paang
30-01-2007, 07:45 AM
http://www.agalico.com/imghost/photo/img/20ee520c8304a2b5b84d153baccdd022/30116.jpg
ประสพการณ์ส่วนหนึ่งของ หลวงปุ่แหวน ขณะอยที่ถ้ำเชียงดาว มีดังนี้ :-
ในระหว่างพรรษา วันหนึ่งประมาณ ๕ โมงเย็น หลวงปู่แหวน กำลังเดินจงกรมอยู่ ก็มีเสียง ดังโครมครามเหมือนกิ่งไม้ใหญ่หักลงมา จึงเหลียวไปดู กลายเป็นสัตว์ร่างใหญ่ร่างหนึ่ง เอาเท้า เกาะอยู่บนกิ่งไม้ห้อยหัวลงมา มีผมยาวรุงรัง เสียงร้องโหยหวน
หลวงปู่บอกว่า ท่านไม่ได้นึกกลัว และไม่ได้ให้ความสนใจ ยังคงเดินจงกรมต่อไป
เมื่อร่างนั้นเห็นว่า หลวงปุ่ไม่สนใจ ก็หนีหายไป
สองสามวันต่อมา ก็มาปรากฎอีก แต่หลวงปู่ ก็เดินจงกรมโดยไม่สนใจ หลังจากนั้นจึงมา ปรากฎตัวให้เห็นทุกเย็น แต่ไม่ได้เข้ามาใกล้หลวงปุ่ คงแสดงอาการเหมือนเดิมทุกครั้ง
วันหนึ่ง หลวงปู่ ได้กำหนดจิตถามไปว่า ที่มานั้นเขาต้องการอะไร ทีแรกเขาทำเฉยเหมือน ไม่เข้าใจ หลวงปู่ จึงกำหนดจิตถามอีก เขาจึงบอกว่า ต้องการมาขอส่วนบุญ
หลวงปู่ จึงกำหนดจิตถามต่อไปว่า เขาเคยทำกรรมอะไรมา จึงต้องมาทุกข์ทรมานอยู่ ในสภาพเช่นนี้
ร่างนั้นได้เล่าถึงบุพกรรมของเขาว่า เขาเคยเป็นคนอยู่ที่เชียงดาวนี้ มีอาชีพลักขโมยและ ปล้นเขากิน ก่อนไปปล้น เขาจะเอาดอกไม้ธูปเทียน ไปขอพรและขอคุ้มครองกับพระพุทธรูปองค์ หนึ่งในถ้ำ
เขาทำอย่างนี้ทุกครั้ง และก็แคล้วคลาดตลอดมา
อยู่มาวันหนึ่ง เขาไปขอพรพระพุทธรูป แล้วออกไปปล้นเช่นเคย บังเอิญเจ้าของบ้านรู้ตัวก่อน จึงเตรียมต่อสู้ เขาถูกเจ้าของบ้านฟันบาดเจ็บสาหัส จึงหนีตายเอาตัวรอดมาได้
ด้วยความโมโหว่า พระไม่คุ้มครอง เขาจึงกลับไปที่ถ้ำแล้วเอาขวานทุบเศียรพระพุทธรูป จนคอหัก ขณะเดียวกัน ก็ยังคุมแค้นอยู่ ตั้งใจว่า บาดแผลหายแล้ว จะกลับไปแก้แค้นเจ้าของบ้าน ให้ได้
เผอิญบาดแผลที่ถูกฟันนั้นสาหัสมาก เขาจึงต้องตายในเวลาต่อมา วิญญาณเขาจึงต้องมาเป็น เปรตทนทุกข์ทรมานอยู่ที่เชียงดาว แห่งนี้ จึงได้พยายามมาขอส่วนบุญ เพื่อให้พระท่านช่วยแผ่ให้ จะได้คลายความทุกข์ทรมานลงไปได้บ้าง
หลวงปู่แหวน ท่านเล่าว่า บุพกรรมของเปรตตนนั้น หนักมากเหลือเกิน ท่านได้รวบรวมจิต อุทิศบุญกุศลไปให้ ตั้งแต่นั้นมา ร่างนั้นก็ไม่ปรากฎให้เห็นอีก แต่จะได้รับบุญกุศลเพียงใดขึ้น อยู่กับตัวเขาเอง
หลวงปุ่ บอกว่า เปตรตนนั้นเป็นเปรตสมัยใหม่ เพราะใช้คำแทนตัวเขาเองว่า "ผม" แต่เปรต ตนอื่นๆ ที่หลวงปู่เคยพบมา จะใช้คำแทนตนว่า "เรา" หรือ " ข้าพเจ้า" จึงนับว่าเปรตตนนี้ เป็นเปรตสมัยใหม่
ธรรมะีที่สืบเนื่องจากเปรตตนนั้น
หลวงปู่แหวน ท่านพูดถึงธรรมะหลังจากเล่าเรื่องเปรตตนนั้นดังต่อไปนี้ :-
บรรดาสัตว์ทั้งหลายนั้น เมื่อไม่มีทุกข์มาถึงตัว มักจะไม่เห็นคุณของพระศาสนา มัวเมา ประ มาท ปล่อยกายปล่อยใจให้ประพฤติทุจริต ผิดศีลผิดธรรม อยู่เป็นประจำนิสัย เห็นผิดเป็นถูก เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
ต่อเมื่อได้รับทุกข์แล้ว ที่พึ่งอื่นไม่มี นั่นแหละจึงได้คิดถึงพระ คิดถึงศาสนา
แต่เป็นเวลาที่สายไปแล้ว
เรื่องความดีนั้นเราต้องทำอยุ่เสมอ ให้เป็นที่อยู่ของจิต เป็นอารมณ์ของจิต ให้เป็นมรรค คือทางดำเินินไปของจิต จึงจะเห็ผลของความดี
ไม่ใช่เวลาใกล้จะตาย จึงนิมนต์พระไปให้ศีล ให้ไปบอกพุทโธ หรือตายไปแล้ว ญาติจึงเคาะ โลงบอกให้รับศีล เช่นนี้เป็นการกระทำที่ผิดหมด
เหตุเพราะว่า คนเจ็บนั้น จิตมัวติดอยู่กับเวทนา ไฉนจะมาสนใจใยดีกับศีลได้ เว้นไว้แต่ผู้ที่ รักษาศีลมาเป็นปกติเท่านั้น จึงจะสามารถระลึกถึงศีลของตัวได้ เพราะตนเองเคยทำมาจนเป็น อารมณ์ของจิตแล้วเท่านั้น
แต่ส่วนมาก พอใกล้จะตายแล้ว จึงมีผู้เตือนให้รับศีล ยิ่งคนตายแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะคนตายนั้น ร่างกายกับจิตใจ ไม่รับรู้ใดๆแล้ว
แต่ที่ทำมา ก็ยังถือว่าเป็นของดี
ตัวอย่าง พระเทวทัต ทำกรรมจนสุดท้ายถูกแผ่นดินสูบ เมื่อร่างกายลงไปถึงคาง จึงระลึกถึง ความดีของพระพุทธเจ้าได้ แล้วขอถวายคางเป็นพุทธบูชา
พระเทวทัต ยังมีสติระลึกได้ จึงพอมีผลดีอยุ่บ้างในอนาคต
แม้เปรตตนนั้นก็เหมือนกัน ตายไปแล้ว จึงสำนึกได้มาขอส่วนบุญ เมื่อตอนยังมีชีวิตอยู่ เคยทำลายแม้กระทั่งพระพุทธรูปที่ตนเคารพนับถือ
การที่พระแผ่เมตตาให้ เขาจะได้รับหรือเปล่าไม่รู้ สู้เราทำเอาเองไม่ได้ เราทำให้ตัวเราเอง จะได้มากน้อยเท่าไรก็มีความปิติ เอิมอิ่มใจมากเท่านั้น
ที่มา http://www.geocities.com/thaimedicinecm/arjanwhan.htm
ประสพการณ์ส่วนหนึ่งของ หลวงปุ่แหวน ขณะอยที่ถ้ำเชียงดาว มีดังนี้ :-
ในระหว่างพรรษา วันหนึ่งประมาณ ๕ โมงเย็น หลวงปู่แหวน กำลังเดินจงกรมอยู่ ก็มีเสียง ดังโครมครามเหมือนกิ่งไม้ใหญ่หักลงมา จึงเหลียวไปดู กลายเป็นสัตว์ร่างใหญ่ร่างหนึ่ง เอาเท้า เกาะอยู่บนกิ่งไม้ห้อยหัวลงมา มีผมยาวรุงรัง เสียงร้องโหยหวน
หลวงปู่บอกว่า ท่านไม่ได้นึกกลัว และไม่ได้ให้ความสนใจ ยังคงเดินจงกรมต่อไป
เมื่อร่างนั้นเห็นว่า หลวงปุ่ไม่สนใจ ก็หนีหายไป
สองสามวันต่อมา ก็มาปรากฎอีก แต่หลวงปู่ ก็เดินจงกรมโดยไม่สนใจ หลังจากนั้นจึงมา ปรากฎตัวให้เห็นทุกเย็น แต่ไม่ได้เข้ามาใกล้หลวงปุ่ คงแสดงอาการเหมือนเดิมทุกครั้ง
วันหนึ่ง หลวงปู่ ได้กำหนดจิตถามไปว่า ที่มานั้นเขาต้องการอะไร ทีแรกเขาทำเฉยเหมือน ไม่เข้าใจ หลวงปู่ จึงกำหนดจิตถามอีก เขาจึงบอกว่า ต้องการมาขอส่วนบุญ
หลวงปู่ จึงกำหนดจิตถามต่อไปว่า เขาเคยทำกรรมอะไรมา จึงต้องมาทุกข์ทรมานอยู่ ในสภาพเช่นนี้
ร่างนั้นได้เล่าถึงบุพกรรมของเขาว่า เขาเคยเป็นคนอยู่ที่เชียงดาวนี้ มีอาชีพลักขโมยและ ปล้นเขากิน ก่อนไปปล้น เขาจะเอาดอกไม้ธูปเทียน ไปขอพรและขอคุ้มครองกับพระพุทธรูปองค์ หนึ่งในถ้ำ
เขาทำอย่างนี้ทุกครั้ง และก็แคล้วคลาดตลอดมา
อยู่มาวันหนึ่ง เขาไปขอพรพระพุทธรูป แล้วออกไปปล้นเช่นเคย บังเอิญเจ้าของบ้านรู้ตัวก่อน จึงเตรียมต่อสู้ เขาถูกเจ้าของบ้านฟันบาดเจ็บสาหัส จึงหนีตายเอาตัวรอดมาได้
ด้วยความโมโหว่า พระไม่คุ้มครอง เขาจึงกลับไปที่ถ้ำแล้วเอาขวานทุบเศียรพระพุทธรูป จนคอหัก ขณะเดียวกัน ก็ยังคุมแค้นอยู่ ตั้งใจว่า บาดแผลหายแล้ว จะกลับไปแก้แค้นเจ้าของบ้าน ให้ได้
เผอิญบาดแผลที่ถูกฟันนั้นสาหัสมาก เขาจึงต้องตายในเวลาต่อมา วิญญาณเขาจึงต้องมาเป็น เปรตทนทุกข์ทรมานอยู่ที่เชียงดาว แห่งนี้ จึงได้พยายามมาขอส่วนบุญ เพื่อให้พระท่านช่วยแผ่ให้ จะได้คลายความทุกข์ทรมานลงไปได้บ้าง
หลวงปู่แหวน ท่านเล่าว่า บุพกรรมของเปรตตนนั้น หนักมากเหลือเกิน ท่านได้รวบรวมจิต อุทิศบุญกุศลไปให้ ตั้งแต่นั้นมา ร่างนั้นก็ไม่ปรากฎให้เห็นอีก แต่จะได้รับบุญกุศลเพียงใดขึ้น อยู่กับตัวเขาเอง
หลวงปุ่ บอกว่า เปตรตนนั้นเป็นเปรตสมัยใหม่ เพราะใช้คำแทนตัวเขาเองว่า "ผม" แต่เปรต ตนอื่นๆ ที่หลวงปู่เคยพบมา จะใช้คำแทนตนว่า "เรา" หรือ " ข้าพเจ้า" จึงนับว่าเปรตตนนี้ เป็นเปรตสมัยใหม่
ธรรมะีที่สืบเนื่องจากเปรตตนนั้น
หลวงปู่แหวน ท่านพูดถึงธรรมะหลังจากเล่าเรื่องเปรตตนนั้นดังต่อไปนี้ :-
บรรดาสัตว์ทั้งหลายนั้น เมื่อไม่มีทุกข์มาถึงตัว มักจะไม่เห็นคุณของพระศาสนา มัวเมา ประ มาท ปล่อยกายปล่อยใจให้ประพฤติทุจริต ผิดศีลผิดธรรม อยู่เป็นประจำนิสัย เห็นผิดเป็นถูก เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
ต่อเมื่อได้รับทุกข์แล้ว ที่พึ่งอื่นไม่มี นั่นแหละจึงได้คิดถึงพระ คิดถึงศาสนา
แต่เป็นเวลาที่สายไปแล้ว
เรื่องความดีนั้นเราต้องทำอยุ่เสมอ ให้เป็นที่อยู่ของจิต เป็นอารมณ์ของจิต ให้เป็นมรรค คือทางดำเินินไปของจิต จึงจะเห็ผลของความดี
ไม่ใช่เวลาใกล้จะตาย จึงนิมนต์พระไปให้ศีล ให้ไปบอกพุทโธ หรือตายไปแล้ว ญาติจึงเคาะ โลงบอกให้รับศีล เช่นนี้เป็นการกระทำที่ผิดหมด
เหตุเพราะว่า คนเจ็บนั้น จิตมัวติดอยู่กับเวทนา ไฉนจะมาสนใจใยดีกับศีลได้ เว้นไว้แต่ผู้ที่ รักษาศีลมาเป็นปกติเท่านั้น จึงจะสามารถระลึกถึงศีลของตัวได้ เพราะตนเองเคยทำมาจนเป็น อารมณ์ของจิตแล้วเท่านั้น
แต่ส่วนมาก พอใกล้จะตายแล้ว จึงมีผู้เตือนให้รับศีล ยิ่งคนตายแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะคนตายนั้น ร่างกายกับจิตใจ ไม่รับรู้ใดๆแล้ว
แต่ที่ทำมา ก็ยังถือว่าเป็นของดี
ตัวอย่าง พระเทวทัต ทำกรรมจนสุดท้ายถูกแผ่นดินสูบ เมื่อร่างกายลงไปถึงคาง จึงระลึกถึง ความดีของพระพุทธเจ้าได้ แล้วขอถวายคางเป็นพุทธบูชา
พระเทวทัต ยังมีสติระลึกได้ จึงพอมีผลดีอยุ่บ้างในอนาคต
แม้เปรตตนนั้นก็เหมือนกัน ตายไปแล้ว จึงสำนึกได้มาขอส่วนบุญ เมื่อตอนยังมีชีวิตอยู่ เคยทำลายแม้กระทั่งพระพุทธรูปที่ตนเคารพนับถือ
การที่พระแผ่เมตตาให้ เขาจะได้รับหรือเปล่าไม่รู้ สู้เราทำเอาเองไม่ได้ เราทำให้ตัวเราเอง จะได้มากน้อยเท่าไรก็มีความปิติ เอิมอิ่มใจมากเท่านั้น
ที่มา http://www.geocities.com/thaimedicinecm/arjanwhan.htm