paang
31-01-2007, 06:26 AM
http://www.palungjit.com/board/images/somdetto.gif
ครั้งหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯได้ทรงมีพระราชดำริให้วัดต่างๆ แถบริมน้ำเจ้าพระยาและแถวปากคลองต่างๆ ให้มีการจัดตกแต่งเรือเข้าประกวดทุกวัด และแต่ละวัดนั้น ก็ต้องนำเรือที่ตกแต่งไว้สวยงามแล้ว จอดไว้ที่ท่าน้ำ เพื่อที่พระองค์จะได้เสด็จทอดพระเนตรและทรงตัดสินรางวัลให้
เมื่อมีพระราชดำริมาเช่นนี้ ทุกวัดก็ต่างกุลีกุจอตกแต่งประดับประดาเรือเสียวิจิตรตระการตา สวยงาม ต่างฝ่ายก็ต่างหวังที่จะชนะการประกวด
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯเสด็จทอดพระเนตรเรือต่างๆ โดยเริ่มต้นจากท่าราชวรดิษฎ์ ล่องไปเรื่อยๆ ทรงทอดพระเนตรอย่างสำราญราชหฤทัย แต่ครั้นพอผ่านมาทางหน้าวัดของสมเด็จฯ ก็ตกพระทัยเป็นอย่างยิ่ง เพราะเรือที่จอดอยู่หน้าวัดของสมเด็จฯ ไม่ใช่เรือที่ประดับประดาสิ่งสวยอะไร เป็นเรือสำปั้นเล็กๆ เก่ามาก ไม้ผุจนเกือบพัง หาสภาพดีไม่ได้ มีสามเณรพายอยู่ตรงหัวเรือและท้ายเรือ กลางลำเรือมีลิงผูกไว้กับหลักตัวหนึ่ง และมีกระดาษแข็งเขียนผูกไว้กับคอลิง ข้อความบนกระดาษนั้น ตัวใหญ่ชัดเจน มีใจความว่า ขายผ้าเอาหน้ารอด
การทำเช่นนี้ของสมเด็จฯ พระบาทสมเด็จพระจอม เกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงทราบความหมาย ในวันรุ่งขึ้นจึงให้ มหาดเล็กไปสอบถาม
สมเด็จฯ ได้อธิบายให้มหาดเล็กผู้นั้นทราบว่า พระสมณะย่อมหาสมบัติได้ยาก นอกจากจะมีผู้มีจิตศรัทธานำมาถวายเท่านั้น ซึ่งของที่ได้รับก็มีแต่เครื่องบริโภคอุปโภค ย่อมไม่มีทุนทรัพย์หรือสิ่งใดที่จะนำมาแลกเปลี่ยนหาซื้อสิ่งต่างๆ นำมาประดับประดาเรือให้สวยงามได้ ถ้าจะทำอย่างนั้นได้ ก็มีแต่จะต้องเอาผ้าจีวรไปขาย ถึงจะมีเงินมาเป็นทุน ซื้อสิ่งของมาประดับเรือได้ จำยอมขายผ้าเอาหน้ารอดไว้ก่อน เพราะยังทำอย่างนั้นไม่ได้ ต้องเอาไว้ใช้ห่มสังขารกันร้อนหนาวก่อน
การสอนเป็นปริศนาเช่นนี้ของสมเด็จฯ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประจักษ์แจ้งแล้ว ก็ไม่ทรงทำเช่นนั้นอีกเลย
ที่มา หนังสือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พฺรหฺมรํสี (ประวัติที่น่าสนใจของหลวงพ่อโต แห่งวัดระฆัง ผู้มีชื่อเสียง และมีเมตตาธรรมอันสูงยิ่ง)
ครั้งหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯได้ทรงมีพระราชดำริให้วัดต่างๆ แถบริมน้ำเจ้าพระยาและแถวปากคลองต่างๆ ให้มีการจัดตกแต่งเรือเข้าประกวดทุกวัด และแต่ละวัดนั้น ก็ต้องนำเรือที่ตกแต่งไว้สวยงามแล้ว จอดไว้ที่ท่าน้ำ เพื่อที่พระองค์จะได้เสด็จทอดพระเนตรและทรงตัดสินรางวัลให้
เมื่อมีพระราชดำริมาเช่นนี้ ทุกวัดก็ต่างกุลีกุจอตกแต่งประดับประดาเรือเสียวิจิตรตระการตา สวยงาม ต่างฝ่ายก็ต่างหวังที่จะชนะการประกวด
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯเสด็จทอดพระเนตรเรือต่างๆ โดยเริ่มต้นจากท่าราชวรดิษฎ์ ล่องไปเรื่อยๆ ทรงทอดพระเนตรอย่างสำราญราชหฤทัย แต่ครั้นพอผ่านมาทางหน้าวัดของสมเด็จฯ ก็ตกพระทัยเป็นอย่างยิ่ง เพราะเรือที่จอดอยู่หน้าวัดของสมเด็จฯ ไม่ใช่เรือที่ประดับประดาสิ่งสวยอะไร เป็นเรือสำปั้นเล็กๆ เก่ามาก ไม้ผุจนเกือบพัง หาสภาพดีไม่ได้ มีสามเณรพายอยู่ตรงหัวเรือและท้ายเรือ กลางลำเรือมีลิงผูกไว้กับหลักตัวหนึ่ง และมีกระดาษแข็งเขียนผูกไว้กับคอลิง ข้อความบนกระดาษนั้น ตัวใหญ่ชัดเจน มีใจความว่า ขายผ้าเอาหน้ารอด
การทำเช่นนี้ของสมเด็จฯ พระบาทสมเด็จพระจอม เกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงทราบความหมาย ในวันรุ่งขึ้นจึงให้ มหาดเล็กไปสอบถาม
สมเด็จฯ ได้อธิบายให้มหาดเล็กผู้นั้นทราบว่า พระสมณะย่อมหาสมบัติได้ยาก นอกจากจะมีผู้มีจิตศรัทธานำมาถวายเท่านั้น ซึ่งของที่ได้รับก็มีแต่เครื่องบริโภคอุปโภค ย่อมไม่มีทุนทรัพย์หรือสิ่งใดที่จะนำมาแลกเปลี่ยนหาซื้อสิ่งต่างๆ นำมาประดับประดาเรือให้สวยงามได้ ถ้าจะทำอย่างนั้นได้ ก็มีแต่จะต้องเอาผ้าจีวรไปขาย ถึงจะมีเงินมาเป็นทุน ซื้อสิ่งของมาประดับเรือได้ จำยอมขายผ้าเอาหน้ารอดไว้ก่อน เพราะยังทำอย่างนั้นไม่ได้ ต้องเอาไว้ใช้ห่มสังขารกันร้อนหนาวก่อน
การสอนเป็นปริศนาเช่นนี้ของสมเด็จฯ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประจักษ์แจ้งแล้ว ก็ไม่ทรงทำเช่นนั้นอีกเลย
ที่มา หนังสือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พฺรหฺมรํสี (ประวัติที่น่าสนใจของหลวงพ่อโต แห่งวัดระฆัง ผู้มีชื่อเสียง และมีเมตตาธรรมอันสูงยิ่ง)