DevilBitch
26-03-2005, 04:16 PM
เมื่อเวลา 9.00 น. วันที่ 26 มีนาคม โครงการ ผู้จัดการสุขภาพได้จัดงาน อุทยานอนุรักษ์สุขภาพครั้งที่ 9 ที่บ้านเจ้าพระยา ถ.พระอาทิตย์ กทม. ซึ่งภายในงานได้จัดให้มีการเสวนา วิทยาศาสตร์ กับ พุทธศาสตร์ โดย ศ.นพ.ประสาน ต่างใจ แพทย์อาวุโส และนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
ศ.นพ.ประสาน กล่าวว่า แท้จริงแล้วพุทธศาสตร์และวิทยาศาสตร์มีความเหมือนกันคือ ความต้องการหาความจริงแท้ในธรรมชาติ โดยพุทธศาสตร์มีธรรมเป็นสิ่งค้ำจุนโลกและจักรวาล ส่วนเส้นทางสู้ความจริงแท้ คือ จิต สมาธิ ซึ่งเป็นสนามพลังงานชนิดหนึ่ง โดยเส้นทางดังกล่าวเป็นทางที่ละเอียดที่สุดและสามารถเข้าถึงความจริงแท้ได้มากที่สุดด้วย ซึ่งขึ้นอยู่กับมนุษย์ต้องปฏิบัติด้วยตัวเองไม่สามารถหาอ่านจากตำราได้จึงจะรู้แจ้ง ส่วนวิทยาศาสตร์เป็นเพียงกายภาพที่เชื่อในสิ่งที่ตามองเห็นสัมผัสได้ อย่างไรก็ตามทั้ง 2 ต่างประกาศความจริงที่ตนเองค้นพบ อาทิ การที่ศาสดาประกาศศาสนา และวิทยาศาสตร์พิสูจน์ข้อเท็จจริงต่างๆ จนเกิดเป็นแนวคิด ทฤษฎี
ศ.นพ.ประสาน กล่าวต่อว่า ทุกศาสนาล้วนแต่เกิดจากต้นกำเนิดเดียวกัน ทำให้สัจธรรมไม่แตกต่างกัน สิ่งที่ทำให้ศาสนาต่างกันคือ อุบายที่ใช้ของศาสนานั้นๆ ซึ่งต้องอาศัยความเหมาะสมหลายๆด้าน ทั้งถิ่นที่อยู่ ประชากร สภาพแวดล้อม อย่างไรก็ตามถือว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าถือเป็นสัพพัญญู เป็นพระอรหันต์บรรลุญาณ 9 สิ่งที่พระพุทธทรงสอนจึงละเอียดอ่อนกว่าศาสนาอื่นๆ
วิทยาศาสตร์ จะเริ่มต้นด้วยจักรวาลมาจากไหน ซึ่งจักรวาลเกิดขึ้นประมาณ 13 พันล้านปี และเกิดปรากฎการบิ๊กแบง ทำให้เกิดโลก และมีวิวัฒนาการมาโดยตลอด จากความว่างเปล่าและพลังงานเป็นสสาร กลายเป็นเซลล์ และสิ่งมีชีวิต และพัฒนาการเรื่อยมาเป็นคนเมื่อประมาณ 20,000 ปี ที่แล้ว จากนั้นก็กลายเป็นจิต และนิพพานเป็นห่วงโซ่ที่มีความเชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกันศ.นพ.ประสาน กล่าวและว่า คนส่วนมากยังเชื่อระบบความเชื่อผิดๆ ในกระบวนการวิทยาศาสตร์ ที่เกิดจากการคิดแยกส่วน มองเห็นภาพมายาเป็นความจริง
การที่คนเราเกิดมาบนโลกนี้ตามหลักวิทยาศาสตร์คือ การเกิดมาเพื่อเรียนรู้ ส่วนในศาสนาคือการเกิดมาเพื่อใช้กรรม การเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์มี 3 ระดับ คือ 1.การเรียนรู้เพื่อรอด ซึ่งเป็นการเรียนรู้การใช้ชีวิตโดยใช้สัญชาติญาณต่อสู้ 2. การเรียนรู้อารมณ์ อารมณ์ปรุงแต่งจิตให้ควบคุมสัญญาติญาณมีวัฒนธรรม ประเพณี และ 3. การเรียนรู้ปัญญา คือ การนำปัญญามาใช้ในการดำเนินชีวิต มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ใช้ปัญหาให้หลุดพ้น โดยมนุษย์มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลสังคม ดูแลโลกแต่วิทยาศาสตร์ทำให้เกิดการบิดเบือน มนุษย์ไม่ได้อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างพึ่งพิงกันแต่เป็นการพยายามเอาชนะธรรมชาติ
ต่อข้อถามของนานสนธิเกี่ยวกับความเชื่อมโยงของวิทยาศาสตร์และศาสนา ศ.นพ.ประสาน กล่าวว่า องค์ความรู้พัฒนามาพร้อมกับความคิดที่ถูกและผิด อย่างทฤษฎีของนักวิทยาศาสตร์ก็สามารถบอกเล่าความจริงแท้ในโลกได้แค่ 25% ดังนั้น ความถูก-ผิด ดี-เลว เทพ-มารจึงก่อเกิดในทุกสรรพสิ่ง อย่างไรก็ดี ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สาขา "ควอนตัม ฟิกสิกส์" ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 60-70 ปี ที่ผ่านมา มีความขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์อย่างมาก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์หลายคนพยายามหาข้อพิสูจน์เพื่อหักล้างทฤษฎีดังกล่าวแต่กลับเพิ่มความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น
ศ.นพ.ประสาน อธิบายว่า ความจริงของ ทฤษฎีควอนตัม คือ สรรพสิ่งเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก ที่สำคัญคือไม่ควรนำเหตุผลมาหาเหตุเพราะมันคนละเรื่องกัน โลกที่มีอยู่ทุกวันนี้ถือเป็นโลกแห่งกายภาพ เราเวียนว่ายตายเกิดในนี้ มิได้ออกไปสู่มิติแห่งจิต จึงสามารถสัมผัสถึงจิตได้ยาก สิ่งที่เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์และศาสนาอย่างเห็นเป็นรูปธรรม ได้แก่ หนังสือที่นักคิดนักเขียนทั้งหลายเขียนขึ้นและกลายเป็นหนังสือขายดีหลายยุคหลายสมัย ดังนั้นจึงถือว่า วิทยาศาสตร์เป็นเส้นทางสู่ความจริงแท้ที่หยาบ ควอนตัมละเอียดขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่เท่ากับจิตที่ละเอียดที่สุด
ศ.นพ.ประสาน ยกตัวอย่างการเสวนาเดียวกันกับหัวข้อในวันนี้ที่สหรัฐอเมริกา โดยพระในนิกายเถรวาท ซึ่งเชื่อว่าวิทยาศาสตร์ตัดขาดกันอย่างสิ้นเชิงกับศาสนา ขณะเดียวกันที่นักควอนตัม ฟิสิกส์ กลับอธิบายความเชื่อมโยงระหว่างทั้ง 2 สิ่ง ว่ามีความสอดคล้องกันอย่างสมบูรณ์ แต่ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ทั้งหมด
ด้านนายสนธิ อธิบายเพิ่มเติมว่า เมื่อก่อนเราเรียนนิวตัน ฟิสิกส์ ติดอยู่กับการเรียนแบบแยกส่วน คือ 1+1 ก็ต้องเท่ากับ 2 เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ แต่ควอนตัม ฟิสิกส์ยืดหยุ่นเปลี่ยนแปลงได้ตลอดสิ่งที่เกิดขึ้นมีเหตุและปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้น เช่น ไข้หวัดนก เราคิดว่าไก่เป็นพาหะแพร่เชื้อไข้หวัดนกจึงต้องฆ่าไก่เป็นจำนวนนับ 60 ล้านตัว แต่โรคก็ยังไม่หายไป ซึ่งแท้จริงแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากวิถีชีวิตของคน เราเลี้ยงไก่เป็นอุตสาหกรรม ต้องเร่งให้ไก่โตเร็วเมื่อเด็กกินเข้าไปสะสมนานวันก็ทำให้ร่างกายอ่อนแอเป็นโรคได้ง่าย เช่นนี้เป็นต้น
ทั้งนี้ ในศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าถือเป็นเอกบุรุษแห่งจักรวาล MBA ที่ฝรั่งเอามาสอนเราโดยมากก็เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าที่มีมาเป็น พันๆ ปี เช่น ฝรั่งสอน MBO เอาเป้าสุดท้ายเป็นวัตถุประสงค์ พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องอิทธิบาท 4 ความมีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ฝรั่งสอนเรื่อง หลักธรรมาภิบาลหรือ (GOOD GOVERNMENT) ก็คือหลักมรรค 8 ในศาสนาพุทธ ฝรั่งสอนเรื่องมาร์เก็ตติง ก็คือหลักแห่งสัจจะ ความจริง ฝรั่งสอนการเป็นผู้บริหารที่มีคุณภาพก็ใช่หลักพรหมวิหาร 4 ส่วนเรื่องการตลาดการโฆษณาก็เป็นเรื่องของกิเลส ในศาสนาพุทธมีครบทั้งหมด ดังนั้นวิทยาศาสตร์จึงเป็นการนำหลักคำสอนศาสนาพุทธมาใช้
สำหรับงานอุทยานอนุรักษ์สุขภาพ จัดขึ้นในวันที่ 26-27 มีนาคม โดยในวันที่ 27 จะมีการเสวนาธรรมระหว่างนายสนธิ ลิ้มทองกุล กับพระอาจารย์วัลลภชวนปัญโญ ในหัวข้อ รหัสกรรมภาค 2 นอกจากนี้แล้วยังมีผู้เชี่ยวชาญที่จะมาบรรยายพิเศษ ในหัวข้อต่างๆ มากมาย อาทิ เช่น พุทธศาสตร์กับสมาธิยิ้ม โดยดร.เทียนชัย วงศ์ชัยสุวรรณ ชะตากรรมกับสุขภาพบนใบหน้า และการนวดหน้าด้วยตนเอง เพื่อสุขภาพ โดยอาจารย์อำนาจ ชัยชลทรัพย์ และอีกเรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ เรื่องสุขภาพเท้าดี ชีวีมีสุข โดยอาจารย์สมบูรณ์ รุ่งโรจน์สกุลพร ทั้งนี้สามารถที่จะติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ 02-629-2211 ต่อ 117 1118 และ 1152 ที่อาคารบ้านเจ้าพระยา ถนนพระอาทิตย์
ศ.นพ.ประสาน กล่าวว่า แท้จริงแล้วพุทธศาสตร์และวิทยาศาสตร์มีความเหมือนกันคือ ความต้องการหาความจริงแท้ในธรรมชาติ โดยพุทธศาสตร์มีธรรมเป็นสิ่งค้ำจุนโลกและจักรวาล ส่วนเส้นทางสู้ความจริงแท้ คือ จิต สมาธิ ซึ่งเป็นสนามพลังงานชนิดหนึ่ง โดยเส้นทางดังกล่าวเป็นทางที่ละเอียดที่สุดและสามารถเข้าถึงความจริงแท้ได้มากที่สุดด้วย ซึ่งขึ้นอยู่กับมนุษย์ต้องปฏิบัติด้วยตัวเองไม่สามารถหาอ่านจากตำราได้จึงจะรู้แจ้ง ส่วนวิทยาศาสตร์เป็นเพียงกายภาพที่เชื่อในสิ่งที่ตามองเห็นสัมผัสได้ อย่างไรก็ตามทั้ง 2 ต่างประกาศความจริงที่ตนเองค้นพบ อาทิ การที่ศาสดาประกาศศาสนา และวิทยาศาสตร์พิสูจน์ข้อเท็จจริงต่างๆ จนเกิดเป็นแนวคิด ทฤษฎี
ศ.นพ.ประสาน กล่าวต่อว่า ทุกศาสนาล้วนแต่เกิดจากต้นกำเนิดเดียวกัน ทำให้สัจธรรมไม่แตกต่างกัน สิ่งที่ทำให้ศาสนาต่างกันคือ อุบายที่ใช้ของศาสนานั้นๆ ซึ่งต้องอาศัยความเหมาะสมหลายๆด้าน ทั้งถิ่นที่อยู่ ประชากร สภาพแวดล้อม อย่างไรก็ตามถือว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าถือเป็นสัพพัญญู เป็นพระอรหันต์บรรลุญาณ 9 สิ่งที่พระพุทธทรงสอนจึงละเอียดอ่อนกว่าศาสนาอื่นๆ
วิทยาศาสตร์ จะเริ่มต้นด้วยจักรวาลมาจากไหน ซึ่งจักรวาลเกิดขึ้นประมาณ 13 พันล้านปี และเกิดปรากฎการบิ๊กแบง ทำให้เกิดโลก และมีวิวัฒนาการมาโดยตลอด จากความว่างเปล่าและพลังงานเป็นสสาร กลายเป็นเซลล์ และสิ่งมีชีวิต และพัฒนาการเรื่อยมาเป็นคนเมื่อประมาณ 20,000 ปี ที่แล้ว จากนั้นก็กลายเป็นจิต และนิพพานเป็นห่วงโซ่ที่มีความเชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกันศ.นพ.ประสาน กล่าวและว่า คนส่วนมากยังเชื่อระบบความเชื่อผิดๆ ในกระบวนการวิทยาศาสตร์ ที่เกิดจากการคิดแยกส่วน มองเห็นภาพมายาเป็นความจริง
การที่คนเราเกิดมาบนโลกนี้ตามหลักวิทยาศาสตร์คือ การเกิดมาเพื่อเรียนรู้ ส่วนในศาสนาคือการเกิดมาเพื่อใช้กรรม การเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์มี 3 ระดับ คือ 1.การเรียนรู้เพื่อรอด ซึ่งเป็นการเรียนรู้การใช้ชีวิตโดยใช้สัญชาติญาณต่อสู้ 2. การเรียนรู้อารมณ์ อารมณ์ปรุงแต่งจิตให้ควบคุมสัญญาติญาณมีวัฒนธรรม ประเพณี และ 3. การเรียนรู้ปัญญา คือ การนำปัญญามาใช้ในการดำเนินชีวิต มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ใช้ปัญหาให้หลุดพ้น โดยมนุษย์มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลสังคม ดูแลโลกแต่วิทยาศาสตร์ทำให้เกิดการบิดเบือน มนุษย์ไม่ได้อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างพึ่งพิงกันแต่เป็นการพยายามเอาชนะธรรมชาติ
ต่อข้อถามของนานสนธิเกี่ยวกับความเชื่อมโยงของวิทยาศาสตร์และศาสนา ศ.นพ.ประสาน กล่าวว่า องค์ความรู้พัฒนามาพร้อมกับความคิดที่ถูกและผิด อย่างทฤษฎีของนักวิทยาศาสตร์ก็สามารถบอกเล่าความจริงแท้ในโลกได้แค่ 25% ดังนั้น ความถูก-ผิด ดี-เลว เทพ-มารจึงก่อเกิดในทุกสรรพสิ่ง อย่างไรก็ดี ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สาขา "ควอนตัม ฟิกสิกส์" ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 60-70 ปี ที่ผ่านมา มีความขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์อย่างมาก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์หลายคนพยายามหาข้อพิสูจน์เพื่อหักล้างทฤษฎีดังกล่าวแต่กลับเพิ่มความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น
ศ.นพ.ประสาน อธิบายว่า ความจริงของ ทฤษฎีควอนตัม คือ สรรพสิ่งเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก ที่สำคัญคือไม่ควรนำเหตุผลมาหาเหตุเพราะมันคนละเรื่องกัน โลกที่มีอยู่ทุกวันนี้ถือเป็นโลกแห่งกายภาพ เราเวียนว่ายตายเกิดในนี้ มิได้ออกไปสู่มิติแห่งจิต จึงสามารถสัมผัสถึงจิตได้ยาก สิ่งที่เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์และศาสนาอย่างเห็นเป็นรูปธรรม ได้แก่ หนังสือที่นักคิดนักเขียนทั้งหลายเขียนขึ้นและกลายเป็นหนังสือขายดีหลายยุคหลายสมัย ดังนั้นจึงถือว่า วิทยาศาสตร์เป็นเส้นทางสู่ความจริงแท้ที่หยาบ ควอนตัมละเอียดขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่เท่ากับจิตที่ละเอียดที่สุด
ศ.นพ.ประสาน ยกตัวอย่างการเสวนาเดียวกันกับหัวข้อในวันนี้ที่สหรัฐอเมริกา โดยพระในนิกายเถรวาท ซึ่งเชื่อว่าวิทยาศาสตร์ตัดขาดกันอย่างสิ้นเชิงกับศาสนา ขณะเดียวกันที่นักควอนตัม ฟิสิกส์ กลับอธิบายความเชื่อมโยงระหว่างทั้ง 2 สิ่ง ว่ามีความสอดคล้องกันอย่างสมบูรณ์ แต่ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ทั้งหมด
ด้านนายสนธิ อธิบายเพิ่มเติมว่า เมื่อก่อนเราเรียนนิวตัน ฟิสิกส์ ติดอยู่กับการเรียนแบบแยกส่วน คือ 1+1 ก็ต้องเท่ากับ 2 เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ แต่ควอนตัม ฟิสิกส์ยืดหยุ่นเปลี่ยนแปลงได้ตลอดสิ่งที่เกิดขึ้นมีเหตุและปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้น เช่น ไข้หวัดนก เราคิดว่าไก่เป็นพาหะแพร่เชื้อไข้หวัดนกจึงต้องฆ่าไก่เป็นจำนวนนับ 60 ล้านตัว แต่โรคก็ยังไม่หายไป ซึ่งแท้จริงแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากวิถีชีวิตของคน เราเลี้ยงไก่เป็นอุตสาหกรรม ต้องเร่งให้ไก่โตเร็วเมื่อเด็กกินเข้าไปสะสมนานวันก็ทำให้ร่างกายอ่อนแอเป็นโรคได้ง่าย เช่นนี้เป็นต้น
ทั้งนี้ ในศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าถือเป็นเอกบุรุษแห่งจักรวาล MBA ที่ฝรั่งเอามาสอนเราโดยมากก็เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าที่มีมาเป็น พันๆ ปี เช่น ฝรั่งสอน MBO เอาเป้าสุดท้ายเป็นวัตถุประสงค์ พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องอิทธิบาท 4 ความมีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ฝรั่งสอนเรื่อง หลักธรรมาภิบาลหรือ (GOOD GOVERNMENT) ก็คือหลักมรรค 8 ในศาสนาพุทธ ฝรั่งสอนเรื่องมาร์เก็ตติง ก็คือหลักแห่งสัจจะ ความจริง ฝรั่งสอนการเป็นผู้บริหารที่มีคุณภาพก็ใช่หลักพรหมวิหาร 4 ส่วนเรื่องการตลาดการโฆษณาก็เป็นเรื่องของกิเลส ในศาสนาพุทธมีครบทั้งหมด ดังนั้นวิทยาศาสตร์จึงเป็นการนำหลักคำสอนศาสนาพุทธมาใช้
สำหรับงานอุทยานอนุรักษ์สุขภาพ จัดขึ้นในวันที่ 26-27 มีนาคม โดยในวันที่ 27 จะมีการเสวนาธรรมระหว่างนายสนธิ ลิ้มทองกุล กับพระอาจารย์วัลลภชวนปัญโญ ในหัวข้อ รหัสกรรมภาค 2 นอกจากนี้แล้วยังมีผู้เชี่ยวชาญที่จะมาบรรยายพิเศษ ในหัวข้อต่างๆ มากมาย อาทิ เช่น พุทธศาสตร์กับสมาธิยิ้ม โดยดร.เทียนชัย วงศ์ชัยสุวรรณ ชะตากรรมกับสุขภาพบนใบหน้า และการนวดหน้าด้วยตนเอง เพื่อสุขภาพ โดยอาจารย์อำนาจ ชัยชลทรัพย์ และอีกเรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ เรื่องสุขภาพเท้าดี ชีวีมีสุข โดยอาจารย์สมบูรณ์ รุ่งโรจน์สกุลพร ทั้งนี้สามารถที่จะติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ 02-629-2211 ต่อ 117 1118 และ 1152 ที่อาคารบ้านเจ้าพระยา ถนนพระอาทิตย์