Falkman
29-12-2006, 04:53 PM
ภูเขาไฟบนเกาะชวา<O:p</O:p
<O:p</O:p
โดย สุทัศน์ ยกส้าน 15 พฤษภาคม 2549 17:36 น.
<O:p</O:p
โลกมีภูเขาไฟประมาณ 1,300 ลูก 700 ลูก เป็นภูเขาไฟที่ดับแล้ว และอีก 600 ลูก ยังมีชีวิตอยู่ เช่น ภูเขา Visuvius ในอิตาลี ภูเขาไฟ Etna บนเกาะ Sicily และ Kilauea บนเกาะฮาวาย เป็นต้น เมื่อใดที่ภูเขาไฟระเบิด เราจะเห็นว่าลาวาร้อนไหลลงจากยอดเขา ทำลายชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่รายรอบภูเขาไฟ
ประวัติศาสตร์ได้บันทึกว่า Pliny ผู้เยาว์ คือ นักภูเขาไฟวิทยาคนแรกของโลกที่ได้ศึกษาและสังเกตการระเบิดของภูเขาไฟ Visuvius เมื่อปี พ.ศ. 612
ณ วันนี้ นักวิทยาศาสตร์มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับภูเขาไฟมาก จนรู้สาเหตุการเกิดภูเขาไฟว่า ใต้เปลือกโลกลงไป คือ ส่วนที่เราเรียกว่า เปลือกโลกชั้นในมีชั้นที่ลึกลงไปอีก คือ แก่นโลก เพราะอุณหภูมิใต้โลกสูงมาก ดังนั้น หินแข็งในบริเวณเปลือกโลกชั้นในจึงละลายเป็นหินเหลว ส่วนแก่นโลกนั้นเพราะมีอุณหภูมิสูงมาก จึงสามารถระบายความร้อนออกมาทุกทิศทาง เหมือนกับเวลาเราต้มน้ำในกา น้ำที่ก้นกาจะไหลวนพาความร้อนไปทั่ว ดังนั้น เวลาหินเหลวจากเปลือกโลกชั้นในไหลทะลักขึ้นผ่านรอยแตกของเปลือกโลก นั่นคือ การระเบิดของภูเขาไฟ ซึ่งจะนำหินเหลวร้อน (ลาวา) ก๊าซ ฝุ่น ดิน และหิน ขึ้นมาจากใต้ดินท่วมพื้นที่รอบ ๆ มีผลให้ลักษณะของภูมิประเทศในบริเวณนั้นเปลี่ยนแปลงทันที
สถิติที่ปรากฏทุกวันนี้แสดงให้เห็นว่า ประชากร 600 ล้านคน อาศัยอยู่ใกล้ภูเขาไฟ เช่น ชาวเมือง Naples อาศัยอยู่ใกล้ Visuvius และชาวเมือง Seattle อาศัยอยู่ใกล้ภูเขาไฟ Rainier เป็นต้น
ชวาเป็นเกาะ ๆ หนึ่งของอินโดนีเซียที่มีผู้คนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น และเกาะ ๆ นี้มีภูเขาไฟมากมาย ทั้งที่ดับแล้ว และยังมีชีวิตอยู่ เช่น ภูเขาไฟ Papandayan ที่สูงประมาณ 3,200 เมตร ซึ่งได้ระเบิดเมื่อปี 2315 และการระเบิดครั้งนั้น ได้ทำให้หมู่บ้าน 40 แห่งถูกทำลาย ผู้คน 3,000 คน เสียชีวิต และหลังการระเบิด ยอดภูเขาไฟได้หดหายไปเหลือสูงเพียง 1,700 เมตร เท่านั้นเอง
Galung Gung เป็นชื่อของภูเขาไฟอีกลูกหนึ่งที่มีป่าปกคลุมในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2425 ภูเขาไฟลูกนี้ได้ระเบิดนำโคลนขุ่น น้ำร้อน ลาวา เถ้าถ่าน ควัน ฝุ่น ไปตกไกล 60 กิโลเมตร จากภูเขาและภายในเวลา 5 ชั่วโมง หมู่บ้านที่อยู่ใกล้ภูเขาไฟถูกทำลายราบเรียบ จนอีก 4 วันต่อมา ภูเขาไฟลูกนี้ได้ระเบิดอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้การระเบิดรุนแรงกว่าคราวแรก ทำให้ยอดภูเขาไฟยุบหายไป เหลือเป็นแอ่งลึก นักภูเขาไฟวิทยาประมาณว่า การระเบิดคราวนั้นได้สังหารผู้คนใน 114 หมู่บ้าน ไปประมาณ 4,000 คน
ช่องแคบ Sunda ในทะเลระหว่างชวากับสุมาตรา มีภูเขาไฟลูกหนึ่งชื่อ Krakatau กรากาตั้ว ซึ่งก่อนปี พ.ศ. 2426 แทบไม่มีใครในโลกรู้จักภูเขาไฟลูกนี้เลย เพราะตลอดเวลา 200 ปีก่อนนั้น ภูเขาไฟไม่เคยระเบิดเลย ทำให้ทุกคนคิดว่า ภูเขาไฟได้ดับไปแล้ว ดังนั้น ชาวบ้านบนเกาะชวา และสุมาตรา จึงพายเรือไปเก็บผลไม้ในป่าที่ปกคลุมเชิงเขาอยู่เนือง ๆ จนกระทั่งถึงวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2426 ภูเขาไฟลูกนี้ได้ระเบิด สถิติการสำรวจแสดงได้ให้เห็นว่า นี่เป็นการระเบิดที่รุนแรงเป็นอันดับ 4 ในประวัติศาสตร์ที่ผู้คน ซึ่งอยู่ไกลออกไปถึง 4,600 กิโลเมตร ก็ยังได้ยินเสียงระเบิด แม้แต่ชาว Batavia ก็ได้ยินเสียงระเบิดเหมือนเสียงปืนใหญ่
กัปตันเรือที่อยู่บนเรือซึ่งกำลังเดินทางผ่านช่องแคบ Sunda ได้รายงานว่า เห็นฝุ่นควัน พุ่งขึ้นท้องฟ้า เป็นลำสูง 10 กิโลเมตร และเสียงระเบิดดังเป็นระยะ ๆ นาน 14 สัปดาห์ จนถึงวันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม ก็มีการระเบิดใหญ่ เพราะ Krakatau ไม่มีผู้คนอาศัยเลย ดังนั้น จึงไม่มีใครรู้จักว่า อะไรกำลังเกิดขึ้น แต่ผู้ที่เห็นเหตุการณ์ระเบิดก็ยังรีบหนีเอาชีวิตรอด หลังการระเบิด
กะลาสีเรือที่เดินทางผ่านใกล้ภูเขาไฟได้รายงานว่า เกาะทั้งเกาะได้จมหาย มีฟ้าแลบ ฟ้าร้อง และแผ่นดินไหวรุนแรง ท้องฟ้าเหนือ Krakatau มีทะเลฝุ่นสีเหลืองปกคลุมทั่ว สำหรับคนที่อยู่ริมฝั่งก็ถูกคลื่นยักษ์สึนามิสูง 40 เมตร พุ่งถล่ม จนผู้คน 34,000 คนเสียชีวิต การสำรวจยังรายงานอีกว่า เมืองต่าง ๆ ที่อยู่ตามชายฝั่งของช่องแคบ Sunda ถูกคลื่นทำลายราบเรียบ โดยเฉพาะที่เมือง Telok Betong บนเกาะ Sumatra คลื่นสึนามิได้พัดพาเรือประมงเข้าไปในฝั่งไกล 3 กิโลเมตร อนึ่ง การระเบิดของ Krakatau ในครั้งนั้นได้ทำให้ภูเขาไฟลูกอื่น ๆ บนเกาะชวาถูกกระทบกระเทือนจนเกือบระเบิดด้วย เช่น ภูเขาไฟ Semeru และ Gunung Guntur ก็ส่งเสียงคำราม แต่ไม่ระบิด อนึ่ง เหตุการณ์ระเบิดครั้งนั้น ได้ทำให้ Sir Robert Ball ชาวอังกฤษเขียนหนังสือชื่อ Earths Beginnings ที่ตีพิมพ์ในปี 2445 ว่า ในวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2426 เวลา 10 โมงเช้า ขณะซ้อมดนตรีอยู่ในโรงละคร บนเกาะ Rodriguez ซึ่งอยู่ไกลจาก Krakatau 4,500 กิโลเมตร เขาได้ยินเสียงระเบิด 2 - 3 ครั้ง นั่นเป็นเวลา 4 ชั่วโมง หลังจากที่ Krakatau ระเบิดจริง ทั้งนี้ เพราะเสียงต้องใช้เวลาในการเดินทางนั่นเอง
แม้กระทั่ง ลอนดอนประเทศอังกฤษก็ได้รับผลกระทบจากการระเบิด เพราะท้องฟ้าเหนือกรุงลอนดอนในฤดูใบไม้ร่วงมืดมัว และดวงอาทิตย์ดูแดง ซึ่งเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงนี้ William Ashcroft ได้วาดภาพท้องฟ้าเหนือ Chelsea ในกรุงลอนดอนเมื่อปี 2426 ไว้ (ดังภาพ) ผู้คนที่ Madagascar, Australia, Cape of good Hope และ California ต่างก็ได้รายงานการเห็นดวงอาทิตย์มีสีแดงผิดปกติ และฟ้ามีเมฆฝุ่นปกคลุม หลังการระเบิดนานเป็นสัปดาห์ ในส่วนที่เป็นด้านดี การระเบิดของ Krakatau ได้ทำให้นักวิทยาศาสตร์รู้ธรรมชาติของบรรยากาศเหนือโลกดีขึ้น เพราะในสมัยนั้น นักวิทยาศาสตร์ไม่รู้ว่า ที่ระดับสูงกว่า 15 กิโลเมตร มีลมพัดเหมือนบนโลก ดังนั้น เมื่อเห็นฝุ่นภูเขาไฟถูกลมพัดไปรอบโลกได้ โดยใช้เวลานานประมาณ 13 วัน นักวิทยาศาสตร์ก็รู้ว่า ลมเหนือโลกพัดเร็วเหมือนลมเฮอริเคน
ในปี 2546 Simon Winchester ได้เรียบเรียงหนังสือชื่อ Krakatoa : The Day the World Exploded : August 27, 1883 หนังสือราคา 25.95 เหรียญ หนา 432 หน้า มีภาพประกอบ 58 ภาพ ซึ่งได้กล่าวถึงวันที่โลกแตก และนรกผุดเหนือ Krakatau
เมื่อวันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมานี้ ประธานาธิบดี Susilo Bamhang Yudhoyono แห่งอินโดนีเซีย ก็ได้ประกาศเตือนชาวชวาที่อาศัยอยู่ใกล้ภูเขาไฟ Merapi ซึ่งสูง 2,914 เมตร ว่าภูเขาไฟลูกนี้จะระเบิดในอีกไม่นาน เพราะในช่วงนี้ อุณหภูมิภูเขาไฟได้เพิ่มสูงจนภูเขามีควันระอุ และภูเขาส่งเสียงคำรามเป็นระยะ ๆ การศึกษาประวัติการระเบิดของภูเขาไฟแสดงให้รู้ว่า เมื่อใดที่แผ่นดินไหวบ่อยกว่า 90 ครั้ง/วัน นั่นคือ สัญญาณว่า ภูเขาไฟใกล้ระเบิด และในกรณีของ Merapi นี้สัญญาณแผ่นดินไหวเกิดมากถึง 150 ครั้ง/วัน
สถิติการระเบิดของภูเขาไฟลูกนี้ยังระบุอีกว่า ในปี พ.ศ. 2434 ภูเขาไฟ Merapi ได้เคยระเบิดแล้ว และทำให้ผู้คนเสียชีวิตไป 1,300 คน โดยลาวาได้ไหลเป็นทางไกล 6 กิโลเมตร และกว้าง 200 เมตร และลึก 3 เมตร และการระเบิดครั้งสุดท้ายเมื่อ 12 ปีก่อน ได้ทำให้คน 60 คนตาย
ดังนั้น รัฐบาลอินโดนีเซียจึงสั่งห้ามกิจกรรมขุดเหมืองแร่ ไต่เขาหรือเดินเขาทุกรูปแบบ อย่างเด็ดขาด และได้เตรียมที่พักชั่วคราวให้ผู้คนที่อาศัยในบริเวณภูเขาไฟได้เข้าพัก เพื่อความปลอดภัยครับ
สุทัศน์ ยกส้าน ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สสวท <O:p</O:p
(คอลัมน์:วิทยาศาสตร์ | โลกวิทยาการ)
<O:p</O:p
โดย สุทัศน์ ยกส้าน 15 พฤษภาคม 2549 17:36 น.
<O:p</O:p
โลกมีภูเขาไฟประมาณ 1,300 ลูก 700 ลูก เป็นภูเขาไฟที่ดับแล้ว และอีก 600 ลูก ยังมีชีวิตอยู่ เช่น ภูเขา Visuvius ในอิตาลี ภูเขาไฟ Etna บนเกาะ Sicily และ Kilauea บนเกาะฮาวาย เป็นต้น เมื่อใดที่ภูเขาไฟระเบิด เราจะเห็นว่าลาวาร้อนไหลลงจากยอดเขา ทำลายชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่รายรอบภูเขาไฟ
ประวัติศาสตร์ได้บันทึกว่า Pliny ผู้เยาว์ คือ นักภูเขาไฟวิทยาคนแรกของโลกที่ได้ศึกษาและสังเกตการระเบิดของภูเขาไฟ Visuvius เมื่อปี พ.ศ. 612
ณ วันนี้ นักวิทยาศาสตร์มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับภูเขาไฟมาก จนรู้สาเหตุการเกิดภูเขาไฟว่า ใต้เปลือกโลกลงไป คือ ส่วนที่เราเรียกว่า เปลือกโลกชั้นในมีชั้นที่ลึกลงไปอีก คือ แก่นโลก เพราะอุณหภูมิใต้โลกสูงมาก ดังนั้น หินแข็งในบริเวณเปลือกโลกชั้นในจึงละลายเป็นหินเหลว ส่วนแก่นโลกนั้นเพราะมีอุณหภูมิสูงมาก จึงสามารถระบายความร้อนออกมาทุกทิศทาง เหมือนกับเวลาเราต้มน้ำในกา น้ำที่ก้นกาจะไหลวนพาความร้อนไปทั่ว ดังนั้น เวลาหินเหลวจากเปลือกโลกชั้นในไหลทะลักขึ้นผ่านรอยแตกของเปลือกโลก นั่นคือ การระเบิดของภูเขาไฟ ซึ่งจะนำหินเหลวร้อน (ลาวา) ก๊าซ ฝุ่น ดิน และหิน ขึ้นมาจากใต้ดินท่วมพื้นที่รอบ ๆ มีผลให้ลักษณะของภูมิประเทศในบริเวณนั้นเปลี่ยนแปลงทันที
สถิติที่ปรากฏทุกวันนี้แสดงให้เห็นว่า ประชากร 600 ล้านคน อาศัยอยู่ใกล้ภูเขาไฟ เช่น ชาวเมือง Naples อาศัยอยู่ใกล้ Visuvius และชาวเมือง Seattle อาศัยอยู่ใกล้ภูเขาไฟ Rainier เป็นต้น
ชวาเป็นเกาะ ๆ หนึ่งของอินโดนีเซียที่มีผู้คนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น และเกาะ ๆ นี้มีภูเขาไฟมากมาย ทั้งที่ดับแล้ว และยังมีชีวิตอยู่ เช่น ภูเขาไฟ Papandayan ที่สูงประมาณ 3,200 เมตร ซึ่งได้ระเบิดเมื่อปี 2315 และการระเบิดครั้งนั้น ได้ทำให้หมู่บ้าน 40 แห่งถูกทำลาย ผู้คน 3,000 คน เสียชีวิต และหลังการระเบิด ยอดภูเขาไฟได้หดหายไปเหลือสูงเพียง 1,700 เมตร เท่านั้นเอง
Galung Gung เป็นชื่อของภูเขาไฟอีกลูกหนึ่งที่มีป่าปกคลุมในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2425 ภูเขาไฟลูกนี้ได้ระเบิดนำโคลนขุ่น น้ำร้อน ลาวา เถ้าถ่าน ควัน ฝุ่น ไปตกไกล 60 กิโลเมตร จากภูเขาและภายในเวลา 5 ชั่วโมง หมู่บ้านที่อยู่ใกล้ภูเขาไฟถูกทำลายราบเรียบ จนอีก 4 วันต่อมา ภูเขาไฟลูกนี้ได้ระเบิดอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้การระเบิดรุนแรงกว่าคราวแรก ทำให้ยอดภูเขาไฟยุบหายไป เหลือเป็นแอ่งลึก นักภูเขาไฟวิทยาประมาณว่า การระเบิดคราวนั้นได้สังหารผู้คนใน 114 หมู่บ้าน ไปประมาณ 4,000 คน
ช่องแคบ Sunda ในทะเลระหว่างชวากับสุมาตรา มีภูเขาไฟลูกหนึ่งชื่อ Krakatau กรากาตั้ว ซึ่งก่อนปี พ.ศ. 2426 แทบไม่มีใครในโลกรู้จักภูเขาไฟลูกนี้เลย เพราะตลอดเวลา 200 ปีก่อนนั้น ภูเขาไฟไม่เคยระเบิดเลย ทำให้ทุกคนคิดว่า ภูเขาไฟได้ดับไปแล้ว ดังนั้น ชาวบ้านบนเกาะชวา และสุมาตรา จึงพายเรือไปเก็บผลไม้ในป่าที่ปกคลุมเชิงเขาอยู่เนือง ๆ จนกระทั่งถึงวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2426 ภูเขาไฟลูกนี้ได้ระเบิด สถิติการสำรวจแสดงได้ให้เห็นว่า นี่เป็นการระเบิดที่รุนแรงเป็นอันดับ 4 ในประวัติศาสตร์ที่ผู้คน ซึ่งอยู่ไกลออกไปถึง 4,600 กิโลเมตร ก็ยังได้ยินเสียงระเบิด แม้แต่ชาว Batavia ก็ได้ยินเสียงระเบิดเหมือนเสียงปืนใหญ่
กัปตันเรือที่อยู่บนเรือซึ่งกำลังเดินทางผ่านช่องแคบ Sunda ได้รายงานว่า เห็นฝุ่นควัน พุ่งขึ้นท้องฟ้า เป็นลำสูง 10 กิโลเมตร และเสียงระเบิดดังเป็นระยะ ๆ นาน 14 สัปดาห์ จนถึงวันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม ก็มีการระเบิดใหญ่ เพราะ Krakatau ไม่มีผู้คนอาศัยเลย ดังนั้น จึงไม่มีใครรู้จักว่า อะไรกำลังเกิดขึ้น แต่ผู้ที่เห็นเหตุการณ์ระเบิดก็ยังรีบหนีเอาชีวิตรอด หลังการระเบิด
กะลาสีเรือที่เดินทางผ่านใกล้ภูเขาไฟได้รายงานว่า เกาะทั้งเกาะได้จมหาย มีฟ้าแลบ ฟ้าร้อง และแผ่นดินไหวรุนแรง ท้องฟ้าเหนือ Krakatau มีทะเลฝุ่นสีเหลืองปกคลุมทั่ว สำหรับคนที่อยู่ริมฝั่งก็ถูกคลื่นยักษ์สึนามิสูง 40 เมตร พุ่งถล่ม จนผู้คน 34,000 คนเสียชีวิต การสำรวจยังรายงานอีกว่า เมืองต่าง ๆ ที่อยู่ตามชายฝั่งของช่องแคบ Sunda ถูกคลื่นทำลายราบเรียบ โดยเฉพาะที่เมือง Telok Betong บนเกาะ Sumatra คลื่นสึนามิได้พัดพาเรือประมงเข้าไปในฝั่งไกล 3 กิโลเมตร อนึ่ง การระเบิดของ Krakatau ในครั้งนั้นได้ทำให้ภูเขาไฟลูกอื่น ๆ บนเกาะชวาถูกกระทบกระเทือนจนเกือบระเบิดด้วย เช่น ภูเขาไฟ Semeru และ Gunung Guntur ก็ส่งเสียงคำราม แต่ไม่ระบิด อนึ่ง เหตุการณ์ระเบิดครั้งนั้น ได้ทำให้ Sir Robert Ball ชาวอังกฤษเขียนหนังสือชื่อ Earths Beginnings ที่ตีพิมพ์ในปี 2445 ว่า ในวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2426 เวลา 10 โมงเช้า ขณะซ้อมดนตรีอยู่ในโรงละคร บนเกาะ Rodriguez ซึ่งอยู่ไกลจาก Krakatau 4,500 กิโลเมตร เขาได้ยินเสียงระเบิด 2 - 3 ครั้ง นั่นเป็นเวลา 4 ชั่วโมง หลังจากที่ Krakatau ระเบิดจริง ทั้งนี้ เพราะเสียงต้องใช้เวลาในการเดินทางนั่นเอง
แม้กระทั่ง ลอนดอนประเทศอังกฤษก็ได้รับผลกระทบจากการระเบิด เพราะท้องฟ้าเหนือกรุงลอนดอนในฤดูใบไม้ร่วงมืดมัว และดวงอาทิตย์ดูแดง ซึ่งเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงนี้ William Ashcroft ได้วาดภาพท้องฟ้าเหนือ Chelsea ในกรุงลอนดอนเมื่อปี 2426 ไว้ (ดังภาพ) ผู้คนที่ Madagascar, Australia, Cape of good Hope และ California ต่างก็ได้รายงานการเห็นดวงอาทิตย์มีสีแดงผิดปกติ และฟ้ามีเมฆฝุ่นปกคลุม หลังการระเบิดนานเป็นสัปดาห์ ในส่วนที่เป็นด้านดี การระเบิดของ Krakatau ได้ทำให้นักวิทยาศาสตร์รู้ธรรมชาติของบรรยากาศเหนือโลกดีขึ้น เพราะในสมัยนั้น นักวิทยาศาสตร์ไม่รู้ว่า ที่ระดับสูงกว่า 15 กิโลเมตร มีลมพัดเหมือนบนโลก ดังนั้น เมื่อเห็นฝุ่นภูเขาไฟถูกลมพัดไปรอบโลกได้ โดยใช้เวลานานประมาณ 13 วัน นักวิทยาศาสตร์ก็รู้ว่า ลมเหนือโลกพัดเร็วเหมือนลมเฮอริเคน
ในปี 2546 Simon Winchester ได้เรียบเรียงหนังสือชื่อ Krakatoa : The Day the World Exploded : August 27, 1883 หนังสือราคา 25.95 เหรียญ หนา 432 หน้า มีภาพประกอบ 58 ภาพ ซึ่งได้กล่าวถึงวันที่โลกแตก และนรกผุดเหนือ Krakatau
เมื่อวันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมานี้ ประธานาธิบดี Susilo Bamhang Yudhoyono แห่งอินโดนีเซีย ก็ได้ประกาศเตือนชาวชวาที่อาศัยอยู่ใกล้ภูเขาไฟ Merapi ซึ่งสูง 2,914 เมตร ว่าภูเขาไฟลูกนี้จะระเบิดในอีกไม่นาน เพราะในช่วงนี้ อุณหภูมิภูเขาไฟได้เพิ่มสูงจนภูเขามีควันระอุ และภูเขาส่งเสียงคำรามเป็นระยะ ๆ การศึกษาประวัติการระเบิดของภูเขาไฟแสดงให้รู้ว่า เมื่อใดที่แผ่นดินไหวบ่อยกว่า 90 ครั้ง/วัน นั่นคือ สัญญาณว่า ภูเขาไฟใกล้ระเบิด และในกรณีของ Merapi นี้สัญญาณแผ่นดินไหวเกิดมากถึง 150 ครั้ง/วัน
สถิติการระเบิดของภูเขาไฟลูกนี้ยังระบุอีกว่า ในปี พ.ศ. 2434 ภูเขาไฟ Merapi ได้เคยระเบิดแล้ว และทำให้ผู้คนเสียชีวิตไป 1,300 คน โดยลาวาได้ไหลเป็นทางไกล 6 กิโลเมตร และกว้าง 200 เมตร และลึก 3 เมตร และการระเบิดครั้งสุดท้ายเมื่อ 12 ปีก่อน ได้ทำให้คน 60 คนตาย
ดังนั้น รัฐบาลอินโดนีเซียจึงสั่งห้ามกิจกรรมขุดเหมืองแร่ ไต่เขาหรือเดินเขาทุกรูปแบบ อย่างเด็ดขาด และได้เตรียมที่พักชั่วคราวให้ผู้คนที่อาศัยในบริเวณภูเขาไฟได้เข้าพัก เพื่อความปลอดภัยครับ
สุทัศน์ ยกส้าน ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สสวท <O:p</O:p
(คอลัมน์:วิทยาศาสตร์ | โลกวิทยาการ)