PDA

View Full Version : พระเจดีย์แห่งชัยชนะ วัดป่าแก้ว


NoOTa
26-01-2007, 01:49 AM
<TABLE cellSpacing=5 cellPadding=0 width=567 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top>พระเจดีย์แห่งชัยชนะ วัดป่าแก้ว</TD></TR><TR><TD class=Text_Story vAlign=top><!-- http://www.palungjit.com/board/<img src='images/2601_copy13.jpg' border=0 align=left hspace=10 vspace=5 width=200> http://www.palungjit.com/board/images/2601_copy13.jpg (http://www.palungjit.com/board/) วัดใหญ่ชัยมงคล เป็นวัดที่เก่าแก่วัดหนึ่งที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น คือในรัชสมัยของ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ หรืออีกพระนามหนึ่งคือ สมเด็จพระเจ้าอู่ทอง พระมหากษัตริย์ผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยา

ตามตำนานกล่าวว่า เมื่อ พ.ศ.๑๙๐๐ สมเด็จพระเจ้าอู่ทองทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขุดศพเจ้าแก้วเจ้าไทย ซึ่งทิวงคตด้วยอหิวาตกโรคขึ้นมาเผา ที่ปลงศพนั้นโปรดให้สถาปนาเป็นพระอาราม นามว่า วัดป่าแก้ว (ชื่อเดิมของวัดใหญ่ชัยมงคล) และเป็นวัดที่เกี่ยวข้องกับ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
หลังจากที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงประกาศอิสรภาพให้กรุงศรีอยุธยา ที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของข้าศึกแล้ว ส่งผลให้ฝ่ายพม่าข้าศึกเกิดความแค้นใจ และหมายจะมาตีกรุงศรีอยุธยาให้กลับคืนสู่ภายใต้อำนาจอีกครั้ง พระเจ้ากรุงหงสาวดีนันทบุเรงส่งพระมหาอุปราชา ผู้เป็นพระราชโอรส ให้ยกกองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา
ฝ่ายพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ยกกองทัพไปรับข้าศึก และเกิดการปะทะกันขึ้น
ในครั้งนั้นสมเด็จพระนเรศวรทรงขับพระคชาธาร มีนามว่าเจ้าพระยาไชยานุภาพ รุกเข้าไปต่อตีกับกองทัพข้าศึก ด้วยเจ้าพระยาไชยานุภาพและเจ้าพระยาปราบไตยจักร สองพระคชาธารซึ่งมากด้วยกำลังและความคะนอง เนื่องจากตกมันอย่างเต็มที่ เป็นอาการพร้อมรบ จึงวิ่งฝ่าเข้าไปในกองทัพข้าศึก และหยุดยืนประจันกับเหล่าทหารพม่านับพันนับหมื่น โดยยังไม่มีวี่แววของกองทัพไทยที่ติดตามมาได้ทัน มีเพียงจตุรงคบาทที่คอยรักษาเท้าช้างเท่านั้น
สมเด็จพระนเรศวรทรงพระปรีชากล้าหาญ แม้ว่าพระองค์จะไม่หวั่นเกรงแต่อย่างใด แต่ก็คงไม่สามารถที่จะต้านทานกำลังทหารที่มากมายนี้ได้
ทันใดนั้นพระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นช้างทรงเครื่องของฝ่ายพม่า ที่แน่ใจว่าเป็นพระคชาธารของสมเด็จพระมหาอุปราชา กำลังยืนช้างอยู่ใต้ร่มไม้
ดังนั้น สมเด็จพระนเรศวรมหาราชจึงสั่งให้ขับพระคชาธารเข้าไปประจันหน้า และทรงประกาศด้วยพระสุรเสียงอันดังว่า
“เจ้าพี่ ใยท่านอยู่แต่ภายใต้ร้มไม้นั้นเล่า เชิญออกมาทำยุทธหัตถีด้วยกัน เพื่อให้เป็นเกียรติยศแก่บ้านเมืองของเราทั้งสองเถิด กษัตริย์ภายหน้า ที่จะชนช้างได้อย่างเรา หาไม่มีอีกแล้ว"
พระมหาอุปราชาได้ยินดังนั้น ก็บังเกิดขัตติยมานะ ตามวิสัยกษัตริย์ จะไม่รับการยุทธหัตถี ก็คงจะเป็นละอายแก่นักรบทั้งปวง จึงขับช้างพลายพัทธกอออกทำยุทธหัตถีในทันที
เจ้าพระยา ไชยาสุภาพ กำลังคลั่งน้ำมัน เมื่อเห็นช้างข้าศึกก็โถมเข้าแทงกันทันทีไม่ยับยั้ง จนพลายพันธกอได้ล่างแบกเอาช้างไทยเบนตัวสูงขึ้น พระมหาอุปราชาจึงได้ที จ้วงฟันพระแสงของ้าวต้องเอาพระมาลา ขณะนั้นสมเด็จพระนเรศวรมหาราชาทรงเบี่ยงพระองค์หลบ ถึงถูกพระมาลาหนังขาดไป
จังหวะหนึ่ง เจ้าพระยาไชยานุภาพสะบัดช้างพม่าจนหลุด และได้ทีเข้าล่างงัดพลายพัทธกอลอยขึ้นบ้าง
สมเด็จพระนเรศวรจึงได้จังหวะ จึงจ้วงฟันด้วยพระแสงของ้าวถูกพระมหาอุปราชาที่ไหล่ขวาขาดสะพายแล่ง ซบพระองค์ลงบนคอช้างพลายพันธกอ
ส่วนสมเด็จพระเอกาทศรถนั้น กระทำยุทธหัตถีกับเจ้าเมืองจาปะโร และฟันข้าศึกตายเช่นเดียวกัน
กองทัพพม่า เมื่อได้เห็นพระมหาธรรมราชาสิ้นพระชนม์ในการทำยุทธหัตถี จึงใช้ปืนระดมยิงใส่สมเด็จพระนเรศวร กระสุนปืนยิงต้องนายมหานุภาพท้ายช้างพระที่นั่งเสียชีวิต
เมื่อสมเด็จพระวนรัตน์แห่งวัดป่าแก้วรู้ข่าว จึงพร้อมด้วยพระราชาคณะ ๒๕ รูป เข้าไปในพระราชวัง เพื่อขอให้โปรดพระราชทานอภัยโทษให้แก่แม่ทัพนายกอง โดยกล่าวเปรียบเทียบเหตุการณ์ที่สมเด็จพระนเรศวรตกอยู่ท่ามกลางหมู่กองทัพข้าศึก
เปรียบดังเมื่อครั้งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขณะที่ทรงสมาธิอยู่ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ในเวลานั้น ต่างมีหมู่กองทัพมาร ยกพลมาผจญ แต่องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเอาชนะหมู่มารทั้งหลาย และทรงตรัสรู้เป็นพระศาสดา
“เหตุการณ์นี้แสดงให้ประจักษ์ชัดไปทั่วแคว้น ความมีพระปรีชาสามารถของพระองค์ จะขจรขจายก้องพระเกียรติยศไปถึงภายภาคหน้า ถือเป็นเหตุการณ์อันดี เป็นเกียรติเป็นศรีแห่งกษัตริย์ไทยยิ่งนัก ขอให้พระองค์ได้โปรดพระราชทานอภัยโทษแก่แม่ทัพนายกองเหล่านี้เถิด"
พระองค์จึงทรงพระราชทานอภัยโทษแก่แม่ทัพนายกอง โดยให้ไปตีเขมรเป็นการล้างความผิดพลาดนั้น และโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเจดีย์ชัยมงคลสูงใหญ่ขึ้นที่ วัดป่าแก้ว ต่อมานามของวัดป่าแก้วจึงเริ่มเปลี่ยนเป็น วัดใหญ่ชัยมงคล จนถึงทุกวันนี้
พระเจดีย์ชัยมงคล ปัจจุบันวัดใหญ่ชัยมงคลยังเป็นวัดที่มีพระภิกษุจำพรรษา วัดแห่งนี้นอกจากจะเป็นทั้งโบราณสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แล้ว ยังเป็นสถานที่บำเพ็ญบุญกุศลของพุทธศาสนิกชน และวัดยังจัดสร้างสวนสาธารณะอันสวยงาม ภายในสวนประดิษฐานอนุสาวรีย์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สำหรับให้ประชาชนทั่วไปได้สักการบูชา รวมทั้ง พระเจดีย์ชัยมงคล โดยทุกๆ ปีในวันวิสาขบูชาจะมีพุทธศาสนิกชนมาร่วมพิธีแห่ผ้าห่มองค์พระเจดีย์ใหญ่ 0 เรื่อง สุทธิคุณ กองทอง / ภาพ ทวีชัย เจาวัฒนา 0

-->http://www.komchadluek.net/2007/01/26/images/2601_copy13.jpg (http://www.komchadluek.net/2007/01/26/photo_13384.php)
วัดใหญ่ชัยมงคล เป็นวัดที่เก่าแก่วัดหนึ่งที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น คือในรัชสมัยของ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ หรืออีกพระนามหนึ่งคือ สมเด็จพระเจ้าอู่ทอง พระมหากษัตริย์ผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยา
ตามตำนานกล่าวว่า เมื่อ พ.ศ.๑๙๐๐ สมเด็จพระเจ้าอู่ทองทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขุดศพเจ้าแก้วเจ้าไทย ซึ่งทิวงคตด้วยอหิวาตกโรคขึ้นมาเผา ที่ปลงศพนั้นโปรดให้สถาปนาเป็นพระอาราม นามว่า วัดป่าแก้ว (ชื่อเดิมของวัดใหญ่ชัยมงคล) และเป็นวัดที่เกี่ยวข้องกับ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
หลังจากที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงประกาศอิสรภาพให้กรุงศรีอยุธยา ที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของข้าศึกแล้ว ส่งผลให้ฝ่ายพม่าข้าศึกเกิดความแค้นใจ และหมายจะมาตีกรุงศรีอยุธยาให้กลับคืนสู่ภายใต้อำนาจอีกครั้ง พระเจ้ากรุงหงสาวดีนันทบุเรงส่งพระมหาอุปราชา ผู้เป็นพระราชโอรส ให้ยกกองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา http://www.komchadluek.net/2007/01/26/images/2602_copy8.jpg (http://www.komchadluek.net/2007/01/26/photo_13385.php)
ฝ่ายพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ยกกองทัพไปรับข้าศึก และเกิดการปะทะกันขึ้น
ในครั้งนั้นสมเด็จพระนเรศวรทรงขับพระคชาธาร มีนามว่าเจ้าพระยาไชยานุภาพ รุกเข้าไปต่อตีกับกองทัพข้าศึก ด้วยเจ้าพระยาไชยานุภาพและเจ้าพระยาปราบไตยจักร สองพระคชาธารซึ่งมากด้วยกำลังและความคะนอง เนื่องจากตกมันอย่างเต็มที่ เป็นอาการพร้อมรบ จึงวิ่งฝ่าเข้าไปในกองทัพข้าศึก และหยุดยืนประจันกับเหล่าทหารพม่านับพันนับหมื่น โดยยังไม่มีวี่แววของกองทัพไทยที่ติดตามมาได้ทัน มีเพียงจตุรงคบาทที่คอยรักษาเท้าช้างเท่านั้น
สมเด็จพระนเรศวรทรงพระปรีชากล้าหาญ แม้ว่าพระองค์จะไม่หวั่นเกรงแต่อย่างใด แต่ก็คงไม่สามารถที่จะต้านทานกำลังทหารที่มากมายนี้ได้
ทันใดนั้นพระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นช้างทรงเครื่องของฝ่ายพม่า ที่แน่ใจว่าเป็นพระคชาธารของสมเด็จพระมหาอุปราชา กำลังยืนช้างอยู่ใต้ร่มไม้
ดังนั้น สมเด็จพระนเรศวรมหาราชจึงสั่งให้ขับพระคชาธารเข้าไปประจันหน้า และทรงประกาศด้วยพระสุรเสียงอันดังว่า
“เจ้าพี่ ใยท่านอยู่แต่ภายใต้ร้มไม้นั้นเล่า เชิญออกมาทำยุทธหัตถีด้วยกัน เพื่อให้เป็นเกียรติยศแก่บ้านเมืองของเราทั้งสองเถิด กษัตริย์ภายหน้า ที่จะชนช้างได้อย่างเรา หาไม่มีอีกแล้ว"
พระมหาอุปราชาได้ยินดังนั้น ก็บังเกิดขัตติยมานะ ตามวิสัยกษัตริย์ จะไม่รับการยุทธหัตถี ก็คงจะเป็นละอายแก่นักรบทั้งปวง จึงขับช้างพลายพัทธกอออกทำยุทธหัตถีในทันที
เจ้าพระยา ไชยาสุภาพ กำลังคลั่งน้ำมัน เมื่อเห็นช้างข้าศึกก็โถมเข้าแทงกันทันทีไม่ยับยั้ง จนพลายพันธกอได้ล่างแบกเอาช้างไทยเบนตัวสูงขึ้น พระมหาอุปราชาจึงได้ที จ้วงฟันพระแสงของ้าวต้องเอาพระมาลา ขณะนั้นสมเด็จพระนเรศวรมหาราชาทรงเบี่ยงพระองค์หลบ ถึงถูกพระมาลาหนังขาดไป
จังหวะหนึ่ง เจ้าพระยาไชยานุภาพสะบัดช้างพม่าจนหลุด และได้ทีเข้าล่างงัดพลายพัทธกอลอยขึ้นบ้าง
สมเด็จพระนเรศวรจึงได้จังหวะ จึงจ้วงฟันด้วยพระแสงของ้าวถูกพระมหาอุปราชาที่ไหล่ขวาขาดสะพายแล่ง ซบพระองค์ลงบนคอช้างพลายพันธกอ
ส่วนสมเด็จพระเอกาทศรถนั้น กระทำยุทธหัตถีกับเจ้าเมืองจาปะโร และฟันข้าศึกตายเช่นเดียวกัน
กองทัพพม่า เมื่อได้เห็นพระมหาธรรมราชาสิ้นพระชนม์ในการทำยุทธหัตถี จึงใช้ปืนระดมยิงใส่สมเด็จพระนเรศวร กระสุนปืนยิงต้องนายมหานุภาพท้ายช้างพระที่นั่งเสียชีวิต
เมื่อสมเด็จพระวนรัตน์แห่งวัดป่าแก้วรู้ข่าว จึงพร้อมด้วยพระราชาคณะ ๒๕ รูป เข้าไปในพระราชวัง เพื่อขอให้โปรดพระราชทานอภัยโทษให้แก่แม่ทัพนายกอง โดยกล่าวเปรียบเทียบเหตุการณ์ที่สมเด็จพระนเรศวรตกอยู่ท่ามกลางหมู่กองทัพข้าศึก
เปรียบดังเมื่อครั้งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขณะที่ทรงสมาธิอยู่ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ในเวลานั้น ต่างมีหมู่กองทัพมาร ยกพลมาผจญ แต่องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเอาชนะหมู่มารทั้งหลาย และทรงตรัสรู้เป็นพระศาสดา
“เหตุการณ์นี้แสดงให้ประจักษ์ชัดไปทั่วแคว้น ความมีพระปรีชาสามารถของพระองค์ จะขจรขจายก้องพระเกียรติยศไปถึงภายภาคหน้า ถือเป็นเหตุการณ์อันดี เป็นเกียรติเป็นศรีแห่งกษัตริย์ไทยยิ่งนัก ขอให้พระองค์ได้โปรดพระราชทานอภัยโทษแก่แม่ทัพนายกองเหล่านี้เถิด"
พระองค์จึงทรงพระราชทานอภัยโทษแก่แม่ทัพนายกอง โดยให้ไปตีเขมรเป็นการล้างความผิดพลาดนั้น และโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเจดีย์ชัยมงคลสูงใหญ่ขึ้นที่ วัดป่าแก้ว ต่อมานามของวัดป่าแก้วจึงเริ่มเปลี่ยนเป็น วัดใหญ่ชัยมงคล จนถึงทุกวันนี้ พระเจดีย์ชัยมงคล ปัจจุบันวัดใหญ่ชัยมงคลยังเป็นวัดที่มีพระภิกษุจำพรรษา วัดแห่งนี้นอกจากจะเป็นทั้งโบราณสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แล้ว ยังเป็นสถานที่บำเพ็ญบุญกุศลของพุทธศาสนิกชน และวัดยังจัดสร้างสวนสาธารณะอันสวยงาม ภายในสวนประดิษฐานอนุสาวรีย์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สำหรับให้ประชาชนทั่วไปได้สักการบูชา รวมทั้ง พระเจดีย์ชัยมงคล โดยทุกๆ ปีในวันวิสาขบูชาจะมีพุทธศาสนิกชนมาร่วมพิธีแห่ผ้าห่มองค์พระเจดีย์ใหญ่ 0 เรื่อง สุทธิคุณ กองทอง / ภาพ ทวีชัย เจาวัฒนา 0


------------------------------
Ref.
http://www.komchadluek.net/2007/01/26/j001_85494.php?news_id=85494
</TD></TR></TBODY></TABLE>