View Full Version : คุณเห็นว่า รธน. ใหม่ ควรบรรจุ ให้ พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ หรือไม่ ?
WebSnow
02-05-2007, 07:36 AM
จากที่เราได้ติดตามข่าว ว่าได้มีการ ปรับปรุง รธน.ใหม่ ในปี 2550
ซึ่งตอนนี้ ได้มีการ เรียกร้องให้ สสร. บรรจุใน ในรัฐธรรมนูญ ใหม่ เพื่อ ให้ พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
แกนนำการเรียกร้องร้อง โดย
องค์กรชาวพุทธแห่งประเทศไทย และ ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย http://www.bpct.org/ ร่วมกับ องค์กรพุทธอีกกว่า 300 องค์กร
จากข่าวสารที่ออกมาตามสื่อต่างๆ ทั้งนี้ มีผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ในเรื่องนี้
169229
----------------------------------------------------------------------
เว็บพลังจิต ดอทคอม (www.palungjit.com) (http://www.palungjit.com))
ซึ่งเป็นเว็บ พุทธศาสนา ยอดนิยมอันดับที่ 1 ของประเทศไทย
ซึ่งตอนนี้เรามีสมาชิก ที่สมัครกันเข้ามากกว่า 139,892 รายชื่อ
ในปี 2549 ได้รับรางวัลเว็บยอดนิยมที่สุด จาก หน่วยงานราชการ
เว็บพลังจิตได้รับรางวัล''เว็บไซต์ที่มีผู้เข้าเยี่ยมชมมากที่สุดในหมวดศิลปะวัฒนธรรม'' (http://www.palungjit.com/board/showthread.php?t=74260)
ซึ่งเป็นเว็บที่ มีชาวพุทธทาง internet ที่สนใจทางด้านพุทธศาสนา มารวมตัวกันมากที่สุดของประเทศ
อยากทราบว่า คุณเห็นด้วยเกี่ยวกับ เรื่องการบรรจุ พุทธศานาให้เป็นศาสนาประชาติหรือไม่ ?
-------------------------------------------------------
สมาชิกหรือไม่เป็นสมาชิก ก็ร่วมโหวตได้
sithiphong
02-05-2007, 08:32 AM
เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ
putipongb
02-05-2007, 08:57 AM
เห็นด้วยครับ
บุญบันดาล
02-05-2007, 10:06 AM
เห็นด้วยครับ
อนุโมทนา สาธุ สาธุ สาธุ
Nu_Bombam
02-05-2007, 10:28 AM
เห็นด้วยมากมายครับ ก็เห็นๆอยู่ประเทศเราใช้ พ.ศ. ตอนเรียนประถม เวลาเขียนวันที่ในสมุดก็ "พ.ศ." หุหุ ไม่รู้จะเกี่ยวกันอ่ะป่าว
คนเก่า
02-05-2007, 10:35 AM
นี่เป็นวาระหน้าที่ของชาวไทยที่ต้องปกป้องแผ่นดินครับ
พระพุทธศาสนาคือ รากฐาก หัวใจ และจิตวิญญาณของชาติ หากสถานภาพของพระพุทธศาสนาถูกสั่นคลอนด้วยเล่ห์กลอุบาย การขู่กระโชก หรืออำนาจอะไร อย่างใดอย่างหนึ่ง ความมั่นคงของชาติก็จะเสื่อมถอยลงอย่างน่าใจหาย
อารยธรรมไทยจะเสี่ยงต่อการล่มสลายลงทันที
คนไทยต้องเลือกแล้วครับ ว่าจะช่วยกันปกป้องบ้านของเราที่พ่อแม่ปู่ย่าตายาย ช่วยกันสร้าง ช่วยกันพิทักษ์รักษาด้วยเลือดเนื้อ หยาดเหงื่อและน้ำตา
หรือจะปล่อยให้คนพาลขมขู่กระโชก ทั้งใช้เล่ห์กลอุบายสารพัด ทำลายบ้านของเราให้พินาศสูญสิ้น
ซึ่งต้องรวมพลังยืนยัน ไม่เพียงแต่ให้บรรจุในรัฐธรรมนูญว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติเท่านั้น ต้องมีความชัดเจนว่า รัฐจะต้องยกพระพุทธศาสนาไว้ในสถานะพิเศษ เพื่อพิทักษ์รักษาให้สมเป็นสถาบันหลักของแผ่นดิน
แม้การจะระบุเติมว่า รัฐให้การรับรองศาสนาอื่น อันเป็นอุบายตื้นๆของคนที่คิดดูถูกคนไทยทั้งชาติ นึกว่าคนอื่นว่าโง่กว่าตน ก็เป็นสิ่งที่คนไทยจะยอมไม่ได้ และต้องไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว
เพราะนี่คือจุดเปลี่ยนในความอยู่รอดของความเป็นไทย
รากแห่งธรรม
02-05-2007, 11:05 AM
เห็นด้วยนะ ถ้าไม่มีพระพุทธศาสนาก้อไม่มีชาติไทย ไม่มีวัฒนธรรมของชาติไทยไม่มีศิลปอันงดงาม ไม่มีงานหัตถกรรมที่เรื่องชื่อ ไม่มีประชาชนที่รักสงบและที่สำคัญเราจะไม่มีพระมหากษัตรย์ที่ทรงเสียสละความสุขของพระองค์เพื่อประเทศชาติ พระศาสนา และประชาชน
ดังนั้น การที่เราจะยกย่องรากเหง้าของตัวเองไม่เห็นมันจะผิดตรงไหนนี่เป็นความดีเสียอีก เพราะหมายถึงเรากตัญญูต่อรากเหง้าของเราเอง ประเทศเรามีพระพุทธศาสนามาช้านานนับได้เกือบพันปีแล้วนะ เพราะเรามีพระศาสนาเราจึงมีทุกวันนี้ ทำไมเราจะต้องไปสนใจไอ้พวกหลืบโลนที่มาอาศัยเกาะประเทศเรา ทำไมเราต้องไปเกรงใจมัน เพราะในเมื่อมันมาที่หลังเรามาเป็นผู้อาศัยเรามันมาอาศัยเรา ในอดีตพวกมันเคยทำให้พระพุทะศาสนาสิ้นสูญไปจากชมพูทวีปครั้งหนึ่งแล้ว และบัดนี้มันก้อจะทำให้พระพุทธศาสนาสิ้นสูญไปจากดินแดนสุวรรณภูมิอีกเราจะยอมหรือ เราจะยอมให้คนเลวพวกนี้ที่มันเคยเข่นฆ่าบรรพบุรุษเรามาเข่นฆ่าทำงายย่ำยีหัวใจของพวกเราอีกหรอ ตื่นรุ้ได้แล้วนะพวกท่านทั้งหลายเลิกให้ความสำคัญกับพวกหลืบโลนพวกนั้นได้แล้วนะ เราต้องประกาศไปบ้างว่า เรานี้รัก ชาติ ศาสนาพุทธ และพระมหากษัตย์นะ
อย่าทำให้พุทธศาสนาของเราต้องสิ้นสูญเพราะพวกลืบโลนที่เคยเข่นฆ่าชาวพุทะในชมพูทวีปอีกเลย จำได้ไหมว่าตอนเด็ก ที่เราเรียนประวัติศาสตร์ในสมัยรัชกาลที่4 พระอุปาลีเถระ จากสยามประเทศต้องไปเผยแผ่พระศาสนาในลังกาและอิเดียเพราะอะไร เพราะว่าตอนนั้นขณะนั้น พระพุทธศาสนา ในชมพุทวีปเสื่อมโทรมลงเพราะคนพวกใดเราทั้งหลายคงรุ้ดี จนปัจจุบันนี้เกิดสายสยามวงค์ ในอินเดียใช่ไหม อย่าให้เราต้องไปอัญเชิญพระสงฆ์จากที่ศรีลังกามาสืบสาย สยามวงค์ในประเทศของเราเองเลย
การที่เราต้องการให้รัฐธรรมนูญบรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไว้นั้นเพื่อเป็นการป้องกันอันมิให้มีกลุ่มลัทธิ ศาสนานอกรีต หรือแม้แต่องค์กรต่างๆไม่ว่าจะรัฐ เอกชน หรือองค์กรเสรี มาก้าวล่วงทำลายบิดเบือนหรือแม้แต่เข่นฆ่าพุทธบริษัททั้งหลายดังเช่นเราเห็นกันทุกวันนี้ที่3จังหวัดชายแดนภาคใต้
ที่วัดถูกเผา ชาวพุทธถูกฆ่าตัดคอเผานั่งยาง พระสงฆ์องค์เณรออกมาบิณฑบาตรก้อถูกฆ่า พวกที่ทำนี่รุ้ไหมว่าเค้าสอนกันอย่างไร เค้าสอนว่า เวลาเราจะฆ่าอะไรสักอย่างเนี่ยเราได้บุญนะ ได้บุญเพราะอะไรไม่รุ้ละฆ่าสิ่งมีชีวิตเนี่ย แต่เค้าบอกว่าได้บุญ บุญหนักเสียด้วย แล้วถ้าเข่นฆ่าเพื่อศาสนาของเค้านะเวลาตายจะไปอยุ่กับพระเจ้าเลย เพราะถือว่าได้ทำสงครามศักดิ์สิทธิ์ ก้อไม่รุ้นะว่าเค้าสั่งสอนเพื่อไปสวรรค์หรือลงนรกแต่ในศาสนาเค้าไม่มีนะสวรรค์ นรกอ่ะมีแต่พระเจ้า วันๆๆไม่ทำไรละ กราบๆๆๆไปเหอะนั่งสวดคอแหบแทบตาย คุกเข้าจนเข่าด้านไปเลยทำวันละ5รอบ บางเดือนก้อต้องๆอดๆอยากๆกลืนน้ำลายตัวเองยังไม่ได้เลยนะตอนกลางวันเนี่ย ถ้าเดือนนั้นตอนกลางวันเผลอกลืนน้ำลายไปบาปอีกห้ามนะๆๆ เวลาไปที่มหานครของศาสนาเค้าเหยียบกันตายเลยก้อมี
ดูเอาเถอะศาสนานี้เค้าน่าสงสารอย่างไร เพราะศาสนาเค้าน่าสงสารมากๆๆคนของศาสนาจึงมีจิตใจหยาบช้า เลว ทราม มีจิตใจเป้นสัตว์เดรัจฉาน จะว่าไปเค้าคงอิจฉาศาสนาเราแหละมีกินอุดมสมบูนณ์ มีสวรรค์ให้ขึ้น มีนรกให้ลง
จะกินอะไรก้อได้นึกอยากกินหมูมีกิน นึกอยากกินก๋วยเตี๋ยวก้อกินอย่างกับข้าวที่เราซื้อ-ขายกันนี้พวกนั้นเค้ากินไม่ได้นะเพราะว่าสัตว์พวกนี้เค้าไม่ได้ฆ่ากันเองไม่ได้เห็นเวลาสัตว์มันทรมานจนตายนี่พวกเค้ากินไม่ได้นะต้องซื้อสัตว์เป็นๆมาฆ่าเองทำเองโอ้ยสนุกจะตายเวลาสัตว์นดิ้นพล่านๆก้อนั่งสวดยาวีกันไปให้มันไปสวรรค์แต่คนฆ่าลงนรก 5+5+5+ เห็นไหมว่าศาสนานี้เค้าลำบากน่าสมเพช เค้าเลยอิจฉาเราไงเราจะยกย่องกตัญญูศาสนาเราเค้าไม่ยอมหรอกเพราะว่าเป็นพวกขี้อิจฉานี้พวกนี้อ่ะเห็นใครจะดีเกินตัวไม่ได้
lomnow
02-05-2007, 12:01 PM
การโหวตครั้งนี้ ถือว่ายังไม่สมบูรณ์ครับ เพราะว่าขาดหัวข้อ ที่ว่า บรรจุก็ได้ไม่บรรจุก็ไม่เป็นไร ครับ และตัวผมเอง ขอเลือกหัวข้อนี้ครับ ทุกวันนี้ไม่ได้บรรจุก็ยัง เร่งปฏิบัต อยู่เช่นเดิม ไม่แตกต่าง
thanoos
02-05-2007, 12:35 PM
เห็นด้วยครับ
DITCE
02-05-2007, 12:43 PM
เห็นด้วยครับ
Elfen
02-05-2007, 12:59 PM
ด้วยความปรารถนาและยินดีเป็นอย่างยิ่ง...ขอบคุณ
คนเก่า
02-05-2007, 01:35 PM
คุณเป็นคนไทยที่รักในหลวงแต่ปาก หรือจงรักภักดีด้วยกายและใจอย่างสัตย์ซื่อมั่นคง?
ล้นเกล้ารัชกาลที่ 1 ทรงมีพระราชนิพนธ์นิราศท่าดินแดง ตอนหนึ่งว่า
...ตั้งใจจะอุปถัมภก
ยอยกพระพุทธศาสนา
ป้องกันขอบขัณฑสีมา
รักษาประชาชนและมนตรี....
แต่นี่คือพระราชปณิธานแห่งสมเด็จองค์ปฐมบรมมหากษัตริยาธิราชเจ้าแห่งบรมราชวงศ์จักรี ผู้อัญเชิญยันต์อุณาโลม อันหมายถึงสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาเป็นพระมิ่งพระขวัญเป็นดวงตราประจำพระองค์ ทั้งต่อมาก็ได้รับการถวายเฉลิมพระนาม พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
และล้นเกล้ารัชกาลปัจจุบันผู้เป็นที่เทิดทูนสุดหัวใจของปวงชนชาวไทยโปรดเกล้าฯสนองราชปณิธานนี้ ด้วยการอัญเชิญยันต์อุณาโลมประดิษฐานเป็นศูนย์กลาง เป็นหัวใจแห่งดวงตราประจำพระองค์ เป็นสง่าภายใต้มหาพิชัยมงกุฎ
อีกทั้งยังโปรดเกล้าฯพระราชทานพระปฐมบรมราชโองการ เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม
คำว่า ธรรม ในภาษาไทย แปลได้อย่างเดียวครับ คือคำสอนแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ปีนี้พ่อก็ 80 พรรษาแล้ว พ่อเหนื่อยยากเพื่อพวกเรามามากแล้ว ถ้ารักพ่อจริง ถวายของขวัญให้พ่อชื่นใจ สุขใจที่สุดชิ้นนี้ไม่ได้เชียวหรือ พ่อรักพระศาสนาแค่ไหน ก็รองรับด้วยหลักฐานให้คนทั้งชาติได้รับรู้รับเห็นมาตลอดพระชนม์ชีพของพ่อ
พ่อสามารถเป็นสุขอยู่แต่ในเวียงวัง แต่พ่อยังสละซึ่งไอยศูรย์ราชสมบัติออกผนวชถือเพศบรรพชิตเสมอด้วยสามัญชนผู้ไร้ชาติตระกูล พ่อทรงพากเพียรพระราชนิพนธ์พระมหาชนกด้วยความเทิดทูนในทศพิธราชธรรมแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครั้งยังเสวยพระชาติเป็นพระมหาโพธิสัตว์ ทั้งมีพระบรมสาทิสลักษณ์ของพ่ออีกนับไม่ถ้วนที่พ่อแสดงออกซึ่งพระราชจริยาวัตรอันอ่อนน้อมแสนงดงาม ประนมสองหัตถ์สักการะกราบไหว้หลวงปู่หลวงตา พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทั่วทั้งแผ่นดิน
ถึงแม้พ่อจะเปี่ยมล้นด้วยพระราชศรัทธาในบวรพระพุทธศาสนาสักเพียงใด มีแม้เพียงสักครั้งหรือที่พ่อจะแสดงออกซึ่งความรังเกียจแม้แต่น้อยนิดให้เห็น กับลูกคนใดที่มีศรัทธาในศาสนาอื่น พ่อยังทรงไว้ซึ่งพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นโดยถ้วนทั่วเสมอกันมิใช่หรือ
วิสัยธรรมชาติแห่งบุพการีเมื่อเล็งเห็นว่าสิ่งใดประเสริฐสุดก็ย่อมเป็นสุขใจอย่างที่สุด หากได้เห็นลูกรักได้รับสิ่งประเสริฐสุดนี้ด้วย
ฉะนั้นถ้ารักพ่อจริงก็พร้อมใจถวายเป็นของขวัญให้พ่อไม่ได้เชียวหรือ พร้อมใจถวายให้พ่อได้ชื่นใจเป็นที่สุดสักครั้งในพระชนม์ชีพของพ่อไม่ได้เชียวหรือ
ถวายให้พ่อเถิด ถวายคำว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติบรรจุลงในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้อย่างซื่ออย่างตรง โดยไม่แอบแฝงซ้อนเร้นถ้อยคำอื่นที่จะลดทอนความสำคัญพิเศษของพระพุทธศาสนาที่มีต่อแผ่นดินนี้ ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของปวงชนชาวไทยลง
ถวายเป็นของขวัญที่คนไทยทั้งชาติร่วมใจถวายพ่อ ให้พ่อได้สุขใจว่าบวรพระพุทธศาสนาที่พ่อรักเป็นที่สุด จะยังคงถูกสืบทอดอย่างปักหลักมั่นคงโดยลูกๆของพ่อต่อไปตราบชั่วกาลนาน
อธิมุตโต
02-05-2007, 01:42 PM
อนุโมทนาบุญกับทุกความเห็นครับ
Padmapani_AM
02-05-2007, 02:04 PM
หมวด ๑ เป็นการระบุความเป็นชาติ ว่าเป็นราชอาณาจักรหนึ่งเดียวแบ่งแยกไม่ได้ มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนไทย การคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และขอบเขตของรัฐธรรมนูญ
หมวด ๒ กำหนดว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นอัครศาสนูปถัมถก ฯลฯ
ข้อสังเกต ทำไมหมวด ๑ ไม่กำหนดให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ เพื่อให้ชาติที่มีรัฐบาลซึ่งมีหน้าที่บริหารต้องมีหน้าที่ศาสนูปถัมภกด้วยเช่นเดียวกับในหมวด ๒ ซึ่งจะเป็นการแบ่งเบาพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ในด้านศาสนา
และที่สำคัญไม่ว่าคำสอนของศาสนาใดต่างสอนในการทำความดี หากรัฐได้นำคำสอนต่างๆ มาใช้ในการบริหารประเทศ กระทรวง ทบวง กรม แล้ว
เชื่อได้ว่าประเทศมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมาหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
มีการบริหารประเทศแบบธรรมาภิบาล ประชาชนใช้ชีวิตอย่างพอเพียง
max77
02-05-2007, 02:17 PM
ไม่รู้ครับ รู้แต่ว่า "ไม่ควรเอาเรื่องทางโลกไปยุ่งกับทางธรรม" ใส่หรือไม่ใส่ก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรมันดีขึ้นหรือเลวลงไปหรอก ครับ มันอยู่ที่พวกนักการเมือง ที่ไม่ค่อยจะเห็นผลประโยชน์ของบ้านเมื่องว่าต้องมาก่อน
คนเก่า
02-05-2007, 02:32 PM
ศาสนาคือรากฐาน หัวใจ และจิตวิญญาณของทุกอารยธรรม ของทุกชาติ เพราะคนในสังคมจะอยู่ร่วมกันได้ต้องมีความยึดถือในหลักความดีเดียวกัน จึงจะเกิดความไว้วางใจกัน รักใคร่สามัคคีกัน แล้วจึงพัฒนาเป็นกลุ่มก้อน เป็นสังคม เป็นวัฒนธรรมประเพณีร่วมกัน และเป็นอารยธรรมเป็นประเทศชาติขึ้นได้อย่างแข็งแกร่ง
เมื่อใดที่ศาสนาของอารยธรรมหรือชนชาตินั้นๆถูกทำลายลง ไม่ว่าด้วยเล่ห์กลหรืออำนาจหักหาญ ประเทศชาตินั้นๆก็จะถูกทำลายลงเช่นกัน
อาณาจักรโรมันที่เคยยิ่งใหญ่ ครอบครองยุโรปไว้เกือบทั้งหมด กินอาณาเขตครอบคลุม 3 ทวีป มีความเจริญเป็นพันปี เมื่อศาสนาเดิมถูกทำลายและแทนที่ด้วยศาสนาใหม่ โรมันก็ล่มสลาย นำพาอารยธรรมยุโรปทั้งทวีปเข้าสู่ยุคมืดไปอีกกว่าพันปี เพราะนั่นคือระยะเวลาที่ศาสนาใหม่ต้องใช้ในการหยั่งราก ปรับโครงสร้าง พัฒนาเป็นอารยธรรมใหม่ให้กับกลุ่มสังคมใหม่จนลงตัว
อารยธรรมมายาและอินคาในอเมริกาใต้ก็เช่นกัน ศาสนาความเชื่อเดิมที่เป็นรากฐาน หัวใจและจิตวิญญาณของอารยะธรรมถูกทำลายลงด้วยผู้มีอำนาจ บังคับด้วยกำลังให้ยอมรับในศาสนาใหม่ เพียงไม่กี่ร้อยปีให้หลัง อารยธรรมมายาและอินคาก็กลายเป็นอารยธรรมที่ตายแล้ว ต้องศึกษาเอาจากเศษซากกองหิน คนที่อาศัยอยู่ในอเมริกาใต้ในปัจจุบันสิ้นความเชื่อมโยงกับอารยธรรมอันรุ่งเรืองเมื่อไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมา เป็นเพียงคนที่อาศัยในอดีตประเทศราชของมหาอำนาจยุโรปในอดีต สื่อสารกันด้วยภาษาของเจ้านายเก่า ใช้อารยธรรมประเพณีของเจ้านายเก่า
นี่หรือครับ คือสิ่งที่คนไทยต้องการ
แต่ในทางกลับกัน หากชนชาติใดยึดมั่น พิทักษ์รักษา สืบทอดศาสนาวัฒนธรรมของตนไว้อย่างไม่ผันแปร ชนชาตินั้นก็จะมีพลังยิ่งใหญ่ ยึดโยงคนทั้งชาติไว้อย่างมั่นคงเหนียวแน่น ไม่ระย่อต่อหมู่อริศัตรูผู้มีอำนาจที่รุมล้อมจ้องทำลายอย่างเป็นอมตะท้ากาลเวลา เฉกเช่นชาวยิวที่แม้สิ้นชาติไปถึง 2 พันปี ก็ยังกลับฟื้นคืนแผ่นดินแห่งพันธะสัญญาของบรรพบุรุษอย่างแข็งแกร่งและภาคภูมิ
ตื่นจากอวิชชากันเถิด คนไทยเอ๋ย จงรู้สำนึกในมรดกล้ำค่าที่บรรพบุรุษพากเพียรรักษาสืบทอดไว้ให้ด้วยหยาดเลือดและน้ำตา ความพยายามทำลายชาติของอมิตรตลอดเวลาที่ผ่านมา ร้ายแรงกว่าครั้งใดในอดีต เพราะเขามุ่งขยี้หัวใจและจิตวิญญาณของชาติให้สูญสิ้น และเหมือนทุกครั้งที่ไทยต้องเสียน้ำตา เสียเอกราช หาใช่จากผู้อื่นไม่ หากเป็นเพราะไทยด้วยกันเองที่หลงผิด อวดฉลาด หลงด้วยความโลภในอำนาจ ทรัพย์สิน ความเด่นดัง ความสุขสบายส่วนตน จนทำลายกันเองให้พินาศสูญสิ้น
max77
02-05-2007, 02:38 PM
[b-wai]
Tana5
02-05-2007, 03:02 PM
เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ
ขออนุโมทนา
02-05-2007, 04:11 PM
อยากให้ทำโดยวิธีสันติโดยใช้ปัญญาตามแนวทางของตถาคต
รัก+ยม
02-05-2007, 04:20 PM
เห็นด้วยอย่างยิ่ง (verygood) ....
อักขรสัญจร
02-05-2007, 05:47 PM
พวกห้ามทางโลกกับทางธรรมข้องแวะกันนี่ไม่เคยอ่านคิหิปฏิบัติแหงๆ
ชัย บางโคล่
02-05-2007, 06:08 PM
เห็นด้วย หมดหัวใจ เลยครับ
navapon999
02-05-2007, 06:32 PM
เห็นสมควรอย่างยิ่ง ที่ต้องบรรจุ พุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติไทย
เห็นสมควรอย่างยิ่ง ที่ต้องบรรจุ พุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติไทย
ขอโมทนาบุญกับทุกท่านครับ
jinjane
02-05-2007, 09:46 PM
การบรรจุพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ กับ การทำให้คนรู้ได้ด้วยสามัญสำนึกว่าอะไรเป็นศาสนาประจำชาติ มันก็ต่างกัน
ถึงบรรจุไว้ ถ้าทำให้คนนับถือไม่ได้ มันก็เป็นแค่ตัวหนังสือ ดังนั้น เอาเวลาเรียกร้องให้บรรจุ มาคิดว่า ทำยังไงให้คนนับถือศาสนาพุทธจริงๆ น่าจะมีประโยชน์กับศาสนาพุทธมากกว่า อ้อ มีประโยชน์ว่าไม่เพิ่มการแตกแยกด้วย ทำแบบนี้ยังกะทำสงครามศาสนาเลย ซึ่งมันไม่น่าจะทำให้คนเป็นคนดีเพิ่มขึ้นได้ ออกจะทำให้เกิดสามัคคีเภทด้วยซ้ำ
... เป็นความเห็นส่วนบุคคล แต่เวลาเห็นประท้วงกันเรื่องนี้ทีไร ก็เศร้าใจทุกที
chotiwatana
03-05-2007, 01:01 AM
ธรรมวิวัฒน์
03-05-2007, 01:35 AM
เห็นด้วยครับ
*************************************************
ชาวพุทธต้องกล้าปกป้องพระพุทธศาสนา
ลม เปลี่ยนทิศ
ผมไม่รู้ว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญกลัวอะไร จึงไม่กล้าที่จะบัญญัติให้ "พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ" ทั้งๆที่พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทยมาตั้งแต่สมัยทวาราวดีเมื่อปี พ.ศ. 236 โน่นจนถึงปัจจุบัน
พระมหากษัตริย์ไทยทุกราชวงศ์จะต้อง สร้างวัดคู่บ้านคู่เมืองไว้ในพระบรมมหาราชวัง ใน "ราชวงศ์จักรี" ก็เช่นเดียวกัน มี "วัดพระแก้ว" หรือ "วัดพระศรีรัตนศาสดาราม" เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองตั้งอยู่ในพระบรมมหาราชวัง
ประเทศที่นับถือศาสนาคริสต์ เขาก็ประกาศชัดเจนว่ามีศาสนาคริสต์ เป็นศาสนาประจำชาติ ประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม เขาก็ประกาศให้ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ บางชาติประกาศเป็นรัฐอิสลามด้วยซ้ำ
การบัญญัติให้ "พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย" จึงเป็นเรื่องที่ถูกต้องและสมควรแล้ว ไม่ใช่ปัญหาอย่างที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ พยายามยกขึ้นมาอ้างให้เป็นปัญหา เพราะคนไทยกว่าร้อยละ 90 นับถือศาสนาพุทธ บางประเทศมีคนนับถือศาสนาแค่ร้อยละ 50 ของประชากร เขาก็ประกาศให้ศาสนานั้นเป็นศาสนาประจำชาติแล้ว แต่นี่ชาวพุทธแท้ๆ กลับรังเกียจศาสนาที่ตัวเองนับถือ
ศาสนาพุทธ ถือเป็น 1 ใน 3 ศาสนาของโลก และเป็นศาสนาประเภท "อเทวนิยม" คือ เป็นศาสนาที่ไม่สอนในเรื่องเทวดาหรือเดรัจฉานวิชา แต่สอนเรื่องเหตุและผล การหาต้นเหตุแห่งทุกข์และการดับทุกข์ และความพอเพียง
ดังนั้น การมีคนที่เรียกตัวเองว่านักวิชาการบางคนออกมาพูดเลอะเทอะ เสนอให้เขียนศาสนาพุทธในรัฐธรรมนูญว่า "พุทธคามรามเทพ" และกล่าวหาว่า "คนไทยถือผีไม่ได้ถือพุทธ" จึงเป็นการ "ดูถูกคนไทยที่นับถือ ศาสนาพุทธ" และ "ดูหมิ่นศาสนาพุทธ" ผิดกฎหมายหรือไม่ ผมไม่ทราบตำรวจต้องไปดู แต่เป็นนักวิชาการที่ใช้ไม่ได้ ไม่แน่ใจว่าเป็นชาวพุทธหรือเปล่า
ในศาสนาใหญ่ๆ ของโลก ทั้ง 3 ศาสนา ศาสนิกชนอื่นต่างก็ปกป้องศาสนาที่ตัวเองนับถือ มีการบริหารจัดการเพื่อเผยแผ่ศาสนาที่ตนเองนับถือให้กว้างขวางยิ่งขึ้น แต่น่าแปลกที่เมืองไทยเป็นเมืองพุทธแท้ๆ กลับหาคนกล้าหาญมาปกป้องพุทธศาสนาได้น้อยเต็มที โดยเฉพาะในรัฐสภาและในกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ
พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธาน คมช. เสียอีก แม้ท่านนับถือศาสนาอิสลาม ท่านก็เปิดใจกว้างให้เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ท่านบอกว่าถ้าไม่เขียนไว้คนบางกลุ่มอาจจะมีความรู้สึกไม่ดี
ในที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ก็มีมติเอกฉันท์ในเรื่องนี้ว่าไม่ขัดข้อง ข้ออ้างที่มีบางคนตะแบงขึ้นมาอ้างว่า หากเขียนไว้แล้วจะทำให้เกิดการต่อต้านในสามจังหวัดภาคใต้ที่มีปัญหา
แต่ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก คมช. ออกมาแถลงชัดเจนว่า พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ยืนยันว่า ปัญหาภาคใต้ไม่ได้เกิดจากความขัดแย้งของผู้นับถือศาสนาพุทธ และศาสนาอิสลาม แต่เป็นการสร้างความวุ่นวายและก่อการร้ายของกลุ่มที่ไม่มีศาสนา ดังนั้น การบรรจุพุทธศาสนาในรัฐธรรมนูญกับปัญหาในพื้นที่ภาคใต้ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน
ผมว่าสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่าก็คือ กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญนี่แหละ เป็นชาวพุทธแต่เข้าใจพุทธศาสนาแค่ไหน
ถ้าสามารถผลักดันให้บรรจุ "พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ" ในรัฐธรรมนูญใหม่ได้สำเร็จ ผมคิดว่ากระทรวงศึกษาฯ และสำนักงานพระพุทธศาสนาจะต้องสังคายนา การเรียนการสอนพุทธศาสนาในวัดและในโรงเรียนครั้งใหญ่เลยทีเดียว เพื่อช่วยให้สังคมไทยในอนาคตดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งกำลังจะห่างไกลพุทธศาสนาไปเรื่อยๆอย่างแน่นอน
ผิดกับลูกหลานของชาวศาสนาคริสต์และอิสลามที่ค่อนข้างเข้มงวดในเรื่องนี้
การไม่มีศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว บางทีก็ทำให้คนคิดเพี้ยนทำเพี้ยนได้เหมือนกัน ว่างๆก็หัดท่อง "หัวใจพุทธศาสนา" หมั่นทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตให้บริสุทธิ์ผ่องใสให้ขึ้นใจ แล้ว "ปัญญา" ก็จะเกิดขึ้นมาเองนะโยม.
ที่มา : นสพ.ไทยรัฐ 27 เม.ย.50 (http://www.thairath.co.th/)
tamsak
03-05-2007, 04:24 AM
ชอบใจข้อเขียนของคุณลมเปลี่ยนทิศ เหลือเกิน ผมสนับสนุนให้บัญญัติถ้อยคำว่า "พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ" อย่างที่สุดครับ ด้วยเหตุผลที่ว่า ในเมื่อเราอุปโลกและสมมติให้มีกฎหมายฉบับหนึ่งขึ้นมาใช้เป็นหลักในการปกครองประเทศสูงสุด ที่เราสมมติชื่อเรียกว่า "รัฐธรรมนูญ" ซึ่งกฎหมายฉบับอื่นจะมาขัดหรือแย้งกับกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ และกฎหมายฉบับนี้เองได้บัญญัติรับรองสถาบันหลักของชาติไว้ เพื่อปกป้องไม่ให้ใครมาละเมิดหรือทำลาย สถาบันหลักที่ถูกบัญญัติไว้ในขณะนี้มีเพียง 2 สถาบัน คือ สถาบันชาติ และสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่อย่าลืมว่าสถาบันหลักของชาติไทยนั้นมี 3 สถาบัน ดังจะเห็นได้จากสีของธงไตรรงค์ที่มีอยู่ 3 สี แล้วเหตุไฉน ส.ส.ร. หรือใครก็ตามที่ได้รับมอบหน้าที่ให้ร่างรัฐธรรมนูญจึงเพิกเฉยไม่บัญญัติรับรองสถาบันหลักของชาติให้ครบทั้ง 3 สถาบัน เอาสถาบันศาสนาซึ่งหมายถึงพระพุทธศาสนาไปทิ้งไว้ที่ไหนเสียเล่า หรือจะเปลี่ยนความคิดล้างสมองคนไทยในยุคนี้ว่า สถาบันหลักของชาติมีเพียงแค่ 2 สถาบันเท่านั้น
นี่คือความจำเป็นที่ต้องบัญญัติว่า "พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ" เป็นความจำเป็นที่ยืนอยู่บนรากฐานทางประวัติศาสตร์ของชาติไทยทีมีมาอย่างยาวนานและอย่างต่อเนื่องบนผืนแผ่นดินนี้
.
.
Nefertity
03-05-2007, 07:24 AM
เพระทธรรมทั้งปวงไม่ควรถือมั่น และมีสภาพอันเดียวกับธรรมชาติ คือพระไตรลักษณ์ ถึงแม้การบรรจุพระพุทธศานาเอาไว้ในรัฐธรรมนูญอาจจะไม่สามารถทำให้พระพุทธศาสนาดำเนินไปได้โดยไม่มีที่สิ้นสุด แต่คงดีกว่าที่คำสอนอันเป็นความหลุดพ้นจะสิ้นสลายไปโดยที่ชนรุ่นหลังไม่อาจได้รับประโยชน์จากพระสัทธรรมที่ดีงามนั้นเลย ขออนุโมทนากับผู้เห็นค่าของการดำรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนาอันดีงามเช่นนี้ สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ
patapat_cm
03-05-2007, 07:50 AM
อนัตตา คือคำตอบของคำถามนี้ครับ
Mrs.DeWalt
03-05-2007, 08:47 AM
<TABLE id=HB_Mail_Container height="100%" cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0 UNSELECTABLE="on"><TBODY><TR height="100%" UNSELECTABLE="on" width="100%"><TD id=HB_Focus_Element vAlign=top width="100%" background="" height=250 UNSELECTABLE="off">เห็นด้วย(((((อย่างยิ่ง)))))ทีว่า รธน. ใหม่ ควรบรรจุ ให้ พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
</TD></TR><TR UNSELECTABLE="on" hb_tag="1"><TD style="FONT-SIZE: 1pt" height=1 UNSELECTABLE="on">
</TD></TR></TBODY></TABLE>
kook1519
03-05-2007, 11:43 AM
......เห็นด้วยค่ะ ......
เราควรดำรงไว้เพื่อรุ่นลูก รุ่นหลานหลังๆจะได้มีโอกาสพบพระพุทธศาสนา
เป็นพุทธมามะกะที่ดี สืบต่อไป
ชายsmfe
03-05-2007, 11:45 AM
เห็นว่าสมควรบรรจุให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติครับ
Jdin_buddhism
03-05-2007, 12:16 PM
เห็นด้วยอย่างยิ่งยวดครับ
นิพพาน108
03-05-2007, 02:14 PM
เห็นด้วยครับผม เราชาวพุทธร่วมแรงร่วมใจกันครับ
ahantharik
03-05-2007, 03:22 PM
เห็นด้วยคนครับ
ahantharik
03-05-2007, 03:57 PM
ผมว่า มันเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น ที่จะให้ รธน. มีการบรรจุให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย
เนื่องจาก เกรงว่าจะเกิดความแตกแยกทางสังคม
และประเทศไทยของเรา ก็ไม่ได้มีแต่ชาวพุทธเท่านั้น
ยังมี คริสต์ อิสลาม พราหมณ์-ฮินดู สิกข์ ฯลฯ
และที่จริงนะ การเรียกร้อง โดยการที่ พระสงฆ์มานั่งประท้วง ก็ทำไม่ถูก
ที่จริงแล้ว พระสงฆ์ต้องเป็นผู้มีความสงบ หากว่าทำเช่นนี้แล้ว ใครจะไปนับถือ
เสียสถาบันศาสนาเปล่า
คิดว่าให้พระสงฆ์ไปชุมนุม แล้ว สสร. เค้าจะเห็นใจหรอ
ถ้างั้น ถ้าผมอยากให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำชาติไทย
ผมก็คงจะต้องไปกราบบังคมทูลขอให้องค์สันตปาปา มานั่งชุมนุมประท้วงด้วยหล่ะสิ
เฮ้อ ไร้สาระสิ้นดี ประเทศไทยมีประชากรที่นำถือศาสนาพุทธ 94% ถ้าผมจำไม่ผิด และที่เหลือก็ คริสต์ อิสลาม พราหมณ์-ฮินดู สิกข์ ฯลฯ ผมขอถามหน่อยคุณ "ถ้าผมอยากให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำชาติไทย
ผมก็คงจะต้องไปกราบบังคมทูลขอให้องค์สันตปาปา มานั่งชุมนุมประท้วงด้วย" ตามที่คุณเขียนมาแล้วมันสามารถทำได้ไหมครับในความเป็นจริง คุณต้องรู้จักเข้าใจเหตุและผล ไม่ใช้แค่พูด ๆ คิด ๆ และสรุปตามความคิดและความเข้าใจของคุณ เรื่องแบบนี้มันละเอียดอ่อนต้องคุยแบบมีเหตุผล การบรรจุให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย ไม่ใช่เพื่อการแตกแยกในทางศาสนา ศาสนาพุทธไม่ได้สอนให้ไปทำลายอีกศาสนา ใครจะนำถืออะไรก็ได้ในประเทศไทย ทั้ง ๆ ที่มีศาสนาคริสต์ไปตามบ้านตามชุมชนสอนภาษาอังกฤษ เพื่อให้นับถือศาสนาคริสต์ ก็ไม่เห็นมีใครว่าอะไรเกี่ยวการชักชวน ศาสนาอิสลามกับพุทธก็เข้าได้ดีเหมือนพี่น้องไม่ทะเลาะกัน ส่วนพราหมณ์-ฮินดู ชาวพุทธส่วนใหญ่ก็กราบไหว้กันเป็นจำนวนมาก ผมเชื่อว่าทุกศาสนาสอนให้ทุก ๆ คนทำความดีนะครับ ขึ้นอยู่ว่าใครจะนำคำสั่งสอนของแต่ละศาสนานั้นมาใช้ การที่คุณติเตียนพระสงฆ์นั้นมันไม่ดีขอบอก พระสงฆ์บางรูปที่ทำผิดก็ต้องได้รับเวรกรรมเป็นการตอบสนองอยู่แล้ว แต่การที่พระสงฆ์หรือสมุติสงฆ์ออกมาเรียกร้องก็ต้องขึ้นอยู่ว่าท่านเรียกร้องอะไรมีเหตุมีผลไหม แต่การออกมาครั้งนี้ก็เพื่อประเทศชาติไทยและศาสนาพุทธ อย่าลืมนะครับพระสงฆ์ดี ๆ ในเมืองไทยก็มีเยอะไปหมด มันขึ้นอยู่กับบุคคลว่าจะเลือกมุมมองแบบไหนของพระสงฆ์
สำหรับผมขอเลือกสิ่งที่ดีในด้านที่เป็นประโยชน์มากกว่าเพราะจะทำให้จิตใจใสสะอาดอยู่เสมอครับ ...............ขออนุโมทนาด้วยคนครับ
คนเก่า
03-05-2007, 04:11 PM
อย่าลืมว่า ฝ่ายข่าวกรองพบว่ามีสมาชิกขบวนการทำลายชาติจำนวนหมื่น แฝงตัวตามเมืองใหญ่โดยเฉพาะสถานศึกษา เพียรกระทำการเพื่อบ่อนยทำลายชาติมาโดยตลอด
จะสังเกตได้ว่า หลังจากคณะสงฆ์และฆราวาสชาวพุทธ ร่วมมือร่วมใจกันอย่างแข็งขัน เรียกร้องให้พิทักษ์ปกป้อง ชาติ พระพุทธศาสนา และพระมหากษัตริย์ ขบวนการบ่อนทำลายชาติก็ใช้วิธีตั้งกระทู้ตามเว็บไซด์ด้วยหัวข้อที่แสดงเจตนาให้เกิดการทะเลาะแตกแยกระหว่างชาวพุทธกันเองบ้าง ระหว่างชาวพุทธกับศาสนิกชนอื่นๆบ้าง
อย่าหลงกลคนชั่วครับ
ขอให้คณะผู้ดูแลเว็บพลังจิต พิจารณาลบข้อความในลักษณะนี้โดยทันทีครับ และข้อให้พิจารณายกเลิกสมาชิกภาพของคนชั่วพวกนี้ด้วยครับ
ท่าข้าม
03-05-2007, 06:16 PM
เห็นด้วย ให้ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาประจำชาติ
ราตรี
03-05-2007, 06:59 PM
เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งค่ะ
songkranm005
03-05-2007, 10:51 PM
บุคคลมีสิทธิในการปกป้องตนเองจากการคุกคามขอผุ้อื่น พุทธศาสนาก็มีสิทธิที่จะปกปองตนเองจากการคุกคาม จากศาสนาอื่น โดยพุทธบริษัททั้ง ๔ ต้องช่วยกันเป็นตัวแทนในการปกป้องพระพุทธศาสนา อหิงสาธรรมกับการวางเฉย เราต้องใช้ให้ถูกกาลเทสะ การปกป้องตนเองเราไม่ควรวางเฉย หรือจะรอให้เขาทำลายแล้วชมตนเองว่าผู้รักความสงบ
jedi_v
04-05-2007, 04:21 AM
อยากให้ศาสนา เป็น อิสระ
ไม่ตก เป็นเครื่องมือ ของใคร
อยู่ไม่อยู่จึงมิใช่ประเด็นหลัก
ทำเช่นไร จึงสอนความจริงได้ที่ พระพุทธเจ้า สอนมาได้นั้นละ
ประเด็น
chotiwit
04-05-2007, 06:24 AM
ขอร่วมอนุโมทนาบุญด้วยครับ
manop0007
04-05-2007, 06:35 AM
เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ
MOUNTAIN
04-05-2007, 06:49 AM
ตั้งแต่ครั้งอดีตกาล บรรพบุรุษไทย
ได้กอบบ้านกู้เมืองไว้ให้เรารุ่นหลังได้อยู่ดีกินดี
และมองเห็นว่า พระพุทธศาสนาเท่านั้น ที่จะ
สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชาติได้
เพราะมีแนวทางปฏิบัติชัดเจน เป็นวิทยาศาสตร์
พระพุทธศาสนาจึงเจริญรุ่งเรืองอยู่คู่บ้านเมืองของเรามาโดยตลอด
การระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ นั้น
เพื่อยืนยันให้เห็นว่า .... พระมหากษัตริย์ไทย
ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนามาโดยตลอด
เพื่อให้ประชาชนของพระองค์ ได้พบเห็น
สัจธรรมความเป็นจริงของชีวิต..นำมาพัฒนาจิตวิญญาณให้สูงส่ง
ตามแนวคำสั่งสอนของพุทธองค์
ระบุไว้ ให้เป็นเครื่องเตือนใจให้รู้ว่า
ชาติ ของเรา ดำรงคงอยู่มาได้ทุกวันนี้
เพราะ มีพระมหากษัตริย์ ที่มีทศพิธราชธรรม
มีศาสนาพุทธเป็นหลักธรรม คำสอน ให้คนเป็นคนดี
และสามารถถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้
จารึกไว้เถิดครับ คนรุ่นหลังๆ จะได้ตระหนักรู้
ไม่งั้นถึงเวลาหนึ่ง เด็กอาจจะบอกว่า ก็ไม่รู้นี่
ทำไมไม่เขียนบอกไว้ จะได้รู้ และศึกษาว่า
ทำไมรัฐธรรมนูญ ถึงได้ระบุไว้...
คนเก่า
04-05-2007, 11:14 AM
น่าเบื่อมาก กับพวกก่อกวน บ่อนทำลายนี่ สำหรับชาวพุทธแล้ว เห็นคนที่ไม่รู้จริง ทำอวดฉลาดแอบอ้างเป็นชาวพุทธอ้างเหตุอ้างผลมาคัดง้าง ย่อมรู้ได้ชัดเจนถึงความพยายามที่จะบ่อนทำลาย โดยคนที่ไม่หวังดีต่อพระพุทธศาสนา
แต่ครั้นจะไปแสดงเหตุผลตอบโต้กับคนพวกนี้ ก็เท่ากับเป็นการบอกสอนให้คนพวกนี้เรียนรู้การแฝงตัว แอบอ้างเป็นชาวพุทธได้แนบเนียนยิ่งขึ้น
จึงเสนอให้คณะผู้ดูแลเว็บคอยเฝ้าดูอย่างระมัดระวังและพิจารณาลบทิ้งและยกเลิกสมาชิกภาพไปเลยดีกว่าครับ
synman
04-05-2007, 01:02 PM
การบรรจุหรือไม่ ไม่สำคัญเพราะชาวพุทธทุกท่านในบัตรประจำตัวก็ระบุไว้แล้วว่านับถือ ศาสนาพุทธ แต่สิ่งที่ยังไม่ได้ถูกบรรจุไปด้วยตามบัตรคือ ศิล 5 หรือ ศิล 8 พระสงฆ์ทุกองค์ที่อยู่ตามวัดต่างๆ ท่านจะใช้วิธีการใดที่จะบรรจุศิล และพระธรรมเข้าไปในตัวของชาวพุทธและให้คนส่วนใหญ่ปฎิบัติได้อย่างแท้จริง
ลัก...ยิ้ม
04-05-2007, 01:10 PM
จายเย็น ๆ หน่อยลุง ๆ จ๋า
ยิ้มเชื่อว่ายังมีคนไทยอีกจำนวนไม่น้อย ที่ไม่ทราบเหตุผลและความจำเป็นในการจะต้องร่วมแรงกันผลักดันให้สำเร็จ
พวกเขามีเป้าหมายแล้ว ในขณะที่เราคนไทยยังไม่มีเป้าหมายและไม่รู้ตัวถึงภัยแอบแฝงที่ใกล้จ่อถึงคอหอยตัวเองแล้วค่ะ เร่งมือร่วมใจกันหน่อยค่ะ สู้ ๆๆ
คนเก่า
04-05-2007, 02:30 PM
ที่ไม่ทราบเหตุ ไม่ทราบผล ก็เกริ่นบอกเล่าไว้ให้แล้ว หากใฝ่รู้ใฝ่ศึกษา อ่านแล้วยังสงสัย ไม่เข้าใจ จะถามไถ่อย่างใส่ใจใคร่รู้ก็ย่อมดูออก ส่วนประเภทเอาสีข้างเข้าถูก็ดูออกได้ง่าย เช่นกัน
เรื่องนี้ใหญ่มากที่สุดอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย จงผนึกกำลังกันทำหน้าที่ลูกหลานไทยให้เข้มแข็งเถิด ถ้าเบาปัญญาจนเสียทีเขา ตายไปจะมองหน้าบรรพบุรุษได้อย่างไร เป็นพันๆปีท่านรักษาของท่านมาได้ มาถึงเราก็สิ้นปัญญา หลงกลเขาง่ายๆ อายท่านไหม อายลูกอายหลานไหม ที่ไม่มีปัญญารักษาแผ่นดินให้เขา
อะไรที่ยังไม่รู้ อย่าเพิ่งแสดงออก เพราะจะเข้าทางเขา กลับกลายเป็นเครื่องมือเขา
ระวังดูสถานการณ์ไป พิจารณาไป วิเคราะห์ให้แยบยล สิ่งที่เห็นบนพื้นผิวยังเชื่อไม่ได้ เพราะยังอาจถูกผลิกผัน นำไปใช้ประโยชน์ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปรไปรายวัน
สังวรไว้นะว่ากำลังเผชิญกับวิกฤตที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนเลย คนที่คิดทำ คิดเพียงตื้นๆเพื่ออำนาจเพื่อผลประโยชน์เฉพาะหน้า แต่กลับกลายเป็นการโค่นแผ่นดินอย่างถอนรากถอนโคน นี่คือความจริงที่น้อยคนจะรู้สำนึก
รัตนประทีปกร
04-05-2007, 07:36 PM
ทุกวันนี้ส่วนใหญ่ก็บอกว่านับถือพุทธศาสนา อยากถามว่าศาสนาพุทธสอนอะไรบ้างคุณรู้ไหม ศีล5 มีไหม รักเมตตากันไหม เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันบางไหม แก่นแท้ศาสนา คือคำสอนไม่ใช่หรือ แพ้เป็นพระชนะเป็นมาร แล้วเราชาวพุทธจะเป็นอะไรดีขอรับ
ninewee
05-05-2007, 12:38 AM
เห็นสมควรอย่างยิ่งครับ
พระราชดำรัสของในหลวง และสมเด็จพระเทพฯ เกี่ยวกับพุทธศาสนาประจำชาติไทย
http://www.amulet2u.com/king01.jpg
พระราชปณิธาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”
พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ความตอนหนึ่งว่า
“การปลุกจิตสำนึกของชาวพุทธเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาประจำชาติของเรา ...จึงเป็นโชคดีอย่างยิ่ง ที่ประเทศไทยเรามีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ทำให้คนไทยทุกเชื้อชาติศาสนาอยู่ร่วมกันด้วยความสุขมีความรักความปรารถนาดีต่อกัน มีการสงเคราะห์อนุเคราะห์ซึ่งกัน และมีความสมัครสมานสามัคคีกันเป็นอย่างดี การที่ยุวพุทธิกสมาคมได้ตั้งใจพยายามในอันที่จะปลุกจิตสำนึกของชาวพุทธให้หนักแน่นมั่นคงในพระศาสนายิ่งขึ้น จึงเป็นสิ่งที่ดีมีคุณประโยชน์ทั้งแก่การจรรโลงพระพุทธศาสนาและแก่ส่วนรวมคือประเทศชาติอันเป็นที่เกิดที่อาศัย” (“พุทธธรรม วารสารของพุทธสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์, ปีที่ 42, ฉบับที่ 265, พุทธศักราช 2537)
กระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ตรัสต่อ พระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 ประมุขแห่งคริสต์ศาสนา นิกายโรมันคาทอลิก ในคราวที่เข้าเฝ้า ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2527 มีความว่า “คนไทยเป็นศาสนิกชนที่ดีทั่วกัน ส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาประจำชาติ”
http://kanchanapisek.or.th/images/hrh/hrhp-logo.gif
"พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทยมาแต่โบราณกาล พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ทรงเป็นพุทธมามกะ ทรงอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา ให้เจริญรุ่งเรืองจนกล่าวได้ว่า ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนา และเป็นที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่องค์การสหประชาชาติได้เห็นความสำคัญ ของพระพุทธศาสนา และประกาศให้วันวิสาขบูชา อันเป็นวันที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประสูติ ตรัสรู้ และเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน เป็นวันสำคัญ ของพุทธศาสนิกชนทั่วโลก ย่อมแสดงให้เห็นว่า พุทธศาสนิกชน ล้วนแต่เป็นคนที่มีคุณค่าต่อโลกมนุษย์ เพราะหลักธรรมคำสอนของพระบรมศาสดา ล้วนแต่สั่งสอนให้พุทธศาสนิกชน เป็นคนดี ไม่เบียดเบียนเพื่อนร่วมโลก รู้จักเสียสละด้วยการทำทาน เป็นผู้มีศีลมีธรรมมีความเมตตา กรุณา เว้นจากการกระทำบาป ชั่วทั้งปวง จนเป็นที่ยอมรับของชาวโลกโดยทั่วไป"
พระราชดำรัสของ
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี
พระราชทานในวันเปิดงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา
เนื่องในเทศกาลวิสาขบูา ประจำปี ๒๔๔๕
http://www.thaisnews.com/prdnews/visaka/
.
http://www.palungjit.com/board/images/misc/paperclip.gif (http://www.palungjit.com/board/#) ข้อมูลความสำคัญที่ต้องการให้บัญญัติในรัฐธรรมนูญว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ (http://www.palungjit.com/board/showthread.php?t=79107) http://www.mthai.com/images/new_img/new.gif http://www.mthai.com/finance/img/hot.gif
http://www.palungjit.com/board/images/misc/paperclip.gif (http://www.palungjit.com/board/#) ศาสนาประจำชาติไทย เหตุผลที่ต้องบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญไทยว่า (http://www.palungjit.com/board/showthread.php?t=65970) http://www.mthai.com/ringtone/on/images/hot.gif
http://www.palungjit.com/board/images/misc/paperclip.gif (http://www.palungjit.com/board/#) การตอบข้อสงสัยสาธารณะเรื่อง "บัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญ" (http://www.palungjit.com/board/showthread.php?t=73331) http://www.mthai.com/ringtone/on/images/hot.gif
http://www.palungjit.com/board/images/misc/paperclip.gif (http://www.palungjit.com/board/#) ทำไมต้องบัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ (http://www.palungjit.com/board/showthread.php?t=74152) http://www.mthai.com/ringtone/on/images/hot.gif
http://www.palungjit.com/board/images/misc/paperclip.gif (http://www.palungjit.com/board/#) ข้อดีของพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ (http://www.palungjit.com/board/showthread.php?t=74358) http://www.mthai.com/ringtone/on/images/hot.gif
visarutsak
05-05-2007, 09:04 AM
เห็นด้วยครับ
ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับ
grasib
05-05-2007, 04:38 PM
เห็นด้วยอีกคนครับ
ทำไมต้องกลัวการใส่ศาสนาไว้ในรัฐธรรมนูญ
ก็เมื่อประเทศไทยมีคนนับถือศาสนาพุทธมากกว่า
90%
มียกเว้นก็ สนธี อารียะ และอภิลักษณ์ เท่านั้น
gleamos
05-05-2007, 06:53 PM
ผมว่าน่ะ คนจะนับถือขึ้นอยู่กับใจมากกว่า
รธน. เป็นเพียงแค่ ตัวหนังสือมากกว่า
Forest_Sa
05-05-2007, 07:41 PM
เห็นด้วยอย่างยิ่ง
ConAir
06-05-2007, 04:25 AM
เห็นด้วยครับ
kong_014
07-05-2007, 06:45 AM
เห็นด้วยครับ และควรบรรจุศีล 5 เข้าไปไว้ด้วย เป็นกฎหมายเลยยิ่งดี คล้ายๆกับ ประเทศอื่นๆที่เค้าระบุศาสนาประจำชาติไว้ และได้เอากฎระเบียบทางศาสนามาเป็นกฎระเบียบทางบ้านเมื่องไปด้วย
รัก+ยม
07-05-2007, 07:56 AM
ศีล5เรายังไม่ครบ ถ้าบรรจุจะมีคนเห็นหรือ
รัก+ยม
07-05-2007, 07:56 AM
ในความคิดของเรานะ
kong_014
07-05-2007, 10:26 AM
คู่มือทำความดีffice:office" /><O:p></O:p>
<O:p></O:p>
น. พึ่งพระธรรม เรียบเรียง
************
<O:p></O:p>
คนดี เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีค่าของสังคม ดังนั้นทุกคนจึงอยากจะเป็นคนดี มีเยาวชนของชาติเป็นจำนวนมากอยากจะทำความดี แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นทำความดีอย่างไร จะรอให้คนทำของตกแล้วเก็บไปคืนเจ้าของรึก็นานๆ จะมีสักรายหนึ่ง
<O:p></O:p>
ใครๆ ก็อยากจะเป็นคนดีด้วยกันทั้งนั้นเพราะเมื่อเป็นคนดีแล้ว ก็จะได้ผลตอบแทน เช่น
1. อยากจะอยู่ที่ไหน ก็อยู่ได้สบาย เพราะมีคนอยากให้อยู่
2. อยากจะไปไหน ก็ไปได้สะดวก เพราะมีคนอยากให้ไป
3. อยากจะทำอะไร ก็ทำสำเร็จ เพราะมีคนอยากช่วยเหลือ
แต่ก็มีเพียงบางคนเท่านั้นที่เป็นคนดีได้ เยาวชนส่วนใหญ่ถึงแม้อยากจะเป็นคนดี สักเท่าใดก็เป็นไม่ได้ เพราะเหตุว่า มีการเริ่มต้นที่ไม่ถูกและไม่ทราบว่าจุดเริ่มต้นของการเป็นคนดีควรเริ่มต้นที่ตรงไหน
การจะเป็นคนดีได้สำเร็จ จะต้องเริ่มต้นที่การเป็น ลูกดีถ้าเป็นลูกที่ดีได้ก็เป็นคนดีสำเร็จ ถ้าเป็นลูกดีไม่ได้ ก็เป็นคนดีไม่สำเร็จ
ฉะนั้น คนจะดีจึงต้องเริ่มต้นที่การเป็นคนดี คุณสมบัติของลูกดี มี 2 ประการ คือ
1. เห็นคุณค่าและความสำเร็จของพ่อแม่
2. ปฏิบัติตอบต่อพ่อแม่ด้วยความกตัญญูกกเวที
ลูกทุกคนโปรดทราบเถิดว่า ไม่มีใครในโลกนี้ จะมีคุณค่าต่อเราเท่าพ่อและแม่ เพราะท่านให้สิ่งที่คนทั้งหลายให้แก่เราไม่ได้ คือ
1. ให้ความมีชีวิตแก่เรา
2. ให้ความเมตตากรุณาอย่างสุดซึ้ง ไม่มีวันสิ้นสุด ในยามที่เราผิดหวังหรือมีทุกข์
3. ให้ความยินดีจากใจจริง เมื่อคราวที่เราได้ดีมีสุข
4. ให้ความรักจริง จริงใจแก่ลูก ๆ ทุกคน
จริงอยู่คนรักเรามีมากมาย แต่ความรักของคนทั้งหลายเหล่านั้น รักเพราะเขาต้องการสิ่งตอบแทนจากเรา ถ้าเขาต้องการจากเรามาก เขาก็รักเรามาก ถ้าเขาต้องการจากเราน้อย ก็รักเราน้อย ถ้าเขาหมดความต้องการ เขาก็หมดรักเรา ความรักจากคนอื่นจึงมีได้หมดได้มากหรือน้อยตามกำลังแห่งความต้องการของเขา
แต่ความรักของพ่อแม่เป็นรักแท้ ไม่ได้รักเพราะต้องการสิ่งใดจากเรา ท่านรักเราเพื่อความสำเร็จของเรา อันเป็นความปรารถนาสูงสุดของท่าน
ในเวลาที่เราตกระกำลำบาก อาจจะมีหลายคนมาแสดงความเสียใจกับเราหรือมาปลอบเรา บางคนก็ทำโดยมารยาท หรือธรรมเนียมประเพณีเท่านั้น ใจของเขาอาจจะสมน้ำหน้าเราก็ได้
แต่คนที่จริงใจ ไม่ทอดทิ้ง ติดตามเราไปได้ทุกแห่งหน จะลำบากยากแค้นประการใด ก็ทนได้ จะหมดเปลืองเท่าใดก็ยอมได้ มีเฉพาะพ่อกับแม่ของเราเท่านั้นที่ไม่มีวันทอดทิ้งเรา
ในเวลาที่เราได้ดี ประสบความสำเร็จมีความสุขความเจริญ อาจมีคนมากมายมาดีใจกับเรา
บางคนก็ดีใจเพราะคิดว่า เขาอาจจะได้ส่วนแบ่งจากความสำเร็จของเราบ้าง หรือบางคนมาแสดงความยินดี แต่อาจจะมีความริษยาปนอยู่บ้างก็ได้
แต่คนที่ดีใจจริง ๆ ดีใจจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไดก็คือ พ่อกับแม่ของเรานั่นเอง
พ่อกับแม่ดีใจ เพราะความมุ่งหมายของท่านต้องการเห็นเราเป็นเช่นนี้มานานแล้ว
นี่คือข้อเท็จจริงที่ลูกทุกคนได้รับจากพ่อแม่ เพราะฉะนั้น พ่อแม่จึงเป็นคนประเสริฐของลูกทั้งหลาย
การคิดถึงคุณค่าและความสำคัญของ พ่อแม่ดังกล่าวมานี้ ย่อมเป็น เชื้อแห่งความดี ของชีวิต และเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นคนดี<O:p></O:p>
<O:p></O:p>
ดังนั้น สิ่งที่ลูกดี ควรประพฤติปฏิบัติตอบแทนคุณของท่านก็คือ
1. ท่านเลี้ยงเรามาแล้ว เลี้ยงท่านตอบ<O:p></O:p>
ให้ความสุขกายสบายใจแก่ท่าน แม้เป็นลุกยังเล็กอยู่ในวัยเป็นนักเรียน นักศึกษาอยู่ก็สามารถเลี้ยงดูน้ำใจของท่านได้ อย่าให้ท่านทุกข์ใจ เสียใจ กลุ้มใจ เพราะการกระทำของเรา
<O:p></O:p>
2. ช่วยเหลือในกิจการงานของท่าน<O:p></O:p>
โดยการปฏิบัติการทำงานตามที่ท่านใช้ให้ทำ การแบ่งเบาภารกิจของท่าน ด้วยการรับงานซึ่งเป็นภาระอันหนักของท่านไปทำ เป็นต้น
<O:p></O:p>
3. ดำรงวงศ์สกุล<O:p></O:p>
สกุลนั้นมีบุคคลเกี่ยวข้องอยู่เป็นอันมาก บุตรธิดาแห่งสกุลใด เมื่อเกิดมาร่วมวงศ์สกุลกับบุคคลอื่นจะต้องมีความสำนึกรับผิดชอบต่อสกุลวงศ์ แม้ตระกูลจะเสื่อมทรามตกต่ำลงไป ก็ต้องไม่ใช่เกิดจากการกระทำของตน ฉะนั้น บุตรธิดาที่พึงปรารถนาก็คือ บุตรธิดาที่ดำรงวงศ์สกุล กับบุตรธิดาที่เชิดชูวงศ์สกุลทำสกุลให้สูงขึ้น ดำรงวงศ์สกุลก็คือ การรักษาสิ่งที่ดีงามต่าง ๆ ของสกุลเอาไว้ไม่ให้เสื่อมในยุคในสมัยของตน
<O:p></O:p>
4. ประพฤติตนให้เป็นคนเหมาะควรแก่การไว้เนื้อเชื่อใจของพ่อแม่ที่จะรับทรัพย์มรดกสืบต่อวงศ์สกุลไปได้
ให้พ่อแม่มีความมั่งใจว่า แม้ท่านจะตายไปแล้ว ฐานะของสกุลก็คงไม่ตกต่ำ ลูกสามารถรักษาไว้ได้
<O:p></O:p>
5. เมื่อบิดามารดาตายจากไป ก็ทำบุญอุทิศส่วนกุศลส่งไปให้<O:p></O:p>
เป็นการแสดงออกซึ่งความกตัญญูกตเวทีต่อท่านผู้เป็นบิดามารดา ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าเป็นการบูชาต่อความดีของมารดาบิดา เป็นการสะสมบุญให้เพิ่มพูนขึ้นมาอีกเป็นอันมาก ฉะนั้นหน้าที่เหล่านี้จึงเป็นหน้าที่โดยกำเนิดของทุกชีวิตที่เกิดมาในโลกนี้ ถ้าละเลยหรือไม่ประพฤติปฏิบัติก็ได้ชื่อว่าเป็นคนอกตัญญูต่อหน้าที่ พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ว่า
คนดีทำความดีได้ง่าย แต่ทำความชั่วได้ยาก<O:p></O:p>
คนชั่วทำความชั่วได้ง่าย แต่กลับทำความดีได้ยาก
คน กับ มนุษย์ นั้นต่างกัน
มนุษย์ คือ สัตว์โลกที่มีจิตใจสูง มีเหตุผล มีศีลธรรม
ส่วนคน คือ สัตว์โลกที่มีจิตใจต่ำ ไม่มีศีลธรรม ไม่มีเหตุผล
คำว่า มนุษยธรรม จึงแปลว่า ธรรมะที่ทำคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ เมื่อพัฒนาจิตใจจากคนขึ้นมาเป็นมนุษย์ได้ก็คือการเป็นคนดีนั่นเอง
<O:p></O:p>
ที่นี้ ทำอย่างไรจึงจะเป็นคนดีได้ตลอดไป
ประการแรกก็คือ ต้องฝึกตนเองให้เป็นคนมีเมตตา ไม่ข่มเหงรังแกสัตว์ ไม่ทรมานสัตว์ ไม่กักขังหน่วงเหนี่ยวให้หมดอิสรภาพ ไม่ยกย่องสรรเสริญคนที่ประทุษร้ายสัตว์เมื่อจิตเราพัฒนาขึ้นจนเกิดเมตตาในสรรพสัตว์หวังความสุขความเจริญแก่คนและสัตว์ทั้งหลายจนเคยชินเป็นปกตินิสัยแล้ว จะทำให้เรามีจิตใจสูงขึ้น จนไม่คิดอยากจะข่มเหงรังแกเพื่อนหรือผู้ที่อ่อนแอกว่าเรา
<O:p></O:p>
ประการที่ 2 คือ เว้นจากการลักขโมยทรัพย์ สิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ ไม่ว่าทรัพย์นั้นจะอยู่ในที่ใดก็ตาม คิดเตือนใจเตือนตนไว้เสมอว่า เราหวงแหนในทรัพย์สิ่งของ ๆ เราอย่างไร คนอื่นเขาก็หวงแหนในทรัพย์สิ่งของ ๆ เขาเหมือนเราเช่นกัน ตั้งใจไว้ให้มั่นคงตลอดไปว่า เราจะไม่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขามิได้ให้ และจะไม่ใช้ให้ผู้อื่นทำแทนเราด้วย และจะไม่ยกย่องสรรเสริญคนที่ทำเช่นนั้นด้วย
<O:p></O:p>
3. มีความซื่อสัตย์จริงใจ โอบอ้อมอารี ต่อเพื่อนร่วมชั้น ร่วมโรงเรียน หรือเพื่อนนักเรียน นักศึกษาต่างโรงเรียน ต่างสถาบันทุกคน และไม่ยกย่องสนับสนุนผู้ที่ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต ผู้ที่คิดทรยศหักหลังเพื่อนฝูง
ถ้าหากได้ฝึกตนให้มีปกตินิสัยได้ดังกล่าวมานี้แล้ว เมื่อผ่านวัยเด็กจบการศึกษาเล่าเรียนเจริญเติบโตจนถึงวัยมีเหย้าเรือน ก็จะเป็นคนดีมีนิสัยที่ซื่อสัตย์ต่อคู่ครองของตน วิถีชีวิตก็จะพบแต่ความสันติสุขตลอดไป
<O:p></O:p>
4. งดเว้นจากการพูดเท็จ คำไม่จริงโกหก หลอกลวง พูดเฉพาะคำสัตย์คำจริง พูดไปตามที่ได้เห็น ได้ยิน ได้ทราบ ได้รู้มาอย่างไรก็พูดไปอย่างนั้น หากไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้ทราบ ไม่รู้ ก็ปฏิเสธไป โดยไม่พูดขยายเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก นอกจากจะไม่พูดปดด้วยตนเองแล้ว จะต้องไม่สนับสนุนหรือยกย่องสรรเสริญให้คนอื่นพูดปดด้วย ฝึกฝนให้มีปกตินิสัยติดตัวก็จะสามารถดำรงตนอยู่ในสัจจะวาจาอย่างมั่นคง
<O:p></O:p>
5. งดเว้นจากการพูดส่อเสียด คำส่อเสียด คือการนำความข้างนี้ไปบอกข้างโน้นนำความข้างโน้มมาบอกข้างนี้ เพื่อต้องการให้คนสองฝ่ายแตกแยกกัน ทะเลาะกัน การมีเจตนาเช่นนี้ อาจจะเกิดจากความโลภในผลประโยชน์ที่ตนจะได้จากคนทั้งสองฝ่ายหรือความโกรธต้องการทำลายคนทั้งสองฝ่าย หรือมีความต้องการให้สะใจ ต้องการดูคนแตกแยกกัน มีลักษณะเป็นสัญชาตญาณดิบในใจของสัตว์โลก คือชอบดูความเดือดร้อนของคนอื่น สัตว์อื่น ในทางปฏิบัตินอกจากจะงดเว้นไม่พูดลักษณะนั้นแล้ว จะต้องไม่ส่งเสริมให้คนอื่นพูด และไม่ยกย่องคนที่พูดเช่นนั้นด้วย จะพูดเฉพาะในทางที่ส่งเสริมความสามัคคี ด้วยความรักความเมตตา หวังดีต่อคนอื่นเป็นสำคัญ
<O:p></O:p>
6. งดเว้นจากการพูดคำหยาบ คำหยาบ คือคำพูดที่พูดด้วยความโกรธ ความริษยา ความเบียดเบียน มุ่งให้เกิดความวิบัติเสื่อมเสียไม่สบายกายใจแก่คนที่ตนพูดด้วย เช่น คำด่าในลักษณะต่าง ๆ แต่ในเรื่องคำหยาบนั้นบางกรณีถ้อยคำอาจจะหยาบ แต่เจตนาแล้วมุ่งในธรรม มุ่งสั่งสอน เพื่อกระตุ้นเตือนให้คนอื่นที่ตนพูดด้วยเป็นคนดี เช่น มารดา บิดา ครู อาจารย์ กัลยาณมิตร ตำหนิด่าว่าคนอันเป็นที่รักของตน เมื่อคนเหล่านั้นทำสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควร ท่านไม่จัดเป็นคำหยาบ เพราะเป็นคำพูดที่เกิดจากความเมตตา ความหวังดี การงดเว้นวาจาหยาบนั้น นอกจากไม่พูดด้วยตนเองแล้ว ต้องไม่แนะนำให้คนอื่นพูด ไม่ยกย่องชมเชยคนที่พูดคำหยาบด้วย และฝึกฝนตนเองให้เป็นคนพูดวาจาที่ไพเราะอ่อนหวานเป็นปกตินิสัย
<O:p></O:p>
7. งดเว้นการพูดเพ้อเจ้อ เหลวไหลไร้สาระ คำเพ้อเจ้อนั้น คือคำพูดที่ไม่มีเหตุผลไม่เป็นอรรถเป็นธรรม ทั้งคนพูดคนฟังเสียเวลาไปโดยไม่เกิดประโยชน์อะไร แต่คนทั่วไปจะนิยมคำพูดในลักษณะนี้มาก คนดีนั้นนอกจากจะไม่พูดเพ้อเจ้อด้วยตนเอง ยังไม่สนับสนุนคนอื่นให้พูดเพ้อเจ้อด้วย ทั้งไม่ยกย่องชมเชยให้ความสำคัญแก่คนที่พูดในลักษณะนี้ด้วย เมื่อถึงคราวที่ตนจะพูดก็พูดเฉพาะเรื่องที่มีประโยชน์แก่ผู้ฟัง ที่ท่านเรียกว่า มีวาจาเป็นสุภาษิต
<O:p></O:p>
8. ไม่เพ่งเล็งโลภอยากได้ของเขาในทางทุจริต ต้องฝึกฝนอบรมปรับสภาพจิตของเราให้สามารถควบคุมความโลภไว้ได้ อย่าให้ถึงกับโลภอยากได้ของ ๆ คนอื่นในทางที่ไม่ชอบไม่ควร มีคนเป็นส่วนมากที่เข้าใจผิดในคำสอนของพระพุทธเจ้า โดยเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าสอนไม่ให้โลภ เมื่อไม่โลภแล้วจะรวยได้อย่างไร จริงอยู่พระพุทธองค์ทองสอนให้ละความโลภ ความโกรธ ความหลง แต่ถ้าผู้ใดยังละไม่ได้ก็เป็นเรื่องเฉพาะตัวของบุคคลผู้นั้นเอง มิใช่เป็นเรื่องเสียหาย ถ้าหากว่าผู้นั้นรู้จักควบคุมความโลภของตนให้อยู่ในขอบเขตที่ชอบที่ควร ไม่ถึงกับโลภอยากได้ของ ๆ คนอื่นในทางที่ผิด หรือโลภมากเกินขอบเขต คิดรวยทางลัดถึงกับค้าขายของเถื่อน ของเสพติดที่ผิดกฎหมาย เป็นต้น ก็ต้องเดือดร้อนแน่นอน
อย่าลืมว่า พระพุทธเจ้าทรงสอนให้คนทั้งหลายหมั่นขยันในการประกอบอาชีพในทางสุจริต ทรงชี้ให้เห็นโทษของความเกียจคร้านทำการงาน หากต้องการจะได้ทรัพย์สิน เงินทอง ลาภ ยศ ก็ใช้ความพยายามแสวงหาเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมาในทางสุจริตชอบด้วยกฎหมาย จะได้ว่ากี่ร้อยล้าน กี่พ้นล้าน ก็ไม่เสียหายไม่ผิดศีลผิดธรรมแต่ประการใด เพราะได้มาในทางสุจริต ทรงสอนให้พัฒนาจิตของตนให้อยู่ในศีลในธรรม มีความพร้อมที่จะเสียสละ บริจาค สงเคราะห์คนทั้งหลายด้วยความเมตตากรุณา มีอัธยาศัยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่โอบอ้อมอารีต่อคนทั้งหลาย ที่เรียกว่าเป็นคนมีน้ำใจงามนั่นเอง
<O:p></O:p>
9. ไม่คิดพยาบาทปองร้ายใคร แน่นอนในขั้นมิได้หมายความว่าสามารถละความโกรธได้เด็ดขาด แต่ว่าแม้จะโกรธ ไม่พอใจ ไม่ยินดี หรือหงุดหงิดไปบ้าง ก็ไม่ถึงกับเก็บเรื่องเหล่านั้นมาเป็นเรื่องที่ต้องอาฆาต พยาบาท คิดจองล้างจองผลาญ ทำลายล้างกัน สามารถควบคุมอารมณ์ข่มใจได้ มีความพร้อมที่จะอดทนให้อภัย รอคอย และพิจารณาเห็นความจริงตามกฎของกรรม จนถึงสามารถมองเห็นความจริงว่า เวรย่อมไม่สงบระงับไปเพราะการจองเวร แต่จะสามารถสงบไปได้เพราะการไม่จองเวร แม้คนอื่น จะจองเวรกับเรา ก็ไม่สนใจที่จะจองเวรตอบ จนสามารถพัฒนาจิตใจให้เปี่ยมด้วยเมตตาในคนในสัตว์ทั้งหลายเป็นปกตินิสัย
<O:p></O:p>
10. มีความเห็นชอบตามทำนองคลองธรรม ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะความเห็นชอบประเภทที่เรียกว่า กัมมัสสกตาสัมมาทิฏฐิ คือ ปัญญาอันเห็นชอบในกฎแห่งกรรมเท่านั้น
<O:p></O:p>
คำว่า กรรม เป็นคำกลาง ๆ แปลว่า การกระทำ ทำดีก็เรียกว่า กรรมดี หรือ กุศลกรรม ทำชั่วก็เรียกว่า กรรมชั่ว หรือ อกุศลกรรม ทั้งกรรมดีกรรมชั่วนี้ ทำได้ 3 ทาง คือ ทางกาย ทางวาจา และทางใจ (คิด)
คำว่า วิบาก หรือ ผลของกรรม ก็คือ ผลที่เกิดจากการกระทำทั้ง 3 ทาง ดังกล่าวนั่นเอง
ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น เรารับประทานอาหารเป็นกรรม ความอิ่มเป็นผลของกรรม (คือ วิบากของการรับประทาน) แล้วความอิ่มก็เป็นของเรา คนอื่นจะอิ่มแทนเราไม่ได้ จึงเป็นกฎตายตัวเลยว่า ใครก็ตามที่ทำกรรมแล้วจะต้องเป็นผู้รับผลของกรรมเสมอ พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ และให้คิดอยู่เสมอว่า
เรามีกรรมเป็นของ ๆ ตน จะต้องเป็นผู้รับผลของกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ใครทำกรรมอันใดไว้ จะดีหรือชั่วก็ตาม จะเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น<O:p></O:p>
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว นี้เป็นกฎความจริงธรรมดาที่จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ เราปลูกต้นมะม่วงก็จะออกผลมาเป็นมะม่วง จะเป็นผลมะพร้าวไปไม่ได้
มีผู้คิดอย่างคนพาลว่า ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป นั้นไม่จริงหรอก คนที่พูดอย่างนี้ เพราะเขาทำความดีไม่เป็น ไม่เข้าใจว่าการทำความดีนั้นจะต้องทำให้ ถูกดี ถึงดี และ พอดี
ถูกดี ก็คือ ทำดีให้ถูกกาละเทศะให้ถูกจังหวะ และพอเหมาะพอสม
ถึงดี ก็คือ ทำดียังไม่ทันถึงดี ก็เบื่อหน่ายเกียจคร้านเลิกทำดีเสียแล้ว
พอดี ก็คือ บางคนทำดีเกินพอดี ล้ำหน้าเพื่อนฝูงเอาเด่นเอาดังเพียงคนเดียว อย่างนี้จะดีได้อย่างไร
การทำความดีนั้น นอกจากจะต้องรู้กาละเทศะ และโอกาสที่เหมาะสมแล้ว ยังจะต้องดูความเกี่ยวข้องกับบุคคลกับกลุ่มคนกับสังคมด้วย การวางตัวดีตามความเหมาะสมอย่างตอนนี้ต้องให้ของ ตอนนี้ต้องพูดจากัน ตอนนี้ต้องช่วยเหลือในกิจการงาน เป็นต้น และต้องไม่มีลักษณะอันใดส่อให้เห็นว่า ออกจะประเจิดประเจ้อมากไป เสนอหน้ามากไปหน่อย สรุปว่าเรื่องของการทำความดี ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ ถ้าอะไรมันเกิน ๆ เลย ๆ ไปก็ไม่ดี เพราะในสังคมคนธรรมดา มีคนบางพวกพร้อมที่จะทำลาย พร้อมที่จะคอยจับผิดอยู่ อย่างที่หลวงวิจิตรวาทการท่านว่า
อันที่จริงคนเขาอยากให้เราดี<O:p></O:p>
แต่ถ้าเด่นขึ้นทุกทีเขาหมั่นไส้<O:p></O:p>
จงทำดีแต่อย่าเด่น จะเป็นภัย<O:p></O:p>
ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน
<O:p></O:p>
จงพิจารณาให้เห็นความจริง เรื่องกฎของกรรมตามที่กล่าวมาแล้วว่า ใครทำกรรมอันใดไว้ จะดีหรือชั่วก็ตาม จะเป็นผู้รับผลของกรรมนั้นเพราะอะไร ก็เพราะว่าทำความดีมันจะดูดดีเข้ามา ทำความชั่วมันก็จะดูดชั่วเข้ามาเช่นกัน เรียกว่า ดีดูดดี ชั่วดูดชั่ว ตามกฎของแรงดึงดูดในทางวิทยาศาสตร์นั่นเอง เช่น แม่เหล็กมันก็จะดูดได้แต่เหล็ก จะไม่ดูดไม้หรือวัตถุอื่น ๆ ซึ่งมีอญูต่างกัน เราทำแต่ความดีมีความซื่อสัตย์สุจริตขยันขันแข็งในการทำงาน ไปทำงานที่ไหน บริษัทห้างร้านไหนก็ยินดีรับเข้าทำงานทั้งนั้น นี่คือ ดีดูดดี ดูดทั้งงาน ดูดทั้งเงิน ดูดเจ้านายผู้บังคับบัญชาให้มารักใคร่เอ็นดู อันเป็นผลของการทำความดีนั่นเอง
ในทางตรงกันข้าม คนที่สร้างความชั่วไว้มาก ๆ ก็เป็นแรงดึงดูดเหมือนกัน แต่มันดูดเอาสิ่งที่ไม่น่าปรารถนาให้มาทำลายตน เช่น ดูดเอาความเกลียดชัง ดูดเอาโทษทัณฑ์ ดูดเอาโซ่ตรวน คุกตะราง ดูดลูกปืน ลูกระเบิด เป็นต้น บางคนที่ร้ายมาก ๆ สามารถดูดเอาตำรวจทั้งโรงพักให้วิ่งตามไปจับ ไปทำลาย ก็มี นี่คือ ชั่วดูดชั่ว ซึ่งเป็นผลของการทำความชั่ว
ดังนั้น เราทั้งหลายไม่ว่าจะอยู่ในวัยใด ก็ตาม จะเชื่อเถิดว่า ถ้าได้กระทำความชั่วแล้วจะไม่ได้รับผลชั่วที่เป็นบาปเป็นทุกข์นั้นเป็นไปไม่ได้ จะต้องได้รับแน่ ๆ เร็วหรือช้าเท่านั้น ถึงแม้ชาตินี้ผลกรรมชั่วยังไม่ให้ผลก็จะต้องได้รับในชาติต่อ ๆ ไปอย่างแน่นอน
เพราะฉะนั้น ยังไม่สายเกินไปที่จะเริ่มทำความดี ถ้าได้ประพฤติปฏิบัติโดยสม่ำเสมอจนเป็นปกตินิสัยแล้ว นั่นก็คือเราได้พัฒนาจิตของเราให้สูงขึ้น เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ และจะเป็นคนดีได้ตลอดไปด้วย
การกระทำใด ๆ ที่เป็นความชั่ว การกระทำอย่างไรที่เป็นความดี ทางใดให้ผลเป็นความสุข และความทุกข์ พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้แล้วโดยวิธีการต่าง ๆ ขอเพียงแต่เราทั้งหลายพยายามเป็นผู้รู้ด้วยปัญญาอันชอบ เว้นการทำความชั่วทั้ง 10 ประการ ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น จนสามารถปลุกตนให้ตื่น เกลียดกลัวอำนาจของความชั่ว ดำรงชีวิตอยู่ในโลกร่วมกับคนอื่นด้วยการทำแต่ความดี ทั้งทางกาย ทางวาจาและใจ รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา มีความเมตตากรุณา ซื่อสัตย์สุจริตต่อกัน ไม่อาฆาตพยาบาทจองเวรกัน ละการใช้อารมณ์และใช้เหตุผลตัดสินปัญหาข้อขัดแย้งต่าง ๆ ก็จะทำให้เราดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข สมความปรารถนาด้วยกันทุกคน และอย่างลืมว่า ......
<O:p></O:p>
ความดีไม่มีขาย<O:p></O:p>
อยากได้ต้องทำเอง
<O:p></O:p>
............................................................
คัดลอกจากหนังสือ คู่มือทำความดี<O:p></O:p>
น. พึ่งพระธรรม เรียบเรียง
<O:p></O:p>
สมาชิกชมรมผู้สูงอายุ รพ.ตากสิน
พิมพ์แจกเป็นธรรมทาน
mamat
07-05-2007, 02:40 PM
ความจริงแล้วในสภาวะสังคมไทยเช่นนี้ศาสนาเป็นสิ่งสำคัญในการยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนในสังคมให้รู้รักสามัคคีกันมากที่สุด
คนซอขอร่วมวง
07-05-2007, 03:39 PM
เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ
yuboot
08-05-2007, 04:12 AM
(verygood)
เห็นด้วย ที่สุดเลยครับ แต่ก็อย่ากให้คนทุกศาสนาสร้างความเข้าใจอันดีซึ่งกันและกันเข้าไว้ครับ ไม่อยากให้ศาสนาอื่นๆ รู้สึกว่าถูกแบ่งแยกหรือถูกกีดกันแต่อย่างใดเลยครับ อยากให้ทุกคนรักกันเข้าไว้นะครับ อภัยกันเข้าไว้ บ้านเมืองก็จะสงบสุขนะครับ
ฅนเพาะกล้า
08-05-2007, 06:37 AM
ผมว่าการบรรจุพุทธศาสนาไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น เพราะอะไรเหรอครับ
1. ในรัฐธรรมฉบับก่อน ๆ บอกไว้ว่า พระเจ้าแผ่นดินทรงเป็นพุทธมากะ อยู่แล้ว
2. ในประเทศมีคนนับถืออื่นศาสนาก็มี
3. การนับถือศาสนาพุทธเราก็นับถือจนเป็นศาสนาประจำชาติอยู่แล้วจึงไม่จำเป็นที่ต้องเรียกร้องให้บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ แล้วอาจจะก่อให้เกิดปัญหาสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนาอีกต่างหาก
4. พระสงฆ์ควรประพฤติส่งเสริมพระพุทธศาสนาดีกว่า
redpeppers
08-05-2007, 08:29 AM
ผมเห็นด้วยกับ rep ข้างต้นครับ มิควรมีการกีดกันทางศาสนา เพราะอาจจะทำให้เกิดปัญหาทางการเมืองตามมา
เหตุที่ต้องบัญญัติศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ
1. เป็นการปกป้องพระศาสนาไว้เพื่ออนุชนรุ่นหลัง ที่มีดวงตาเห็นธรรมจักประพฤติปฏิบัติในการสืบทอดพระศาสนาต่อไป
2. เป็นการปรามลัทธิอื่นๆ...หรือกลุ่มคนที่พยายามทำลายศาสนาพุทธโดยอาศัยอุบายอันแยบยล
3. เป็นการธำรงความเป็นไทยโดยใช้ศาสนาพุทธช่วยประคับประคองประเทศชาติ(เพราะศาสนาพุทธถือหลักอหิงสาไม่เบียดเบียนคนอื่นและศาสนาอื่นๆ) หากแต่ถ้าเราศึกษาอย่างถ่องแท้แล้วจะเห็นว่าศาสนาพุทธไม่เคยทำสงครามเพราะศาสนาเลย
4. ถ้าเราชาวพุทธไม่ยกย่องพระศาสนา...แล้วเราจะเป็นผู้ที่ได้ชื่อรักษาศาสนาได้อย่างไร
5. ประเทศไทยเป็นประเทศที่ธำรงและตั้งมั่นของพุทธศาสนาจนถึงปัจจุบัน ประชากร 90 กว่าเปอร์เซ็นที่นับถือพุทธศาสนา เหตุไฉนแค่บัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติจึงใช้คำว่า ควรหรือไม่ควร น่าจะใช้คำว่าต้องเป็นกรณีเดียวมากกว่า....และควรใช้ตั้งนานแล้ว....
redpeppers
08-05-2007, 08:54 AM
เห็นด้วยครับ และควรบรรจุศีล 5 เข้าไปไว้ด้วย เป็นกฎหมายเลยยิ่งดี คล้ายๆกับ ประเทศอื่นๆที่เค้าระบุศาสนาประจำชาติไว้ และได้เอากฎระเบียบทางศาสนามาเป็นกฎระเบียบทางบ้านเมื่องไปด้วย
ความจริงกฎหมายก็เอามาจากศาสนาล่ะครับ ไม่งั้น คนฆ่าคนตายก็คงไม่ผิดหรอกครับ
redpeppers
08-05-2007, 08:58 AM
เหตุที่ต้องบัญญัติศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ
1. เป็นการปกป้องพระศาสนาไว้เพื่ออนุชนรุ่นหลัง ที่มีดวงตาเห็นธรรมจักประพฤติปฏิบัติในการสืบทอดพระศาสนาต่อไป
2. เป็นการปรามลัทธิอื่นๆ...หรือกลุ่มคนที่พยายามทำลายศาสนาพุทธโดยอาศัยอุบายอันแยบยล
3. เป็นการธำรงความเป็นไทยโดยใช้ศาสนาพุทธช่วยประคับประคองประเทศชาติ(เพราะศาสนาพุทธถือหลักอหิงสาไม่เบียดเบียนคนอื่นและศาสนาอื่นๆ) หากแต่ถ้าเราศึกษาอย่างถ่องแท้แล้วจะเห็นว่าศาสนาพุทธไม่เคยทำสงครามเพราะศาสนาเลย
4. ถ้าเราชาวพุทธไม่ยกย่องพระศาสนา...แล้วเราจะเป็นผู้ที่ได้ชื่อรักษาศาสนาได้อย่างไร
5. ประเทศไทยเป็นประเทศที่ธำรงและตั้งมั่นของพุทธศาสนาจนถึงปัจจุบัน ประชากร 90 กว่าเปอร์เซ็นที่นับถือพุทธศาสนา เหตุไฉนแค่บัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติจึงใช้คำว่า ควรหรือไม่ควร น่าจะใช้คำว่าต้องเป็นกรณีเดียวมากกว่า....และควรใช้ตั้งนานแล้ว....
เราเคยทำสงครามเย็นกับศาสนาพราหมณ์-ฮินดูมาแล้วนะครับ ลองดูในตามรอยพระพุทธเจ้า ของช่องเก้านะครับ
แล้วอีกอย่าง เหตุที่เกิดสงครามครูเสดจริงๆ มันเกิดจากการเมืองครับ ไม่ใช่ศาสนา
pannarai
09-05-2007, 01:47 AM
ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมเป็น สยามประเทศ
วัฒนธรรมต่างๆมาจากขนบธรรมเนียม ประเพณีที่เชื่อมโยงเกี่ยวพันกับศาสนา
บ่งบอกความเป็นชาติไทย หากไม่มีแล้ว ไฉนเลย จะเป็นไท
สมควรบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญตั้งนานแล้ว และการรณรงค์เรื่องนี้ก็ไม่เห็นจะต้องไปว่าพระสงฆ์ หรือฆราวาสที่ยังรักษาศีล 5 หรือศีล 8 ไม่ได้ เห็นว่าไม่เกี่ยวข้องกัน เพราะพระและฆราวาสที่เผยแผ่พระพุทธศาสนา มีความเสียสละสูงนั้นมีอยู่ก็ตั้งมากมาย และถ้าจะมาตั้งแง่กันว่าถ้าให้บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ต้องตั้งกฏกับพระสงฆ์ให้มากขึ้น ก็ดูเหมือนว่าจะพาลพาโลนะ
Tewadhol
10-05-2007, 05:15 AM
เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ เหตุผลมากมายฝอยไปก็ท่วมหลังช้าง
แหม...เห็นปีศาจคาบไปป์กับนายเจิมสาก ให้ความเห็นออกมาทางสื่อแล้ว
ไม่รู้จะเปรียบเทียบกับอะไร. ประเทศแถบตะวันออกกลางที่เค้ามีศาสนาเป็น
กฎหมายก็มีเยอะแยะไปและเค้าก็บอกด้วยว่าเป็นศาสนาประจำชาติของเขา
ถ้าคนของเขามาพูดดูถูกศาสนาตัวเองนะหรือ จะอยู่รอดเกิน 3 วันหรือเปล่า
ao.angsila
10-05-2007, 10:55 PM
จากที่เราได้ติดตามข่าว ว่าได้มีการ ปรับปรุง รธน.ใหม่ ในปี 2550
ซึ่งตอนนี้ ได้มีการ เรียกร้องให้ สสร. บรรจุใน ในรัฐธรรมนูญ ใหม่ เพื่อ ให้ พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
แกนนำการเรียกร้องร้อง โดย
องค์กรชาวพุทธแห่งประเทศไทย และ ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย http://www.bpct.org/ ร่วมกับ องค์กรพุทธอีกกว่า 300 องค์กร
จากข่าวสารที่ออกมาตามสื่อต่างๆ ทั้งนี้ มีผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ในเรื่องนี้
169229
----------------------------------------------------------------------
เว็บพลังจิต ดอทคอม (www.palungjit.com) (http://www.palungjit.com))
ซึ่งเป็นเว็บ พุทธศาสนา ยอดนิยมอันดับที่ 1 ของประเทศไทย
ซึ่งตอนนี้เรามีสมาชิก ที่สมัครกันเข้ามากกว่า 139,892 รายชื่อ
ในปี 2549 ได้รับรางวัลเว็บยอดนิยมที่สุด จาก หน่วยงานราชการ
เว็บพลังจิตได้รับรางวัล''เว็บไซต์ที่มีผู้เข้าเยี่ยมชมมากที่สุดในหมวดศิลปะวัฒนธรรม'' (http://www.palungjit.com/board/showthread.php?t=74260)
ซึ่งเป็นเว็บที่ มีชาวพุทธทาง internet ที่สนใจทางด้านพุทธศาสนา มารวมตัวกันมากที่สุดของประเทศ
อยากทราบว่า คุณเห็นด้วยเกี่ยวกับ เรื่องการบรรจุ พุทธศานาให้เป็นศาสนาประชาติหรือไม่ ?
เห็นด้วยอยู่แล้วครับ
พระเจ้าตากสินยอมสละชีพเพื่อกอบกู้รวมแผ่นดิน ถวายเป็นพุทธบูชาฯ
ท่านทำเพื่อให้พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองอยู่ในประเทศไทยตลอดไป
ผมจึงเห็นว่าควรให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
ประเทศไทยควรจะมีศาสนาหลักให้โลกได้รู้
ปล.แต่ผมไม่ได้กีดกันศาสนาอื่นนะครับ ศาสนาอื่นก็อยู่ในประเทศไทยได้อยู่แล้ว
นี่คือความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ
ao.angsila
10-05-2007, 11:06 PM
ร่วมโมทนาบุญทุกอย่างถวายเป็นพุทธบูชาฯ ครับ
meesak srisulae
12-05-2007, 12:05 AM
ความสำคัญไม่ได้ อยู่ที่ บรรจุ หรือ ไม่ แต่อยุ่ที่ การปฏิบัต หรือ ไม่ ต่างหาก
arame
12-05-2007, 12:24 AM
เห็นด้วยนะครับ เราคนใจ จิตใจพุทธ.................แต่ขอนิดนึงตรงที่ว่า เราชาวพุทธ เราคนไทย ทำไมต้องทำให้สิ่งที่เราเคารพนับถืบ พระภิษุสงฆ์มาดำเนินการต่างๆ อย่าลืมนะครับว่าสถานการณ์ตอนนี้ล่อแหลม จะทำให้เห็นว่าความต้องการนี้ ทำให้เห็นว่าเป็นความต้องการของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เราชาวพุทธ ฆราวาส มาร่วมแรงร่วมใจกันดีกว่านะครับ เพราะกลัวว่าบุคลอื่นๆที่ไม่เห็นด้วยจะนำมาเป็นข้ออ้างในการทำลายพระพุทธศาสนาของเรา.......
cirkit
12-05-2007, 08:52 AM
เห็นด้วยครับผม
ศ.ธรรมทัสสี
12-05-2007, 12:03 PM
ผมว่าพวกเราพุทธบริษัท ที่เจริญตามมรรควิธี ไม่ควรมองความเห็นที่ต่างจากเราว่าเขาไม่ดีอย่างสุดโต่ง เพราะบัวมีสี่เหล่าครับ สำหรับผมนะครับผมมองว่า...
๑. จะบรรจุหรือไม่บรรจุก็ได้ แต่เมื่อบรรจุแล้วนอกจากความภาคภูมิแล้ว เราจะได้อะไรอีก เรามีข้อเสนอแนะอะไรบ้าง ที่จะได้ประโยชน์จากการบรรจุ เพราะผมเองไม่อยากให้เหมือนที่ระบุในเนาทะเบียนบ้านแล้ว หลายๆ คนอย่าว่าแต่ศีล ๕ เลยครับ วัดยังไม่อยกเข้าเลยเพราะอาย
๒. ผมว่าการที่จะรักษาพุทธศาสนาได้ดีที่สุด คือพุทธบริษัทต้อง มีศีล สมาธี ปัญญา ไม่ใช่แค่บรรจุอย่างเดียว
๓. การเรียกร้องโดยวิธีการเดินขบวนของพระ เพื่อกดดันนั้น ผมเห็นด้วยกับ หลวงพ่อพระราชพรหมยานของเรา ที่ท่านได้ตำหนิการเดินขบวนของพระอย่างรุนแรง เมื่อปี ๒๕๑๖ (ถ้าจำ พ.ศ.ไม่ผิด)...ท่านว่าไม่ใช่วิสัยของพระ
(สรุปแล้วตัวผมเห็นว่า บรรจุก็ดี แต่ต้องมีมาตรการด้วยว่า จะทำอย่างไรต่อไป...เพราะผมเชื่อว่าเมื่อบรรจุแล้ว ชาวพุทธส่วนใหญ่ก็ยังเหมือนเดิม)
คนเก่า
14-05-2007, 09:43 AM
ดูจากการแอบอ้างหลวงพ่อพระราชพรหมยานโดยสมาชิกที่ใช้ชื่อว่า ศ.ธรรมทัสสีนี้แล้ว เชื่อว่ามีเจตนาไม่บริสุทธิ์ หาใช่ชาวพุทธที่แท้จริงไม่ เป็นผู้อยู่ในขบวนการทำลายชาติ ทำลายพระศาสนาที่เพียรสร้างความสับสน สร้างความแตกแยกให้กับคนไทย
จึงขอเสนอให้คณะผู้ดูแลเว็บตัดไฟเสียแต่ต้นลม ด้วยการแจ้งให้ ศ.ธรรมทัสสี แสดงหลักฐานข้อความให้ชัดเจน ว่ามีจริงหรือไม่ และถ้ามีจริง มีเนื้อความทั้งหมดระบุว่าอย่างไร
ซึ่งถ้าเพิกเฉยไม่แสดงหลักฐาน หรือพบหลักฐานที่กล่าวอ้างว่าผิดเพี้ยนไปจากการกล่าวอ้าง-นำมาใช้ประโยชน์สนันสนุนตนเอง ก็ย่อมชัดเจนว่าเจตนาไม่บริสุทธิ์จริง สมควรยกเลิกสมาชิกภาพเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป
augustines
14-05-2007, 07:52 PM
ไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องบรรจุข้อความว่า
"ให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ"
ไม่จำเป็นเลย แม้แต่นิดเดียว
ถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สมควร
ทำไมถึงไม่บรรจุไว้ตั้งแต่สมัย รธน.ฉบับปี 40 หล่ะ
ทั้งๆ ที่ฉบับนั้นเป็นฉบับที่สมบุรณ์ที่สุด
lepus
14-05-2007, 10:38 PM
อยากให้คุณ ศ.ธรรมทัศนี และคุณ augustine รวมทั้งหลายๆ ท่านที่คัดค้านได้อ่านบทความนี้อย่างละเอียดดูนะครับ
ฐานะของพระพุทธศาสนาในรัฐธรรมนูญ (เสฐียรพงษ์ วรรณปก) (http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=11481&start=15&postdays=0&postorder=asc&highlight=)
แปดหมื่นสี่พันศุภมัสดุก็ไม่มีประโยชน์
ศาสตราจารย์ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เจอหน้าผมในสภาทักว่า "นี่ใจคอจะเขียนแต่เรื่องพระพุทธศาสนากับรัฐธรรมนูญตลอดปีเลยหรือ" เพราะเห็นผมซีรอกซ์บทความเรื่องพระพุทธศาสนากับรัฐธรรมนูญ แจกจ่ายให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติทุกครั้ง
ผมเรียนท่านว่า ก็คงอย่างนั้น อย่างน้อยก็จนกว่าจะรู้รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขออกมาแน่ชัดว่า ไม่มีคำว่า "พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ" และวรรคต่อไปว่า "ศาสนาอื่นคือศาสนาอิสลาม คริสต์ พราหมณ์-ฮินดู และซิกข์ ได้รับการรับรองจากรัฐ"
เหตุผลของผมมีง่ายๆ สั้นๆ พูดครั้งเดียวก็เข้าใจ (แต่ทำไมพูดบ่อยจัง) คือ
1. ในบททั่วไปของรัฐธรรมนูญ มีพูดถึงสถาบันชาติ และสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่สถาบันศาสนา ซึ่งเป็นหนึ่งในสามสถาบัน ทำไมตกไป หรือว่า เดี๋ยวนี้เรามีสองสถาบันเท่านั้น
2. พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6 ที่ทรงประดิษฐ์ธงไตรรงค์ และพระราชทานบทกวีบรรยายสีทั้งสามว่า สีแดง หมายถึง ชาติ, สีขาว หมายถึง พระพุทธศาสนา (ไตรรัตน์) และธรรมะคุ้มจิตไทย (ธรรมของพระพุทธศาสนาและของศาสนาอื่นที่มีอยู่ในประเทศไทย), สีน้ำเงิน หมายถึง สถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่เอาใช่ไหม "สีขาว" น่ะ จะให้มีธง ทวิรงค์ แทนธงไตรรงค์ ใช่ไหม
ถ้าจะเอาอย่างนั้น ผมก็จะเลิกพูดเลิกเขียน
3. พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในสมัยก่อนมีรัฐธรรมนูญ ทรงทำหน้าที่ 2 ประการควบคู่กันไปคือ (1) ทรงปกครองประเทศ และ (2) ทรงอุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนา ใช่ไหม พอเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 คณะราษฎรถ่ายโอนพระราชอำนาจมาจากสถาบันพระมหากษัตริย์ เอามาเฉพาะหน้าที่ประการที่ 1 ลืมหน้าที่ประการที่ 2 ใช่ไหม เมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรก จึงไม่มีเรื่องพระพุทธศาสนา ถ้ารุ่นก่อนลืม รุ่นนี้นึกขึ้นมาได้ ก็ใส่ไว้เสีย หน้าที่ที่รับถ่ายโอนมาจากสถาบันพระมหากษัตริย์จะได้สมบูรณ์
พูดทำไมว่า ก็ในเมื่อฉบับก่อนไม่ใส่ไว้ แล้วจะใส่ทำไม ถ้าเช่นนั้นเราพูดเราเตือนกันทำไมว่า "พูดผิด พูดใหม่ได้" "ทำผิด แก้ใหม่ได้" หรือจะยินดีผิดมาแล้วก็ปล่อยให้ผิดต่อไปชั่วกัลปาวสาน จะเอาอย่างนั้นก็เอา ผมจะได้ไม่ตะบันเขียน
การที่หลายคนถามซ้ำซากว่า ใส่ทำไม ใส่แล้วได้อะไร อีกหลายคนก็พูดซ้ำซากว่า ก็มันเป็นอยู่แล้วโดยจารีตประเพณี ไม่จำต้องใส่ก็ได้ ผมก็ตอบซ้ำซากเช่นกันว่า ใส่ไว้ดีกว่าไม่ใส่ ก็เมื่อเป็นอยู่แล้วโดยจารีต ไม่เป็นตัวหนังสือ ก็เขียนลงซะสิ จะได้หนักแน่นและถูกต้องขึ้น จะปล่อยไว้ครึ่งๆ กลางๆ กระนั้นหรือ
ใส่ไว้เสียให้สมบูรณ์ อย่างน้อยก็จะได้ปลุกสำนึกของประชาชนแต่ละคนให้รำลึกเสมอๆ ว่า เราเป็นคนมีศาสนา ไม่ใช่คนป่าคนเถื่อน อันใดที่เป็นหน้าที่ของคนมีศาสนาจะพึงทำ ก็จะได้ทำ เพื่อความสุขความเจริญส่วนตัว และแก่สังคมประเทศชาติ อันใดที่คนมีศาสนาประจำใจไม่พึงทำ ก็จะได้เลิกละเสีย
เตือนรัฐบาลผู้ปกครองประเทศว่า ตนมีหน้าที่ปกป้องดูแลพระพุทธศาสนา อันใดที่จัดทำให้พระศาสนาได้ เช่นเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญให้ชัดแจ้ง ก็รีบจัดรีบทำเสีย และมิใช่เพียงเขียนว่า เป็นศาสนาประจำชาติ เท่านั้นแล้วทุกอย่างจะดีขึ้นทันตาเห็น
ต้องมีบท หรือมาตราใดมาตราหนึ่งพูดไว้ชัดแจ้งว่า จะดูแลพระศาสนาและส่งเสริมพระศาสนาอย่างใดบ้าง
เพื่อจะได้ออกกฎหมายลูก หรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญในการส่งเสริม ดูแลพระศาสนาเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น เรื่องพระสงฆ์บางรูปบางองค์ปฏิบัติผิดเพี้ยนสร้างความมัวหมองแก่พระศาสนา (ดังที่ถูกยกมากล่าวประจาน) จะได้ลดน้อยลงและหมดไป
คนมีพุทธศาสนาประจำใจคือคนที่เชื่อมั่นในศักยภาพของตน ถึงพระรัตนตรัย (พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์) เป็นที่พึ่งเป็นเครื่องนำทางชีวิต มากกว่าไปหลงใหลได้ปลื้มกับเทพกับมาร ไม่ว่าจะเทพจตุคงจตุคาม หรือมารราหงราหูด้วยความเข้าใจผิดว่าจะบันดาลความสุขความสงบแห่งจิตใจของตนได้
พระพุทธเจ้าตรัสเตือนไว้เสมอๆ ว่า "เนตัง โข สะระณัง เขมัง เนตัง สะระณะมุตตะมัง เนตัง สะระณะมาคัมมะ สัพพะทุกขา ปะมุจจะเร = สิ่งนั้นมิใช่ที่พึ่งอันเกษมปลอดภัย มิใช่ที่พึ่งสูงสุด อาศัยที่พึ่งชนิดนั้นแล้ว หาพ้นจากทุกข์ทั้งปวงไม่"
กระนั้นก็มีคนติงผมว่า อย่าห่วงว่าพระพุทธศาสนาจะหายไปจากเมืองไทยเลย โดยเฉพาะท่านกวีรัตนโกสินทร์ เขียนไว้ใน มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับล่าสุดว่า อย่าห่วงว่าใครอื่นจะทำพุทธศาสนาจะอันตรธานเลย พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ว่าพระพุทธศาสนาจะยังอยู่หรือสาบสูญหายไปก็เพราะพุทธบริษัท ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา มากกว่า
ถ้าพุทธบริษัทละเลยหน้าที่ของชาวพุทธ คือไม่สอนให้พุทธเป็นพุทธ สอนนอกทางของพุทธ หรือเป็นพุทธที่ไม่รู้จักพุทธ นั่นแหละพุทธศาสนาจะเสื่อมสูญ
รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของกฎหมาย เจตนารมณ์นี้จะบังคับใช้เอากับ "ศาสนา" อันเป็น "นามธรรม" ซึ่งต่างกับอีกสองสถาบันหลักคือ ชาติ (ประชาชน) พระมหากษัตริย์ (องค์พระประมุข) อันเป็น "รูปธรรม" ได้อย่างไร ถ้าจะให้บัญญัติไว้ลอยๆ โดยไม่มีผลบังคับใช้อย่างนั้น สู้เกริ่นไว้ในบทนำที่เริ่มต้นด้วย "ศุภมัสดุ" นั้นจะมิดีกว่าหรือ ?
ขอประทานโทษ คุณพี่เนาว์ เมื่อพูดถึงพระพุทธศาสนา ย่อมหมายรวมเอาทั้งรูปธรรมและนามธรรม นามธรรมก็มีทั้งระดับสมมุติและระดับปรมัตถะ พระพุทธวจนะที่ตรัสไว้ว่า "ความจริงสูงสุดนั้นย่อมอยู่เป็น ธรรมธาตุ ธรรมฐิติ ธรรมนิยาม หาได้ขึ้นอยู่กับการเกิดขึ้น หรือดำรงอยู่ของพระพุทธเจ้าไม่" หมายเอาระดับปรมัตถะครับ ระดับอื่นยังไงๆ ก็เสื่อมถ้ารักษาไว้ไม่ดี หรือถ้ารักษาดีก็อาจอยู่ได้นานหน่อย
ที่เขาห่วงนั้น เขาไม่ได้ห่วงพระพุทธศาสนาระดับปรมัตถธรรมดอกครับ ที่ห่วงนั้นคือพุทธศาสนาระดับสมมุติบัญญัติ และพุทธศาสนาส่วนที่เป็นวัตถุ บุคคลนั้นต่างหาก กรุณาอย่าพูดข้ามชอตไปไกล ทำให้คนงง
พุทธศาสนาเสื่อมจากอินเดีย ใครๆ ก็รู้ อินเดียไม่มีศาสนบุคคล คือพระสงฆ์เมื่อไม่มีศาสนบุคคล ศาสนวัตถุ ศาสนพิธี และพระวินัยบัญญัติของพระพุทธเจ้าก็มีไม่ได้
แต่ในแง่ปรมัตถสัจจะที่พระพุทธองค์ตรัสรู้แล้วนำเอามาสั่งสอนชาวโลกน่ะ ไม่มีใครเขาสงสัยว่าไม่มีอยู่ เชื่อว่ามันคงอยู่ เป็นธรรมธาตุ ธรรมฐิติ ธรรมนิยามอยู่อย่างนั้นตลอดกาล
ยังไงๆ ก็ขอให้ยึดหลักไว้บ้างเมื่อพูดถึงพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาแบ่งเป็น 4 ส่วน
(1) ศาสนวัตถุ วัดวาอาราม ปูชนียสถานต่างๆ
(2) ศาสนบุคคล พุทธบริษัท 4 สรุปเป็น 2 คือคฤหัสถ์ และบรรพชิต
(3) ศาสนพิธี พิธีกรรมที่ปฏิบัติในทางศาสนา
(4) ศาสนธรรม คำสอนทั้งระดับสมมติสัจจะ และปรมัตถสัจจะ
พระพุทธศาสนาในข้อที่ 1, 2, 3 และ 4 (เฉพาะสมมติสัจจะ) นั้นต่างหากที่เขาห่วงจะพินาศฉิบหายไป จากภัยภายในพุทธบริษัทกันเองนี่เป็นส่วนใหญ่ (ภัยจากปัจจัยภายนอกก็มี แต่ตัวแปรที่สำคัญคือภัยจากพุทธบริษัทกันเอง)
การเอารัฐธรรมนูญมาใช้กับ "พระพุทธศาสนา" ใช้เฉพาะในแง่ที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมระดับสมมุติ ไม่เกี่ยวกับระดับปรมัตถสัจจะ และการนำมาใช้ก็มิได้ในความหมายมาบังคับแทรกแซงพระศาสนา หรือเอาศาสนามายุ่งกับการเมือง หากเป็นนโยบายแห่งรัฐมากกว่า ว่าเมื่อพระพุทธศาสนาได้รับยกย่องโดยสมบูรณ์ทั้งด้านจารีตและลายลักษณ์ว่าเป็นศาสนาประจำชาติ รัฐพึงมีมาตรการอย่างใดที่จะอุปถัมภ์ ส่งเสริม พระพุทธศาสนา ทั้งด้านการศึกษา ปฏิบัติ เผยแผ่ และปกป้องพระพุทธศาสนาของพุทธบริษัท ทั้งในด้านการจัดการเรียนการสอนวิชาพระพุทธศาสนาและศีลธรรมของเยาวชนของชาติ
ที่ว่านี้ก็หมายรวมถึงศาสนาอื่นในเมืองไทยด้วย ซึ่งได้รับการอุปถัมภ์ดูแลจากรัฐทัดเทียมกันในทุกด้านดังที่พูดไว้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา
เพียงใส่ไว้ในคำปรารภว่า "ศุภมัสดุ" ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาที่พึงปฏิบัติแต่ประการใด ต่อให้ใส่แปดหมื่นสี่พันศุภมัสดุเท่าพระธรรมขันธ์ ก็ไม่เกิดผลดอกครับ
lepus
14-05-2007, 10:46 PM
มีคนถามว่า พระพุทธศาสนาสำคัญอย่างไร จึงควรใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญว่าเป็นศาสนาประจำชาติ ผมมองหน้าคนถาม บอกเขาไปว่า คุณถามผิด ที่ถูกควรถามว่า รัฐธรรมนูญสำคัญนักหนาเชียวหรือ ถึงไม่กล้าใส่พระพุทธศาสนาว่าเป็นศาสนาของประเทศไทย คงไม่ลืมว่าประเทศนี้โดยจารีต ขนบธรรมเนียมประเพณี แม้แต่ราชประเพณี ตลอดจนวัฒนธรรม พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติมาตั้งแต่ต้น
พระราชามหากษัตริย์ทุกพระองค์ทรงยืนยันว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาของประเทศนี้ ไม่ต้องย้อนไปไกลถึงสุโขทัย เอาแค่กรุงธนบุรี และรัตนโกสินทร์
พระเจ้าตากสินมหาราช ตรัสว่า "พระศาสนาคงอยู่คู่กษัตรา พระศาสดาตรัสไว้ให้คู่กัน"
รัชกาลที่หนึ่งแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ตรัสไว้ในพระปฐมบรมราชโองการว่า "ตั้งใจจะอุปถัมภก ยอยกพระพุทธศาสนา จะป้องกันขอบขัณฑสีมา รักษาประชาชนและมนตรี"
รัชกาลที่หก ตรัสว่า "พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาสำหรับชาติของเรา เป็นความจำเป็นที่เราทั้งหลายผู้เป็นไทยจะตั้งมั่นอยู่ในศาสนาพระพุทธซึ่งเป็นศาสนาสำหรับชาติเรา"
เมื่อทรงประดิษฐ์ธงไตรรงค์ และทรงกำหนดสีต่างๆ เป็นสัญลักษณ์แทนสถาบันทั้งสามคือ "ขาว บริสุทธิ์ศรีสวัสดิ์ หมายพระไตรลักษณ์ และธรรมะคุ้มจิตไทย แดง คือโลหิตเราไซร้ ซึ่งยอมสละได้ เพื่อรักษ์ชาติศาสนา น้ำเงิน คือสีโสภา อันจอมประชา ธ โปรดเป็นของพระองค์"
พระเจ้าอยู่หัวของเราได้มีกระแสพระราชดำรัสกับสันตะปาปา จอห์นปอลที่ 2 เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2527 ตอนหนึ่ง "คนไทยเป็นศาสนิกชนที่ดีทั่วกัน ส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาประจำชาติ"
สรุปพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทยมาแต่โบราณกาล โดยราชประเพณี โดยจารีต โดยวัฒนธรรม และโดยวิถีชีวิต พระพุทธศาสนาเป็นหลักยึดเหนี่ยวจิตใจของไทยมาตั้งแต่ต้น พูดให้ชัดคือ เป็นศาสนาประจำชาติไทยมาตลอด เพียงแต่มิได้บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร
เมื่อมีรัฐธรรมนูญขึ้น ตั้งแต่ฉบับแรกจนถึงฉบับชั่วคราว (พ.ศ.2550) ผู้ร่างมิได้ใส่ไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งมิใช่เป็นความผิดของพระพุทธศาสนา หากเป็นความผิดของกรรมาธิการผู้ร่างรัฐธรรมนูญ
คำถามก็คือ กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญถือสิทธิ์อะไรที่ละเลย ไม่บันทึกข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ของชาตินี้
เมื่อใครพูด (เช่น ครูสอนหนังสือแก่เด็ก) ว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ก็ท้วงติงว่าไม่ควรพูดอย่างนั้น เพราะแม้รัฐธรรมนูญยังไม่พูดว่าเป็นศาสนาประจำชาติเลย
แล้วทำไมต้องอ้างอิงรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีความบกพร่องไม่สมบูรณ์ ทำไมไม่รับรู้ความเป็นจริงของสังคมไทยเล่า
lepus
14-05-2007, 10:53 PM
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=11481&postdays=0&postorder=asc&start=0
.....ที่อาจารย์ท่านหนึ่งว่า ดูรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาทุกฉบับไม่มีฉบับไหนใส่ว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ พูดผิดพูดใหม่ได้นะครับ ท่านอาจารย์ธงทอง (ไหนว่าจะไม่เอ่ยไง)
ลองช่วยค้นเอกสารเก่าๆ ดู ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2475 "ในร่างเดิมนั้นมีข้อความว่า "พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำอาณาจักรสยาม" แต่ถูกตัดออก "อนุกรรมาธิการร่างจำต้องตัดออกไปก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรให้พิจารณาและลงมติ เพราะ...มันเกรงใจเพื่อน...ของมัน"
ข้อมูลบรรณานุกรมของหอสมุดแห่งชาติ จากบันทึกในเรื่องเดียวกันนี้ ท่านปรีดี พนมยงค์ ยังได้เล่าให้ทราบว่า เมื่อเสร็จการประชุมก่อตั้งคณะราษฎรแล้ว ข้าพเจ้ากลับสยามในเดือนมีนาคมปีนั้น แล้วเพื่อนที่ยังอยู่ในปารีสเลือกเฟ้นผู้ที่สมควรชวนร่วมคณะราษฎรต่อไป อีกประมาณ 2-3 เดือน เพื่อนได้ชวนนายทวี บุณยเกตุ นักศึกษาวิชาเกษตร และนายบรรจง ศรีจรูญ ไทยมุสลิมจากอียิปต์ที่มาเยือนปารีส ซึ่งรับภาระจัดตั้งมุสลิมต่อไป อาทิ นายแช่ม มุสตาฟา (บุตรหัวหน้าศาสนาอิสลามในไทย ที่รู้จักกันในนามว่า "ครูฟา" ต่อมานายแช่มเปลี่ยนนามสกุลว่า "พรหมยงค์" คล้ายนามสกุลของข้าพเจ้า)"
ความจริงก็คือว่า เคยมีในร่างของอนุกรรมาธิการ แต่ถูกดึงออกก่อนเสนอสภาแบบเส้นยาแดงผ่าแปด
แต่โดยราชประเพณี โดยประวัติศาสตร์ โดยจารีตประเพณีและวัฒนธรรม พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทยอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ได้จารึกเป็นลายลักษณ์ ด้วยภาพหลอนภาพลวงที่สืบทอดกันมาดังกล่าว จึงไม่ได้รับการบันทึกเป็นลายลักษณ์เท่านั้น
คราวนี้ก็แว่วว่า ดึงออกตั้งแต่ไม่บันทึกแล้ว คือ ดึงออกจากใจของคณะกรรมาธิการร่างทั้งหลาย (คงไม่หมดทุกคน) ท่านที่รับปากผมแล้วก็ไม่ต้องเกรงใจว่าจะผิดคำพูด เพราะผมรู้ดีว่าท่านเพียงแต่พูดว่า "ผมจะพิจารณา ผมจะนำเข้าสู่ที่ประชุม" ส่วนที่ประชุมจะเอาอย่างนี้ก็ไม่ว่าอะไร เพราะคาดการณ์ล่วงหน้าอยู่แล้ว
เพียงต้องการบอกว่า ผมจะคัดค้านและยกมือไม่ผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ ใครจะเอากับผมด้วยก็ยกมือ
freedom
15-05-2007, 10:00 AM
_โดยส่วนตัวแล้วไม่เห็นด้วยกับร่างฯ ดังกล่าว เพราะจะต้องมีกฎหมายลูกออกมารองรับ ซึ่งฟังดูและวุ่นวายจัง อาจทำให้เกิดการแตกแยก หากเป็นไปได้ควรปล่อยให้เป็นการนับถือที่อิสระมากว่า และการที่เราจะนับถือพุทธศาสนาหรือไม่นั้น(ตามกฏหมาย)ก็ไม่อาจจะประกันว่าทุกคนในชาติไทยจะเป็นคนดี เพราะทุกชาติ วรรณะมีทั้งดี/เลว ต่างกัน ก็ให้นึกเสียว่า บัวยังมี 4 เหล่า เลย
จะให้ทุกคนเป็นคนดีหมดก็เป็นไปไม่ได้ แต่ต้องดูที่มีผลดีกับคนหมู่มาก
เรื่องศาสนา และการทำความดี ไม่น่าจะมีการบังคับ ควรมีการกระทำที่ออกมาจากใจและจิตใต้สำนึกมากกว่า
และน่าจะมีนโยบายหรือโครงการที่ทำให้ผู้ที่นับศาสนาพุทธประจำสำเนาทะเบียนบ้านนั้นเปลี่ยนมาเป็นนับถือประจำใจไม่ดีกว่าหรึ ให้เขาเข้าถึงซึ่งเป็นพุทธมามะกะ ศาสนาจะไม่ล่มสลายเพราะพุทธบริษัท 4 เราควรจรรโลงศาสนาพุทธด้วยการปฏิบัติบูชาจะดีกว่า การปฏิบัติที่ส่งผลให้เป็นประโยชน์โลกนี้และโลกหน้า พอเถอะหยุดทะเลาะกันเสียที
ผมว่าน่าจะมีการเผยหลักของพุทธศาสนาให้ประชาชนได้ปฏิบัติด้านทาน ศีล สมาธิ ปัญญา ที่ถูกต้องและสามารถนำมาปฏิบัติได้แทนจะดีกว่ามาเสียเวลามาคิดว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับร่างฯ
แต่ผมก็เฉยๆนะครับ มีก็ได้ไม่มีก็ได้กับการร่างฯกฎหมายดังกล่าวเพราะทุกวันนี้ก็เร่งปฏิบัติอยู่ ให้พ้นทุกเร็วๆ ไม่ได้ชาตินี้อย่างน้อยก็ขอเป็นนิสัยติดใจไปทุกภพและขอได้พบศาสนาพุทธที่มีการปฏิบัติตามมรรค 8 เทอญ.....
ลัก...ยิ้ม
15-05-2007, 10:31 AM
อ่านไปอ่านมา ... ก็เริ่มประคองตัวและใจไม่ค่อยไหว ฮือ ๆๆ
เปรียบเสมือนพ่อแม่ผู้เคารพรัก ซื้อรองเท้าให้คู่หนึ่งเพื่อให้ลูกน้อยที่ตนรัก จะได้ใช้สอย สู้ร้อน สู้ฝนเพื่อความอยู่เป็นสุขตลอดไป
แต่รองเท้าเมื่อมีให้ใช้ก็ไม่ใส่ใจรู้คู่ของรองเท้า และยิ่งไม่รู้คุณพ่อแม่ ยิ่งหนักใจเป็นการใหญ่ รองเท้ามันกัด ก็ไม่รู้จักป้องกันแก้ไข .... คงต้องให้เท้ามันโดนรังแกไปเรื่อย ๆ จนทนไม่ไหว โยนรองเท้าทิ้งไป
อนาคตคง.....ไม่มีประเทศไทย..สิ้นชาติ...ขายแผ่นดิน...เนรคุณ ...
คนเก่า
15-05-2007, 10:39 AM
ใช่ หยุดทะเลาะเสียที แล้วมาช่วยกันสนับสนุนให้ตราในรัฐธรรมนูญ ตราในกฎหมาย ยกย่อง ปกป้อง พิทักษ์พระพุทธศาสนา ให้สมกับสถานะอันเป็นสถาบันหลักของชาติ ในสมกับเป็นพระศาสนาของปวงชนชาวไทยอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดนับพันปี
ไม่ใช่เพียรตะแบง ยุยงให้คนไทยละเลยทำลายมรดกล้ำค่าของบรรพบุรุษ ละเลยพระราชศรัทธาอันมั่นคงแน่นแฟ้นของล้นเกล้าของปวงชนชาวไทย
ตัวเองได้จากในหลวง เอาจากในหลวงมาตลอดชีวิต ตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย รุ่นพ่อแม่ลงมาก็ล้วนเป็นสุข มีอิสระในการนับถือศาสนาด้วยพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม ได้พึ่งพาอาศัยพระบรมโพธิสมภารมาตลอด ได้อาศัยพระเมตตา ได้อาศัยพระมหากรุณาธิคุณ อันเป็นส่วนหนึ่งของพระธรรมแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาโดยตลอด
ก็รู้ชัดอยู่ว่าทรงยึดมั่นในธรรมะ ทรงยึดมั่นในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพียงใด
จะสนองพระมหากรุณาธิคุณ ผนึกกำลังถวายการพิทักษ์ปกป้องพระพุทธศาสนาอย่างเป็นรูปธรรม ถวายให้ในหลวงให้ทรงชื่นพระทัยสักครั้งในพระชนม์ชีพที่แสนเหนื่อยยากเพื่อปวงชนชาวไทย เพียงเท่านี้ก็ไม่ได้ ใจร้ายใจดำกันเหลือเกิน แล้วยังจะเสแสร้งทำตัวเป็นคนไทย ทำตัวเป็นผู้จงรักภักดีได้อีก
ไม่มีความละอายกันเลยหนอ คนอย่างนี้ มีชีวิตอย่างไม่มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้อย่างไรหนอ ไม่เข้าใจจริงๆ
อักขรสัญจร
15-05-2007, 11:52 AM
ลองดูอัตราส่วนการโหวตแล้ว
ผลก็ออกมาเท่าๆกับ
อัตราส่วนของชาวพุทธ:ผู้นับถือศาสนาอื่นๆในประเทศไทยเลย
แปลกดีเนาะ
Sunny
15-05-2007, 12:38 PM
ลองอ่านเหตุผลของอาจารย์ดร.ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์ ที่โต้แย้งนักวิชาการต่าง ๆ ที่เห็นว่าไม่ควรบัญญัติพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติดูครับ
http://www.bodhinanda.com/index.php
แล้วจะรู้ว่าทำไมควรจะบัญญัติเอาไว้ครับ
lepus
15-05-2007, 06:43 PM
เมื่อกี้เพิ่งดูข่าวไอทีวี ดร.ประสงค์ให้สัมภาษณ์บอกว่าเรื่องนี้เท่าที่รับทราบมาจากการที่ ดร.เจิมศักดิ์ได้ไปสำรวจจากที่ต่างๆ มาแล้วปรากฎว่าความเห็นของคนส่วนใหญ่แล้วเห็นว่าไม่ควรบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมีเยอะกว่า....
เล่นเอา งงงงๆ อย่างแรง ไม่รู้ว่า ดร.เจิมศักดิ์แกไปสำรวจมาจากที่ไหน ทำไมผลมันตรงข้ามกับที่เรารับรู้มาโดยสิ้นเชิงเลย
อักขรสัญจร
15-05-2007, 07:08 PM
สงสัยสำรวจความเห็นพรรคพวกตัวเองตามที่ต่างๆ
poacmu
15-05-2007, 08:01 PM
เห็นสมควรเป็นอย่างยื่งครับ
ศ.ธรรมทัสสี
16-05-2007, 09:47 AM
ตอบกระทู้ ที่ 81 ครับ
- ผมว่าคุณอย่าเพิ่งตีโพยตีพายด่วนสรุป ผู้ที่ความคิดเห็นต่างจากคุณว่าเขาเป็นคนเลวซิครับ คุณกล่าวหาเขานี่หนักมากนะครับ มันไม่แฟร์ครับ คุณควรตรึกตรองให้รอบคอบก่อน จึงค่อยสรุปคนอื่นเขาว่า เป็นอย่างไร
- คุณควรไปเปิดเทปหลวงพ่อฟัง ชื่อเทป "นางวิสาขาคนสวย วิสาขาคนรวย" ท่านพูดถึงท่านนางวิสาขาว่ามีลูก ๒๐ คน และลูก ๒๐ คนก็มีหลานให้นางวิสาขาอีกคนละ ๒๐ แล้วท่านก็พูดต่อไปว่า เดินขบวนได้เลย ต่อจากนั้นท่านก็พูดถึงพระเดินขบวน ท่านพูดว่า เดินไปอเวจีด้วย คุณควรฟังด้วยตนเองจะได้ซึมเข้าถึงใจ อาจจะทำให้ลดอัตตา มีวุฒิภาวะมากขึ้น หยุดทำตัวกร่างข่มชาวบ้านเขาเสียที
- ทีมงานควรติดต่อ ขอข้อมูลที่สำนักงานธัมมวิโมกข์ที่วัดท่าซุงดูก่อน จะได้ไม่ด่วนตัดสินใจอะไรผิดๆ เพราะการให้ข้อมูลธรรมะแบบผิดๆ คนให้ข้อมูลนี่บาปหนักนะครับ (ลูกศิษย์หลวงพ่อจริงๆ นี่เขามีแต่สามัคคีกัน เกื้อกูลกัน ประคับประคองกัน ไม่ใช่แบบอันธพาล)
- คนเรานี่คิดต่างกันได้ครับ แต่ถ้าเขาข้อมูล ถูกต้อง ครบถ้วน รอบด้าน เขาก็อาจปรับเปลี่ยนความคิดหม่ได้ (อย่างผมก็เพิ่งทราบว่า ร.6 ท่านให้ความหมายสีขาวของธงชาติว่าเจาะจงแทนศาสนาพุทธ) หน้าที่เราคือให้ข้อมูลด้วยความเมตตา ไม่ใช่ว่าถ้าใครเขาเห็นต่างจากเรา คุณก็ตั้งให้เขาเป็นพวกทำลายสถาบันเลย มิเช่นนั้นตัวเราจะเป็นผู้ทำลายฯ เอง
อนุโมทนากับความคิดด้วยครับ ผมเห็นด้วยกันการตั้งเป็นศาสนาประจำชาติ แต่เรามาดูอย่างนี้นะครับ ศาสนาพุทธตั้งอยู่มาได้ทุกวันนี้ก็เพราะพระสงฆ์ผู้เป็นธรรมทายาทของพระพุทธเจ้า สืบต่อกันมารุ่นต่อรุ่น แล้วรู้ไหมว่าทำไมถึงศาสนาพุทธถึงยืนยันมาได้ถึง 2550 ปีแล้ว เพราะศาสนาพุทธนี้สอนให้คนหลุดพ้นออกจากความทุกข์ ความสุขทั้งปวง ถ้าตั้งศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติแล้วไงต่อ ความประพฤติของชาวพุทธที่พยายามเรียกร้องอะไรต่อมิอะไร ประพฤติอย่างพุทธที่ว่าไหม เมื่อได้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติแล้ว แล้วถ้าตั้งแล้วสถานะการณ์ 3 จังหวัดภาคใต้จะสงบหรือเปล่า? และคุณคิดว่าศาสนาของพระศาสดา จะเสื่อมและสลายไปคุณว่าเป็นเพราะไม่ได้ตั้งไว้เป็นศาสนาประจำชาติหรือเปล่า? แล้วคุณเชื่อไหมว่าศาสนาของพระศาสดาสลายไปเพราะธรรมทายาทของท่านเองที่ทำลายในบัญญัติของท่าน วัตถุคือความยึดมั่นถือมั่นกันแล้ว จริงหรือไม่ ท่านเท่านั้นที่ได้หาคำตอบนี้ได้ด้วยตนเอง...............................
คนเก่า
16-05-2007, 10:14 AM
ดิ้นพล่านเชียวหนอ
ทีตัวเองให้ความเห็นได้ คนอื่นเขาก็ให้ความเห็นได้
โดยเฉพาะประเด็นการนำคำสอนของครูบาอาจารย์
ท่านผู้เป็นที่เคารพบูชาของผู้อื่นมาแอบอ้างสนันสนุน
เป้าหมายทางการเมืองของตนเอง
ถ้าบริสุทธิ์ใจจริงก็เอาเนื้อความมาลงให้ตรง ให้ชัดเจน
นะว่า ถ้าหลวงพ่อยังอยู่ ท่านจะสนับสนุน หรือคัดค้าน
การออกมาปกป้องพิทักษ์รักษา ชาติ พระพุทธศาสนา
และพระมหากษัตริย์ ในครั้งนี้กันแน่
หรือเป็นคนชั่วที่แอบอ้างความความเท็จบ้าง เอาความจริง
เพียงส่วนเดียวบ้าง มาสร้างความสับสน บ่อนทำลาย
ถ้าแสดงตนเป็นคนศาสนาอื่นอย่างซื่ออย่างตรง ถามไถ่
แลกเปลี่ยนความเห็นกันด้วยความเคารพในสิทธิของกัน
และกัน เฉกเช่นอารยชน ก็เคยคุยและคบหามาเยอะแล้ว
นับเนื่องเป็นเพื่อนสนิทก็มี
แต่พวกมีพฤติกรรมชวนสงสัยว่าแอบอ้างเป็นชาวพุทธ
แอบอ้างเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อ มาบ่อนทำลายชาติ
พระพุทธศาสนา และพระมหากษัตริย์นี่ซิ ต้องหาความ
ชัดเจนให้ได้ ต้องกระชากหน้ากากคนชั่ว ก่อนที่มันจะสร้าง
ความเสียหายให้ชาติบ้านเมืองและพระพุทธศาสนา
ตนเองแอบอ้างข้อมูลมาเอง อย่าทำโบ้ยไปให้ผู้อื่นเขาหา
หากบริสุทธิ์ใจจริง ก็มีหน้าที่นำเนื้อความมาพิสูจน์ให้กระจ่างแจ้ง
ลัก...ยิ้ม
16-05-2007, 10:51 AM
ขอให้ทุก ๆท่าน โปรดพิจารณาโดยตั้งสติ ละไม่เกี่ยวกับสตางค์ ทุกท่านโปรดพิจารณาองค์หลวงปู่ หลวงพ่อผู้ทรงศีลอันบริสุทธิ์ และปฏิบัติตามแนวทางแห่งทางพ้นทุกข์ของพระพุทธองค์เท่านั้น
และอีกท่านหนึ่งที่พวกเราควรพิจารณาท่านคือพ่อหลวง ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและกรุณายิ่ง ท่านเป็นอุปถัมภกแห่งทุกศาสนามิมีการรังเกียจ แต่พระองค์ท่านเองก็ยังทรงแสดงออกซึ่งความเป็นพุทธโดยเปิดเผย มิปิดบัง
ศ.ธรรมทัสสี
16-05-2007, 12:21 PM
- ผมเพียงแต่ชี้แจงประเด็นตามข้อเท็จครับ...คนที่ดิ้นพล่านคงไม่ใช่ผมมั๊งครับ ...
- ประเด็นที่ผมถูกกล่าวหาผมต้องชี้แจงครับ (ประเด็นที่เราขัดแย้งอยู่ คือ วิธีการเรียกร้องของพระครับ คุณอย่ามั่วจับแพะมาชนแกะซิครับ) หน้าที่คุณคือพิสูจน์ (ง่ายจะตายครับ แค่เทปม้วนละ ๒๕ บาทเองครับ) หรือว่าคุณกลัวความจริงครับ...ถ้าเราผิดก้ต้องยอมรับ ไม่ใช่มั่วไปเรื่อย
- ลูกศิษย์หลวงพ่ออยู่ที่ใจ และการปฏิบัติตามครับ (ไม่ใช่อยู่ที่ปากครับ)
- ผมจะหยุดโต้ตอบคุณตั้งแต่บัดนี้ครับ เพราะคุณนี่มันมั่ว เข้าใจอะไรยากจัง...คุณอยากด่า ก็เชิญด่าไป เดี๋ยวตายแล้วก็รู้เองแหละว่าใ ครผิดใครถูก
pakinsum
16-05-2007, 02:22 PM
ก่อนจะตอบว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เราควรตั้งคำถามก่อนว่า เมื่อเราจะบรรจุศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติแล้วจะได้ประโยชน์อะไรจากตรงนี้ นักการเมืองจะปฏิบัติตามศีล 5 ข้ออย่างเคร่งครัดหรือไม่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะไม่มีก่อการร้ายอีก หรือมีการก่อความไม่สงบเพิ่มขึ้นเนื่องจากอ้างว่าประเทศนี้นับถือศาสนาพุทธ พวกข้าไม่ได้นับถือด้วยจึงต้องฆ่ากันเพื่อแบ่งแยกดินแดนและประชาชน ท่านทั้งหลายจงตระหนักให้ดี จงคิดความสุขของคนหมู่มากเป็นหลัก อย่าเอาอารมณ์มาตัดสินเลย ไม่มีใครผิดหรือถูกในเรื่องละเอียดอ่อนเช่นนี้ สาธุ!!!
คนเก่า
16-05-2007, 02:44 PM
ต้องโมทนากับความเพียรของบางท่าน ที่มีความวิริยะเป็นเลิศในการชี้ทางสว่างให้กับเพื่อนสมาชิกและเพื่อนร่วมชาติ
แต่มิใยที่จะหยิบยกองค์ความรู้ทั้งทางโลกทางธรรมอย่างเป็นเหตุเป็นผลหมดจด งดงามมากมายอย่างไร ก็ดูเหมือนจะไม่มีผลกับคนอีกบางคนอย่างน่าระอา
ก็คงได้แต่ขอให้กำลังใจกับลูกหลานไทยผู้ตั้งมั่นในสัมมาทิฐิ มุ่งเทิดทูนพิทักษ์รักษาชาติ พระพุทธศาสนา และพระมหากษัตริย์อย่างมั่นคง ถ้าไม่ได้เลือดไทยเข้มข้นอย่างท่าน คงไม่มีแผ่นดินไทยอันเป็นที่รักคุ้มกะลาหัวทุกวันนี้
หวังว่าในที่สุดแล้วการกระทำอย่างสัตย์ซื่อของท่านที่น่าเคารพเหล่านี้ จะเป็นที่สะกิดใจให้ผู้หลงผิดโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่เคยสาบานธงฯ เคยเข้าพิธีถือน้ำฯ ว่าจะจงรักภักดีต่อชาติ พระพุทธศาสนา และพระมหากษัตริย์ด้วยชีวิตบางคนได้รู้ละอายในความตระบัดสัตย์ของตน เผื่อจะกลับตัวกลับใจได้ทันท่วงที
ขอคารวะลูกหลานไทย ด้วยบทเพลงพระราชนิพนธ์ ความฝันอันสูงสุด ประดุจดังพระราชปณิธานพระราชทานให้เหล่าลูกหลานไทยได้รู้รักเสียสละเพื่อแผ่นดินอย่างซื่ออย่างตรง ตามรอยเบื้องพระยุคลบาทที่ทรงเหนื่อยยาก เพียรเสียสละ อาบพระเสโทต่างน้ำมาตลอดพระชนม์ชีพเพื่อปวงชนชาวไทย สมดังพระปฐมบรมราชโองการ "เราจักปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" อย่างมิขาดตกบกพร่องแม้ชั่วขณะจิต
ขอฝันใฝ่ ในฝันอันเหลือเชื่อ
ขอสู้ศึกทุกเมื่อ ไม่หวั่นไหว
ขอทนทุกข์ รุกโรมโหมกายใจ
ขอฝ่าฟัน ผองภัยด้วยใจทะนง
จะแน่วแน่ แก้ไขในสิ่งผิด
จะรักชาติ จนชีวิตเป็นผุยผง
จะยอมตาย หมายให้เกียรติดำรง
จะปิดทอง หลังองค์พระปฏิมา
ไม่ท้อถอย คอยสร้างสิ่งที่ควร
ไม่เรรวน พะว้าพะวังคิดกังขา
ไม่เคืองแค้น น้อยใจ ในโชคชะตา
ไม่เสียดาย ชีวา ถ้าสิ้นไป
นี่คือ ปณิธานที่หาญมุ่ง
หมายผดุงยุติธรรม อันสดใส
ถึงทนทุกข์ ทรมาน นานเท่าใด
ยังมั่นใจรักชาติ องอาจครัน
โลกมนุษย์ ย่อมจะดี กว่านี้แน่
เพราะมีผู้ไม่ยอมแพ้ แม้ถูกหยัน
จงยืนหยัด สู้ไป ใฝ่ประจัญ
ยอมอาสัญ ก็เพราะปอง เทิดผองไทย
เพราะการกระทำของท่านนั้น ไม่มีเหรียญตรา ยศถาบรรดาศักดิ์ใดๆเป็นเครื่องตอบแทน จึงถือได้ว่าเป็นการปิดทองหลังองค์พระปฏิมาอย่างน่าสรรเสริญอย่างที่สุด
หากไม่ได้คนไทยอย่างท่าน ก็จะไม่มีองค์พระปฏิมาเหลือในแผ่นดินให้สักการะปิดทองสนองพระราชปณิธานนี้อีกต่อไป
และหากไม่ได้คนไทยอย่างท่าน ธรรมอันล้นเกล้าองค์เหนือหัวทรงยึดมั่นเพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทยก็จะสูญสิ้น สลายไปจากแผ่นดินนี้
Tewadhol
18-05-2007, 02:35 AM
คุณ ศ.ธรรมทัสสี ครับ
ผมยังไม่มีโอกาสได้ฟังเทปนั้นครับ เลยอยากถามความเห็นนิดนึงว่า
-สมัยนั้นพระเขามีการเดินขบวนกันเรื่องอะไรครับ
-สมัยก่อนประชาชนมีสิทธิ์มีเสียงหรือครับในการร่างรัฐธรรมนูญ(ก่อนปี40)
เท่าที่ผมรู้ปี 40 ก็พยายามใส่พระพุทธศาสนาไว้แต่มีแรงผลักดันจึงตกไป ฉบับ
นี้ปีนี้มีเหตุการณ์ที่ประชาชนมองเห็นภัยกำลังลุกคืบเข้ามาใกล้ตัวหลายๆด้าน
เราจึงเห็นว่าการแสดงออกของประชาชนตอนปี 40 กับปีนี้แตกต่างกันอย่าง
มากเพราะเขารู้ว่าหากเพิกเฉยอนาคตเมืองพุทธคงแย่แน่ ครั้งนี้เองจึงเป็น
จังหวะที่เหมาะสมที่สุดกว่าทุกๆครั้งในการร่วมใจแสดงพลังความต้องการ
ส่วนใครที่ว่าปฏิบัติให้อยู่ในศีล 5 ให้ได้ก่อน หรือ ใส่ไว้แล้วจะแก้ปัญหาใต้ได้
มั้ย มันคนละประเด็นคนละเรื่องกับ ณ.เวลานี้เลยครับ.
Tewadhol
18-05-2007, 03:10 AM
ท่านผู้รักชาติ โปรดอ่าน.....
การค้นหาตัวเหตุและปัจจัยว่า อะไรคือตัวแก่นในที่ทำให้เกิดปัญหาความวุ่นวายใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ต้องย้อนกลับไปสู่อดีต......
๑. เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๐๒๒ เจ้าอินทิรา เปลี่ยนศาสนา หันไปนับถืออิสลาม
๒. ปี พ.ศ. ๒๓๕๑ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑
ทรงแบ่งการปกครองหัวเมืองออกจากอำนาจของปัตตานีออกเป็น ๗ หัวเมือง
๓. ปี พ.ศ. ๒๔๔๐ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงให้ยกเลิกระบบเจ้าพระยามหานคร แล้วนำระบบใหม่มาใช้ เรียกว่า มณฑลเทศาภิบาล เพี่อการเก็บภาษีอากร ส่งตรงเข้าวังหลวง โดยไม่ผ่านปัตตานีเหมือนเก่าก่อน (ระบบนี้ได้พัฒนาเป็นเทศบาลถึงปัจจุบัน)
๔. ปี พ.ศ. ๒๔๔๕ อับดุลกาเดร์ หรือ "พระยาวิชิตภักดี" ได้ก่อกบฎต่อเมืองหลวง
๕. ปี พ.ศ. ๒๔๕๓ โต๊ะแต มือขวาของพระยาวิชิตภักดี หรือ "อับดุลเกเดร์" ยกกำลังเข้าผาอำเภอยะลา จังหวัดยะลา ผุ้บงการอยู่เบื้องหลัง คือ อับดลกาเดร์
๖. ปี พ.ศ. ๒๔๕๔ หะยีบูละ ก่อจลาจลขึ้นที่ จันสตาวา อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี
๗. ปี พ.ศ. ๒๔๖๕ เปาะจิกา เปิดแนวรบทั่ว ๓ จังหวัด ทำให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง รํฐบาลจึงปราบปรามอย่างหนัก เปาะจิกาตายในรังปืน
๘. ปี พ.ศ. ๒๔๗๖ อับดุลกาเดร์ หรือ "พระยาวิชิตภักดี" ถึงแก่กรรมที่รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ก่อนตายได้ฝากอุดมการณ์เอาไว้ว่า ขอให้ลูกหลานอย่าเลิกการต่อสู้ ให้เสียสละชีวิตแลกเอาปัตตานี กลับมาเป็นประเทศเอกราชให้ได้ นับแต่นั้นมาก็ได้มีเริ่มนับวันเวลากำหนดยุทธศาสตร์และเป้าหมาย
๙. ในปีเดียวกันนี้ (๒๔๗๖) ได้มีตัวตายตัวแทนอับดุลกาเดร์ปรากฎตัวขึ้น แล้วประกาศสืบทอดเจตนารมณ์ รับหน้าที่เป็นหัวหน้าโจรปัตตานี คนที่ ๑ ท่านผู้นั้นมีชื่อว่า "ตวนกู มะหมุด มะไฮยีดิน"
๑๐. ปี พ.ศ. ๒๔๗๗ ตวนกู มะหมุด มะไฮยีดิน ได้เปลี่ยนยุทธศาสตร์ใหม่ เพิ่มการต่อสู้ทางการเมือง จึงสร้างมือขวาของตน คือ "ตวนกู อับดุลยะลา" หรือ นายอดุลย์ ณ สายบุรี ให้ลงพื้นที่คลุกคลีกับชาวบ้าน ใช้เวลาเปิดตัวอยู่หลายปี จึงได้มีโอกาสสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฏร นายอดุลย์ ได้รับชัยชนะลอยสำเข้าสภา
๑๑. ปี พ.ศ. ๒๔๘๗ นายอดุลย์ ณ สายบุรี หรือ "ตวนกู อับดุลยะลา" ผู้แทนราษฏร ได้อภิปรายในสภาว่า ประเทศไทยข่มเหงรังแกพี่น้องอิสลาม ถ้าเป็นแบบนี้ ไม่อยากเป็นคนไทย เพราะเป็นแล้วเสียเปรียบ แล้วกล่าวตู่ประเทศไทย ล่าเอาปัตตานีมาเป็นเมืองขึ้น จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น ปฎิเสธข้อกล่าวหาของ นายอดุลย์ ณ สายบุรี ถึงแม้จอมพล ป.พิบูลสงคราม จะปฎิเสธอย่างไร แต่คำประกาศของ นายอดุลย์ ณ สายบุรี ก็ได้ปราฎขึ้นในรัฐสภาแล้ว
๑๒. ในช่วงเดียวกันนี้ ได้เกิดปรากฎการณ์ มีห้วหน้าโจรปัตตานี ถึง ๓ ตวนกู
(๑) ตวนกูมะหมุด มะไฮมะยีดิน
(๒) ตวนกูอับดุลยะลา หรือ นายอดุลย์ ณ สายบุรี
(๓) ตวนกูมัดตารอ
๑๓. ปี พ.ศ. ๒๔๙๐ เกิดปรากฎการณ์ หัวหน้าโจรแบ่งแยกดินแดนใหม่ แทนพวกตวนกูทั้งสาม คนผู้นั้น คือ "หะยีสุหลง อับดุลกาเดร์" ซึ่งเป็นเชื้อสายที่แท้จริงของพระยาวิชิตภักดี หรือ "อับดุลกาเดร์" หะยีสุหลง อัปดุลกาเดร์ ได้กระทำเยี่ยงกบฎต่อแผ่นดิน จึงถูกจับกุมตัว ถูกตัดสินให้จองจำ ๗ ปี ที่นครศรีธรรมราช แต่ได้รับการ พระราชอภัยโทษ ปล่อยออกมาจากเรือนจำ หลังจากถูกขังอยู๋ ๓ ปี ๖ เดือน
๑๔. ปี พ.ศ. ๒๔๙๑ หัวหน้าโจรปัตตานีตัวแทนหะยีสุหลง ชื่อ "หะยีดือราแม" ได้ก่อ
กบฎขึ้น ที่อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส เรียกว่า กบฎ"ดุชงญอ"
๑๕. ปี พ.ศ ๒๔๙๔ หะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ ถูกจับถ่วงน้ำที่เกาะหนู-เกาะแมว จังหวัดสงขลา สร้างความโกรธแค้นชิงชังให้เกิดขึ้นในหมู่อิสลาม อย่างไม่เคยมีมาก่อน
๑๖. ปี พ.ศ. ๒๕๐๐ นักการเมืองภาคใต้ ๕ จังหวัด ประกาศนโยบายตรงกันหมดว่า ถ้าชนะการเลือกตั้ง จะแยกดินแดนออกมาเป็นประเทศปัตตานี ปรากฎว่าผู้สมัครที่ประกาศนโยบายแบ่งแยกดินแดน ชนะการเลือกตั้งครบ ๕ จังหวัด แต่ไม่ทันได้อภิปรายในสภา จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัตน์ ได้ทำการปฎิวัติจอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๐๐
เรื่องราวที่มีความต่อเนื่องเป็นประหนึ่ง "นิยายเก่าแก่ปรัมปรา" เรื่องนี้ เป็นเรื่องราวที่เป็นจริง จากชีวิตจริง ได้เกิดปัญหาเข่นฆ่าราวีติดต่อกันยาวนาน ในแผ่นดินสยาม โดยที่ประเทศสยาม หรือ ประเทศไทย ไม่ได้แก้ไขมาแต่ต้น ทำให้เกิดการกล่าวตู่ มีการต่อสู้อย่างยอมถวายชึวิต มีการปลูกฝังให้เยาวชนรุ่นต่อมาเข้าใจผิด คิดว่าการกระทำของตนเองเป็นสิ่งถูกต้อง
ทั้งหมดนี้คือ การคลำหาปมเงื่อนว่าอะไรคือต้นเหตุของปัญหาทั้งหมด
ผมได้นำประวัติศาสตร์โดยย่อ ตั้งแต่ปี ๒๐๒๒ ฉายให้ท่านได้เห็น "ทางเดิน" ของตัวละครมาจนถึงฉากหลังสุด คือสิ้นสุดลงที่ปี พ.ศ. ๒๕๐๐ รวมเวลา ๔๗๘ ปี พอจะทำให้มองเห็นภาพว่า โจรปัตตานีนั้นมีความพยายาหนักหน่วงเพียงใด
เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะทำให้ปัญหายุติเพียงแค่สมานฉันท์ หรือการกล่าวขอโทษ มันย่อม "เป็นไปไม่ได้เลย" ประโยคนี้ ได้แสดงให้เห็นถึงความผิดพลาดของประเทศสยาม หรือ ประเทศไทยอย่างใหญ่หลวง แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาผู้บริหารประเทศว่า ไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจในปัญหา ความไม่มั่นคงของประเทศไทยที่ตนเองรับผิดชอบอยู่
*ที่มา*
http://www.hi-thaksin.org/forum.php?ParamID=28803
Tewadhol
18-05-2007, 03:19 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=1024 align=center bgColor=#dad6c6 border=0><TBODY><TR><TD><TABLE height=85 cellSpacing=0 cellPadding=0 width=984 border=0><TBODY><TR><TD class=normal_16_black vAlign=top align=left width=829 height=30><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=829 border=0><TBODY><TR><TD class=normal_16_black vAlign=top align=left width=814>ย้อนไปสู่อดีตนับพันปี ซึ่งเป็นปูมหลังของปัตตานี(นอกตำรา) ย้อมไปปี พ.ศ. ๒๑๐ ขณะนั้นประเทศไทยของเรามีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล เรียกตัวเองว่า "สุวรรณภูมิ" มีเนื้อที่ใหญ่โตกว่าปัจจุบันมากกว่า ๑ เท่าตัว
แต่จำนวนประชาชนมีน้อยนิด ประชาชนทั้งหมดนับถือพระพุทธศาสนา ทั้งนี้เนื่องจากพระพุทธศาสนาถูกเผยแพร่เข้ามาในประเทศไทยยูคต้นๆ ยุคก่อนพระเจ้าอโศกมหาราชประมาณ ๑๑๕ ปี กล่าวคือเมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จดับขันท์ปรินิพพาน เราเริ่มนับปีพุทธศักราช ๑ ซึ่งเรียกย่อว่า พ.ศ. พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองในชมพูทวีปได้ประมาณ ๓๐๐ ปี ก็ได้เกิดปัญหาเสื่อมทรุดอย่างรุนแรง เมื่อพระเจ้าอโศกขึ้นครองราชย์ ได้จัดการสัมมนาพระพุทธ แล้วแก้ใขปัญหาอย่างยิ่งใหญ่ เริ่มชึ้นในปี พ.ศ. ๓๒๕ พระพุทธศาสนาจึงตั้งอยู่ได้
พระพุทธศาสนาเข้ามาถึงประเทศไทยก่อนหน้าที่แล้ว ตั้งแต่ก่อนพระเจ้าอโศกมหาราชจะทรงแก้ใขปัญหา เชื่อว่าพระพุทธศาสนาได้หยั่งรากลงในสุวรรณภูมิตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๑๐ เป็นต้นมา แต่พี่น้องชาวพุทธพากันกล่าวว่า พระพุทธศาสนามาถึงประเทศไทยตั้งแต่พระพุทธเจ้าทรงมีพระชนม์ชีพ ทั้งนี้ โดยอาศัยความเชื่อในรอยพระพุทธบาท ที่พระพุทธเจ้าได้เสด็จมาประทับรอยฝ่าพระบาทไว้
เช่น พระพุทธบาท สระบุรี พระพุทธบาทพระแท่นดงรัง จ.สุพรรณบุรี พระธาตุอิงฮัง ตั้งอยู่ในแขวงสุวรรณเขตประเทศลาว ผมถามพี่น้องชาวลาวว่า ทำไมจึงเรียกพระธาตุอิงฮัง พี่น้องชาวลาวตอบว่า "อิง" หมายถึงการมาพักพิง ส่วนคำว่า "ฮัง" หมายถึงต้นรัง แล้วอธิบายต่อไปว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าสมณโคดม เสด็จมาพักพิงใต้ต้นรังเป็นเวลานานถึ่งหนึ่งเพ็ญแล้ว เสด็จกลับชมพูทวีป
เรื่องเหล่านี้เป็นปูมหลังนอกตำรา ไม่มีหนังสือประวัติศาสตร์ยืนยัน
คนโบราณพากันเล่าขานสืบต่อกันมาว่า พระพูทธศาสนาได้เข้ามาถึงสุวรรณภูมิตั้งแต่เริ่มแรกประกาศพระศาสนา ไม่ใช่จะเพิ่งเข้ามาเมื่อไม่นาน
ยังมีข้ออธิบายอีกว่า การก่อสร้างปราสาทพระราชวัง ล้วนแต่มีศิลปะงดงามภายใต้พุทธศิลป์ การที่จะมีพุทธศิลป์เกิดขึ้นได้ หมายถึงการสืบสานวัฒนธรรมเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาก่อน จึงมีอิทธิพลต่องานศิลปะทั้งปวง
เมื่อเป็นเช่นนี้ จะว่าพระพุทธศาสนาเพิ่งเข้ามาสู่สุวรรณภูมิจึงเป็นไปไม่ได้
ดังนั้น จึงกล่าวได้อย่างไม่ผิดเลยว่าพระพุทธศาสนา คือพระศาสนาดั้งเดิมของประเทศไทย ตั้งแต่ยุคใช้ชื่อ "ชาวสุวรรณภูมิ" หรือหากจะกล่าวว่าก่อนหน้านั้น คนไทยนับถื่อศาสนาอะไร ก็จะตอบได้เลยว่า ส่วนมากจะนับถือผี
คนไทยไม่เคยนับถือคริสต์และอิสลามมาก่อน ทั้งนี้ เนื่องจากศาสนาทั้งสองเพิ่งจะเกิดขึ้นในโลกภายหลังพระพุทธศาสนาห่างกันเนิ่นนาน
ศาสนาคริสต์เกิดหลังพระพุทธศาสนา ๕๔๓ ปี
และศาสนาอิสลามเกิดภายหลังพระพุทธศาสนา ๑๑๒๒ ปี
เมื่อไม่มีคริสต์ ไม่มีอิสลามในยูคต้นๆ ดินแดนแถบใต้ทั้งหมด นับถือพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น แล้วก็มาถึงปัตตานี...ซึ่งมีเรื่องเล่าว่า ๓๐๐๐ ปีย้อนหลัง สมัยโน้นไม่เคยมีชื้อปัตตานีมาก่อน ดินแดนแถบนี้ไม่มีผู้คนชาติอื่นเป็นเจ้าของ แต่ในสมัยนั้น คนไทยได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในสุวรรณภูมิมาก่อนแล้ว คนไทยในยุคนั้นมีทั้งไทยน้อย ไทยใหญ่ อ้ายลาว แยกกันครอบครองพื้นที่เป็นพระราชอาณาจักรหลายที่หลายแห่ง โดยมีภาษาพูดเป็นของตนเอง
จึงสันนิษฐานว่าคนไทย กลุ่มที่ปกครองสุวรรณภูมิมิได้ประกาศเป็นเจ้าของดินแดนแถบนี้ ตั้งแต่หลวงพระบางลงมาจนถึงใต้สุดทีเดียว ซึ่งหมายถึงเลยปัตตานีลงไปอีกจนถึงแหลมมลายู สิ้นสุดที่ชายทะเลมหาสมุทรแปซิฟิคโน้น แล้วได้จัดการส่งผู้ปกครองไปบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อส่งไปแล้ว เจ้าองค์นั้นแยกเป็นอิสระเลยก็มี ยังคงส่งส่วยสวามิภักดิ์อยู่ก็มี
เมื่อเป็นเช่นนี้ คำว่า "ปัตตานี" จึงไม่เคยมีมาก่อน และก่อนที่จะเป็นปัตตานีขึ้นมา ดินแดนแถบนี้เริ่มรู้จักกันในนามว่า "เมืองลังกาสุกะ" ประชาชนเรียกตัวเองว่าชาวลังกาสุกะ ซึ่งไม่แน่ชัดว่าเป็นไทยหรือคนเผ่าไหน ชื่อสังกาสุกะ เป็นชื่อที่เล่าขานบอกกล่าวสืบต่อกันมา
คนลังกาสุกะจึงถูกจัดอยู่ในกลุ่มของคนไทยดั้งเดิมที่นับถือผี เมื่อพระพุทธศาสนาอุบัติขึ้นในโลก และได้เผยแพร่เข้ามาถึง ก็เปลี่ยนเป็นพุทธ แต่ไม่มีความมั่นคง เนื่องจากจำนวนผู้คนมีไม่มาก และไม่มีคัมภีร์พระไตรปิฏก ทำให้ขาดทฤษฏี ไม่อาจยึดหัวหาดได้มั่นคงได้
เมืองลังกาสุกะ หรือปัตตานีในปัจจุบัน เป็นดินแดนที่อุดมสมบรูณ์ มีทะเลสวยงาม อุดมสมบูรณ์ไปด้วยข้าวปลาอาหาร เป็นเมืองใกล้ช่องแคบมะละกา เป็นเส้นทางผ่านขอทางทะเล จึงเป็นจุดพักพิงของ คนจึน อินเดีย แขกชวา ใครที่เดินทางมาถึงแล้วเลยไปก็มี พากันตั้งถื่นฐานอย่างถาวรก็มี จึงมีเรื่องเล่าขานกันยาวนานว่า เมืองลังกาสุกะมีความอุดมสมบูรญ์ยิ่งนัก
วันเวลาผ่านไปอีกยาวนาน ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลายครั้งหลายหน ชาวลังกาสุกะตั้งรกรากด้วยความสงบ มีการไปมาหาสู่ระหว่างชาวลังกาสุกะกับเมืองหลวง โดยกล่าวว่าในสมัยกรุงศรีอยุทธยา หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืดในสมัยท่านยังหนุ่มแน่น ท่านอยู่เมืองลังกาสุกะ
ในยุคนั้น เมืองลังกาสุกะได้ต้อนรับชาวเรือต่างถิ่น เดินทางมาค้าขายมากขึ้น
ต่อมา...ด้วยเวลาอันยาวนานอีกเช่นกัน ด้วยอิทธิพลของคนมาใหม๋ ทำให้เชื้อสายลังกาสุกะกลายพันธ์แทบไม่เหลือ ทั้งนี้เนื่องจากเจ้าเมืองผู้ครองนคร ได้เปลี่ยนศาสนา เปลี่ยนจากพุทธไปนับถืออิสลาม
เมื่อเจ้าผู้ครองนครเปลี่ยนศาสนา ชาวลังกาสุกะก็ต้องปฎิบัติตาม
ส่วนชาวกรูงศรีอยุทธยายังคงหนักแน่นอยู่กับพระพุทธศาสนา ทั้งนี้เนื่องจากพระเจ้าแผ่นดินของกรุงศรีอยุทธยา ไม่มีพระหฤทัยเอนเอียงไปศาสนาไหน เกี่ยวกับเรื่องนี้ผมเคยถามความเห็นท่านผู้รู้ว่า เหตุใดพระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีฯ จึงตั้งมั่นอยู่ในพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง ในขณะเจ้าผู้ครองนครลังกาสุกะไม่มีความหนักแน่นเลย
ท่านผู้รู้ตอบว่า สังกาสุกะไม่มีคัมร์ภึพระไตรปิฏกให้ยึดเหนี่ยว จึงทำให้ความซาบซึ้งตกหล่นไปเป็นอันมาก ทำให้ขาดสติปัญญา ไม่มีความรู้ความเข้าใจในหลักพระศาสนาที่แท้จริง เมื่อไปเห็นของอะไรแปลกกว่าเดิม ก็จะลุ่มหลงได้ทันที
ตั้งแต่เจ้านครลังกาสุกะเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม
ชาวลังกาสุกะทั้งมวลก็เป็นอิสลามด้วย
ผมพลิกเรื่องปูมหลังของปัตตานีด้วยความพินิจพิเคราะห์ ซึ่งเป็นปูมหลังที่ไม่มีการเขียนไว้ในหอสมุดแห่งชาติ ผมโชคดีที่ได้รับฟังนักปราชญ์คนสำคัญของประเทศเมื่อหลายปีก่อน แล้วได้บันทึกเอาไว้ซึ่งถือเป็นความรู้นอกตำรา (ท่านจะได้อ่านปูมหลังในตำราในบทต่อไป)
นักปราชญ์ท่านผู้รู้ผู้นั้นคือ นายประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ท่านผูนี้ได้ให้ความรู้แก่ผมอย่างไม่ปิดบังอำพราง คนที่ได้เข้าใกล้นายประเสริฐ ทรัพย์สุนทรในยุคนั้นมีหลายคน เช่น
วึระ ถนอมเลี้ยง ดร.สอาด ปิยะวรรณ นายสวัสดิ์ ลูกโดด ฯลฯ แล้วก็ผม นายสอาด จันทร์ดี
คนไทยห้วก้าวหน้ายุคโน้นรู้ดีว่าคนชื่อประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ได้แสดงตนเป็นผู้**วชาญลัทธิคอมมิวนิสต์ พล.อ ชวลิต ยงใจยุทธ ก็เป็นคิษย์ของประเสริฐ ทรัพย์สุนทร
ผมขอเล่าความแตกต่างบางประการ ที่เกี่ยวข้องกับนายประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ที่สอนลัทธิการเมือง รวมทั้งสอนลัทธิคอมมิวนิสต์ให้แก่ใครต่อใคร ท่านผู้นี้จะยอมเสียเวลาสอนเป็นการส่วนตัวให้แก่ทุกคนด้วยความเสียสละ เรียกว่าให้ความรู้เรื่องโน้นเรื่องนี้เป็นรายตัว หรือไม่ก็สอนอย่างมากไม่เกินครั้งละ ๒ คน เรียกว่าสอนแบบใครได้ฟัง คนนั้นรับรู้เอาไปเต็มๆ
เช่นเรื่องทหารประชาธิปไตยเป็นต้น
ผมอยากรู้เรื่องปัตตานี นายประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ท่านก็เล่าให้ฟัง ๑ วันเต็ม
นอกจากนี้ ผมยังได้รับฟังความรู้เกี่ยวกับลัทธิประชาธิปไตย ทุนนิยม สังคมนิยม และ คอมมิวนิสต์ แต่ที่ประทับใจผมมากที่สุด ได้แก่ปัญหาแบ่งแยกดินแดนที่พวก "โจรปัตตานี" ต้องการได้อำนาจในดินแดนแถบนี้
ความจริง ผมไม่เคยเรียกท่านผู้นี้ว่า นายประเสริฐทรัพย์สุนทร แต่ผมจะเรียกท่านผู้นี้ว่าอาจารย์ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร
อาจารย์ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร บอกว่าพวกที่ต้องการแบ่งแยกดินแดนต้องการเอาปัตตานีไปเป็นรัฐอิสลาม เกิดจากคนไทยเชื้อสายมลายูไม่ใช่เกิดจากคนไทยเป็น
กบฎกันเอง
อาจารย์ประเสริฐ ทรัพย์สุนทรบอกว่า อิสลามในประเทศไทยมี ๒ กลุ่ม ซึ่งเราเรียกว่าแขกหรือบัง แขกพวกหนึ่ง ใจไม่รักคนไทยเลย ไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นคนไทย แขกพวกนั้นเรียกว่า แขกมลายู อีกพวกหนึ่งเรียกว่า แขกไทย ผมถามว่าอะไรคือแขกไทย
อาจารย์ประเสริฐตอบว่า แขกไทยก็คือพี่น้องอิสลามที่เป็นคนไทยทั้งกายและใจ เช่นท่านจุฬาราชมนตรี แล้วอาจารย์ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ได้เอ่ยถึงชื่อคุณดำรง พุดตาล - เล็ก นานา ให้ฟัง โดยกล่าวว่าลักษณะของคนเหล่านี้น่าเลื่อมใส ไม่เอาเรื่องศาสนามาเป็นปัญหาไม่ว่ากรณีใดๆ สังคมไทยไม่เคยเกิดความรู้สึกว่ามีการแบ่งแยก
ท่านเหล่านี้เราเรียกว่าแขกไทย ส่วนแขกที่มีอีกพวกหนึ่ง ในใจไม่ยอมเป็นคนไทย แขกพวกนั้นแม้จะอยู่ในประเทศไทยก็เรียกว่าแขกมลายู พวกแขกมลายูตั้งตัวเป็นโจรปัตตานี
อาจารย์ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร กล่าวว่า เราถูกแขกที่ไม่ยอมเป็นคนไทยก่อการกบฎ
กระด้างกระเดื่องหลายครั้งหลายหน แขกพวกนี้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ปัตตานีและจังหวัดใกล้เคียง อีกส่วนหนึ่งหนีตำรวจเข้าไปอยู่ในประเทศมลายู แล้วร่วมมือกันก่อกบฎต่อประเทศไทย ทำให้เราเข้าใจผิดว่า เพื่อนบ้านแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทย
อาจารย์ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ท่านบรรยายให้ผมฟังด้วยการยืนพูดติดต่อกัน ๓ ชั่วโมง สุดท้าย ท่านสรุปว่า ถ้าแก้ไม่ถูก จะถูกแขกในปัตตานีร่วมมือกับแขกที่หนีไปตั้งบ้านเรือนอยู่ในประเทศมลายูเพื่อนบ้านเรา กระทำการใหญได้สำเร็จ เนื่องจากพวกนักการเมืองของประเทศไทย ไม่มีความรู้ ไม่เข้าใจแนวทางแก้ปัญหา ปล่อยให้แขก
กบฎปลุกปั่นยุยงประชาชน
ผมพลิกปูมหลังปัตตานีด้วยความตื่นเต้น แต่มันเป็นปูมหลังนอกตำรา ไม่มีเขียนเอาไว้ในประวัติศาสตร์ อีกประการหนึ่ง คนไทยไม่ได้จัดระบบชนเผ่าให้คนในชาติได้ศึกษา ไม่มีหลักสูตรในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยที่เป็นประวัติศาสตร์ของชนเผ่า จึงไม่มีเรื่องชนมลายู
คนไทยด้วยกัน จึงทึกทักเอาว่าทุกคนเป็นคนไทย แต่เจ้าตัวเขาบอกว่าเขาไม่ใช่คนไทย
อาจารย์ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร บอกเอาไว้ว่า ความล้าหลังของประเทศไทยที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่ระบบนายทุน ขุนศึก ศักดินา แต่ที่น่ากลัวมากได้แก่ "อวิชชา" ที่มีในหลายเรื่องหลายปัญหาด้วยกัน อวิชชาตัวนี้ได้บ่อนทำลายความก้าวหน้า ความมั่นคงของประเทศ ทั้งๆที่คนไทยได้ยินคำว่าอวิชชามาเนิ่นนาน พระท่านก็เทศน์ให้ฟังไม่เคยขาดเลย
ในกรณีของปัตตานี รากเหง้าคืออวิชชา ซึ่งแปลว่าความไม่รู้ก็ได้ แปลว่าถูกอารมณ์ต่ำขวางกั้นได้ หรือแปลว่า ความโง่เขลาก็ได้
อาจารย์ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ให้ความรู้แก่ผมไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๑๘...ยังทันสมัยเปี๊ยบ
(โปรดติดตาม อ่านตอนต่อไป บทที่ ๔)
จากหนังสือ กระเทาะเปลือก ไฟใต้ ใครบงการ ?
หนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนไม่ได้สงวนสิขสิทธิ์ไว้ เข้าใจว่ามีประสงค์จะเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจให้แก่เรา พี่น้องขาวไทยทั้งหลายให้รู้เรื่องกันไว้ มันจะเป็นหนังสือประวัติศาตร์ของชาติไทยต่อไปถึงอนุชนรุ่นหลังๆ ถ้าท่านหาอ่านได้ก็จะดี ISBN 978-974-344-455-5 แต่กลัวว่าจะถูกเก็บเสียเพื่อปิดหูปิดตาคนไทยอย่างที่เรารู้ๆกัน เมื่อมีผู้กล้าหาญรักชาติยิ่งกว่าชีวิตความปลอดภัยของตัวท่านเอง เราควรจะยกย่องคนทำความดีมิใช่หรือ? ไม่ว่าเหตุการณ์จะเป็นไปอย่างไรในอนาคต เราควรถือสุภาษิตที่สั้นแต่มีความหมายมาก นั่นคือ "ผิดเป็นครู" </TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD class=normal_16_black vAlign=top align=left width=15 height=30> </TD></TR></TBODY></TABLE>http://www.hi-thaksin.org/forum.php?ParamID=25448</TD><TD width=20 background=http://imagesfile.mine.nu/images/style_02/02_topic_R.gif> </TD></TR><TR><TD width=20 background=http://imagesfile.mine.nu/images/style_02/02_topic_BL.gif height=20> </TD><TD background=http://imagesfile.mine.nu/images/style_02/02_topic_B.gif height=20> </TD></TR></TBODY></TABLE>
Tewadhol
18-05-2007, 03:36 AM
อยากอ่านเรื่องราวทั้งหมด ก็ตามที่อยุ่ข้างล่างเลยครับ
http://www.2poto.com/html2/viewtopic.php?topic=6152&forum=57&0
คนเก่า
18-05-2007, 10:34 AM
ยอดเยี่ยมครับ คุณTewadhol
sei-ko
18-05-2007, 09:46 PM
เรารักในหลวง ทำดีให้พ่อดู
Tewadhol
19-05-2007, 03:13 AM
ตามมาดูที่นี่ก็แล้วกันครับ ผมมีหลักฐาน (กระทู้นี้อาจหายได้)
http://www.palungjit.com/board/showthread.php?t=80054
tawatd
19-05-2007, 08:40 AM
เห็นด้วย
amnt555
19-05-2007, 07:17 PM
ผมเห็นว่าไม่ต้องบรรจุ เพราะจะทำให้คนไทยที่นับถือศาสนาอื่น คิดว่า เขาเป็นส่วนเกิน แต่ไหนแต่ไรมาไม่ได้บรรจุ ก้อไม่เป็นไรอยู่แล้ว คนไทยรักกัน อย่าแบ่งแยกเลยครับ ศาสนาใด ภาคใด ก้อคนไทย
อักขรสัญจร
19-05-2007, 09:22 PM
แต่ไหนแต่ไรน่ะ บรรจุ
โดนเอาออกไปในสมัยรสช.
ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งชาติไทยแล้ว
เข้าใจไหม
panuwat
20-05-2007, 03:37 PM
สถานการณ์ที่ควรเอาอุเบกขาวาง
(คัดลอกมาให้อ่าน)
สวัสดีค่ะ ทุกท่าน ดิฉัน อยู่จ.นครสวรรค์ วันนี้มีเรื่องด่วนที่ทุกท่าน ควรได้รับทราบมาบอกกันนะคะ เรื่องเกี่ยวกับการบัญญัติพระพุทธศาสนาให้เป็นศาสนาประจำชาติ
มีเหตุการณ์ที่เหล่าผู้สนับสนุนในเรื่องนี้ที่ นครสวรรค์ ได้ไปพบเจอมาในการไปช่วยโหวตและพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ในการสัญจรของ สสร. ขอนำมาเล่าให้ฟังนะคะ
ที่นครสวรรค์ได้มีการจัด สสร.สัญจรมานะคะ ตั้งแต่ในเมืองฯ จนถึงอำเภอต่างๆทั่วนครสวรรค์ แต่กลับมีผู้รับรู้ข่าวสารว่าจะมีการสัญจรมาเพียงไม่กี่คน..คือไม่มีการประชาสัมพันธ์กันล่วงหน้าให้ได้ทราบทุกคน..
ครั้งแรกที่จัดที่อำเภอเมืองฯ กลับมีคนไปฟังเพียงแค่ ร้อยกว่าคนเท่านั้น ทั้งๆที่ในเมืองมีคนเป็นหมื่นเป็นแสนคน กลับได้รับข่าวสารเพียงหยิบมือเดียว และเมื่อมีผู้ต้องการเข้าไปฟังการพูดของสสร. ในครั้งนี้ก็ต้องมีมากมายหลายขั้นตอนคือต้องลงทะเบียนจึงจะเข้าไปแล้วแสดงความคิดเห็นได้ ซึ่งบางท่านที่นี่ไปถึงทีหลังก็กลับถูกกีดกันไม่ให้เข้าไป ก่อนการพูดในหัวข้อนี้ทาง สสร. มีการนำวีดีทัศน์ที่สนับสนุนการไม่นำศาสนาพุทธเข้าในรัฐธรรมนูญซึ่งพูดโดย ท่านเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ให้ฟังก่อน โดยไม่เปิดโอกาสให้ฝั่งที่สนันสนุนการนำพระพุทธศาสนาเข้าในรัฐธรรมนูญได้อภิปรายเลย จึงทำให้ฝ่านที่ไม่สนับสนุนชนะที่ 55 เสียงต่อ 45 เสียง ซึ่งภายหลังมีการสรุปเป็นเอกสารในการพูดครั้งนี้ว่า ชนะที่คะแนน 60 ต่อ 40 ซึ่งบิดเบือนไปจากความเป็นจริง..
ครั้งต่อมาที่เหล่ากัลฯ ได้ไปเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นเป็นการสรุปในหัวข้อต่างๆใน 4 จังหวัดภาคเหนือที่ได้ไปสัญจรมา เหตุการณ์ก็เหมือนๆเดิมคือ ผู้ที่ไปเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้มีน้อย และผู้ที่ไปที่หลังกลับได้รับคำตอบจากเจ้าหน้าที่ว่าภายในไม่มีการโหวตเสียง มีแค่การพูดอภิปรายเท่านั้น ทั้งที่จริงมีการโหวต และยังกีดกันไม่ให้เข้าฟัง
โดยพูดวกไปวนมา... ภายในผู้ที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้
ผู้ที่ไม่สนับสนุนได้รับโอกาสที่จะพูดได้นาน แต่เมื่อผู้ที่สนับสนุนจะพูด ทาง สสร. กลับพูดบอกว่า "พรุ่งนี้คุณจะพูดจบไหมเนี่ย " ทั้งๆที่พูดได้ไปเพียงนิดเดียว และมักให้พูดได้แค่คนละนิดๆหน่อยๆ และพูดได้ไม่เต็มที่เท่าผู้ที่ไม่สนับสนุน
ท่านหนึ่งซึ่งได้ไปเข้าร่วมฟังในครั้งนี้บอกว่า ผู้ไม่สนับสนุนซึ่งขึ้นพูดอภิปราย มีลักษณะที่ไม่น่าใช่ชาวพุทธคือ หน้าออกไปทางแขกและที่สำคัญในขณะพูดอภิปรายยังพูดถึงศีล 5 ของชาวพุทธเราถูกๆผิดๆ
เมื่อถึงการโหวต ผู้ไม่สนับสนุนยกมือกันหลอมแหลม แต่ผู้ที่สนับสนุนยกมือกันเยอะกว่า
แต่ทาง สสร. กับพูดเบี่ยงว่า ไม่ต้องนับหรอกยังไงไม่เห็นด้วยก็ชนะ ทั้งๆที่ยังไม่ได้นับ ก็บอกว่า
ไม่เห็นด้วย 60 เห็นด้วย 40 ซึ่งมีพิรุธอย่างเห็นได้ชัด
ที่นครสวรรค์ มีพื้นที่หนึ่งที่โหวตชนะคือ ที่ลาดยาว เพราะอำเภอนั้นได้ทราบข่าวและเตรียมตัวเร็ว.. และมีการเชิญสื่อมวลชนไปด้วย จึงทำให้ทาง สสร. ไม่กล้า ผู้สนับสนุนชนะด้วยคะแนนเสียง 90
จะเห็นได้ว่าการสัญจรครั้งนี้มีความไม่เป็นธรรมอยู่มาก ไม่ทราบว่าที่จังหวัดอื่นๆประสบปัญหาเช่นนี้หรือไม่คะ ที่ฟังดีเอ็มซีเมื่อวานที่เชียงใหม่ก็เช่นเดียวกัน
ตอนนี้คิดว่าเราชาวพุทธไม่ควรนั่งดูดายต่อไปนะคะ เพื่อพระพุทธศาสนาของเรา ก็ช่วยเผยแพร่ข่าวสารนี้ให้ทราบโดยทั่วกันนะคะ จะได้ช่วยกันหาทางแก้ไข ขอบคุณมากค่ะ
manop phuraya
23-05-2007, 05:25 PM
เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
babifun
24-05-2007, 01:26 AM
ผมคิดว่าการบรรจุหรือไม่นั้น ไม่ได้มีความจำเป็นมากนัก
เพราะพุทธศาสนาเป็นที่ว่าด้วยสัจธรรม ธรรมะเป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติ
นั่นคือความจริงที่พิสูจน์ได้
เพราะฉะนั้นจะไม่มีวันผิด หรือสูญหายไปใหนได้
สิ่งที่จะสูญหายหรือเสื่อมโทรมไปนั้น คือสิ่งที่ไม่มีจริง
ไม่ได้เป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติ พิสูจน์ไม่ได้
การเครพในพุทธศาสนาด้วยใจอันบริสุทธิ์ สว่าง สะอาด สงบ
จะทำให้ได้รับสิ่งที่เรียกว่าบุญโดยแท้
NJ042529
25-05-2007, 01:54 PM
เห็นด้วยอย่างยิ่ง
เทวดาขงเบ้ง
25-05-2007, 10:30 PM
ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ ถ้าไม่เอาศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติแล้วจะให้เอาศาสนาไหนมาประจำชาติล่ะครับ เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการนี้ครับผม
sowynarak
26-05-2007, 01:52 AM
จากที่เราได้ติดตามข่าว ว่าได้มีการ ปรับปรุง รธน.ใหม่ ในปี 2550
ซึ่งตอนนี้ ได้มีการ เรียกร้องให้ สสร. บรรจุใน ในรัฐธรรมนูญ ใหม่ เพื่อ ให้ พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
แกนนำการเรียกร้องร้อง โดย
องค์กรชาวพุทธแห่งประเทศไทย และ ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย http://www.bpct.org/ ร่วมกับ องค์กรพุทธอีกกว่า 300 องค์กร
จากข่าวสารที่ออกมาตามสื่อต่างๆ ทั้งนี้ มีผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ในเรื่องนี้
169229
----------------------------------------------------------------------
เว็บพลังจิต ดอทคอม (www.palungjit.com) (http://www.palungjit.com))
ซึ่งเป็นเว็บ พุทธศาสนา ยอดนิยมอันดับที่ 1 ของประเทศไทย
ซึ่งตอนนี้เรามีสมาชิก ที่สมัครกันเข้ามากกว่า 139,892 รายชื่อ
ในปี 2549 ได้รับรางวัลเว็บยอดนิยมที่สุด จาก หน่วยงานราชการ
เว็บพลังจิตได้รับรางวัล''เว็บไซต์ที่มีผู้เข้าเยี่ยมชมมากที่สุดในหมวดศิลปะวัฒนธรรม'' (http://www.palungjit.com/board/showthread.php?t=74260)
ซึ่งเป็นเว็บที่ มีชาวพุทธทาง internet ที่สนใจทางด้านพุทธศาสนา มารวมตัวกันมากที่สุดของประเทศ
อยากทราบว่า คุณเห็นด้วยเกี่ยวกับ เรื่องการบรรจุ พุทธศานาให้เป็นศาสนาประชาติหรือไม่ ?
-------------------------------------------------------
สมาชิกหรือไม่เป็นสมาชิก ก็ร่วมโหวตได้
ผมคิดว่ารัฐธรรมนูนี้นะครับเขี้ยนขึ้นมาก็ลบออกเพราะท้านายยกคนใหม่ก้ต้องมาเปลื่อนแปลงอีกเหมือนเดิมตอนนี้ในความคิดผมว่านะครับ ไม่มีประดยชอะไรเลยจะอยุ่หรือไม่อยู่ก้ได้ครับเราคนไทยรักธรรมอยุ่แล้ว
แต่ตอนนี้กระแสของภาคได้ได้นำเอกสารที่จะล้มศาษนาของเราให้หมดไป
ผมได้อ่านแล้วก้ใจหายนเหมือนหกันครับ ห่วงประเทศไทยหเหลือเกินครับ
ตอนนี้ เทพมากแรงคนไทยเลิมจะนับถือเทพจะคุครามมากขึ้นกระแสมากขึ้น
เทพต้องเข้าไปอยุ่ในกรอบ ศาษนาต้องเรียกร้องไปอยุ่ในรัฐธรรมนู(bb-flower
nong_music
26-05-2007, 03:57 PM
ผมนับถือศาสนาพุทธ เป็นศาสนาหลักของผม เหตุการณ์บ้านเมือง เป็นสิ่งที่คาดไม่ถึง คิดไป คาดการณ์ไปก็ปวดหัว สิ่งไม่ดี เรียกร้องไป ก็พบโอกาสในความสำเร็จจากที่เรียกร้องไปน้อยมาก เพราะอะไร เพราะคนเรา เกิดมา หลากหลายนิสัย เห็นแก่ตัว โกงกินชาติ บ้านเมือง ทำทุกวิถีทาง เพื่อให้ขึ้นไปสู่การมีอำนาจ การมีเงิน รวยไม่รู้จบ เพราะอะไรเหรอครับ เพราะไม่เชื่อในเรื่องบาปบุญคุณโทษ กฏแห่งกรรม ไม่นาน กรรมอะไรที่ไม่ดี เอาเปรียบผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นต้องเจ็บปวด ทรมาน กรรมนั้นต้องตอบสนองแน่นอน เราชาวพุทธ ลองดูปฏิปทา (พิมพ์ถูกหรือเปล่าไม่รู้ครับ แหะ ๆ ) ของพระนักปฏิบัติ พระสายวัดป่า พระปฏิบัติดี ท่านมีจริยวัตร อย่างไร เราควรนำเอามาเป็นแบบอย่างต่อตัวเรา
การพูดบางอย่าง อาจไม่เข้าหู ต้องขอโทษด้วย ผมเป็นคนตรง สำหรับเรื่อง การบัญญัติศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาตินั้น ตัวผมเองนับถือศาสนาพุทธอยู่แล้วครับ และลองมองย้อนถึงคนที่ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ คนนับถือศาสนาคริสต์ ล่ะ เขาจะมองอย่างไร ทำแล้วพวกเขาเหล่านั้น จะน้อยใจหรือไม่ ที่ตัวเขาเองก็เป็นคนไทยเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ แล้วอย่างนี้ ตัวเขายังเป็นคนไทยอยู่อีกเหรอ สำหรับเรื่องเหตุการณ์ความไม่สงบในเขตภาคใต้นั้น การรบสิ่งแรกที่สำคัญ คือ ข้อมูลข่าวสาร จะเห็นได้ว่า มีการชุมนุมของเด็กหญิงและเด็ก เพราะอะไร เพราะแรงจูงใจจากข่าวสารที่ได้รับ มีการให้ข่าว มีการบอกเล่าเก้าสิบ มีการชักชวนให้ทำอย่างโน้น อย่างนั้น อย่างนี้ จะเห็นได้ว่า ตัวการต่าง ๆ จะมีให้ข่าวสาร จูงใจไปทำอะไรต่าง ๆ นา ๆเพราะฉะนั้น ข่าวสารต่าง ๆ การหาข่าว ป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก ๆ เลย (นอกเรื่องไปหรือเปล่า) ที่พูดถึงเรื่องข่าวสารนั้น คืออยากให้อย่าไปทุ่มความคิด ตกลงปลงใจไปกับข่าวสารนั้น ดึงความคิด ถอยหลังออกมา ทบทวนให้ดีก่อน แล้วค่อยจะทำอะไรลงไป อย่าไปเครียดกับข่าวสารที่ได้รับมา อย่างเช่น พรุ่งนี้ จะไปประท้วงคนนั้น คนนี้ เนื่องจาก ได้รับข่าวสารมาว่า คนนั้นไม่ดี คนโน้นก็ไม่ดี อย่าไปเครียดกับข่าวสารที่ได้รับ ไม่งั้นข่าวสารเหล่านั้น มันอาจเป็นอันตรายต่อเราเองก็ได้ครับ ผมมีแนวคิดว่า ตัวเราครับ ตัวเราเอง ทำตัวเราก่อน ทำตัวเราให้ดีก่อน ง่าย ๆ ที่ผมมักจะเน้น ก็คือ ศีล 5 ครับ สิ่งภายนอก พยายาม อย่าไปถือ คิดเสียว่า มันเป็นเพียงบางอย่าง ที่ชาติหนึ่ง เราได้เกิดเป็นมนุษย์ แล้วได้พบได้เจอ ไม่ต้องไปสนใจ สนใจแต่อารมณ์ ความนึกคิดของเรา ตัวเราเอง ลด ละ เลิก ความ โลก โกรธ หลง ได้ขนาดไหนแล้ว สนใจแต่การทำความดี อย่าไปเบียดเบียนผู้อื่น ทั้งคน และสัตว์ วิญญาณ ฯ ด้วยนะครับ ไม่ใช่ว่า ผู้อื่น คือคน ผู้อื่นก็คือ คน และ สัตว์ วิญญาณ ฯ คิดเสียว่า มนุษย์ บนโลกนี้ มีหลายอารมณ์ มีหลายนิสัย บางคนดี บางคนไม่ดี บางคนแย่ บางคนแย่มาก ทำไมเราไม่ได้อย่างนั้น อย่างนี้ ขอให้คิดเสียว่า นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกมนุษย์เรา ให้เราเข้าใจว่า นั่นคือความเป็นจริงที่เป็นไปในโลกมนุษย์นี้
firstjit
27-05-2007, 12:01 PM
ไม่เห็นด้วย
เพราะ
1. จะสร้างความแตกแยกกับศาสนาอื่น
2. แล้วก็ดูไม่เป็นประเทศที่มีความเสรีทางด้านศาสนา
3. ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธตั้งแต่กรุงสุโขทัย จนมาถึงทุกวันนี้เป็น 1,000 ปีมาแล้วไม่เห็นจะต้องประกาศให้เป็นศาสนาประจำชาติก็ยังอยู่มาได้
4. ควรปรับปรุงพระสงฆ์ดีกว่า
คนเก่า
28-05-2007, 11:05 AM
ดู คำอธิบาย "อุณาโลม" จากเว็บไซด์ของกองทัพบก http://www.rta.mi.th/21600u/DATA/logo.htm
-------------------------------------------------------
ตรี :: แปลว่า สาม และมาจากคำว่าตรีศูล คือหลาวสามง่าม เป็นศัสตราประจำหัตถ์พระอิศวล (พจนนุกรมราชบัณฑิตสถาน) พระอิศวลเป็นเทพสูงสุด บรรดาลได้ทุกอย่าง จึงนำสัญญลักษณ์นี้มาใช้เป็นอาวุธพิเศษ ซึ่งหมายถึง ปัญญาเป็นอาวุธต่อสู้กับความโง่ ความจน ความเจ็บ จึงหมายรวมในเรื่องต่อไปนี้
๑. หมายถึง ปัญญา อันประกอบด้วย
๑.๑ ความเฉลียว
๑.๒ ความฉลาด
๑.๓ การมองการณ์ไกล
๒. ใช้ปัญญารักษาค้ำจุนสถาบันทั้งสาม คือ
๓. ใช้ปัญญารักษาค้ำจุนอำนาจทั้งสามในการปกครองบ้านเมือง อันเป็นอำนาจของปวงชนชาวไทย อันได้แก่
๓.๑ อำนาจนิติบัญญัติ
๓.๒ อำนาจบริหาร
๓.๓ อำนาจตุลาการ
๔. ใช้ปัญญาพัฒนา โดยเน้นสามแขนงหลักไปสู่ความมั่นคงของชาติบ้านเมือง อันได้แก่
๔.๑ การเมือง
๔.๒ เศรษฐกิจ
๔.๓ สังคมจิตวิทยา
รวงข้าว :: ข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทย ในฤดูเก็บเกี่ยวมีสีเหลืองอร่ามของเมล็ดข้าวทั่วท้องทุ่ง เมืองไทยจึงได้รับการขนานนามว่าเมืองทอง สามารถผลิตข้าวเลี้ยงมนุษย์ในหลายประเทศในโลก ถือว่า รวงข้าวเป็นสัญญลักษณ์ของความเจริญรุ่งเรือง และอุดมสมบูรณ์ทางการเกษตรกรรม
ฟันเฟือง :: แสดงถึงเครื่องจักรเครื่องกล เครื่องมือต่าง ๆ ตลอดจนเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาอันเป็นสัญญลักษณ์ของความเจริญรุ่งเรืองทางอุตสาหกรรม
อุนาโลม :: หมายถึง เชิดชูพระพุทธศาสนาประจำชาติ อันเป็นพื้นฐานของศิลปวัฒนธรรมไทยและเป็นเครื่องหมายของความเป็นสวัสดิมงคล
มงกุฏ :: แปลว่า สูงสุด ยอดเยี่ยม และหมายถึง เครื่องสวมพระเศียรพระเจ้าแผ่นดิน มีลักษณ์ยอดสูง (พจนานุกรมราชบัณฑิตสถาน) จึงนำสัญญลักษณ์นี้มาใช้ แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยมีสัญญลักษณ์อันเป็นเอกลักษณ์ของชาติ คือ สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นหลักชัยของชาติบ้านเมือง
รัศมี :: หมายถึง ความรุ่งเรือง โชติช่วงชัชวาลย์ กระจายไปทั่วสารทิศ
เครื่องหมายหลักทั้งสามอัน ได้แก่ ตรี รวงข้าว และฟันเฟือง มารวมกันอันเป็นสัญญลักษณ์สำคัญของกองพลพัฒนาที่ ๑ มีความหมายสั้น ๆ ว่า "ปัญญาเป็นอาวุธในการพัฒนาเพื่อนำทางไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง อุดมสมบูรณ์ทางการเกษตรและอุตสาหกรรม" อันเป็นเอกลักษณ์และมรรควิธีของกองพลพัฒนาที่ ๑ ส่วนอุนาโลม มงกุฏ และรัศมี แสดงถึงเป้าหมายและเอกลักษณ์ประจำชาติที่พึงยึดถือและยึดมั่น
-------------------------------------------------------
โดยมีที่มาจากเครื่องหมายของกองทัพบก ซึ่งเป็นการอัญเชิญตราประจำพระองค์ ร.1 และศูนย์กลางของตราพระจำพระองค์ในรัชกาลปัจจุบัน มาเป็นมิ่งขวัญ เพื่อเชิดชู พิทักษ์ ชาติ พระพพุทธศาสนา และพระมหากษัตริย์
ประกอบกับคำสัตย์ปฏิญาณ(จากหัวเว็บไซด์ของกองทัพ http://www.rta.mi.th/)ว่า เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์และประชาชน
คำว่าศาสน์นี้ ย่อมเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากพระพุทธศาสนา
จึงเห็นชัดถึงความแปลก ถึงกับไม่ชอบมาพากล ที่ผู้ถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ทำทุกวิถีทางแม้ด้วยชีวิต เพื่อพิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนา
กลับปล่อยให้มีการกล่าวอ้างต่างๆนาๆเพื่อทำลาย ลบล้างความสำคัญของพระพุทธศาสนาอันเป็นสถาบันหลักของชาติ อันเป็นทั้งรากฐาน โครงสร้างและจิตวิญญาณของชาติ ซึ่งก็เท่ากับทำลายชาติ ทำลายแผ่นดินโดยตรง
อีกทั้งก็เห็นได้ชัดว่า ล้นเกล้าของปวงชนชาวไทยมีพระราชศรัทธาเป็นที่สุดอย่างลึกซึ้งเกินพรรณาในบวรพระพุทธศาสนา ถึงกับเสด็จออกผนวชด้วยพระองค์เอง
คนจำนวนหนึ่งยังใจร้ายใจดำ กับพ่อผู้เป็นผู้ให้มาตลอดพระชนม์ชีพ ยังคิดแต่จะเอาประโยชน์ให้แต่พวกตน ไม่คำนึงถึงพระราชหฤทัยของล้นเกล้าผู้ทรงเหนื่อยยากเสียสละให้กับปวงชนชาวไทยมาโดยตลอด แม้ในปัจจุบันที่ทรงชราภาพ สมควรได้พักผ่อนพระวรกาย คนพวกนี้ก็ยังไม่คิดถวายให้แช่มชื่นพระราชหฤทัยแม้สักครั้งหนึ่งในพระชนม์ชีพที่ทรงเสียสละเหนื่อยยากมาโดยตลอดนี้
เราอย่าเอาอย่างคนเนรคุณ คิดทำลายชาติ พระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์เลยครับ ร่วมกันผนึกกำลัง ถวายเป็นของขวัญแด่พ่อกันเถิด มาช่วยกันยืนยันต่อต้านพวกทำลายชาติ จงผนึกกำลังถวายการบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ให้พระพุทธศาสนาถูกรองรับ ยกย่องไว้เป็นพิเศษ ให้สมกับพระราชศรัทธาของพ่อ ให้สมกับเป็นรากฐาน โครงสร้าง และจิตวิญญาณของชาติไทย
อักขรสัญจร
28-05-2007, 11:42 AM
คนเนรคุณเยอะจริงหนอ
สงสัยจะตายกันมากกว่าที่คิดแฮะ
nong_music
28-05-2007, 03:51 PM
ขอเตือนสตินะครับ ลมหายใจ ผ่านเข้าออกทางจมูก กำหนดสติอยู่กับตัว เมื่อได้สติแล้ว ลองมองตัวเองว่า เราปรับปรุงตัวเอง ไม่ให้ไปเบียดเบียนคนอื่น ได้หรือไม่ ถ้ายังไม่ได้ อย่าไปคิดจะทำเรื่องอื่น ที่เป็นเรื่องใหญ่ ๆ เลยครับ เรื่องของตัวเราเอง ต้องทำให้ได้ก่อน ศาสนาพุทธไม่มีวันเสื่อมหาย ถ้าพุทธบริษัท ยังคงทำนุบำรุงศาสนา แต่อย่าเป็นแบบเห็นแก่ตัว ควรจะเคารพศาสนาอื่นเขาด้วย เอาใจเขามาใส่ใจเรา ชาวพุทธควรอยู่ในกรอบของศาสนาพุทธ อย่าไปเบียดเบียน ทำให้ศาสนาอื่น ต้องไม่สบายใจ ร่วมกันถือศีล 5 กรรมบท 10 ปรับปรุงนิสัยตัวเองให้ดีก่อนนะครับ ผมรักชาติ รักประเทศไทย บุญคุณที่มีที่ให้ผมได้นอนหลับ ได้หายใจอยู่ สำนึกในบุญคุณของพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่แค่องค์ปัจจุบันนะครับ ทุกองค์ ที่รักษาผืนแผ่นดินไทยนี้ไว้ ขอให้สำนึกในบุญคุณของพระมหากษัตรย์พระองค์ท่านนั้นด้วยครับ เหตุการณ์ความไม่สงบ การบ่อนทำลายต่อสิ่งต่าง ๆ ที่ชาวไทยเคารพนั้น เพียงเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองทั้งนั้น ขอเพียงแค่จะบัญญัติอะไร อย่าให้เกิดความแตกแยกไปให้มากกว่านี้ ลองทบทวนให้ดีนะครับ ถ้าเป็นผมนะครับ ผมจะบัญญัติทุกศาสนาที่คนไทยนับถือ เป็นศาสนาประจำชาติ เพื่อไม่ให้ศาสนาอื่น ที่ไม่ใช่ศาสนาพุทธ ต้องน้อยใจ ต้องเสียใจ และเมื่อบัญญัติอย่างนั้นแล้ว ก็อยู่ที่ว่า ใครจะเลือกนับถือศาสนาอะไร เรื่องการบัญญัติศาสนาพุทธ เป็นศาสนาประจำชาติ ถ้าบางคนคิดว่า เป็นทางออก ที่จะทำให้บ้านเมืองสงบสุข ได้นั้น ผมว่าไม่น่าจะตรงจุดนะครับ ต้องมาลองคิดว่า หาข่าวหน่อย ไม่ยากครับ การหาข่าว ในเน็ตนี้ เข้าไปเยอะ ๆ อ่านหนังสือพิมพ์ สื่ออื่น ๆ ลองวิเคราะห์ดู ว่าปัญหาน่าจะเกิดมาจากอะไร และอีกอย่างนะครับ ความเด็ดขาดในการตัดสินใจแก้ปัญหานั้น ผมอยากให้เกิดและขอให้มีความรอบคอบควบคู่ไปด้วยครับ ตอนนี้ขอให้คนไทย รักชาติไทย รักและเคารพพ่อหลวงของเรา ขอให้เราทำความดีแก่ตัวเรา แก่ชาติบ้านเมือง เลิกเถอะครับ การแก่งแย่งเอาผลประโยชน์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำลายชาติ บ้านเมืองของเรา ใครผิด ใครโกงกิน ใครทุจริต ต่อชาติบ้านเมือง อย่าไปสนับสนุน และอีกอย่างนะครับ อย่าตกเป็นเครื่องมือของคนบางคน ที่แจ้งข่าวสารต่าง ๆ กล่อมเรา ให้ไปประท้วง ตรงโน้น ตรงนี้ ท่านรู้ไหมครับว่า เขาหลอกใช้เรา ให้เราต้องไปเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของร่างกาย โดยที่คนเหล่านั้น นั่งอมยิ้มอยู่หน้าจอโทรทัศน์ โดยที่คนเหล่านั้น ไม่ต้องมาเหนื่อยอะไรเลย คิดให้ดีนะครับ ก่อนจะทำอะไรลงไป ตัดสินใจให้ดี อย่าไปว่าใครเนรคุณ โดยที่ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้ว จิตใจเขาเป็นอย่างไร ก่อนจะดูถูกคนอื่น ดูตัวเราให้ดีก่อนครับ
คนเก่า
28-05-2007, 04:08 PM
เลิกเถอะครับ
เลิกบ่อนทำลายประเทศชาติ ด้วยความเห็นแก่ตัวเช่นนี้
เพียงเพราะอยากยกศาสนาที่ตนเองนับถือขึ้นมา เพื่อสร้างความสำคัญให้ตัวเอง คุ้มหรือครับที่จะทำลายชาติบ้านเมืองให้พินาศยับเยิน
ล้นเกล้าของปวงชนชาวไทยทรงให้มาตลอดพระชนม์ชีพ ถวายทดแทนพระมหากรุณาธิคุณสักครั้งก็ยังไม่ได้
จะใจร้ายใจดำไปถึงไหน
อักขรสัญจร
28-05-2007, 04:09 PM
ขอขมาพระรัตนตรัยก่อนแล้วค่อยกำหนดสตินะจ๊ะ
ไม่งั้นทิฏฐิเบี้ยวสติก็เบี้ยว
เนรคุณแล้วก็นึกว่ากตัญญู
nong_music
28-05-2007, 08:03 PM
โทษนะครับ คุณ อักขรสัญจร ครับ คุณสวดมนต์ ทุกวันพระ หรือเปล่าครับ ผมสวดมนต์ทุกวันพระครับ ผมนับถือศาสนาพุทธนะครับ ถ้าคุณคิดว่าความคิดของคุณนั้น ถูกต้อง ผมว่าลองเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นนะครับ คุณอักขรสัญจรครับ คุณเคยอุทิศส่วนบุญกุศล ให้กับพระมหากษัตริย์บ้างหรือเปล่าครับ คุณอายุ 38 อายุก็เยอะแล้วนะครับ อีกอย่าง ผมรักชาติ รักแผ่นดิน ผมเป็นข้าราชการทหารนะครับ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มันอยู่ในหัวผมนะครับ ผมท่องมาตั้งแต่เป็นนักเรียนทหาร จนถึงเดี๋ยวนี้ และผมก็ไม่ได้แค่ท่องนะครับ ยึดถือและปฏิบัติด้วย ผมไม่รู้ว่า เลือดรักชาติของคุณกับของผม ของใครมันแรงกว่ากัน ยามเมื่อทหารเสียเลือดเสียเนื้อ พี่น้อง เลือดสีเดียวกัน ต้องสละชีพ เพื่อชาติ ผมเสียใจนะครับ หัวอกทหารจะเข้าใจกันดี ทำเพื่อหน้าที่ ทำเพื่อรักษาความสงบของประเทศชาติ โดยที่ครอบครัวก็ต้องเข้าใจตรงนี้ ผมไม่รู้ว่า คุณทำงานอะไร คุณเคยทำอะไรเพื่อชาติ เพื่อบ้านเมืองบ้าง หรือเพียงแค่เก่งแต่พิมพ์เป็นอักษรให้คนอื่น แต่ทำอะไรที่เป็นรูปเป็นร่างไม่ได้เลย ผมพยายามระงับสตินะครับ สติเบี้ยว เนรคุณ มันเนรคุณตรงไหน ผมเนรคุณตรงไหน ผมนับถือศาสนาพุทธ เป็นศาสนาของผมศาสนาเดียว ในการกรอกประวัติข้าราชการ ผมก็กรอกว่าเป็นศาสนาพุทธ ในวันพระ วันสำคัญ ผมก็หาโอกาสไป ตักบาตรทำบุญผมก็ทำ ให้กับพ่อผมที่ได้เสียไป ความรักชาติของผม ความจงรักภักดี ต่อพระมหากษัตริย์ มันมีอยู่ในสายเลือดของผม ทำไมคุณไม่วางตัวเป็นกลาง เรื่องสถานการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ ตัวผมเองก็รู้ดีบ้างพอสมควร ว่าเพราะอะไร เพร