NoOTa
10-05-2007, 11:44 PM
<TABLE cellSpacing=5 cellPadding=0 width=567 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top>พุทธศาสนาประโยชน์ต่อโลก </TD></TR><TR><TD vAlign=top>9 พฤษภาคม 2550 20:37 น.
</TD></TR><TR><TD class=Text_Story vAlign=top><!-- http://www.palungjit.com/board/ คำสอนในศาสนาพุทธมีความพิเศษในการสอนให้ลดความก้าวร้าวรุนแรง และสนับสนุนการอยู่ร่วมกันอย่างสมัครสมานกลมเกลียว ด้วยเหตุนี้ พระพุทธศาสนาจึงเป็นศาสนาที่สนับสนุนค้ำจุนสันติภาพโลก โดยมีมีคำสอน ๓ ประการ คือ
๑.ละการกระทำที่จะเบียดเบียนผู้อื่นจนนำไปสู่เหตุแห่งหายนะ
๒.ทำดี อยู่ด้วยกันอย่างสันติ เป็นสุข ซึ่งจะค้ำจุนสังคมแห่งความสมัครสมานกลมเกลียวตลอดจนปัจเจกบุคคลในสังคม
๓.เพื่อชำระจิตใจจากกิเลสที่เป็นบ่อเกิดแห่งบาปและทุกข์
แต่โบราณกาล ประเทศไทยมี ๓ สถาบันหลักที่สนับสนุนกันและกันเพื่อสร้างความยั่งยืนกลมเกลียวกันในสังคม ได้แก่ สถาบันกษัตริย์ สถาบันศาสนา และชาติ ซึ่งประกอบด้วย ประชาชน วัฒนธรรม และรัฐบาล ซึ่งหากสถาบันใดสถาบันหนึ่งหย่อนอำนาจลงไป สถาบันอื่นๆ ก็จะเสื่อมลงเช่นเดียวกัน ดังนั้น แต่ละสถาบันจึงเกื้อกูลกันและกันอย่างใกล้ชิด
พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ทรงเป็นเสาหลักของสังคมไทย หลายครั้งที่ทรงช่วยประชาชนและรัฐบาลฟันฝ่าและแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยวิธีเที่ยงธรรมอย่างที่สุด ดังนั้น พุทธศาสนาและราชวงศ์ได้ร่วมกันค้ำจุนสังคมไทยมานาน ทำให้ไทยเป็นประเทศที่มั่นคง สงบสุข ห่างไกลจากปัญหารุนแรงที่ฉุดประเทศอื่นๆ ซึ่งประสบกับปัญหานักการเมืองผู้นำประเทศเห็นแก่ได้ต่อสู้เพื่อให้ได้อำนาจ และยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งกับประเทศอื่นๆ
โดยสรุป พุทธศาสนาได้ทำนุบำรุงความสามัคคีในสังคมที่เต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายความเชื่อให้อยู่ร่วมกันโดยปราศจากความขัดแย้ง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น อยู่ด้วยกันด้วยความสมัครสมานกลมเลียว สันติภาพเป็นของล้ำค่าที่สุดที่เรามี การให้รัฐธรรมนูญกำหนดให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติของไทยควรทำให้วัฒนธรรมต่างๆ ที่อาศัยในประเทศไทยรู้สึกมั่นคงขึ้นด้วยความที่เมืองไทยจะยังคงเป็นดินแดนแห่งรอยยิ้มของความสมัครสมานกลมเกลียวที่สร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
การเคลื่อนไหวของพุทธศาสนิกชนไทยในขณะนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสันติภาพโลก เราต้องปกป้องพุทธศาสนาจากการรุกรานอันก้าวร้าว และความพยายามโค่นล้มที่พยายามปลุกระดมด้วยกลุ่มบุคคลที่ประสงค์ร้าย พระราชญาณวิสิฐ(หลวงป๋า)
-->
คำสอนในศาสนาพุทธมีความพิเศษในการสอนให้ลดความก้าวร้าวรุนแรง และสนับสนุนการอยู่ร่วมกันอย่างสมัครสมานกลมเกลียว ด้วยเหตุนี้ พระพุทธศาสนาจึงเป็นศาสนาที่สนับสนุนค้ำจุนสันติภาพโลก โดยมีมีคำสอน ๓ ประการ คือ
๑.ละการกระทำที่จะเบียดเบียนผู้อื่นจนนำไปสู่เหตุแห่งหายนะ
๒.ทำดี อยู่ด้วยกันอย่างสันติ เป็นสุข ซึ่งจะค้ำจุนสังคมแห่งความสมัครสมานกลมเกลียวตลอดจนปัจเจกบุคคลในสังคม
๓.เพื่อชำระจิตใจจากกิเลสที่เป็นบ่อเกิดแห่งบาปและทุกข์
แต่โบราณกาล ประเทศไทยมี ๓ สถาบันหลักที่สนับสนุนกันและกันเพื่อสร้างความยั่งยืนกลมเกลียวกันในสังคม ได้แก่ สถาบันกษัตริย์ สถาบันศาสนา และชาติ ซึ่งประกอบด้วย ประชาชน วัฒนธรรม และรัฐบาล ซึ่งหากสถาบันใดสถาบันหนึ่งหย่อนอำนาจลงไป สถาบันอื่นๆ ก็จะเสื่อมลงเช่นเดียวกัน ดังนั้น แต่ละสถาบันจึงเกื้อกูลกันและกันอย่างใกล้ชิด
พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ทรงเป็นเสาหลักของสังคมไทย หลายครั้งที่ทรงช่วยประชาชนและรัฐบาลฟันฝ่าและแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยวิธีเที่ยงธรรมอย่างที่สุด ดังนั้น พุทธศาสนาและราชวงศ์ได้ร่วมกันค้ำจุนสังคมไทยมานาน ทำให้ไทยเป็นประเทศที่มั่นคง สงบสุข ห่างไกลจากปัญหารุนแรงที่ฉุดประเทศอื่นๆ ซึ่งประสบกับปัญหานักการเมืองผู้นำประเทศเห็นแก่ได้ต่อสู้เพื่อให้ได้อำนาจ และยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งกับประเทศอื่นๆ
โดยสรุป พุทธศาสนาได้ทำนุบำรุงความสามัคคีในสังคมที่เต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายความเชื่อให้อยู่ร่วมกันโดยปราศจากความขัดแย้ง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น อยู่ด้วยกันด้วยความสมัครสมานกลมเลียว สันติภาพเป็นของล้ำค่าที่สุดที่เรามี การให้รัฐธรรมนูญกำหนดให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติของไทยควรทำให้วัฒนธรรมต่างๆ ที่อาศัยในประเทศไทยรู้สึกมั่นคงขึ้นด้วยความที่เมืองไทยจะยังคงเป็นดินแดนแห่งรอยยิ้มของความสมัครสมานกลมเกลียวที่สร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
การเคลื่อนไหวของพุทธศาสนิกชนไทยในขณะนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสันติภาพโลก เราต้องปกป้องพุทธศาสนาจากการรุกรานอันก้าวร้าว และความพยายามโค่นล้มที่พยายามปลุกระดมด้วยกลุ่มบุคคลที่ประสงค์ร้าย
พระราชญาณวิสิฐ(หลวงป๋า)
</TD></TR></TBODY></TABLE>
--------------
ที่มา:คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/2007/05/10/j001_114849.php?news_id=114849
</TD></TR><TR><TD class=Text_Story vAlign=top><!-- http://www.palungjit.com/board/ คำสอนในศาสนาพุทธมีความพิเศษในการสอนให้ลดความก้าวร้าวรุนแรง และสนับสนุนการอยู่ร่วมกันอย่างสมัครสมานกลมเกลียว ด้วยเหตุนี้ พระพุทธศาสนาจึงเป็นศาสนาที่สนับสนุนค้ำจุนสันติภาพโลก โดยมีมีคำสอน ๓ ประการ คือ
๑.ละการกระทำที่จะเบียดเบียนผู้อื่นจนนำไปสู่เหตุแห่งหายนะ
๒.ทำดี อยู่ด้วยกันอย่างสันติ เป็นสุข ซึ่งจะค้ำจุนสังคมแห่งความสมัครสมานกลมเกลียวตลอดจนปัจเจกบุคคลในสังคม
๓.เพื่อชำระจิตใจจากกิเลสที่เป็นบ่อเกิดแห่งบาปและทุกข์
แต่โบราณกาล ประเทศไทยมี ๓ สถาบันหลักที่สนับสนุนกันและกันเพื่อสร้างความยั่งยืนกลมเกลียวกันในสังคม ได้แก่ สถาบันกษัตริย์ สถาบันศาสนา และชาติ ซึ่งประกอบด้วย ประชาชน วัฒนธรรม และรัฐบาล ซึ่งหากสถาบันใดสถาบันหนึ่งหย่อนอำนาจลงไป สถาบันอื่นๆ ก็จะเสื่อมลงเช่นเดียวกัน ดังนั้น แต่ละสถาบันจึงเกื้อกูลกันและกันอย่างใกล้ชิด
พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ทรงเป็นเสาหลักของสังคมไทย หลายครั้งที่ทรงช่วยประชาชนและรัฐบาลฟันฝ่าและแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยวิธีเที่ยงธรรมอย่างที่สุด ดังนั้น พุทธศาสนาและราชวงศ์ได้ร่วมกันค้ำจุนสังคมไทยมานาน ทำให้ไทยเป็นประเทศที่มั่นคง สงบสุข ห่างไกลจากปัญหารุนแรงที่ฉุดประเทศอื่นๆ ซึ่งประสบกับปัญหานักการเมืองผู้นำประเทศเห็นแก่ได้ต่อสู้เพื่อให้ได้อำนาจ และยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งกับประเทศอื่นๆ
โดยสรุป พุทธศาสนาได้ทำนุบำรุงความสามัคคีในสังคมที่เต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายความเชื่อให้อยู่ร่วมกันโดยปราศจากความขัดแย้ง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น อยู่ด้วยกันด้วยความสมัครสมานกลมเลียว สันติภาพเป็นของล้ำค่าที่สุดที่เรามี การให้รัฐธรรมนูญกำหนดให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติของไทยควรทำให้วัฒนธรรมต่างๆ ที่อาศัยในประเทศไทยรู้สึกมั่นคงขึ้นด้วยความที่เมืองไทยจะยังคงเป็นดินแดนแห่งรอยยิ้มของความสมัครสมานกลมเกลียวที่สร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
การเคลื่อนไหวของพุทธศาสนิกชนไทยในขณะนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสันติภาพโลก เราต้องปกป้องพุทธศาสนาจากการรุกรานอันก้าวร้าว และความพยายามโค่นล้มที่พยายามปลุกระดมด้วยกลุ่มบุคคลที่ประสงค์ร้าย พระราชญาณวิสิฐ(หลวงป๋า)
-->
คำสอนในศาสนาพุทธมีความพิเศษในการสอนให้ลดความก้าวร้าวรุนแรง และสนับสนุนการอยู่ร่วมกันอย่างสมัครสมานกลมเกลียว ด้วยเหตุนี้ พระพุทธศาสนาจึงเป็นศาสนาที่สนับสนุนค้ำจุนสันติภาพโลก โดยมีมีคำสอน ๓ ประการ คือ
๑.ละการกระทำที่จะเบียดเบียนผู้อื่นจนนำไปสู่เหตุแห่งหายนะ
๒.ทำดี อยู่ด้วยกันอย่างสันติ เป็นสุข ซึ่งจะค้ำจุนสังคมแห่งความสมัครสมานกลมเกลียวตลอดจนปัจเจกบุคคลในสังคม
๓.เพื่อชำระจิตใจจากกิเลสที่เป็นบ่อเกิดแห่งบาปและทุกข์
แต่โบราณกาล ประเทศไทยมี ๓ สถาบันหลักที่สนับสนุนกันและกันเพื่อสร้างความยั่งยืนกลมเกลียวกันในสังคม ได้แก่ สถาบันกษัตริย์ สถาบันศาสนา และชาติ ซึ่งประกอบด้วย ประชาชน วัฒนธรรม และรัฐบาล ซึ่งหากสถาบันใดสถาบันหนึ่งหย่อนอำนาจลงไป สถาบันอื่นๆ ก็จะเสื่อมลงเช่นเดียวกัน ดังนั้น แต่ละสถาบันจึงเกื้อกูลกันและกันอย่างใกล้ชิด
พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ทรงเป็นเสาหลักของสังคมไทย หลายครั้งที่ทรงช่วยประชาชนและรัฐบาลฟันฝ่าและแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยวิธีเที่ยงธรรมอย่างที่สุด ดังนั้น พุทธศาสนาและราชวงศ์ได้ร่วมกันค้ำจุนสังคมไทยมานาน ทำให้ไทยเป็นประเทศที่มั่นคง สงบสุข ห่างไกลจากปัญหารุนแรงที่ฉุดประเทศอื่นๆ ซึ่งประสบกับปัญหานักการเมืองผู้นำประเทศเห็นแก่ได้ต่อสู้เพื่อให้ได้อำนาจ และยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งกับประเทศอื่นๆ
โดยสรุป พุทธศาสนาได้ทำนุบำรุงความสามัคคีในสังคมที่เต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายความเชื่อให้อยู่ร่วมกันโดยปราศจากความขัดแย้ง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น อยู่ด้วยกันด้วยความสมัครสมานกลมเลียว สันติภาพเป็นของล้ำค่าที่สุดที่เรามี การให้รัฐธรรมนูญกำหนดให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติของไทยควรทำให้วัฒนธรรมต่างๆ ที่อาศัยในประเทศไทยรู้สึกมั่นคงขึ้นด้วยความที่เมืองไทยจะยังคงเป็นดินแดนแห่งรอยยิ้มของความสมัครสมานกลมเกลียวที่สร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
การเคลื่อนไหวของพุทธศาสนิกชนไทยในขณะนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสันติภาพโลก เราต้องปกป้องพุทธศาสนาจากการรุกรานอันก้าวร้าว และความพยายามโค่นล้มที่พยายามปลุกระดมด้วยกลุ่มบุคคลที่ประสงค์ร้าย
พระราชญาณวิสิฐ(หลวงป๋า)
</TD></TR></TBODY></TABLE>
--------------
ที่มา:คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/2007/05/10/j001_114849.php?news_id=114849