paang
15-05-2007, 11:05 AM
<TABLE style="WIDTH: 100%" cellSpacing=1 cellPadding=1 border=0><TBODY><TR><TD>
[/URL]</TD><TD>
โดย สมเกียรติ ศรลัมพ์
อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนครสวรรค์
http://www.bpct.org/images/stories//image/budlow/somkaet.jpg (http://www.bpct.org/index.php?option=com_content&task=view&id=574&Itemid=74)
เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่าประเทศไทยกับพุทธศาสนาดำรงอยู่คู่กันเกื้อกูลกันรังสรรค์กันและกันมาโดยตลอด ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี กิริยามารยาท วิถีคิด วิถีชีวิต ของบุคคลในสังคมไทย ล้วนได้รับอิทธิพลมาจากพระพุทธศาสนาชนิดแยกกันไม่ออก
</TD></TR></TBODY></TABLE>
ฉะนั้น ในเชิงพฤตินัยศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติอยู่แล้ว แล้วทำไมพุทธศาสนิกชนจึงเรียกร้องให้บรรจุพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญเพื่อให้ปรากฏในทางนิตินัย
มีนักวิชาการหลายฝ่ายคัดค้าน โดยอ้างว่าในอดีตรัฐธรรมนูญ 17 ฉบับไม่เคยกำหนดเรื่องพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
บ้างก็อ้างว่า ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอกาลิโกทนต่อการพิสูจน์เป็นของจริง ไม่ต้องมีกฎหมายมารับรอง
บ้างก็อ้างพระธรรมวินัยจะเป็นเครื่องรักษาพระพุทธศาสนาไว้
บ้างก็อ้างว่าจะทำให้การปกครองรัฐใช้หลักศาสนามาบังคับ เฉกเช่นรัฐอิสลาม
บ้างก็อ้างว่าจะทำให้เกิดการแตกแยกในสังคมศาสนาอื่นจะเป็นปมด้อย บ้างก็ใส่ไฟว่ามีเบื้องหลังทางการเมืองเคลื่อนไหว
บ้างก็ตั้งคำถามว่าการบรรจุพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติแล้วจะทำให้คนมาถือศีล ปฏิบัติธรรมกันมากขึ้นหรือไม่
ได้สอบถามประมวลความเห็นของบุคคลฝ่ายต่างๆ ปัญญาชนในเมืองส่วนใหญ่ยังไม่เห็นประโยชน์ในการบรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญแต่ถ้าจะบรรจุฯก็ไม่ว่าอะไร ถ้าไม่เดือดร้อนอะไรอยู่อย่างเก่าก็ดี
แต่เมื่อมาสอบถามบุคคลที่มุ่งมั่นทำงานให้พระพุทธศาสนาไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์ อุบาสกอุบาสิกา ต่างเห็นว่าพระธรรม พระวินัย ในพระพุทธศาสนานั้นผุดผ่องเข้มแข็ง รักษาตัวเองได้เป็นอกาลิโอ ทนต่อการทดสอบมาตลอดระยะเวลา 2550 ปีแล้ว เป็นเรื่องถูกต้องแต่องค์กรสถาบันพุทธศาสนา เริ่มแปลกแยกกับสังคมไทยมากขึ้นทุกวันจนเริ่มส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของสังคม
เพราะในอดีตที่ผ่านมาพระพุทธศาสนาอยู่ได้เพราะความศรัทธาการปฏิบัติธรรมอันเคร่งครัดของพุทธศาสนิกชน อุบาสก อุบาสิกา และได้รับการอุปถัมภ์ ค้ำจุน จากฝ่ายปกครองคือ ฝ่ายอาณาจักรดูแลศาสนจักร ฝ่ายศาสนจักรก็ดูแลรักษาสังคมให้อาณาจักร
ต่อมาระยะหลังฝ่ายอาณาจักรแยกโรงเรียนออกจากวัด รัฐมนตรีศึกษาฯ ที่เป็นศาสนิกอื่นนำวิชาศีลธรรมออกจากหลักสูตรการศึกษา ทำให้เยาวชนห่างศีลธรรม กิจกรรมของทางราชการเริ่มเพิกเฉยต่อพิธีกรรมของพระพุทธศาสนา
สภาพสังคมไทยปัจจุบัน เยาวชนก้าวร้าวผู้ใหญ่ขาดความสามัคคี ขาดความรัก ความเอื้ออาทรต่อกันและกันเพิ่มมากขึ้น สื่อลามกอนาจารภาพเปลือยโป๊เป็นเรื่องธรรมดา ที่ปรากฏในสื่อทุกแขนง จนเยาวชนแยกไม่ถูกว่าสิ่งใดดี สิ่งใดชั่ว สิ่งใดถูก สิ่งใดผิด สิ่งใดควร สิ่งใดไม่ควร การทำงานด้านศีลธรรมเริ่มยากขึ้นทุกวัน
ทำให้เห็นภัยในสังคมไทยที่ห่างจากพุทธศาสนา มิใช่ภัยของพระพุทธศาสนาในสังคมไทย
บรรพบุรุษของเราได้ต่อสู้เสียสละเพื่อรักษาพระพุทธศาสนาให้อยู่คู่กับสังคมไทยรอดพ้นจากการบีบคั้นของประเทศมหาอำนาจอย่าง อังกฤษ ฝรั่งเศส ที่จะให้บรรพบุรุษของเราเข้าเป็นศาสนิกอื่น แต่ผู้บริหารในสังคมปัจจุบันกลับเพิกเฉยวางตนเป็นกลาง ไม่เห็นภัยดังกล่าวจึงทำให้พุทธศาสนิกชนต่างพากันมาเรียกร้องให้บรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติซึ่งต่างเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ดังนี้
1.เป็นการยกย่องเชิดชูพระพุทธศาสนาแก่ชาวโลกว่าประเทศไทยประกาศอย่างเป็นทางการว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย
2.จะทำให้ชาวโลกทั่วไปยอมรับว่าประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของโลกซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และการพัฒนาประเทศในอนาคต
3.ความภาคภูมิใจดังกล่าวที่ได้รับการยกย่องจากนานาชาติ จะทำให้ผู้ปกครอง ฝ่ายบริหาร ประชาชนไทย ตระหนักถึงภารกิจ ที่จะพัฒนากฎหมาย นโยบาย เพื่ออุปถัมภ์ค้ำชูพุทธศาสนา สนับสนุนกิจกรรมในการส่งเสริมศีลธรรมให้เยาวชนและชุมชนในสังคม จะทำให้สังคมไทยซึมซับธรรมะของพระพุทธองค์เข้าไปในวิถีชีวิต สังคมเราจะสงบร่มเย็นในบวรพุทธศาสนาเฉกเช่นในอดีต
4.ประชาชนและผู้บริหารก็จะมีความระมัดระวังในการรักษาศีล ลดละเลิกอบายมุข สังคมเราก็จะสงบร่มเย็น สมกับเป็นสังคมที่มีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
ต่อข้อขัดแย้งที่ว่าในอดีตไม่เคยเขียนรัฐธรรมนูญว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ รัฐธรรมนูญในอดีตก็มีไม่กี่มาตราเมื่อเห็นภัยเกิดขึ้นในสังคมที่เปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญปัจจุบันยังได้เพิ่มบทต่างๆ มากมาย การตั้งองค์กรอิสระ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ กทช. ศาลปกครอง ป.ป.ช. กกต. ฯลฯ ทำไมสิ่งดังกล่าวจึงกระทำได้ เมื่อเราเห็นภัยทางศีลธรรม ภัยต่อพระพุทธศาสนารุนแรงขึ้น ทำไมจึงไม่ยอมเขียนเพิ่มเติมให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ
ต่อข้อขัดแย้งที่ว่าจะทำให้ประเทศไทยเป็น รัฐพุทธบังคับใช้ศีลธรรมอย่างเข้มข้นเฉกเช่นรัฐอิสลาม หลักการพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าพระองค์เน้นเรื่องทางสายกลางไม่สุดโต่งด้านหนึ่งด้านใดเกินไปซึ่งฝังอยู่ในนิสัยของคนไทยอยู่แล้ว และหลักการสอนของพระพุทธองค์มิใช่เป็นการบังคับแต่เป็นการชี้ทางให้ปฏิบัติ ฉะนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะนำข้อธรรมทั้งหมดมาบังคับให้ประชาชนปฏิบัติ
ต่อข้อขัดแย้งว่าการบัญญัติดังกล่าว จะทำให้ศาสนิกอื่นเกิดปมด้อย ในอดีตที่ผ่านมาความเมตตาความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ใจกว้างเป็นคุณสมบัติของชาวพุทธ ซึ่งศาสนาอื่นที่มาอยู่ในประเทศไทยได้รับการดูแลให้เกื้อกูลจนมากกว่าชาวพุทธด้วยกันด้วยซ้ำไป ไม่เคยมีศาสนิกอื่นกลุ่มใดบ่นว่าอึดอัดเลยที่อยู่ในประเทศไทย
ฉะนั้นนับเป็นโอกาสอันดีที่คนไทยกล้าคิดกล้าทำในสิ่งใหม่ๆ กล้าปรับปรุงเปลี่ยนแปลง หากเห็นพระพุทธเจ้ามีจริง พระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีประโยชน์จริง พระสงฆ์กว่า 4 แสนรูปค้ำจุนพระพุทธศาสนาได้จริง
ขอได้โปรดบรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติเพื่อเชิดชูพระพุทธศาสนา รักษาสังคมไทยให้คู่กับพระพุทธศาสนาต่อไปด้วยเทอญ
บทความจาก : http://www.bpct.org/images/stories/matichon.jpg (http://www.matichon.co.th/)
หนังสือพิมพ์มติชน
วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2550
[URL]http://www.bpct.or
[/URL]</TD><TD>
โดย สมเกียรติ ศรลัมพ์
อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนครสวรรค์
http://www.bpct.org/images/stories//image/budlow/somkaet.jpg (http://www.bpct.org/index.php?option=com_content&task=view&id=574&Itemid=74)
เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่าประเทศไทยกับพุทธศาสนาดำรงอยู่คู่กันเกื้อกูลกันรังสรรค์กันและกันมาโดยตลอด ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี กิริยามารยาท วิถีคิด วิถีชีวิต ของบุคคลในสังคมไทย ล้วนได้รับอิทธิพลมาจากพระพุทธศาสนาชนิดแยกกันไม่ออก
</TD></TR></TBODY></TABLE>
ฉะนั้น ในเชิงพฤตินัยศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติอยู่แล้ว แล้วทำไมพุทธศาสนิกชนจึงเรียกร้องให้บรรจุพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญเพื่อให้ปรากฏในทางนิตินัย
มีนักวิชาการหลายฝ่ายคัดค้าน โดยอ้างว่าในอดีตรัฐธรรมนูญ 17 ฉบับไม่เคยกำหนดเรื่องพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
บ้างก็อ้างว่า ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอกาลิโกทนต่อการพิสูจน์เป็นของจริง ไม่ต้องมีกฎหมายมารับรอง
บ้างก็อ้างพระธรรมวินัยจะเป็นเครื่องรักษาพระพุทธศาสนาไว้
บ้างก็อ้างว่าจะทำให้การปกครองรัฐใช้หลักศาสนามาบังคับ เฉกเช่นรัฐอิสลาม
บ้างก็อ้างว่าจะทำให้เกิดการแตกแยกในสังคมศาสนาอื่นจะเป็นปมด้อย บ้างก็ใส่ไฟว่ามีเบื้องหลังทางการเมืองเคลื่อนไหว
บ้างก็ตั้งคำถามว่าการบรรจุพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติแล้วจะทำให้คนมาถือศีล ปฏิบัติธรรมกันมากขึ้นหรือไม่
ได้สอบถามประมวลความเห็นของบุคคลฝ่ายต่างๆ ปัญญาชนในเมืองส่วนใหญ่ยังไม่เห็นประโยชน์ในการบรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญแต่ถ้าจะบรรจุฯก็ไม่ว่าอะไร ถ้าไม่เดือดร้อนอะไรอยู่อย่างเก่าก็ดี
แต่เมื่อมาสอบถามบุคคลที่มุ่งมั่นทำงานให้พระพุทธศาสนาไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์ อุบาสกอุบาสิกา ต่างเห็นว่าพระธรรม พระวินัย ในพระพุทธศาสนานั้นผุดผ่องเข้มแข็ง รักษาตัวเองได้เป็นอกาลิโอ ทนต่อการทดสอบมาตลอดระยะเวลา 2550 ปีแล้ว เป็นเรื่องถูกต้องแต่องค์กรสถาบันพุทธศาสนา เริ่มแปลกแยกกับสังคมไทยมากขึ้นทุกวันจนเริ่มส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของสังคม
เพราะในอดีตที่ผ่านมาพระพุทธศาสนาอยู่ได้เพราะความศรัทธาการปฏิบัติธรรมอันเคร่งครัดของพุทธศาสนิกชน อุบาสก อุบาสิกา และได้รับการอุปถัมภ์ ค้ำจุน จากฝ่ายปกครองคือ ฝ่ายอาณาจักรดูแลศาสนจักร ฝ่ายศาสนจักรก็ดูแลรักษาสังคมให้อาณาจักร
ต่อมาระยะหลังฝ่ายอาณาจักรแยกโรงเรียนออกจากวัด รัฐมนตรีศึกษาฯ ที่เป็นศาสนิกอื่นนำวิชาศีลธรรมออกจากหลักสูตรการศึกษา ทำให้เยาวชนห่างศีลธรรม กิจกรรมของทางราชการเริ่มเพิกเฉยต่อพิธีกรรมของพระพุทธศาสนา
สภาพสังคมไทยปัจจุบัน เยาวชนก้าวร้าวผู้ใหญ่ขาดความสามัคคี ขาดความรัก ความเอื้ออาทรต่อกันและกันเพิ่มมากขึ้น สื่อลามกอนาจารภาพเปลือยโป๊เป็นเรื่องธรรมดา ที่ปรากฏในสื่อทุกแขนง จนเยาวชนแยกไม่ถูกว่าสิ่งใดดี สิ่งใดชั่ว สิ่งใดถูก สิ่งใดผิด สิ่งใดควร สิ่งใดไม่ควร การทำงานด้านศีลธรรมเริ่มยากขึ้นทุกวัน
ทำให้เห็นภัยในสังคมไทยที่ห่างจากพุทธศาสนา มิใช่ภัยของพระพุทธศาสนาในสังคมไทย
บรรพบุรุษของเราได้ต่อสู้เสียสละเพื่อรักษาพระพุทธศาสนาให้อยู่คู่กับสังคมไทยรอดพ้นจากการบีบคั้นของประเทศมหาอำนาจอย่าง อังกฤษ ฝรั่งเศส ที่จะให้บรรพบุรุษของเราเข้าเป็นศาสนิกอื่น แต่ผู้บริหารในสังคมปัจจุบันกลับเพิกเฉยวางตนเป็นกลาง ไม่เห็นภัยดังกล่าวจึงทำให้พุทธศาสนิกชนต่างพากันมาเรียกร้องให้บรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติซึ่งต่างเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ดังนี้
1.เป็นการยกย่องเชิดชูพระพุทธศาสนาแก่ชาวโลกว่าประเทศไทยประกาศอย่างเป็นทางการว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย
2.จะทำให้ชาวโลกทั่วไปยอมรับว่าประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของโลกซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และการพัฒนาประเทศในอนาคต
3.ความภาคภูมิใจดังกล่าวที่ได้รับการยกย่องจากนานาชาติ จะทำให้ผู้ปกครอง ฝ่ายบริหาร ประชาชนไทย ตระหนักถึงภารกิจ ที่จะพัฒนากฎหมาย นโยบาย เพื่ออุปถัมภ์ค้ำชูพุทธศาสนา สนับสนุนกิจกรรมในการส่งเสริมศีลธรรมให้เยาวชนและชุมชนในสังคม จะทำให้สังคมไทยซึมซับธรรมะของพระพุทธองค์เข้าไปในวิถีชีวิต สังคมเราจะสงบร่มเย็นในบวรพุทธศาสนาเฉกเช่นในอดีต
4.ประชาชนและผู้บริหารก็จะมีความระมัดระวังในการรักษาศีล ลดละเลิกอบายมุข สังคมเราก็จะสงบร่มเย็น สมกับเป็นสังคมที่มีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
ต่อข้อขัดแย้งที่ว่าในอดีตไม่เคยเขียนรัฐธรรมนูญว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ รัฐธรรมนูญในอดีตก็มีไม่กี่มาตราเมื่อเห็นภัยเกิดขึ้นในสังคมที่เปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญปัจจุบันยังได้เพิ่มบทต่างๆ มากมาย การตั้งองค์กรอิสระ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ กทช. ศาลปกครอง ป.ป.ช. กกต. ฯลฯ ทำไมสิ่งดังกล่าวจึงกระทำได้ เมื่อเราเห็นภัยทางศีลธรรม ภัยต่อพระพุทธศาสนารุนแรงขึ้น ทำไมจึงไม่ยอมเขียนเพิ่มเติมให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ
ต่อข้อขัดแย้งที่ว่าจะทำให้ประเทศไทยเป็น รัฐพุทธบังคับใช้ศีลธรรมอย่างเข้มข้นเฉกเช่นรัฐอิสลาม หลักการพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าพระองค์เน้นเรื่องทางสายกลางไม่สุดโต่งด้านหนึ่งด้านใดเกินไปซึ่งฝังอยู่ในนิสัยของคนไทยอยู่แล้ว และหลักการสอนของพระพุทธองค์มิใช่เป็นการบังคับแต่เป็นการชี้ทางให้ปฏิบัติ ฉะนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะนำข้อธรรมทั้งหมดมาบังคับให้ประชาชนปฏิบัติ
ต่อข้อขัดแย้งว่าการบัญญัติดังกล่าว จะทำให้ศาสนิกอื่นเกิดปมด้อย ในอดีตที่ผ่านมาความเมตตาความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ใจกว้างเป็นคุณสมบัติของชาวพุทธ ซึ่งศาสนาอื่นที่มาอยู่ในประเทศไทยได้รับการดูแลให้เกื้อกูลจนมากกว่าชาวพุทธด้วยกันด้วยซ้ำไป ไม่เคยมีศาสนิกอื่นกลุ่มใดบ่นว่าอึดอัดเลยที่อยู่ในประเทศไทย
ฉะนั้นนับเป็นโอกาสอันดีที่คนไทยกล้าคิดกล้าทำในสิ่งใหม่ๆ กล้าปรับปรุงเปลี่ยนแปลง หากเห็นพระพุทธเจ้ามีจริง พระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีประโยชน์จริง พระสงฆ์กว่า 4 แสนรูปค้ำจุนพระพุทธศาสนาได้จริง
ขอได้โปรดบรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติเพื่อเชิดชูพระพุทธศาสนา รักษาสังคมไทยให้คู่กับพระพุทธศาสนาต่อไปด้วยเทอญ
บทความจาก : http://www.bpct.org/images/stories/matichon.jpg (http://www.matichon.co.th/)
หนังสือพิมพ์มติชน
วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2550
[URL]http://www.bpct.or