PDA

View Full Version : พระพุทธรูปพูดได้ จากวัด “ศรีชุม” สู่วัดชนะสงคราม


guawn
14-01-2007, 05:34 AM
<TABLE height=34 cellSpacing=0 cellPadding=0 width=780 border=0><TBODY><TR><TD style="PADDING-LEFT: 30px">พระพุทธรูปพูดได้ จากวัด “ศรีชุม” สู่วัดชนะสงคราม


</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE class=text cellSpacing=0 cellPadding=0 width=780 border=0><TBODY><TR><TD align=middle><TABLE class=text cellSpacing=0 cellPadding=0 width="85%" border=0><TBODY><TR><TD>
137116


สัปดาห์ที่แล้วผมเล่าค้างไว้ว่าไปไหว้พระที่สุโขทัย และพิษณุโลก งวดนี้ผมเกิดความประทับใจจนต้องตามมาไหว้พระใน กทม. เมื่อวันปีใหม่ถึง 3 วัดด้วยกัน

พอดีเนื้อที่หมดลง ผมจึงจบไว้เพียงแค่ 2 วัด และขออนุญาตต่อวัดที่ 3 เลยครับในสัปดาห์นี้
ได้แก่ วัดศรีชุม ซึ่งอยู่นอกบริเวณตัวเมืองโบราณ ต้องนั่งรถทัวร์ออกไปอีกหน่อยหนึ่ง
ที่วัดนี้มีพระวิหารอันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่มีชื่อว่า “พระอัจนะ” ซึ่งปรากฏอยู่ในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง ทั้งพระอัจนะ และวัดศรีชุม
ความอัศจรรย์ของพระวิหารแห่งนี้ก็คือ ตรงบริเวณทางเข้าจะมีหลืบเล็กๆ ขนาดคนผอมเข้าได้ (และคนอ้วนอย่างผมไม่น่าจะเข้าได้) อยู่หลืบหนึ่ง

จากคำบอกเล่าของอาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ เมื่อเข้าไปในหลืบนี้แล้ว จะเป็นช่องทางเดินเป็นบันไดเวียนขึ้นไปจนถึงยอดบนสุดของพระวิหาร
ภายในช่องทางเดินมีภาพลายเส้นที่แกะสลักไปบนหินชนวน เป็นภาพเล่าเรื่องพระชาติต่างๆของพระพุทธเจ้า 53 แผ่น 53 พระชาติ
กรมศิลปากรเมื่อครั้งค้นพบหลืบและช่องนี้ครั้งแรก ประมาณว่าน่าจะมีถึง 86 ภาพ ไม่ทราบว่าหายไปอยู่ ณ ที่ใด 30 กว่าภาพ
นอกจากจะมีภาพสำคัญๆประดับอยู่บนผนังของช่องทางเดินที่เปรียบเสมือนอุโมงค์ช่องนี้แล้ว เรื่องราวของช่องทางเดินช่องนี้ยังกลายเป็นตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้อีกด้วย
เนื่องเพราะช่องทางเดินจะไปสิ้นสุด ณ ส่วนบนของพระพุทธรูป หรือพระอัจนะพอดิบพอดี ราวๆบริเวณบ่าขององค์พระ
นำมาสู่เรื่องราวกล่าวขานที่ว่า เมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จออกจากหงสาวดี เพื่อกลับคืนสู่บ้านเมืองไทยนั้น

ทรงประกาศอิสรภาพให้แก่กรุงศรีอยุธยา และทรงยกทัพเข้าตีพิษณุโลก แล้วก็มาตีสุโขทัย สวรรคโลก และศรีสัชนาลัย รวบรวมกองทัพเป็นกองทัพเดียว เพื่อมุ่งหน้าสู่กรุงศรีอยุธยา
สมเด็จพระนเรศวรทรงนำกองทัพมาหยุดพักและชุมนุมอยู่ ณ บริเวณหน้าวัดศรีชุมแห่งนี้
เนื่องเพราะกองทัพของ พระองค์ประกอบด้วยไพร่พลหลายเผ่าพันธุ์ มีทั้งพม่า มีทั้งมอญ ทั้งไทย จากเมืองต่างๆจึงจำเป็นจะต้องประชุมหล่อหลอมให้เป็นนํ้าหนึ่งใจเดียวกัน
หากเป็นสมัยนี้ นี่คือการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการครั้งใหญ่ยิ่ง
ครั้นประชุมเสร็จก่อนยกทัพล่องใต้ บรรดาเหล่าทหารหาญที่ชุมนุมอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงพระพุทธรูป กล่าวออกมาในทำนองอวยชัยให้พร ขอให้ชนะศึก เสือเหนือใต้ทั้งหมด
ทหารทั้งกองทัพไม่ ทราบว่า มีช่องทางเดินที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงพระ ดำเนินขึ้นไปแล้วพระราชทานพรมาจากบริเวณใกล้ๆเศียรพระ

ต่างก็นึกว่าพระพุทธรูปพูดได้ บังเกิดความตื่นตกใจในช่วงแรก แต่เมื่อฟังว่าเป็นคำอวยชัยให้พรก็บังเกิดความเคารพศรัทธา ถือเป็นเหตุมหัศจรรย์และมุ่งหน้าเดินทัพสู่กรุงศรีอยุธยาด้วยความฮึกเหิม
สามารถขับไล่พม่าข้าศึกออกไปเสียจากกรุงศรีอยุธยา และประกาศอิสรภาพโดยสมบูรณ์ ให้แก่ ประเทศชาติในที่สุด
เมื่อเสด็จถึงกรุงศรีอยุธยาและขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์องค์ต่อไปแล้ว สมเด็จพระนเรศวรโปรดให้พระภิกษุมอญที่อยู่ในกองทัพของพระองค์ที่มาชุมนุม ณ วัดศรีชุมด้วยเข้าจำพรรษา ณ วัดตองปุ ใกล้ๆพระราชวัง
ด้วยทรงมีพระราชศรัทธาในพระภิกษุมอญ ว่ามีความขลังในการปลุกเสกน้ำพระพุทธมนต์ จึงให้ทำหน้าที่ปลุกเสกน้ำพระพุทธมนต์ เพื่อที่พระองค์จะได้อัญเชิญเป็นน้ำสรงพระพักตร์ในเช้าวันรุ่งขึ้น
กลายเป็นประเพณีสวดมนต์ จัดทำน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์สรงพระพักตร์พระมหากษัตริย์ไทย นับแต่นั้นเป็นต้นมา

แม้กระทั่งมาถึงสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ก็ยังคงไว้ซึ่งประเพณีนี้ โดยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงโปรดให้กรมพระราชวังบวรฯ บูรณะวัดชนะสงครามขึ้นใกล้ๆพระราชวัง
นิมนต์พระภิกษุมอญเข้าจำพรรษา ณ วัดแห่งนี้ เพื่อให้เดินทางเข้าสวดมนต์ ทำน้ำมนต์ พระปริตร ณ พระบรมมหาราชวังทุกพลบค่ำ สำหรับใช้เป็นน้ำสรง พระพักตร์ในวันรุ่งขึ้นได้โดยสะดวก
พระภิกษุมอญ จากวัดชนะสงคราม จึงมีหน้าที่ในการเดินทางไปสวดมนต์ ทำน้ำสรงพระพักตร์ทุกค่ำคืน ณ หอศาสตราคมในพระบรมมหาราชวัง เป็นประเพณีสืบมาจนถึงปัจจุบัน
ต่อมาภายหลัง คณะภิกษุมอญแห่งวัดชนะสงครามได้ถวายฎีกา กราบบังคมทูลว่า คณะภิกษุรามัญเหลือน้อยรูปแล้ว ไม่สะดวกที่จะเดินทางเข้าไปสวดมนต์ ได้ทุกค่ำคืนดังแต่ก่อน
ขอพระราชทานบรมราชานุญาต อนุญาตเข้าไปสวดเฉพาะในค่ำวันพระเท่านั้น แต่จะจัดทำน้ำมนต์ในปริมาณที่มากขึ้น เพื่อใช้สรงพระพักตร์ได้จนครบจำนวนวันจากวันพระหนึ่งถึงอีกวันพระหนึ่ง
ทรงมีพระบรมราชานุญาตตามฎีกาที่กราบ บังคมทูล ดังนั้น การจัดทำน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์สรงพระพักตร์ โดยภิกษุมอญแห่งวัดชนะสงครามจึงยังมีอยู่ทุกวันพระ และเจ้าพนักงานก็ยังอัญเชิญน้ำสรงพระพักตร์ไปถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตราบเท่าทุกวันนี้
การไปนั่งฟังเรื่องราวพระพุทธรูปพูดได้ และการชุมนุมทัพ ของสมเด็จพระนเรศวร ณ วัดศรีชุม จังหวัดสุโขทัย สามารถเชื่อมโยงมาถึงวัดชนะสงคราม แห่งกรุงเทพมหานคร ด้วยประการฉะนี้
วัดชนะสงครามจึงเป็นวัดที่ 3 ที่ผมไปกราบ เมื่อวันปีใหม่ที่ผ่านมา โดยมุ่งหน้าเข้าสู่พระอุโบสถ อันเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธนรสีห์ตรีโลกเชฎฐ์ ที่บูรณะขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 โดยสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทดังกล่าว

ภายในองค์พระพุทธรูปจะมีฉลองพระองค์ลายยันต์ หรือเสื้อยันต์ของสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ตลอดจนแม่ทัพนายกองที่เคยร่วมรบกับพระองค์จนได้ชัยชนะมากมาย...บรรจุไว้
ผมเชื่อว่าผู้คนที่ไปกราบท่านแน่นพระอุโบสถเมื่อวันที่ 2 มกราคมที่ผ่านมา คงจะอธิษฐานไม่ต่างไปจากผม
นั่นก็คืออธิษฐานขอให้ประเทศไทยของเราประสบชัยชนะ สมดังชื่อของวัดชนะสงครามด้วยเถิด
ความยุ่งเหยิงสับสนต่างๆนานาที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้ว มาจนถึงวันนี้จะได้หมดสิ้นไปเสียที.


</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
ref.http://www.thairath.co.th/news.php?section=specialsunday12&content=33317

phanit
14-01-2007, 01:44 PM
อนุโมทนาคะ

Specialized
14-01-2007, 05:00 PM
เคยได้ยินได้อ่านมาบ้างเหมือนกันครับ ขอบคุณที่นำมาลงเตือนความจำครับ

countdown
15-01-2007, 02:33 PM
สาธุ

bbjuatm
17-01-2007, 12:59 PM
อนุโมทนาสาธุครับ