PDA

View Full Version : ไหว้พระ ทำบุญ รับปีใหม่ที่...พม่า


NoOTa
21-01-2007, 03:34 AM
<TABLE cellSpacing=5 cellPadding=0 width=567 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top>ไหว้พระ ทำบุญ รับปีใหม่ที่...พม่า</TD></TR><TR><TD class=Text_Story vAlign=top><!-- http://www.palungjit.com/board/http://www.palungjit.com/board/images/2105_copy.jpg http://www.palungjit.com/board/images/2105_copy.jpg (http://www.palungjit.com/board/) ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ ผู้อำนวยการหลักสูตรสหสาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นับเป็นผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์พม่ามากที่สุดท่านหนึ่ง


จนได้รับการยกย่องจากนักวิชาการทั่วโลกมาแล้ว เมื่อทราบว่า อ.สุเนตร ได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรในการเดินทางไปท่องเที่ยว ไหว้พระ ทำบุญ ณ ประเทศพม่า ในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ผมจึงรีบสมัครขอร่วมเดินทางด้วยทันที
การเดินทางครั้งนี้ คุณช่อผกาพร กิไพโรจน์ แห่ง วันเดอร์แลนด์ทัวร์ เป็นผู้จัดขึ้น มีผู้ร่วมเดินทางทั้งหมด ๓๙ คน โดยสายการบินเมียนมาร์แอร์เวย์ จากสนามบินสุวรรณภูมิ ใช้เวลาบินเพียงแค่ ๑ ชั่วโมงเล็กน้อย โบอิ้ง เอ็มดี ๘๒ ก็ร่อนลงยังสนามบินมิงกาลาดอ ชานกรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า
ที่สนามบิน ไกด์ชาวพม่าซึ่งพูดไทยได้อย่างชัดเจน เพราะเคยมาศึกษาระดับมหาวิทยาลัยในเมืองไทยมาแล้ว รอต้อนรับและอำนวยความสะดวกทุกอย่าง จากนั้นคณะของเราออกเดินทางด้วยรถโค้ชสำหรับนักท่องเที่ยว มุ่งสู่ เมืองพะโค หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในนามของ เมืองหงสาวดี ระยะทางประมาณ ๘๐ กม. โดยใช้เวลา ๒ ชั่วโมง ที่ต้องใช้เวลามากขนาดนี้ก็เพราะสภาพถนนไม่ดีพอนั่นเอง
ขณะอยู่บนรถ คุณไกด์บอกกล่าวถึงความเป็นมาของ ประเทศพม่า ว่า ได้เปลี่ยนชื่อประเทศเป็น เมียนมาร์ เมื่อปี ๒๕๓๕ ซึ่งคนไทยออกเสียงว่า "เมียนมาร์" แต่ชาวพม่าเขาออกเสียงว่า "มยะหม่า"
การเปลี่ยนชื่อประเทศก็ด้วยเหตุผลคำว่า พม่า นั้นเป็นเพียงชนเผ่าหนึ่งบนแผ่นดินนี้ แม้จะมีจำนวนประชากรมากที่สุดคือประมาณ ๗๕% ก็ตาม แต่ในประเทศนี้ยังมีชนเผ่าอื่นๆ อีก ๑๓๕ เผ่า ที่รู้จักกันดีมี ๘ เผ่า คือ พม่า ฉิ่น กะฉิ่น กะเหรี่ยง กะยา มอญ ยะไข่ ฉาน (หรือไทใหญ่)
การเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น “เมียนมาร์” จึงเท่ากับเป็นการยกย่องชนทุกเผ่าพันธุ์ที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินนี้ ให้มีสิทธิและศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน เป็นการสร้างสรรค์ความสมานฉันท์ของคนในประเทศนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ด้วยความเคยชินของคนไทย เรามักจะเรียกชื่อประเทศนี้อยู่เหมือนเดิมคือ พม่า เพราะเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีอาณาเขตติดต่อกันโดยตลอด รวมทั้งความผูกพันมานานปี
นอกจากการเปลี่ยนชื่อประเทศแล้ว เมื่อปีที่ผ่านมา ผู้นำพม่ายังประกาศ ย้ายเมืองหลวง จาก กรุงย่างกุ้ง ไปอยู่ที่เมืองหลวงใหม่ชื่อ “เนปีดอ” ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือขึ้นไปเล็กน้อย
สาเหตุที่ย้ายเมืองหลวงก็เพราะว่า กรุงย่างกุ้ง เป็นเมืองหลวงที่อังกฤษตั้งขึ้นในสมัยยึดครองประเทศพม่า อะไรก็ตามที่อังกฤษสร้างขึ้น หรือกำหนดขึ้น ในทุกวันนี้ชาวพม่าจะไม่ชอบทั้งนั้น เพราะถือว่าตนได้รับเอกราชมาแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเป็นการกำหนดของคนพม่าด้วยกันเท่านั้น จึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงให้หมด รวมทั้ง การย้ายเมืองหลวง ครั้งนี้ด้วย ซึ่งขณะนี้หน่วยงานราชการต่างๆ ได้ย้ายไปบ้างแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางราชการเท่านั้น
สิ่งที่อังกฤษกำหนดขึ้นอีกอย่างหนึ่ง ที่พม่าต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไขเสียใหม่ คือ การขับรถ ซึ่งเดิมการจราจรในพม่าจะขับรถชิดซ้าย เหมือนอย่างในอังกฤษ (และเมืองไทย) ผู้นำพม่าได้สั่งเปลี่ยนใหม่ ให้การขับรถ ชิดขวา (แบบอเมริกา) แต่ที่แปลกก็คือ ประเทศที่ขับรถชิดขวา พวงมาลัยจะต้องอยู่ด้านซ้าย แต่ที่พม่าขับรถชิดขวา ขณะที่พวงมาลัยก็อยู่ ด้านขวา ด้วย (แบบรถในเมืองไทย) ทำให้คนขับรถเวลาจะแซงคันหน้า เมื่อมองไปข้างหน้าจะไม่ถนัดชัดเจน คนไทยที่ไปขับรถในประเทศนี้ รับรองว่าจะต้องชนกันอย่างแน่นอน
เรื่องของ รถยนต์ พม่าไม่มีนโยบายในการสั่งซื้อรถใหม่เข้าประเทศ ฉะนั้น รถที่วิ่งอยู่บนถนนส่วนใหญ่ (แม้แต่ในกรุงย่างกุ้ง) จึงล้วนเป็นรถเก่าทั้งสิ้น อย่างรถโค้ชที่ใช้บริการนักท่องเที่ยว ซึ่งถือว่าดีที่สุดแล้ว ก็ยังเป็นรถมือสองที่สั่งมาจากญี่ปุ่นทั้งนั้น รถบางคันยังมีภาษาญี่ปุ่นติดอยู่เลย
การท่องเที่ยวพม่า คุณไกด์บอกว่า มีข้อจำกัดหลายอย่าง เป็นต้นว่า ๑.เรื่องการเมือง ห้ามพูดคุย ห้ามถามเด็ดขาด ๒.เรื่องวัตถุโบราณ โดยเฉพาะพระพุทธรูปเก่า ห้ามนำออกนอกประเทศ ยกเว้นของใหม่ ๓.หากจะซื้ออัญมณี ชิ้นใหญ่ๆ ให้ขอใบศุลกากรจากผู้ขายด้วย เพื่อใช้เป็นหลักฐานเวลาผ่านด่านตรวจ ก่อนนำออกนอกประเทศ
๔.การแต่งตัว เพื่อเข้าชมสถานที่สำคัญๆ โดยเฉพาะ วัดในทางพระพุทธศาสนา ต้องสุภาพเรียบร้อย ห้ามนุ่งสั้น ห้ามสายเดี่ยว ห้ามเกาะอก อย่างเด็ดขาด ๕.ต้องถอดรองเท้า ถุงเท้า ถุงน่อง ขณะเดินเข้า วัดในทางพระพุทธศาสนา ทุกแห่ง เรื่องนี้ชาวพม่าถืออย่างเคร่งครัดมาก จนเป็นเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง ที่น่าชมเชยจริงๆ
เป็นที่น่าสังเกตว่า ชาวพม่านิยมนุ่งโสร่ง ผ้าถุง มากกว่าการสวมใส่กางเกงแบบสากลคนทั่วไป และทุกคนนิยมสวมรองแตะฟองน้ำ ราคาถูกๆ มากกว่าการสวมรองเท้าหนัง หรือรองเท้าผ้าใบ แบบหุ้มส้น ทุกชนิด
ใครที่คิดจะไปเปิดร้านขายรองเท้าดีๆ ยี่ห้อดังๆ หรือรองเท้าหุ้มส้นทั่วๆ ไป ต้องไตร่ตรองให้ดี เพราะหนทางที่จะอยู่ให้รอดตลอดไป...มีน้อยมาก
การท่องเที่ยวเมืองพม่า เป็นการท่องเที่ยวแบบวิชาการ หาความรู้ มากกว่าที่จะไปช็อปปิ้ง หาซื้อของหรูๆ แพงๆ เพราะพม่าไม่มีของอะไรที่จะให้หาซื้อได้มากนัก แต่การท่องเที่ยวแบบวิชาการ หาความรู้ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อย และสนุกสนานไปอีกรูปแบบหนึ่ง
โดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่มีนักวิชาการ ผู้มีความรู้จริง รู้ลึก อย่าง ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ เป็นวิทยากรด้วยแล้ว คุ้มค่าจริงๆ ขณะนี้...ภาพยนตร์เรื่อง สมเด็จพระนเรศวรมหาราช กำลังเข้าฉาย เป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ ที่มีการลงทุนสร้างอย่างมหาศาล ทำให้เกิดกระแส ตามรอยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ขึ้นมาทันที ท่านที่คิดว่าจะไปตามรอยร่วมกับ อ.สุเนตร สอบถามไปได้ที่ วันเดอร์แลนด์ทัวร์ โทร.๐-๒๙๓๔-๘๕๔๖-๕๐ วันเสาร์และวันอาทิตย์ต่อไป ยังมีเรื่อง ไหว้พระ ทำบุญ รับปีใหม่ที่...พม่า ให้อ่านกันอีก โปรดคอยติดตาม
0 เต๋อ สมิหลา สงขลา 0

-->http://www.komchadluek.net/2007/01/21/images/2105_copy.jpg (http://www.komchadluek.net/2007/01/21/photo_13100.php)

ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ ผู้อำนวยการหลักสูตรสหสาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นับเป็นผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์พม่ามากที่สุดท่านหนึ่ง
จนได้รับการยกย่องจากนักวิชาการทั่วโลกมาแล้ว เมื่อทราบว่า อ.สุเนตร ได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรในการเดินทางไปท่องเที่ยว ไหว้พระ ทำบุญ ณ ประเทศพม่า ในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ผมจึงรีบสมัครขอร่วมเดินทางด้วยทันที
การเดินทางครั้งนี้ คุณช่อผกาพร กิไพโรจน์ แห่ง วันเดอร์แลนด์ทัวร์ เป็นผู้จัดขึ้น มีผู้ร่วมเดินทางทั้งหมด ๓๙ คน โดยสายการบินเมียนมาร์แอร์เวย์ จากสนามบินสุวรรณภูมิ ใช้เวลาบินเพียงแค่ ๑ ชั่วโมงเล็กน้อย โบอิ้ง เอ็มดี ๘๒ ก็ร่อนลงยังสนามบินมิงกาลาดอ ชานกรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า
ที่สนามบิน ไกด์ชาวพม่าซึ่งพูดไทยได้อย่างชัดเจน เพราะเคยมาศึกษาระดับมหาวิทยาลัยในเมืองไทยมาแล้ว รอต้อนรับและอำนวยความสะดวกทุกอย่าง จากนั้นคณะของเราออกเดินทางด้วยรถโค้ชสำหรับนักท่องเที่ยว มุ่งสู่ เมืองพะโค หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในนามของ เมืองหงสาวดี ระยะทางประมาณ ๘๐ กม. โดยใช้เวลา ๒ ชั่วโมง ที่ต้องใช้เวลามากขนาดนี้ก็เพราะสภาพถนนไม่ดีพอนั่นเอง
ขณะอยู่บนรถ คุณไกด์บอกกล่าวถึงความเป็นมาของ ประเทศพม่า ว่า ได้เปลี่ยนชื่อประเทศเป็น เมียนมาร์ เมื่อปี ๒๕๓๕ ซึ่งคนไทยออกเสียงว่า "เมียนมาร์" แต่ชาวพม่าเขาออกเสียงว่า "มยะหม่า"
การเปลี่ยนชื่อประเทศก็ด้วยเหตุผลคำว่า พม่า นั้นเป็นเพียงชนเผ่าหนึ่งบนแผ่นดินนี้ แม้จะมีจำนวนประชากรมากที่สุดคือประมาณ ๗๕% ก็ตาม แต่ในประเทศนี้ยังมีชนเผ่าอื่นๆ อีก ๑๓๕ เผ่า ที่รู้จักกันดีมี ๘ เผ่า คือ พม่า ฉิ่น กะฉิ่น กะเหรี่ยง กะยา มอญ ยะไข่ ฉาน (หรือไทใหญ่)
การเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น “เมียนมาร์” จึงเท่ากับเป็นการยกย่องชนทุกเผ่าพันธุ์ที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินนี้ ให้มีสิทธิและศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน เป็นการสร้างสรรค์ความสมานฉันท์ของคนในประเทศนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ด้วยความเคยชินของคนไทย เรามักจะเรียกชื่อประเทศนี้อยู่เหมือนเดิมคือ พม่า เพราะเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีอาณาเขตติดต่อกันโดยตลอด รวมทั้งความผูกพันมานานปี
นอกจากการเปลี่ยนชื่อประเทศแล้ว เมื่อปีที่ผ่านมา ผู้นำพม่ายังประกาศ ย้ายเมืองหลวง จาก กรุงย่างกุ้ง ไปอยู่ที่เมืองหลวงใหม่ชื่อ “เนปีดอ” ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือขึ้นไปเล็กน้อย
สาเหตุที่ย้ายเมืองหลวงก็เพราะว่า กรุงย่างกุ้ง เป็นเมืองหลวงที่อังกฤษตั้งขึ้นในสมัยยึดครองประเทศพม่า อะไรก็ตามที่อังกฤษสร้างขึ้น หรือกำหนดขึ้น ในทุกวันนี้ชาวพม่าจะไม่ชอบทั้งนั้น เพราะถือว่าตนได้รับเอกราชมาแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเป็นการกำหนดของคนพม่าด้วยกันเท่านั้น จึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงให้หมด รวมทั้ง การย้ายเมืองหลวง ครั้งนี้ด้วย ซึ่งขณะนี้หน่วยงานราชการต่างๆ ได้ย้ายไปบ้างแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางราชการเท่านั้น
สิ่งที่อังกฤษกำหนดขึ้นอีกอย่างหนึ่ง ที่พม่าต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไขเสียใหม่ คือ การขับรถ ซึ่งเดิมการจราจรในพม่าจะขับรถชิดซ้าย เหมือนอย่างในอังกฤษ (และเมืองไทย) ผู้นำพม่าได้สั่งเปลี่ยนใหม่ ให้การขับรถ ชิดขวา (แบบอเมริกา) แต่ที่แปลกก็คือ ประเทศที่ขับรถชิดขวา พวงมาลัยจะต้องอยู่ด้านซ้าย แต่ที่พม่าขับรถชิดขวา ขณะที่พวงมาลัยก็อยู่ ด้านขวา ด้วย (แบบรถในเมืองไทย) ทำให้คนขับรถเวลาจะแซงคันหน้า เมื่อมองไปข้างหน้าจะไม่ถนัดชัดเจน คนไทยที่ไปขับรถในประเทศนี้ รับรองว่าจะต้องชนกันอย่างแน่นอน
เรื่องของ รถยนต์ พม่าไม่มีนโยบายในการสั่งซื้อรถใหม่เข้าประเทศ ฉะนั้น รถที่วิ่งอยู่บนถนนส่วนใหญ่ (แม้แต่ในกรุงย่างกุ้ง) จึงล้วนเป็นรถเก่าทั้งสิ้น อย่างรถโค้ชที่ใช้บริการนักท่องเที่ยว ซึ่งถือว่าดีที่สุดแล้ว ก็ยังเป็นรถมือสองที่สั่งมาจากญี่ปุ่นทั้งนั้น รถบางคันยังมีภาษาญี่ปุ่นติดอยู่เลย
การท่องเที่ยวพม่า คุณไกด์บอกว่า มีข้อจำกัดหลายอย่าง เป็นต้นว่า ๑.เรื่องการเมือง ห้ามพูดคุย ห้ามถามเด็ดขาด ๒.เรื่องวัตถุโบราณ โดยเฉพาะพระพุทธรูปเก่า ห้ามนำออกนอกประเทศ ยกเว้นของใหม่ ๓.หากจะซื้ออัญมณี ชิ้นใหญ่ๆ ให้ขอใบศุลกากรจากผู้ขายด้วย เพื่อใช้เป็นหลักฐานเวลาผ่านด่านตรวจ ก่อนนำออกนอกประเทศ
๔.การแต่งตัว เพื่อเข้าชมสถานที่สำคัญๆ โดยเฉพาะ วัดในทางพระพุทธศาสนา ต้องสุภาพเรียบร้อย ห้ามนุ่งสั้น ห้ามสายเดี่ยว ห้ามเกาะอก อย่างเด็ดขาด ๕.ต้องถอดรองเท้า ถุงเท้า ถุงน่อง ขณะเดินเข้า วัดในทางพระพุทธศาสนา ทุกแห่ง เรื่องนี้ชาวพม่าถืออย่างเคร่งครัดมาก จนเป็นเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง ที่น่าชมเชยจริงๆ
เป็นที่น่าสังเกตว่า ชาวพม่านิยมนุ่งโสร่ง ผ้าถุง มากกว่าการสวมใส่กางเกงแบบสากลคนทั่วไป และทุกคนนิยมสวมรองแตะฟองน้ำ ราคาถูกๆ มากกว่าการสวมรองเท้าหนัง หรือรองเท้าผ้าใบ แบบหุ้มส้น ทุกชนิด
ใครที่คิดจะไปเปิดร้านขายรองเท้าดีๆ ยี่ห้อดังๆ หรือรองเท้าหุ้มส้นทั่วๆ ไป ต้องไตร่ตรองให้ดี เพราะหนทางที่จะอยู่ให้รอดตลอดไป...มีน้อยมาก
การท่องเที่ยวเมืองพม่า เป็นการท่องเที่ยวแบบวิชาการ หาความรู้ มากกว่าที่จะไปช็อปปิ้ง หาซื้อของหรูๆ แพงๆ เพราะพม่าไม่มีของอะไรที่จะให้หาซื้อได้มากนัก แต่การท่องเที่ยวแบบวิชาการ หาความรู้ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อย และสนุกสนานไปอีกรูปแบบหนึ่ง
โดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่มีนักวิชาการ ผู้มีความรู้จริง รู้ลึก อย่าง ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ เป็นวิทยากรด้วยแล้ว คุ้มค่าจริงๆ
ขณะนี้...ภาพยนตร์เรื่อง สมเด็จพระนเรศวรมหาราช กำลังเข้าฉาย เป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ ที่มีการลงทุนสร้างอย่างมหาศาล ทำให้เกิดกระแส ตามรอยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ขึ้นมาทันที ท่านที่คิดว่าจะไปตามรอยร่วมกับ อ.สุเนตร สอบถามไปได้ที่ วันเดอร์แลนด์ทัวร์ โทร.๐-๒๙๓๔-๘๕๔๖-๕๐ วันเสาร์และวันอาทิตย์ต่อไป ยังมีเรื่อง ไหว้พระ ทำบุญ รับปีใหม่ที่...พม่า ให้อ่านกันอีก โปรดคอยติดตาม



0 เต๋อ สมิหลา สงขลา 0


</TD></TR></TBODY></TABLE>
------------------------
ที่มา:คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/2007/01/21/j001_83939.php?news_id=83939

NoOTa
28-01-2007, 04:39 AM
<TABLE cellSpacing=5 cellPadding=0 width=567 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top>ไหว้พระ ทำบุญ รับปีใหม่ที่...พม่า (๒)</TD></TR><TR><TD class=Text_Story vAlign=top><!-- http://www.palungjit.com/board/http://www.palungjit.com/board/images/2804_copy.jpg http://www.palungjit.com/board/images/2804_copy.jpg (http://www.palungjit.com/board/) อ.สุเนตร ชุตินธรานนท์ กล่าวถึง เมืองพะโค ว่า เป็นเมืองที่คนไทยรู้จักกันดีในนามของ เมืองหงสาวดี ซึ่งเดิมเป็นราชธานีเก่าของชาวมอญมาก่อน ต่อมาถูก พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ กษัตริย์พม่าซึ่งมีราชธานีอยู่เมืองตองอู ยกทัพมาตี และยึดครองเมืองหงสาวดีไว้ได้ จึงย้ายราชธานีมาอยู่ที่นี่

กษัตริย์พม่าที่สร้างความยิ่งใหญ่ให้เมืองหงสาวดี ก็คือ พระเจ้าบุเรงนอง ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ โดยตรง และเป็นกษัตริย์พม่าที่เป็นคู่ศึกของกรุงศรีอยุธยามาโดยตลอด
โบราณสถานสำคัญๆ จำนวนมากในเมืองหงสาวดี จึงเป็นสิ่งก่อสร้างที่มาตั้งแต่สมัยมอญปกครองเมืองนี้ เช่น พระธาตุมุเตา พระพุทธรูปสี่ทิศ ฯลฯ
เมืองหงสาวดี มี “หงส์” เป็นสัญลักษณ์ โดยเฉพาะที่เป็นรูป หงส์ซ้อนกัน ๒ ตัว ซึ่งมีตำนานเล่าว่า เดิมทีที่ตรงนี้เป็นพื้นน้ำทั้งหมด มีที่ดินอยู่เพียงนิดเดียว พอให้หงส์ตัวหนึ่งบินลงเกาะได้เท่านั้น ถ้ามีหงส์อีกตัวอยากมาเกาะด้วย ก็ต้องเกาะซ้อนกันบนหลังหงส์ตัวแรก หงส์ ๒ ตัวเกาะซ้อนกันนี้ จึงเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนี้ และเป็นที่มาของชื่อ เมืองหงสาวดี
เล่ากันว่าหงส์ตัวที่เกาะอยู่ข้างบนนั้นเป็น หงส์ตัวเมีย ส่วนหงส์ตัวล่างเป็น หงส์ตัวผู้ ฉะนั้นจึงเชื่อกันว่าผู้หญิงเมืองหงสาวดีเป็นผู้มีอำนาจบารมีมากว่าผู้ชาย พูดง่ายๆ ว่า "ดุมาก" ใครอยากจะมีภรรยาเป็นสาวเมืองหงสาวดี จึงต้องคิดให้รอบคอบสักหน่อย เพราะคุณเธอจะข่มสามีไปตลอดชีวิต
สภาพเมืองหงสาวดีที่พบเห็นมานั้นเรียกได้ว่า ยังด้อยพัฒนามาก เทียบได้กับอำเภอเล็กๆ ในต่างจังหวัดของเมืองไทยเท่านั้นเอง
คนไทยรู้จักเมืองนี้ดี เพราะครั้งหนึ่ง สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และ พระสุพรรณกัลยา พี่สาวของท่าน เคยมาประทับอยู่ที่นี่ในฐานะตัวประกัน ช่วงที่กรุงศรีอยุธยาสูญเสียเอกราชครั้งแรกให้แก่พม่า อันเป็นเหตุการณ์ที่คนไทยทุกคนจดจำกันดี
เหตุการณ์ครั้งนั้น ขณะนี้มีการถ่ายทำเป็นภาพยนตร์ขึ้นแล้วโดย “ท่านมุ้ย” ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล คือเรื่อง สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
การทำถ่ายภาพยนตร์เรื่องนี้ อ.สุเนตร ก็เป็นที่ปรึกษาของทีมงาน และได้เดินทางพร้อมกับท่านมุ้ย มาหาข้อมูลต่างๆ เพิ่มเติมที่นี่
อ.สุเนตร บอกว่า เมืองหงสาวดี มี ๒ เมือง คือเมืองเก่าที่มอญสร้าง และเมืองใหม่ที่พม่าสร้างในสมัย พระเจ้าบุเรงนอง ซึ่งขยายออกไปอีกด้านหนึ่ง ทาง พระธาตุมุเตา เรียกว่า เมืองบุเรงนอง ซึ่งมีผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดใหญ่โตมาก มีประตูเมืองด้านละ ๕ ประตู รวมทั้งหมด ๒๐ ประตู พระเจ้าบุเรงนองตั้งชื่อแต่ละประตูตามชื่อเมืองขึ้น หรือประเทศราช ของพระองค์ หนึ่งในนั้น คือ เมืองโยเดีย หรือ อโยธยา ก็คือ กรุงศรีอยุธยา ของเรานี่แหละ
และที่บริเวณนี้ก็มี หมู่บ้านโยเดีย อันเป็นหมู่บ้านของชาวกรุงศรีอยุธยา ที่ถูกกวาดต้อนมาเป็นเชลยศึกสมัยเสียกรุงครั้งแรก และที่นี่ก็มีวัดของ พระมหาเถรคันฉ่อง พระอาจารย์ของ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช อยู่ด้วย
จากข้อมูลอันนี้ทำให้ทราบว่าวัดบางแห่งในเมืองไทยที่มี เสาหงส์ อยู่หน้าวัด หรือมีสัญลักษณ์รูป หงส์ อยู่ภายในบริเวณวัด อันแสดงให้ทราบว่า วัดแห่งนั้นเป็น วัดมอญ นั่นเอง ชนชาวมอญ ที่อพยพจากเมืองพม่ามาอยู่ในเมืองไทย เมื่อสร้างวัดขึ้นก็จะมีสัญลักษณ์ หงส์ นี้ไว้เสมอ เพื่อรำลึกถึง เมืองหงสาวดี ที่บรรพชนเคยอยู่อาศัยมาก่อน และเป็นราชธานีที่อยู่ในจิตใจของชาวมอญมาโดยตลอด มิใช่ วัดพม่า แต่ประการใด
ออกจากเมืองหงสาวดี คณะของเราเดินทางต่อไปยัง พระธาตุอินทร์แขวน หรือ พระเจดีย์ไจ้ทิโย ซึ่งเป็นพระเจดีย์ที่ศักดิ์สิทธิ์มาก ชาวมอญและชาวพม่าทุกคนต่างตั้งปณิธานกันว่า ในชั่วชีวิตหนึ่งจะต้องขึ้นไปสักการบูชาให้ได้ อย่างน้อย ๑ ครั้ง และหากใครได้สักการบูชาครบ ๓ ครั้ง ชีวิตก็จะมีความสุข และความสมหวังในสิ่งอันพึงปรารถนาตลอดไป
สมัยก่อนการเดินทางขึ้นไปบนเขาไจ้ทิโย ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะยังไม่มีถนน การเดินทางต้องลัดเลาะไปตามไหล่เขาอันสูงชัน และต้องใช้เวลาเป็นวันเลยทีเดียว
แม้ในสมัยนี้จะมีการตัดถนนขึ้นไปแล้วก็ตาม แต่รถทัวร์ที่นำพานักท่องเที่ยวก็ไปได้แค่เชิงเขา จากนั้นต้องนั่งรถบรรทุก ๖ ล้อ ที่มีไม้พาดกลางกระบะ นั่งรับลมเย็น ชมนกชมไม้ ขึ้นไปอีกครึ่งชั่วโมง แล้วต้องลงจากรถเพื่อเปลี่ยนไปนั่ง เสลี่ยง หรือ เกี้ยว
เกี้ยวที่ว่านี้ เขาใช้เก้าอี้หวายที่เอนนอนได้ ผูกติดกับกระบอกไม้ไผ่ขนาดใหญ่ ๒ ดุ้น ให้ผู้โดยสารนั่ง มีชายฉกรรจ์ชาวพม่า ๔ คนแบกหามขึ้นไป ด้วยจังหวะการก้าวย่างที่น่าระทึกใจมาก หากเท้าทั้ง ๘ ของคุณหม่องทั้ง ๔ คนนี้ไม่สามัคคีกันจนย่างก้าวพลาดท่า คนที่นั่งอยู่บนเกี้ยวก็คงต้องล้มคะมำลงไปด้วยอย่างแน่นอน
แต่คนหามเกี้ยวเขาชำนาญทาง ทุกคนจึงขึ้นไปจนถึงยอดเขาได้อย่างปลอดภัย ใช้เวลาผจญภัยช่วงนี้ประมาณ ๔๕ นาที โดยมีการหยุดพักเป็นระยะๆ พร้อมกับเสียงหอบเหนื่อยของคุณหม่อง และเสียงคร่ำครวญเป็นภาษาอังกฤษว่า คนนั่งเกี้ยวนั้นอ้วน หนักมาก เรียกร้องความสงสารเพื่อขอเงินค่าทิปนั่นเอ'
พระธาตุอินทร์แขวน มีลักษณะเป็น ก้อนหินสีทองขนาดใหญ่มาก ตั้งอยู่บนหน้าผาของเขาไจ้ทิโยที่ยืนออกไป โดยก้อนหินนี้มีส่วนที่ติดกับหินหน้าผาอยู่เพียงนิดเดียว จนน่าแปลกใจว่าเหตุใดหินก้อนใหญ่นี้จึงไม่ล้มลงไป แม้ในบางครั้งจะเกิดอาการสั่นสะเทือน อันเนื่องมาจากแผ่นดินไหวก็ตาม นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์มาก
ก้อนหินสีทอง นี้สมัยก่อนเคยมีผู้นำเส้นด้ายสอดใต้ก้อนหินแล้วดึงลอดผ่านไปได้ จึงเชื่อกันว่าใต้ก้อนหินสีทองนี้ไม่สัมผัสติดกับพื้นผิวของภูเขา อยู่ในลักษณะลอยกลางอากาศ จึงเล่าขานกันว่า พระอินทร์เอาก้อนหินนี้มาแขวนไว้ คนไทยยุคแรกๆ ที่ขึ้นมาพบเห็น จึงเรียกหินก้อนนี้ว่า พระธาตุอินทร์แขวน ปัจจุบันทางราชการได้สั่งห้ามไม่ให้มีการพิสูจน์เช่นนั้นอีก หากไม่เชื่อไม่ศรัทธาก็ไม่ต้องขึ้นมากราบไหว้
ตามตำนานเล่าว่า พระธาตุอินทร์แขวน นี้มีมานานกว่า ๒ พันปี โดยชาวมอญและชาวพม่าต่างเชื่อกันว่า หินใหญ่ทุกก้อนที่ตั้งอยู่บนภูเขาทั่วไป จะมี พระบรมสารีริกธาตุ หรือ พระธาตุ บรรจุอยู่ภายในเสมอ จึงมีการสร้าง องค์เจดีย์ ครอบไว้ข้างบนก้อนหินนั้น พร้อมกับทาสีทองเหลืองอร่ามอย่างงดงามตระการตามาก
บริเวณพระธาตุอินทร์แขวนเป็นลานกว้าง พื้นทั้งหมดปูด้วยหินแกรนิต สะอาดสะอ้าน เป็นระเบียบเรียบร้อยดีมาก มีชาวพม่าขึ้นมาตลอดเวลาเพื่อสักการบูชากราบไหว้ สวดมนต์ และนั่งสมาธิอย่างสงบ ดูแล้วต้องชมเชยในความเป็นพุทธศาสนิกชนของเขาที่เคร่งครัดและมั่นคงในพระพุทธศาสนาอย่างเหนียวแน่น มากว่าคนไทยเราที่ส่วนใหญ่เป็น พุทธเพียงแต่ระบุในบัตรประชาชนเท่านั้น
ชาวพม่าที่ขึ้นมาแสวงบุญบนเขาไจ้ทิโยแห่งนี้ พวกเขาไม่ได้นั่งรถนั่งเกี้ยวเหมือนกับชาวเรา แต่เขาพากันเดินขึ้นมาด้วยความอุตสาหะ อดทน และจิตศรัทธาอย่างแท้จริง แม้แต่ที่หลับนอน ก็ไม่ได้อาศัยพักตามโรงแรม เพราะมีราคาแพงมากสำหรับพวกเขา ที่หลับนอนของเขาคือ ลานพระธาตุ นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นคนเฒ่าคนแก่ คนหนุ่มสาว หรือแม้แต่เด็กเล็กๆ เมื่อสวดมนต์ภาวนา นั่งสมาธิ เสร็จแล้วก็จะพากันหลับนอนบนลานกว้าง ท่ามกลางอากาศอันหนาวเย็น ตื่นขึ้นมาในช่วงเช้า สวดมนต์ ภาวนา นั่งสมาธิ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็จะพากันเดินลงเขาไปด้วยความสุข และอิ่มบุญโดยทั่วกัน
0 เต๋อ สมิหลา สงขลา 0
*************************
พระเครื่อง-สรณะ-คนดัง/ไพโรจน์ ใจสิงห์ เสาร์ 27 ม.ค.50
-------------------
ไพโรจน์ ใจสิงห์
มีสติ !...ไม่จำเป็นต้องแขวนพระ
-------------------
หากเอ่ยชื่อ ไพโรจน์ ใจสิงห์ แฟนภาพยนตร์ในอดีตคงจำกันได้ว่า เขาเป็นอดีตพระเอกหนังแนวบู๊ที่สร้างผลงานมาแล้วเป็นจำนวนมาก ที่โด่งดังอย่างมากในปี ๒๕๑๖ อาทิ สองชาติสมิง ไผ่ล้อมรัก ยอดสงสาร รสสวาท รัญจวนจิต สวรรค์เวียงพิงค์ สายชล เสือหยิ่งสิงห์ผยอง หมอกฟ้า มารรัก
มาวันนี้ ไพโรจน์ยังคงโลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิง ที่รับบทส่วนใหญ่เป็นบทพ่อ มาวันนี้ไพโรจน์อยู่ในวงการแสดงมาแล้วกว่า ๓๐ ปี และล่าสุดมารับบทเป็นหลวงตา ในละคร ธรรมะ (ทำไม ) ที่กำกับการแสดงโดย องอาจ สิงลำพอง
นับเป็นเวลากว่า ๑๐ ปีแล้ว ที่ชีวิตของไพโรจน์ได้หันหน้าเข้าวัด ปฏิบัติธรรมมาอย่างต่อเนื่อง โดยทุกวันที่ ๓- ๗ ธันวาคมของทุกปี จะไม่รับงานแสดงใดๆ ทั้งสิ้น เนื่องจากต้องเดินทางไปอยู่ วัดพุทไธศวรรย์ ตั้งอยูริมแม่น้ำทางด้านใต้ ฝั่งตรงข้ามของเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา บวชพราหมณ์-ปฏิบัติธรรม นุ่งขาวห่มขาว เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมีความคิดว่า อย่างน้อยสิ่งที่ทำทั้งปีอาจจะมีทั้งดีและไม่ดี พอได้ปฏิบัติธรรมก็ทำให้ได้สำรวจตัวเอง ทำจิตใจให้สะอาด สักช่วงเวลาหนึ่ง
ไพโรจน์ บอกว่า ชีวิตเราทำงานมามากมายตลอดทั้งปี เพียงแค่ปฏิบัติธรรม ๓ วัน ๗ วัน ไม่สามารถทำได้ก็คิดว่าแย่แล้ว การปฏิบัติธรรมแบบนี้ก็เหมือนเราได้ไปล้างตัวให้สะอาดสักครั้งหนึ่ง ก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ดี เป็นเวลากว่า ๑๐ ปีแล้วที่ชีวิตอยู่ในหลักธรรม ระยะหลังพอมีอายุมากขึ้นไป การนั่งสมาธินานๆ ก็รู้สึกปวดหลังอยู่เหมือนกัน ทำอะไรก็ไม่ค่อยสะดวก ประกอบกับงานติดต่อเข้ามาไม่น้อย บางปีก็ไม่ได้ไปอยู่เหมือนกัน แต่จะหันกลับมาปฏิบัติธรรมอยู่ที่บ้านแทน
"ส่วนตัวแล้วเป็นคนเชื่อในเรื่องของบุญและบาปอย่างมาก เพราะชีวิตที่ผ่านมาเห็นคนเราที่ทำอะไรไว้นั้น ใครทำดีก็ย่อมได้ดี ใครทำชั่วย่อมได้ชั่ว ยิ่งในยุคนี้กรรมไม่ดีจะตอบสนองเราเร็วมาก ไม่ต้องไปรอชดใช้ในชาติหน้า กรรมดีที่ตนเองได้ทำเอาไว้จะเห็นได้ชัดว่า เราทำแต่ความดีงานต่างๆ ก็เข้ามาให้เราได้ทำอย่างไม่ขาดสาย ขณะเดียวกันชอบดูรายการธรรมะ เหมือนเราได้มีพระมาสอนให้เราอยู่ในศีลธรรม และทำให้ทุกคืนก่อนนอนจะต้องสวดมนต์ไหว้พระ โดยเฉพาะคาถาชินบัญชร อย่างน้อยสวดแล้วก็ทำให้เราสบายใจ" นี่เป็นสิ่งที่เขาได้จากการปฏิบัติธรรม
สำหรับพระเครื่องที่แขวนติดตัว อดีตพระเอกชื่อดัง บอกว่า ส่วนใหญ่จะเป็นพระสมเด็จ พระกริ่งวัดสุทัศนฯ ขึ้นอยู่กับใจว่าวันนั้นอยากแขวนพระองค์ไหนมากกว่า หรือบางครั้งก็จะแขวนเหล็กไหลของวัดพุทไธศวรรย์ โดยที่ผ่านมาก็เล่นหนังบู๊ก็จะมีเหตุการณ์ที่ต้องเกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากบางเรื่องต้องใช้ปืนเอ็ม ๑๖ เอามาใช้ในฉากที่แสดงจริงๆ ถามว่าน่ากลัวไหม ก็ต้องบอกว่านั่นมันเป็นหน้าที่และอาชีพของเรา ที่จะต้องทำตามผู้กำกับการแสดง
ฉากบู๊แบบนี้ในแต่ละครั้งจะโดนสะเก็ดระเบิดเข้าหน้าเข้าตาอยู่เป็นประจำ นับว่าโชคดีที่ไม่มีอะไรถึงขนาดเฉียดตาย ส่วนตัวก็มีความเชื่อในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ ตรงนี้ที่ชีวิตรอดตายจากสิ่งที่เป็นอันตรายเหล่านั้น น่าจะมาจากความไม่ประมาทของเราด้วย ยิ่งเราเป็นนักแสดงก็ต้องมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือพระเครื่องเอาไว้แขวนติดตัวคุ้มครอง และถ้าคนเราทำอะไรอย่างมีสติสัมปชัญญะ คิดว่าดีกว่าการแขวนพระด้วยซ้ำไป
"วันหนึ่งที่ผมเคยมีชื่อเสียงโด่งดัง มาวันนี้ผมเห็นสัจธรรมชีวิตได้อย่างหนึ่งว่า มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ มีสุข มีทุกข์ สรรเสริญ นินทา เหล่านี้แหละเป็นโลกธรรมแปด ทุกอย่างเมื่อมีได้ก็ย่อมหมดได้ ลักษณะเดียวกันหมดได้ก็ย่อมมีได้ ชีวิตวันนี้มันไม่แน่นอน ดังนั้น เราจะทำอะไรก็ตาม จะต้องคิดเสมอว่า ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว อย่างน้อยก็ทำให้เราไม่ประมาทกับชีวิต และที่สำคัญอยากให้รับรู้ว่าเรามีชีวิตทุกวันนี้ไม่ใช่ของเราเลย วันหนึ่งเราก็ต้องคืนให้ธรรมชาติ" อดีตพระเอกชื่อดัง กล่าวทิ้งท้าย 0 เรื่อง สุทธิคุณ กองทอง / ภาพ กนต์ธีร์ เหลืองอร่าม 0

-->http://www.komchadluek.net/2007/01/27/images/2804_copy.jpg (http://www.komchadluek.net/2007/01/27/photo_13465.php)

อ.สุเนตร ชุตินธรานนท์ กล่าวถึง เมืองพะโค ว่า เป็นเมืองที่คนไทยรู้จักกันดีในนามของ เมืองหงสาวดี ซึ่งเดิมเป็นราชธานีเก่าของชาวมอญมาก่อน ต่อมาถูก พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ กษัตริย์พม่าซึ่งมีราชธานีอยู่เมืองตองอู ยกทัพมาตี และยึดครองเมืองหงสาวดีไว้ได้ จึงย้ายราชธานีมาอยู่ที่นี่
กษัตริย์พม่าที่สร้างความยิ่งใหญ่ให้เมืองหงสาวดี ก็คือ พระเจ้าบุเรงนอง ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ โดยตรง และเป็นกษัตริย์พม่าที่เป็นคู่ศึกของกรุงศรีอยุธยามาโดยตลอด
โบราณสถานสำคัญๆ จำนวนมากในเมืองหงสาวดี จึงเป็นสิ่งก่อสร้างที่มาตั้งแต่สมัยมอญปกครองเมืองนี้ เช่น พระธาตุมุเตา พระพุทธรูปสี่ทิศ ฯลฯ
เมืองหงสาวดี มี “หงส์” เป็นสัญลักษณ์ โดยเฉพาะที่เป็นรูป หงส์ซ้อนกัน ๒ ตัว ซึ่งมีตำนานเล่าว่า เดิมทีที่ตรงนี้เป็นพื้นน้ำทั้งหมด มีที่ดินอยู่เพียงนิดเดียว พอให้หงส์ตัวหนึ่งบินลงเกาะได้เท่านั้น ถ้ามีหงส์อีกตัวอยากมาเกาะด้วย ก็ต้องเกาะซ้อนกันบนหลังหงส์ตัวแรก หงส์ ๒ ตัวเกาะซ้อนกันนี้ จึงเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนี้ และเป็นที่มาของชื่อ เมืองหงสาวดี
เล่ากันว่าหงส์ตัวที่เกาะอยู่ข้างบนนั้นเป็น หงส์ตัวเมีย ส่วนหงส์ตัวล่างเป็น หงส์ตัวผู้ ฉะนั้นจึงเชื่อกันว่าผู้หญิงเมืองหงสาวดีเป็นผู้มีอำนาจบารมีมากว่าผู้ชาย พูดง่ายๆ ว่า "ดุมาก" ใครอยากจะมีภรรยาเป็นสาวเมืองหงสาวดี จึงต้องคิดให้รอบคอบสักหน่อย เพราะคุณเธอจะข่มสามีไปตลอดชีวิต
สภาพเมืองหงสาวดีที่พบเห็นมานั้นเรียกได้ว่า ยังด้อยพัฒนามาก เทียบได้กับอำเภอเล็กๆ ในต่างจังหวัดของเมืองไทยเท่านั้นเอง
คนไทยรู้จักเมืองนี้ดี เพราะครั้งหนึ่ง สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และ พระสุพรรณกัลยา พี่สาวของท่าน เคยมาประทับอยู่ที่นี่ในฐานะตัวประกัน ช่วงที่กรุงศรีอยุธยาสูญเสียเอกราชครั้งแรกให้แก่พม่า อันเป็นเหตุการณ์ที่คนไทยทุกคนจดจำกันดี
เหตุการณ์ครั้งนั้น ขณะนี้มีการถ่ายทำเป็นภาพยนตร์ขึ้นแล้วโดย “ท่านมุ้ย” ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล คือเรื่อง สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
การทำถ่ายภาพยนตร์เรื่องนี้ อ.สุเนตร ก็เป็นที่ปรึกษาของทีมงาน และได้เดินทางพร้อมกับท่านมุ้ย มาหาข้อมูลต่างๆ เพิ่มเติมที่นี่
อ.สุเนตร บอกว่า เมืองหงสาวดี มี ๒ เมือง คือเมืองเก่าที่มอญสร้าง และเมืองใหม่ที่พม่าสร้างในสมัย พระเจ้าบุเรงนอง ซึ่งขยายออกไปอีกด้านหนึ่ง ทาง พระธาตุมุเตา เรียกว่า เมืองบุเรงนอง ซึ่งมีผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดใหญ่โตมาก มีประตูเมืองด้านละ ๕ ประตู รวมทั้งหมด ๒๐ ประตู พระเจ้าบุเรงนองตั้งชื่อแต่ละประตูตามชื่อเมืองขึ้น หรือประเทศราช ของพระองค์ หนึ่งในนั้น คือ เมืองโยเดีย หรือ อโยธยา ก็คือ กรุงศรีอยุธยา ของเรานี่แหละ
และที่บริเวณนี้ก็มี หมู่บ้านโยเดีย อันเป็นหมู่บ้านของชาวกรุงศรีอยุธยา ที่ถูกกวาดต้อนมาเป็นเชลยศึกสมัยเสียกรุงครั้งแรก และที่นี่ก็มีวัดของ พระมหาเถรคันฉ่อง พระอาจารย์ของ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช อยู่ด้วย
จากข้อมูลอันนี้ทำให้ทราบว่าวัดบางแห่งในเมืองไทยที่มี เสาหงส์ อยู่หน้าวัด หรือมีสัญลักษณ์รูป หงส์ อยู่ภายในบริเวณวัด อันแสดงให้ทราบว่า วัดแห่งนั้นเป็น วัดมอญ นั่นเอง ชนชาวมอญ ที่อพยพจากเมืองพม่ามาอยู่ในเมืองไทย เมื่อสร้างวัดขึ้นก็จะมีสัญลักษณ์ หงส์ นี้ไว้เสมอ เพื่อรำลึกถึง เมืองหงสาวดี ที่บรรพชนเคยอยู่อาศัยมาก่อน และเป็นราชธานีที่อยู่ในจิตใจของชาวมอญมาโดยตลอด มิใช่ วัดพม่า แต่ประการใด
ออกจากเมืองหงสาวดี คณะของเราเดินทางต่อไปยัง พระธาตุอินทร์แขวน หรือ พระเจดีย์ไจ้ทิโย ซึ่งเป็นพระเจดีย์ที่ศักดิ์สิทธิ์มาก ชาวมอญและชาวพม่าทุกคนต่างตั้งปณิธานกันว่า ในชั่วชีวิตหนึ่งจะต้องขึ้นไปสักการบูชาให้ได้ อย่างน้อย ๑ ครั้ง และหากใครได้สักการบูชาครบ ๓ ครั้ง ชีวิตก็จะมีความสุข และความสมหวังในสิ่งอันพึงปรารถนาตลอดไป
สมัยก่อนการเดินทางขึ้นไปบนเขาไจ้ทิโย ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะยังไม่มีถนน การเดินทางต้องลัดเลาะไปตามไหล่เขาอันสูงชัน และต้องใช้เวลาเป็นวันเลยทีเดียว
แม้ในสมัยนี้จะมีการตัดถนนขึ้นไปแล้วก็ตาม แต่รถทัวร์ที่นำพานักท่องเที่ยวก็ไปได้แค่เชิงเขา จากนั้นต้องนั่งรถบรรทุก ๖ ล้อ ที่มีไม้พาดกลางกระบะ นั่งรับลมเย็น ชมนกชมไม้ ขึ้นไปอีกครึ่งชั่วโมง แล้วต้องลงจากรถเพื่อเปลี่ยนไปนั่ง เสลี่ยง หรือ เกี้ยว
เกี้ยวที่ว่านี้ เขาใช้เก้าอี้หวายที่เอนนอนได้ ผูกติดกับกระบอกไม้ไผ่ขนาดใหญ่ ๒ ดุ้น ให้ผู้โดยสารนั่ง มีชายฉกรรจ์ชาวพม่า ๔ คนแบกหามขึ้นไป ด้วยจังหวะการก้าวย่างที่น่าระทึกใจมาก หากเท้าทั้ง ๘ ของคุณหม่องทั้ง ๔ คนนี้ไม่สามัคคีกันจนย่างก้าวพลาดท่า คนที่นั่งอยู่บนเกี้ยวก็คงต้องล้มคะมำลงไปด้วยอย่างแน่นอน
แต่คนหามเกี้ยวเขาชำนาญทาง ทุกคนจึงขึ้นไปจนถึงยอดเขาได้อย่างปลอดภัย ใช้เวลาผจญภัยช่วงนี้ประมาณ ๔๕ นาที โดยมีการหยุดพักเป็นระยะๆ พร้อมกับเสียงหอบเหนื่อยของคุณหม่อง และเสียงคร่ำครวญเป็นภาษาอังกฤษว่า คนนั่งเกี้ยวนั้นอ้วน หนักมาก เรียกร้องความสงสารเพื่อขอเงินค่าทิปนั่นเอ'
พระธาตุอินทร์แขวน มีลักษณะเป็น ก้อนหินสีทองขนาดใหญ่มาก ตั้งอยู่บนหน้าผาของเขาไจ้ทิโยที่ยืนออกไป โดยก้อนหินนี้มีส่วนที่ติดกับหินหน้าผาอยู่เพียงนิดเดียว จนน่าแปลกใจว่าเหตุใดหินก้อนใหญ่นี้จึงไม่ล้มลงไป แม้ในบางครั้งจะเกิดอาการสั่นสะเทือน อันเนื่องมาจากแผ่นดินไหวก็ตาม นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์มาก
ก้อนหินสีทอง นี้สมัยก่อนเคยมีผู้นำเส้นด้ายสอดใต้ก้อนหินแล้วดึงลอดผ่านไปได้ จึงเชื่อกันว่าใต้ก้อนหินสีทองนี้ไม่สัมผัสติดกับพื้นผิวของภูเขา อยู่ในลักษณะลอยกลางอากาศ จึงเล่าขานกันว่า พระอินทร์เอาก้อนหินนี้มาแขวนไว้ คนไทยยุคแรกๆ ที่ขึ้นมาพบเห็น จึงเรียกหินก้อนนี้ว่า พระธาตุอินทร์แขวน ปัจจุบันทางราชการได้สั่งห้ามไม่ให้มีการพิสูจน์เช่นนั้นอีก หากไม่เชื่อไม่ศรัทธาก็ไม่ต้องขึ้นมากราบไหว้
ตามตำนานเล่าว่า พระธาตุอินทร์แขวน นี้มีมานานกว่า ๒ พันปี โดยชาวมอญและชาวพม่าต่างเชื่อกันว่า หินใหญ่ทุกก้อนที่ตั้งอยู่บนภูเขาทั่วไป จะมี พระบรมสารีริกธาตุ หรือ พระธาตุ บรรจุอยู่ภายในเสมอ จึงมีการสร้าง องค์เจดีย์ ครอบไว้ข้างบนก้อนหินนั้น พร้อมกับทาสีทองเหลืองอร่ามอย่างงดงามตระการตามาก
บริเวณพระธาตุอินทร์แขวนเป็นลานกว้าง พื้นทั้งหมดปูด้วยหินแกรนิต สะอาดสะอ้าน เป็นระเบียบเรียบร้อยดีมาก มีชาวพม่าขึ้นมาตลอดเวลาเพื่อสักการบูชากราบไหว้ สวดมนต์ และนั่งสมาธิอย่างสงบ ดูแล้วต้องชมเชยในความเป็นพุทธศาสนิกชนของเขาที่เคร่งครัดและมั่นคงในพระพุทธศาสนาอย่างเหนียวแน่น มากว่าคนไทยเราที่ส่วนใหญ่เป็น พุทธเพียงแต่ระบุในบัตรประชาชนเท่านั้น
ชาวพม่าที่ขึ้นมาแสวงบุญบนเขาไจ้ทิโยแห่งนี้ พวกเขาไม่ได้นั่งรถนั่งเกี้ยวเหมือนกับชาวเรา แต่เขาพากันเดินขึ้นมาด้วยความอุตสาหะ อดทน และจิตศรัทธาอย่างแท้จริง แม้แต่ที่หลับนอน ก็ไม่ได้อาศัยพักตามโรงแรม เพราะมีราคาแพงมากสำหรับพวกเขา ที่หลับนอนของเขาคือ ลานพระธาตุ นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นคนเฒ่าคนแก่ คนหนุ่มสาว หรือแม้แต่เด็กเล็กๆ เมื่อสวดมนต์ภาวนา นั่งสมาธิ เสร็จแล้วก็จะพากันหลับนอนบนลานกว้าง ท่ามกลางอากาศอันหนาวเย็น ตื่นขึ้นมาในช่วงเช้า สวดมนต์ ภาวนา นั่งสมาธิ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็จะพากันเดินลงเขาไปด้วยความสุข และอิ่มบุญโดยทั่วกัน
0 เต๋อ สมิหลา สงขลา 0
*************************

</TD></TR></TBODY></TABLE>
------------------.
Ref.
http://www.komchadluek.net/2007/01/27/j001_85820.php?news_id=85820

NoOTa
28-01-2007, 04:42 AM
<TABLE cellSpacing=5 cellPadding=0 width=567 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top>ไหว้พระ ทำบุญ ที่...พม่า (๓)</TD></TR><TR><TD class=Text_Story vAlign=top><!-- http://www.palungjit.com/board/<img src='images/2804_copy1.jpg' border=0 align=left hspace=10 vspace=5> http://www.palungjit.com/board/images/2804_copy1.jpg (http://www.palungjit.com/board/) (ต่อจากฉบับเมื่อวานนี้) ปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์ของพม่า ที่ชาวพุทธถือว่าจะต้องไปกราบไหว้ให้จงได้ในชั่วชีวิตหนึ่ง มีอยู่ ๓ แห่ง คือ พระธาตุอินทร์แขวน พระมหาเจดีย์ชเวดากอง และ พระมหามุนี นอกจากนี้ยังมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ อีกมากมายหลายแห่งที่ควรจะได้ไปสักการบูชาตามแต่โอกาสจะอำนวย


พระมหาเจดีย์ชเวดากอง ตั้งอยู่ในกรุงย่างกุ้ง เป็นพระมหาเจดีย์ที่ชาวมอญสร้างขึ้นในสมัยที่ปกครองเมืองนี้ ก่อนถูกพม่ายึดครองในเวลาต่อมา นับเป็นพระมหาเจดีย์คู่บ้านคู่เมืองพม่าอันศักดิ์สิทธิ์ ที่ชาวพุทธทั่วโลกต่างปรารถนาอย่างยิ่งที่จะได้ไปสักการบูชาให้จงได้
ตามตำนานเล่าว่า ภายในพระมหาเจดีย์องค์นี้ ได้บรรจุ พระเกศาของพระพุทธเจ้า จำนวน ๘ เส้น ซึ่งประทานให้แก่นายวาณิชสองพี่น้อง เพื่อให้นำมาสร้างพระมหาเจดีย์แล้วบรรจุเส้นพระเกศาทั้ง ๘ เส้นนี้
องค์พระมหาเจดีย์มีอายุประมาณ ๒,๕๐๐ ปี ความสูง ๙๘ เมตร บนยอดสูงสุดหุ้มด้วยทองคำแท้หนัก ๒ ตัน ประดับด้วยเพชร ๕,๔๔๘ เม็ด ทับทิม นิล และบุษราคัม อีก ๒,๓๑๗ เม็ด โดยมีมรกตเม็ดใหญ่อยู่ตรงกลาง เพื่อรับลำแสงแรก และลำแสงสุดท้ายของแสงพระอาทิตย์ในแต่ละวัน
นอกจากนี้ยังมีทับทิมขนาดใหญ่เท่ากับไข่ไก่ อยู่บนยอดพระมหาเจดีย์องค์นี้ด้วย นับเป็นพระมหาเจดีย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และสวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเลยทีเดียว
ชาวพม่ารู้สึกไม่ค่อยสบายใจที่มีคนไทยบางคนมักจะพูดกันว่า ทองคำที่ปิดองค์ พระเจดีย์มหาธาตุชเวดากอง นี้ เป็นทองคำที่ลอกไปจากกรุงศรีอยุธยาในคราวเสียกรุงทั้ง ๒ ครั้ง เพราะโดยข้อเท็จจริงแล้ว ทองคำที่ปิดรอบองค์พระมหาเจดีย์ชเวดากองนั้น มีมาก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยาเสียอีก และทองคำที่เห็นเหลืองอร่ามอย่างวิจิตรงดงามนั้น เป็นทองคำบริสุทธิ์จำนวนมากกว่า ๑๐๐ กก. (บางแห่งบอกว่า ๖๐ ตัน) ทั้งนี้ โดยมีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงบูรณะองค์พระมหาเจดีย์ได้บริจาคให้ ๒ คราวใหญ่ๆ เท่ากับน้ำหนักพระวรกายของทั้ง ๒ พระองค์ ซึ่งนับว่ามากมายมหาศาลจริงๆ
พระมหาเจดีย์ชเวดากอง เนื้อแท้ด้านในเป็นปูนทั้งหมด โดยปูทับด้วยแผ่นทองที่เรียกว่า ทองจังโก เหมือนกับพระเจดีย์วัดพระธาตุหริภุญชัย จ.ลำพูน และเจดีย์อื่นๆ ทางภาคเหนือของไทย จากนั้นได้นำแผ่นทองคำเปลวแท้ปิดทับรอบองค์พระมหาเจดีย์ทั้งหมด ทำให้มีความงดงามอลังการอย่างที่เห็น
นอกจากพระมหาเจดีย์องค์ใหญ่เป็นประธานอยู่ตรงกลางแล้ว ยังมีเจดีย์ขนาดย่อมลงมาอยู่โดยรอบพระมหาเจดีย์ใหญ่อีกนับร้อยๆ องค์ ปิดทองคำเปลวแท้ทุกองค์
สิ่งก่อสร้างทั้งหมดภายในลานพระมหาเจดีย์ชเวดากอง ล้วนแต่เป็นสถาปัตยกรรมชั้นบรมครูทั้งสิ้น เป็นศิลปะของชาวมอญแต่โบราณกาล ประณีตวิจิตรงดงามสุดพรรณนา ช่างคุ้มค่ากับการที่ได้เดินทางมาสักการบูชาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้จริงๆ
ทุกคนที่เดินทางเข้ามาชมสถานที่แห่งนี้ จะต้องถอดรองเท้า ถุงเท้า ถุงน่อง รวมทั้งการสวมใส่เสื้อผ้าที่สุภาพเรียบร้อย ไม่อย่างนั้นเขาไม่ให้เข้าชมอย่างเด็ดขาด
รอบๆ องค์พระมหาเจดีย์จะมีชาวพม่านั่งสวดมนต์ภาวนา นั่งสมาธิเต็มไปหมด ว่ากันว่าบางคนมานั่งเป็นวันๆ ก็มี มุมหนึ่งมีผู้คนจำนวนมาก กำลังเข้าแถวกันอย่างยาวเหยียด สอบถามได้ความว่าเป็นผู้ที่มีจิตศรัทธาอย่างแก่กล้า ที่จะขอเข้าไปสวดมนต์ภาวนา นั่งสมาธิ ด้านในตรงฐานองค์พระมหาเจดีย์ ซึ่งจะต้องทำหนังสือขออนุญาตล่วงหน้าเป็นเดือนๆ ถึงจะได้รับอนุญาต ทางราชการจะพิจารณาถึงความเหมาะสมในหลายๆ ด้านประกอบด้วย เพราะอาณาเขตชั้นในนั้นมีทรัพย์สินเงินทองของมีค่ามากมายมหาศาล โดยเฉพาะพื้นผิวเจดีย์แต่ละองค์ ล้วนเป็นทองคำแท้ทั้งนั้น เป็นที่น่าสังเกตว่า การจำหน่าย แผ่นทองคำเปลว ตามสถานที่ต่างๆ ของพม่า เขากำหนดให้เป็น แผ่นทองคำเปลวแท้ เท่านั้น ทองเก๊ทองวิทยาศาสตร์ห้ามใช้เด็ดขาด พม่าเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่า รวยทองคำ จนได้รับสมญานามจากชาวโลกว่า ดินแดนแห่งทองคำ
0 เต๋อ สมิหลา สงขลา 0

-->http://www.komchadluek.net/2007/01/28/images/2804_copy1.jpg (http://www.komchadluek.net/2007/01/28/photo_13473.php)
(ต่อจากฉบับเมื่อวานนี้) ปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์ของพม่า ที่ชาวพุทธถือว่าจะต้องไปกราบไหว้ให้จงได้ในชั่วชีวิตหนึ่ง มีอยู่ ๓ แห่ง คือ พระธาตุอินทร์แขวน พระมหาเจดีย์ชเวดากอง และ พระมหามุนี นอกจากนี้ยังมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ อีกมากมายหลายแห่งที่ควรจะได้ไปสักการบูชาตามแต่โอกาสจะอำนวย
พระมหาเจดีย์ชเวดากอง ตั้งอยู่ในกรุงย่างกุ้ง เป็นพระมหาเจดีย์ที่ชาวมอญสร้างขึ้นในสมัยที่ปกครองเมืองนี้ ก่อนถูกพม่ายึดครองในเวลาต่อมา นับเป็นพระมหาเจดีย์คู่บ้านคู่เมืองพม่าอันศักดิ์สิทธิ์ ที่ชาวพุทธทั่วโลกต่างปรารถนาอย่างยิ่งที่จะได้ไปสักการบูชาให้จงได้
ตามตำนานเล่าว่า ภายในพระมหาเจดีย์องค์นี้ ได้บรรจุ พระเกศาของพระพุทธเจ้า จำนวน ๘ เส้น ซึ่งประทานให้แก่นายวาณิชสองพี่น้อง เพื่อให้นำมาสร้างพระมหาเจดีย์แล้วบรรจุเส้นพระเกศาทั้ง ๘ เส้นนี้
องค์พระมหาเจดีย์มีอายุประมาณ ๒,๕๐๐ ปี ความสูง ๙๘ เมตร บนยอดสูงสุดหุ้มด้วยทองคำแท้หนัก ๒ ตัน ประดับด้วยเพชร ๕,๔๔๘ เม็ด ทับทิม นิล และบุษราคัม อีก ๒,๓๑๗ เม็ด โดยมีมรกตเม็ดใหญ่อยู่ตรงกลาง เพื่อรับลำแสงแรก และลำแสงสุดท้ายของแสงพระอาทิตย์ในแต่ละวัน
นอกจากนี้ยังมีทับทิมขนาดใหญ่เท่ากับไข่ไก่ อยู่บนยอดพระมหาเจดีย์องค์นี้ด้วย นับเป็นพระมหาเจดีย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และสวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเลยทีเดียว
ชาวพม่ารู้สึกไม่ค่อยสบายใจที่มีคนไทยบางคนมักจะพูดกันว่า ทองคำที่ปิดองค์ พระเจดีย์มหาธาตุชเวดากอง นี้ เป็นทองคำที่ลอกไปจากกรุงศรีอยุธยาในคราวเสียกรุงทั้ง ๒ ครั้ง เพราะโดยข้อเท็จจริงแล้ว ทองคำที่ปิดรอบองค์พระมหาเจดีย์ชเวดากองนั้น มีมาก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยาเสียอีก และทองคำที่เห็นเหลืองอร่ามอย่างวิจิตรงดงามนั้น เป็นทองคำบริสุทธิ์จำนวนมากกว่า ๑๐๐ กก. (บางแห่งบอกว่า ๖๐ ตัน) ทั้งนี้ โดยมีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงบูรณะองค์พระมหาเจดีย์ได้บริจาคให้ ๒ คราวใหญ่ๆ เท่ากับน้ำหนักพระวรกายของทั้ง ๒ พระองค์ ซึ่งนับว่ามากมายมหาศาลจริงๆ
พระมหาเจดีย์ชเวดากอง เนื้อแท้ด้านในเป็นปูนทั้งหมด โดยปูทับด้วยแผ่นทองที่เรียกว่า ทองจังโก เหมือนกับพระเจดีย์วัดพระธาตุหริภุญชัย จ.ลำพูน และเจดีย์อื่นๆ ทางภาคเหนือของไทย จากนั้นได้นำแผ่นทองคำเปลวแท้ปิดทับรอบองค์พระมหาเจดีย์ทั้งหมด ทำให้มีความงดงามอลังการอย่างที่เห็น
นอกจากพระมหาเจดีย์องค์ใหญ่เป็นประธานอยู่ตรงกลางแล้ว ยังมีเจดีย์ขนาดย่อมลงมาอยู่โดยรอบพระมหาเจดีย์ใหญ่อีกนับร้อยๆ องค์ ปิดทองคำเปลวแท้ทุกองค์
สิ่งก่อสร้างทั้งหมดภายในลานพระมหาเจดีย์ชเวดากอง ล้วนแต่เป็นสถาปัตยกรรมชั้นบรมครูทั้งสิ้น เป็นศิลปะของชาวมอญแต่โบราณกาล ประณีตวิจิตรงดงามสุดพรรณนา ช่างคุ้มค่ากับการที่ได้เดินทางมาสักการบูชาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้จริงๆ
ทุกคนที่เดินทางเข้ามาชมสถานที่แห่งนี้ จะต้องถอดรองเท้า ถุงเท้า ถุงน่อง รวมทั้งการสวมใส่เสื้อผ้าที่สุภาพเรียบร้อย ไม่อย่างนั้นเขาไม่ให้เข้าชมอย่างเด็ดขาด
รอบๆ องค์พระมหาเจดีย์จะมีชาวพม่านั่งสวดมนต์ภาวนา นั่งสมาธิเต็มไปหมด ว่ากันว่าบางคนมานั่งเป็นวันๆ ก็มี มุมหนึ่งมีผู้คนจำนวนมาก กำลังเข้าแถวกันอย่างยาวเหยียด สอบถามได้ความว่าเป็นผู้ที่มีจิตศรัทธาอย่างแก่กล้า ที่จะขอเข้าไปสวดมนต์ภาวนา นั่งสมาธิ ด้านในตรงฐานองค์พระมหาเจดีย์ ซึ่งจะต้องทำหนังสือขออนุญาตล่วงหน้าเป็นเดือนๆ ถึงจะได้รับอนุญาต ทางราชการจะพิจารณาถึงความเหมาะสมในหลายๆ ด้านประกอบด้วย เพราะอาณาเขตชั้นในนั้นมีทรัพย์สินเงินทองของมีค่ามากมายมหาศาล โดยเฉพาะพื้นผิวเจดีย์แต่ละองค์ ล้วนเป็นทองคำแท้ทั้งนั้น เป็นที่น่าสังเกตว่า การจำหน่าย แผ่นทองคำเปลว ตามสถานที่ต่างๆ ของพม่า เขากำหนดให้เป็น แผ่นทองคำเปลวแท้ เท่านั้น ทองเก๊ทองวิทยาศาสตร์ห้ามใช้เด็ดขาด พม่าเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่า รวยทองคำ จนได้รับสมญานามจากชาวโลกว่า ดินแดนแห่งทองคำ 0 เต๋อ สมิหลา สงขลา 0
</TD></TR></TBODY></TABLE>
---------------------
Ref.
http://www.komchadluek.net/2007/01/28/j001_85824.php?news_id=85824

varanyo
28-01-2007, 11:48 AM
โมทนาครับ