PDA

View Full Version : ดวงกลมๆในภาพคืออะไร?


hongsanart
25-02-2007, 08:08 AM
กราบนมัสการท่านอาจารย์ค่ะ

หนูขอเรียนถามท่านอาจารย์ว่า ดวงกลมๆในภาพคืออะไรคะ และทำไมจึงมีสีและลวดลายไม่เหมือนกัน (ภาพจากคุณนักเดินทาง...ขออนุญาตนำภาพมาถามข้อสงสัยนะคะ)

สาธุค่ะ

ยายผีป่า
25-02-2007, 09:32 AM
สาธุจ้า...
อิอิ...ถามแม่ชีมาแต่ยายผีป่าบังเอิ๊นบังเอิญแวะมาชมเสียก่อนแม่ชีจะมาตอบ


ภาพที่ถ่ายด้วยกล้องดิจิตอล ส่วนมาจะสามารถจับภาพพลังแฝงต่างๆ ได้ไวกว่ากล้องแบบเก่าค่ะ แต่ยายเคยถ่ายด้วยกล้องแบบเก่า เวลามีพลังแฝงมาสำแดงให้รับทราบก็สามารถถ่ายได้ค่ะ ตอนแรกเข้าใจว่า เกิดจากการที่หน้าเลนส์เปื้อน หรือมีฝุ่นคละคลุ้ง หรือความผิดปกติของเลนส์ ของขบวนการล้างฟิมส์ต่างๆ นานา

แต่พอได้ทดลองและใช้สัมผัสที่พอมีตรวจสอบ

ถึงได้ทราบว่า มิติ(พลังงานทิพย์) มีอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะในเขตที่มีมงคลสถิตย์ เช่นวัด ถ้ำ ป่าเขา

สีต่างๆ ลายต่างๆ ในดวงกลมนั้นๆ ไม่เหมือนกันค่ะ เพราะแต่ล่ะดวงมีพลังแตกต่าง เหมือนในงานวัดมีผู้คนมากมาย บ้างเป็นเจ้านายระดับสูง ลดหลั่นกหันมา บ้างเป็นคนธรรมดา บ้างเป็นโจร แต่พลังทิพย์ของมารนี่ไม่ค่อยปรากฎนะคะ เพราะพวกที่มีบารมีสูงกว่าขับไล่ไปหมด ไม่มาปนเปื้อนเหมือนสงคมคนหรอกนะคะ

แต่ตอนที่ยายทำพิธีน่ะ มีพวกสัมภะเวสีมาแฝงกับพวกหมาต่างๆ ตาเนื้อมองไม่ออกหรอก ก็ไล่หมาไปใช่ไหม แต่เบื้องบนท่านรู้ว่าสัมภะเวสีมาแฝง เขาหิวโซ เราต้องไม่ไล่เขา ต้องเมตตา กรุณาเขาบ้าง ไม่งั้นเขาจะมีสุขได้เช่นไร

โคมฉาย
25-02-2007, 12:03 PM
ผมคิดว่า ฝุ่น
เพราะผมถ่านรูปกลางคืนที่ไร
ไอ้วงกลมๆๆๆๆๆๆๆเต็มจนภาพเสีย
ตัวอย่าง
ผมไปถ่ายภาพงานวันเด็กกลางคืนภาพเสียหมด
(b-oneeye)

ขอบคุณคุณhongsanart ผมได้รับตระกรุดยิงไม่ออก แทงไม่เข้า สาวหลง แล้วครับ ขอบคุณมากครับ

phanit
25-02-2007, 12:48 PM
อนุโมทนาสาธุ

noi
25-02-2007, 02:42 PM
ภาพนี้ผมถ่ายด้วยกล้อง digital sony ราคา~ 6พันบาทhttp://www.dannipparn.net/web/board/photo/20070210_074230.jpg (http://www.dannipparn.net/web/board/view.php?Category=sontana&pic=20070210_074230.jpg)
ภาพพิเศษนี้ ถ่ายในโบสถ์วัดพระธาตุจอมกิตติ ผมลองอ่านดูในหนังสือเรื่องจริงอิงนิทาน พิเศษจึงพอจะเข้าใจบ้างเล็กน้อย ที่นี่http://www.praruttanatri.com/v1/spec...jing_piset.pdf (http://www.praruttanatri.com/v1/special/books/ruengjing_piset.pdf) โดยเฉพาะหน้า2(ในหนังสือ)หรือหน้า8(ในlink .pdf.) หลวงพ่อได้เดินทางมาที่นี่ และเมตตา
<TABLE style="FILTER: glow(color=pink, strength=3)">กล่าวไว้ถึงที่นี่ชัดเจนมาก <TBODY></TBODY></TABLE><!-- / message --><!-- sig -->
<!-- / message --><!-- sig -->

noi
25-02-2007, 02:43 PM
http://www.palungjit.com/club/uploads/chatyman_jj2.jpg
เปรียบเทียบกับภาพปกติhttp://www.palungjit.com/club/chatyman/<!-- / message --><!-- sig -->

แม่ชีณัฐทิพย์
28-02-2007, 12:08 PM
เจริญธรรม...

รูปที่ถามมานั้น บางคนก็บอกว่า " ฝุ่น "
บางคนก็บอกว่า " ดวงวิญญาณ "
บางคนก็บอกว่า "มุมหักเหของแสง"
บางคนก็บอกว่า "ธรรมจักร"


สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น อาจใช่และไม่ใช่ เพราะต้องวินิจฉัยเป็นแต่ละภาพไป ไม่ใช่เหมือนกันทั้งหมด

นักวิทยาศาสตร์บอกว่า ฝุ่นที่ลอยอยู่ตามอากาศ เมื่อโดนแสงแฟลชก็จะเกิดลำแสงขึ้น ดูอย่างการฉายภาพยนต์

จะมีลำแสงพวยพุ่งออกมาจากเครื่องฉาย หากตอนนั้นมีฝุ่นละอองปลิวมาก็จะสามารถมองเห็นฝุ่นได้ชัด รวมทั้งมีสีต่างกัน


และแม้ว่าไม่มีแสงเป็นตัวนำแต่ก็ยังมีแสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูปในขณะถ่าย ซึ่งจังหวะที่ฝุ่นปลิวมา เราก็จะถ่ายติด

เมื่อฝุ่นปลิวไปลองถ่ายอีกภาพ ก็จะไม่มีดวงกลม รวมทั้งสีต่างๆของฝุ่นด้วย
ส่วนคนพุทธส่วนมากมักจะเชื่อเรื่อง "วิญญาณและเทวดา" ซึ่งปกปักรักษาตามสถานที่อันศักสิทธิ์ ที่อันควรบูชา


ที่ๆผู้คนปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เช่นที่ๆมีการปฏิบัติธรรม จำพรรษาของพระ โบสถ์ เจดีย์ ถ้ำ เหล่านี้เป็นต้น


เรื่องเหล่านี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคลและเลยมาในหลายๆคน แต่ก็ไม่มีใครสามารถพิสูจน์ออกมาเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนได้


แม่ชีขออธิบายตามหลักของศาสนานะ
เมื่อมนุษย์เราเกิดมา ได้ทำอะไรๆในชีวิตประจำวัน สิ่งนั้นก็จำและเก็บไว้ภายในจิตใจ ก็คือเก็บไว้ในสมอง


จิตใจได้แก่ สังขารอันมี ร่างกายที่เป็นรูปธรรม และนามธรรม คือ ความคิด
ไม่ว่าจะทำความชั่วหรือความดี จิตใจและสมองย่อมเก็บไว้ และส่งผลออกมาเป็นการกระทำ รวมทั้งคำที่พูด

"บุคคลใดทำกรรมอะไรไว้ กรรมคือการกระทำ หรือพฤติกรรม ย่อมได้รับกรรมนั้น" นี่คือหลักความเป็นจริง

เมื่อทำแล้วก็ย่อมเก็บสิ่งที่ทำนั้นไว้ด้วย เนื่องจากมนุษย์เราเป็นเช่นนั้นกันทุกคน คือ ทำดียึดดี ทำชั่วและยึดชั่ว


ส่วนผู้ที่มีการเรียนรู้และพัฒนาที่เรียกว่า "อริยะ" จึงเข้าใจหลักความเป็นจริง ในเรื่องของการทำดี ทำชั่วจะได้รับสิ่งนั้น

"จึงไม่ยึดดี และยึดชั่ว" ในสมองหรือจิตใจจึงโล่งโปร่งสบาย ไม่มีความจำทั้งหลายนั้นคั่งค้างอยู่ จิตใจและสมองจึงสะอาด ปราศจากดีและชั่ว


หันมาในเรื่องของดวงที่อยู่ในภาพเหล่านั้น ข้อสังเกตคือ ถ้าในดวงมีเส้นลวดลาย คล้ายธรรมจักร หรือคล้ายมันสมองของคน
นั้นคือดวงจิตหรือดวงวิญญาณของคนที่ตายไปแล้ว

"ตายแล้วเหลืออะไร?" "แล้วไปอยู่กันที่ไหนกัน?"


ถ้าตอบคำถามตรงนี้ได้ ก็ ok แล้ว ความเข้าใจจะเกิดขึ้นทันที ความสงสัยจะหายไปในฉับพลัน

แต่ถ้าในดวงที่เห็นนั้นไม่มีลวดลายอะไร มีแสงสีมากมายนั้นไม่ใช่ดวงจิตหรือดวงวิญญาณ เป็นเพียงฝุ่นที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ
ไม่ใช่วิญญาณต่ำที่ไหนหรอก...


ตอนนี้แม่ชีมาสอนที่กรุงเทพฯ มีภาพมาแต่ว่า "ทำไม่เป็น" ต้องรอให้ลูกศิษย์มาสอนก่อน แล้วจะนำภาพมาลงให้ดู จะได้เข้าใจมากขึ้น


ขอบคุณทุกท่านที่นำภาพมาลงให้ดูหลายภาพทีเดียว น่าศึกษาและน่าพิสูจน์นะ
ดูภาพแล้วก็พิจารณาดูเถอะ "อย่าเชื่อเพราะเขาบอกว่า เล่ามา อย่าเชื่อเพราะเป็นเพียงความต้องใจ หรือถูกใจเรา



แต่ให้เชื่อในความมีเหตุมีผลตามความเป็นจริง ของจริงทั้งหลายย่อมพิสูจน์ได้เสมอ ไม่จำกัดกาล


ของที่เห็นอาจจะไม่ใช่ ของที่ไม่เห็น ไม่ใช่ว่าจะไม่จริงนะ

ธรรมะสวัสดี สาธุ!!!

แม่ชีณัฐทิพย์
28-02-2007, 12:16 PM
เจริญธรรม...
รูปที่ถามมานั้น บางคนก็บอกว่า " ฝุ่น "
บางคนก็บอกว่า " ดวงวิญญาณ "
บางคนก็บอกว่า "มุมหักเหของแสง"
บางคนก็บอกว่า "ธรรมจักร"


สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น อาจใช่และไม่ใช่ เพราะต้องวินิจฉัยเป็นแต่ละภาพไป ไม่ใช่เหมือนกันทั้งหมด


นักวิทยาศาสตร์บอกว่า ฝุ่นที่ลอยอยู่ตามอากาศ เมื่อโดนแสงแฟลชก็จะเกิดลำแสงขึ้น ดูอย่างการฉายภาพยนต์


จะมีลำแสงพวยพุ่งออกมาจากเครื่องฉาย หากตอนนั้นมีฝุ่นละอองปลิวมาก็จะสามารถมองเห็นฝุ่นได้ชัด รวมทั้งมีสีต่างกัน


และแม้ว่าไม่มีแสงเป็นตัวนำแต่ก็ยังมีแสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูปในขณะถ่าย ซึ่งจังหวะที่ฝุ่นปลิวมา เราก็จะถ่ายติด
เมื่อฝุ่นปลิวไปลองถ่ายอีกภาพ ก็จะไม่มีดวงกลม รวมทั้งสีต่างๆของฝุ่นด้วย


ส่วนคนพุทธส่วนมากมักจะเชื่อเรื่อง "วิญญาณและเทวดา" ซึ่งปกปักรักษาตามสถานที่อันศักสิทธิ์ ที่อันควรบูชา


ที่ๆผู้คนปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เช่นที่ๆมีการปฏิบัติธรรม จำพรรษาของพระ โบสถ์ เจดีย์ ถ้ำ เหล่านี้เป็นต้น


เรื่องเหล่านี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคลและเลยมาในหลายๆคน แต่ก็ไม่มีใครสามารถพิสูจน์ออกมาเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนได้


แม่ชีขออธิบายตามหลักของศาสนานะ
เมื่อมนุษย์เราเกิดมา ได้ทำอะไรๆในชีวิตประจำวัน สิ่งนั้นก็จำและเก็บไว้ภายในจิตใจ ก็คือเก็บไว้ในสมอง

จิตใจได้แก่ สังขารอันมี ร่างกายที่เป็นรูปธรรม และนามธรรม คือ ความคิด
ไม่ว่าจะทำความชั่วหรือความดี จิตใจและสมองย่อมเก็บไว้ และส่งผลออกมาเป็นการกระทำ รวมทั้งคำที่พูด


"บุคคลใดทำกรรมอะไรไว้ กรรมคือการกระทำ หรือพฤติกรรม ย่อมได้รับกรรมนั้น" นี่คือหลักความเป็นจริง

เมื่อทำแล้วก็ย่อมเก็บสิ่งที่ทำนั้นไว้ด้วย เนื่องจากมนุษย์เราเป็นเช่นนั้นกันทุกคน คือ ทำดียึดดี ทำชั่วและยึดชั่ว


ส่วนผู้ที่มีการเรียนรู้และพัฒนาที่เรียกว่า "อริยะ"จึงเข้าใจหลักความเป็นจริง ในเรื่องของการทำดี ทำชั่วจะได้รับสิ่งนั้น


"จึงไม่ยึดดี และยึดชั่ว"ในสมองหรือจิตใจจึงโล่งโปร่งสบาย ไม่มีความจำทั้งหลายนั้นคั่งค้างอยู่ จิตใจและสมองจึงสะอาด
ปราศจากดีและชั่ว

หันมาในเรื่องของดวงที่อยู่ในภาพเหล่านั้น ข้อสังเกตคือ ถ้าในดวงมีเส้นลวดลาย คล้ายธรรมจักร หรือคล้ายมันสมองของคน
นั้นคือดวงจิตหรือดวงวิญญาณของคนที่ตายไปแล้ว

"ตายแล้วเหลืออะไร?" "แล้วไปอยู่กันที่ไหนกัน?"



ถ้าตอบคำถามตรงนี้ได้ ก็ ok แล้ว ความเข้าใจจะเกิดขึ้นทันที ความสงสัยจะหายไปในฉับพลัน

แต่ถ้าในดวงที่เห็นนั้นไม่มีลวดลายอะไร มีแสงสีมากมายนั้นไม่ใช่ดวงจิตหรือดวงวิญญาณ เป็นเพียงฝุ่นที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ
ไม่ใช่วิญญาณต่ำที่ไหนหรอก...


ตอนนี้แม่ชีมาสอนที่กรุงเทพฯ มีภาพมาแต่ว่า "ทำไม่เป็น" ต้องรอให้ลูกศิษย์มาสอนก่อน แล้วจะนำภาพมาลงให้ดู จะได้เข้าใจมากขึ้น


ขอบคุณทุกท่านที่นำภาพมาลงให้ดูหลายภาพทีเดียว น่าศึกษาและน่าพิสูจน์นะ
ดูภาพแล้วก็พิจารณาดูเถอะ "อย่าเชื่อเพราะเขาบอกว่า เล่ามา อย่าเชื่อเพราะเป็นเพียงความต้องใจ หรือถูกใจเรา



แต่ให้เชื่อในความมีเหตุมีผลตามความเป็นจริง ของจริงทั้งหลายย่อมพิสูจน์ได้เสมอ ไม่จำกัดกาล


ของที่เห็นอาจจะไม่ใช่ ของที่ไม่เห็น ไม่ใช่ว่าจะไม่จริงนะ

ธรรมะสวัสดี สาธุ!!!

แม่ชีณัฐทิพย์
02-03-2007, 02:26 PM
เจริญธรรม...

ภาพที่แม่ชีนำมาให้ดู เพื่อพิจารณากัน...

ภาพมันสมองของคน เมื่อตอนมีชีวิตนั้น คิดและทำอะไรไว้ สิ่งเหล่านั้นจะถูกบันทึกไว้ในส่วนสมองทันที

เมื่อสังขารถูกเผาไป มันสมองที่เป็นรูปธรรมก็ไม่มี คงมีแต่นามธรรม ที่เรียกว่า "วิญญาณ" ที่ล่องลอยไปในอากาศ

เหมือนฝุ่นละออง รอวันหาบ้านใหม่ คือรอวันกลับมาเกิดเป็นมนุษย์หรือ สัตว์เดียรัจฉาน

หากโอกาสยังไม่อำนวย คือต้องชดใช้กรรม หรือความทุกข์ก่อน ก็ยังเกิดเป็นมนุษย์ หรือสัตว์ไม่ได้

ยังคงล่องลอยวนเวียนอยู่ในอากาศ ที่คนเราเรียกและแบ่งว่า "สวรรค์ หรือนรก"นั่นเอง

ดวงที่หลายคนถ่ายภาพมาแล้วติดอยู่ในภาพนั้น หากเราสังเกตดูดีๆ มีทั้งดวงวิญญาณและการหักเหของแสงและฝุ่นละออง

ในบุคคลธรรมดา ไม่อาจแยกแยะได้

แม่ชีหวังว่า สักวันจะมีอัจฉริยะ หรือนักวิทยาศาสตร์ที่สามารถนำสิ่งเหล่านี้มากระทำให้เกิดเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนได้ เหมือนอย่างการเกิดจันทรุปราคา หรือสุริยะปราคา และอะไรอีกหลายอย่างที่เทคโนโลยี สมัยใหม่ทำได้

อย่าเพิ่งมองเป็นสิ่งอัศจรรย์และลับลี้หรือลี้ลับเลย มิเช่นนั้นเราจะตกเป็นเหยื่อของผู้ฉวยโอกาสหาเงินในทางที่ผิด

ทำไมพระพุทธเจ้าจึงทรงสามารถล่วงรู้ทุกสิ่งทุกอย่างได้โดยที่ไม่ต้องมีเครื่องมือทันสมัย

ทั้งๆที่พระองค์ก็เป็นมนุษย์ แต่เพราะพระองค์ทรงมีความคิด และใช้มันสมองที่เหนือบุคคลทั่วไป ที่เรียกว่า "ปุถุชน"

พระองค์จึงทรงเข้าใจและล่วงถึงธรรมชาติทั้งปวงและทั้งหมดจนสิ้น
พระองค์จึงทรงสั่งสอนและบอกวิธีเหล่านี้ให้แก่มหชนและพลโลกให้รับรู้และเข้าใจ แต่ก็มีบางส่วนที่สามารถเข้าถึงและเข้าใจได้

แต่ก็ยังมีอีกมากมายที่ไม่สามารถเข้าใจได้ในขณะนี้ ต้องรอเวลาอันควรและเหมาะสมด้วย

พระองค์จึงเปรียบมนุษย์เราเหมือนดอกบัว ทุกคนต่างกำเนิดมาจากโคลนตม รวมทั้งพระพุทธองค์ด้วย

แต่ทุกคนก็สามารถพัฒนาชีวิตให้เจริญขึ้นโดยลำดับได้

หวังว่าคงจะเป็นแนวทางการคิดและพิจารณาในแต่ละบุคคล

"แม่ชีไม่อยากพูดเหมือนงมงาย แต่สิ่งที่งมงายนั้นมี"

อยากรู้มากกว่านี้ต้องคุยกันส่วนตัวแล้วล่ะ...

เพราะกันคนนินทาและด่าผิดจ้า...

ธรรมะสวัสดี สาธุ!!!

InWจัunSา
02-03-2007, 03:17 PM
ส่วนตัวผมว่า อาจจะเป็นพวกอุณหภูมิบรรยากาศโดยรอบในขณะนั้น เพราะลองคิดดูดิครับ ถ้าเป็นเทพนั้นจะมีพวกเม็ดกลมๆหรอ เม็ดกลมๆนั้นหมายถึงพลังจำนวนมหาศาลนั้นเหรอ

sacrifar
02-03-2007, 09:35 PM
ความรู้ที่พระองค์ทรงรู้จากการตรัสรู้นั้นมีมากราวใบไม้ทั้งป่า แต่ที่พระองค์นำมาสอนพระสาวกนั้นเทียบได้เพียงใบไม้ในกำมือเดียวเท่านั้น

ผมว่ามันก็เหมือนตอนที่มนุษย์ยุคต้นประวัติศาสตร์ เห็นฟ้าผ่าแล้วบอกว่าพระเจ้าลงโทษ อาเพศ ผีลง ฯลฯ แต่พอรู้สาเหตุการเกิดก็เข้าใจว่าเป็นธรรมชาติ เรื่องจิตนี่ก็คงเหมือนกัน หากพิสูจน์ได้เมื่อใด ก็จะเข้าใจว่าเป็นธรรมชาติ