paang
01-05-2007, 05:32 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top>
http://www.bpct.org/images/stories/image/budlow/s_reli1.jpg (http://www.bpct.org/index.php?option=com_content&task=view&id=552)
จดหมายเปิดผนึก
เรื่อง ขอให้กำหนดในรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษรว่า
ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไทย
พุทธศาสนาในสมัยพุทธกาลเคยเจริญรุ่งเรืองอยู่ในหลายเมืองทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย และบางส่วนของประเทศเนปาลในปัจจุบัน ทั้งนี้เนื่องจากพระราชาซึ่งเป็นผู้ปกครองนับถือศาสนาพุทธ จึงใส่ใจทำนุบำรุงพุทธศาสนา ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการปกครอง พระราชาที่นับถือศาสนาอื่นเข้ามาเป็นผู้ปกครองศาสนาพุทธก็เริ่มถูกริดรอนและถูกทำลายไปในที่สุด
ในประเทศจีนพรรคคอมมิวนิสต์จีน กำหนดว่าสมาชิกต้องไม่นับถือศาสนาใดๆ ส่งผลให้ชาวจีนส่วนใหญ่ไม่ประกาศตนว่า นับถือศาสนาใด ทั้งนี้เพราะอาจเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าในชีวิตของพวกเขา
การเมืองและการปกครองของแต่ละประเทศ จึงมีความสัมพันธ์กับศาสนาของคนในแต่ละชาติอย่างลึกซึ้ง ไม่สามารถแยกพิจารณาออกจากกันได้ ในกรณีของประเทศในอดีต พระมหาษัตริย์ ภายใต้การระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ นอกจากเป็นผู้นำในการปกครองประเทศแล้ว ยังเป็นผู้นำทางพุทธศาสนาด้วย จึงเป็นรากฐานที่สำคัญที่ส่งผลทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่ยึดถือแนวทางพุทธศาสนาเป็นแนวทางในการดำรงชีวิตอย่างร่มเย็น มีความสมานฉันท์และมีจิตใจเปิดกว้างต่อการเลือกนับถือศาสนาอื่นของคนไทยส่วนอื่นอีกด้วย
ในสมัยกรุงศรีอยุธยา พระบาทสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเคยถูกแรงกดดันจากประเทศมหาอำนาจตะวันตกขอร้องแกมบังคับให้พระองค์ท่านเปลี่ยนการนับถือพุทธศาสนาไปเป็นการนับุถือศาสนาอื่น แต่พระองค์ท่านก็ใช้พระปรีชา สามารถ หลีกเลี่ยงภาวะกดดันดังกล่าวไปได้โดยปราศจากข้อขัดแย้ง แต่ส่งผลทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ ยอมรับการเป็นอัครศาสนูปถัมภกของทุกศาสนาในประเทศไทย
ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 สถาบันพระมหากษัตริย์มิได้อยู่ในฐานะผู้ปกครองเช่นในอดีต แต่มีสถานะเป็นประมุขของประเทศ โดยมีนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่ในการบริหารประเทศ รัฐธรรมนูญได้กำหนดให้พระมหากษัตริย์เป็นพุทธมามกะ และเป็นอัครศาสนนูปถัมภก แต่ไม่มีข้อกำหนดใดๆ เกี่ยวกับการนับถือศาสนาของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเลย
สังคมไทยแตกต่างจากสหรัฐอเมริกาในประเด็นเรื่องภูมิหลังการเลือกนับถือศาสนาของคนในชาติกล่าวคือ คนอเมริกันเชื้อสายอังกฤษ อพยพจากยุโรปเพื่อหลยหนีอำนาจรัฐที่เข้มงวดต่อวิถีการดำรงชีวิตของพวกเขา รวมทั้งข้อจำกัดในการเลือกนับถือศาสนา ทำให้พวกเขาเดินทางไปแสวงหาดินแดนใหม่ เพื่อจัดตั้งประเทศที่พวกเขามีอิสระจากอำนาจรัฐที่เข้มงวด รวมทั้งการเลือกนับถือศาสนาเป็นเสรีภาพของประชาชน แต่กรณีของประเทศไทย คนไทยไม่เคยถูกบังคับในเรื่องการนับถือศาสนาใดๆ คนไทยมีเสรีภาพในการเลือกนับถือศาสนาอยู่แล้วแต่คนไทยส่วนใหญ่เลือกนับถือศาสนาพุทธ เพราะเห็นว่าหลักคำสอนพุทธศาสนา ทำให้สังคมมีความร่มเย็นเป็นสุข อย่างไรก็ตาม ชาวไทยส่วนใหญ่ที่เป็นพุทธศานิกชนก็ไม่เคยมีพฤติกรรมข่มขู่คุกคามคนไทยที่นับถือศาสนาอื่นๆ
พุทธศานิกชนไทยบางท่านที่ศึกษาหลักศาสนาพุทธอย่างลึกซึ้ง อาจมองเห็นว่า การเรียกร้องให้กำหนดว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติของไทยไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น เป็นข้อเรียกร้องให้กำหนดว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติของไทยไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น เป็นข้อเรียกร้องที่เป็นเพียง เปลือกหรือกระพี้ ไม่ใช่ แก่น ซึ่งเป็นสาระสำคัญ แต่ถ้าเราพิจารณากันอย่างรอบด้านโดยไม่ประมาทแล้วจะพบว่าถ้าขาด เปลือกหรือกระพี้ ที่แข็งแรง แก่นพุทธศาสน์ ก็อยู่ไม่ได้เช่นเดียวกัน
คนไทยส่วนใหญ่ (สถิติปี พ.ศ. 2543 จำนวนประชากรประมาณ 57 ล้าน) ที่นับถือพุทธศาสนา มีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะร้องขอให้มีการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไทยทั้งนี้เพื่อเป็นหลักประกันว่า พวกเขาจะสามารถมีวิถีการดำรงชีวิตตามแนวพุทธได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคตโดยปราศจากการข่มขู่และคุกคามใด ๆ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองและการปกครอง ซึ่งอาจส่งผลต่อการเลือกนับถือศาสนาของคนในชาติ
พวกเราจึงขอเรียกร้องให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ได้กำหนดให้ศาสนาประจำชาติไทย และขอเรียกร้องชาวไทยทั้งมวลให้ร่วมกับสนับสนุนข้อเรียกร้องนี้กันอย่างกว้างขวาง
http://www.palungjit.com/board/images/icons/icon_06.gifที่มา fwd mail.
</TD></TR><TR><TD> </TD></TR></TBODY></TABLE>
http://www.bpct.org/images/stories/image/budlow/s_reli1.jpg (http://www.bpct.org/index.php?option=com_content&task=view&id=552)
จดหมายเปิดผนึก
เรื่อง ขอให้กำหนดในรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษรว่า
ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไทย
พุทธศาสนาในสมัยพุทธกาลเคยเจริญรุ่งเรืองอยู่ในหลายเมืองทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย และบางส่วนของประเทศเนปาลในปัจจุบัน ทั้งนี้เนื่องจากพระราชาซึ่งเป็นผู้ปกครองนับถือศาสนาพุทธ จึงใส่ใจทำนุบำรุงพุทธศาสนา ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการปกครอง พระราชาที่นับถือศาสนาอื่นเข้ามาเป็นผู้ปกครองศาสนาพุทธก็เริ่มถูกริดรอนและถูกทำลายไปในที่สุด
ในประเทศจีนพรรคคอมมิวนิสต์จีน กำหนดว่าสมาชิกต้องไม่นับถือศาสนาใดๆ ส่งผลให้ชาวจีนส่วนใหญ่ไม่ประกาศตนว่า นับถือศาสนาใด ทั้งนี้เพราะอาจเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าในชีวิตของพวกเขา
การเมืองและการปกครองของแต่ละประเทศ จึงมีความสัมพันธ์กับศาสนาของคนในแต่ละชาติอย่างลึกซึ้ง ไม่สามารถแยกพิจารณาออกจากกันได้ ในกรณีของประเทศในอดีต พระมหาษัตริย์ ภายใต้การระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ นอกจากเป็นผู้นำในการปกครองประเทศแล้ว ยังเป็นผู้นำทางพุทธศาสนาด้วย จึงเป็นรากฐานที่สำคัญที่ส่งผลทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่ยึดถือแนวทางพุทธศาสนาเป็นแนวทางในการดำรงชีวิตอย่างร่มเย็น มีความสมานฉันท์และมีจิตใจเปิดกว้างต่อการเลือกนับถือศาสนาอื่นของคนไทยส่วนอื่นอีกด้วย
ในสมัยกรุงศรีอยุธยา พระบาทสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเคยถูกแรงกดดันจากประเทศมหาอำนาจตะวันตกขอร้องแกมบังคับให้พระองค์ท่านเปลี่ยนการนับถือพุทธศาสนาไปเป็นการนับุถือศาสนาอื่น แต่พระองค์ท่านก็ใช้พระปรีชา สามารถ หลีกเลี่ยงภาวะกดดันดังกล่าวไปได้โดยปราศจากข้อขัดแย้ง แต่ส่งผลทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ ยอมรับการเป็นอัครศาสนูปถัมภกของทุกศาสนาในประเทศไทย
ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 สถาบันพระมหากษัตริย์มิได้อยู่ในฐานะผู้ปกครองเช่นในอดีต แต่มีสถานะเป็นประมุขของประเทศ โดยมีนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่ในการบริหารประเทศ รัฐธรรมนูญได้กำหนดให้พระมหากษัตริย์เป็นพุทธมามกะ และเป็นอัครศาสนนูปถัมภก แต่ไม่มีข้อกำหนดใดๆ เกี่ยวกับการนับถือศาสนาของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเลย
สังคมไทยแตกต่างจากสหรัฐอเมริกาในประเด็นเรื่องภูมิหลังการเลือกนับถือศาสนาของคนในชาติกล่าวคือ คนอเมริกันเชื้อสายอังกฤษ อพยพจากยุโรปเพื่อหลยหนีอำนาจรัฐที่เข้มงวดต่อวิถีการดำรงชีวิตของพวกเขา รวมทั้งข้อจำกัดในการเลือกนับถือศาสนา ทำให้พวกเขาเดินทางไปแสวงหาดินแดนใหม่ เพื่อจัดตั้งประเทศที่พวกเขามีอิสระจากอำนาจรัฐที่เข้มงวด รวมทั้งการเลือกนับถือศาสนาเป็นเสรีภาพของประชาชน แต่กรณีของประเทศไทย คนไทยไม่เคยถูกบังคับในเรื่องการนับถือศาสนาใดๆ คนไทยมีเสรีภาพในการเลือกนับถือศาสนาอยู่แล้วแต่คนไทยส่วนใหญ่เลือกนับถือศาสนาพุทธ เพราะเห็นว่าหลักคำสอนพุทธศาสนา ทำให้สังคมมีความร่มเย็นเป็นสุข อย่างไรก็ตาม ชาวไทยส่วนใหญ่ที่เป็นพุทธศานิกชนก็ไม่เคยมีพฤติกรรมข่มขู่คุกคามคนไทยที่นับถือศาสนาอื่นๆ
พุทธศานิกชนไทยบางท่านที่ศึกษาหลักศาสนาพุทธอย่างลึกซึ้ง อาจมองเห็นว่า การเรียกร้องให้กำหนดว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติของไทยไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น เป็นข้อเรียกร้องให้กำหนดว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติของไทยไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น เป็นข้อเรียกร้องที่เป็นเพียง เปลือกหรือกระพี้ ไม่ใช่ แก่น ซึ่งเป็นสาระสำคัญ แต่ถ้าเราพิจารณากันอย่างรอบด้านโดยไม่ประมาทแล้วจะพบว่าถ้าขาด เปลือกหรือกระพี้ ที่แข็งแรง แก่นพุทธศาสน์ ก็อยู่ไม่ได้เช่นเดียวกัน
คนไทยส่วนใหญ่ (สถิติปี พ.ศ. 2543 จำนวนประชากรประมาณ 57 ล้าน) ที่นับถือพุทธศาสนา มีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะร้องขอให้มีการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไทยทั้งนี้เพื่อเป็นหลักประกันว่า พวกเขาจะสามารถมีวิถีการดำรงชีวิตตามแนวพุทธได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคตโดยปราศจากการข่มขู่และคุกคามใด ๆ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองและการปกครอง ซึ่งอาจส่งผลต่อการเลือกนับถือศาสนาของคนในชาติ
พวกเราจึงขอเรียกร้องให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ได้กำหนดให้ศาสนาประจำชาติไทย และขอเรียกร้องชาวไทยทั้งมวลให้ร่วมกับสนับสนุนข้อเรียกร้องนี้กันอย่างกว้างขวาง
http://www.palungjit.com/board/images/icons/icon_06.gifที่มา fwd mail.
</TD></TR><TR><TD> </TD></TR></TBODY></TABLE>