yeen
18-04-2007, 11:20 PM
จดหมายจากท่านผู้อ่าน "พระพุทธศาสนากับรัฐธรรมนูญ"
คอลัมน์ รื่นร่มรมเยศ
โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก
"เรียนอาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก ที่นับถือ ผมได้อ่านบทความเรื่อง "ฐานะพระพุทธศาสนาในรัฐธรรมนูญ (1)" แสดงว่ามีสองตอนหรืออย่างไร อยากเรียนถามเพิ่มเติมว่า ทำไมเมื่อพระเจ้าแผ่นดินของไทยทุกพระองค์ทรงประกาศเป็นพระราชปณิธานบ้าง เป็นพระบรมราโชวาทบ้าง ว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งชาติของเรา ในหลวงองค์ปัจจุบันก็ตรัสกับโป๊ปจอห์น ปอล ที่ 2 ว่า "ชาวไทยส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาประจำชาติ" แล้วทำไมรัฐธรรมนูญไม่สำนึกในความจริงข้อนี้ ผมก็ไม่ทราบ
เมื่อรัฐบาลโดยพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายเน้นว่าจะนำเอาศีลธรรมคุณธรรมมาพัฒนาประเทศ เราก็ดีใจว่า ต่อนี้ไปพระพุทธศาสนาจะได้รับการสนับสนุนอย่างดี อย่างน้อยข้อเรียกร้องให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติคงสำเร็จ แต่แล้วก็ทำท่าไม่สำเร็จ ชาวไทยก็เลยห่อเหี่ยวกันต่อไปหรืออย่างไร
นิกรไทย
ถูกแล้วครับ ผมเขียนข้อเรียกร้องในบทความเรื่อง "ฐานะพระพุทธศาสนาในรัฐธรรมนูญ" สองอาทิตย์ติดต่อกัน จดหมายคุณมาก่อนตอนที่สองตีพิมพ์ ป่านนี้คงได้อ่านแล้ว
ถูกต้องอีกเช่นกัน รัฐบาลโดยพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เน้นคุณธรรม ศีลธรรม ทางศาสนาเป็นหลักในการพัฒนาประเทศ รวมถึงเศรษฐกิจพอเพียง ตามที่ในหลวงพระราชทานด้วย นั่นก็เป็นถ้อยคำที่สละสลวยในการแถลงนโยบายครับ แม้จะตั้งใจดีแต่ก็ยังคงเป็นความตั้งใจ การแสดงออกเป็นรูปธรรมชัดเจน เรายังมองไม่เห็นสักเท่าไหร่
ส่วนในเรื่องจะได้รัฐธรรมนูญมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติหรือไม่ ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลพลเอก สุรยุทธ์ครับ เพราะรัฐบาลไม่มีสิทธิบันดาลให้มีหรือไม่ให้มี หน้าที่นั้นเป็นของกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ หรือที่เราเรียกย่อๆ ว่า ส.ส.ร.
เราในฐานะปัจเจกบุคคล หรือฐานะองค์กรต่างๆ มีสิทธิเพียงเสนอความเห็นว่าอยากให้ท่านบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แม้ว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติอยู่แล้วโดยจารีต เป็นวิถีชีวิตของคนไทยมาแต่โบราณกาล แต่ยังไม่เป็นโดยลายลักษณ์ เราอยากให้บันทึกเป็นลายลักษณ์
จึงขอร้องวิงวอนท่าน ส.ส.ร.ทั้งหลายช่วยบันทึกให้ทีเถิด
เราก็มีสิทธิแค่นี้แหละครับ ไม่ต่างจากท่านพลเอก สุรยุทธ์ นายกรัฐมนตรีดอกครับ อย่าไปว่าท่านในเรื่องนี้เลย
ผมก็ใช้สิทธิของผมในฐานะประชาชนคนหนึ่ง บังเอิญว่าได้เป็นสมาชิกนิติบัญญัติแห่งชาติอยู่ด้วย จึงได้เสนอความเห็นไปยัง ส.ส.ร.ทั้งในฐานะส่วนตัว และในฐานะกรรมาธิการศาสนา จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม อันมีพลเอก ปรีชา โรจนเสน เป็นประธาน
กรรมาธิการศาสนา จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรมนี้ มีสมาชิกทั้งชาวพุทธ และมุสลิม ต่างมีมติร่วมกันเห็นสมควรบันทึกพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ เพราะโดยจารีตประเพณีอันมีมาแต่โบราณกาลนั้น เป็นอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ได้บันทึกไว้ในรัฐธรรมนูญเท่านั้น
พูดให้ถูกเกือบได้รับบันทึกมาเมื่อครั้งร่างรัฐธรรมนูญแห่งอาณาจักรสยาม เมื่อร่างครั้งแรก แต่ถูกถอดออกวินาทีสุดท้ายก่อนเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร (ข้อมูลนี้จาก ดร.จรัล ทองเกษม)
กรรมาธิการศาสนาฯได้แถลงข่าว ก่อนเสนอไปยัง ส.ส.ร. โดยข้อเสนอประเด็นใหญ่ๆ 3 ประเด็น ดังที่ผมเขียนไว้หลายครั้ง ทั้งก่อนหน้านั้นผมก็ได้ "จับเข่า" คุยกับท่านอาจารย์นรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ และท่านนาวาตรี ประสงค์ สุ่นศิริ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมาก่อนแล้ว
ความเป็นห่วงของเราคือเห็นในคำปรารภเอ่ยถึงสถาบันหลักเพียง 2 สถาบัน คือ สถาบันชาติ และสถาบันพระมหากษัตริย์เท่านั้น ขาดสถาบันศาสนาไป และไม่มี ระบุว่า "พระมหากษัตริย์เป็นพุทธศาสนิก" เหมือนในฉบับก่อนๆ มีเพียงว่า "พระมหากษัตริย์ทรงเป็นจอมทัพไทย"
เราได้ย้ำเตือนว่า ถ้าการร่างคราวนี้ไม่ได้อะไรใหม่ ก็โปรดอย่าลบที่เคยมีในรัฐธรรมนูญฉบับก่อน
ที่มีอยู่แล้วทั้งในรัฐธรรมนูญฉบับที่ฉีกไป และในฉบับชั่วคราว คือในหมวดว่าด้วยนโยบายแห่งรัฐที่ว่า "รัฐต้องให้ความอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น"
เราอยากให้เติมข้อความให้ชัดเจนขึ้นว่า "คือศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกซ์ อันได้รับการรับรองจากรัฐ" ที่เติมก็เพราะกลัวศาสนาอื่นๆ ที่ไม่ได้รับรองจากรัฐ เช่น ศาสนาสนับสนุนฆ่าคน ศาสนาไม่นับถือพ่อแม่ ฯลฯ เขาอาจอ้างตัว ขออุปถัมภ์คุ้มครองจากรัฐด้วย
สิ่งที่ขอร้องกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญในเรื่องที่ไม่เคยมีมาก็คือ อยากขอให้เพิ่มข้อความว่า "พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ"
"ศาสนาอื่นคือศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกซ์ ได้รับการรับรองจากรัฐ"
และได้เรียนกรรมาธิการร่างฯผ่านบทความของผมอย่างน้อยสองครั้งในมติชนนี้ว่า เหตุผลที่กลัว และเชื่อตามๆ กันมาโดยคำพูดของผู้ใหญ่บางคนว่า กลัวจะเป็นการแบ่งแยกนั้น เราได้พิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นการแบ่งแยก ความกลัวอย่างนี้ไม่มีทางเกิดขึ้น
ก็อยากจะเรียนว่า แม้คำพูดเราก็ใช้กันง่ายๆ ลวกๆ ว่า "กลัวการแบ่งแยก" การแบ่งแยกนั้นถ้าเป็นการแบ่งแยกว่าผู้นี้เป็นพุทธ ผู้นั้นเป็นมุสลิม เป็นคริสต์ ฯลฯ นั้นเป็นของธรรมดาอยู่แล้ว ไม่งั้นเราก็ไม่รู้ว่าใครนับถือศาสนาอะไร แต่การแบ่งแบบนี้เพื่อการรับรู้เท่านั้น มิใช่เป็นเหตุแห่งการทะเลาะกัน
ถ้าคำว่า "การแบ่งแยก" หมายถึง "การทะเลาะกัน" การระบุศาสนาใดศาสนาหนึ่งเป็นศาสนาประจำชาติ (เป็นลายลักษณ์อักษร แทนที่เป็นโดยจารีตอย่างเดียว) แล้ว ความเป็นจริงมันพิสูจน์อยู่แล้วว่าเราชาวไทยไม่มีการทะเลาะกันในเรื่องศาสนา เราคนไทยไม่ว่าไทยที่นับถือพุทธ ไทยที่นับถืออิสลาม ไทยที่นับถือคริสต์ ไทยที่นับถือพราหมณ์-ฮินดู หรือไทยที่นับถือซิกซ์ ไม่เคยทะเลาะกันเลย อย่างน้อยบรรยากาศในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่มีทุกศาสนา โดยเฉพาะกรรมาธิการศาสนา จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม เป็นตัวอย่างให้เห็นยู่ เราสมัครสมานสามัคคีกันอย่างดี
ยิ่งถ้าดูเหตุการณ์ที่เกิดในภาคใต้ปัจจุบันนี้ ยิ่งเห็นได้ชัดว่ามิได้เกี่ยวกับเรื่องศาสนาเป็นสาเหตุ หากมาจากเหตุปัจจัยอย่างอื่น เหตุปัจจัยอะไร เชื่อว่ารัฐบาลและผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองรู้ดี เพียงแต่ไม่กล้าพูดออกมาดังๆ เท่านั้น ในการอภิปรายในสภา ก็พูดกันอ้อมๆ แอ้มๆ ไม่กล้าพูดตรงๆ แต่ที่แน่ๆ คือทุกท่านยืนยันว่าไม่ได้เกิดจากความขัดแย้งทางศาสนา
ภาพที่เห็นทั้งชาวมุสลิม และชาวพุทธ ต่างก็ถูกผู้ก่อการร้ายถล่มจนเสียชีวิตไปตามๆ กัน จนชาวบ้านทั้งมุสลิมและพุทธต้องพากันไปหลบภัยในวัดก็เป็นข่าวให้รู้ให้เห็นทั่วไป ถ้าเป็นเรื่องศาสนา ทำไมเขาจึงฆ่าชาวมุสลิมด้วยเล่าครับ
นี่มันเล่นงานหมดไม่ว่าพุทธ ไม่ว่ามุสลิม ที่น่าสงสารก็คือหนูน้อย "เลาะห์" ผู้พิการ มีจักรยานคู่ชีพที่อาศัยขี่ไปโรงเรียน ซึ่งได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไอ้วายร้ายมันยังเผาทิ้งด้วยความเหี้ยมโหด
เท็จจริงพิสูจน์แล้วว่า ภัยผู้ก่อความไม่สงบดังที่เป็นอยู่และไม่รู้จะเป็นไปนานแค่ไหน มิใช่เกิดเพราะความขัดแย้งทางศาสนาเป็นสาเหตุ กลัวทำไมว่าจะเป็นการแบ่งแยก กลัวทำไมจะทำให้การทะเลาะกันทางศาสนา
ดร.อิสมาแอล อาลี หนึ่งในคณะกรรมาธิการศาสนาฯของเราให้เหตุผลน่าฟังว่า คำว่า "สมานฉันท์" ไม่ควรใช้กับศาสนา เพราะตามความหมายที่เราใช้เรารู้กัน ต้องมีการทะเลาะเบาะแว้งกันแล้ว จึงมีการสมานฉันท์กัน นี่เราศาสนาต่างๆ ไม่ได้ทะเลาะกันเลย จะมาสมานฉันท์ด้วยเรื่องอะไร
เออ จริงครับ อาจารย์ จริงจนท่านประธานคณะกรรมาธิการ (พี่แหลม ของน้องๆ) รีบเปลี่ยนมาเป็น "เพื่อความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน" เลยทีเดียว
************************************
นำมาจากเวบhttp://larndham.net/index.php?showtopic=24724&st=230
คอลัมน์ รื่นร่มรมเยศ
โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก
"เรียนอาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก ที่นับถือ ผมได้อ่านบทความเรื่อง "ฐานะพระพุทธศาสนาในรัฐธรรมนูญ (1)" แสดงว่ามีสองตอนหรืออย่างไร อยากเรียนถามเพิ่มเติมว่า ทำไมเมื่อพระเจ้าแผ่นดินของไทยทุกพระองค์ทรงประกาศเป็นพระราชปณิธานบ้าง เป็นพระบรมราโชวาทบ้าง ว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งชาติของเรา ในหลวงองค์ปัจจุบันก็ตรัสกับโป๊ปจอห์น ปอล ที่ 2 ว่า "ชาวไทยส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาประจำชาติ" แล้วทำไมรัฐธรรมนูญไม่สำนึกในความจริงข้อนี้ ผมก็ไม่ทราบ
เมื่อรัฐบาลโดยพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายเน้นว่าจะนำเอาศีลธรรมคุณธรรมมาพัฒนาประเทศ เราก็ดีใจว่า ต่อนี้ไปพระพุทธศาสนาจะได้รับการสนับสนุนอย่างดี อย่างน้อยข้อเรียกร้องให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติคงสำเร็จ แต่แล้วก็ทำท่าไม่สำเร็จ ชาวไทยก็เลยห่อเหี่ยวกันต่อไปหรืออย่างไร
นิกรไทย
ถูกแล้วครับ ผมเขียนข้อเรียกร้องในบทความเรื่อง "ฐานะพระพุทธศาสนาในรัฐธรรมนูญ" สองอาทิตย์ติดต่อกัน จดหมายคุณมาก่อนตอนที่สองตีพิมพ์ ป่านนี้คงได้อ่านแล้ว
ถูกต้องอีกเช่นกัน รัฐบาลโดยพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เน้นคุณธรรม ศีลธรรม ทางศาสนาเป็นหลักในการพัฒนาประเทศ รวมถึงเศรษฐกิจพอเพียง ตามที่ในหลวงพระราชทานด้วย นั่นก็เป็นถ้อยคำที่สละสลวยในการแถลงนโยบายครับ แม้จะตั้งใจดีแต่ก็ยังคงเป็นความตั้งใจ การแสดงออกเป็นรูปธรรมชัดเจน เรายังมองไม่เห็นสักเท่าไหร่
ส่วนในเรื่องจะได้รัฐธรรมนูญมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติหรือไม่ ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลพลเอก สุรยุทธ์ครับ เพราะรัฐบาลไม่มีสิทธิบันดาลให้มีหรือไม่ให้มี หน้าที่นั้นเป็นของกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ หรือที่เราเรียกย่อๆ ว่า ส.ส.ร.
เราในฐานะปัจเจกบุคคล หรือฐานะองค์กรต่างๆ มีสิทธิเพียงเสนอความเห็นว่าอยากให้ท่านบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แม้ว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติอยู่แล้วโดยจารีต เป็นวิถีชีวิตของคนไทยมาแต่โบราณกาล แต่ยังไม่เป็นโดยลายลักษณ์ เราอยากให้บันทึกเป็นลายลักษณ์
จึงขอร้องวิงวอนท่าน ส.ส.ร.ทั้งหลายช่วยบันทึกให้ทีเถิด
เราก็มีสิทธิแค่นี้แหละครับ ไม่ต่างจากท่านพลเอก สุรยุทธ์ นายกรัฐมนตรีดอกครับ อย่าไปว่าท่านในเรื่องนี้เลย
ผมก็ใช้สิทธิของผมในฐานะประชาชนคนหนึ่ง บังเอิญว่าได้เป็นสมาชิกนิติบัญญัติแห่งชาติอยู่ด้วย จึงได้เสนอความเห็นไปยัง ส.ส.ร.ทั้งในฐานะส่วนตัว และในฐานะกรรมาธิการศาสนา จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม อันมีพลเอก ปรีชา โรจนเสน เป็นประธาน
กรรมาธิการศาสนา จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรมนี้ มีสมาชิกทั้งชาวพุทธ และมุสลิม ต่างมีมติร่วมกันเห็นสมควรบันทึกพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ เพราะโดยจารีตประเพณีอันมีมาแต่โบราณกาลนั้น เป็นอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ได้บันทึกไว้ในรัฐธรรมนูญเท่านั้น
พูดให้ถูกเกือบได้รับบันทึกมาเมื่อครั้งร่างรัฐธรรมนูญแห่งอาณาจักรสยาม เมื่อร่างครั้งแรก แต่ถูกถอดออกวินาทีสุดท้ายก่อนเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร (ข้อมูลนี้จาก ดร.จรัล ทองเกษม)
กรรมาธิการศาสนาฯได้แถลงข่าว ก่อนเสนอไปยัง ส.ส.ร. โดยข้อเสนอประเด็นใหญ่ๆ 3 ประเด็น ดังที่ผมเขียนไว้หลายครั้ง ทั้งก่อนหน้านั้นผมก็ได้ "จับเข่า" คุยกับท่านอาจารย์นรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ และท่านนาวาตรี ประสงค์ สุ่นศิริ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมาก่อนแล้ว
ความเป็นห่วงของเราคือเห็นในคำปรารภเอ่ยถึงสถาบันหลักเพียง 2 สถาบัน คือ สถาบันชาติ และสถาบันพระมหากษัตริย์เท่านั้น ขาดสถาบันศาสนาไป และไม่มี ระบุว่า "พระมหากษัตริย์เป็นพุทธศาสนิก" เหมือนในฉบับก่อนๆ มีเพียงว่า "พระมหากษัตริย์ทรงเป็นจอมทัพไทย"
เราได้ย้ำเตือนว่า ถ้าการร่างคราวนี้ไม่ได้อะไรใหม่ ก็โปรดอย่าลบที่เคยมีในรัฐธรรมนูญฉบับก่อน
ที่มีอยู่แล้วทั้งในรัฐธรรมนูญฉบับที่ฉีกไป และในฉบับชั่วคราว คือในหมวดว่าด้วยนโยบายแห่งรัฐที่ว่า "รัฐต้องให้ความอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น"
เราอยากให้เติมข้อความให้ชัดเจนขึ้นว่า "คือศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกซ์ อันได้รับการรับรองจากรัฐ" ที่เติมก็เพราะกลัวศาสนาอื่นๆ ที่ไม่ได้รับรองจากรัฐ เช่น ศาสนาสนับสนุนฆ่าคน ศาสนาไม่นับถือพ่อแม่ ฯลฯ เขาอาจอ้างตัว ขออุปถัมภ์คุ้มครองจากรัฐด้วย
สิ่งที่ขอร้องกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญในเรื่องที่ไม่เคยมีมาก็คือ อยากขอให้เพิ่มข้อความว่า "พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ"
"ศาสนาอื่นคือศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกซ์ ได้รับการรับรองจากรัฐ"
และได้เรียนกรรมาธิการร่างฯผ่านบทความของผมอย่างน้อยสองครั้งในมติชนนี้ว่า เหตุผลที่กลัว และเชื่อตามๆ กันมาโดยคำพูดของผู้ใหญ่บางคนว่า กลัวจะเป็นการแบ่งแยกนั้น เราได้พิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นการแบ่งแยก ความกลัวอย่างนี้ไม่มีทางเกิดขึ้น
ก็อยากจะเรียนว่า แม้คำพูดเราก็ใช้กันง่ายๆ ลวกๆ ว่า "กลัวการแบ่งแยก" การแบ่งแยกนั้นถ้าเป็นการแบ่งแยกว่าผู้นี้เป็นพุทธ ผู้นั้นเป็นมุสลิม เป็นคริสต์ ฯลฯ นั้นเป็นของธรรมดาอยู่แล้ว ไม่งั้นเราก็ไม่รู้ว่าใครนับถือศาสนาอะไร แต่การแบ่งแบบนี้เพื่อการรับรู้เท่านั้น มิใช่เป็นเหตุแห่งการทะเลาะกัน
ถ้าคำว่า "การแบ่งแยก" หมายถึง "การทะเลาะกัน" การระบุศาสนาใดศาสนาหนึ่งเป็นศาสนาประจำชาติ (เป็นลายลักษณ์อักษร แทนที่เป็นโดยจารีตอย่างเดียว) แล้ว ความเป็นจริงมันพิสูจน์อยู่แล้วว่าเราชาวไทยไม่มีการทะเลาะกันในเรื่องศาสนา เราคนไทยไม่ว่าไทยที่นับถือพุทธ ไทยที่นับถืออิสลาม ไทยที่นับถือคริสต์ ไทยที่นับถือพราหมณ์-ฮินดู หรือไทยที่นับถือซิกซ์ ไม่เคยทะเลาะกันเลย อย่างน้อยบรรยากาศในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่มีทุกศาสนา โดยเฉพาะกรรมาธิการศาสนา จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม เป็นตัวอย่างให้เห็นยู่ เราสมัครสมานสามัคคีกันอย่างดี
ยิ่งถ้าดูเหตุการณ์ที่เกิดในภาคใต้ปัจจุบันนี้ ยิ่งเห็นได้ชัดว่ามิได้เกี่ยวกับเรื่องศาสนาเป็นสาเหตุ หากมาจากเหตุปัจจัยอย่างอื่น เหตุปัจจัยอะไร เชื่อว่ารัฐบาลและผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองรู้ดี เพียงแต่ไม่กล้าพูดออกมาดังๆ เท่านั้น ในการอภิปรายในสภา ก็พูดกันอ้อมๆ แอ้มๆ ไม่กล้าพูดตรงๆ แต่ที่แน่ๆ คือทุกท่านยืนยันว่าไม่ได้เกิดจากความขัดแย้งทางศาสนา
ภาพที่เห็นทั้งชาวมุสลิม และชาวพุทธ ต่างก็ถูกผู้ก่อการร้ายถล่มจนเสียชีวิตไปตามๆ กัน จนชาวบ้านทั้งมุสลิมและพุทธต้องพากันไปหลบภัยในวัดก็เป็นข่าวให้รู้ให้เห็นทั่วไป ถ้าเป็นเรื่องศาสนา ทำไมเขาจึงฆ่าชาวมุสลิมด้วยเล่าครับ
นี่มันเล่นงานหมดไม่ว่าพุทธ ไม่ว่ามุสลิม ที่น่าสงสารก็คือหนูน้อย "เลาะห์" ผู้พิการ มีจักรยานคู่ชีพที่อาศัยขี่ไปโรงเรียน ซึ่งได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไอ้วายร้ายมันยังเผาทิ้งด้วยความเหี้ยมโหด
เท็จจริงพิสูจน์แล้วว่า ภัยผู้ก่อความไม่สงบดังที่เป็นอยู่และไม่รู้จะเป็นไปนานแค่ไหน มิใช่เกิดเพราะความขัดแย้งทางศาสนาเป็นสาเหตุ กลัวทำไมว่าจะเป็นการแบ่งแยก กลัวทำไมจะทำให้การทะเลาะกันทางศาสนา
ดร.อิสมาแอล อาลี หนึ่งในคณะกรรมาธิการศาสนาฯของเราให้เหตุผลน่าฟังว่า คำว่า "สมานฉันท์" ไม่ควรใช้กับศาสนา เพราะตามความหมายที่เราใช้เรารู้กัน ต้องมีการทะเลาะเบาะแว้งกันแล้ว จึงมีการสมานฉันท์กัน นี่เราศาสนาต่างๆ ไม่ได้ทะเลาะกันเลย จะมาสมานฉันท์ด้วยเรื่องอะไร
เออ จริงครับ อาจารย์ จริงจนท่านประธานคณะกรรมาธิการ (พี่แหลม ของน้องๆ) รีบเปลี่ยนมาเป็น "เพื่อความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน" เลยทีเดียว
************************************
นำมาจากเวบhttp://larndham.net/index.php?showtopic=24724&st=230