PDA

View Full Version : ไหว้พระ 9 วัดรับปีใหม่ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ยอดฮิตแห่งปี


NoOTa
01-01-2007, 01:54 AM
ไหว้พระ 9 วัดรับปีใหม่ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ยอดฮิตแห่งปี

1/1/2550



ไหว้พระ 9 วัด เป็นคำเรียกการตระเวนไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวัดและศาลเจ้าที่มีชื่อเสียง 9 แห่งในกรุงเทพมหานคร ขณะนี้กำลังเป็นที่นิยมเพราะเชื่อว่าจะเกิดสิริมงคลตามชื่อของสถานที่ ซึ่งปัจจุบันการไปไหว้พระขอพรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใน 9 วัดที่มีชื่อเสียงของกรุงเทพมหานครกำลังเป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวาง เพราะนอกจากความเชื่อที่ว่าจะทำให้ชีวิตดีขึ้น และมีสิริมงคลตามชื่อของสถานที่แล้ว ยังเป็นการสร้างเสริมกำลังใจที่ดีด้วย อย่างไรก็ตาม การที่คนเราจะประสบความสำเร็จ พบความก้าวหน้าในชีวิตได้นั้น จำเป็นจะต้องมีการปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับสิ่งที่เราคาดหวังหรือปรารถนาด้วย

ซึ่งตามคติความเชื่อของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แต่ละแห่งนั้น ได้กล่าวไว้ว่า “วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร” เป็นวัดเดียวในประเทศไทยที่พระประธานเป็นพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์ผู้ไปไหว้มีคติความเชื่อว่า “เดินทางปลอดภัยดี มีมิตรไมตรี” ซึ่งหลักธรรมที่จะทำให้ปลอดภัยทั้งการเดินทางและการดำรงชีวิตได้ คือ การไม่ประมาท มีสติ คือ ให้รู้ตัวอยู่เสมอ เช่น ขณะที่ดื่มของมึนเมา ง่วงนอน หรือพูดโทรศัพท์มือถือก็ไม่ควรขับรถ เป็นต้น

ส่วนการสร้างไมตรีให้เกิดขึ้น สามารถทำได้หลายอย่าง เช่น การให้ทาน ให้อภัย ให้สิ่งของ ให้ความเอาใจใส่ต่อผู้อื่น เป็นต้น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า” ผู้ไม่ประมาทย่อมไม่ตาย” และ “ผู้ให้ ย่อมผูกไมตรีไว้ได้”

“วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร” รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้เป็นวัดพระสงฆ์ฝ่ายรามัญ เพื่อให้เกียรติแก่ทหารมอญในกองทัพของสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ซึ่งมีชัยชนะต่อข้าศึกถึง 3 ครั้ง ผู้ที่ไปวัดนี้ เพราะเชื่อในคติที่ว่า “มีชัยชนะต่ออุปสรรคทั้งปวง” ซึ่งธรรมที่จะช่วยให้คนชนะอุปสรรคได้ทุกอย่างคือ ความเพียรพยายาม และความอดทน ที่จะทำให้เรามีความมุ่งมั่น เจอปัญหาก็ไม่ย่อท้อ หรือยอมแพ้ แต่จะต่อสู้ แก้ไข อดทนต่อความยากลำบากจนประสบความสำเร็จในที่สุด พระพุทธองค์กล่าวว่า “ คนจะพ้นทุกข์ได้เพราะความเพียร”

“วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร” หรือ วัดโพธิ์ เป็นวัดที่มีเจดีย์ถึง 99 องค์ ถือว่ามากที่สุดในประเทศไทย มีคติตามความเชื่อว่า “ร่มเย็นเป็นสุข” คนจะอยู่เย็นเป็นสุขได้ ต้องเป็นคนมีศีลมีธรรม อย่างน้อยที่สุดก็ควรมี เบญจศีล หรือ ศีลห้า กำกับการดำเนินชีวิต เพราะจะทำให้เราไม่ไปเบียดเบียนผู้อื่นทั้งกาย วาจา และใจ อันจะมีผลให้เราไม่มีศัตรูที่จะมาทำร้ายหรือทำให้เราเดือดร้อนภายหลัง พระพุทธเจ้าทรงกล่าวไว้ว่า “ธรรม ย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม”

“วัดพระศรีรัตนศาสดารามหรือวัดพระแก้ว” เป็นที่ประดิษฐานของ “พระแก้วมรกต” พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของไทย มีคติสำหรับผู้มาไหว้ว่า “แก้วแหวน เงินทอง ไหลมา เทมา” อันหมายถึงให้มีความร่ำรวยนั่นเอง ซึ่งผู้ที่จะมีเงินทองได้จะต้องเป็นผู้รู้จักหาเงิน และใช้เงินเป็น เป็นคนทำมาหากินในทางที่ชอบหรือสัมมาอาชีวะที่จะไม่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่ตนในอนาคต และต้องเป็นคนที่ขยันหมั่นเพียร ฝึกฝนให้มีความชำนิชำนาญและรู้จริงในวิชาชีพ อีกทั้งต้องรู้จักเก็บรักษาทรัพย์ที่ได้มาด้วย พระพุทธเจ้ากล่าวว่า “ทรัพย์สินย่อมพอกพูนขึ้นได้ เหมือนดังก่อจอมปลวก”

“วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร” เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ซึ่งเป็นพระเถระผู้ทรงเกียรติคุณ และวิทยาคุณที่โด่งดังมาก มีคติในการไหว้พระที่นี่ว่า “มีคนนิยมชมชื่น” ซึ่งบุคคลที่จะทำให้ผู้อื่นนิยมชมชื่นได้ ควรจะมีหลักที่เรียกว่าสังคหวัตถุ 4 ได้ คือ ทาน ได้แก่ การให้ปัน เอื้อเฟื้อด้วยปัจจัยสี่ ปิยวาจา คือการพูดจาดี สุภาพ ไพเราะน่าฟังต่อกัน อัตถจริยา คือ ทำประโยชน์แก่เขา บำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่น สมานัตตตา คือ ทำตนเสมอต้นเสมอปลาย ไม่เอาเปรียบผู้อื่น เช่นนี้ไปที่ใดย่อมทำให้คนรักใคร่ และประทับใจอยู่เสมอ ดังที่พระพุทธองค์กล่าวว่า “กลิ่นของคนดีย่อมหอมทวนลมไปได้”

“วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร” เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 8 และมี “พระศรีศากยมุนี” เป็นพระประธานที่พระวิหาร มีคติว่า “ไหว้พระวัดสุทัศน์ฯ มีวิสัยทัศน์กว้างไกลมีเสน่ห์แก่บุคคลทั่วไป” การที่คนเราจะมีวิสัยทัศน์กว้างไกลได้ จะต้องเป็นคนที่มีประสบการณ์มาก เรียนรู้มาก และรู้จักนำมาใช้ ซึ่งเราสามารถนำหลักในการศึกษาเล่าเรียนมาใช้ได้นั่นคือ สุ จิ ปุ ลิ หรือ หัวใจนักปราชญ์ อันมาจาก สุต คือ ฟังมาก ในที่นี้เรารวมถึงการอ่านด้วย จินตนะ คือ การคิด รู้จักคิดใคร่ครวญหาเหตุผลในเรื่องต่างๆ ปุจฉา การถามไถ่ให้เข้าใจให้ถ่องแท้ และ ลิขิต คือสามารถเขียน สื่อสารสิ่งที่เราศึกษา หรือเรียนรู้ออกมาได้ หัวใจนักปราชญ์นี้จะทำให้เราเป็นผู้ที่ไม่ล้าหลัง เพราะคนที่ฟังมาก อ่านมาก ย่อมจะได้เปรียบผู้อื่น ยิ่งปัจจุบันเป็นยุคข้อมูลข่าวสาร ยิ่งศึกษาหาความรู้มากเท่ใด ก็ย่อมจะเป็นพื้นฐานแห่งความฉลาดรอบรู้มากขึ้นเท่านั้น อีกทั้งยังเป็นเสน่ห์แก่ตัวเราเองในการพูดคุยกับผู้อื่นอีกด้วย ดังพระพุทธเจ้าตรัสว่า “ผู้ที่ใฝ่ในการศึกษา ย่อมจะเป็นผู้เลิศ”

“วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร” หรือ วัดแจ้ง เป็นวัดที่มีพระปรางค์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก สูง 33 วาเศษ มีคติว่า “ชีวิตรุ่งโรจน์ทุกคืนวัน” กล่าวกันว่าบุคคลที่ต้องการความเจริญก้าวหน้าหรือชีวิตที่รุ่งโรจน์ ควรจะต้องเลือกอยู่ในถิ่นที่เหมาะ และสิ่งแวดล้อมที่อำนวยต่อการพัฒนาชีวิต ต้องรู้จักคบหาคนดี ผู้ทรงคุณและผู้ที่เกื้อกูลแก่การแสวงหาธรรมและความรู้ ข้อสำคัญคือ ต้องตั้งตนมั่นในธรรมและการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง มีเป้าหมายที่ดีในชีวิต และควรเสริมด้วยหลักอิทธิบาท 4 นั่นคือ มีฉันทะ ความพอใจและรักงานที่ทำ วิริยะ ความเพียรที่จะทำงานให้สำเร็จเสร็จสิ้น จิตตะ ความเอาใจใส่ฝักใฝ่ในงานที่ต้องทำและวิมังสา ใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญ เพื่อพัฒนาปรับปรุงสิ่งที่ทำ เหล่านี้จะทำให้เราประสบความสำเร็จในชีวิตยิ่งขึ้น ดังพระพุทธองค์ว่า “ถ้ารู้ว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์แก่ตน ควรรีบลงมือทำสิ่งนั้นทีเดียว”

“ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร” รัชกาลที่ 1 ได้มีพระราชพิธีฝังเสาพระหลักเมืองเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2325 มีคติแก่ผู้มาไหว้ว่า “ตัดเคราะห์ ต่อชะตา เสริมวาสนา บารมี” ซึ่งนอกจากจะไหว้ศาลแล้ว เรายังสามารถสร้าง บุญกิริยาวัตถุ อันประกอบด้วย ทานมัย คือ ทำบุญด้วยทรัพย์สิ่งของ สีลมัย ทำบุญด้วยการรักษาศีลหรือประพฤติดีต่างๆ ภาวนามัย คือ ทำบุญด้วยการเจริญภาวนา คือฝึกจิตให้เจริญด้วยสมาธิและปัญญา นอกจากนี้ การประพฤติตนอ่อนน้อม การช่วยบำเพ็ญประโยชน์ การให้ผู้อื่นร่วมกระทำดี การยินดีในความดีของผู้อื่น การฟังธรรม หรือให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น ก็ถือเป็นการทำบุญเช่นเดียวกัน ดังที่พระพุทธเจ้ากล่าวว่า “ไม่พึงดูหมิ่นว่าบุญเล็กน้อยจะไม่มีผล”

“ศาลเจ้าพ่อเสือ” เป็นศาลเจ้าเก่าแก่ ซึ่งเป็นเคารพนับถือของชาวจีนและไทยเป็นอย่างมาก มีคติความเชื่อว่า “เสริมอำนาจบารมี” คนที่จะมีวาสนาบารมีส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้นำ หรือแม้มิใช่ แต่อยากจะให้ตนมีอำนาจบารมี ก็ควรจะปฏิบัติตามหลักทศพิธราชธรรมอันเป็นคุณธรรมของผู้ปกครองหรือผู้บริหาร ซึ่งจะช่วยให้ผู้อื่นเกิดความเคารพนับถือ และนำมาซึ่งการเป็นที่ยอมรับอย่างแท้จริง หรือพรหมวิหาร 4 ซึ่งหลักการทั้งสองอย่างนี้ แม้จะปฏิบัติได้เพียงบางส่วนก็ช่วยให้เกิดความนิยมนับถือได้แล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่า “คนพาลเป็นผู้นำไม่ได้”

ซึ่งการปฏิบัติตัวในทางที่ดีนั้น มิใช่เรื่องที่ยากหรือเหลือบ่ากว่าแรง และถ้าสามารถปฏิบัติไปพร้อมกับการไหว้สิ่งศักด์สิทธิ์ได้ก็จะช่วยหนุนนำให้ความปรารถนาของทุกๆ คนสัมฤทธิ์ผลเร็วยิ่งขึ้น ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ศูนย์ส่งเสริมการท่องเที่ยว กรุงเทพฯ โทร. 0-2225-7612-5 หรือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โทร.1672

------------------------
ที่มา: สยามรัฐ
http://www.siamrath.co.th/Upcountry.asp?ReviewID=161259

NoOTa
06-01-2007, 12:20 PM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=4 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=headline vAlign=baseline align=left>ล่องแม่น้ำ ไหว้พระ 9 วัด เอาฤกษ์รับขวัญปีใหม่</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD bgColor=#cccccc height=1>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=4 border=0><TBODY><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left>โดย ผู้จัดการออนไลน์</TD><TD class=date vAlign=baseline align=left>2 มกราคม 2550 17:19 น.</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=4 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD vAlign=center align=middle>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=4 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=body vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left> โดย : หนุ่มลูกทุ่ง

</TD></TR><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=400 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle width=400>http://pics.manager.co.th/Images/549000018531701.JPEG </TD></TR><TR><TD class=Image vAlign=baseline align=left>พระศรีรัตนเจดีย์ พระมณฑป และพระพุทธปรางค์ปราสาทในวัดพระแก้ว</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD vAlign=top align=middle height=5>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD></TR></TBODY></TABLE> เทศกาลปีใหม่ก็ได้ผ่านพ้นไปแล้ว แต่กลิ่นอายแห่งความสุขก็ยังคงอบอวลอยู่ในหลายๆ ที่ แม้ว่าจะมีเหตุการณ์ระเบิดกรุงเทพฯ มาทำให้หลายๆ คนอกสั่นขวัญแขวนไปบ้างก็ตามที

ไม่รู้ว่าปีใหม่นี้หลายๆ คนได้เริ่มต้นทำสิ่งดีๆ เพื่อเป็นการเอาฤกษ์เอาชัยกันบ้างหรือยัง หากใครยังไม่ได้เริ่ม จะลองไปไหว้พระ 9 วัด เป็นสิริมงคลแบบฉันก็ได้ แต่คราวนี้ไม่ใช่ 9 วัดธรรมดา แต่เป็นการไหว้พระ 9 วัดทางน้ำ ไปนั่งเรือรับลมในแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองบางกอกน้อยให้จิตใจเย็นสบายและสงบกันดีกว่า

เริ่มต้นการไหว้พระทางน้ำกันที่ วัดราชาธิวาสราชวรวิหาร (http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9480000128604) วัดเก่าแก่ที่สันนิษฐานกันว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยละโว้โน่น เดิมชื่อว่า "วัดสมอราย" ต่อมารัชกาลที่ 4 ได้ทรงพระราชทานนามวัดใหม่ว่า "วัดราชาธิวาสวิหาร" แปลว่า วัดอันเป็นที่ประทับของพระราชา อีกทั้งรัชกาลที่ 4 สมัยที่ยังเป็นเจ้าฟ้ามงกุฎก็ได้ผนวชและจำพรรษา ณ วัดนี้ และได้ก่อตั้งคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายขึ้นที่นี่ด้วย

</TD></TR><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 align=right border=0><TBODY><TR><TD width=5>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD><TD vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=250 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle width=250>http://pics.manager.co.th/Images/549000018531702.JPEG </TD></TR><TR><TD class=Image vAlign=baseline align=left>พระปรางค์วัดอรุณฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD vAlign=top align=middle height=5>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD></TR></TBODY></TABLE> สิ่งก่อสร้างที่โดดเด่นก็คือพระอุโบสถซึ่งรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าให้ "นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม" (http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9490000054864) หรือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ เป็นผู้ทรงออกแบบ โดยมีลวดลายเลียนแบบสถาปัตยกรรมขอม มีเสาพาไลรอบ แต่ก็ยังคงรักษาโครงสร้างของพระอุโบสถเดิมที่สร้างขึ้นสมัยรัชกาลที่ 3 ไว้อย่างสวยงาม

ลงเรือลอยลำลอดใต้สะพานพระรามแปดและสะพานปิ่นเกล้ามาที่ วัดอัมรินทรารามราชวรวิหาร หรือชื่อเดิมว่า "วัดบางหว้าน้อย" ตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟบางกอกน้อย และการวางรางรถไฟในตอนนั้นก็ทำให้พระอุโบสถที่มีมาก่อนต้องถูกตัดไปหนึ่งห้องเพื่อทำทางรถไฟ เมื่อพระอุโบสถเล็กลงชาวบ้านก็เลยเรียกว่าโบสถ์น้อย และเรียกพระประธานว่าหลวงพ่อโบสถ์น้อยไปด้วย

หากใครมาที่วัดนี้ก็ต้องมาไหว้พระพุทธฉายจำลอง และพระพุทธบาทจำลอง โดยมณฑปของพระพุทธบาทจำลองนี้จัดว่าเป็นมณฑปที่สวยงามแห่งหนึ่งในเมืองไทยเลยทีเดียวละ

ไปวัดบางหว้าน้อยแล้ว ก็ต้องไปต่อวัดบางหว้าใหญ่ หรือ วัดระฆังโฆษิตารามวรมหาวิหาร (http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9480000106979)ที่อยู่ไม่ไกลกัน ถ้ามาวัดนี้แล้วก็จะต้องไปกราบพระประธานในพระอุโบสถ ซึ่งเป็นพระประธานที่รัชกาลที่ 5 เคยตรัสว่า "ไปวัดไหนไม่เหมือนมาวัดระฆัง พอเข้าประตูโบสถ์ พระประธานยิ้มรับฟ้าทุกที..."

</TD></TR><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=350 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle width=350>http://pics.manager.co.th/Images/549000018531703.JPEG </TD></TR><TR><TD class=Image vAlign=baseline align=left>ไหว้พระประธาน 28 องค์ ที่วัดอัปสรสวรรค์</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD vAlign=top align=middle height=5>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD></TR></TBODY></TABLE> ที่พลาดไม่ได้ก็คือจะต้องมาที่กราบพระที่วิหารสมเด็จพระสังฆราช (สี) ซึ่งเป็นพระสังฆราชองค์แรกของกรุงรัตนโกสินทร์ และมาที่วิหารหลังตรงข้ามที่ประดิษฐานรูปหล่อสมเด็จพระราชาคณะของวัด นี้ไว้ 3 องค์ คือ ซึ่งก็คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) สมเด็จพระพุฒาจารย์ (ม.จ.ทัด เสนีวงศ์) และสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว.เจริญ อิศรางกูร)

แถมที่วัดนี้ยังมีหอพระไตรปิฎกที่เป็นตำหนักไม้แฝด 3 หลัง ซึ่งแต่เดิมนั้นเป็นตำหนักและหอประทับนั่งของรัชกาลที่ 1 เมื่อตอนที่ยังเป็นพระราชวรินทร์ เจ้ากรมพระตำรวจนอกฝ่ายขวา ในรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าตากสิน แต่เมื่อต้องเสด็จไปตีเมืองโคราชจึงได้รื้อตำหนักนั้นมาถวายวัดระฆัง หรือวัดบางหว้าใหญ่ในขณะนั้น หอพระไตรปิฎกนี้ได้มีการซ่อมแซมครั้งใหญ่เมื่อคราวฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี และยังเคยได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นประจำปี 2530 จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์อีกด้วย

ข้ามมายังฝั่งตรงข้ามที่ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9490000109847) หรือวัดพระแก้วกันบ้าง วัดนี้ไม่ต้องพูดอะไรมากเพราะรู้กันอยู่แล้วว่าเป็นแหล่งรวมศิลปวัฒนธรรมไทยที่สุดยอดหลากหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม จิตรกรรม ฯลฯ เมื่อมาที่วัดพระแก้วแล้วก็ต้องไปกราบพระแก้วมรกต หรือพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระคู่บ้านคู่เมืองอีกองค์หนึ่งของไทย

</TD></TR><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 align=left border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=250 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle width=250>http://pics.manager.co.th/Images/549000018531704.JPEG </TD></TR><TR><TD class=Image vAlign=baseline align=left>เจดีย์สี่รัชกาลที่วัดโพธิ์</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD width=5>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD></TR><TR><TD vAlign=top align=middle height=5>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD></TR></TBODY></TABLE> แล้วก็อย่าลืมเดินชมจิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์ที่พระระเบียงรอบพระอุโบสถ ซึ่งเป็นจิตรกรรมฝาผนังที่ยาวที่สุดในโลก ก่อนจะไปไหว้พระศรีรัตนเจดีย์ ซึ่งเป็นเจดีย์ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่รัชกาลที่ 4 ทรงได้มาจากลังกา และใกล้ๆ กันนั้นก็เป็นพระมณฑป และพระพุทธปรางค์ปราสาทซึ่งมีการก่อสร้างแบบไทยงดงามยิ่งนัก

วัดพระแก้วยังมีอะไรให้ชมอีกมากมาย แต่ตอนนี้ฉันต้องเดินทางต่อไปยังวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9480000009942)หรือวัดโพธิ์กันต่อ ที่วัดโพธิ์นี้ก็กว้างใหญ่และเต็มไปด้วยสิ่งที่น่าสนใจเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นพระประธานในพระอุโบสถที่มีชื่อว่า พระพุทธเทวปฏิมากร ที่งดงามราวกับเทวดามาสร้างไว้ หรือพระพุทธไสยาสน์ ในวิหารพระพุทธไสยาสน์ ก็เป็นพระนอนขนาดใหญ่ที่งดงาม ความยาวถึง 46 เมตร ที่ฝ่าพระบาททั้งสองข้างเป็นลายประดับมุกภาพมงคล 108 ประการ หาชมไม่ได้ง่ายๆ และนอกจากนั้นก็ยังมีพระพุทธรูปล้ำค่าอีกหลายองค์ภายในวัด

อย่าลืมไปสักการะเจดีย์สี่รัชกาล ซึ่งเป็นเจดีย์ประจำรัชกาลที่ 1-4 และเจดีย์รายมากมายในบริเวณวัด ถ้ามีเวลาก็ลองเดินชมฤๅษีดัดตน รวมทั้งแผ่นศิลาที่จารึกตำรายาและโคลงกลอนต่างๆ พร้อมกับถ่ายรูปกับตุ๊กตาหินจีนขนาดเล็กขนาดใหญ่ที่มีอยู่มากมายภายในวัดโพธิ์

ข้ามฝั่งกลับไปอีกหนึ่งรอบ เพื่อไปยัง วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร (http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9490000000679) เพื่อมาชมพระปรางค์วัดอรุณฯ ที่มีความสูงเกือบ 70 เมตร และเข้าไปกราบ "พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก" พระประธานในพระอุโบสถที่รัชกาลที่ 2 เป็นผู้ปั้นพระพักตร์ของพระประธานด้วยพระองค์เอง

มาถึงวัดแจ้งแล้วก็ต้องมาดูยักษ์วัดแจ้งสองตนที่ยืนเฝ้าซุ้มประตูพระอุโบสถอย่างแข็งขัน โดยยักษ์สองตนนั้นก็คือทศกัณฑ์ เป็นยักษ์กายสีเขียว ส่วนอีกตนหนึ่งชื่อว่าสหัสเดชะ เป็นยักษ์กายสีขาว นอกจากนั้น ที่นี่ก็ยังมีตุ๊กตาหินแบบจีนอยู่มากมายเช่นเดียวกัน โดยมีอยู่ทั้งรอบๆ พระอุโบสถ ระหว่างใบเสมาทั้ง 8 ซุ้ม และอยู่ด้านหน้าพระระเบียงที่ล้อมรอบอุโบสถ แถมยังมีพระเจดีย์หินแบบจีน และมีผู้วิเศษจีนแปดคน หรือที่เรียกว่าโป๊ยเซียน ตั้งอยู่ในซุ้มของเจดีย์นั้นทั้ง 8 ทิศด้วยกัน

</TD></TR><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=350 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle width=350>http://pics.manager.co.th/Images/549000018531705.JPEG </TD></TR><TR><TD class=Image vAlign=baseline align=left>กราบพระศาสดาแล้ว อย่าลืมชมภาพจิตรกรรมฝาผนังในอุโบสถวัดสุวรรณาราม</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD vAlign=top align=middle height=5>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD></TR></TBODY></TABLE> มาต่อกันที่ วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร หรือที่เรียกสั้นๆ ว่าวัดกัลยาฯ วัดแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณปากคลองบางกอกใหญ่ ซึ่งเจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต กัลยาณมิตร) ได้อุทิศบ้านและซื้อที่ดินข้างเคียงเพิ่มเติมสร้างเป็นวัดขึ้น แล้วน้อมเกล้าฯ ถวายแด่รัชกาลที่ 3

วัดแห่งนี้โดดเด่นด้วยพระประธานในพระวิหารหลวง คือหลวงพ่อโต หรือพระพุทธไตรรัตนนายก หรือเรียกชื่อแบบจีนว่า ซำปอฮุดกง หรือซำปอกง เป็นที่เคารพสักการะทั้งชาวไทยและชาวจีน ซึ่งรัชกาลที่ 3 ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะสร้างให้เป็นพระพุทธรูปใหญ่อยู่ริมแม่น้ำแบบเดียวกันกับวัดพนัญเชิงที่กรุงเก่า ส่วนด้านหน้าพระวิหารก็มีซุ้มประตูแบบจีนงดงามมากอีกด้วย

คราวนี้มาเปลี่ยนบรรยากาศจากแม่น้ำเจ้าพระยามาเป็นล่องคลองบางกอกน้อยเพื่อไปไหว้พระอีกสองวัดกันบ้าง เริ่มจาก “วัดสุวรรณารามราชวรวิหาร” หรือชื่อเดิมว่า "วัดทอง" วัดแห่งนี้เคยเป็นแดนประหารชีวิตเฉลยศึกพม่านับพันคนในสมัยพระเจ้าตากสินด้วย

</TD></TR><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 align=left border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=250 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle width=250>http://pics.manager.co.th/Images/549000018531706.JPEG </TD></TR><TR><TD class=Image vAlign=baseline align=left>“พระประธานยิ้มรับฟ้า” ในวัดระฆังฯ</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD width=5>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD></TR><TR><TD vAlign=top align=middle height=5>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD></TR></TBODY></TABLE> ที่พลาดไม่ได้เมื่อมาวัดนี้ก็คือ พระอุโบสถศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย ที่มีพระศาสดา พระพุทธรูปหล่อสำริดปางมารวิชัย ฝีมือช่างสมัยสุโขทัยอันงดงามเป็นพระประธานในพระอุโบสถ และนอกจากนั้นแล้ว ภายในพระอุโบสถวัดสุวรรณารามยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังชั้นครู ที่เป็นการประชันฝีมือการวาดภาพกันระหว่าง อาจารย์ทองอยู่กับอาจารย์คงแป๊ะ ยอดจิตรกรยุคต้นรัตนโกสินทร์ที่รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้จิตรกรมาวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังเมื่อคราวที่บูรณะวัดแห่งนี้ ซึ่งแม้จนถึงวันนี้จิตรกรรมฝาผนังจะลบเลือนไปบ้าง แต่ก็ยังคงมองเค้าของความสวยงามได้อยู่

และมาปิดท้ายกันที่ วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร หรือเดิมเรียกว่า “วัดหมู” เพราะเดิมนั้นบริเวณวัดแห่งนี้มีคนเลี้ยงหมูกันเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีหมูที่คนเอามาปล่อยที่วัดอีกต่างหาก ทำให้วัดนี้มีหมูเดินเพ่นพ่านอยู่เต็มวัด

วัดแห่งนี้ถือเป็น “อันซีนบางกอก” เพราะแปลกตรงที่มีพระประธานในพระอุโบสถมากถึง 28 องค์ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยตั้งอยู่บนฐานชุกชีเดียวกันลดหลั่นกันลงมา โดยเหตุที่ต้องมีพระประธานหลายองค์ก็หมายถึงพระพุทธเจ้าที่เกิดขึ้นในชาติภพต่างๆแล้ว 27 พระองค์ ส่วนองค์ที่ประดิษฐานอยู่หน้าสุดคือพระพุทธโคดม ที่เป็นพระศาสดาองค์ปัจจุบัน รวมทั้งหมด 28 พระองค์ และที่ฐานพระพุทธรูปมีพระนามจารึกด้วยงาช้างทุกองค์อีกด้วย

ก็เป็นอันจบเส้นทางไหว้พระ 9 วัด ทางน้ำเพียงเท่านี้ เริ่มต้นปีใหม่กันด้วยบุญกุศลเช่นนี้ ก็หวังว่าปีนี้คงเป็นปีที่ดีสำหรับฉัน และสำหรับทุกๆ คนด้วยนะ


* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

</STRONG>อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

วัดพระแก้ว : สุดยอดแห่งงานศิลปกรรม (http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9490000109847)
ปราสาทพระเทพบิดร-พระอุโบสถ 2 สุดยอดความงามคู่"วัดพระแก้ว" (http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9490000112563)
ชมสิ่งละอันพันละน้อยใน"วัดพระแก้ว" (http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9490000115439)
ดูของดี ที่ “วัดโพธิ์” (http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9480000009942)
เที่ยว“วัดโพธิ์” สัมผัสวัดเก่า ในมุมมองใหม่ (http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9480000011828)
ชมหอไตร ไหว้หลวงพ่อโต กราบพระยิ้ม ที่ "วัดระฆัง" (http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9480000106979)
ไหว้พระวัดอรุณ รับอรุณรุ่งแห่งปีจอ (http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9490000000679)
ชมศิลปกรรมแห่งความงดงามที่ "วัดราชาฯ" (http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9480000128604)
เที่ยววัด-ชมวัง ตามรอยนายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม (http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9490000054864)
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
Ref. http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9490000160580