้งดียิ่งกว่าทั้งประณีตกว่าสาม้ญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ

เจโตปริยญาณ
[๑๓๕]ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลสอ่อนควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อเจโตปริยญาณเธอย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่นด้วยใจ คือ จิตมีราคะ ก็รู้ว่าจิตมีราคะหรือจิตปราศจากราคะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะ ก็รู้ว่าจิตมีโทสะหรือจิตปราศจากโทสะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะ ก็รู้ว่าจิตมีโมหะหรือจิตปราศจากโมหะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่ ก็รู้ว่าจิตหดหู่หรือจิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหรรคต ก็รู้ว่าจิตเป็นมหรรคตหรือจิตไม่เป็นมหรรคต ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นมหรรคต จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิหรือจิตไม่เป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตหลุดพ้นหรือจิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น
{น.๗๕} ดูกรมหาบพิตรเปรียบเหมือนหญิงสาวชายหนุ่ม ที่ชอบการแต่งตัว เมื่อส่องดูเงาหน้าของตนในกระจกอันบริสุทธิ์สะอาด หรือในภาชนะน้ำอันใส หน้ามีไฝ ก็จะพึงรู้ว่าหน้ามีไฝหรือหน้าไม่มีไฝ ก็จะพึงรู้ว่าหน้าไม่มีไฝ ฉ้นใด ภิกษุก็ฉันนั้นแลเมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อนควรแก่การงานตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไป เพื่อเจโตปริยญาณเธอย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่นด้วยใจ คือ จิตมีราคะ ก็รู้ว่าจิตมีราคะหรือจิตปราศจากราคะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะ ก็รู้ว่าจิตมีโทสะหรือจิตปราศจากโทสะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะ ก็รู้ว่าจิตมีโมหะหรือจิตปราศจากโมหะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่ ก็รู้ว่าจิตหดหู่หรือจิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหรรคต ก็รู้ว่าจิตเป็นมหรรคตหรือจิตไม่เป็นมหรรคต ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นมหรรคต จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตหลุดพ้นหรือจิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น
ดูกรมหาบพิตรนี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ทั้งดียิ่งกว่าทั้งประณีตกว่าสาม้ญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ

ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ
[๑๓๖]ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลสอ่อนควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อบุพเพนิวาสานุสสติญาณ เธอย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้างสิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้างร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้างตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้างในภพโน้นเรามีชื่ออย่างนั้น เรามีโคตรอย่างนั้น เรามีผิวพรรณอย่างนั้นเรามีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้น ๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้นครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้น เราก็ได้มีชื่ออย่างนั้นมีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้น ๆมีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้มาเกิดในภพนี้เธอย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศด้วยประการฉะนี้
ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงจาก{น.๗๖}บ้านตนไปบ้านอื่นแล้ว จากบ้านนั้นไปยังบ้านอื่นอีก จากบ้านนั้นกลับมาสู่บ้านของตนตามเดิมเขาจะพึงระลึกได้อย่างนี้ว่า เราได้จากบ้านของเราไปบ้านโน้น ในบ้านนั้นเราได้ยืนอย่างนั้น ได้นั่งอย่างนั้น ได้พูดอย่างนั้น ได้นิ่งอย่างนั้นเราได้จากบ้านแม้นั้นไปยังบ้านโน้น แม้ในบ้านนั้น เราก็ได้ยืนอย่างนั้นได้นั่งอย่างนั้น ได้พูดอย่างนั้น ได้นิ่งอย่างนั้น แล้วเรากลับจากบ้านนั้นมาสู่บ้านของตนตามเดิมดังนี้ ฉันใด ภิกษุก็นฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลสปราศจากอุปกิเลส อ่อนควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อบุพเพนิวาสานุสสติญาณ เธอย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้างสิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้างร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้างตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้างในภพโน้นเรามีชื่ออย่างนั้น เรามีโคตรอย่างนั้น เรามีผิวพรรณอย่างนั้นเรามีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้น ๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้นครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้ไป เกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้น เราก็ได้มีชื่ออย่างนั้นมีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้น ๆมีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้มาเกิดในภพนี้เธอย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศด้วยประการฉะนี้
ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ทั้งดียิ่งกว่าทั้งประณีตกว่าสาม้ญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ

จุตูปปาตญาณ
[๑๓๗]ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลสอ่อนควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อรู้จุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย เธอเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลวประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมว่าสัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจ้าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตกเขาย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนสัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริตวจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตกเขาย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดังนี้ เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติกำลังอุปบัติ{น.๗๗} เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยากด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ด้วยประการฉะนี้เปรียบเหมือนปราสาทตั้งอยู่ ณ ทาง ๓ แพร่ง ท่ามกลางพระนครบุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่บนปราสาทนั้น จะพึงเห็นหมู่ชนกำลังเข้าไปสู่เรือนบ้างกำลังออกจากเรือนบ้าง กำลังสัญจรเป็นแถวอยู่ในถนนบ้าง นั่งอยู่ที่ทาง ๓แพร่งท่ามกลางพระนครบ้าง เขาจะพึงรู้ว่า คนเหล่านี้เข้าไปสู่เรือนเหล่านี้ออกจากเรือน เหล่านี้สัญจรเป็นแถวอยู่ในถนน เหล่านี้นั่งอยู่ที่ทาง ๓แพร่งท่ามกลางพระนครฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ ผ่องแผ้วไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลสอ่อนควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อ รู้จุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลายเธอเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลวประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทรามได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมว่า สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายทุจริตวจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฏฐิยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงอบายทุคติ วินิบาต นรก ส่วนสัตว์เหล่านี้ประกอบ ด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริตไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดังนี้เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดีมีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ด้วยประการฉะนี้
ดูกรมหาบพิตรนี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ทั้งดียิ่งกว่าทั้งประณีตกว่าสาม้ญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ

อาสวักขยญาณ
[๑๓๘]ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลสอ่อนควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณย่อมรู้ชัดตามเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธนี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เหล่านี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธนี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา เมื่อเธอรู้เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้นแม้จากกามาสวะแม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณว่าหลุดพ้นแล้วรู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่น{น.๗๘} เพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนสระน้ำบนยอดเขาใสสะอาดไม่ขุ่นมัว บุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่บนขอบสระนั้น จะพึงเห็นหอยโข่งและหอยกาบต่าง ๆบ้าง ก้อนกรวดและก้อนหินบ้าง ฝูงปลาบ้าง กำลังว่ายอยู่บ้าง หยุดอยู่บ้าง ในสระน้ำเขาจะพึงคิดอย่างนี้ว่า สระน้ำนี้ใสสะอาด ไม่ขุ่นมัว หอยโข่งและหอยกาบต่าง ๆ บ้างก้อนกรวดและก้อนหินบ้าง ฝูงปลาบ้าง กำลังว่ายอยู่บ้าง กำลังหยุดอยู่บ้างในสระน้ำนั้น ดังนี้ ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้วไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อนควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ ย่อมรู้ชัดตามเป็นจริงว่า นี้ทุกข์นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เหล่านี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัยนี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา เมื่อเธอรู้เห็นอย่างนี้จิตย่อมหลุดพ้นแม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้วก็มีญาณว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี
ดูกรมหาบพิตรนี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่าทั้งประณีตกว่าสาม้ญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ

พระเจ้าอชาตศัตรูแสดงพระองค์เป็นอุบาสก
[๑๓๙]เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว พระเจ้าแผ่นดินมคธ พระนามว่า อชาตศัตรูเวเทหิบุตร ได้กราบทูลพระดำรัสนี้ กะพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนักเปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทางหรือส่องประทีปในที่มืด ด้วยคิดว่า ผู้มีจักษุจักเห็นรูปดังนี้ ฉันใดพระผู้มีพระภาคทรงประกาศพระธรรมโดยอเนกปริยาย ฉันนั้น เหมือนกันข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันนี้ขอถึงพระผู้มีพระภาค พระธรรมและภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงจำหม่อมฉันว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โทษได้ครอบงำหม่อมฉัน ซึ่งเป็นคนเขลาคนหลง ไม่ฉลาด หม่อมฉันได้ปลงพระชนมชีพพระบิดาผู้ดำรงธรรม เป็นพระราชาโดยธรรมเพราะเหตุแห่งความเป็นใหญ่ {น.๗๙}ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงรับทราบความผิดของหม่อมฉันโดยเป็นความผิดจริง เพื่อสำรวมต่อไป
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า จริง จริงความผิดได้ครอบงำมหาบพิตร ซึ่งเป็นคนเขลา คนหลง ไม่ฉลาดมหาบพิตรได้ปลงพระชนมชีพพระบิดาผู้ดำรงธรรม เป็นพระราชาโดยธรรมเพราะเหตุแห่งความเป็นใหญ่ แต่เพราะมหาบพิตร ทรงเห็นความผิดโดยเป็นความผิดจริงแล้วทรงสารภาพตามเป็นจริง ฉะนั้นอาตมภาพ ขอรับทราบความผิดของมหาบพิตรก็การที่บุคคลเห็นความผิดโดยเป็นความผิดจริง แล้วสารภาพตามเป็นจริงรับสังวรต่อไปนี้เป็นความชอบในวินัยของพระอริยเจ้าแล
[๑๔๐]เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท้าวเธอได้กราบทูลลาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันขอทูลลาไปในบัดนี้ หม่อมฉันมีกิจมาก มีกรณียะมากพระผู้มีพระภาคตรัสว่า ขอมหาบพิตรทรงสำคัญเวลา ณ บัดนี้เถิด ครั้งนั้นแลพระเจ้าแผ่นดินมคธพระนามว่า อชาตศัตรู เวเทหิบุตรทรงเพลิดเพลินยินดีภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้ว เสด็จลุกจากอาสนะถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทรงกระทำประทักษิณแล้วเสด็จไป เมื่อท้าวเธอเสด็จไปไม่นานพระผู้มีพระภาคตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายพระราชาพระองค์นี้ถูกขุดเสียแล้ว พระราชาพระองค์นี้ถูกขจัดเสียแล้วหากท้าวเธอจักไม่ปลงพระชนมชีพพระบิดา ผู้ดำรงธรรม เป็นพระราชาโดยธรรมไซร้ ธรรมจักษุปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน จักเกิดขึ้นแก่ท้าวเธอ ณ ที่ประทับนี้ทีเดียวพระผู้มีพระภาคได้ตรัสคำเป็นไวยากรณ์นี้แล้วภิกษุเหล่านี้นชื่นชมยินดีภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้วแล<O:p</O:p
__________________<O:p></O:p>
<O:p> เรียนท่านผู้รู้ ช่วยตอบหน่อยว่าพระคำนี้ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า</O:p>

tummaism
19-11-2008, 04:25 AM
เมื่อได้เเล้วควรวางอย่างเดียวครับ ถึงยังไม่ได้ก็ควรวางมันเอาไว้ ได้รู้ ได้เห้นเพียงพอเเล้ว อย่าไปหลงกับมัน ไม่อย่างงั้น จะนิพพานไม่ได้ครับ

nuttadet
19-11-2008, 06:16 AM
มโนมยิทธิ คือวิชาที่ทำให้เราสัมผัสกับพระ อย่าคิดว่าเป็นเพียงวิชชาเพื่อไปเที่ยวสนุก

เห็นนรก สวรรค์ อดีต อนาคต ซิครับ เมื่อลมหายใจสุดท้าย เรามโนฯ ขึ้นไปกราบพระ

เท่านี้เราก็ไปสุขคติภูมิ ไม่ลงอบายภูมิแล้วครับ

การจะเรียนอะไรก็แล้วแต่ ผู้ฝึกแน่นอนย่อมไม่รู้เรื่องสัมมาทิษฐิ

แต่ผู้สอนถ้าไม่ได้ตั้งมั่นในสัมมาทิษฐิแล้ว จะสอนให้ผู้เรียนรู้จักสัมมาทิษฐิ ได้อย่างไร

วิชาการเรียนรู้ปฏิบัติ ทั้งหลาย ล้วนดี แต่ผู้ถ่ายทอด ถ้าไม่ได้คงไว้ซึ่งสัมมาทิษฐิแล้ว

ต่อให้วิชชานั้นดีเลิศเพียงใด สุดท้าย ก็เป็นวิชชาเพื่อใช้ไปในทางที่ไม่ดี เท่านั้นแล

ชนะ สิริไพโรจน์
19-11-2008, 09:37 AM
การฝึกมโนมยิทธิ" นั้นเปรียบเสมือนกับดาบสองคม หมายถึง

"คมที่ ๑" ถ้าผู้ฝึกไม่ประกอบไปด้วยสัมมาทิฏฐิ การฝึกนั้นจะทำให้เกิดความยึดมั่น ถือมั่นในอัตตาของสวรรค์ วิมาน ภพ สิ่งที่รับรู้ต่างๆ แล้วทำให้มองไม่เห็น หรือเข้าใจในหลักธรรมชาติ อันเป็นไปในรูปของกระแส อาศัยกันและกันตามเหตุปัจจัย ย่อมมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปได้...

"คมที่ ๒" ส่วนผู้ที่ฝึกมโนมยิทธิ อันประกอบไปด้วยสัมมาทิฏฐิ ประกอบไปด้วยปั__า ฝึกโดยให้เห็นถึงสภาวะธรรม หลักไตรลักษณ์ หลักกรรม หลักปฏิจสมุปบาท แล้ว การฝึกนั้นย่อมอำนวย ส่งเสริมให้เกิดปั__ารู้แจ้งอริยสัจจ์ เบื่อหน่ายคลายกำหนัด ไม่ยึดมั่นถือมั่นในภพ ภูมิใดๆ ชาตินี้ ชาติหน้า ชาติก่อน เป็นไปเพื่อมรรคผลนิพพานตรงตามจุดมุ่งหมายของพระพุทธศาสนา

ดังนั้น คุณต้องเข้าใจถึงสิ่งที่คุณกำลังจะฝึกเสียก่อนว่าจุดมุ่งหมายที่แท้คืออะไร การฝึกนั้นเป็นไปเพื่อละสังโยชน์หรือไม่ แล้วคุณเองฝึกโดยมีเจตนาอย่างใด ประกอบไปด้วยสัมมาทิฏฐิหรือไม่ จึงค่อยเริ่มฝึก เริ่มลงมือปฏิบัติ...

ถ้อยคำที่แสดงให้เห็นถึงความมีตัวตน ยังยึดติดในภาวะตัวตนนั้น เราจะเห็นอยู่ได้มากมาย เช่น แสดงออกถึงความอยากรู้ อยากเห็น อยากทราบในชาตินี้ ชาติหน้า ชาติก่อนของตนเองเป็นอย่างไร เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังถือว่าไม่ประกอบไปด้วยสัมมาทิฏฐิ ยังยึดติดในความมีตัวตน ของตนอยู่ คุณจึงควรเปลี่ยนความคิดเห็นเสียใหม่ มองไปในรูปของกระแสว่า "เพราะสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้จึงเกิด เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ" ตามที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ในพระไตรปิฏก อย่าไปมองในรูปของความมีตัวตนเลย เพราะเนื่องจากตัวเราแท้จริงไม่มีอยู่ ตัวเราเป็นเพียงแค่สมมุติ เป็นไปในรูปของกระแสธรรม วัฏจักรเท่านั้น เมื่อไม่มีตัวเราที่แท้แล้ว เราจะเอาอดีตชาติ ชาตินี้ ชาติหน้าของตัวเรามาจากไหนเล่า...


เรียน ท่านเจ้าของกระทู้ ขอโมทนาในส่วนที่มีเจตนาดี และต้องขออภัยที่จะต้องมีการติติงกันบ้าง เพื่อความถูกต้อง
ผมไม่ทราบว่าตัวท่านเอง เคยฝึกมโนมยิทธิหรือไม่ และฝึกได้หรือเปล่า
เพราะตามที่พูดมา ถ้ามีความเห็นแบบท่านไม่น่าจะเคยฝึก หรือฝึกแต่ฝึกไม่ได้
เพราะถ้าเคยฝึกและฝึกได้คงไม่มาพูดผิดๆ แบบนี้
ความหวังดีที่ไม่รู้จริง นำคำแนะนำผิดๆ มาทำให้คนอื่นรู้ผิด เห็นผิด มันมีโทษ
และบางคำบางประโยคที่ท่านได้นำมาโพส มันเป็นมิจฉาทิฏฐิ
ฉะนั้น ก่อนจะคิด จะทำอะไร น่าจะพิจารณาให้ถ่องแท้ว่าเรารู้จริงหรือไม่
จากความเห็นของคุณที่ผมยกมาและใช้อักษรสีแดง มันเป็นความเห็นที่เป็นมิจฉาทิษฐิ
แค่คำว่าไม่มีตัวตน คุณก็เข้าใจผิดแล้ว ถ้าไม่มีตัวตนแล้วใครที่มาโพสกระทู้นี้
ที่ถูกต้อง ใช้คำว่า ไม่ใช่ตัวตน คุณลองไปอ่านธรรมะของหลวงปู่เปรมอยู่ในกระทู้แนะนำของห้องพระพุทธศาสนา
แค่คำสองคำ คุณอย่าคิดว่าไม่สำคัญนะครับ ไม่มี กับ ไม่ใช่ ความหมายมันแตกต่างกันมากมาย โดยเฉพาะ
เมื่อนำมาผสมกับคำว่า "ตัวตน" ถ้าเข้าใจผิดก็จะกลายเป็นมิจฉาทิฏฐิ ซึ่งเป็นอันตรายมากต่อผู้ปฏิบัติธรรม
ลองไปอ่านกระทู้ธรรมะของหลวงปู่เปรมดูครับ

และที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อนำวิชามโนมยิทธิมาสอน จุดประสงค์สำคัญคือ
ต้องการให้พิศูจน์คำสอนของพระพุทธเจ้าว่า สวรรค์ นรก พรหม นิพพาน เป็นสิ่ง
ที่มีจริง เป็นจริง และท่านก็ไม่ได้สอนให้ยึดติด ก่อนฝึกท่านก็สอนให้ตัดขันธ์ ๕
พิจารณาให้เห็นทุกข์ที่เกิดจากการมีขันธ์ ๕ การฝึกระลึกชาติท่านก็ไม่ได้สอน
ให้ไปยึ่ดติดอะไร แต่ให้ดูให้เห็นตามความเป็นจริงของการเกิด ไม่ว่าจะเป็นราชา
มหากษัตริย์ เศรษฐี ยาจก ก็ไม่พ้นกฏของไตรลักษณื ทุกคนเกิดมาก็ต้องแก่ เจ็บ
และตายในที่สุด ท่านให้ดูว่าตายแล้วเอาอะไรไปได้ใหม ทรัพย์สินทั้งหลายก็ต้อง
ทิ้งไว้ในโลก มีแต่บุญและบาปที่ติดตามไป

คุณลองอ่านธรรมะของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ
ที่ผมนำมาให้อ่านและพิจารณา ผมยกมาเพียงบางส่วน
จากโพสของคุณ uncle jing

การฝึก มโนมยิทธิ นี่ ถ้าพูดกันตามหลักสูตรจริงๆ ละก็ ถือเป็นของที่ยากมาก เพราะว่าเป็นอภิญญา อภิญญา ก็ดี วิชชาสาม ก็ดี จัดว่าเป็นหลักสูตรที่ยากอย่างยิ่ง คือว่าถึงแม้ว่าถ้าหลักสูตรนี้ยาก

ถ้าเราทำได้ก็สามารถที่จะบรรลุมรรคผลได้โดยรวดเร็ว เพราะว่าเป็นเครื่องมือสำหรับตัดกิเลสได้อย่างชัดเจน

ซึ่งการปฏิบัติแบบนี้มีผลดีกว่าแบบ สุกขวิปัสสโก

แบบสุกขวิปัสสโก

สำหรับการปฏิบัติในด้าน สุกขวิปัสสโก นี่ เราทำไปแต่ว่าเราไม่เห็นอะไรเลย มันก็แบบเดียวกับคนดำน้ำ ดำน้ำนี่เราเห็นอะไรชัดไม่ได้ ข้อนี้ฉันใด การปฏิบัติแบบ สุกขวิปัสสโก ก็สามารถเป็น พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ได้

แต่ว่าความมั่นใจของเราไม่มี ต้องมีอารมณ์ที่มีความเข้มแข็งเชื่อมั่นจริงๆ จึงจะบรรลุได้


แบบวิชาสามและอภิญญา

สำหรับด้าน วิชชาสาม ก็ดี อภิญญา ก็ดี นี่เราเห็น เราสามารถที่จะเห็นนรก เห็นเปรต เห็นอสุรกาย เห็นสัตว์เดรัจฉาน เห็นสัมภเวสี เห็นเทวดา เห็นพรหม แล้วก็เห็นนิพพาน

วิชามโนมยิทธิควรใช้เพื่อตัดกิเลส

ในเมื่อเราสามารถจะเข้าถึงนิพพาน ก็จงมีความภูมิใจว่า ถ้าเราไม่เลวเกินไปชาตินี้ เราก็ไปพระนิพพานได้ ที่ว่าไม่เลวเกินไป ก็เพราะอะไร
เพราะว่าที่เลวเกินไป ก็หมายถึงว่า

เป็นคนที่มีความประมาท

อีกประการหนึ่ง เอาวิชาความรู้ประเภทนี้ไปเที่ยวอวดชาวบ้าน เที่ยวไปเป็นหมอดูบ้าง อวดชาวบ้าน ว่าฉันเห็นนั่นเห็นนี่บ้าง

ถ้าอวดแบบนี้มีสิทธิ์พลาดพลั้ง

ถ้าทรุดตัวเมื่อไหร่ การตีตัวขึ้นเป็นของยาก

ทั้งนี้ก็เพราะว่า เราตกอยู่ในความประมาท ถ้าตกอยู่ในความประมาทเมื่อไหร่ ก็แสดงว่านิวรณ์ก็กินใจเราเมื่อนั้น ในเมื่อนิวรณ์กินใจ ทุกคนมีหวังลงนรก

ถ้าหากบรรดาท่านพุทธบริษัทที่ทำได้แล้ว ก็จงควบคุมใจว่าการเห็นนรกได้ เห็นเปรต เห็นอสุรกาย เห็นสัมภเวสี เห็นสวรรค์ เห็นพรหม และเห็นนิพพานได้ การเห็นนี่ยังดีไม่พอ

เพราะว่าการเห็นและการไปได้เราอาศัยฌานโลกีย์ แต่ในช่วงนั้นเรามีวิปัสสนาญาณพอสมควร สามารถตัดขันธ์ ๕ ได้ชั่วขณะหนึ่งเราจึงไปได้

ใครคืออาจารย์ที่ไม่ใช่มนุษย์

ในเมื่อเราไปได้แล้วก็ต้องรักษาความดีเอาไว้ เพราะว่าการปฏิบัติแบบนี้เราสามารถจะได้อาจารย์ที่ไม่ใช่มนุษย์

คำว่า “อาจารย์ที่ไม่ใช่มนุษย์” นั่นก็คือ พระพุทธเจ้า

ถ้ามีการขัดข้องอะไรเกี่ยวกับผลของการปฏิบัติ เราขึ้นไปทูลถามพระองค์เอง พระองค์ก็จะตรัสมาโดยเฉพาะกับกิจที่เราจะพึงทำ และตรงกับอารมณ์จิตของเรา

ในเมื่อได้รับคำสอนนั้นแล้วอย่างไหนต้องปฏิบัติให้ได้ จงตั้งใจว่า

“คำว่าไม่สามารถ จะต้องไม่มีในชีวิตเรา”

แล้วประการที่ ๒ ที่เราจะลืมไม่ได้นั่นก็คือว่า

เราจะไม่ห่วงร่างกายของเรา
เราไม่ห่วงร่างกายของบุคคลอื่น
เราไม่ห่วงทรัพย์สินใดๆ
เพราะสิ่งทั้งหลายเหล่านี้
ถ้าเราห่วงถึงเวลาที่มันจะตาย ก็ไม่มีประโยชน์ในการห่วง

คนที่ตายทุกคนไม่มีใครแบกเอาร่างกายไปด้วย
ไม่มีใครแบกพี่ แบกน้อง แบกพ่อ แบกแม่ แบกผัว แบกเมีย แบกลูก แบกหลานไปด้วย
และทรัพย์สินต่างๆ ที่เรามีอยู่ ก็ไม่มีโอกาสที่จะแบกได้

สิ่งที่จะแบกไปได้นั่นก็คือ
ความดีกับความชั่ว


ถ้าต้องการอ่านเพิ่มเติมกรุณาไปที่ลิงค์นี้ครับ
http://board.palungjit.com//showthread.php?t=152763


http://www.bloggang.com/data/zeedhama/picture/1226200756.png (http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=zeedhama&month=25-10-2008&group=2&gblog=1)

กองกอย
19-11-2008, 03:52 PM
เรียน ท่านเจ้าของกระทู้ ขอโมทนาในส่วนที่มีเจตนาดี และต้องขออภัยที่จะต้องมีการติติงกันบ้าง เพื่อความถูกต้อง
ผมไม่ทราบว่าตัวท่านเอง เคยฝึกมโนมยิทธิหรือไม่ และฝึกได้หรือเปล่า
เพราะตามที่พูดมา ถ้ามีความเห็นแบบท่านไม่น่าจะเคยฝึก หรือฝึกแต่ฝึกไม่ได้
เพราะถ้าเคยฝึกและฝึกได้คงไม่มาพูดผิดๆ แบบนี้
ความหวังดีที่ไม่รู้จริง นำคำแนะนำผิดๆ มาทำให้คนอื่นรู้ผิด เห็นผิด มันมีโทษ
และบางคำบางประโยคที่ท่านได้นำมาโพส มันเป็นมิจฉาทิฏฐิ
ฉะนั้น ก่อนจะคิด จะทำอะไร น่าจะพิจารณาให้ถ่องแท้ว่าเรารู้จริงหรือไม่
จากความเห็นของคุณที่ผมยกมาและใช้อักษรสีแดง มันเป็นความเห็นที่เป็นมิจฉาทิษฐิ
แค่คำว่าไม่มีตัวตน คุณก็เข้าใจผิดแล้ว ถ้าไม่มีตัวตนแล้วใครที่มาโพสกระทู้นี้
ที่ถูกต้อง ใช้คำว่า ไม่ใช่ตัวตน คุณลองไปอ่านธรรมะของหลวงปู่เปรมอยู่ในกระทู้แนะนำของห้องพระพุทธศาสนา
แค่คำสองคำ คุณอย่าคิดว่าไม่สำคัญนะครับ ไม่มี กับ ไม่ใช่ ความหมายมันแตกต่างกันมากมาย โดยเฉพาะ
เมื่อนำมาผสมกับคำว่า "ตัวตน" ถ้าเข้าใจผิดก็จะกลายเป็นมิจฉาทิฏฐิ ซึ่งเป็นอันตรายมากต่อผู้ปฏิบัติธรรม
ลองไปอ่านกระทู้ธรรมะของหลวงปู่เปรมดูครับ

และที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อนำวิชามโนมยิทธิมาสอน จุดประสงค์สำคัญคือ
ต้องการให้พิศูจน์คำสอนของพระพุทธเจ้าว่า สวรรค์ นรก พรหม นิพพาน เป็นสิ่ง
ที่มีจริง เป็นจริง และท่านก็ไม่ได้สอนให้ยึดติด ก่อนฝึกท่านก็สอนให้ตัดขันธ์ ๕
พิจารณาให้เห็นทุกข์ที่เกิดจากการมีขันธ์ ๕ การฝึกระลึกชาติท่านก็ไม่ได้สอน
ให้ไปยึ่ดติดอะไร แต่ให้ดูให้เห็นตามความเป็นจริงของการเกิด ไม่ว่าจะเป็นราชา
มหากษัตริย์ เศรษฐี ยาจก ก็ไม่พ้นกฏของไตรลักษณื ทุกคนเกิดมาก็ต้องแก่ เจ็บ
และตายในที่สุด ท่านให้ดูว่าตายแล้วเอาอะไรไปได้ใหม ทรัพย์สินทั้งหลายก็ต้อง
ทิ้งไว้ในโลก มีแต่บุญและบาปที่ติดตามไป

คุณลองอ่านธรรมะของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ
ที่ผมนำมาให้อ่านและพิจารณา ผมยกมาเพียงบางส่วน
จากโพสของคุณ uncle jing

การฝึก มโนมยิทธิ นี่ ถ้าพูดกันตามหลักสูตรจริงๆ ละก็ ถือเป็นของที่ยากมาก เพราะว่าเป็นอภิญญา อภิญญา ก็ดี วิชชาสาม ก็ดี จัดว่าเป็นหลักสูตรที่ยากอย่างยิ่ง คือว่าถึงแม้ว่าถ้าหลักสูตรนี้ยาก

ถ้าเราทำได้ก็สามารถที่จะบรรลุมรรคผลได้โดยรวดเร็ว เพราะว่าเป็นเครื่องมือสำหรับตัดกิเลสได้อย่างชัดเจน

ซึ่งการปฏิบัติแบบนี้มีผลดีกว่าแบบ สุกขวิปัสสโก

แบบสุกขวิปัสสโก

สำหรับการปฏิบัติในด้าน สุกขวิปัสสโก นี่ เราทำไปแต่ว่าเราไม่เห็นอะไรเลย มันก็แบบเดียวกับคนดำน้ำ ดำน้ำนี่เราเห็นอะไรชัดไม่ได้ ข้อนี้ฉันใด การปฏิบัติแบบ สุกขวิปัสสโก ก็สามารถเป็น พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ได้

แต่ว่าความมั่นใจของเราไม่มี ต้องมีอารมณ์ที่มีความเข้มแข็งเชื่อมั่นจริงๆ จึงจะบรรลุได้


แบบวิชาสามและอภิญญา

สำหรับด้าน วิชชาสาม ก็ดี อภิญญา ก็ดี นี่เราเห็น เราสามารถที่จะเห็นนรก เห็นเปรต เห็นอสุรกาย เห็นสัตว์เดรัจฉาน เห็นสัมภเวสี เห็นเทวดา เห็นพรหม แล้วก็เห็นนิพพาน

วิชามโนมยิทธิควรใช้เพื่อตัดกิเลส

ในเมื่อเราสามารถจะเข้าถึงนิพพาน ก็จงมีความภูมิใจว่า ถ้าเราไม่เลวเกินไปชาตินี้ เราก็ไปพระนิพพานได้ ที่ว่าไม่เลวเกินไป ก็เพราะอะไร
เพราะว่าที่เลวเกินไป ก็หมายถึงว่า

เป็นคนที่มีความประมาท

อีกประการหนึ่ง เอาวิชาความรู้ประเภทนี้ไปเที่ยวอวดชาวบ้าน เที่ยวไปเป็นหมอดูบ้าง อวดชาวบ้าน ว่าฉันเห็นนั่นเห็นนี่บ้าง

ถ้าอวดแบบนี้มีสิทธิ์พลาดพลั้ง

ถ้าทรุดตัวเมื่อไหร่ การตีตัวขึ้นเป็นของยาก

ทั้งนี้ก็เพราะว่า เราตกอยู่ในความประมาท ถ้าตกอยู่ในความประมาทเมื่อไหร่ ก็แสดงว่านิวรณ์ก็กินใจเราเมื่อนั้น ในเมื่อนิวรณ์กินใจ ทุกคนมีหวังลงนรก

ถ้าหากบรรดาท่านพุทธบริษัทที่ทำได้แล้ว ก็จงควบคุมใจว่าการนรกได้ เห็นเปรต เห็นอสุรกาย เห็นสัมภเวสี เห็นสวรรค์ เห็นพรหม และเห็นนิพพานได้ การเห็นนี่ยังดีไม่พอ

เพราะว่าการเห็นและการไปได้เราอาศัยฌานโลกีย์ แต่ในช่วงนั้นเรามีวิปัสสนาญาณพอสมควร สามารถตัดขันธ์ ๕ ได้ชั่วขณะหนึ่งเราจึงไปได้

ใครคืออาจารย์ที่ไม่ใช่มนุษย์

ในเมื่อเราไปได้แล้วก็ต้องรักษาความดีเอาไว้ เพราะว่าการปฏิบัติแบบนี้เราสามารถจะได้อาจารย์ที่ไม่ใช่มนุษย์

คำว่า “อาจารย์ที่ไม่ใช่มนุษย์” นั่นก็คือ พระพุทธเจ้า

ถ้ามีการขัดข้องอะไรเกี่ยวกับผลของการปฏิบัติ เราขึ้นไปทูลถามพระองค์เอง พระองค์ก็จะตรัสมาโดยเฉพาะกับกิจที่เราจะพึงทำ และตรงกับอารมณ์จิตของเรา

ในเมื่อได้รับคำสอนนั้นแล้วอย่างไหนต้องปฏิบัติให้ได้ จงตั้งใจว่า

“คำว่าไม่สามารถ จะต้องไม่มีในชีวิตเรา”

แล้วประการที่ ๒ ที่เราจะลืมไม่ได้นั่นก็คือว่า

เราจะไม่ห่วงร่างกายของเรา
เราไม่ห่วงร่างกายของบุคคลอื่น
เราไม่ห่วงทรัพย์สินใดๆ
เพราะสิ่งทั้งหลายเหล่านี้
ถ้าเราห่วงถึงเวลาที่มันจะตาย ก็ไม่มีประโยชน์ในการห่วง

คนที่ตายทุกคนไม่มีใครแบกเอาร่างกายไปด้วย
ไม่มีใครแบกพี่ แบกน้อง แบกพ่อ แบกแม่ แบกผัว แบกเมีย แบกลูก แบกหลานไปด้วย
และทรัพย์สินต่างๆ ที่เรามีอยู่ ก็ไม่มีโอกาสที่จะแบกได้

สิ่งที่จะแบกไปได้นั่นก็คือ
ความดีกับความชั่ว


ถ้าต้องการอ่านเพิ่มเติมกรุณาไปที่ลิงค์นี้ครับ
http://board.palungjit.com//showthread.php?t=152763


http://www.bloggang.com/data/zeedhama/picture/1226200756.png (http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=zeedhama&month=25-10-2008&group=2&gblog=1)

สาธุ ๆ ชัดเจน

นาระกันทา
19-11-2008, 06:51 PM
สงสัยมากๆ...นิวรณ์ก็กิน
เราพากันมาปฏิบัติดีกว่า..พิสูจน์ด้วยตัวของเราเอง...

วิษณุ12
19-11-2008, 11:04 PM
นิพพานมีเข้าแล้วก็มีออกด้วยเหรอครับ

ดับกิเลสทั้ง5
20-11-2008, 03:05 PM
อันที่จริงก็มีแค่ก้อนธรรม ดิน น้ำ ลม ไฟ ไหลไปตามกระแส พา เวียน ว่ายตายเกิด ไม่รู้จบ เพราะยังมีอวิชชาจึงยังไม่รู้แจ้ง และกิเลสอีกมากมาย ลองตัดกิเลสทั้ง5 ดูแล้วจะประจักษ์แก่จิตเอง โดยวิปัสนากรรมฐาน 1มรณานุสติกรรมฐาน 2อสุภะกรรมฐาน 3กายคตานุสติกรรมฐาน 4ธาตุกรรมฐาน โดยทำไปเรื่อยๆที่มีเวลาทำได้ โดยอย่าวางเด็ดขาดเพราะจะไม่เห็นผลทำไปเรื่อยๆจนกว่าจิจะตกกระแสธรรม อย่างไว7วันรู้ผล อย่างช้าทั้งชาติก็ไม่ได้ถ้ายังมัวหลงกันอยู่ ของอย่างนี้จะเกิดขึ้นเองที่จิตใจอยู่กับปัจจุบันเป็นหลักโดยจะเกิดตลอดเวลาไม่ต้องมานั่งเอาแล้ว มันจะอยู่อย่างนั้นแหละตลอด24ชั่วโมง อย่าเพิ่งเชื่อลองทำดูกันก่อนครับ เพราะจิตละเอียดเหนือวิสัยของ ตา หู จมูก แต่จะรู้ได้เฉพาะตัวเองครับ