PDA

View Full Version : ข้อมูลความสำคัญที่ต้องการให้บัญญัติในรัฐธรรมนูญว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ


WebSnow
04-05-2007, 06:51 AM
169595



คำถาม- คำตอบ

ทำไมต้องบัญญัติในรัฐธรรมนูญว่า ‘พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ'
ของไทย?

ดร.ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์ http://www.bodhinanda.com

1. ในฐานะที่ท่านอาจารย์ ‘เป็นหนึ่ง' ในชาวพุทธที่มีการศึกษามาดีที่สุดมากกว่าใครในประเทศไทย

และเป็นนักวิชาการที่ออกมาสนับสนุนการเรียกร้องให้มีการบรรจุคำว่า ‘พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ' ไว้ในรัฐธรรมนูญ ผมอยากถามว่าทำไมต้องบัญญัติว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทยไว้ในรัฐธรรมนูญ? จำเป็นแค่ไหนครับ?

ตอบ: เพราะเป็นการยืนยันความจริงทางประวัติศาสตร์ซึ่งไม่มีใครจะเถียงได้ แม้ว่าคนไทยจะยอมรับความหลากหลายทางความเชื่อ ทางวัฒนธรรมและทางประเพณี และบรรยากาศในประเทศไทยก็ส่งเสริมให้นักการศาสนาต่างๆ เผยแผ่ศาสนาของตัวเองเต็มที่ แต่นักการศาสนาทั้งหลายก็ต้องยอมรับความจริงขั้นพื้นฐานว่าพระพุทธศาสนาอยู่คู่กับคนไทยมาช้านานกว่า พระมหากษัตริย์และประดาชาวพุทธได้กู้ชาติสร้างแผ่นดินให้ประเทศไทยได้เป็นปึกแผ่นจนเดี๋ยวนี้และในปัจจุบัน

เหตุผลหลักที่ทำให้ชาวพุทธ (เช่นผม) ต้องสนับสนุนก็คือ ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีมานี้ พระพุทธศาสนาไม่เคยได้รับการเอาใจใส่ดูแลเท่าที่ควร เรามีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติก็จริง แต่ครูสอนวิชาพระพุทธศาสนาในทุกวันนี้ไม่มีในทุกโรงเรียนครับ ส่วนใหญ่เอาครูสอนวิชาสังคมศึกษามาสอน บางทีในหลายๆ โรงเรียน นักเรียนชั้นประถมมัธยมแค่เก็บเศษกระดาษหรือทำความสะอาดห้องน้ำก็ได้คะแนนเต็มวิชาศีลธรรม มีแต่โรงเรียนในเขตกรุงเทพมหานครเท่านั้น ที่ได้ครูอาจารย์จบมาทางพระพุทธศาสนาโดยตรง เช่น มีการนิมนต์พระสงฆ์ไปช่วยสอน เป็นต้น

ดังนั้น ปัญหาในสังคมไทยจึงมาก เต็มไปด้วยทุจริตคอรัปชั่น เต็มไปด้วยโสเภณี เต็มไปด้วยสื่อลามกอนาจาร ขณะนี้กำลังเต็มไปด้วยความสำส่อนทางเพศ ผู้หญิงผู้ชายที่ขายบริการทางเพศในขณะที่ยังเป็นนักเรียนนักศึกษามีเพิ่มมากขึ้น ครอบครัวก็แตกมากยิ่งขึ้น เด็กสาวๆ ยอมแก้ผ้าเป็นโคโยตี้เพื่อหาเงินเรียนหนังสือ นายทุนจับดารามาแก้ผ้า


นักร้องสาวขาดจิตสำนึกในความเป็นไทย อยู่ภายใต้วัฒนธรรมไทย พยายามคิดท่าเต้นรำร่วมเพศ ราวกับตกอยู่ภายใต้อิทธิพลทุนนิยมเสรีแบบฝรั่งจนมองไม่เห็นคุณค่าของวัฒนธรรมไทย โดยที่บริษัทเพลงก็มุ่งนำเสนออย่างนั้น ฯลฯ
เมื่อสืบไปแล้วจะเห็นว่าปัญหาเหล่านี้ไม่น่าจะเกิดในสังคมพุทธเลย ปัญหาเหล่านี้ ชาวพุทธทั้งนั้นก่อขึ้น เป็นเพราะเราไม่ได้สนับสนุนให้ปลูกฝังค่านิยมแบบพุทธให้ได้ผลอย่างแท้จริง รัฐบาลไม่เคยตั้งงบประมาณเพื่อผลิตครูอาจารย์สอนวิชาศีลธรรมให้มีครูอาจารย์ไปทั่วประเทศ รายการธรรมะที่ปรากฏทางโทรทัศน์มักจะออกมาราวตีสามตีสี่เพราะรัฐบาลไม่เคยให้งบประมาณสนับสนุนอย่างเพียงพอต่อการเผยแผ่เลย ทั้งไม่มีงบประมาณในการผลิตสื่อการเรียนการสอนพระพุทธศาสนาให้สอดคล้องกับยุคสมัยได้เลย
ชาวพุทธจึงคิดว่าถ้ามีการบัญญัติคำว่า ‘พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ' รัฐบาลคงให้ความสำคัญและดูแลมากกว่า

WebSnow
04-05-2007, 09:18 AM
ในอดีต ชาติไทยเคยบรรจุให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติมั้ยครับ?มีความชอบธรรมแค่ไหนครับที่เรียกร้อง ?

ตอบ: สมัยสมบุรณาญาสิทธิราชย์ ชาติไทยเคยบัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติมาตลอด ดูได้ที่ไหน? คำตอบก็คือสมัยนั้น พระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวคือกฎหมาย พระบรมราชโองการคือรัฐธรรมนูญที่ใช้บริหารประเทศ สิ่งไรที่พระองค์ตรัสย่อมใช้ปฏิบัติเป็นกฎหมายได้โดยอัติโนมัติ ผมขอยกตัวอย่างดังนี้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตรัสไว้ว่า
‘อันตัวพ่อชื่อว่าพระยาตาก
ทนทุกข์ยากกู้ชาติพระศาสนา
ถวายแผ่นดินให้เป็นพุทธบูชา
แด่ศาสนาสมณะพระพุทธโคดม
ให้ยืนยงคงถ้วนห้าพันปี
สมณะพราหมณ์ชีปฏิบัติให้พอสม
เจริญสมถะวิปัสสนาพ่อชื่นชม
ถวายบังคมรอยบาทพระศาสดา
คิดถึงพ่อ พ่ออยู่คู่กับเจ้า
ชาติของเราคงอยู่คู่พระศาสนา
พระพุทธศาสนาคงอยู่คู่องค์กษัตรา
พระศาสดาฝากไว้ให้คู่กัน '
(จารึกวัดอรุณราชวราราม)

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้ทรงบันทึกเอาไว้ว่า
ตั้งใจจะอุปถัมภก ยอยกพระพุทธศาสนา
จะป้องกันขอบขัณฑสีมา รักษาประชาชนและมนตรี'
(นิราศท่าดินแดง)

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชมหาราชได้ตรัสเมื่อคราวทรงลาผนวชว่า

‘อันพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติของเรานี้ตามความ อบรมที่ได้รับมาก็ดี ตามความศรัทธาเชื่อถือส่วนตัวข้าพเจ้าก็ดี เห็น เป็นศาสนาที่ดีศาสนาหนึ่ง มีคำสั่งสอนให้คนประพฤติตนเป็นคนดี ทั้งเพียบพร้อมด้วยบรรดาสัจธรรมอันชอบด้วยเหตุผลน่าเลื่อมใสยิ่งนัก'

(พระราชดำรัสเมื่อคราวลาผนวช 18ตุลาคม 2499)
แต่เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองพ.ศ. 2475 ผู้ร่างกฎหมายซึ่งได้ข่าวว่าผู้ร่างบางกลุ่มไปชุมนุมกันที่ปารีสได้ ตัดสิน ใจไม่ใส่คำว่า ‘พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ' นั่นแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยเคยมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติมาตลอดในยุคสมัยที่พระมหากษัตริย์ปกครองในสมบุรณาญาสิทธิราชย์ แต่เมื่อมาถึงยุคประชาธิปไตยกลุ่มผู้ร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมีอยู่เพียงไม่กี่คน (ไม่ได้ทำประชาพิจารณ์หรือ public hearing เลย) พยายามดึงเอาอำนาจพระ มหากษัตริย์ออกไปจนเกือบหมด แม้แต่พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าหัวอยู่หัวข้างต้นก็ยังไม่นำพา

การที่ชาวพุทธ ประกอบด้วยพุทธบริษัท 4 ได้เรียกร้อง ก็เพียงแต่เรียกร้องในสิ่งที่เคยเป็นมาแล้วในอดีต และเป็นตัวแทนของชาวพุทธจำนวนมากในประเทศ เพราะมีการหยั่งเสียงดูจากสงฆ์ทุกจังหวัดแล้ว พระสงฆ์จำนวนมากเห็นด้วยอย่างยิ่ง


- ทำไมพระสงฆ์ต้องออกมาประท้วงเรียกร้องให้บรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ?ผิดอาบัติมั้ย?

ตอบ: เพราะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นชาวพุทธแทบจะไม่เคยทำอะไรเพื่อชาวพุทธเลย คนเหล่านี้ว่าไปแล้ว ส่วนใหญ่อยากได้เป็นส.ส.เพราะต้องการกามและเกียรติเพื่อตัวเองยิ่งๆขึ้น มีความขลาดกลัวที่จะเรียกร้องให้เพราะเกรงจะกระทบฐานเสียงของตัวเอง พวกนี้จะพยายามอยู่เหนือปัญหา ไม่ค่อยกล้าแสดงจุดยืนเท่าไหร่ ดังนั้น เราจึงไม่เคยเห็นพรรคการเมืองไหนเลยที่จะออกหน้าสนับสนุนข้อเรียกร้องของพระสงฆ์สามเณร


ผมขอยกตัวอย่างเช่น คณะสงฆ์ตั้งมหาวิทยาลัยสงฆ์สองแห่ง เริ่มต้นที่มหามกุฏราชวิทยาลัยเมื่อปี พ.ศ.2488และมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเมื่อปี พ.ศ. 2490หลังจากตั้งเสร็จแล้ว ก็เถื่อนอยู่เป็นเวลา 39 ปี เพิ่งมาออกกฎหมายรับรองเมื่อ พ.ศ.2527นี้เอง ก่อนหน้านั้น พระสงฆ์ทั้งสองมหาวิทยาลัยได้พยายามต่อสู้กันมาช้านาน บรรดาสส.ก็ไม่เคยนำพาปรารมภ์เลย ไม่อยากเอาธุระเรื่องของสงฆ์ เสนอขึ้นไปยังรัฐบาลไหนๆ ก็ปัดทิ้ง

เมื่อราวเกือบยี่สิบปีมาแล้ว เนื้อหาวิชาพระพุทธศาสนา ถูกดึงออกไปจากหลักสูตรกระทรวงทั้งระดับประถมและมัธยมศึกษาหลายส่วน ที่เหลืออยู่ก็เป็นวิชาสังคมศึกษาและวัฒนธรรม กล่าวกันว่าคนที่ดึงออกก็คือคนที่นับถือศาสนาอื่นที่เข้ามามีอำนาจ แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของไทยแทบไม่ได้ทำอะไรเลย (ซึ่งไม่รู้ว่าบริโภคเงินเดือนแล้วทำอะไรให้พระพุทธศาสนาบ้างเพราะภาษีนั้นเก็บมาจากชาวพุทธส่วนใหญ่) คณะสงฆ์จากมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง ต้องจับมือกันต่อสู้ เรียกร้อง จนกระทั่งเราสามารถดึงเอาวิชาพระพุทธศาสนากลับมาได้สำเร็จจนเดี๋ยวนี้ แต่ขณะนี้ก็ยังมีปัญหาเพราะครูสอนศีลธรรมไม่พอ ดังนั้น โรงเรียนจึงไปเอาครูสอนสังคมศึกษามาสอนแทน ขณะนี้ชาวพุทธก็ช่วยกันเรียกร้องให้มีครูสอนวิชาพระพุทธศาสนาที่โรงเรียนได้คุณภาพ เหมือนครูสอนศาสนาอิสลาม ซึ่งโดยปรกติเป็นโต๊ะครูที่มีคุณภาพ

บางทีก็มีภัยจากศาสนาอื่น เช่นราว พศ. 2526 ศาสนาบางศาสนาพยายามบิดเบือนและดูดกลืนชาวพุทธ โดยวิธีใช้เงินล่อชาวพุทธให้เปลี่ยนศาสนา, ปลอมปนศาสนพิธี, จัดพิธีทอดกฐินเหมือนพุทธ, เอาพระไตรปิฎกไปชำแหละแล้วบอกว่าพระเจ้าของเขาก็สอน ฯลฯ ที่น่าหนักใจก็คือให้ทุนการศึกษาแก่เด็กพุทธแล้วสร้างเงื่อนไขให้เปลี่ยนศาสนา ระบาดไปหลายจังหวัดในภาคอีสาน บรรดาส.ส.ผู้ทรงเกียรติน้อยรายจะให้ความสนใจ ส่วนใหญ่ก็พระสงฆ์จากมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งทั้งนั้นเลย ไอ้พวกคอลัมนิสต์ชาวพุทธที่หากินตามหน้าหนังสือพิมพ์ทั้งหลายช่วยเหลือน้อยมาก แม้แต่กรณีสึนามิ ก็มีศาสนาบางศาสนาจะช่วยเหลือให้ที่พักอาศัย, ให้อาหารและให้เงินค่าตั้งตัว แต่มีเงื่อนไขให้เปลี่ยนจากพระพุทธศาสนาไปหาศาสนาของเขา

สมัยรัฐบาลทักษิณ กิจการพระศาสนาทั่วประเทศมีภารกิจมากมาย แต่คนดูแลพระพุทธศาสนาทั้งประเทศในหน่วยงานรัฐมีเพียงกรมการศาสนาซึ่งทำให้ดูแลได้ไม่ทั่วถึง ชาวพุทธก็ประท้วงขอให้มีกระทรวงพระพุทธศาสนา เพราะถ้ามีแค่กรมการศาสนาซึ่งมีคนอยู่ไม่กี่สิบคน จะอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาได้ไม่ทั่วถึง แต่รัฐบาลไทยแต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่เคยเหลียวแลเลย พระสงฆ์จากสองมหาวิทยาลัยสงฆ์จึงร่วมกันต่อสู้อีกครั้ง ในที่สุดก็ได้ ‘สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ'ขึ้นมา แม้ว่าจะไม่ใหญ่ มีคนช่วยดูแลพระพุทธศาสนามากเท่ากระทรวง แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย

สิ่งที่รัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ผู้บ้าทุนนิยมเสรีเสนอให้พระพุทธศาสนาก็คือพยายามผลักดันกฎหมายปฏิรูปที่ดินวัด โดยนัยก็คือตั้งใจจะเอาที่ดินวัดไปหาประโยชน์เชิงพาณิชย์ ซึ่งหมายความว่านายทักษิณ ชินวัตรจะเอาทุนนิยมเข้าไปวัดมากขึ้น ตอนนั้นรัฐบาลทักษิณจะเอาให้ได้ แต่มหาเถรสมาคมตั้งกำแพงขวางเสียก่อน ก็ได้พระสงฆ์จากมหาวิทยาลัยสงฆ์นั่นเอง ที่ยอมไปปักกลดหน้าทำเนียบรัฐบาล รัฐบาลของนายทักษิณ ชินวัตรจึงยอมถอย

ผมอยากบอกให้พี่น้องชาวพุทธได้เข้าใจว่าตลอดระยะเวลา 75 ปีที่เรามีระบอบประชาธิปไตย นักการเมืองไม่ค่อยได้ทำอะไรเพื่อพระพุทธศาสนาเลย แม้นักการเมืองเหล่านี้จำนวนมากจะได้สายสะพายสูงๆ ก็ตาม ขณะนี้ ศาสนาอิสลามมีพระราชบัญญัติฮัจย์, มีพระราชบัญญัติธนาคารอิสลาม แต่ผมยังไม่เคยเห็นพวกสส.ชาวพุทธคนไหนที่ตั้งใจทำอะไรเพื่อพระพุทธศาสนาดีๆ สักอย่างฉะนั้นเราจึงต้องสนับสนุนให้พระสงฆ์ท่านออกมาเรียกร้องเอง ถ้าพวกสส. ชาวพุทธทำงานของมันดีสมแก่เป็นชาวพุทธที่ปรากฎชื่อในสัมมะโนครัวอยู่แล้ว พระสงฆ์ไม่ออกมาเคลื่อนไหวหรอกครับ

พระสงฆ์ประท้วงอยู่ในอาการอันสงบ ด้วยจิตวิญญาณชาวพุทธ ที่ผ่านมารัฐบาลไม่เคยฟังเสียงพระสงฆ์ ทำเป็นหูทวนลม ไม่มีหัวใจนักประชาธิปไตย คิดจะร่างกฎหมายโดยไม่ฟังเสียงพระสงฆ์ซึ่งมีเป็นจำนวนมากในประเทศ พระสงฆ์จึงจำเป็นต้องออกมาเคลื่อนไหว ท่านไม่ได้ละเมิดพุทธบัญญัติอะไร ปรกติก็ประท้วงด้วยอาการอันสงบ

WebSnow
04-05-2007, 09:32 AM
http://www.parliament.go.th/files/about/senator/images/144.JPG


ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ประธานคณะกรรมาธิการประสานการมีส่วนร่วมและการประชามติ สภาร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้บัญญัติพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติว่า ตนไม่เห็นด้วย มีข้อเสียมากกว่า เพราะศาสนาพุทธเป็นของสูง ไม่ควรให้คนที่มีกิเลสเพียง 35 คนมาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะถึงแม้จะมีรัฐธรรมนูญในอนาคตอาจจะถูกฉีกได้ ดังนั้น อาจเป็นการได้ไม่คุ้มเสีย หากมองเชิงลึกจะเห็นว่ามีพระบางท่านที่มีความรักในพุทธศาสนาจึงต้องการแสดงความเห็นเป็นเจ้าของประเทศ ต้องการให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ควรนึกถึงหลักธรรมให้มาก ไม่ควรยึดกับการเป็นตัวกูของกู (ผู้จัดการออนไลน์ 18 เมษายน 2550)


ตอบ: นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ไม่ใช่นักการศาสนา เป็นนักเศรษฐศาสตร์ ไม่ค่อยรู้เรื่องราวพระพุทธศาสนาสักเท่าไหร่ แต่พยายามจะเอาภูมิความรู้ศาสนาของตนซึ่งมีเพียงผิวเผินมาสอนพระ http://www.palungjit.com/board/images/icons/icon4.gif

รัฐธรรมนูญมาจากคำในภาษาอังกฤษว่า constitution ซึ่งแปลว่า ‘การสถาปนา' หมายความว่าเมื่อมีการสถาปนารัฐหนึ่งๆ ขึ้นมา จำเป็นต้องมีกฎหมายสูงสุดไว้ประจำรัฐนั้นๆ เพื่อใช้ปกครอง พูดอีกนัยก็คือรัฐใดรัฐหนึ่งจะกำเนิดขึ้นมามิได้ ถ้าไม่มีกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด เพราะจะต้องมีกฎหมายไว้ควบคุมดูแลคนในรัฐนั้นๆ ให้เกิดความสงบสุข

ด้วยเหตุนี้ รัฐธรรมนูญจึงมีความสำคัญสูงสุดในการปกครองและบริหารประเทศ ถ้าพระพุทธศาสนามีความสำคัญต่อสังคมไทยมาช้านานจริง ทำไมจึงไม่มีการระบุไว้ในรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดในประเทศเล่า?

เพราะในการบริหารประเทศ เมื่อมีปัญหาติดขัดก็ต้องกลับไปพิจารณากฎหมายรัฐธรรมนูญ เราจึงจะพัฒนาพระพุทธศาสนาได้ยาก หากไม่มีการระบุไว้ในรัฐธรรมนูญรองรับ การที่นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทองระบุว่าพระพุทธศาสนาเป็นของสูง น่าจะเป็นเจตนาตีกันมิให้บรรจุเสียมากกว่า คืออ้างไปเรื่อยเปื่อย อีกประการหนึ่ง พระพุทธศาสนาเป็นของสูงก็จริง แต่มีไว้เพื่อช่วยให้คนที่มีกิเลสได้ลดกิเลสลง สังคมจะได้สงบสุข ยิ่งคนมีกิเลสด้วยแล้ว ก็ยิ่งจำเป็นต้องมีพระพุทธศาสนาไว้กล่อมเกลาให้กิเลสเบาบาง

พูดสั้นๆ ก็คือพระพุทธศาสนามีความจำเป็นสำหรับคนมีกิเลส ไม่ใช่มีไว้ให้คนหมดกิเลส คนหมดกิเลสแล้วจะเอาพระพุทธศาสนาไปทำไม เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นต้องบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อให้พระพุทธศาสนาได้มีบทบาทเด่นชัดในการขัดเกลาใจของคนมีกิเลสทั้งหลายให้เบาบางลง

คำพูดประโยคที่ว่า ‘หากมองเชิงลึกจะเห็นว่ามีพระบางท่านที่มีความรักในพุทธศาสนาจึงต้องการแสดงความเห็นเป็นเจ้าของประเทศ ต้องการให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ควรนึกถึงหลักธรรมให้มาก ไม่ควรยึดกับการเป็นตัวกูของกู' ที่นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทองพูดออกมา แสดงว่าไม่ใช่นักประชาธิปไตย http://www.palungjit.com/board/images/icons/icon4.gif ไม่ต้องการให้ชาวพุทธ โดยเฉพาะพระสงฆ์แสดงความเห็น โดยปรกติ เมื่อมีการร่างรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการร่างที่มีจิตวิญญาณนักประชาธิปไตยจักต้องฟังเสียงแสดงความเห็นจากประชาชน

โดยภาษาฝรั่งเรียกว่าประชาพิจารณ์ (public hearing)หรือการขอความเห็นจากประชาชน (public consultation)ทั้งสองประการนี้คือหลักการในระบอบประชาธิปไตย มิฉะนั้นแล้ว ก็จะเกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างคนร่าง รัฐธรรมนูญ กับบรรดาประชาชนที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งศัพท์เทคนิคเรียกว่าประชาวิวาท (Public fighting/public confrontation)

อีกประการหนึ่ง ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง มีพื้นฐานการศึกษาพระพุทธศาสนาน้อย http://www.palungjit.com/board/images/icons/icon4.gif ดังนั้น เมื่อเรียนมาน้อยก็พยายามเอาความรู้น้อยของตัวเองไปสอนอวดชาวบ้านไม่เข้าเรื่อง คำสอนว่าด้วย ‘การละตัวกูของกู' นั้น

ก็ควรรู้บริบทด้วย ขอถือโอกาสนี้อธิบายว่าพระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม 12
(12/434/46) สรุปสั้นๆ ว่า "ธรรมทั้งปวงไม่ควรไปยึดมั่นถือมั่น" เพราะทรงเปรียบธรรมะว่าเสมือนแพข้ามฟาก เมื่อข้ามฟากได้แล้ว อย่าไปติดห่วงที่แพ (12/280/270-1) แล้วพาลแบกแพไปด้วย

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะคนที่บรรลุนิพพานแล้วนั้นต้องข้ามพ้นความดีและความชั่ว หรือทิ้งความดีและชั่วหมด พูดสั้นๆ ว่าท่านอยู่เหนือความดีและชั่วแล้ว เป็นลักษณะคำสอนอีกแง่มุมหนึ่งของอนัตตาและสุญญตา คือต้องพยายามมองให้เป็นความว่างปล่าว


ถ้าพระสงฆ์ทั้งประเทศละตัวกูของกูหมด คงไม่มีใครไปสอนธรรมะชาวบ้าน คงไม่มีใครมาอบรมสั่งสอนประชาชน คงไม่มีใครมาเทศน์โปรดชาวบ้านตามสถานีวิทยุ คงไม่มีพระรูปไหนจะสนใจว่าศีลธรรมในสังคมจะดีหรือเลวลงอย่างไร ฯลฯ

ท่านคงหนีเข้าป่าเพื่อปฏิบัติธรรมให้พ้นทุกข์และอยู่อย่างสันโดษในป่ากันหมด คือปล่อยวางเรื่องราวชาวโลกทั้งปวงไว้เบื้องหลัง แต่การที่พระสงฆ์ต้องมาสั่งสอนชาวบ้านให้เป็นคนดี เพราะท่านอาศัยเมตตากรุณาต่อประชาชนเป็นที่ตั้ง

WebSnow
04-05-2007, 10:30 AM
<TABLE height=30 cellSpacing=3 cellPadding=3 width="100%" align=center border=0><TBODY><TR vAlign=top><TD align=left>นายสุริยะใส กตะศิลา บอกว่ามีการเมืองแอบแฝงกับกลุ่มผู้ประท้วง หมายความว่ามีอดีตสส.ในพรรคไทยรักไทยร่วมอยู่ด้วย แสดงให้เห็นว่ากลุ่มผู้ประท้วงต้องการล้มรัฐบาล?

ตอบ: กลุ่มที่เรียกร้องเป็นพุทธบริษัท อาจจะมาจากไหนก็ได้ แต่กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงเป็นชาวพุทธซึ่งโดยอาชีพหรือโดยสถานะคือมีหน้าที่อบรมสั่งสอนประชาชนให้มีศีลธรรม ทุกคนมาด้วยใจบริสุทธิ์เพื่อพระพุทธศาสนา ไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ กับกลุ่มอำนาจเก่า ตัวผมเองก็เป็นหนึ่งในพันธมิตรที่ร่วมชุมนุมเพื่อขับไล่ระบอบทักษิณที่หน้าทำเนียบรัฐบาล และก็ไปร่วมชุมนุมมานับครั้งไม่ถ้วนด้วย

6. พระไพศาล วิสาโล เขียนบทความลงบางกอกโพสต์แสดงความไม่เห็นด้วย บอกว่าแม้จะบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ปัญหาสังคมในประเทศไทยก็ไม่หมด จึงไม่มีความจำเป็นต้องบัญญัติไว้

(There is nothing wrong with the campaign to name Buddhism as our state religion. The problem is that we can't make it true by writing a passage down in the constitution. Suppose we had a new constitution with Buddhism codified as the state religion today, do you believe that crime, rape or corruption cases would go away? Do you believe Thailand would cease to be a paradise for the flesh trade? Do you believe people would stop killing one another? )

ตอบ: ไม่มีใครไปปัญญาอ่อนคล้อยตามตรรกะพระไพศาล วิสาโลหรอกครับ มีที่ไหนครับ เมื่อบัญญัติคำว่า ‘พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ'แล้วปัญหาในประเทศจะหมด ที่จริง จะบัญญัติหรือไม่บัญญัติ ปัญหาก็ไม่หมดอยู่แล้ว ปัญหาไม่มีทางจะหมดลำพังแค่เขียนประโยคแค่ประโยคเดียวไว้ในรัฐธรรมนูญ ตรรกะตื้นๆ แบบนี้ไม่ควรเอามาอ้างเลย
ดังที่กล่าวแต่ต้น การบรรจุคำว่า ‘พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ' นั้น จะทำให้รัฐบาลในอนาคต ไม่ว่าจะมาจากไหนก็ตาม ให้ความอุปถัมภ์สนับสนุนกิจกรรมชาวพุทธระดับชาติที่ทำไป เพื่อพัฒนาศีลธรรมและคุณธรรมคนในชาติบ้านเมืองให้ดีขึ้น มีการดูแลการบริหารกิจการชาวพุทธให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น มีความหนักแน่นในการลด ละ เลิก อบายมุขซึ่งมาพร้อมๆ กับกระแสทุนนิยมเสรีแบบตะวันตก ถ้าหากวัฒนธรรมพุทธไม่ได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาลอย่างเพียงพอเสียก่อนแล้ว จะไปต้านทานวัฒนธรรมทุนนิยมเสรีได้อย่างไร? อยู่เฉยๆ อย่างในปัจจุบันแล้วคนจะสนใจพระพุทธ ศาสนามากยิ่งขึ้นแล้วทำให้ปัญหาลดลงหรือครับ?


พระไพศาลยังเขียนสรุปต่อไปว่า And if Buddhism is firmly rooted in our minds, there is no point of writing it down in the charter แปลว่า ‘ถ้าพระพุทธศาสนาตั้งมั่นอยู่ในใจเราแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องบัญญัติไว้ในรัฐ ธรรมนูญเลย'
คำถามคือแล้วตอนนี้พระพุทธศาสนาตั้งมั่นในใจทุกคนแล้วหรือยัง ?

ประชาชนทั่วไปมีใจตั้งมั่นในพระพุทธศาสนาแล้วหรือยัง?พระไพศาลคงนั่งฝันล้มๆ แล้งๆ อยู่ว่าสักวันถ้าอยู่ไปอย่างนี้ ชาวพุทธจะมีใจตั้งมั่นในพระพุทธศาสนาแล้วปัญหาทั้งปวงในประ เทศจะลดลงเอง เหมือนนักอุดมคตินิยมผู้ชอบจำวัดกลางวันแล้วฝันล้มๆ แล้งๆ ชาวพุทธที่ชุมนุมประท้วงต่างพากันหวังว่าถ้าบัญญัติประโยคดังกล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว พระพุทธศาสนาจะได้รับ การอุปถัมภ์บำรุงและดูแลอย่างเพียงพอมากยิ่งขึ้น เราไม่เชื่อกันหรอกว่าปัญหาสังคมจะหมดไปจากประเทศ แต่เราเชื่อว่าถ้าหาก การเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างพอเหมาะพอสม (หลังจากที่มีการบัญญัติประโยคดังกล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญ) แล้วไซร้ ปริมาณปัญหาคงลดลงไปมากขึ้น



</TD></TR></TBODY></TABLE>



<TABLE height=30 cellSpacing=3 cellPadding=3 width="100%" align=center border=0><TBODY><TR vAlign=top><TD align=left>เมตตานันโทภิกขุ บอกว่าถ้าบัญญัติคำว่า ‘พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ' ไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว เท่ากับบอกว่าคนนับถือศาสนาอื่นเป็นบุคคลชั้นสอง (second class citizen) ในประเทศ อาจารย์จะแก้อย่างไร ?

ตอบ: เมตตานันโท ภิกขุเคยเรียนปริญญาตรีและโทจบที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ รุ่นก่อนผมหลายปี แต่ผมขอเรียนว่าในบรรดาศิษย์เก่าอ๊อกซฟอร์ดที่เรียนจบมาทางอินเดียศึกษา ผมคิดว่าเมตตานันโท ภิกขุเขียนงานวิชาการได้ฉาบ ฉวยที่สุด แสดงความเห็นฉาบฉวยเหมือนไม่รู้จริงบ่อยที่สุด

ยกตัวอย่างเช่น ท่านโจมตีคณะสงฆ์ค่อนข้างบ่อยทำนองว่า ควรยกเลิกสมณศักดิ์เสียเพราะไม่มีในสมัยพุทธกาล และสมณศักดิ์เชื่อมโยงกับศักดินา การเอาสมณศักดิ์ไปถวายพระสงฆ์ที่พระเจ้าแผ่นดินเคยทำก็เท่ากับเอาระบบศักดินาไปถวายพระด้วย ทำให้พระถือยศถืออย่าง โดยที่ท่านเองไม่เคยทำวิจัยว่าสมณศักดิ์สร้างผลเสียแก่สังคมสงฆ์อย่างไรบ้าง? เพราะถ้าเพียงแต่ว่าสิ่งไรไม่มีในสมัยพุทธกาลต้องยกเลิกหมด บัตรวีซ่า โน้ตบุ๊ค บัตรเอทีเอ็ม ฯลฯ ที่ท่านใช้อยู่ประจำก็ต้องยกเลิกหมดด้วยเพราะในสมัยพุทธกาลก็ไม่มีเช่นกัน

การจะถือใครว่าเป็นบุคลากรชั้นสองเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ตามกฎบัตรสหประชาชาติ โดยปรกติ คำว่า 'บุคลากรชั้นสอง' (Second class citizen)นั้นเป็นศัพท์ที่ใช้ในทางสังคมวิทยาหรือรัฐศาสตร์หมายถึงกลุ่มคนที่ไม่มีสิทธิทางกฎหมาย (legal rights) สิทธิในฐานะเป็นพลเมือง (civil rights)และโอกาสในการประกอบอาชีพ (economic opportunities)เป็นคนที่ถูกสังคมมองว่าเป็นเพียงระดับชนชั้นทาสและถูกกีดกันสารพัดดังเช่นที่บรรพบุรุษชาวอเมริกัน เคยดูถูกชาวเผ่าอินเดียนแดงซึ่งเป็นเจ้าของถิ่นเดิม หรือชาวโปรตุเกส, ชาวฮอลันดาและอังกฤษเคยดูถูกชาวพุทธศรีลังการะหว่างปกครองลังกา

แต่การบัญญัติคำว่า ‘พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ' ไม่ได้แปลว่าชาวพุทธจะไปรังแกใครหรือกดขี่ใครชาวพุทธไม่เคยทำเช่นนี้อยู่แล้วในประวัติศาสตร์ ถ้าชาวพุทธคนไหนไปดูถูกคนอื่นอย่างนั้นเข้า ก็แปลว่าไม่ใช่ชาวพุทธที่ดี เป็นตัวแทนชาวพุทธไม่ได้ ไม่จำเป็นต้องไปเคารพนับถือ ควรจะถูกจับเข้าคุกด้วยซ้ำไปในฐานะที่ดูหมิ่นมนุษยชาติด้วยกัน พระพุทธเจ้าได้ทรงวางหลักการเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยซ้ำว่าห้ามว่าร้ายใคร โดยเด็ดขาด ชาวพุทธที่ดีต้องไม่กระทำเช่นนั้น

ในความเป็นจริง แม้เราจะบัญญัติคำว่า ‘พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ' ไว้ในรัฐธรรมนูญ พี่น้องเราชาวพุทธ ชาวมุสลิม ชาวฮินดู ชาวคริสต์ ฯลฯ ยังคงมีสิทธิเสรีภาพทัดเทียมกันในการประกอบอาชีพ ในการศึกษาเล่าเรียนและอาศัยอยู่บนแผ่นดินไทยภายใต้กฎหมายเดียวกันเหมือนเดิม

8. เมตตานันโทภิกขุบอกว่าสมัยทุกวันนี้ คนทั่วโลกพยายามแยกรัฐออกจากศาสนา การบรรจุคำว่า ‘พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ' ไว้ในรัฐธรรมนูญเท่ากับเป็นการสวนกระแสชาวโลกท่านอาจารย์จะตอบว่าอย่างไรครับ?

ตอบ: ตอบง่ายมากครับ ก็แปลว่าเมตตานันโทภิกขุไม่ค่อยรู้ประวัติศาสตร์ยุโรปเอาเสียเลย การดึงศาสนาออกไปจากรัฐ หรือที่ศัพท์ทางรัฐศาสตร์เรียกว่า secularization of states เกิดขึ้นสมัยกลางของยุโรป เมื่อศาสนาคริสต์ พยายามจะเข้าไปมีบทบาทครอบงำประเทศยุโรปเสียเอง ในขณะเดียวกันก็ห้ามมิให้ผู้ใดวิจารณ์ศาสนจักรเสียๆ หายๆ ด้วย ในขณะเดียวกัน ศาสนจักรก็ต่อต้านความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เช่น เมื่อกาลิเลโอยืนยันทฤษฎีโคเปอร์นิคัสว่าโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ และดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล ไม่ใช่โลกดังที่ศาสนาสอน ก็จับกาลิเลโอไปขังคุกจนตาย เพิ่งมาประกาศขอโทษกาลิเลโอเมื่อพ.ศ. 2547 นี้เอง

ประชาชนจึงเห็นว่า ต่อไปคงจะมีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์หลายเรื่องที่จะขัดแย้งกับศาสนจักร หากศาสนจักรมาเจ้ากี้เจ้าการกับอาณาจักรเกินไป การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็จะเป็นไปไม่ได้เลย ดังนั้น ชาวยุโรป ทั้งในอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี ฯลฯ จึงประกาศให้ศตวรรษที่ 18เป็นยุคแห่งการรู้แจ้ง (Age of Enlightenment) หมายความว่าจะไม่ให้ศาสนามามีบทบาทในชีวิตอีกต่อไป จะเปิดกว้างให้ชีวิตผู้คนในสังคมได้ค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมและความเป็นอยู่ของมนุษย์ให้ดีขึ้นอย่างเต็มที่ ความรู้ใดที่ขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์ มนุษย์จะเลิกเชื่อความรู้นั้นทันที ยกตัวอย่างเช่น หลักคำสอนของศาสนาคริสต์ที่ว่าโลกแบน...ก็ถูกตัดทิ้งจากตำราภูมิศาสตร์ ไม่มีใครนำมาสอนในโรงเรียนอีกเลย

ศาสนาจึงถูกกันให้ออกจากรัฐตั้งแต่บัดนั้น ศาสนาในที่นี้คือศาสนาคริสต์ ไม่เกี่ยวกับพุทธแต่อย่างใดเลย ซึ่งในความเป็นจริง เมตตานันโท ภิกขุไม่ควรเอาคำว่า ‘แยกรัฐออกจากศาสนา' (secularization of states) อังกฤษต้องปรับเปลี่ยนบทบาทศาสนาคริสต์เสียใหม่ โดยให้ชื่อว่า Church of Englandแต่ไม่มีบทบาทในทางการเมืองอีกต่อไป ประเด็นสำคัญก็คือหลังจากที่มีการดึงศาสนจักรออกไปจากวงจรของอาณาจักร วิชาศีลธรรมก็พลอยสอนน้อยลงด้วย เพราะผู้คนหันหลังให้ศาสนามากยิ่งขึ้น

เราต้องเข้าใจความจริงขั้นพื้นฐานว่าการที่ประชาชนในหลายๆ ประเทศพยายามดึงรัฐออกจากศาสนาก็เพราะศาสนาก้าวก่ายรัฐมากเกินไป ในขณะเดียวกัน คำสอนของศาสนาคริสต์ก็ขัดแย้งกับหลักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ (ซึ่งมีผลทำให้ศาสนาคริสต์มีตัวเลขคนนับถือน้อยลงเรื่อยๆ จนบัดนี้ในยุโรป) แต่ทั้งสองประเด็นนี้ ไม่ได้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเลย พระพุทธศาสนาเข้ากันได้กับหลักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ในขณะเดียวกัน แม้จะบรรจุคำว่า ‘พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ' ไว้ในรัฐธรรมนูญ พระสงฆ์ก็มิได้เข้าไปก้าวก่ายการทำงานของรัฐบาลอยู่แล้ว เพราะพระสงฆ์มีพระราช บัญญัติคณะสงฆ์ปกครอง มีมหาเถรสมาคมดูแล มิให้เล่นการเมืองอยู่แล้ว จึงกระทำมิได้เลย

9. เมตตานันโท ภิกขุบอกว่าถ้าบรรจุคำว่า ‘พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ'ไว้ในรัฐธรรมนูญ สงฆ์จะเล่นการเมืองเหมือนในลังกาและจะทำสงครามกลางเมืองกันทันที? ท่านอาจารย์ลองอธิบายสิครับว่าเป็นไปได้มั้ยครับ?

ตอบ: ชาวพุทธในลังกาถูกชาวอังกฤษ, โปรตุเกสและฮอลันดากดขี่มานาน ระหว่างที่สามชาตินี้ปกครอง เกิดอะไรขึ้น?


1.พระสงฆ์ถูกกดดันให้สึก
2.พระพุทธรูปถูกทุบทิ้ง
3.โบสถ์ในวัดถูกเปลี่ยนเป็นโบสถ์คริสต์เพียงชั่วข้ามคืน
4.กดดันมิให้อุบาสกอุบาสิกาถวายอาหารบิณฑบาตพระ
5.ใครเป็นชาวพุทธ จะไม่ให้โอกาสได้รับการศึกษาสูง
6. ถ้าใครยังเป็นชาวพุทธอยู่ ห้ามแต่งงาน ถ้าแต่งจะไม่จดทะเบียนให้
7.พระเขี้ยวแก้วซึ่งเป็นพระบรมอัฐิของพระพุทธเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของชาวพุทธถูกฝรั่งพวกนี้ทุบทำลายไปหลายครั้ง จนชาวลังกาต้องสร้างของปลอมขึ้นมาเพื่อมิให้ของจริงสูญหาย
ในเมื่อประชาชนจำนวนมากทั่วไป มีการศึกษาต่ำ พระสงฆ์ก็จำเป็นต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อพระพุทธศาสนา จนในที่สุด สถานการณ์ก็ดึงท่านให้เล่นการเมือง สรุปแล้ว พระสงฆ์ลังกาท่านเล่นการเมือง เพราะพระพุทธศาสนาในลังกาถูกต่างชาติกดขี่มาเป็นระยะเวลานาน จนในที่สุด ชาวพุทธก็ต้องประกาศว่ายอมไม่ได้อีกต่อไปแล้ว นั่นแหละคือสาเหตุที่ทำให้ท่านต้องลุกขึ้นมาต่อสู้และเล่นการเมืองในที่สุด เพราะสถานการณ์ในลังกาก็คือเผลอไม่ได้ ถ้าชาวพุทธเผลอ ชาวพุทธต้องถูกทำลายหรือกดขี่ และชาวบ้านก็ช่วยสนับสนุนให้พระสงฆ์เล่นการเมืองด้วย ปัจจุบันนี้ก็ต้องถือว่าเป็นวัฒนธรรมของชาวพุทธลังกาไปแล้ว แม้แต่ในไอร์แลนด์เหนือ ที่มีการฆ่ากันเพราะศาสนาเป็นเหตุก็เพราะเมื่อศาสนาใดศาสนาหนึ่งขึ้นเป็นใหญ่แล้ว ก็จะกดขี่ศาสนาอื่นๆ เสีย มันก็เลยวุ่นไม่รู้จบ

แต่สถานการณ์ในประเทศไทยไม่เป็นอย่างนั้น ชาวพุทธไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนามิได้มีเจตนาจะไปกดขี่ใครเลย ถึงจะบรรจุคำว่า ‘พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ'ก็ไม่ได้แปลว่าพระสงฆ์จะตั้งพรรคการเมืองหรือเล่นการเมือง เพราะมีพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ปกครองอยู่ซึ่งห้ามมิให้พระสงฆ์เล่นการเมืองหรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น ในปัจจุบัน พระสงฆ์ก็พยายามอยู่ห่างจากการเมือง ยกเว้นว่าจะถูกนักการเมืองกดดันมากๆ เท่านั้นเอง ท่านถึงออกมาแสดงความเห็น





อยากให้อาจารย์วิจารณ์ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ และ นายธงทอง จันทรางศุ

ที่บอกว่าที่ผ่านๆ มารัฐธรรมนูญก็ไม่เคยบัญญัติคำว่า ‘พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ'เอาไว้? อาจารย์คิดอย่างไรครับตอบ:อย่างที่กล่าวไว้ตั้งแต่ต้น สมัยสมบุรณาญาสิทธิราชย์ พระมหากษัตริย์ไทยทุกรัชกาลต่างประกาศไว้อย่างชัดเจนว่าจะทำนุบำรุงพระศาสนาให้คู่ชาติบ้านเมือง พระบรมราชโองการเหล่านี้คือกฎหมาย ซึ่งเท่ากับประกาศว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทยมาแต่โบราณกาล

แต่พวกที่ร่างรัฐธรรมนูญชุดแรกคือเมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 นั้นมีหัวหรือโน้มเอียงไปทางประชาธิปไตย จึงไม่นำพาเอาพระราชดำริหรือพระบรมราชโองการมาบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็ไม่น่าจะแปลกอะไรเพราะเพิ่งดึงเอาอำนาจจากพระมหากษัตริย์มาใหม่ๆ ผมอยากจะกราบเรียนว่าถึงแม้ว่าเราจะไม่เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญในยุคประชาธิปไตย เราก็สามารถบรรจุได้เพราะทุกสิ่งทุกอย่างย่อมต้องมีครั้งที่ 1 เสมอครับ อย่างน้อยที่สุด ก็ควรจะเข้าใจว่าระบอบประชาธิปไตยของไทยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เหมือนอังกฤษ แต่อังกฤษนั้น มีการออกกฎหมายชัดเจนว่าศาสนาคริสต์นิกาย Church of England คือศาสนาหลักของสหราชอาณาจักร (Established Church/State Church/ Official Church) โดยขณะนี้มีเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ มกุฎราชกุมารของอังกฤษเป็นประมุข

แม้แต่อังกฤษซึ่งเป็นต้นแบบของประชาธิปไตย ยังมีการระบุเป็นกฎหมายประเพณีไว้อย่างเด่นชัด สาเหตุที่เขากล้าทำเช่นนั้น เพราะไม่ได้ผิดระบบธรรมาภิบาลของประชาธิปไตยใดๆ เลย หากแต่ถือว่าเป็นการเรียกร้องโดยประชาชนผู้มีเสียงข้างมากในประเทศ เพราะชาวอังกฤษในประเทศส่วนใหญ่เป็นชาวคริสต์ ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรจากประเทศไทยที่ส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ
11.ทีมการเมือง หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ (ฉบับออนไลน์ วันที่ 24 เมษายน 2550) เขียนว่า ‘หากรัฐธรรมนูญใหม่ของไทยเขียนให้ “พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ” ในทางปฏิบัติก็ต้องใช้หลักคำสอนของพระพุทธศาสนา เป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายใช้กับประชาชนอย่างน้อย การละเมิดศีล 5 ต้องถือว่า หมิ่นเหม่ดื่มสุรา ขายของมึนเมา ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ประพฤติผิดในกาม เป็นชู้กับผัวคนอื่น ลักลอบได้เสียกับเมียชาวบ้านผิดกฎหมาย ละเมิดรัฐธรรมนูญต้องมีโทษจริงอยู่ ในทางอุดมคติก็ถือเป็นเรื่องดี ประชาชนจะได้ถูกบังคับอยู่ในศีลในธรรม สังคมจะกลับไปสู่ความสงบสุขมากขึ้นแต่ในทางปฏิบัติ พฤติกรรมตามใจฉันที่เคยชินแบบไทยๆจะทนอึดอัดกันได้หรือเปล่าเหนืออื่นใด ในอดีตที่ผ่านมา โดยที่ไม่มีการบัญญัติไว้ในรัฐ ธรรมนูญว่า“พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ พระพุทธศาสนาก็ยังยืนหยัดอยู่ในโลกมายาวนานกว่า 2550 ปีพิสูจน์แล้วว่า เป็นเรื่องของศรัทธาจำเป็นแค่ไหนที่จะล็อกเป็นกติกาให้เกิดการยึดติด' อยากให้อาจารย์ช่วยตอบด้วยครับ
ตอบ:บทความไทยรัฐข้างต้นนี้ก็เป็นอีกบทความที่เขียนโดยคนที่ไม่ค่อยจะมีความรู้เท่าไหร่ สังคมเรามีข้อเสียอย่างนี้ คือคนไม่ค่อยรู้หรือรู้ไม่จริงมักมีโอกาสแสดงความเห็นมากกว่าคนที่รู้ สังคมก็เลยสับสนไปหมด
ไม่มีหลักฐานในทางประวัติศาสตร์ ไม่มีข้อมูลเลยว่าเมื่อบัญญัติคำว่า‘พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ' แล้วชาวพุทธหรือมหาเถรสมาคมหรือใครจะไปบังคับให้คนนับถือศีลห้ากันหมด คนเขียนไปเปรียบเทียบกับประเทศหลายประเทศที่ประกาศให้ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติแล้วออกกฎหมายให้สอดคล้องกับหลักการของอิสลาม ทำให้ตึงเกินไป แต่ทำไมไม่มองดูประเทศอื่นๆ ละครับ?

พม่าประกาศให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติแต่ไม่เคยบังคับให้ใครรักษาศีล5เลย ประเทศอังกฤษประกาศให้ศาสนาคริสต์นิกายเชิร์ช ออฟ อิงแลนด์ (Church of England) เป็นศาสนาประจำชาติ แต่ก็ไม่เคยบังคับให้ใครต้องเป็นคริสเตียน แม้ในปัจจุบัน รัฐบาลโทนี่ แบลร์ก็ส่งเสริมศาสนาทุกศาสนาด้วยดี แถมยังประกาศด้วยซ้ำว่าถ้าองค์กรศาสนาไหนจะสร้างโรงเรียน อบรมคนให้เป็นคนดี รัฐบาลเขายินดีสนับสนุน
ชาวพุทธตระหนักดีว่ามนุษย์เราเปรียบได้ด้วยบัว 4 เหล่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว สิ่งที่ชาวพุทธจะพึงได้จากการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญก็คือ

1. ของบประมาณให้มีเพียงพอเพื่อสอนศีลธรรมหรือวิชาพระพุทธศาสนา ในระดับโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยให้นักเรียนนักศึกษาชาวพุทธได้รู้เรื่องพระพุทธศาสนาดีในฐานะที่เป็นศาสนาประจำชาติเพื่อเป็นคนดีของชาติเมื่อเติบโตขึ้น
2. มีงบประมาณเผยแผ่และอบรมคนทั่วๆ ไปตามสื่อมวลชนต่างๆ ให้คนทั่วๆ ไปเป็นคนดีมากยิ่งขึ้น
3. มีงบประมาณดูแลศาสนสถาน, ศาสนวัตถุและพัฒนาศาสนบุคคลให้มีความรู้ดี ส่วนใครจะเชื่อพระพุทธศาสนาหรือไม่นั้น ไม่มีใครไปบังคับ ใครจะรักษาศีลห้าหรือไม่รักษา ก็ไม่มีใครไปบังคับเช่นเดียวกัน
พร้อมกันนั้น คณะสงฆ์ก็ยังมีกฎหมายควบคุมมิให้พระสงฆ์เข้าไปมีบทบาททางการเมืองโดยเด็ดขาดอยู่เช่นเคย เพราะการบัญญัติคำว่า ‘พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ'นั้น ไม่ได้แปลว่าศีล ๕ หรือศีล ๘ จะกลายเป็นบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญไปด้วย คิดอย่างนี้เป็น ‘อุทธัจจกุกกุจจะ'ของคนเขียนไปเสียเกินเหตุ

12. อยากให้ท่านอาจารย์ช่วยวิจารณ์ด้วยว่าเมื่อวาน (24 เม.ย.) มีข่าวลงหนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์ว่าอิหม่ามอะหมัดซิค อับดุลเราะห์มาน เครือข่ายมุสลิมรักมนุษยชาติแห่งประเทศไทย ได้นำเอกสารมาแจกจ่ายผู้สื่อข่าวที่รัฐสภา เพื่อแสดงจุดยืนกรณีองค์กรชาวพุทธกดดันให้บัญญัติศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ โดยกล่าวว่า ‘ขณะนี้ศาสนาพุทธก็เหมือนเป็นศาสนาประจำชาติไทยอยู่แล้ว' เรื่องนี้ควรให้เกียรติซึ่งกันและกัน เพราะประเทศไทยมีหลายศาสนาคือพุทธ อิสลาม คริสต์ พราหมณ์ อย่างไรก็ตาม หากมีการบัญญัติศาสนาพุทธไว้ในรัฐธรรมนูญก็ไม่เป็นไร แต่ทางที่ดีควรจะบัญญัติทุกศาสนาให้เท่าเทียมกัน และเชื่อว่า หากมีการตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใดก็จะไม่กระทบต่อปัญหาภาคใต้ เพราะหลักศาสนาอิสลามสอนให้ทุกคนเข้าถึงสันติภาพ และอยากเห็นประเทศไทยเป็นดินแดนแห่งสันติภาพ มีความเสมอภาคกันทุกศาสนา “ถ้าบัญญัติเรื่องนี้จริง พวกเราคงน้อยใจเพราะว่าเราได้ร่วมกันพัฒนาประเทศไทยมา 600 ปีแล้ว เราเกิดในเมืองไทยมานาน ไม่ใช่อิสลามเพิ่งมาอยู่ในไทย” อิหม่ามอะหมัดซิคกล่าว
ตอบ: ผมว่าพี่น้องมุสลิมก็มีสิทธิ์แสดงความเห็นได้ตามรัฐธรรมนูญ แต่ความจริงก็ออกจะแปลกอยู่นิดหนึ่งนะครับ ถ้าเป็นอย่างที่ท่านว่าไว้ว่า ‘ขณะนี้ศาสนาพุทธก็เหมือนเป็นศาสนาประจำชาติไทยอยู่แล้ว' ก็ไม่น่าจะต้องปฏิเสธอะไร ถ้าทุกคนคิดว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติโดยพฤตินัยแล้ว ทำไมจะยอมรับโดยนิตินัยไม่ได้ละครับ? เหมือนสามีภรรยาคู่หนึ่งอยู่ด้วยกันโดยพฤตินัยแล้ว แต่ยังไม่ได้จดทะเบียน ใครๆ ก็เห็นโดยพฤตินัยแล้วว่าทั้งคู่รักกันดี มีลูกด้วยกัน ถ้าวันหนึ่งข้างหน้า ทั้งสองคนจะไปจดทะเบียนกันให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้เป็นสามีภรรยากันโดยนิตินัย ทำไมจะต้องมีคนคัดค้าน?

ถ้าคัดค้านก็แปลว่าแม้แต่พฤตินัยก็ไม่ยอมรับสิครับ

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งทรงรักษาชาติไว้ได้ในช่วงยุคล่าอาณานิคมได้ทรงพระราชนิพนธ์เอาไว้ว่า
‘การพระราชบริจาคอันนี้ ทรงพระราชดำริเห็นว่าไม่ขัดขวางเป็นเหตุให้ท่านผู้ใดขุ่นเคืองขัดใจเลย พระนครนี้เป็นถิ่นที่ของคนนับถือพระพุทธศาสนามาแต่เดิม ไม่ใช่แผ่นดินของศาสนาอื่น คนที่นับถือศาสนาอื่นมาแต่ที่อื่น อยู่ในเมืองนี้ก็ดี จะโทมนัสน้อยใจด้วยริษยาแก่พระพุทธศาสนาเพราะบูชาอันนี้ไม่ได้ ด้วยไม่ใช่เมืองของศาสนาตัวเลย'

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชนิพนธ์เอาไว้ว่า
‘พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาสำหรับชาติเรา เราจำเป็นต้องถือด้วยความกตัญญูต่อบิดามารดาและต้นโคตรวงศ์ของเรา เมื่อรู้สึกแน่นอนแล้วว่าศาสนาในสมัยนี้เป็นของที่แยกจากชาติไม่ได้...ถ้าข้าพเจ้าจะขอแก่ท่านทั้งหลายว่าพุทธศาสนาเป็นของไทย เรามาชวนกันนับถือพระพุทธศาสนาเถิด...ผู้ที่แปลงศาสนาคนเขาดูถูกยิ่งเสียกว่าผู้ที่แปลงชาติ...เพราะเหตุฉะนั้น เป็นความจำเป็นที่เราทั้งหลายผู้เป็นไทยจะต้องมั่นอยู่ในศาสนาพระพุทธซึ่งเป็นศาสนาสำหรับชาติเรา'

พระราชดำรัสเหล่านี้ตอกย้ำความจริงทางประวัติศาสตร์ ในขณะเดียวกัน วัฒนธรรมประเพณีส่วนใหญ่ในประเทศก็เป็นวัฒนธรรมพุทธ ข้อสำคัญนะครับ นักประวัติศาสตร์ศาสนาได้เคยเขียนกันออกบ่อยว่าพุทธศาสนิกชนไม่เหมือนคนนับถือศาสนาอื่นๆหลายศาสนาในโลกนี้ที่พอมีอำนาจในบ้านเมืองแล้วจะพยายามเปลี่ยนคนในบ้านเมืองให้นับถือศาสนาของตัวเอง คือชาวพุทธมีความอดทน อดกลั้นและพึงพอใจกับจำนวนผู้นับถือที่มีมาก ประวัติศาสตร์ได้บอกเราว่าหลายศาสนาในโลกนี้ พอเป็นศาสนาประจำชาติแล้ว สร้างข้อจำกัดให้คนนับถือศาสนาอื่นๆ จนถึงกดขี่ผู้คนที่นับถือศาสนาอื่นก็มี ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นมากมาย ทั้งศาสนาพราหมณ์-ฮินดู(ในอินเดีย) ศาสนาคริสต์ (ในยุโรป) และศาสนาอิสลาม(ในอินเดีย) แต่ในประวัติศาสตร์ เราไม่เคยเห็นชาวพุทธกระทำอย่างนั้นเลย

แม้พระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอินเดีย จะประกาศให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ แต่พระองค์ก็ทรงอุปถัมภ์ศาสนาอื่นๆ ทุกศาสนาเป็นอย่างดีเช่นเดียวกัน

สำหรับผมนะครับ ผมคิดว่าถึงแม้ว่าประเทศไทยเราจะมีศาสนาอยู่เป็นจำนวนมาก แต่เราในฐานะนักวิชาการก็ต้องยอมรับความจริงกันเป็นพื้นฐานว่าพระพุทธศาสนานั้นมีบทบาทในประวัติศาสตร์ไทย และสังคมไทยมานานกว่าศาสนาใดทั้งหมด รวมทั้งที่มีบทบาทต่อวัฒนธรรมไทยโดยรวมในปัจจุบันด้วย ดังได้ให้คำอธิบายในตอนต้นๆ


การเรียกร้องให้บรรจุคำว่า ‘พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ'จริงๆ ก็สามารถกระทำได้โดยอาศัยระบอบประชาธิปไตย คือยึดเสียงข้างมาก ขณะนี้คนไทยมี 94.7%ที่เป็นชาวพุทธ ก็ถือเป็นการเรียกร้องของคนส่วนใหญ่ ซึ่งเมื่อทำก็ไม่ได้ขัดกับระบบธรรมาภิบาลในระบอบประชาธิปไตยแต่อย่างใด
สิ่งที่สำคัญก็คือแม้ว่าจะบรรจุคำว่า ‘พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ' ไว้ในรัฐธรรมนูญ ในการใช้ชีวิตอยู่ประจำวัน เราทุกคนก็เคารพกันและกัน ทั้งมีสิทธิ์ทัดเทียมกันอยู่แล้วในทางปฏิบัติ ถ้ามีใครแสดงอาการในลักษณะกดขี่คนนับถือศาสนาอื่นๆ ก็ขอได้โปรดทราบเถิดว่าไม่ใช่ชาวพุทธแท้ เป็นบุคคลที่ชาวพุทธเองก็ขยะแขยงด้วยครับ.




http://dhammathai.org/webboard/view.php?No=6622
</TD></TR></TBODY></TABLE>

Nu_Bombam
04-05-2007, 01:36 PM
อนุโมทนาครับผม เป็นจริงอย่างที่ว่า นักการเมืองพึ่งไม่ค่อยได้!

คนเก่า
04-05-2007, 03:00 PM
หายากครับ เนื้อความที่สมบูรณ์ด้วยองค์ความรู้ ทั้งทางโลกทางธรรมและตรงประเด็นตรงเป้าเช่นนี้ ช่วยกันศึกษาจดจำไว้และนำไปเผยแพร่อย่างไม่ผิดเพี้ยนต่อๆไปเถิด คนไทยจะได้ตาสว่างกันให้มากขึ้นกว่านี้

ขออนุโมทนา
04-05-2007, 04:50 PM
บริโภคเงินเดือนจากชาวพุทธทำไม ไอ้พวกร้างรัฐธรรมนูญ 8/10 ของคณะร่าง รธน เป็นอิสลาม งั้นก็แปลว่า ที่เหลือที่เป็นพุทธจะเสนอยังไง 8/10 ไม่เห็นด้วยก็ อด อิสลามควบคุมกันเองยังไม่ได้ แล้วจะมาควบคุมพุทธทำมายยย

ธรรมวิวัฒน์
05-05-2007, 01:53 AM
อนุโมทนาครับ จะได้หูตาสว่างกันเสียทีครับ

virot05
05-05-2007, 05:45 AM
ครับโมทนาครับ

tamsak
05-05-2007, 09:19 AM
เป็นข้อมูลที่มีเนื้อหาใจความครบถ้วนสมบูรณ์ทุกด้านจริงๆ ต้องช่วยกันสนับสนุนและนำไปเผยแพร่ให้พี่น้องชาวไทยได้อ่านกันเยอะๆ จะได้ทราบข้อเท็จจริงและเหตุผลอันชอบธรรมในการที่จะบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญว่า "พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ"


.
.

redpeppers
08-05-2007, 08:43 AM
เป็นเหตุผลที่ดีนะครับ แต่ก็ยังไม่เห็นด้วยกับการนำมาบัญญัติไว้รัฐธรรมนูญอยู่ดี เพราะศาสนา ควรจะอยู่ในทางธรรม มากกว่าจะมาอยู่ในทางโลกนะครับ อีกอย่างนึง คือ การที่อาจจะมีชนกลุ่มน้อยบางกลุ่มไม่พอใจขึ้นมาก็ได้ จำได้ไหมครับ ปัญหาภาคใต้เกิดจากอะไร ถ้ามิใช่ชนกลุ่มน้อย(ไม่ใช่ส่วนใหญ่นะ)
เพราะฉะนั้นการมองที่เสียงข้างมากอาจจะทำให้เราเสียอะไรไปมากกว่าที่เป็นก็ได้

Tewadhol
10-05-2007, 11:04 PM
เมื่อหลายร้อยปีก่อน ดินแดนทางใต้ของไทยยันไปถึง มาเลย์ อินโดฯ ดินแดน
แถบนี้นับถือศาสนาพุทธเป็นหลัก จนศาสนาอื่นเข้ามาชนชั้นปกครองเริ่ม
เปลี่ยนศาสนากันด้วยเหตุผลทางการค้าและการปกครองของตนเอง ประชาชน
จึงต้องเปลี่ยนตาม แล้วทุกวันนี้เป็นงัยพวกอยากแยกดินแดนอ้างประวัติศาสตร์
เพียงบางช่วงมาสร้างความวุ่นวาย

นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ควรบัญญัติพุทธไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อสร้างเกราะป้อง
กันไว้ เพื่อกระตุ้นผู้กุมอำนาจให้ใส่ใจในกิจการของพุทธ สังเกตุให้ดีเถอะพวก
เขากำลังทำตามบัญญัติของเขาแทะเล็มเราทีละนิด

*มิได้ต้องการให้แตกแยก แต่อยากให้ปกป้อง*