PDA

View Full Version : พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติไทย ใครก็ปฏิเสธไม่ได้


vanco
24-04-2007, 12:20 AM
167053


ขอย้ำความถูกต้องและความชอบธรรมในประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้อันยาวนานเพื่อการสร้างสรรค์ชาติไทย มาพร้อมกับพระพุทธศาสนาเคียงคู่กันมาเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแยกไม่ได้ ร่วม 2,000 กว่าปี และได้พัฒนาขึ้นเป็นอุดมการณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อย่างมั่นคงสืบมา


แม้ว่าผู้ไม่หวังดี จะพยายามอย่างหนักที่จะปิดบัง บิดเบือน มากมายเพียงใดก็ตาม ชาวพุทธทั้งหลายก็ต้องมีสติ ต่อสู้อย่างมีปัญญาและขันติธรรม ทั้งนี้ชาวพุทธไม่นิยมความรุนแรง และพร้อมจะให้อภัยเสมอตามกฎธรรมชาติ อริยชนย่อมรู้แจ้งตามความเป็นจริงว่า ผู้ที่มีความกลัว โลภ โกรธ หลง เกิดขึ้นแล้วในเบื้องต้น แปรปรวนในท่ามกลาง และดับไปในที่สุด ตามกฎไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) เกิดขึ้นเท่าใด ก็จะดับไปเท่านั้น แสดงให้เห็นชัดว่าธรรมชาติให้อภัย ให้โอกาสแก่มนุษย์นั้นๆ เสมอ จะได้สังเกต และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอันหลงผิด คิดผิด ทำผิด นั้นเสีย เว้นเสียแต่ผู้ที่ผิดปกติ บาปหนา บาปหนักเท่านั้น ที่ตกอยู่ในความมืดมนตลอดกาล

ผู้นับถือต้องเรียนรู้ ศึกษา ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า จะเป็นผู้ที่โชคดีที่สุด ทั้งนี้เพราะคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นหนึ่งเดียวกับกฎธรรมชาติที่สามารถพิสูจน์ได้ โชคดีที่ไม่ได้ตกอยู่ในความหลง ตามลัทธิความเชื่ออันงมงาย และสร้างแต่ความรุนแรง สร้างความเดือดร้อนไปทั่วโลก

ผู้เขียน อันเชิญพระราชปณิธานของพระมหากษัตริย์อันสำคัญยิ่งของประเทศชาติ พระองค์ทรงให้ความสำคัญยิ่งต่อพระพุทธศาสนา ทั้งนี้ก็เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นการย้ำความถูกต้องต่ออนุชนรุ่นหลัง จะได้ไม่ตกเป็นเครื่องมือของคณะผู้ไม่หวังดี และเพื่อให้ผู้ไม่หวังดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ทั้งหลาย ได้เพลามือลงบ้าง และเลิกอกตัญญูต่อแผ่นดินเกิดเสียที


167054


พระราชปณิธาน สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

“อันตัวพ่อชื่อว่าพระยาตาก ทนทุกข์ยากกู้ชาติพระศาสนา ถวายแผ่นดินให้เป็นพุทธบูชา แด่พระศาสดาสมณะพระพุทธโคดม ให้ยืนยงคงถ้วนห้าพันปี สมณะพราหมณ์ปฏิบัติให้พอสม เจริญสมถะ วิปัสสนาพ่อชื่นชม ถวายบังคมรอยบาทพระศาสดา

คิดถึงพ่อ พ่ออยู่คู่กับเจ้า ชาติของเราคงอยู่คู่พระศาสนา พุทธศาสนาอยู่ยงคู่องค์กษัตรา พระศาสดาฝากไว้ให้คู่กัน” (จารึกในศาลพระเจ้าตากสินมหาราช วัดอรุณราชวราราม)


http://upload.wikimedia.org/wikipedia/th/7/78/King01.jpg (http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E:King01.jpg)


พระราชปณิธาน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
“ตั้งใจจะอุปถัมภก ยอยกพระพุทธศาสนา จะป้องกันขอบขัณฑสีมา รักษาประชาชนและมนตรี”(พระราชนิพนธ์นิราศท่าดินแดง)



http://upload.wikimedia.org/wikipedia/th/a/ac/King06.jpg (http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E:King06.jpg)


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชนิพนธ์ไว้ในเทศนาเสือป่าว่า “…เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องตั้งใจที่จะรักษาความมั่นคงของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย อย่าให้มีอันตรายมาถึงได้ ต้องรักษาพระศาสนาอันนี้ให้คงอยู่ในเมืองไทยอีกต่อไป ต้องรักษาไว้เพื่อเป็นมรดกแก่ลูกหลานของเราทั้งหลาย…

ข้าพเจ้ารู้สึกว่าได้ทำหน้าที่สมควรแก่ผู้อุปถัมภ์พระพุทธศาสนา เราตั้งใจจะรักษาศาสนาของเราด้วยชีวิต ข้าพเจ้าและท่านตั้งใจอยู่ในข้อนี้ และถ้าท่านตั้งใจจะช่วยข้าพเจ้าในกิจกรรม อันใหญ่นี้แล้วก็จะเป็นที่พอใจข้าพเจ้าเป็นอันมาก…เมืองเราเกือบจะเป็นเมืองเดียวแล้วในโลกที่ได้มีบุคคลนับถือพระพุทธศาสนามากเป็นเหล่าเดียวกัน เพราะฉะนั้นเป็นหน้าที่ของเราทั้งหลายที่จะช่วยกันบำรุงรักษาพระพุทธศาสนาอย่าให้เสื่อมสูญไป เราจะต้องรักษาความเป็นไทยของเราให้ยั่งยืน เราจะต้องรักษาพระพุทธศาสนาให้ถาวรวัฒนาการ” เป็นพระราชนิพนธ์ที่อ่านแล้วจะซาบซึ้งมาก จนน้ำตาไหล


http://www.amulet2u.com/king01.jpg

พระราชปณิธาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ความตอนหนึ่งว่า

“การปลุกจิตสำนึกของชาวพุทธเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาประจำชาติของเรา ...จึงเป็นโชคดีอย่างยิ่ง ที่ประเทศไทยเรามีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ทำให้คนไทยทุกเชื้อชาติศาสนาอยู่ร่วมกันด้วยความสุขมีความรักความปรารถนาดีต่อกัน มีการสงเคราะห์อนุเคราะห์ซึ่งกัน และมีความสมัครสมานสามัคคีกันเป็นอย่างดี การที่ยุวพุทธิกสมาคมได้ตั้งใจพยายามในอันที่จะปลุกจิตสำนึกของชาวพุทธให้หนักแน่นมั่นคงในพระศาสนายิ่งขึ้น จึงเป็นสิ่งที่ดีมีคุณประโยชน์ทั้งแก่การจรรโลงพระพุทธศาสนาและแก่ส่วนรวมคือประเทศชาติอันเป็นที่เกิดที่อาศัย” (“พุทธธรรม วารสารของพุทธสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์, ปีที่ 42, ฉบับที่ 265, พุทธศักราช 2537)

กระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ตรัสต่อ พระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 ประมุขแห่งคริสต์ศาสนา นิกายโรมันคาทอลิก ในคราวที่เข้าเฝ้า ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2527 มีความว่า “คนไทยเป็นศาสนิกชนที่ดีทั่วกัน ส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาประจำชาติ”

จากเหตุผลโดยย่อดังกล่าวแล้ว จะเห็นได้ว่าชาวพุทธทั้งหลาย ทั้งบุคคลและ องค์การต่าง ๆ ก็พากันเข้าใจ ประวัติศาสตร์ความเป็นมา แนวคิด ความโอบอ้อมอารี ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม และมีความกล้าหาญที่จะพูด หรือเขียนให้ชัดแจ้งออกมาว่า “พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ”

แต่คณะ กมธ. 35 คน นำโดยท่าน น.ต. ประสงค์ สุ่นศิริ นอกจากท่านไม่รับรู้ ไม่เข้าใจ เอาแต่ดื้อตาใส ทั้งได้สบประมาท และให้ร้ายผู้แทนคณะสงฆ์ไทยและผู้แทนชาวพุทธ อย่างไม่น่าเป็นไปได้ แต่ก็เป็นไปแล้ว พระสงฆ์ทั้งหลายต่างก็รับรู้กันทั่วหน้า โดย น.ต. ประสงค์ ได้เผยธาตุแท้ ตัวตนที่แท้จริงว่าเป็นโมฆบุรุษ ด้วยการกระทำของเขาเอง เป็นเหตุให้คณะพระสงฆ์ไม่วางใจในคณะผู้ปกครองอีกต่อไป และจะนิ่งนอนใจต่อไปไม่ได้อีกแล้ว และต้องเตรียมการคิดต่อสู้ เร่งสร้างผู้นำด้วยปัญญาอันยิ่งต่อไป

ทั้งๆ ที่พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย ชาวโลกทั้งหลายต่างก็รับรู้กันทั่วหน้า เพียงแต่ยังไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้นเอง และการที่บัญญัติ ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร หรือจะเสียหายอะไร เมื่อชาวพุทธมีมติอย่างกว้างขวางทั่วประเทศว่าเห็นสมควรที่จะบัญญัติคำว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ เราชาวพุทธจำเป็นต้องออกมาท้วงติง ทวงถาม

ถ้าพวกเขาไม่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ถือว่าไม่เป็นไร ทั้งนี้ก็เพราะว่าคณะผู้ปกครองชุดนี้ ยังเดินรอยตามแนวทางมิจฉาทิฐิ เมื่อ 75 ปี ก่อน นั่นก็คือการที่คณะผู้ปกครองไม่ได้สร้างระบอบ หรือหลักการปกครอง (Principle of Government) ได้แต่เพียงยกร่างรัฐธรรมนูญ อันได้แก่หมวด และมาตราต่างๆ อันเป็นเพียงวิธีการปกครอง (Methods of Government) เพียงด้านเดียวจึงเป็นการสร้างกระบวนการมิจฉาทิฐิผิดซ้ำรอยเดิมมาแล้วรวมเป็นครั้งที่ 18 ในช่วงเวลา 75 ปี อุปมาให้เข้าใจได้ง่ายๆ หมายความว่าคณะผู้ปกครองมิจฉาทิฐิ สร้างแต่ดาวเคราะห์ โดยไม่มีดวงอาทิตย์ เมื่อไม่มีดวงอาทิตย์ แล้วดาวเคราะห์ จะอยู่ได้อย่างไร รัฐธรรมนูญที่ไม่มีหลักการปกครอง แล้วหมวดและมาตราต่างๆ มันจะดำรงอยู่ได้อย่างไร มันจึงกลายเป็นรัฐธรรมนูญอนาธิปไตย (Anarchism) สับสนวุ่นวาย ไร้ทิศทาง ไร้เอกภาพ ไร้จุดมุ่งหมาย ใครเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ก็จะมีลักษณะคุณทักษิณ เช่นเดิม เว้นแต่รัฐบาล สมช. จะได้ปรับปรุงให้ถูกต้องตามที่ผู้แทนคณะสงฆ์และชาวพุทธแนะนำ

ในทางที่ถูกต้องโดยธรรม เป็นหนึ่งเดียวกับกฎธรรมชาติ คือ ผู้มีอำนาจจะต้องสถาปนาหลักการปกครอง ขึ้นมาก่อน (อุปมาเป็นดวงอาทิตย์) จากนั้นจึงทำการสร้างดาวเคราะห์ ก็คือการบัญญัติหมวดและมาตราต่างๆ ให้สอดคล้องกับหลักการปกครอง เพียงเท่านี้ประชาชนไทยก็จะได้ระบอบการเมืองการปกครองที่ถูกต้อง เป็นธรรมกับปวงชนไทยทุกคน และจะไม่ถูกฉีกอีกต่อไป ดังได้จัดความสัมพันธ์ ดังนี้

ด้วยเหตุแห่งมิจฉาทิฐิ ที่ได้ครอบงำมายาวนาน ผู้แทนคณะสงฆ์เสนอ หลักการปกครองธรรมาธิปไตย 9 อันสอดคล้องกับลักษณะพิเศษของประเทศไทย ที่เหนือกว่าลัทธิการเมืองอื่นใดทั้งหมด โดยแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ในลักษณะเดียวกับกฎธรรมชาติ คือระหว่างองค์ประกอบแห่งรัฐ (ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์) ความมั่นคงแห่งชาติ หลักการปกครอง และหลักนิติธรรมอย่างเป็นหนึ่งเดียวกัน อันเป็นด้านปฐมภูมิ กับวิธีการปกครอง อันเป็นด้านทุติยภูมิ คือ หมวดและมาตราต่างๆ ดังนี้

องค์ประกอบแห่งรัฐ, ความมั่นคงแห่งชาติ, หลักการปกครอง, และหลักนิติธรรม เป็นหนึ่งเดียวกัน (ส่วนที่ไม่เปลี่ยนแปลง) แผ่โอบอุ้มปวงชนไทยทุกคน

วิธีการปกครอง หมวดและมาตราต่างๆ (ส่วนที่เปลี่ยนแปลงได้)

(1) หลักธรรมาธิปไตย ศาสนา ส่วนที่ขึ้นต่อหลักการปกครอง

หมวด 1 บททั่วไป

หมวด 2 ศาสนาแห่งชาติ

หมวด 3 พระมหากษัตริย์

หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนไทย

ฯลฯ

(2) หลักพระมหากษัตริย์ประมุขแห่งรัฐ พระมหากษัตริย์

(3) หลักอำนาจอธิปไตยของปวงชน

(4) หลักเสรีภาพบริบูรณ์

(5) หลักความเสมอภาคทางโอกาส

(6) หลักภราดรภาพ

(7) หลักเอกภาพหรือรู้รักสามัคคีธรรม ชาติ

(8) หลักดุลยภาพ

(9) หลักนิติธรรม

การออกกฎหมายใดๆ ก็ตามทั้งกฎหมายหลัก (รัฐธรรมนูญ) และพระราชบัญญัติต่างๆ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา ฯลฯ ต้องไม่ขัดต่อองค์ประกอบแห่งรัฐ อันเป็นความมั่นคงแห่งชาติ คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อันเป็นกฎหมายสูงสุด (Supreme Law) หลักการปกครองธรรมาธิปไตย 9 และเป็นทั้งหลักนิติธรรมไปในตัวด้วย ถ้ากฎหมายใด ๆ ขัดต่อหลักการปกครองทั้ง 9 นี้ ก็ให้ยกเลิกเสีย จะเห็นได้ว่าไม่ยากเลย หวังว่าท่านนายกรัฐมนตรี พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ จะเข้าใจ และทำให้ถูกต้องเสียที

จะเห็นได้ว่าพวกผู้ปกครองล้วนแล้วแต่มืดบอดทั้งนั้น แนะนำก็ไม่ใส่ใจ เอาแต่ดื้อตาใส ทั้งเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติ รู้ทั้งรู้ว่าคุณทักษิณ อยู่ใต้ระบอบมิจฉาทิฐิ ได้ทำผิดอย่างไม่น่าให้อภัย แต่คณะ กมธ. 35 คน กลับทำผิดยิ่งกว่า เพราะพวกเขากลับสร้างระบอบมิจฉาทิฐิซ้ำรอยเดิมมา 75 ปีแล้ว (ฉบับหน้าจะแสดงให้เห็นกันชัดๆ ว่าคณะยกร่างรัฐธรรมนูญ ปี 50 นี้ เป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติอย่างไร)




http://www.manager.co.th/

รัก+ยม
24-04-2007, 05:01 AM
อนุโมทนาครับ

lepus
24-04-2007, 06:10 AM
ที่ลิงค์นี้ครับ
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9500000046148&#Comment

ช่วยกันแสดงความเห็นหน่อยนะครับ เว็บผู้จัดการนี่ไม่รู้เป็นไงส่วนใหญ่มีแต่พวกที่คัดค้านการบัญญัติทั้งนั้นเลย และความเห็นที่แตกต่างก็โพสต์ไม่ค่อยขึ้น บางทีผมพิมพ์ความเห็นแทบตายกดคลิ๊กส่งแล้วหายเงียบเลย ต้องใช้วิธีพิมพ์เสร็จก็เซฟไว้ที่ไหนซักที่นึงก่อน...

DITCE
24-04-2007, 07:02 AM
อนุโมทนาครับ

Specialized
24-04-2007, 10:26 AM
เห็นด้วยอย่างที่สุดครับ

chotiwit
24-04-2007, 11:22 AM
ขอร่วมอนุโมทนาบุญด้วยครับ

putipongb
24-04-2007, 11:24 AM
เห็นด้วยที่สุดครับ อนุโมทนาด้วยครับ

ปัจจิม14
24-04-2007, 12:07 PM
ร่วมอนุโมทนาบุญด้วย

ซาตานคลั่ง
24-04-2007, 01:03 PM
มุสลิมบางกลุ่มเป็นกลุ่มชนที่ต้องการครองโลกโดยใช้ศาสนาเป็นข้ออ้าง
ตอนนี้มุสลิมสามารถยึดครองได้หลายประเทศแล้ว เช่นอินเดียและอียิปต์
มาเลเซียสามารถประกาศให้ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติได้เพราะมีผู้นับถืออิสลามมากกว่า60เปอร์เซนของทั้งประเทศ
เมื่อเกิดการรัฐประหารขึ้นครั้งล่าสุดในประเทศไทย
มุสลิมกลุ่มหนึ่งได้มีอำนาจบาทใหญ่ขึ้นในบ้านเมือง
พวกเขาหวังที่จะตั้งศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติของไทยเช่นกัน
แต่เป็นการยากมากเพราะไทยเป็นเมืองพุทธมานานการจะทำลายพุทธจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ในเมื่อแต่งตั้งศาสนาของตนเป็นศาสนาประจำชาติไม่ได้ ได้ปลดศาสนาอื่นลงก็ยังดีวะ
แต่ไม่กล้าไปเล่นงานคริสต์หรอก เพราะคริสต์ส่วนใหญ่มีแต่ฝรั่ง และฝรั่งทุนหนา กำลังพลแน่นกว่ามุสลิม เยอะ ยุ่งกับคริสต์ก็ตายอหิวาห์เดะ

ข้อแต่งต่างที่สำคัญระหว่างพุทธกับอิสลาม
ใครทำร้ายมุสลิม มุสลิมฆ่าตายลูกเดียว ถ้าฆ่ายังไม่ตายก็พลีชีพมันซะเลย

แต่ใครทำร้ายพุทธ พุทธแผ่เมตต๊าเมตตาให้คนที่มาฆ่าตัวเองตาย
คนถูกฆ่าตาย ขึ้นสวรรค์หรือเข้าสู่นิพพานไป คนฆ่า ได้ครองประเทศ ได้เสพสุขสร้างความเดือดร้อนให้คนดีๆมีศีลมีธรรมอีกนับล้าน ต่อไป
ลองคิดดูหนุกๆ ถ้าเกิดคนฆ่า เกิดคิดถึงคุณความดีหรือบุญที่ทำสักแว๊บก่อนสิ้นลม แทนที่จะได้ลงนรก ก็ได้ไปสวรรค์ซะอีก ทำชั่วทั้งชีวิต ได้ไปสวรรค์เพราะความดีแค่อึดใจ
แถมคนถูกฆ่า มีศีลมีสมาธิมีปัญญาครบมาตลอด แต่มาจิตเศร้าหมองเพราะถูกฆ่า ได้ไปไหน มะรุ
สลด

vanco
24-04-2007, 03:38 PM
คมช.ไม่ขัดข้องหากจะบรรจุพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ วันที่ 24 เม.ย 2550




วันนี้ (24 เม.ย.) พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กล่าวว่า ในที่ประชุมคมช. ซึ่งมีพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก ประธานคมช. เป็นประธานการประชุม มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ ว่า คมช.ไม่ขัดข้อง หากจะมีการบรรจุศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญฉบับถาวร และเชื่อว่าหากบรรจุศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติแล้ว จะไม่มีผลกระทบต่อสถานการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และยังย้ำด้วยว่า ในการร่างรัฐธรรมนูญ คมช.จะไม่เข้าไปแทรกแซงการทำงานของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอย่างเด็ดขาด

มีรายงานข่าวว่า การชุมนุมใหญ่ขององค์กรชาวพุทธแห่งประเทศไทย จะเริ่มขึ้นในวันที่ 25 -26 เม.ย. โดยผู้นำองค์กรทั้งฝ่ายสงฆ์และฆราวาส รวมทั้งตัวแทนชาวพุทธ 300 องค์กร ได้ร่วมประชุมถึงการชุมนุมที่จะมีขึ้น โดยยืนยันว่า การชุมนุมดังกล่าวไม่ได้อยู่ใต้อิทธิพลทางการเมือง ทั้งนี้ เรียกร้องไปยังรัฐบาล ตำรวจ และทหาร อย่าละเมิดสิทธิประชาชนด้วยการสกัดกั้นการชุมนุม พร้อมทั้งขอให้ ส.ส.ร.ทั้ง 100 คน สนับสนุนการแปรญัตติในเรื่องดังกล่าว ขณะเดียวกันขอร้องไปยัง 12 องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกจากส.ส.ร. ในวันที่ 26 เม.ย. ช่วยผลักดันให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ


http://www.matichon.co.th/

ธรรมวิวัฒน์
24-04-2007, 11:20 PM
มหาโมทนาครับ สาธุ

wit
25-04-2007, 07:17 AM
ขออนุโมทนาครับ

lomnow
25-04-2007, 08:56 AM
ทุกคนมีกรรมเป็นของๆตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นแดนเกิด อยู่แล้ว
อะไรจะเป็นอย่างไร อย่ากังวล

vanco
26-04-2007, 09:57 AM
ผู้ชุมนุมในนามองค์กรชาวพุทธ ทยอยเดินทางมาชุมนุมหน้ารัฐสภา กว่า 500 คน เพื่อเรียกร้องให้บัญญัติพุทธศาสนาไว้ในรัฐธรรมนูญ ขณะที่แกนนำเตรียมยื่นข้อเรียกร้องต่อสสร.



บรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มองค์กรชาวพุทธแห่งประเทศไทยและพระสงฆ์ ยังคงมีสมาชิกองค์กรชาวพุทธ ทยอยเดินทางมาร่วมสมทบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้มีประมาณกว่า 500 คน เพื่อเรียกร้องให้บรรจุพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้งนี้ ในเวลา 10.00 น. จะมีพิธีส่งมอบร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกให้กับประธาน สสร. อย่างเป็น
ทางการ โดยมี นายกรัฐมนตรีและประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ เดินทางมาร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีดังกล่าวด้วยซึ่งในระหว่างนี้ กลุ่มองค์กรชาวพุทธแห่งประเทศไทยและพระสงฆ์ ซึ่งนำโดย พล.อ.ธงชัย เกื้อสกุล หนึ่งในแกนนำองค์กรชาวพุทธ จะนำหนังสือข้อเรียกร้องดังกล่าว เพื่อยื่นต่อประธาน สสร. เพื่อให้ สสร. ทั้ง 100 คน ที่จะมาในขั้นการแปรญัตติ

ส่วนมาตราการดูแลรักษาความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ตำรว จาก สน.ดุสิต และตำรวจตระเวรชายแดน เกือบ 200 นาย ยังคงตรึงกำลังดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มข้น

อย่างไรก็ตาม การชุมนุมขององค์กรชาวพุทธและพระสงฆ์ จะมีต่อเนื่องไปจนกว่าจะมีความชัดเจนว่า พระพุทธศาสนา ถูกบรรจุเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว แต่จะมีการลดจำนวนผู้ชุมนุมลงให้เหลือประมาณ 50-60 คน เท่านั้น
โดยทีมข่าว INN News <!-- Show Date --> 26 เมษายน 2550 10:25:37 น.

น้องหน่อยน่ารัก
26-04-2007, 10:13 AM
เมื่อเขาให้บรรจุเป็นศาสนาประจำชาติแล้วก็ขอให้สงบเถอะนะคะ


***เมื่อเขาให้แล้ว ก็รู้จักให้เขาคืนบ้าง***

pornsuksun
26-04-2007, 07:20 PM
อนุโมทนาครับ

chakrit
26-04-2007, 09:24 PM
แผ่นดินที่อยู่อาศัยมีความรักเมตตาต่อกันล้วนอาศัยหลักเมตตา ชาวพุทธควรช่วยกันรักษาศาสนากันด้วย หาไม่แล้วจะไม่มีแม้อธิปไตย ศาสนาที่มีแต่เข่นฆ่าผู้อื่นไม่ใช่ศาสนาเป็นแค่ความหลงผิดเห็นแต่ตัว ไม่นานจะเสื่อมไปตามวันเวลาเพราะแม้พวกเดียวกันยังฆ่ากัน...แม้ผู้นำประเทศตอนนี้...มหาดไทย...เราชาวพุทธต้องระวัง...ตอนนี้วงเวียนใหญ่กำลังสร้างสิ่งหนึ่งที่สาธารณะคล้ายที่กระทำการบูชาของศาสนาหนึ่ง ถ้าไม่ใช่ก็ดีไป...ถ้าใช่ก็น่ากลัวนะ ช่วยกันดูแลนะ แค่ที่ภาคใต้ก็หนักพอ...ตราบใดที่ผู้นำยังเป็นคนของเขาอย่าหวังจะสงบ

telwada
27-04-2007, 07:24 PM
ประเทศไทย ถ้าจะนับตั้งแต่ สมัยกรุงสุโขทัยเป็นต้นมา มีการนับถือผี นับถือศาสนาพราหมณ์ และศาสนาพุทธ มาพร้อมๆกัน แต่ถ้าจะนับกันจริงๆ ในสมัยโบราณนั้น บรรพบุรุษของเรา นับถือผี หรือ นับถือเทพเจ้า หรือ ศาสนาพราหมณ์ มาก่อน

การที่เรียกร้องให้ บัญญัติคำว่า "ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ" นั้น มีความละเอียดอ่อนมากมาย
เพราะสิ่งที่เป็นของประจำชาติ คนไทยทุกคนต้องรักและหวงแหน รักษาไว้
แต่ในทางที่เป็นจริง ศาสนาในประเทศไทย มีหลายศาสนาคือ ศาสนาพราหมณ์ ฮินดู คริสต์ อิสลาม ซิกส์ และอื่นๆ
หากบัญญัติดังที่พวกคุณเรียกร้อง แล้วผู้นับถือศาสนาอื่นๆละ เขาจะต้องหันมารักษาและหวงแหน หรือหันมานับถือ ศาสนาพุทธด้วยหรือไม่ หากมองไปในอนาคต ผู้คนต่างศาสนามิใช้เป็นเครื่องมือในการให้ร้าย หรือทำร้ายกันหรือไม่
ประเทศที่เจริญแล้ว ก็ไม่มีการบัญญัติว่าศาสนาไหนเป็นศาสนาประจำชาติ เพราะ ประวัติศาสตร์มันมีอยู่แล้วเกี่ยวกับสงครามศาสนา
ประเทศที่เขามีจิตใจสูง เขานับถือศาสนาคริสต์เป็นส่วนใหญ่ เขาก็ไม่มีการบัญญัติศาสนาคริสต์ให้เป็นศาสนาประจำชาติ เพราะประเทศเขาเป็นประเทศประชาธิปไตย ไม่ประเทศ ประชารวมหมู่ เหมือนอย่างประเทศไทย
ใครที่เอา ประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามมากล่าวอ้างนั้น เป็นการไม่ถูกต้อง ประเทศอิสลามนั้น เขาใช้ศาสนาเป็นกฎหมาย ไม่ได้ใช้กฎหมายสากลเพียงอย่างเดียว จงรู้เอาไว้ มันต่างกัน
ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่ ระบอบประชาเรียกร้องหมู่ เอะอะอะไร ก็เดินขบวนเรียกร้องไร้สาระ
แค่ศาสนาตัวเองไม่ถูกต้องยังไม่มีปัญญารู้ด้วยซ้ำ ดันทุรังหลงติดอยู่นั่นแหละ เฮ้อ........

piaprakhueng
27-04-2007, 09:57 PM
โมทนาสาธุกับทุกๆท่านด้วยครับ สาธุ สาธุ

NoOTa
01-05-2007, 12:13 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=4 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=headline vAlign=baseline align=left>พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย ใครก็ปฏิเสธไม่ได้ (2)</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD bgColor=#cccccc height=1>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=4 border=0><TBODY><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left>โดย ป.เพชรอริยะ</TD><TD class=date vAlign=baseline align=left>1 พฤษภาคม 2550 00:59 น.</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=4 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD vAlign=center align=middle>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=4 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD vAlign=bottom align=left height=12>http://www.manager.co.th/images/TabOver.gif</TD></TR><TR><TD bgColor=#cccccc><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle bgColor=#ffffff><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=7 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left>.
ถกเถียงกันในหมู่ชาวพุทธกันเอง ระหว่างฝ่ายที่เห็นว่าไม่ควรบัญญัติ...ฝ่ายนี้ยึดมั่นถือมั่นมานาน 75 ปี กับอีกฝ่ายเห็นสมควรบัญญัติเพื่อประโยชน์แห่งชาติก็ได้ติติงมาแล้ว 75 ปี ที่ถูกควรจะเป็นเช่นใด

ถ้าเรานำปัญหานี้ไปทูลถาม พระพุทธเจ้า ในกัจจานโคตตสูตร (พระไตรปิฎกเล่มที่ 16/42) พระกัจจานโคตต์ มีความสงสัยเรื่องสัมมาทิฏฐิ จึงได้ไปเฝ้า พระพุทธเจ้า และได้ถามว่า สัมมาทิฏฐิ มีเหตุอย่างไรจึงจะได้ชื่อว่า สัมมาทิฏฐิ พระพุทธเจ้า ทรงตอบว่า ดูกร กัจจจานะ โลกนี้โดยมากอาศัยส่วน 2 อย่างคือ ความมี (บัญญัติ) กับ ความไม่มี (ไม่บัญญัติ)

ถ้าบุคคลเห็นความเกิดของโลกด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงแล้ว จะเห็นว่า ความไม่มีในโลกย่อมไม่มี และเมื่อบุคคลเห็นความดับของโลกด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงแล้ว ความมีในโลกย่อมไม่มี เพราะบุคคลส่วนมากยังพัวพันด้วยอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่น และอนุสัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นว่าเป็นตัวตนของเรา จึงมองไม่เห็น ไม่สงสัยว่าทุกข์นั่นแหละเกิดขึ้น ทุกข์นั่นแหละดับไป พระอริยสาวกนั้นมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้โดยไม่ต้องสงสัย ด้วยเหตุนี้จึงได้ชื่อว่า สัมมาทิฏฐิ

อีกประเด็นหนึ่งชนทั่วไปมักจะเข้าใจว่า สิ่งทั้งปวงมีอยู่ (สัตสตทิฏฐิ) และ สิ่งทั้งปวงไม่มี (อุจเฉททิฏฐิ) อันเป็นความเห็นความเข้าใจสุดโต่งทั้งสองด้าน พระพุทธเจ้าทรงแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงสอนทางสายกลาง ไม่เข้าไปสุดโต่งทั้งสองข้าง จึงทรงชี้แจงว่า “เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ... ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมเกิดขึ้นด้วยประการอย่างนี้

และเพราะอวิชชานั่นแหละดับด้วยการสำรอกไม่เหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ... ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ จึงเกิดขึ้นได้อย่างนี้

จะเห็นว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าจะไม่แสดงว่าสิ่งทั้งปวงมีอยู่ หรือสิ่งทั้งปวงไม่มี แต่ให้มีปัญญารู้ตามความเป็นจริงว่าสิ่งทั้งปวงเกิดขึ้นหรือดับไปด้วยเหตุปัจจัย เหตุปัจจัยภายนอกพระพุทธองค์ทรงเรียกว่ากฎอิทัปปัจจยตา และเหตุปัจจัยภายในใจพระพุทธองค์ทรงเรียกว่ากฎปฏิจจสมุปบาท (เหตุปัจจัย ดุจดังฟันเฟืองเครื่องจักรหมุนสัมพันธ์เกี่ยวพันกัน)

การพิจารณาด้วย กฎอิทัปปัจจยตา หรือกฎแห่งกรรม เป็นกฎของความสัมพันธ์ระหว่างเหตุ และผล เป็นทางสายกลาง ไม่สุดโต่ง แต่ให้พิจารณาไปตามกระแสแห่งธรรมอันเป็นเหตุปัจจัยของเหตุและผล เราจะนำท่านมาร่วมกันพิจารณาเพื่อให้เกิดปัญญาอย่างแท้จริง เช่น

พระพุทธเจ้า เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดพระธรรมคำสอน (สัจธรรม) พระธรรมเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดพระสงฆ์ และเป็นปัจจัยให้เกิดพุทธบริษัท 4 (ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา)

อีกนัยหนึ่งฝ่ายเกิดทุกข์ สมุทัย (อวิชชา ตัณหา อุปมาทาน) เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดทุกข์ (ประเทศไทยตกอยู่ในกระแสแห่งทุกข์ เสี่ยงภัย และเสียเวลามายาวนานร่วม 75 ปีแล้ว แล้วจะยุติลงเมื่อใด)

อีกนัยหนึ่งฝ่ายดับทุกข์ มรรคมีองค์ 8 เป็นเหตุปัจจัยนำไปสู่การดับทุกข์ (นิโรธ)

ขยายความมรรคมีองค์ 8 เมื่อมีสัมมาทิฐิ คือมีความเห็นถูก เป็นเหตุปัจจัยให้คิดถูก คิดถูกเป็นเหตุปัจจัยให้พูดถูก พูดถูก เป็นเหตุปัจจัยให้ทำถูก ทำถูกเป็นเหตุปัจจัยให้ทำอาชีพถูก (หน้าที่) อาชีพถูกเป็นเหตุปัจจัยให้มีความเพียรถูก มีความเพียรถูกเป็นเหตุปัจจัยให้มีสติระลึกรู้ถูก สติระลึกรู้ถูกเป็นเหตุปัจจัยให้มีสมาธิถูก และเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดสัมมาญาณ และสมมาวิมุตติ ในที่สุด

อีกนัยหนึ่ง ต่างก็ยอมรับว่าพระพุทธศาสนาเป็นเหตุปัจจัยของประเทศไทยและประชาชนชาวไทยมายาวนานร่วม 2,000 กว่าปีแล้ว และ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาเดียวของโลกที่เป็นหนึ่งเดียวกับกฎธรรมชาติและจะเป็นเหตุปัจจัยให้ผู้ศึกษาปฏิบัติได้รู้แจ้งเข้าถึงกฎธรรมชาติ

แสดงให้เห็นว่า พระพุทธศาสนา เป็นองค์ประกอบของรัฐที่แท้จริงมายาวนาน อุปมาดุจดังจิต มโน วิญญาณ ปัญญาของประเทศไทย สมดังอุทานธรรมที่ว่า “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” นั่นเอง ดังนั้นการปฏิเสธพระพุทธศาสนา ก็คือการบั่นทอนทำลายองค์ประกอบแห่งรัฐ นั่นเอง

พระพุทธศาสนา เป็นเหตุปัจจัยให้ประเทศไทยมีความก้าวหน้า มั่นคงสถาพร มายาวนานทั้งนี้ก็เพราะพระมหากษัตริย์และรัฐบาลเป็นคนเดียวกัน

แต่เมื่อมีคณะรัฐประหารเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ 24 มิถุนายน 2475 พระพุทธศาสนาถูกละเลย สภาพของประเทศไทยและประ
ชาชนชาวไทยตกต่ำอย่างน่าใจหาย ล้าหลังกว่าประเทศเกิดใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างไม่น่าเป็นไปได้ ทั้งนี้เพราะคณะผู้ปกครองไทยสืบทอดแนวคิดตะวันตกมาใช้กับประเทศไทยอย่างกดข่มให้รับอย่างจำยอม ทั้งๆ ที่เป็นเหตุแห่งความผิดพลาด เป็นตัวอย่างมาแล้วอย่างซ้ำซาก เป็น วงจรโคตรอุบาทว์ อย่างไม่น่าให้อภัย ผู้ปกครองชุดนี้ก็ยังทำเยี่ยงเดิม และเมื่อผู้แทนชาวพุทธท้วงติงแนะนำ ทำเหตุปัจจัยให้ถูกต้อง พวกเขาก็กลับให้ร้ายผู้แทนชาวพุทธต่างๆ นานา แต่ชาวพุทธให้อภัยเสมอสำหรับผู้หลงผิด

เราจะร่วมกันต่อสู้ให้ถึงที่สุด เพื่อกลับมาสู่ความถูกต้องโดยธรรมดังเดิม ตามลักษณะพิเศษของประเทศไทย และการเมืองการปกครองในยุคสมัยใหม่ และจะเป็นประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อปวงชนไทยและชาวโลก

พระพุทธศาสนา เป็นเหตุปัจจัยให้ประเทศไทยมี หลักการปกครองโดยธรรม เป็นธรรมาธิปไตย 9 ลักษณะ (หลักที่ 1)

พระพุทธศาสนา เป็นเหตุปัจจัยให้ประเทศไทยมี พระมหากษัตริย์เป็นประมุข โดยธรรม (หลักที่ 2) สมดังพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” มายาวนานถึงกว่า 60 ปี แต่ผู้ปกครองทุกชุดไม่เคยฉุกคิด คิดทำตาม

พระพุทธศาสนา เป็นเหตุปัจจัยให้ประเทศไทยมี อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน (หลักที่ 3) ประชาชนไทยทุกคนเป็นเจ้าของประเทศ มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้นำ

พระพุทธศาสนา เป็นเหตุปัจจัยให้ประเทศไทย ประชาชนไทย มีเสรีภาพบริบูรณ์สูงสุด (หลักที่ 4) โดยไม่เบียดเบียนผู้อื่น

พระพุทธศาสนา เป็นเหตุปัจจัยให้ประเทศชาติและปวงชนไทย มีความเสมอภาคทางโอกาส</B> (หลักที่5) อย่างทั่วหน้ากันไม่ว่าจะต่างด้วยเชื่อชาติ ศาสนาใดๆ ก็ตาม

พระพุทธศาสนา เป็นเหตุปัจจัยให้ปวงชนไทยมี ภราดรภาพ</B> (หลักที่ 6)

พระพุทธศาสนา เป็นเหตุปัจจัยให้ปวงชนไทยมี เอกภาพหรือรู้รักสามัคคีธรรม (หลักที่ 7) ตามแนวทางพระบรมราโชวาท

พระพุทธศาสนา เป็นเหตุปัจจัยให้ประเทศชาติและปวงชนไทย มีระบอบการเมือง การปกครองในลักษณะ ดุลยภาพ (หลักที่ 8) ให้มีความมั่นคง ก้าวหน้าอย่างยั่งยืนอย่างรอบด้าน เป็นหนึ่งเดียวกับกฎธรรมชาติ เฉกเช่นระบบสุริยะจักรวาล

พระพุทธศาสนา เป็นเหตุปัจจัยให้ปวงชนไทยมี หลักนิติธรรม (หลักที่ 9) ได้รับความเป็นธรรม อย่างเสมอหน้ากัน โดยไม่ถูกบิดเบือน

ดังกล่าวนี้จะเป็นเหตุปัจจัยให้ประเทศไทยมีหลักการปกครองโดยธรรมหรือระบอบโดยธรรม เป็นสัญญาประชาคม โดยไม่หลอกลวงประชาชน และประชาชนทุกคนสามารถพิสูจน์ได้

จะเห็นว่าทางที่ถูกต้องตามกระแสธรรม หรือกฎอิทัปปัจจยตา ท่านผู้อ่านที่รักทั้งหลาย ท่านพอที่จะตัดสินใจได้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างหลักการปกครอง (ระบอบ) กับรัฐธรรมนูญ สิ่งไหนเป็นปัจจัยเหตุ และสิ่งไหนเป็นปัจจัยผล

ถ้าท่านเข้าใจและเห็นว่า หลักการปกครองเป็นปัจจัยเหตุ ส่วนรัฐธรรมนูญ (หมวดและมาตราต่างๆ) เป็นปัจจัยผล แสดงว่าท่านผู้อ่านมีปัญญาที่แหลมคมและมีปัญญามากกว่าผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญมาแล้วทุกฉบับ นี่แหละคือภารกิจและหน้าที่อันสำคัญยิ่งของผู้เขียน

ดังกล่าวนี้ เมื่อบัญญัติคำว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญ ก็จะเป็นเหตุปัจจัยให้มีหลักการปกครองโดยธรรม หลักการปกครองโดยธรรมจะเป็นเหตุปัจจัยให้รัฐธรรมนูญถูกต้องโดยธรรม รัฐธรรมนูญที่ถูกต้องโดยธรรมจะเป็นเหตุปัจจัยให้การเมือง การปกครอง ระบบเศรษฐกิจ (แบบพอเพียง) สังคม วัฒนธรรม เป็นไปตามกระแสธรรมแห่งความก้าวหน้าอย่างรอบด้าน

ในอีกปัจจัยหนึ่ง รัฐธรรมนูญที่ถูกต้องจะเป็นเหตุปัจจัยให้การเมืองไทย รัฐบาล กระทรวง ทบวง กรม จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ครอบครัว บุคคล รวมทั้งส่วนต่างๆ ที่สัมพันธ์เกี่ยวพันกันทั้งหมดขับเคลื่อนไปด้วยความเจริญก้าวหน้า มั่นคงตามกระแสธรรม หรืออิทัปปัจจยตา ฝ่ายเจริญก้าวหน้า ก็เป็นเหตุปัจจัยให้ประเทศไทยมีความเจริญรุ่งเรือง ก้าวหน้าอย่างมั่นคง และเป็นตัวอย่างที่ดีแห่งสัมมาทิฐิ ให้กับมนุษยชาติ

75 ปีไม่ได้บัญญัติให้รัฐไทยนับถือพระพุทธศาสนา จะพบว่าปลาไม่อาจจะต้านทานน้ำเน่าได้ฉันใด คุณธรรมอันยิ่งใหญ่จากสถาบันพระศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์ และคุณธรรมแห่งสาธุชนทั้งหลาย ก็ไม่อาจจะต้านทานรัฐธรรมนูญมิจฉาทิฐินั้นได้ ฉันนั้น ยิ่งสอนยิ่งให้แต่กลับล้มเหลว ผลเป็นประกันใดก็แจ้งชัด ประจักษ์แก่สาธุชนทั้งหลายอยู่แล้วว่าประเทศชาติและปวงชนไทยตกอยู่ในสภาพเสี่ยงภัย เสียเวลา ถดถอยล้าหลัง เป็นสังคมอนาธิปไตย เป็นมิคสัญญี กลียุค เกินที่จะกล่าวแล้ว ย้ำๆๆ ช่วยกันจัดพิมพ์ ถ่ายเอกสารเผยแผ่ เผยแพร่กันให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เราจะต้องร่วมกันเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็ง ร่วมด้วยช่วยกันเชิดชูชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ด้วยชีวิต ผู้แทนชาวพุทธขอฝากเรื่องนี้ไว้กับ คณะ คมช. รัฐบาล สมช. และคณะ ส.ส.ร. พิจารณาอย่างแยบยลด้วยเถิด และขออนุโมทนาแก่ท่านทั้งหลายที่มีใจเป็นสัมมาทิฐิ เป็นพลังสำคัญยิ่งของชาติให้มั่นคงโดยทั่วกันทุกคนทุกท่านเทอญ
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
Ref. http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9500000049131

lepus
10-06-2007, 07:10 AM
ขอถามคนที่ไม่เห็นด้วยทั้งหลายหน่อยครับว่าท่านคิดยังไงกับการที่คนต่างศาสนามักอ้างรัฐธรรมนูญเสมอเผื่อประโยชย์ของทางฝ่ายเขา ลองอ่านบทความนี้ดูแล้วช่วยตอบหน่อยได้มั๊ยครับว่าท่านคิดเห็นอย่างไรในเมื่อท่านคิดว่าการบรรจุในรัฐธรรมนูญนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญแล้วการที่ศาสนาอื่นเขามักอ้างรัฐธรรมนูญมาริดรอนสิทธิของชาวพุทธส่วนใหญ่เราเสมอๆ.... ผมก็เพิ่งรู้ว่าเดี๋ยวนี้ว่าการที่เราจะสอนเด็กนักเรียนในโรงเรียนว่าประเทศไทยเรามีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาตินั้นเดี๋ยวนี้กลายเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญไปแล้ว!!!!

ลองอ่านดู....
.....สมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นักวิชาการชาวพุทธได้ระบุคำว่า ‘พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ' ลงในตำราเรียน อันเป็นหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ แต่นายวินัย สะมะอุน ซึ่งเป็นนักวิชาการมุสลิมคัดค้าน (รายละเอียดหาดูในจดหมายของนายวินัยลงวันที่ 1กุมภาพันธ์ 2546 ถึงอธิบดีกรมวิชาการ) บอกว่า ‘ ไม่ปรากฏในรัฐธรรมนูญเรื่องศาสนาประจำชาติ การจัดทำสาระควรสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ เนื่องจากสาระเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร และหลักสูตร และหลักสูตรออกโดยอาศัยอำนาจพรบ.การศึกษาและพรบ.การศึกษาออกโดยอาศัยรัฐ ธรรมนูญ เมื่อรัฐธรรมนูญไม่บัญญัติเรื่องศาสนาประจำชาติก็ไม่ควรกำหนดไว้ในสาระดังกล่าวและน่าจะถือว่าขัดกับรัฐธรรมนูญ'
นี่คือการตีความกฎหมายรัฐธรรมนูญตามตัวอักษรทั่วๆ ไป อธิบดีกรมวิชาการในสมัยนั้น (หรือพูดรวมๆ ก็คือ คณะผู้บริหาร ‘กระทรวงศึกษาธิการ'ในยุคสมัยของนางสิริกร มณีรินทร์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการและดร.ทักษิณ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรี) ยอมรับโดยดุษฎี และสั่งให้กรมวิชาการตัดคำว่า ‘พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ' ออกจากตำราเรียนวิชาพระ พุทธศาสนาของกระทรวงศึกษาธิการ นั่นแปลว่าเราจะสอนลูกสอนหลานไทยพุทธว่า 'พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ' ได้ก็ต่อเมื่ออยู่ในบริบทที่ไม่เป็นทางการเท่านั้น
<!-- / message -->

tamsak
10-06-2007, 07:58 AM
ประเทศไทย ถ้าจะนับตั้งแต่ สมัยกรุงสุโขทัยเป็นต้นมา มีการนับถือผี นับถือศาสนาพราหมณ์ และศาสนาพุทธ มาพร้อมๆกัน แต่ถ้าจะนับกันจริงๆ ในสมัยโบราณนั้น บรรพบุรุษของเรา นับถือผี หรือ นับถือเทพเจ้า หรือ ศาสนาพราหมณ์ มาก่อน

การที่เรียกร้องให้ บัญญัติคำว่า "ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ" นั้น มีความละเอียดอ่อนมากมาย
เพราะสิ่งที่เป็นของประจำชาติ คนไทยทุกคนต้องรักและหวงแหน รักษาไว้
แต่ในทางที่เป็นจริง ศาสนาในประเทศไทย มีหลายศาสนาคือ ศาสนาพราหมณ์ ฮินดู คริสต์ อิสลาม ซิกส์ และอื่นๆ
หากบัญญัติดังที่พวกคุณเรียกร้อง แล้วผู้นับถือศาสนาอื่นๆละ เขาจะต้องหันมารักษาและหวงแหน หรือหันมานับถือ ศาสนาพุทธด้วยหรือไม่ หากมองไปในอนาคต ผู้คนต่างศาสนามิใช้เป็นเครื่องมือในการให้ร้าย หรือทำร้ายกันหรือไม่
ประเทศที่เจริญแล้ว ก็ไม่มีการบัญญัติว่าศาสนาไหนเป็นศาสนาประจำชาติ เพราะ ประวัติศาสตร์มันมีอยู่แล้วเกี่ยวกับสงครามศาสนา
ประเทศที่เขามีจิตใจสูง เขานับถือศาสนาคริสต์เป็นส่วนใหญ่ เขาก็ไม่มีการบัญญัติศาสนาคริสต์ให้เป็นศาสนาประจำชาติ เพราะประเทศเขาเป็นประเทศประชาธิปไตย ไม่ประเทศ ประชารวมหมู่ เหมือนอย่างประเทศไทย
ใครที่เอา ประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามมากล่าวอ้างนั้น เป็นการไม่ถูกต้อง ประเทศอิสลามนั้น เขาใช้ศาสนาเป็นกฎหมาย ไม่ได้ใช้กฎหมายสากลเพียงอย่างเดียว จงรู้เอาไว้ มันต่างกัน
ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่ ระบอบประชาเรียกร้องหมู่ เอะอะอะไร ก็เดินขบวนเรียกร้องไร้สาระ
แค่ศาสนาตัวเองไม่ถูกต้องยังไม่มีปัญญารู้ด้วยซ้ำ ดันทุรังหลงติดอยู่นั่นแหละ เฮ้อ........


ผมว่าข้อมูลคลาดเคลื่อนนะครับ ประเทศที่เขาเจริญแล้ว แม้แต่ประเทศมาเลเซียข้างๆ บ้านเรา เขาก็บัญญัติไว้ในกฎหมายที่ใช้ในการปกครองประเทศของเขาไว้อย่างชัดเจนครับ ว่า มีศาสนาอะไรเป็นศาสนาประจำชาติ ขอให้ศึกษาก่อนหยิบยกมากล่าวอ้างก็จะดีกว่านี้ครับ

อีกอย่าง เราบอกว่า ประเทศของเราปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย หลักของประชาธิปไตยประการหนึ่ง คือ การยึดถือเสียงข้างมากของประชาชนเป็นสำคัญ ถ้าหากคนไทยจำนวนเกินกว่าร้อยละ 60 เรียกร้องให้บัญญัติถ้อยคำว่า "พระพุทธศาสนาเป็นศานาประจำชาติ" ผู้ที่ทำหน้าที่ยกร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญก็ควรต้องรับฟังและนำไปปฏิบัติ ไม่ควรถือสิทธิในฐานะเป็นคนร่างแล้วจะร่างรัฐธรรมนูญตามใจอย่างไรก็ได้ ไม่ว่าจะมีเหตุผลอย่างไรก็ตาม และที่สำคัญคนไทยที่นับถือศาสนาอื่นๆ ก็ต้องเคารพหลักการประชาธิปไตยนี้เช่นเดียวกัน หากประสงค์จะให้รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นสำหรับศาสนาของตน ก็ต้องมีเสียงข้างมากจำนวนตามสัดส่วนของประชากรทั้งประเทศมาเสนอความเห็น ก็จะได้รับการพิจารณาเช่นเดียวกัน

ดังนั้น แม้คนที่ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธอยากจะเรียกร้องบ้าง ก็ต้องทำตามกติกาในระบอบประชาธิปไตย และก็จะได้รับการยอมรับเช่นเดียวกัน

.
.