NoOTa
25-04-2007, 12:36 AM
คมช.ไม่ขัดบรรจุพุทธเป็นศาสนาประจำชาติใน รธน.
<TABLE style="WIDTH: 480px"><TBODY><TR><TD vAlign=top></TD><TD vAlign=top>ที่กองทัพบก พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) แถลงภายหลังการประชุม คมช. ซึ่งมี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก และประธาน คมช. เป็นประธาน เมื่อช่วงเช้าวันนี้( 24 เม.ย.) ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงกรณีที่มีมวลชนหลายฝ่ายเรียกร้องให้บรรจุประเด็นที่จะให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ 2550 ซึ่งที่ประชุม คมช.หารือกันแล้ว และมีความคิดเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า คมช.ไม่ขัดข้อง หากจะมีการบรรจุประเด็นดังกล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญ และคิดว่าไม่น่าจะเกิดปัญหาอะไร เพราะทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี เป็นสิ่งที่สูงส่งอยู่แล้ว นอกจากนี้ขอยืนยันว่า คมช.จะไม่เข้าไปแทรกแซงการทำงานของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันขาด
เมื่อถามว่าจะส่งผลกระทบต่อปัญหาความไม่สงบในภาคใต้หรือไม่ โฆษก คมช. กล่าวว่า ประธาน คมช. ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ปัญหาในภาคใต้ไม่ได้เกิดจากความขัดแย้งของผู้ที่นับถือศาสนาพุทธกับมุสลิม แต่เป็นการสร้างความวุ่นวายและการก่อการร้ายของกลุ่มที่ไม่มีศาสนา ดังนั้น ปัญหาเรื่องการบรรจุเรื่องศาสนาไว้ในรัฐธรรมนูญกับปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน
เมื่อถามว่า การที่ คมช.มีท่าทีเช่นนี้ เพราะต้องการยุติการเคลื่อนไหวของพระสงฆ์ที่มีอยู่ในขณะนี้หรือไม่ พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ในมุมมองของคนทั่วไปอาจมองเช่นนั้นได้ แต่คงไม่ใช่ประเด็นดังกล่าว ที่มีการเรียกร้องเรื่องนี้ คมช.ไม่รู้สึกกังวล และไม่ขัดข้อง หากกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะบรรจุหรือไม่บรรจุประเด็นนี้ คมช.ไม่มีปัญหาอะไร
โฆษก คมช. กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ที่ประชุม คมช.มีความห่วงใยในปัญหาความสงบเรียบร้อยของประเทศที่อาจส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม แต่จากข้อมูลที่ได้รับจากที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของ คมช.และรายละเอียดในการหารือกับ ครม.ในวันนี้ พบว่าภาคการส่งออกของประเทศดีขึ้น แต่ภาพรวมของเศรษฐกิจยังไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งมาจากความสับสนวุ่นวายของสถานการณ์บ้านเมืองและความพยายามของกลุ่มผู้ที่ไม่หวังดีที่ต้องการสร้างภาพให้เห็นว่าประชาชนมีการแตกแยกทางความคิด คมช.จึงขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าเราจะปฏิบัติหน้าที่เต็มความสามารถในการควบคุมไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงทางการเมือง เพื่อสร้างความมั่นใจต่อนักลงทุนและประชาชน และ คมช.จะประสานหน่วยงานภาครัฐ เพื่อช่วยผลักดันให้การใช้งบประมาณเกิดประสิทธิภาพ และให้มีเม็ดเงินไปสู่ประชาชนในระดับรากหญ้าอย่างแท้จริงโดยเร็วที่สุด
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า พล.อ.สนธิ ได้เข้าร่วมประชุมกับคณะรัฐมนตรี(ครม.)นอกรอบเมื่อเช้านี้ เพื่อแจ้งให้ ครม. ทราบถึงการทำงานด้านความมั่นคง ทั้งนี้ พล.อ.สนธิ ต้องการเห้นภาพการทำงานประสานความร่วมมือระหว่างกระทรวง ทบวง กรมต่างๆกับ กอ.รมน.และ คมช.อย่างเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนและปัญหาปากท้องของประชาชน อย่างไรก็ตาม ในสัปดห์หน้า คมช.จะปรับเปลี่ยนวันเวลาการประชุม จากวันอังคารเป็นวันจันทร์ เพื่อจะได้นำผลการประชุม คมช.รายงานต่อที่ประชุม ครม.ให้ได้รับทราบ ซึ่งในเบื้องต้น คาดว่าการประชุมครั้งหน้า จะมีขึ้นในวันจันทร์ที่ 30 เม.ย.นี้ เวลา 13.00 น. อย่างไรก็ตาม หากมีแนวโน้มว่าจะเกิดเหตุวุ่นวายทางการเมือง ทหารก็จะนำแผนปฐพี 149 มาใช้รักษาความปลอดภัยพื้นที่กทม.และปริมณฑล รวมทั้งรัฐบาลก็พร้อมจะประกาศใช้พระราชกำหนด(พ.ร.ก.)บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินมาใช้
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า ตามที่ประธาน คมช.มีดำริเรื่องการพบกับสื่อมวลชนและคอลัมนิสต์ เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับปัญหาการก่อการร้ายในพื้นที่ภาคใต้นั้น ซึ่งเบื้องต้นได้กำหนดแล้วว่า งานดังกล่าวจะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า แต่ยังไม่ได้กำหนดวันที่แน่นอน โดยคาดว่าจะมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาร่วมชี้แจงด้วย
ท่านเห็นว่า ขณะนี้ข้อมูลข่าวสารค่อนข้างสับสนพอสมควร หากสื่อมวลชนได้มีโอกาสรับฟังจะมีความเข้าใจสถานการณ์ในภาพรรวมมากขึ้นว่า มีกลุ่มใดที่พยายามทำให้เกิดภาพในลักษณะที่มีความรุนแรง และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ภาคที่ 4 ได้ดำเนินการเรื่องนี้ไปอย่างไรบ้างแล้ว จะได้ปะติดปะต่อภาพได้ และทำให้เข้าใจการทำงานของ คมช.และรัฐบาลมากขึ้นโฆษก คมช. กล่าว
ส่วนกรณีที่นายพายัพ ชินวัตร น้องชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวอาฆาตพร้อมล้างแค้น คมช.นั้น โฆษก คมช. กล่าวว่า เรื่องนี้ ตนได้เรียนถาม พล.อ.สนธิ ผ่านทาง พล.ต.วีรัณ ฉันทศาสตร์โกศล เลขานุการกองทัพบก แล้ว ซึ่งประธาน คมช. ยืนยันว่า สิ่งต่างๆที่ คมช.ได้ทำมาตลอด แม้ช่วงแรกจะเป็นการปฏิรูปการปกครองที่ยอมรับว่าเป็นเผด็จการเฉพาะกิจ แต่ก็เป็นการดำเนินการภายใต้ความเห็นชอบของประชาชนส่วนใหญ่ แต่จากนั้น เราได้ยึดอยู่ในกรอบของกฎหมายอย่างชัดเจนมาโดยตลอด เพราะฉะนั้น เมื่อตั้งใจทำคุณงามความดีให้กับประเทศชาติ ตั้งใจทำทุกอย่างให้อยู่ในกรอบ ก็ไม่น่าจะต้องวิตกกังวลกับอะไร
</TD></TR></TBODY></TABLE>
----------------
ที่มา: เดลินิวส์
http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=125212&NewsType=1&Template=1
<TABLE style="WIDTH: 480px"><TBODY><TR><TD vAlign=top></TD><TD vAlign=top>ที่กองทัพบก พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) แถลงภายหลังการประชุม คมช. ซึ่งมี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก และประธาน คมช. เป็นประธาน เมื่อช่วงเช้าวันนี้( 24 เม.ย.) ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงกรณีที่มีมวลชนหลายฝ่ายเรียกร้องให้บรรจุประเด็นที่จะให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ 2550 ซึ่งที่ประชุม คมช.หารือกันแล้ว และมีความคิดเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า คมช.ไม่ขัดข้อง หากจะมีการบรรจุประเด็นดังกล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญ และคิดว่าไม่น่าจะเกิดปัญหาอะไร เพราะทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี เป็นสิ่งที่สูงส่งอยู่แล้ว นอกจากนี้ขอยืนยันว่า คมช.จะไม่เข้าไปแทรกแซงการทำงานของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันขาด
เมื่อถามว่าจะส่งผลกระทบต่อปัญหาความไม่สงบในภาคใต้หรือไม่ โฆษก คมช. กล่าวว่า ประธาน คมช. ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ปัญหาในภาคใต้ไม่ได้เกิดจากความขัดแย้งของผู้ที่นับถือศาสนาพุทธกับมุสลิม แต่เป็นการสร้างความวุ่นวายและการก่อการร้ายของกลุ่มที่ไม่มีศาสนา ดังนั้น ปัญหาเรื่องการบรรจุเรื่องศาสนาไว้ในรัฐธรรมนูญกับปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน
เมื่อถามว่า การที่ คมช.มีท่าทีเช่นนี้ เพราะต้องการยุติการเคลื่อนไหวของพระสงฆ์ที่มีอยู่ในขณะนี้หรือไม่ พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ในมุมมองของคนทั่วไปอาจมองเช่นนั้นได้ แต่คงไม่ใช่ประเด็นดังกล่าว ที่มีการเรียกร้องเรื่องนี้ คมช.ไม่รู้สึกกังวล และไม่ขัดข้อง หากกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะบรรจุหรือไม่บรรจุประเด็นนี้ คมช.ไม่มีปัญหาอะไร
โฆษก คมช. กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ที่ประชุม คมช.มีความห่วงใยในปัญหาความสงบเรียบร้อยของประเทศที่อาจส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม แต่จากข้อมูลที่ได้รับจากที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของ คมช.และรายละเอียดในการหารือกับ ครม.ในวันนี้ พบว่าภาคการส่งออกของประเทศดีขึ้น แต่ภาพรวมของเศรษฐกิจยังไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งมาจากความสับสนวุ่นวายของสถานการณ์บ้านเมืองและความพยายามของกลุ่มผู้ที่ไม่หวังดีที่ต้องการสร้างภาพให้เห็นว่าประชาชนมีการแตกแยกทางความคิด คมช.จึงขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าเราจะปฏิบัติหน้าที่เต็มความสามารถในการควบคุมไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงทางการเมือง เพื่อสร้างความมั่นใจต่อนักลงทุนและประชาชน และ คมช.จะประสานหน่วยงานภาครัฐ เพื่อช่วยผลักดันให้การใช้งบประมาณเกิดประสิทธิภาพ และให้มีเม็ดเงินไปสู่ประชาชนในระดับรากหญ้าอย่างแท้จริงโดยเร็วที่สุด
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า พล.อ.สนธิ ได้เข้าร่วมประชุมกับคณะรัฐมนตรี(ครม.)นอกรอบเมื่อเช้านี้ เพื่อแจ้งให้ ครม. ทราบถึงการทำงานด้านความมั่นคง ทั้งนี้ พล.อ.สนธิ ต้องการเห้นภาพการทำงานประสานความร่วมมือระหว่างกระทรวง ทบวง กรมต่างๆกับ กอ.รมน.และ คมช.อย่างเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนและปัญหาปากท้องของประชาชน อย่างไรก็ตาม ในสัปดห์หน้า คมช.จะปรับเปลี่ยนวันเวลาการประชุม จากวันอังคารเป็นวันจันทร์ เพื่อจะได้นำผลการประชุม คมช.รายงานต่อที่ประชุม ครม.ให้ได้รับทราบ ซึ่งในเบื้องต้น คาดว่าการประชุมครั้งหน้า จะมีขึ้นในวันจันทร์ที่ 30 เม.ย.นี้ เวลา 13.00 น. อย่างไรก็ตาม หากมีแนวโน้มว่าจะเกิดเหตุวุ่นวายทางการเมือง ทหารก็จะนำแผนปฐพี 149 มาใช้รักษาความปลอดภัยพื้นที่กทม.และปริมณฑล รวมทั้งรัฐบาลก็พร้อมจะประกาศใช้พระราชกำหนด(พ.ร.ก.)บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินมาใช้
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า ตามที่ประธาน คมช.มีดำริเรื่องการพบกับสื่อมวลชนและคอลัมนิสต์ เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับปัญหาการก่อการร้ายในพื้นที่ภาคใต้นั้น ซึ่งเบื้องต้นได้กำหนดแล้วว่า งานดังกล่าวจะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า แต่ยังไม่ได้กำหนดวันที่แน่นอน โดยคาดว่าจะมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาร่วมชี้แจงด้วย
ท่านเห็นว่า ขณะนี้ข้อมูลข่าวสารค่อนข้างสับสนพอสมควร หากสื่อมวลชนได้มีโอกาสรับฟังจะมีความเข้าใจสถานการณ์ในภาพรรวมมากขึ้นว่า มีกลุ่มใดที่พยายามทำให้เกิดภาพในลักษณะที่มีความรุนแรง และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ภาคที่ 4 ได้ดำเนินการเรื่องนี้ไปอย่างไรบ้างแล้ว จะได้ปะติดปะต่อภาพได้ และทำให้เข้าใจการทำงานของ คมช.และรัฐบาลมากขึ้นโฆษก คมช. กล่าว
ส่วนกรณีที่นายพายัพ ชินวัตร น้องชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวอาฆาตพร้อมล้างแค้น คมช.นั้น โฆษก คมช. กล่าวว่า เรื่องนี้ ตนได้เรียนถาม พล.อ.สนธิ ผ่านทาง พล.ต.วีรัณ ฉันทศาสตร์โกศล เลขานุการกองทัพบก แล้ว ซึ่งประธาน คมช. ยืนยันว่า สิ่งต่างๆที่ คมช.ได้ทำมาตลอด แม้ช่วงแรกจะเป็นการปฏิรูปการปกครองที่ยอมรับว่าเป็นเผด็จการเฉพาะกิจ แต่ก็เป็นการดำเนินการภายใต้ความเห็นชอบของประชาชนส่วนใหญ่ แต่จากนั้น เราได้ยึดอยู่ในกรอบของกฎหมายอย่างชัดเจนมาโดยตลอด เพราะฉะนั้น เมื่อตั้งใจทำคุณงามความดีให้กับประเทศชาติ ตั้งใจทำทุกอย่างให้อยู่ในกรอบ ก็ไม่น่าจะต้องวิตกกังวลกับอะไร
</TD></TR></TBODY></TABLE>
----------------
ที่มา: เดลินิวส์
http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=125212&NewsType=1&Template=1