PDA

View Full Version : พุทธฯ:เสรีภาพในการนับถือศาสนา(๑)


เด็กเมื่อวานซืน
23-04-2007, 09:16 AM
21 เมษายน 2550 กองบรรณาธิการ

ครับ..วันนี้จะนำบทที่ ๔ จากหนังสือ "ความสำคัญของพระพุทธศาสนา ในฐานะศาสนาประจำชาติ" ของท่านเจ้าคุณปยุต ปยุตโต มาให้ท่านได้อ่านกันต่อ

เป็นการปูพื้นฐานความรู้เพื่อนำไปสู่ความเข้าใจที่ถูกต้อง ในความเป็นประเทศไทยกับพระพุทธศาสนา ส่วนจะร่างรัฐธรรมนูญกันอย่างไร นั่นขึ้นอยู่กับ "จิตสำนึก" ด้วยเข้าใจดีแล้ว หรือปกปิดความกลัวแล้วแอคท่าเป็น "ปัญญาชนผู้มีพุทธอยู่ที่ใจ" จนเห็นแล้วขำกลิ้งเหมือน..ลิงกะหมา!


@ พระพุทธศาสนาเป็นหลักการที่ช่วยดำรงรักษาเสรีภาพในการนับถือศาสนา
ในสังคมไทย ตลอดประวัติศาสตร์ของการนับถือพระพุทธศาสนา เสรีภาพทางศาสนาเป็นสิ่งที่มีมาเอง เป็นไปเอง เป็นลักษณะของสังคมที่ถ่ายทอดกันมาโดยไม่ต้องรู้ตัว สืบเนื่องจากหลักการของพระพุทธศาสนา ที่เชิดชูเสรีภาพในการใช้ปัญญา โดยไม่มีการบังคับศรัทธา เพราะฉะนั้น ในประวัติศาสตร์ของชนชาติไทยจึงไม่ต้องมีการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งเสรีภาพในการนับถือศาสนา อย่างที่ได้เกิดขึ้นเป็นเรื่องรุนแรงมากในหลายประเทศ


นอกจากชาวพุทธจะร่วมด้วยดีกับศาสนิกชนของศาสนาอื่นๆ ที่มิอยู่แล้ว แม้เมื่อมีลัทธิศาสนาใหม่ๆ เข้ามาจากภายนอกก็ได้พบการต้อนรับอย่างดี และเปิดโอกาสหรือถึงกับช่วยเอื้อเฟื้อให้มีการเผยแพร่โดยสะดวกด้วยซ้ำ
ในหลายสังคม แม้เพียงขันติธรรม (toterance) ต่อกันระหว่างศาสนาก็เป็นสิ่งที่ได้มาแสนยาก แต่สำหรับสังคมไทย ชาวพุทธมิใช่มีเพียงขันติธรรมเป็นปกติธรรมดาเท่านั้น แต่ยังมีความสัมพันธ์เชิงบวก คือถึงกับช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเกื้อกูล หรือประสานร่วมมือด้วยเมตตากรุณาเลยทีเดียว ดังนั้น เมื่อพระพุทธศาสนาแพร่หลายอยู่เป็นศาสนาของคนส่วนใหญ่ จึงกลายเป็นปัจจัยและเป็นสื่อที่ช่วยให้ศาสนาต่างๆ ที่แตกต่างหลากหลายสามารถอยู่ร่วมกันด้วยดี

เด็กเมื่อวานซืน
23-04-2007, 09:33 AM
มองในแง่นี้ ถ้าไม่มีพระพุทธศาสนาคอยเอื้ออยู่ หรือไม่มีพระพุทธศาสนาเป็นบรรยากาศทั่วไปของสังคมที่คอยช่วยประสานไว้ ความขัดแย้งระหว่างศาสนาต่างๆ จะมีโอกาสเกิดได้มากขึ้นๆ เพราะฉะนั้น การที่พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาของประชาชนส่วนใหญ่ จึงเป็นเครื่องช่วยรักษาเสรีภาพทางศาสนา และช่วยส่งเสริมให้ศาสนาต่างๆ อยู่ร่วมกันด้วยดี


เรื่องที่สังคมไทยชาวพุทธไทยมีใจกว้าง เอื้อโอกาสแก่ลัทธิศาสนาทั้งหลาย ทั้งที่มีอยู่แล้วภายใน และที่เข้ามาใหม่จากภายนอกนี้ เป็นที่ทราบชัดกันเป็นอย่างดีแก่คนต่างชาติ โดยเฉพาะนักเผยแพร่ศาสนาจากตะวันตก ตั้งแต่ก่อนที่ประเทศเหล่านั้นจะได้รู้จักเสรีภาพทางศาสนา ดังจะเห็นว่า ฝรั่งที่เข้ามาเมืองไทย จะเป็นราชทูต บาทหลวง พ่อค้าหรือทหารก็ตาม ไม่ว่าในสมัยอยุธยาก็ตาม ในสมัยรัตนโกสินทร์ก็ตาม ต่างออกปากแสดงความชื่นชมหรือประทับใจในเรื่องนี้ไว้
ในที่นี้จะไม่ยกคำพูดของคนไทยที่กล่าวถึงตนเองมาอ้างเลย แต่จะนำเอาคำพูดหรือบันทึกเรื่องราวต่างๆ ที่บาทหลวง มิชชันนารี และคนชาติตะวันตกอื่นๆ ได้พูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้มาแสดงให้เห็นเป็นตัวอย่าง


ในจดหมายเหตุการเดินทางของพระสังฆราชแห่งเบริธ ประมุขมิสซัง สู่อาณาจักรโคจินจีน (กรมศิลปากร, ๒๕๓๐) ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แห่งสมัยอยุธยา บาทหลวง ฌอง เดอ บูรซ์ ได้บันทึกไว้ตอนหนึ่ง (หน้า ๒๕) ว่า
"ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าจะมีคนประเทศใดในโลก ที่มีศาสนาอยู่มากมาย และแต่ละศาสนาสามารถปฏิบัติพิธีการของตนได้อย่างเสรีเท่ากับประเทศสยาม"

และอีกตอนหนึ่งว่า (หน้า ๒๕)
"ความคิดของชาวสยามที่ว่าทุกศาสนาดี ดังนั้นพวกเขาจึงไม่แสดงตนเป็นปฏิปักษ์ต่อศาสนาอื่นใด หากศาสนานั้นๆ สามารถยืนหยัดอยู่ได้ภายในกฎหมายของรัฐ"


ในสมัยรัตนโกสินทร์ ก็เช่นเดียวกัน ในหนังสือ บันทึกเรื่องมิสซังแห่งกรุงสยาม (กรมศิลปากร, ๒๕๒๕) โดย มุขนายก ฌอง แบปติสต์ ปาลเลอกัวซ์ ก็ได้เขียนไว้ว่า
"นับแต่โบราณกาล ผู้ปกครองของไทยมีเจตนารมณ์อันดีงามที่จะปล่อยให้แต่ละชาติปฏิบัติพิธีการทางศาสนาของตนได้อย่างเสรี"
และ ท่านยังได้เล่าตัวอย่างเหตุการณ์ประกอบไว้ด้วย อันแสดงว่า
"...นี่เองคือเสรีภาพในส่วนที่เกี่ยวกับการนับถือศาสนา อันเป็นสิ่งที่คนทั้งหลายได้ชื่นชมกันอยู่ในราชอาณาจักรแห่งนี้"


น่าสังเกตว่า เมื่อมองกลับเข้าไปที่จิตใจของบาทหลวง หรือนักเผยแพร่ศาสนาจากตะวันตกเหล่านี้ เขากลับมีความรู้สึกที่ตรงข้ามกับคนไทย คือเขาเดินทางเข้ามาพร้อมด้วยความรู้สึกไม่ดีไม่งามที่ตั้งไว้ก่อนแล้วต่อพระพุทธศาสนา โดยจะพูดถึงด้วยถ้อยคำเรียกหรือเอ่ยอ้างอย่างดูถูกดูหมิ่น

เช่นในหนังสือ รวมเรื่องแปลและเอกสารทางประวัติศาสตร์ ชุดที่ ๒ (กรมศิลปากร, ๒๕๓๕) หน้า ๓๑ คณะบาทหลวงเยซูอิต ซึ่งเดินทางมาโดยพระราชโองการของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ใน พ.ศ.๒๒๒๙ กล่าวถึงพระพุทธศาสนาโดยใช้คำเรียกว่า "ศาสนาป่าเถื่อน" (กรมศิลปากร, ๒๕๓๕)


หรืออย่างในหนังสือชุดเดียวกันนั้น ชุดที่ ๑ หน้า ๖๖ ศาสนาจารย์ คาร์ล ออกัสตัส ฟรีดริค กุตสลาฟฟ์ ซึ่งเข้ามาเผยแพร่ศาสนาในราว พ.ศ.๒๓๗๑ ก็จัดพระพุทธศาสนาเข้าในคำเรียกว่า "ศาสนาจอมปลอม"


เรื่องความรู้สึกที่ดีของคนไทยต่อศาสนาอื่นนั้น เป็นเรื่องที่ฝรั่งนักเผยแพร่ศาสนาทราบกันดีและพูดถึงบ่อยมาก ขอยกตัวอย่างมาอีก เช่น ในประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑๙ ภาคที่ ๓๒ (คุรุสภา, ๒๕๐๘) มีบันทึกของบาทหลวงเดอชัวซี ตอนหนึ่ง (หน้า ๒๔๙) ว่า
"จริงอยู่ จนถึงเวลาปัจจุบันนี้ พวกมิชชันนารียังไม่ได้ทำการใหญ่โตในเมืองไทยอย่างใด พวกไทยมีนิสัยอ่อนน้อม ไม่ชอบการโต้เถียง และโดยมากเชื่อเสียว่า ศาสนาทุกศาสนาเป็นคำสั่งสอนที่ดีทั้งนั้น"

เด็กเมื่อวานซืน
23-04-2007, 09:37 AM
ทั้งที่มองเห็นความรู้สึกที่ดีของคนไทย แต่นักเผยแพร่ศาสนาเหล่านั้น ก็หาได้มองดีตอบต่อพุทธศาสนาไม่ และมักพูดแสดงความรู้สึกที่ไม่ดี อย่างที่หนังสือ รวมเรื่องแปลหนังสือและเอกสารทางประวัติศาสตร์ ชุดที่ ๑ (กรมศิลปากร, ๒๕๓๒) หน้า ๖๗

ศาสนาจารย์ กุตสลาฟฟ์ (สมัย ร.๓) เขียนไว้อีกว่า
"ถึงแม้ว่าจริงๆ แล้ว ประเทศสยามเปิดโอกาสให้กับทุกๆ ศาสนา แต่ศาสนาพุทธก็ยังคงเป็นศาสนาประจำชาติ และสถาบันของรัฐทั้งหมดได้ให้การสนับสนุนความเชื่อที่ผิดๆ นี้...พวกเราได้รับอนุญาตให้ไปแสดงธรรมที่วัดในพุทธศาสนา..."


นอกจากตั้งความรู้สึกไม่ดีมาแล้ว ฝรั่งเหล่านี้ก็ยังตั้งเจตนาไม่ดีในการที่จะปฏิบัติต่อไปด้วย คือคิดหาทางทำลายพระพุทธศาสนาเสียเลย ดังในประชุมพงศาวดาร เล่ม ๒๓ ภาคที่ ๔๐ (คุรุสภา, ๒๕๑๑) หน้า ๒๒๗ พิมพ์บันทึกจดหมายเหตุของคณะพ่อค้าฝรั่งเศสไว้ว่า


"พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ได้ทรงชักชวนแล้ว สมเด็จพระนารายณ์ก็คงจะหันเข้าหาศาสนาโรมันคาทอลิก เป็นแน่ ถ้าการเป็นได้เช่นนี้จริงแล้ว จะเป็นพระเกียรติยศแก่พระเจ้าหลุยส์สักเพียงไร เพราะในเวลาพระองค์ได้ทรงจัดการศาสนาในพระราชอาณาเขตของพระองค์ ยังได้ทรงจัดการทำลายศาสนาอันไม่ดีในแผ่นดินฝ่ายตะวันออก ซึ่งนับว่าเป็นประเทศที่เจริญที่สุดอยู่แล้ว"


แม้ว่าทางฝ่ายศาสนาที่เข้ามาเผยแพร่นี้จะตั้งความรู้สึกที่ไม่ดีไว้ และมีเจตนาร้ายต่อพระพุทธศาสนาอย่างนี้
ถ้าไม่ถึงกับแสดงออกเป็นเหตุการณ์ร้าย คนไทยก็ไม่ตั้งจิตคิดร้ายตอบ และคงเอื้อเฟื้อต่อไปตามปกติ


ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช บาทหลวงได้รับการอุปถัมภ์ในการเผยแพร่ศาสนาอย่างเต็มที่ ดังจะเห็นตัวอย่างเช่นที่บันทึกไว้ใน ประชุมพงศาวดาร เล่มที่ ๑๖ ภาคที่ ๒๗ (คุรุสภา, ๒๕๐๗) หน้า ๒๖-๒๗ ว่า

"...อนุญาตให้บาทหลวง มิชชันนารี เทศน์สั่งสอนศาสนาได้โดยไม่ต้องมีใครห้ามปรามขัดขวางอย่างใด และอนุญาตให้พวกมิชชันนารีได้สอนหนังสือ รักษาพยาบาลโรคต่างๆ และรับคนเข้ารีตได้ทั่วพระราชอาณาจักร โดยอยู่ในความปกครองและอุดหนุนของพระเจ้าแผ่นดิน การที่ได้อนุญาตเช่นนี้ มีแต่ข้อห้ามอย่างเดียวเท่านั้น คือห้ามมิให้บาทหลวง มิชชันนารี สอนการอย่างใดอันจะทำให้ราษฎรพลเมืองกลับใจทรยศ หรือคิดร้ายต่อรัฐบาล และกฎหมายของบ้านเมือง..."


ความที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงใกล้ชิดและเอื้อเฟื้อต่อคณะบาทหลวงนั้น เป็นเหมือนที่บาทหลวงเดอชัวซีบันทึกไว้ ปรากฏใน ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑๙ ภาคที่ ๓๒ (คุรุสภา, ๒๕๐๘) หน้า ๒๕๑ ว่า
"พระเจ้ากรุงสยามโปรดให้สร้างโบสถ์ และจะโปรดพระราชทานสิทธิพิเศษให้แก่ศาสนา ในพระที่นั่งที่ประทับมีไม้กางเขนอันหนึ่ง และทรงอ่านคัมภีร์ของศาสนาที่ มองซิเออร์ เดอเมเตโลโปลิส ได้แปลความเป็นภาษาไทย"


ความมีเมตตาการุณย์เอาพระทัยใส่ทำนุบำรุงกิจการของคณะผู้เผยแพร่ศาสนาคริสต์ และสนพระทัยศึกษาหลักศาสนาของพระมหากษัตริย์ไทยอย่างนี้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดสำหรับพระพุทธศาสนา และไม่มีหลักการทางพระพุทธศาสนาห้ามปรามขัดขวาง


กลายเป็นเรื่องแปลกสำหรับบาทหลวงทั้งหลาย ซึ่งทำให้ท่านเหล่านั้นเข้าใจเอาว่า สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงมีพระทัยเอนเอียงไปในทางที่จะนับถือคริสต์ศาสนา
ครับ..ยังไม่จบ ตอนที่ ๔ นี้ค่อนข้างยาว ผมแบ่งครึ่งไปจบในฉบับวันจันทร์ และเมื่อจบบทที่ ๔ แล้ว ผมจะถอดความจากแผ่น MP3 เรื่อง "เมื่อประชาธิปไตยที่ไม่ประสีประสา มาเจอปัญหาศาสนาประจำชาติ" มาให้ท่านอ่าน ถอดเทปพอไหว แต่ถอดแผ่น MP3 นี่ ผมมันคนโลว์เทค ยอมรับว่ายากจริงๆ แต่จะพยายามครับ.

DITCE
24-04-2007, 06:58 AM
อนุโมทนาครับ

กัสสปะ
24-04-2007, 08:04 AM
ขอความเจริญสุขสวัสดิ์จงมีแด่ท่านทั้งหลาย

chotiwit
24-04-2007, 11:16 AM
ขอร่วมอนุโมทนาบุญด้วยครับ

putipongb
24-04-2007, 11:21 AM
เห็นด้วยครับ ใครจะวิจารณ์ว่าไม่ใช่กิจของสงฆ์ผมไม่เห็นด้วย นี่แหละกิจของสงฆ์และหน้าที่ของชาวพุทธที่ต้องเรียกร้อง<O:p</O:p

หลับตา
24-04-2007, 11:29 AM
รออ่านต่อนะครับ ศรัทธาท่านเจ้าคุณมากๆ ท่านเป็นผู้รู้และมีข้อมูลลึกที่ฟังทีไรเกิดความกระจ่างสว่างทางปัญญา ขอบคุณครับ

รัก+ยม
24-04-2007, 03:21 PM
อนุโมทนาครับ

เด็กเมื่อวานซืน
24-04-2007, 03:43 PM
พุทธฯ:เสรีภาพในการนับถือศาสนา(๒)

23 เมษายน 2550 กองบรรณาธิการ THAIPOST

ครับ..ก็เป็นธรรมาธิบายของท่านเจ้าคุณประยุทธ์ ปยุตโต ในเรื่อง "ความสำคัญของพระพุทธศาสนา ในฐานะศาสนาประจำชาติ" ต่อจากวันเสาร์ เป็นการปูพื้นฐานความรู้ไปสู่ความเข้าใจ


ก่อนที่จะด่วนสรุปแค่ความเห็นว่า "ควร-ไม่ควร" บรรจุคำว่า "ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ" ไว้ในรัฐธรรมนูญ?
ในความเห็นผม สังคมไทยกำลังอยู่ในยุค "แอบจิต-คิดกลัว" แล้วก็ไม่กล้าพูดออกมาตรงๆ อย่างที่ใจคิดอยู่ โดยเฉพาะปัญญาชน-นักวิชาการผู้ทำคลอดรัฐธรรมนูญทั้งหลาย
เดาใจว่า ที่ใช้ปัญญาคิดเค้นเป็น "ข้ออ้าง" เรื่องความแตกแยกนั้น ร้อยละ ๙๙ ผมเชื่อว่าใช้พี่น้อง "ไทยมุสลิม" เป็นโจทย์มัดใจตัวเอง แล้วไม่กล้าพูดตรงๆ ได้แต่ใช้ความเป็นไทยรากลอย เฉไฉไปด้วยสำนวนโวหารประจบ-พินอบ
ทั้งที่จริงๆ แล้ว ในประเทศไทย ไม่ได้มีแค่ผู้นับถือศาสนาพุทธและอิสลามเท่านั้น แต่ยังประกอบด้วยผู้นับถือลัทธิ ศาสนา นิกาย แตกต่างกันไปอีกมากมาย ทั้งคริสต์ ทั้งซิกข์ ทั้งฮินดู และอื่นๆ
ฉะนั้น การแอบจิต "เจาะจง" แต่เรื่องเฉพาะหน้าตั้งเป็นโจทย์ แล้วเขียนรัฐธรรมนูญมุ่งเน้นตอบโจทย์จากความกลัว+เบาปัญญานั้น..น่าสมเพชนัก!
เพราะในข้อเท็จจริงนั้น พี่น้องไทยมุสลิมผู้นับถือศาสนาอิสลาม ไม่ได้สร้างปัญหาเลย และไม่ใช่ผู้สร้างปัญหาดังที่เป็นอยู่ขณะนี้
หากแต่มีคณะบุคคลนอกคำสอนศาสนากลุ่มหนึ่ง "สอดแทรก-แอบอ้าง" ใช้ภาพบนความเป็น "ประชาชน" ของพี่น้องไทยมุสลิมบังหน้า!
แล้วปฏิบัติการกวนบ้าน-ป่วนเมือง หลอกล่อให้ "ไทยพุทธ-ไทยมุสลิม" บาดหมางด้วยแง่มุมทางศาสนา เพราะทราบกันดีอยู่ว่า จุดแข็งของทุกสังคมอยู่ที่ศาสนา และจุดเปราะบางที่สุดก็อยู่ที่ศาสนา!!

เด็กเมื่อวานซืน
24-04-2007, 03:48 PM
ด้วยเหตุผลนี้ กลุ่มบุคคลนั้นจึงใช้เรื่องศาสนามาปั่นให้ประชาชน และบ้านเมืองแตกแยก ด้วย "เป้าหมายหลัก" ที่เขาต้องการไปสู่อย่างเดียว คือ
"การยึดครองอำนาจทางการเมือง" ในระดับประเทศ!?


เผด็จการทหารผู้ปฏิวัติบ้านเมือง และรัฐบาลคณะปฏิวัติก็ดี ผู้รู้-นักวิชาการ ในนามปัญญาชนก็ดี แวดวงผู้ผลิตรัฐธรรมนูญเป็นสินค้าประชาธิปไตยตามใบสั่งก็ดี ในเมื่อยกตัวเองว่าไม่ได้อยู่ในฐานะ "ตาบอดคลำช้าง" ก็ลองบอกกับประชาชนชัดๆ ซิว่า
"หัวหน้าขบวนการ" ก่อกวนในภาคใต้ มันคือใคร ตัวผู้ปฏิบัติการ ตัวผู้บัญชาการใหญ่ มันคือใคร และอยู่ไหน?


ก็ได้แต่ "รบอยู่กับเงา" ตำรวจ-ทหาร-ชาวบ้านตายรายวัน จนใกล้ที่ "หรีดศพและธงชาติ" จะเป็น "สินค้าขาดตลาด" อยู่รอมร่อ
สมัยสู้รบกับคอมมิวนิสต์ ก็รู้ชัดว่า สู้อยู่กับใคร มีตัวตน มีสมุน มีลูกน้อง มีหัวหน้า มีตัวบัญชาการใหญ่ที่คอยหนุนหลัง-ชักใย เป็นรูปธรรมแห่งโจทย์ชัดเจน
แต่ปัญหาที่ใต้ จนถึงวินาทีนี้ พูดได้โก้ๆ แค่ว่า "รู้เรา"
ส่วน "เขา" เขาที่ขวิดเรา หรือเขาที่สวมให้เรานั่นแหละ..ได้แต่ปิดตาเติมหนวดกระต่าย!?



ปราบก็ยังไม่รู้จะไปปราบใครที่ไหน หันซ้ายก็..ชาวบ้าน หันขวาก็..ชาวบ้าน แล้วโจรล่ะ..ไม่รู้ (โว้ย)
แล้วก็ใช้ "ความกลัวเงา" เป็นโจทย์ในการ "เขียน-ไม่เขียน" รัฐธรรมนูญ!
โดยตั้งสมการจาก "เงากลัว" นั้นขึ้นว่า ร่างรัฐธรรมนูญให้ห่างคำว่า "พระพุทธศาสนา" เข้าไว้ จะเป็นรัฐธรรมนูญศิวิไลซ์ เป็นรัฐธรรมนูญสมานฉันท์บ้านเมือง


คงนึกว่าโก้ที่ได้พูดแดกดัน-หยามหยันพระ ด้วยวาทะทำนองว่า "ไม่จำเป็น..พุทธอยู่ที่ใจ" ไม่ต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญก็ได้!
ถ้าใจคนพูดเข้าถึงอย่างที่พูดจริงๆ จะต้องมีรัฐธรรมนูญกันไปทำสากอะไร ไม่ต้องมีก็ได้ เพราะลองคนในชาติบ้านเมืองบรรลุถึงระดับ "พุทธอยู่ที่ใจ" แล้วละก็
"กฎบัตร-กฎหมาย" ก็ไม่สำคัญเท่ากระดาษเช็ดก้น จริงมั้ย?

เด็กเมื่อวานซืน
24-04-2007, 03:55 PM
เรื่อง "แบ่งแยกดินแดน" นั้น เลิกพูดโง่ๆ จนพาคนทั้งประเทศโง่ตามกันซะทีเถอะ คน "อยาก" นั้น ย่อมมีอยู่เป็นธรรมดา แต่ว่า..ด้วยกฎบัตรอันบันทึกตกลงร่วมกันเป็นเอกสารอยู่ที่สหประชาชาติ ก่อนที่อังกฤษจะยอมปล่อยให้มาเลเซียพ้นจากความเป็นเมืองขึ้น นั้น
ทั้งไทยและมาเลเซีย เซ็นรับรองด้วย "เห็นชอบร่วมกัน" ไว้แล้วว่า นอกจากดินแดนที่อังกฤษบีบเอาจากไทยไปให้มาเลย์แล้ว อย่าว่าแต่ ๓ จังหวัดใต้เลยครับ แค่ตำบลเดียว จะแยกไปรวมอยู่กับมาเลย์ หรือจะแยกไปเป็นอย่างติมอร์ตะวันออก นั้น
"ทำไม่ได้" เด็ดขาด
ถ้าทำ ประชาคมโลกเอาตาย ตามเงื่อนไขกฎบัตรสหประชาชาติ!
ฉะนั้น ผมจึงอยากให้ท่านได้อ่านธรรมาธิบายของ "พระพรหมคุณาภรณ์" หรือท่านเจ้าคุณประยุทธ์นี้ เพื่อเป็นการถอด "กระบังตา" เพื่อได้มองเห็นรอบด้าน เพื่อได้รู้ว่า
ไทยในเนื้อพุทธะ นั้น แท้จริงแล้ว เป็นเนื้อนาบุญเพื่อความงอกงามของ "ทุกลัทธิ-ศาสนา" ในประเทศไทย อันมีหลักฐานเป็นประวัติศาสตร์พิสูจน์ให้ประจักษ์มาแล้ว และมิใช่แค่ ๔๐๐-๕๐๐ ปี หากแต่มีมาแล้วกว่า "พันปี" ด้วยซ้ำ
ดังที่ท่านเจ้าคุณประยุทธ์ให้ความรู้-ความกระจ่าง "เพื่อการตัดสินใจ" ดังบางบทที่ผมคัดลอกมาให้อ่านในวันนี้ และวันต่อๆ ไปอีกหลายวัน ความต่อไปนี้ ต่อจากฉบับวันเสาร์ที่ ๒๑ เม.ย.

เด็กเมื่อวานซืน
24-04-2007, 03:59 PM
(ต่อจากนี้ เป็นบทต่อไป ของท่านพระธรรมปิฏกครับ )


ในวงการบาทหลวงและข้าราชการฝรั่งเศสที่เข้ามาเมืองไทยสมัยนั้น ย่อมทราบกันดีว่า การที่พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ เจริญพระราชไมตรีกับกรุงศรีอยุธยานั้น ทรงมีวัตถุประสงค์ยิ่งใหญ่อยู่ที่การเผยแพร่คริสต์ศาสนา
ดังใน ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑๖ ภาคที่ ๒๗ (คุรุสภา, ๒๕๐๗) หน้า ๗๔-๗๙ กล่าวถึงคำสั่งที่เสนาบดีฝรั่งเศสมอบไว้แก่มองซิเออร์ เดฟาซ์ ผู้ได้รับหน้าที่เป็นจอมพลผู้บังคับการค่าย และกองทัพบก
ซึ่งบอกชัดเจนในความประสงค์ ๒ ข้อ ของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ว่า

"..และการทั้งหลายทั้งปวง จะเป็นการสำเร็จตามพระราชดำริของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส ก็ด้วยผลการค้าขายได้ตั้งเป็นหลักเป็นฐานแล้วก็จริงอยู่ แต่มองซิเออร์ เดฟาซ์
ก็ควรจะทราบไว้ว่า ข้อสำคัญที่ทำให้พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสทรงพระราชดำริจะให้ชาวฝรั่งเศสไปอยู่โดยมั่นคงถาวร
ในเมืองไทยนั้น ก็เพราะมีพระราชประสงค์จะให้การศาสนาได้แพร่หลายเจริญยิ่งขึ้นไปด้วย"

เสนาบดีฝรั่งเศสได้มีคำสั่งเนื้อความคล้ายกันนี้แก่มองซิเออร์ ลาลูแบร์ ซึ่งเป็นอัครราชทูตมีหน้าที่ไปพูดทางโปลิติก และไปจัดการทางศาสนา และแก่มองซิเออร์ เซเบเรต์ หัวหน้าราชทูตอีกคนหนึ่ง ซึ่งมีหน้าที่โดยเฉพาะที่จะไปจัดในเรื่องค้าขาย โดยให้ทั้งสองท่าน

"เป็นธุระตรวจตราดำริว่า จะจัดการอย่างใดจึงจะเหมาะเพื่อให้ได้สมพระราชประสงค์ของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสที่ทรงดำร
ิไว้ในข้อสำคัญ ๒ ข้อ กล่าวคือ

ให้ศาสนาคริสเตียนได้แพร่หลายไปทั่วทิศฝ่ายตะวันออก และให้ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินของพระองค์ได้ทำการค้าขายในฝ่ายทิศตะวันออกทั่วไปด้วย"

การที่บรรดาบาทหลวงฝรั่งเศสมั่นใจว่า พระมหากษัตริย์ไทยทรงมีพระทัยพร้อมที่จะรับนับถือคริสต์ศาสนานี้
ก็ได้เป็นเหตุให้พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ส่งราชทูต เดอ โซมอง นำพระราชสาส์นมากราบทูลอัญเชิญให้ทรงเข้ารีต ดังที่ ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑๙ ภาคที่ ๓๒ (คุรุสภา, ๒๕๐๘) หน้า ๒๐๒ แสดงจดหมายเหตุเขียนโดยบาทหลวงเดอชัวซีว่า

"ต่อได้อ่านพระราชสาส์นของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสแล้ว พระเจ้ากรุงสยามจึงได้ทรงทราบว่าที่ได้แต่งราชทูตมาใหญ่โตในครั้งนี้ไม่มีความประสงค์อย่างใด นอกจากจะต้องการให้พระเจ้ากรุงสยามได้กลับนับถือศาสนาคริสเตียนเท่านั้น"


แม้จะไม่ได้มีพระราชประสงค์อย่างที่ฝ่ายฝรั่งเศสเข้าใจ แต่สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ก็ไม่ได้ทรงตอบปฏิเสธโดยตรง แต่ทรงตอบด้วยพระปรีชาญาณ โดยอ้างหลักการของคริสต์ศาสนานั้นเองว่า พระเป็นเจ้าทรงสร้างสวรรค์บันดาลสิ่งทั้งหลายและการทั้งปวง การที่มีความนับถือศาสนาต่างกันอยู่ คงจะเป็นพระประสงค์ขององค์พระเป็นเจ้า ฉะนั้น การที่พระองค์จะเข้ารีตนั้น ก็มอบถวายสุดแต่องค์พระเป็นเจ้าจะตัดสินจัดสรรให้เป็นไป และมิได้ขัดเคืองพระราชหฤทัยในเรื่องนี้ และได้ทรงอุปถัมภ์บำรุงคณะนักเผยแพร่ศาสนาคริสต์มากขึ้นต่อไป

เด็กเมื่อวานซืน
24-04-2007, 04:02 PM
ในประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑๙ ภาค ๓๒ นั้นเอง หน้า ๑๔๙ ได้กล่าวถึงข้อเขียนที่มองซิเออร์ วาเซ รวบรวมไว้ ตอนหนึ่งว่า
"พระสังฆราชฝรั่งเศส ซึ่งได้ประสาทพรพระเป็นเจ้า ก็ได้เอาเมืองไทยเป็นท่ามกลางสำหรับคณะบาทหลวงทั่วไป และได้พยายามแผ่พระธรรมของพระเยซูเจ้าได้แพร่หลายทั่วไป"
มองซิเออร์ ลาลูแบร์ ได้เขียนไว้ในหนังสือของตน ซึ่งประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑๖ ภาคที่ ๒๗ หน้า
๖๒ ได้นำมาพิมพ์เป็นเชิงอรรถไว้ว่า

"...เหตุใดเราจึงอุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเลตั้ง ๖,๐๐๐ ไมล์ สำหรับจะไปชักชวนประเทศอินเดีย ประเทศสยาม ประเทศจีน และญี่ปุ่น ให้ถือศาสนาคริสเตียนเล่า..บางทีพวกไทยก็ฟังคำสั่งสอนพวกบาทหลวงก็มีเป็นบางครั้งบางคราว และอนุญาตให้พวกบาทหลวงสร้างวัดและสอนศาสนาตามหน้าที่ของเขาได้ ความจริงจะว่าใครใจดี เขาหรือเรา"
ในเรื่องนี้ นายพลฟอร์บัง ได้เขียนบันทึกความจำไว้ปรากฏในประชุมพงศาวดาร เล่ม ๕๐ ภาคที่ ๘๐ (คุรุสภา, ๒๕๒๗) หน้า ๙๔ ว่า
"ความจริงพระนารายณ์มหาราช ไม่เคยมีพระราชดำริเช่นนั้นเลย พระเจ้าอยู่หัวของเราทรงเชื่อว่า พระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทยทรงมีพระราชศรัทธาที่จะทรงเข้ารีตจริง จึงทรงแต่งตั้งเชวาลิเอร์ เดอะ โซมองต์ เป็นราชทูตมาเชื่อมทางพระราชไมตรีกับพระนารายณ์มหาราช"
ครับ..ก็อย่างที่บอก ตอน ๔ นี้ค่อนข้างยาว คงไปจบตอนเอาพรุ่งนี้ และผมแกะแผ่น MP 3 ไปได้ส่วนหนึ่งแล้ว ก็จะนำมาให้อ่านต่อๆ กันไป ส่วนการบ้าน-การเมืองขณะนี้นั้น สนใจก็ป่วยการเปล่า อ่านธรรมาธิบายท่านเจ้าคุณประยุทธ์จะเจริญสติปัญญาได้มากกว่า ถึงเวลาแล้วจะบอก.

Padmapani_AM
24-04-2007, 04:18 PM
ควรนำข้อความในมาตรา ๗ ไปรวมกับมาตรา ๖
แล้วใส่ข้อความศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติในมาตรา ๗ แทน
เมื่อประเทศไทยประกอบด้วย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
แต่ทำไมรัฐธรรมนูญจึงบัญญัติเฉพาะชาติกับพระมหากษัตริย์เท่านั้น
ความสัมพันธ์ของศาสนามีเฉพาะพระมหากษัตริย์เท่านั้นหรือ
นั้นหมายความว่าการทนุบำรุงพระศาสนามีเฉพาะพระมหากษัตริย์เท่านั้นหรือ(มาตรา ๙)
แล้วพสกนิกรล่ะ ต้องกำหนดให้ร่วมทนุบำรุงพระศาสนาด้วย
ไม่เช่นนั้นแล้ว จะถือว่าไตรงค์เป็นสิ่งที่สูงสุดได้อย่างไรถ้ารัฐธรรมนูญไม่รองรับไว้
นั้นหมายความว่าหากประชาชนไทยเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่นกันหมดแล้ว
ก็คงเหลือเพียงพระมหากษัตริย์เท่านั้นที่ทรงเป็นพุทธมามกะ

ธรรมวิวัฒน์
24-04-2007, 11:28 PM
โมทนาครับ สาธุ

เปมสีโล
25-04-2007, 12:48 AM
ในความเห็นของผมเอง ผมคิดว่าหากคนในชาติหรือคนที่บอกว่าตัวเองนับถือพุทธ หรือตอนกรอกใบสมัครใดๆๆ กรอกว่าเป็นคนพุทธ ผมจึงใคร่ถามคนเหล่านั้น ว่า ท่าน สวดมนต์เป็นหรือไม่ อาราธนาศีลได้หรือไม่ ท่านจำศีลในแต่ละข้อได้หรือไม่ มิฉะนั้นเวลาต่างชาติต่างภาษาหรือต่างศาสนา ถามพวกท่านทั้งหลายกับสิ่งเหล่านี้ที่ผมถามง่ายๆๆ พวกท่านตอบได้หรือเปล่ามิเช่นนั้นคนเหล่านั้นคงหัวเราะนี่เหรอว่าเป็นคนพุทธศาสนิกชน ทั้งๆที่ลงในบัญญัติในกระดาษอันพวกท่านทั้งหลายเรียกว่ารัฐธรรมนูญ แต่ไม่เคยเข้าใจอย่างลึกซึ้งกับคนต่างศาสนาบางคนเสียอีก และอีกอย่างถ้าหากผู้นำประเทศ หรือผู้เป็นใหญ่( อุปโลกตัวเองขึ้นมา) บอกกับใครๆว่าเป็นคนพุทธแต่ไม่ปฏิบัติตัวเองอยู่ในศีล5 คือ ผิดศีล - ฉ้อราษฎ์ พุดมุสาวาท ออกนโยบายโดยมีผลประโยชน์แอบแฝง =ฉ้อราษฎ์ -(ทั้งให้คนอื่นเห็นหรือปกปิดซ่อนเร้นมิให้ใครเห็นก็ดี ) อย่างนี้หรือที่พวกท่านบอกตัวเองว่าเป็นคนพุทธ ทั้งๆที่ผู้นำเปรียบเสมือนเป็นตัวแทนคนทั้งชาติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมยกตัวอย่างให้ท่านพิจารณาให้ละเอียดสักเล็กน้อย มิฉะนั้นผมเกรงว่าแทนที่พวกเราชาวพุทธจะคอยปกป้องไว้อย่างที่เราอยากให้คนทั่วโลกบอกว่าพวกเราเป็นชาวพุทธโดยแท้จริง จะกลับกลายเป็นว่าพวกเราจะเป็นคนทำให้พระพุทธศาสนาของเราหมัวหมองไปเสียเองเพราะไม่เข้าใจถึงแก่นของพระพุทธศาสนา ไม่ใช่รู้แต่เพียงเปลือกกระพี้ (กับสิ่งที่บันทึกเขียนตัวอักษรลงในกระดาษ แต่ไม่เข้าลงในกมลจิตใจที่หยั่งลึกมากกว่าแค่ลงในกระดาษที่สักวันหนึ่งลายลักษณ์อักษรย่อมจางหายไป แต่ถ้าหยั่งลึกลงไปในกมล หรือให้ลูกๆหลานๆของเราเข้าใจโดยถ่องแท้ ย่อมไม่จางหายไป แต่บางคนบอกว่าลงเป็นลายลักษร์อักษรก่อนค่อยสอนลูกๆหลานๆก็ได้ แต่ผมคิดว่าขนาดที่กาลเวลาผ่านๆมานานนับศตวรรษ ทุกวันนี้ก็รู้สึกว่าเด็กๆของเรายังไม่เข้าใจพระพุทธศาสนาเลย อาจเพราะสิ่งแวดล้อมเต็มไปด้วยความอยากกิเลศที่พวกผู้ใหญ่ทำตัวอย่างให้เด็กรู้เห็น )
ผมไม่ได้ขัดแย้งกับคนที่จะให้ลงเป็นลายลักษร์อักษรลงในรัฐธรรมนูญ ผมกลับยินดีมากๆๆเสียอีก แต่มาคิดให้ลึกซึ่งสิ่งที่บอกกล่าวเบื้องต้นนั้น ผมก็คิดว่าพวกเรามาปลูกฝังหยั่งลึกให้กับคนรุ่นหลัง ( ลูกๆหลานๆ )ให้เข้าใจว่าที่พ่อแม่ปู่ย่าตายาย ที่เคารพนับถือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแลพระพุทธศาสนาที่สืบๆๆกันมาหลายชั่วคนนั้นด้วยเหตุใด ถ้ายกเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ก็ยิ่งทำให้พวกเขาเหล่านั้นเข้าใจถึงแก่นยิ่งได้ประโยชน์ต่อพวกเขาในการดำเนินชีวิตที่ดี และยังทำให้พระพุทธศาสนาของเราหยั่งยืนปักหลักแน่นผืนปฐพีไว้ตลอดอายุพระพุทธศาสนา อย่างนี้ไม่ดีกว่าหรือ??????
อีกอย่างหนึ่งที่ผมรู้มา วิชาเรียนที่เด็กๆ โดยเฉพาะชั้นม.ปลายไม่มีวิชาพุทธศาสนา (แยกออกมาอีกวิชาเรียนต่างหาก ) ซึ่งผมจำได้ว่าสมัยเรียนม.ปลาย ยังมีวิชานี้อยู่ แต่บัดนี้ไฉนจึงไม่ได้แยกออกมาต่างหากหล่ะ แต่รู้สึกไปรวมในหมวดวิชาสังคม น่าจะกลับไปคิดเสียใหม่ น๊า

และอีกประเด็นไม่รู้จริงหรือเปล่า ที่ได้ยินมา ถ้าไม่ลงบัญญัติไว้เดียวศาสนาพุทธสูญสิ้นจากแผ่นดิน หรือ ศาสนาอื่นมากลืนกินไปบ้างล่ะ แต่สิ่งที่ผมได้อ่านในพระไตรปิฏกหรือได้ยินจากพระเทศน์ให้ฟังว่า พระพุทธพจน์ของพระองค์ว่าเหตุปัจจัยที่ทำให้ศาสนาของพระองค์เสื่อม(สูญ)ก็เพราะพุทธบริษัทของพระองค์เอง ( ภิกษุ ภิกษุณี ละเมิดในพระธรรมวินัย-ไม่ศึกษา-ไม่หมั่นปฏิบัติธรรม ... อุบาสก อุบาสิกา ไม่เคารพในธรรมหรือละการปฏิบัติให้อยู่ในศีล-ธรรม มิใช่หรือ???? )
อีกครั้งหนึ่ง ผมขอให้ท่านผู้อ่านในโพสต์นี้ ใคร่ครวญให้ลึกซึ้งให้ดี ว่าสิ่งใดที่ทำให้พระพุทธศาสนาซึ่งที่รักยิ่งเป็นที่ห่วงแหนยิ่ง ยังคงปักหลักอันมั่นคงในผืนปฐพีนี้ไว้ตลอดอายุพระพุทธศาสนา และผมก็คงยืนยันได้ว่าพระพุทธศาสนาของเราทั้งหลายอยู่ตลอดกาล ถ้าพวกเราท่านทั้งหลายที่บอกตัวเองว่าเป็นคนนับถือพระพุทธศาสนาไม่ได้เป็นคนทำลายเสียเอง

"" ...การบันทึกลงเป็นลายลักษร์อักษร ไม่ใช่เป็นการการันตีว่าคนคนนั้นเป็นพุทธศาสนิกชนโดยแท้จริง....""

และถ้ามีปัญหามากนักกับการลงลักษณ์อักษร ผมขอเสนอ ให้เติมคำว่า " เอกลักษณ์ " ลงไป ( เพื่อมิให้เกิดการขัดแย้งของคนในชาติ )
คือว่า " พระพุทธศาสนาเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติไทย "( ซึ่งก็หมายถึงว่า ประเทศไทยมีคนในชาตินับถือหลายศาสนาด้วยกันแต่มีคนส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนามากกว่า ) และอีกอย่างในรัฐธรรมนูญก้บัญญัติว่า องค์พระมหากษัตริย์พระองค์ทรงเป็นพุทธมามกะ มิใช่ฤา

เด็กเมื่อวานซืน
25-04-2007, 10:36 AM
ในความเห็นของผมเอง ผมคิดว่าหากคนในชาติหรือคนที่บอกว่าตัวเองนับถือพุทธ หรือตอนกรอกใบสมัครใดๆๆ กรอกว่าเป็นคนพุทธ ผมจึงใคร่ถามคนเหล่านั้น ว่า ท่าน สวดมนต์เป็นหรือไม่ อาราธนาศีลได้หรือไม่ ท่านจำศีลในแต่ละข้อได้หรือไม่ มิฉะนั้นเวลาต่างชาติต่างภาษาหรือต่างศาสนา ถามพวกท่านทั้งหลายกับสิ่งเหล่านี้ที่ผมถามง่ายๆๆ



ประเด็นนี้ จะเกิดขึ้นภายหลังที่ได้บัญญัติ พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติแล้วครับ

เพราะจะสามารถ ตรากฏหมายเพื่อคุ้มครองพระพุทธศาสนา (ไม่ได้ไปบังคับ หรือ เบียดเบียนศาสนาอื่นนะครับ แต่เอาไว้สำหรับ คนพุทธโดยเฉพาะ )


ซึ่งตรงนี้ จริง ๆ แล้ว สามารถทำได้หลายส่วน อย่างที่คุณเปมสีโล บอกมา ก็ดีครับ

การบรรจุ วิชาพระพุทธศาสนา ไว้ในหลักสูตร จะต้องถูกนำมาปัดฝุ่นอีกครั้ง (บังคับเรียน สำหรับผู้นับถือพุทธเท่านั้น ศาสนาอื่นไม่ต้องเรียน ให้ไปเรียนศีลธรรมของศาสนานั้น ๆ แทน )



ต้องยอมรับนะครับว่า พระพุทธศาสนาไม่เคยใช้วิธีบังคับ ไม่ว่าจะเรื่องของการปฏิบัติ หรือ การนับถือ
ดังนั้น คงจะต้องเริ่มมีการบังคับบ้างเล็กน้อย (เช่นการเรียนการสอนวิชาพระพุทธศาสนา) ครับ

เด็กเมื่อวานซืน
25-04-2007, 10:47 AM
และอีกประเด็นไม่รู้จริงหรือเปล่า ที่ได้ยินมา ถ้าไม่ลงบัญญัติไว้เดียวศาสนาพุทธสูญสิ้นจากแผ่นดิน หรือ
ศาสนาอื่นมากลืนกินไปบ้างล่ะ แต่สิ่งที่ผมได้อ่านในพระไตรปิฏกหรือได้ยินจากพระเทศน์ให้ฟังว่า
พระพุทธพจน์ของพระองค์ว่าเหตุปัจจัยที่ทำให้ศาสนาของพระองค์เสื่อม(สูญ)
ก็เพราะพุทธบริษัทของพระองค์เอง ( ภิกษุ ภิกษุณี ละเมิดในพระธรรมวินัย-ไม่ศึกษา-ไม่หมั่นปฏิบัติธรรม ...
อุบาสก อุบาสิกา ไม่เคารพในธรรมหรือละการปฏิบัติให้อยู่ในศีล-ธรรม มิใช่หรือ???? )


ประโยคแรกที่คุณสงสัยก็มีสิทธิ์เกิดขึ้นได้ครับ ถ้าเรายังปล่อย พุทธบริษัท 4 เหลืออยู่แค่ 1 หรือ 2 ในการดูแลพระพุทธศาสนาเท่านั้น

(ผมไม่นับ นักบวชหญิงที่นุ่งห่มเหลือง ในประเทศนี้นะครับ เพราะ ทางเถรวาทถือว่า ภิกษุณีสูญไปแล้ว)



เรา(ชาวบ้าน) ต้องได้รับการปลูกฝัง ค่านิยมใหม่ ๆ ที่ถูกต้อง ในการ นำลูกหลานเข้าไปบวชเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา ใหม่ครับ


การที่ มีข่าวน่าหดหู่อย่าง กรณี โคโยตี้แก้ผ้าในงานบวชนั่น มันมาจากไหนครับ ?

ก็มาจากความเชื่อที่ผิด ๆ ของชาวบ้าน ใช่หรือไม่ ?


หรือ จะสำนวนที่ได้ยินกันมานานว่า

" บวชหนีทหาร บวชเพราะตกงาน และอื่น ๆ " ค่านิยมแบบนี้ ก็ต้องได้รับการแก้ไขใหม่หมดครับ



และ มันจะแก้ไขได้ ก็ต้อง มีกฏหมายบังคับด้วย ถ้าคุณไม่บริสุทธิ์ใจในการบวชจริง ก็ต้องโดนจับสึก(ความเห็นส่วนตัวผมนะครับ)



เมื่อ วิธีการคัดเลือก ผู้เข้าสืบทอดพระพุทธศาสนาดีแบบนี้แล้ว กรณีเสื่อม ๆ ทั้งหลายจะลดลงทันตาเห็นครับ อลัชชี เดียรถีย์ ที่เข้ามาปลอมปน เป็น สงฆ์ จะต้องหมดไปครับ

เด็กเมื่อวานซืน
25-04-2007, 11:21 AM
"" ...การบันทึกลงเป็นลายลักษร์อักษร ไม่ใช่เป็นการการันตีว่าคนคนนั้นเป็นพุทธศาสนิกชนโดยแท้จริง....""

และถ้ามีปัญหามากนักกับการลงลักษณ์อักษร ผมขอเสนอ ให้เติมคำว่า " เอกลักษณ์ " ลงไป
( เพื่อมิให้เกิดการขัดแย้งของคนในชาติ )
คือว่า " พระพุทธศาสนาเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติไทย "
( ซึ่งก็หมายถึงว่า ประเทศไทยมีคนในชาตินับถือหลายศาสนาด้วยกันแต่มีคนส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนามากกว่า )
และอีกอย่างในรัฐธรรมนูญก้บัญญัติว่า องค์พระมหากษัตริย์พระองค์ทรงเป็นพุทธมามกะ มิใช่ฤา






เอกลักษณ์ของชาติ มันไม่ตรงจุดนักครับ ศาสนาประจำชาติไปเลยนั่นหละครับ ตรงตัวดีที่สุดแล้ว

วัฒนธรรมมีหลากหลายครับ เราคงไม่สามารถไปยกเลิกวัฒนธรรมของ ชนเผ่าอื่น ๆ ที่เขาไม่นับถือพุทธได้หรอกครับ และ ก็ไม่สมควรไปทำอย่างนั้นด้วยครับ


เราต้องการแค่ ปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนาเท่านั้น และ ช่วยกันฟื้นฟูพระพุทธศาสนาให้กลับมาบริสุทธิ์ดีเหมือนแต่ก่อนครับ

nuchi
26-04-2007, 02:29 PM
เห็นด้วยคับ

หลับตา
26-04-2007, 09:50 PM
http://www.dhammathai.org/sounds/pa_payutto/policybud.php

ฟังอยู่เลยครับ อยากให้ทุกท่านใช้ปัญญาในการตัดสิน ถ้าใช้อารมณ์บัญญัติ มันก็จะได้อารมณ์กลับมาทั่งสองฝ่าย ถ้าใช้เหตุผลบัญญัติเราก็จะได้เหตุผลกลับมาทั้งสองฝ่าย บางทีหนทางที่เดินว่าเราจะบัญญัติด้วยเหตุผลหรืออารมณ์กลับมีความหมายความสำคัญกว่าตัวอักษรที่บรรจุลงไปหรือไม่บรรจุลงไป ....

เด็กเมื่อวานซืน
27-04-2007, 08:34 AM
สิ่งที่พระท่านที่เคลื่อนไหว ควรทำที่สุดตอนนี้ คือ

1..นำเสนอเหตุผล ที่เป็นรูปธรรม จับต้องได้ ให้คนรู้สึกว่า สมควรที่จะบัญญัติพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ

ต้องยอมรับความจริงครับว่า คนสมัยนี้ กิเลสหนากว่าสมัยก่อน เขาไม่เข้าใจพระพุทธศาสนาลึกซึ้งมากนัก ดังนั้น เราต้องว่าเหตุผลที่จับต้องได้


2..เหตุผลที่อ้าง เราคงต้อง ยกมาตั้งแต่อดีต เพื่อทำการเปรียบเทียบ ให้เห็นชัดเจนว่า

ในอดีต สมัย ราชาธิปไตย ที่ไม่ให้สิทธิเสรีภาพมากเท่าสมัยประชาิธิปไตย ศาสนาพุทธก็ยังเป็นศาสนาประจำราชอาณาจักร และ ของชาติไทยได้
และ ก็ไม่มีการเบียดเบียนศาสนาอื่นแต่อย่างใด

แล้ว ก็มาเปรียบเทียบกับ ปัจจุบันว่า สถานการณ์ ในอดีตที่มีการควบคุมเข้มข้น กับ ในสมัยประชาธิปไตยปัจจุบัน สถานการณ์ของพระพุทธศาสนา ตกต่ำลงมาก ให้เขาเห็นให้ชัดเจนอย่างนี้ เพื่อที่ พวกที่อ้าง กรณี จะไปเบียดเบียนศาสนาอื่น และ อ้างว่า ไม่ต้องมีกฏหมายควบคุมจะได้เถียงไม่ออก



3.. เอากรณี พรบ.สงฆ์ ปี 2540 มาตีแผ่ และ เทียบกับ พระธรรมวินัย ให้เห็นชัดเจนไปทีละประเด็นเลยว่า พรบ.สงฆ์ ปี 40 ทำลายพระธรรมวินัยขนาดไหน

เอากรณีตัวอย่างง่าย ๆ

ถ้าพระธรรมวินัย บัญญัติไว้ ถึง คุณสมบัติที่ห้ามมิให้บวชให้ แต่ ถ้ามีคนอ้าง สิทธิตามรัฐธรรมนูญ และ อ้างอีกว่า พระไม่มีเมตตา จะทำอย่างไร ?

เราต้อง สมมติ โจทย์ตุ๊กตา แบบ ที่พวกเรียน นิติศาสตร์เขาเล่นกันครับ จะได้ทำให้ พวก ของ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง , โคทม อารียา , นรนิตย์ เศรษฐบุตร , ประสงค์ สุ่นศิริ จะได้เถียงไม่ออก