NoOTa
21-01-2007, 03:34 AM
<TABLE cellSpacing=5 cellPadding=0 width=567 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top>ไหว้พระ ทำบุญ รับปีใหม่ที่...พม่า</TD></TR><TR><TD class=Text_Story vAlign=top><!-- http://www.palungjit.com/board/http://www.palungjit.com/board/images/2105_copy.jpg http://www.palungjit.com/board/images/2105_copy.jpg (http://www.palungjit.com/board/) ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ ผู้อำนวยการหลักสูตรสหสาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นับเป็นผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์พม่ามากที่สุดท่านหนึ่ง
จนได้รับการยกย่องจากนักวิชาการทั่วโลกมาแล้ว เมื่อทราบว่า อ.สุเนตร ได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรในการเดินทางไปท่องเที่ยว ไหว้พระ ทำบุญ ณ ประเทศพม่า ในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ผมจึงรีบสมัครขอร่วมเดินทางด้วยทันที
การเดินทางครั้งนี้ คุณช่อผกาพร กิไพโรจน์ แห่ง วันเดอร์แลนด์ทัวร์ เป็นผู้จัดขึ้น มีผู้ร่วมเดินทางทั้งหมด ๓๙ คน โดยสายการบินเมียนมาร์แอร์เวย์ จากสนามบินสุวรรณภูมิ ใช้เวลาบินเพียงแค่ ๑ ชั่วโมงเล็กน้อย โบอิ้ง เอ็มดี ๘๒ ก็ร่อนลงยังสนามบินมิงกาลาดอ ชานกรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า
ที่สนามบิน ไกด์ชาวพม่าซึ่งพูดไทยได้อย่างชัดเจน เพราะเคยมาศึกษาระดับมหาวิทยาลัยในเมืองไทยมาแล้ว รอต้อนรับและอำนวยความสะดวกทุกอย่าง จากนั้นคณะของเราออกเดินทางด้วยรถโค้ชสำหรับนักท่องเที่ยว มุ่งสู่ เมืองพะโค หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในนามของ เมืองหงสาวดี ระยะทางประมาณ ๘๐ กม. โดยใช้เวลา ๒ ชั่วโมง ที่ต้องใช้เวลามากขนาดนี้ก็เพราะสภาพถนนไม่ดีพอนั่นเอง
ขณะอยู่บนรถ คุณไกด์บอกกล่าวถึงความเป็นมาของ ประเทศพม่า ว่า ได้เปลี่ยนชื่อประเทศเป็น เมียนมาร์ เมื่อปี ๒๕๓๕ ซึ่งคนไทยออกเสียงว่า "เมียนมาร์" แต่ชาวพม่าเขาออกเสียงว่า "มยะหม่า"
การเปลี่ยนชื่อประเทศก็ด้วยเหตุผลคำว่า พม่า นั้นเป็นเพียงชนเผ่าหนึ่งบนแผ่นดินนี้ แม้จะมีจำนวนประชากรมากที่สุดคือประมาณ ๗๕% ก็ตาม แต่ในประเทศนี้ยังมีชนเผ่าอื่นๆ อีก ๑๓๕ เผ่า ที่รู้จักกันดีมี ๘ เผ่า คือ พม่า ฉิ่น กะฉิ่น กะเหรี่ยง กะยา มอญ ยะไข่ ฉาน (หรือไทใหญ่)
การเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น เมียนมาร์ จึงเท่ากับเป็นการยกย่องชนทุกเผ่าพันธุ์ที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินนี้ ให้มีสิทธิและศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน เป็นการสร้างสรรค์ความสมานฉันท์ของคนในประเทศนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ด้วยความเคยชินของคนไทย เรามักจะเรียกชื่อประเทศนี้อยู่เหมือนเดิมคือ พม่า เพราะเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีอาณาเขตติดต่อกันโดยตลอด รวมทั้งความผูกพันมานานปี
นอกจากการเปลี่ยนชื่อประเทศแล้ว เมื่อปีที่ผ่านมา ผู้นำพม่ายังประกาศ ย้ายเมืองหลวง จาก กรุงย่างกุ้ง ไปอยู่ที่เมืองหลวงใหม่ชื่อ เนปีดอ ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือขึ้นไปเล็กน้อย
สาเหตุที่ย้ายเมืองหลวงก็เพราะว่า กรุงย่างกุ้ง เป็นเมืองหลวงที่อังกฤษตั้งขึ้นในสมัยยึดครองประเทศพม่า อะไรก็ตามที่อังกฤษสร้างขึ้น หรือกำหนดขึ้น ในทุกวันนี้ชาวพม่าจะไม่ชอบทั้งนั้น เพราะถือว่าตนได้รับเอกราชมาแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเป็นการกำหนดของคนพม่าด้วยกันเท่านั้น จึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงให้หมด รวมทั้ง การย้ายเมืองหลวง ครั้งนี้ด้วย ซึ่งขณะนี้หน่วยงานราชการต่างๆ ได้ย้ายไปบ้างแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางราชการเท่านั้น
สิ่งที่อังกฤษกำหนดขึ้นอีกอย่างหนึ่ง ที่พม่าต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไขเสียใหม่ คือ การขับรถ ซึ่งเดิมการจราจรในพม่าจะขับรถชิดซ้าย เหมือนอย่างในอังกฤษ (และเมืองไทย) ผู้นำพม่าได้สั่งเปลี่ยนใหม่ ให้การขับรถ ชิดขวา (แบบอเมริกา) แต่ที่แปลกก็คือ ประเทศที่ขับรถชิดขวา พวงมาลัยจะต้องอยู่ด้านซ้าย แต่ที่พม่าขับรถชิดขวา ขณะที่พวงมาลัยก็อยู่ ด้านขวา ด้วย (แบบรถในเมืองไทย) ทำให้คนขับรถเวลาจะแซงคันหน้า เมื่อมองไปข้างหน้าจะไม่ถนัดชัดเจน คนไทยที่ไปขับรถในประเทศนี้ รับรองว่าจะต้องชนกันอย่างแน่นอน
เรื่องของ รถยนต์ พม่าไม่มีนโยบายในการสั่งซื้อรถใหม่เข้าประเทศ ฉะนั้น รถที่วิ่งอยู่บนถนนส่วนใหญ่ (แม้แต่ในกรุงย่างกุ้ง) จึงล้วนเป็นรถเก่าทั้งสิ้น อย่างรถโค้ชที่ใช้บริการนักท่องเที่ยว ซึ่งถือว่าดีที่สุดแล้ว ก็ยังเป็นรถมือสองที่สั่งมาจากญี่ปุ่นทั้งนั้น รถบางคันยังมีภาษาญี่ปุ่นติดอยู่เลย
การท่องเที่ยวพม่า คุณไกด์บอกว่า มีข้อจำกัดหลายอย่าง เป็นต้นว่า ๑.เรื่องการเมือง ห้ามพูดคุย ห้ามถามเด็ดขาด ๒.เรื่องวัตถุโบราณ โดยเฉพาะพระพุทธรูปเก่า ห้ามนำออกนอกประเทศ ยกเว้นของใหม่ ๓.หากจะซื้ออัญมณี ชิ้นใหญ่ๆ ให้ขอใบศุลกากรจากผู้ขายด้วย เพื่อใช้เป็นหลักฐานเวลาผ่านด่านตรวจ ก่อนนำออกนอกประเทศ
๔.การแต่งตัว เพื่อเข้าชมสถานที่สำคัญๆ โดยเฉพาะ วัดในทางพระพุทธศาสนา ต้องสุภาพเรียบร้อย ห้ามนุ่งสั้น ห้ามสายเดี่ยว ห้ามเกาะอก อย่างเด็ดขาด ๕.ต้องถอดรองเท้า ถุงเท้า ถุงน่อง ขณะเดินเข้า วัดในทางพระพุทธศาสนา ทุกแห่ง เรื่องนี้ชาวพม่าถืออย่างเคร่งครัดมาก จนเป็นเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง ที่น่าชมเชยจริงๆ
เป็นที่น่าสังเกตว่า ชาวพม่านิยมนุ่งโสร่ง ผ้าถุง มากกว่าการสวมใส่กางเกงแบบสากลคนทั่วไป และทุกคนนิยมสวมรองแตะฟองน้ำ ราคาถูกๆ มากกว่าการสวมรองเท้าหนัง หรือรองเท้าผ้าใบ แบบหุ้มส้น ทุกชนิด
ใครที่คิดจะไปเปิดร้านขายรองเท้าดีๆ ยี่ห้อดังๆ หรือรองเท้าหุ้มส้นทั่วๆ ไป ต้องไตร่ตรองให้ดี เพราะหนทางที่จะอยู่ให้รอดตลอดไป...มีน้อยมาก
การท่องเที่ยวเมืองพม่า เป็นการท่องเที่ยวแบบวิชาการ หาความรู้ มากกว่าที่จะไปช็อปปิ้ง หาซื้อของหรูๆ แพงๆ เพราะพม่าไม่มีของอะไรที่จะให้หาซื้อได้มากนัก แต่การท่องเที่ยวแบบวิชาการ หาความรู้ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อย และสนุกสนานไปอีกรูปแบบหนึ่ง
โดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่มีนักวิชาการ ผู้มีความรู้จริง รู้ลึก อย่าง ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ เป็นวิทยากรด้วยแล้ว คุ้มค่าจริงๆ ขณะนี้...ภาพยนตร์เรื่อง สมเด็จพระนเรศวรมหาราช กำลังเข้าฉาย เป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ ที่มีการลงทุนสร้างอย่างมหาศาล ทำให้เกิดกระแส ตามรอยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ขึ้นมาทันที ท่านที่คิดว่าจะไปตามรอยร่วมกับ อ.สุเนตร สอบถามไปได้ที่ วันเดอร์แลนด์ทัวร์ โทร.๐-๒๙๓๔-๘๕๔๖-๕๐ วันเสาร์และวันอาทิตย์ต่อไป ยังมีเรื่อง ไหว้พระ ทำบุญ รับปีใหม่ที่...พม่า ให้อ่านกันอีก โปรดคอยติดตาม
0 เต๋อ สมิหลา สงขลา 0
-->http://www.komchadluek.net/2007/01/21/images/2105_copy.jpg (http://www.komchadluek.net/2007/01/21/photo_13100.php)
ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ ผู้อำนวยการหลักสูตรสหสาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นับเป็นผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์พม่ามากที่สุดท่านหนึ่ง
จนได้รับการยกย่องจากนักวิชาการทั่วโลกมาแล้ว เมื่อทราบว่า อ.สุเนตร ได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรในการเดินทางไปท่องเที่ยว ไหว้พระ ทำบุญ ณ ประเทศพม่า ในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ผมจึงรีบสมัครขอร่วมเดินทางด้วยทันที
การเดินทางครั้งนี้ คุณช่อผกาพร กิไพโรจน์ แห่ง วันเดอร์แลนด์ทัวร์ เป็นผู้จัดขึ้น มีผู้ร่วมเดินทางทั้งหมด ๓๙ คน โดยสายการบินเมียนมาร์แอร์เวย์ จากสนามบินสุวรรณภูมิ ใช้เวลาบินเพียงแค่ ๑ ชั่วโมงเล็กน้อย โบอิ้ง เอ็มดี ๘๒ ก็ร่อนลงยังสนามบินมิงกาลาดอ ชานกรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า
ที่สนามบิน ไกด์ชาวพม่าซึ่งพูดไทยได้อย่างชัดเจน เพราะเคยมาศึกษาระดับมหาวิทยาลัยในเมืองไทยมาแล้ว รอต้อนรับและอำนวยความสะดวกทุกอย่าง จากนั้นคณะของเราออกเดินทางด้วยรถโค้ชสำหรับนักท่องเที่ยว มุ่งสู่ เมืองพะโค หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในนามของ เมืองหงสาวดี ระยะทางประมาณ ๘๐ กม. โดยใช้เวลา ๒ ชั่วโมง ที่ต้องใช้เวลามากขนาดนี้ก็เพราะสภาพถนนไม่ดีพอนั่นเอง
ขณะอยู่บนรถ คุณไกด์บอกกล่าวถึงความเป็นมาของ ประเทศพม่า ว่า ได้เปลี่ยนชื่อประเทศเป็น เมียนมาร์ เมื่อปี ๒๕๓๕ ซึ่งคนไทยออกเสียงว่า "เมียนมาร์" แต่ชาวพม่าเขาออกเสียงว่า "มยะหม่า"
การเปลี่ยนชื่อประเทศก็ด้วยเหตุผลคำว่า พม่า นั้นเป็นเพียงชนเผ่าหนึ่งบนแผ่นดินนี้ แม้จะมีจำนวนประชากรมากที่สุดคือประมาณ ๗๕% ก็ตาม แต่ในประเทศนี้ยังมีชนเผ่าอื่นๆ อีก ๑๓๕ เผ่า ที่รู้จักกันดีมี ๘ เผ่า คือ พม่า ฉิ่น กะฉิ่น กะเหรี่ยง กะยา มอญ ยะไข่ ฉาน (หรือไทใหญ่)
การเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น เมียนมาร์ จึงเท่ากับเป็นการยกย่องชนทุกเผ่าพันธุ์ที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินนี้ ให้มีสิทธิและศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน เป็นการสร้างสรรค์ความสมานฉันท์ของคนในประเทศนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ด้วยความเคยชินของคนไทย เรามักจะเรียกชื่อประเทศนี้อยู่เหมือนเดิมคือ พม่า เพราะเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีอาณาเขตติดต่อกันโดยตลอด รวมทั้งความผูกพันมานานปี
นอกจากการเปลี่ยนชื่อประเทศแล้ว เมื่อปีที่ผ่านมา ผู้นำพม่ายังประกาศ ย้ายเมืองหลวง จาก กรุงย่างกุ้ง ไปอยู่ที่เมืองหลวงใหม่ชื่อ เนปีดอ ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือขึ้นไปเล็กน้อย
สาเหตุที่ย้ายเมืองหลวงก็เพราะว่า กรุงย่างกุ้ง เป็นเมืองหลวงที่อังกฤษตั้งขึ้นในสมัยยึดครองประเทศพม่า อะไรก็ตามที่อังกฤษสร้างขึ้น หรือกำหนดขึ้น ในทุกวันนี้ชาวพม่าจะไม่ชอบทั้งนั้น เพราะถือว่าตนได้รับเอกราชมาแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเป็นการกำหนดของคนพม่าด้วยกันเท่านั้น จึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงให้หมด รวมทั้ง การย้ายเมืองหลวง ครั้งนี้ด้วย ซึ่งขณะนี้หน่วยงานราชการต่างๆ ได้ย้ายไปบ้างแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางราชการเท่านั้น
สิ่งที่อังกฤษกำหนดขึ้นอีกอย่างหนึ่ง ที่พม่าต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไขเสียใหม่ คือ การขับรถ ซึ่งเดิมการจราจรในพม่าจะขับรถชิดซ้าย เหมือนอย่างในอังกฤษ (และเมืองไทย) ผู้นำพม่าได้สั่งเปลี่ยนใหม่ ให้การขับรถ ชิดขวา (แบบอเมริกา) แต่ที่แปลกก็คือ ประเทศที่ขับรถชิดขวา พวงมาลัยจะต้องอยู่ด้านซ้าย แต่ที่พม่าขับรถชิดขวา ขณะที่พวงมาลัยก็อยู่ ด้านขวา ด้วย (แบบรถในเมืองไทย) ทำให้คนขับรถเวลาจะแซงคันหน้า เมื่อมองไปข้างหน้าจะไม่ถนัดชัดเจน คนไทยที่ไปขับรถในประเทศนี้ รับรองว่าจะต้องชนกันอย่างแน่นอน
เรื่องของ รถยนต์ พม่าไม่มีนโยบายในการสั่งซื้อรถใหม่เข้าประเทศ ฉะนั้น รถที่วิ่งอยู่บนถนนส่วนใหญ่ (แม้แต่ในกรุงย่างกุ้ง) จึงล้วนเป็นรถเก่าทั้งสิ้น อย่างรถโค้ชที่ใช้บริการนักท่องเที่ยว ซึ่งถือว่าดีที่สุดแล้ว ก็ยังเป็นรถมือสองที่สั่งมาจากญี่ปุ่นทั้งนั้น รถบางคันยังมีภาษาญี่ปุ่นติดอยู่เลย
การท่องเที่ยวพม่า คุณไกด์บอกว่า มีข้อจำกัดหลายอย่าง เป็นต้นว่า ๑.เรื่องการเมือง ห้ามพูดคุย ห้ามถามเด็ดขาด ๒.เรื่องวัตถุโบราณ โดยเฉพาะพระพุทธรูปเก่า ห้ามนำออกนอกประเทศ ยกเว้นของใหม่ ๓.หากจะซื้ออัญมณี ชิ้นใหญ่ๆ ให้ขอใบศุลกากรจากผู้ขายด้วย เพื่อใช้เป็นหลักฐานเวลาผ่านด่านตรวจ ก่อนนำออกนอกประเทศ
๔.การแต่งตัว เพื่อเข้าชมสถานที่สำคัญๆ โดยเฉพาะ วัดในทางพระพุทธศาสนา ต้องสุภาพเรียบร้อย ห้ามนุ่งสั้น ห้ามสายเดี่ยว ห้ามเกาะอก อย่างเด็ดขาด ๕.ต้องถอดรองเท้า ถุงเท้า ถุงน่อง ขณะเดินเข้า วัดในทางพระพุทธศาสนา ทุกแห่ง เรื่องนี้ชาวพม่าถืออย่างเคร่งครัดมาก จนเป็นเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง ที่น่าชมเชยจริงๆ
เป็นที่น่าสังเกตว่า ชาวพม่านิยมนุ่งโสร่ง ผ้าถุง มากกว่าการสวมใส่กางเกงแบบสากลคนทั่วไป และทุกคนนิยมสวมรองแตะฟองน้ำ ราคาถูกๆ มากกว่าการสวมรองเท้าหนัง หรือรองเท้าผ้าใบ แบบหุ้มส้น ทุกชนิด
ใครที่คิดจะไปเปิดร้านขายรองเท้าดีๆ ยี่ห้อดังๆ หรือรองเท้าหุ้มส้นทั่วๆ ไป ต้องไตร่ตรองให้ดี เพราะหนทางที่จะอยู่ให้รอดตลอดไป...มีน้อยมาก
การท่องเที่ยวเมืองพม่า เป็นการท่องเที่ยวแบบวิชาการ หาความรู้ มากกว่าที่จะไปช็อปปิ้ง หาซื้อของหรูๆ แพงๆ เพราะพม่าไม่มีของอะไรที่จะให้หาซื้อได้มากนัก แต่การท่องเที่ยวแบบวิชาการ หาความรู้ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อย และสนุกสนานไปอีกรูปแบบหนึ่ง
โดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่มีนักวิชาการ ผู้มีความรู้จริง รู้ลึก อย่าง ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ เป็นวิทยากรด้วยแล้ว คุ้มค่าจริงๆ
ขณะนี้...ภาพยนตร์เรื่อง สมเด็จพระนเรศวรมหาราช กำลังเข้าฉาย เป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ ที่มีการลงทุนสร้างอย่างมหาศาล ทำให้เกิดกระแส ตามรอยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ขึ้นมาทันที ท่านที่คิดว่าจะไปตามรอยร่วมกับ อ.สุเนตร สอบถามไปได้ที่ วันเดอร์แลนด์ทัวร์ โทร.๐-๒๙๓๔-๘๕๔๖-๕๐ วันเสาร์และวันอาทิตย์ต่อไป ยังมีเรื่อง ไหว้พระ ทำบุญ รับปีใหม่ที่...พม่า ให้อ่านกันอีก โปรดคอยติดตาม
0 เต๋อ สมิหลา สงขลา 0
</TD></TR></TBODY></TABLE>
------------------------
ที่มา:คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/2007/01/21/j001_83939.php?news_id=83939
จนได้รับการยกย่องจากนักวิชาการทั่วโลกมาแล้ว เมื่อทราบว่า อ.สุเนตร ได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรในการเดินทางไปท่องเที่ยว ไหว้พระ ทำบุญ ณ ประเทศพม่า ในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ผมจึงรีบสมัครขอร่วมเดินทางด้วยทันที
การเดินทางครั้งนี้ คุณช่อผกาพร กิไพโรจน์ แห่ง วันเดอร์แลนด์ทัวร์ เป็นผู้จัดขึ้น มีผู้ร่วมเดินทางทั้งหมด ๓๙ คน โดยสายการบินเมียนมาร์แอร์เวย์ จากสนามบินสุวรรณภูมิ ใช้เวลาบินเพียงแค่ ๑ ชั่วโมงเล็กน้อย โบอิ้ง เอ็มดี ๘๒ ก็ร่อนลงยังสนามบินมิงกาลาดอ ชานกรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า
ที่สนามบิน ไกด์ชาวพม่าซึ่งพูดไทยได้อย่างชัดเจน เพราะเคยมาศึกษาระดับมหาวิทยาลัยในเมืองไทยมาแล้ว รอต้อนรับและอำนวยความสะดวกทุกอย่าง จากนั้นคณะของเราออกเดินทางด้วยรถโค้ชสำหรับนักท่องเที่ยว มุ่งสู่ เมืองพะโค หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในนามของ เมืองหงสาวดี ระยะทางประมาณ ๘๐ กม. โดยใช้เวลา ๒ ชั่วโมง ที่ต้องใช้เวลามากขนาดนี้ก็เพราะสภาพถนนไม่ดีพอนั่นเอง
ขณะอยู่บนรถ คุณไกด์บอกกล่าวถึงความเป็นมาของ ประเทศพม่า ว่า ได้เปลี่ยนชื่อประเทศเป็น เมียนมาร์ เมื่อปี ๒๕๓๕ ซึ่งคนไทยออกเสียงว่า "เมียนมาร์" แต่ชาวพม่าเขาออกเสียงว่า "มยะหม่า"
การเปลี่ยนชื่อประเทศก็ด้วยเหตุผลคำว่า พม่า นั้นเป็นเพียงชนเผ่าหนึ่งบนแผ่นดินนี้ แม้จะมีจำนวนประชากรมากที่สุดคือประมาณ ๗๕% ก็ตาม แต่ในประเทศนี้ยังมีชนเผ่าอื่นๆ อีก ๑๓๕ เผ่า ที่รู้จักกันดีมี ๘ เผ่า คือ พม่า ฉิ่น กะฉิ่น กะเหรี่ยง กะยา มอญ ยะไข่ ฉาน (หรือไทใหญ่)
การเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น เมียนมาร์ จึงเท่ากับเป็นการยกย่องชนทุกเผ่าพันธุ์ที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินนี้ ให้มีสิทธิและศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน เป็นการสร้างสรรค์ความสมานฉันท์ของคนในประเทศนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ด้วยความเคยชินของคนไทย เรามักจะเรียกชื่อประเทศนี้อยู่เหมือนเดิมคือ พม่า เพราะเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีอาณาเขตติดต่อกันโดยตลอด รวมทั้งความผูกพันมานานปี
นอกจากการเปลี่ยนชื่อประเทศแล้ว เมื่อปีที่ผ่านมา ผู้นำพม่ายังประกาศ ย้ายเมืองหลวง จาก กรุงย่างกุ้ง ไปอยู่ที่เมืองหลวงใหม่ชื่อ เนปีดอ ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือขึ้นไปเล็กน้อย
สาเหตุที่ย้ายเมืองหลวงก็เพราะว่า กรุงย่างกุ้ง เป็นเมืองหลวงที่อังกฤษตั้งขึ้นในสมัยยึดครองประเทศพม่า อะไรก็ตามที่อังกฤษสร้างขึ้น หรือกำหนดขึ้น ในทุกวันนี้ชาวพม่าจะไม่ชอบทั้งนั้น เพราะถือว่าตนได้รับเอกราชมาแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเป็นการกำหนดของคนพม่าด้วยกันเท่านั้น จึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงให้หมด รวมทั้ง การย้ายเมืองหลวง ครั้งนี้ด้วย ซึ่งขณะนี้หน่วยงานราชการต่างๆ ได้ย้ายไปบ้างแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางราชการเท่านั้น
สิ่งที่อังกฤษกำหนดขึ้นอีกอย่างหนึ่ง ที่พม่าต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไขเสียใหม่ คือ การขับรถ ซึ่งเดิมการจราจรในพม่าจะขับรถชิดซ้าย เหมือนอย่างในอังกฤษ (และเมืองไทย) ผู้นำพม่าได้สั่งเปลี่ยนใหม่ ให้การขับรถ ชิดขวา (แบบอเมริกา) แต่ที่แปลกก็คือ ประเทศที่ขับรถชิดขวา พวงมาลัยจะต้องอยู่ด้านซ้าย แต่ที่พม่าขับรถชิดขวา ขณะที่พวงมาลัยก็อยู่ ด้านขวา ด้วย (แบบรถในเมืองไทย) ทำให้คนขับรถเวลาจะแซงคันหน้า เมื่อมองไปข้างหน้าจะไม่ถนัดชัดเจน คนไทยที่ไปขับรถในประเทศนี้ รับรองว่าจะต้องชนกันอย่างแน่นอน
เรื่องของ รถยนต์ พม่าไม่มีนโยบายในการสั่งซื้อรถใหม่เข้าประเทศ ฉะนั้น รถที่วิ่งอยู่บนถนนส่วนใหญ่ (แม้แต่ในกรุงย่างกุ้ง) จึงล้วนเป็นรถเก่าทั้งสิ้น อย่างรถโค้ชที่ใช้บริการนักท่องเที่ยว ซึ่งถือว่าดีที่สุดแล้ว ก็ยังเป็นรถมือสองที่สั่งมาจากญี่ปุ่นทั้งนั้น รถบางคันยังมีภาษาญี่ปุ่นติดอยู่เลย
การท่องเที่ยวพม่า คุณไกด์บอกว่า มีข้อจำกัดหลายอย่าง เป็นต้นว่า ๑.เรื่องการเมือง ห้ามพูดคุย ห้ามถามเด็ดขาด ๒.เรื่องวัตถุโบราณ โดยเฉพาะพระพุทธรูปเก่า ห้ามนำออกนอกประเทศ ยกเว้นของใหม่ ๓.หากจะซื้ออัญมณี ชิ้นใหญ่ๆ ให้ขอใบศุลกากรจากผู้ขายด้วย เพื่อใช้เป็นหลักฐานเวลาผ่านด่านตรวจ ก่อนนำออกนอกประเทศ
๔.การแต่งตัว เพื่อเข้าชมสถานที่สำคัญๆ โดยเฉพาะ วัดในทางพระพุทธศาสนา ต้องสุภาพเรียบร้อย ห้ามนุ่งสั้น ห้ามสายเดี่ยว ห้ามเกาะอก อย่างเด็ดขาด ๕.ต้องถอดรองเท้า ถุงเท้า ถุงน่อง ขณะเดินเข้า วัดในทางพระพุทธศาสนา ทุกแห่ง เรื่องนี้ชาวพม่าถืออย่างเคร่งครัดมาก จนเป็นเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง ที่น่าชมเชยจริงๆ
เป็นที่น่าสังเกตว่า ชาวพม่านิยมนุ่งโสร่ง ผ้าถุง มากกว่าการสวมใส่กางเกงแบบสากลคนทั่วไป และทุกคนนิยมสวมรองแตะฟองน้ำ ราคาถูกๆ มากกว่าการสวมรองเท้าหนัง หรือรองเท้าผ้าใบ แบบหุ้มส้น ทุกชนิด
ใครที่คิดจะไปเปิดร้านขายรองเท้าดีๆ ยี่ห้อดังๆ หรือรองเท้าหุ้มส้นทั่วๆ ไป ต้องไตร่ตรองให้ดี เพราะหนทางที่จะอยู่ให้รอดตลอดไป...มีน้อยมาก
การท่องเที่ยวเมืองพม่า เป็นการท่องเที่ยวแบบวิชาการ หาความรู้ มากกว่าที่จะไปช็อปปิ้ง หาซื้อของหรูๆ แพงๆ เพราะพม่าไม่มีของอะไรที่จะให้หาซื้อได้มากนัก แต่การท่องเที่ยวแบบวิชาการ หาความรู้ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อย และสนุกสนานไปอีกรูปแบบหนึ่ง
โดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่มีนักวิชาการ ผู้มีความรู้จริง รู้ลึก อย่าง ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ เป็นวิทยากรด้วยแล้ว คุ้มค่าจริงๆ ขณะนี้...ภาพยนตร์เรื่อง สมเด็จพระนเรศวรมหาราช กำลังเข้าฉาย เป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ ที่มีการลงทุนสร้างอย่างมหาศาล ทำให้เกิดกระแส ตามรอยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ขึ้นมาทันที ท่านที่คิดว่าจะไปตามรอยร่วมกับ อ.สุเนตร สอบถามไปได้ที่ วันเดอร์แลนด์ทัวร์ โทร.๐-๒๙๓๔-๘๕๔๖-๕๐ วันเสาร์และวันอาทิตย์ต่อไป ยังมีเรื่อง ไหว้พระ ทำบุญ รับปีใหม่ที่...พม่า ให้อ่านกันอีก โปรดคอยติดตาม
0 เต๋อ สมิหลา สงขลา 0
-->http://www.komchadluek.net/2007/01/21/images/2105_copy.jpg (http://www.komchadluek.net/2007/01/21/photo_13100.php)
ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ ผู้อำนวยการหลักสูตรสหสาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นับเป็นผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์พม่ามากที่สุดท่านหนึ่ง
จนได้รับการยกย่องจากนักวิชาการทั่วโลกมาแล้ว เมื่อทราบว่า อ.สุเนตร ได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรในการเดินทางไปท่องเที่ยว ไหว้พระ ทำบุญ ณ ประเทศพม่า ในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ผมจึงรีบสมัครขอร่วมเดินทางด้วยทันที
การเดินทางครั้งนี้ คุณช่อผกาพร กิไพโรจน์ แห่ง วันเดอร์แลนด์ทัวร์ เป็นผู้จัดขึ้น มีผู้ร่วมเดินทางทั้งหมด ๓๙ คน โดยสายการบินเมียนมาร์แอร์เวย์ จากสนามบินสุวรรณภูมิ ใช้เวลาบินเพียงแค่ ๑ ชั่วโมงเล็กน้อย โบอิ้ง เอ็มดี ๘๒ ก็ร่อนลงยังสนามบินมิงกาลาดอ ชานกรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า
ที่สนามบิน ไกด์ชาวพม่าซึ่งพูดไทยได้อย่างชัดเจน เพราะเคยมาศึกษาระดับมหาวิทยาลัยในเมืองไทยมาแล้ว รอต้อนรับและอำนวยความสะดวกทุกอย่าง จากนั้นคณะของเราออกเดินทางด้วยรถโค้ชสำหรับนักท่องเที่ยว มุ่งสู่ เมืองพะโค หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในนามของ เมืองหงสาวดี ระยะทางประมาณ ๘๐ กม. โดยใช้เวลา ๒ ชั่วโมง ที่ต้องใช้เวลามากขนาดนี้ก็เพราะสภาพถนนไม่ดีพอนั่นเอง
ขณะอยู่บนรถ คุณไกด์บอกกล่าวถึงความเป็นมาของ ประเทศพม่า ว่า ได้เปลี่ยนชื่อประเทศเป็น เมียนมาร์ เมื่อปี ๒๕๓๕ ซึ่งคนไทยออกเสียงว่า "เมียนมาร์" แต่ชาวพม่าเขาออกเสียงว่า "มยะหม่า"
การเปลี่ยนชื่อประเทศก็ด้วยเหตุผลคำว่า พม่า นั้นเป็นเพียงชนเผ่าหนึ่งบนแผ่นดินนี้ แม้จะมีจำนวนประชากรมากที่สุดคือประมาณ ๗๕% ก็ตาม แต่ในประเทศนี้ยังมีชนเผ่าอื่นๆ อีก ๑๓๕ เผ่า ที่รู้จักกันดีมี ๘ เผ่า คือ พม่า ฉิ่น กะฉิ่น กะเหรี่ยง กะยา มอญ ยะไข่ ฉาน (หรือไทใหญ่)
การเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น เมียนมาร์ จึงเท่ากับเป็นการยกย่องชนทุกเผ่าพันธุ์ที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินนี้ ให้มีสิทธิและศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน เป็นการสร้างสรรค์ความสมานฉันท์ของคนในประเทศนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ด้วยความเคยชินของคนไทย เรามักจะเรียกชื่อประเทศนี้อยู่เหมือนเดิมคือ พม่า เพราะเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีอาณาเขตติดต่อกันโดยตลอด รวมทั้งความผูกพันมานานปี
นอกจากการเปลี่ยนชื่อประเทศแล้ว เมื่อปีที่ผ่านมา ผู้นำพม่ายังประกาศ ย้ายเมืองหลวง จาก กรุงย่างกุ้ง ไปอยู่ที่เมืองหลวงใหม่ชื่อ เนปีดอ ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือขึ้นไปเล็กน้อย
สาเหตุที่ย้ายเมืองหลวงก็เพราะว่า กรุงย่างกุ้ง เป็นเมืองหลวงที่อังกฤษตั้งขึ้นในสมัยยึดครองประเทศพม่า อะไรก็ตามที่อังกฤษสร้างขึ้น หรือกำหนดขึ้น ในทุกวันนี้ชาวพม่าจะไม่ชอบทั้งนั้น เพราะถือว่าตนได้รับเอกราชมาแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเป็นการกำหนดของคนพม่าด้วยกันเท่านั้น จึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงให้หมด รวมทั้ง การย้ายเมืองหลวง ครั้งนี้ด้วย ซึ่งขณะนี้หน่วยงานราชการต่างๆ ได้ย้ายไปบ้างแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางราชการเท่านั้น
สิ่งที่อังกฤษกำหนดขึ้นอีกอย่างหนึ่ง ที่พม่าต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไขเสียใหม่ คือ การขับรถ ซึ่งเดิมการจราจรในพม่าจะขับรถชิดซ้าย เหมือนอย่างในอังกฤษ (และเมืองไทย) ผู้นำพม่าได้สั่งเปลี่ยนใหม่ ให้การขับรถ ชิดขวา (แบบอเมริกา) แต่ที่แปลกก็คือ ประเทศที่ขับรถชิดขวา พวงมาลัยจะต้องอยู่ด้านซ้าย แต่ที่พม่าขับรถชิดขวา ขณะที่พวงมาลัยก็อยู่ ด้านขวา ด้วย (แบบรถในเมืองไทย) ทำให้คนขับรถเวลาจะแซงคันหน้า เมื่อมองไปข้างหน้าจะไม่ถนัดชัดเจน คนไทยที่ไปขับรถในประเทศนี้ รับรองว่าจะต้องชนกันอย่างแน่นอน
เรื่องของ รถยนต์ พม่าไม่มีนโยบายในการสั่งซื้อรถใหม่เข้าประเทศ ฉะนั้น รถที่วิ่งอยู่บนถนนส่วนใหญ่ (แม้แต่ในกรุงย่างกุ้ง) จึงล้วนเป็นรถเก่าทั้งสิ้น อย่างรถโค้ชที่ใช้บริการนักท่องเที่ยว ซึ่งถือว่าดีที่สุดแล้ว ก็ยังเป็นรถมือสองที่สั่งมาจากญี่ปุ่นทั้งนั้น รถบางคันยังมีภาษาญี่ปุ่นติดอยู่เลย
การท่องเที่ยวพม่า คุณไกด์บอกว่า มีข้อจำกัดหลายอย่าง เป็นต้นว่า ๑.เรื่องการเมือง ห้ามพูดคุย ห้ามถามเด็ดขาด ๒.เรื่องวัตถุโบราณ โดยเฉพาะพระพุทธรูปเก่า ห้ามนำออกนอกประเทศ ยกเว้นของใหม่ ๓.หากจะซื้ออัญมณี ชิ้นใหญ่ๆ ให้ขอใบศุลกากรจากผู้ขายด้วย เพื่อใช้เป็นหลักฐานเวลาผ่านด่านตรวจ ก่อนนำออกนอกประเทศ
๔.การแต่งตัว เพื่อเข้าชมสถานที่สำคัญๆ โดยเฉพาะ วัดในทางพระพุทธศาสนา ต้องสุภาพเรียบร้อย ห้ามนุ่งสั้น ห้ามสายเดี่ยว ห้ามเกาะอก อย่างเด็ดขาด ๕.ต้องถอดรองเท้า ถุงเท้า ถุงน่อง ขณะเดินเข้า วัดในทางพระพุทธศาสนา ทุกแห่ง เรื่องนี้ชาวพม่าถืออย่างเคร่งครัดมาก จนเป็นเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง ที่น่าชมเชยจริงๆ
เป็นที่น่าสังเกตว่า ชาวพม่านิยมนุ่งโสร่ง ผ้าถุง มากกว่าการสวมใส่กางเกงแบบสากลคนทั่วไป และทุกคนนิยมสวมรองแตะฟองน้ำ ราคาถูกๆ มากกว่าการสวมรองเท้าหนัง หรือรองเท้าผ้าใบ แบบหุ้มส้น ทุกชนิด
ใครที่คิดจะไปเปิดร้านขายรองเท้าดีๆ ยี่ห้อดังๆ หรือรองเท้าหุ้มส้นทั่วๆ ไป ต้องไตร่ตรองให้ดี เพราะหนทางที่จะอยู่ให้รอดตลอดไป...มีน้อยมาก
การท่องเที่ยวเมืองพม่า เป็นการท่องเที่ยวแบบวิชาการ หาความรู้ มากกว่าที่จะไปช็อปปิ้ง หาซื้อของหรูๆ แพงๆ เพราะพม่าไม่มีของอะไรที่จะให้หาซื้อได้มากนัก แต่การท่องเที่ยวแบบวิชาการ หาความรู้ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อย และสนุกสนานไปอีกรูปแบบหนึ่ง
โดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่มีนักวิชาการ ผู้มีความรู้จริง รู้ลึก อย่าง ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ เป็นวิทยากรด้วยแล้ว คุ้มค่าจริงๆ
ขณะนี้...ภาพยนตร์เรื่อง สมเด็จพระนเรศวรมหาราช กำลังเข้าฉาย เป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ ที่มีการลงทุนสร้างอย่างมหาศาล ทำให้เกิดกระแส ตามรอยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ขึ้นมาทันที ท่านที่คิดว่าจะไปตามรอยร่วมกับ อ.สุเนตร สอบถามไปได้ที่ วันเดอร์แลนด์ทัวร์ โทร.๐-๒๙๓๔-๘๕๔๖-๕๐ วันเสาร์และวันอาทิตย์ต่อไป ยังมีเรื่อง ไหว้พระ ทำบุญ รับปีใหม่ที่...พม่า ให้อ่านกันอีก โปรดคอยติดตาม
0 เต๋อ สมิหลา สงขลา 0
</TD></TR></TBODY></TABLE>
------------------------
ที่มา:คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/2007/01/21/j001_83939.php?news_id=83939