NoOTa
28-12-2006, 03:49 AM
ประมวล Global Issues 2007 อะไรคือภัยคุกคามที่โลกพึงระวัง
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=500 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle width=500>http://pics.manager.co.th/Images/549000018332601.JPEG </TD></TR><TR><TD class=Image vAlign=baseline align=left></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD vAlign=top align=middle height=5>http://www.manager.co.th/images/blank.gifhttp://www.cnn.com/SPECIALS/2006/bird.flu/images/top.bird.flu.ap.jpg133348</TD></TR></TBODY></TABLE>
ปี 2549 เป็นปีที่เต็มไปด้วยภัยคุกคาม จากปัญหารอบด้าน ทั้งก่อการร้าย ความขัดแย้งในหลายๆ ภูมิภาค ความตึงเครียดระหว่างชาติตะวันตกกับอิหร่าน และเกาหลีเหนือในเรื่องปัญหานิวเคลียร์ จนถึงโรคระบาดร้ายแรงอย่างไข้หวัดนก และภัยพิบัติทางธรรมชาติที่กระหน่ำคุกคามภูมิภาคเอเชีย ทั้งภัยน้ำท่วมและแผ่นดินไหวส่งท้ายปี ซึ่งเป็นลางบอกเหตุว่า ถึงแม้โลกจะย่างเข้าสู่ปีใหม่ (ปี 2550) โลกยังคงต้องเผชิญภัยคุกคามเหล่านี้อยู่ต่อไป
อิหร่าน-เกาหลีเหนือ
ความตึงเครียดที่เริ่มปะทุรอบใหม่ระหว่างอิหร่าน และชาติมหาอำนาจ อันเป็นผลมาจากการประกาศเร่งติดตั้งเครื่องปั่นเพิ่มสมรรถนะยูเรเนียม 3,000 ตัวทันที ของผู้นำอิหร่าน เพื่อตอบโต้มติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น) โดยเฉพาะการห้ามประเทศต่างๆ ให้ความช่วยเหลือการเงิน อุปกรณ์ และเทคโนโลยีนิวเคลียร์กับรัฐบาลเตหะราน ท่ามกลางเสียงเรียกร้องของสหประชาชาติและสหภาพยุโรป ที่ต้องการให้อิหร่านคืนสู่โต๊ะเจรจา
http://i.a.cnn.net/cnn/2006/WORLD/meast/06/01/us.iran/newt1.un.iran.nuclear.deal.jpg
ทั้งนี้คณะมนตรีความมั่นคงลงมติเอกฉันท์ให้ออกมาตรการคว่ำบาตรกับอิหร่าน โดยมุ่งเป้าที่โครงการขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์และโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ถือเป็นครั้งแรกที่ยูเอ็นลงโทษอิหร่าน หลังรัฐบาลเตหะรานปฏิเสธข้อเสนอให้ผลตอบแทนของ 6 ชาติมหาอำนาจแลกกับยุติโครงการเพิ่มสมรรถนะยูเรเนียม ซึ่งสามารถนำไปใช้ผลิตอาวุธนิวเคลียร์
มติยูเอ็นที่ 1737 กำหนดให้ทุกประเทศหลีกเลี่ยงการจัดหา จำหน่าย หรือถ่ายโอน อุปกรณ์ สินค้า และเทคโนโลยีทุกชนิดที่อาจถูกนำไปใช้ในโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับการเพิ่มสมรรถนะสารกัมมันตรังสี หรือการพัฒนาระบบส่งอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน รวมถึงให้มีการอายัดเงินทุน หรือสินทรัพย์การเงินอื่นๆ รวมถึงทรัพยากรทางเศรษฐกิจ ของบุคคลหรือองค์กรที่เกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมนิวเคลียร์หรือการพัฒนาระบบส่งอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน
มตินี้สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงกับอิหร่าน โดยกระทรวงการต่างประเทศเผยว่า อิหร่านจะเดินหน้าติดตั้งเครื่องปั่นเพิ่มสมรรถนะยูเรเนียมต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับท่าทีของนายลาริจานีในเวลาต่อมา
มาห์มูด อาห์มาดิเนจัด ประธานาธิบดีของอิหร่านเรียกขานมติของยูเอ็นว่า เป็นแค่เศษกระดาษ พร้อมประกาศก้องว่า อิหร่านจะเป็นชาตินิวเคลียร์ต่อไป
โครงการอาวุธนิวเคลียร์เป็นที่คัดค้านของชาติตะวันตก เนื่องจากวิตกว่า อิหร่านอาจใช้เทคโนโลยีเพิ่มสมรรถนะแร่ยูเรเนียมที่กำลังพัฒนาอยู่เพื่อช่วยให้ตัวเองสามารถใช้ทักษะดังกล่าวผลิตระเบิดนิวเคลียร์ในอนาคต
กรณีโครงการพัฒนานิวเคลียร์อิหร่านเป็นหนึ่งประเด็นปัญหาโลกที่คาดว่าจะสร้างความอึมครึมและความตึงเครียดต่อเนื่องในปี 2550 เช่นเดียวกับปัญหาเกาหลีเหนือ
ดังความเห็นของ มาร์ค ฟิตซ์แพทริค ผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์ของสถาบันศึกษายุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ ในลอนดอน ที่คาดการณ์ว่า ในปีหน้าแม้จะได้เห็นแท็กติกและกุศโลบายระหว่าง 2 ฝ่าย แต่จุดยืนหลักๆ ของแต่ละฝ่ายยังไม่เปลี่ยนแปลง ในส่วนของมาตรการคว่ำบาตรของยูเอ็น แม้จะไม่สามารถหยุดยั้งอิหร่านในเรื่องนี้ แต่ก็อาจชะลอไปได้บ้าง เพราะอิหร่านยังไม่มีเทคโนโลยีหลักในด้านนี้มากพอ และยังต้องการความเชี่ยวชาญจากนอกประเทศ มาตรการต่างๆ ในมติล่าสุดของยูเอ็นจะช่วยเพิ่มข้อจำกัดในการสกัดกั้นการค้าอาวุธนิวเคลียร์ ระหว่างอิหร่านกับประเทศผู้จัดหาเทคโนโลยีนิวเคลียร์รายหลักๆ
สำหรับปัญหาเกาหลีเหนือค่อนข้างจะแตกต่างจากอิหร่าน ซึ่งแสดงบทบาทอย่างระมัดระวัง นับถึงวันนี้เกาหลีเหนือแบไต๋เขี้ยวเล็บทั้งหมดที่มีเพื่องัดข้อกับชาติมหาอำนาจและยูเอ็น จึงทำให้ตกเป็นเป้าหมายการคว่ำบาตร ทั้งเทคโนโลยีนิวเคลียร์และขีปนาวุธ แต่มาตรการเหล่านี้ก็คงไม่ได้ประโยชน์มากนัก เพราะเกาหลีเหนือยังคงละเมิดมติ และดำเนินการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์อย่างไม่เกรงกลัว
133343
ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า การเจรจาซึ่งเริ่มขึ้นอีกครั้งในกรุงปักกิ่ง เมื่อเร็วๆ นี้ อาจจะดำเนินต่อเนื่องไปได้ในระดับหนึ่ง แม้จะไม่มีใครกล้าฟันธงว่า การเจรจาจะได้ข้อสรุป อย่างไรก็ตามก็ถือเป็นการปูทางที่ดี เพียงแต่นั่นอาจทำให้ประธานาธิบดีคิม จอง-อิล คิดว่าตัวเขาอยู่ในจุดที่สามารถต่อรองได้มากกว่าในการเจรจาปัญหานิวเคลียร์
ภัยพิบัติธรรมชาติ
ถึงแม้หลายฝ่ายจะเห็นตรงกันว่า การก่อการร้ายจะเป็นภัยคุกคามสำคัญอันดับต้นๆ ที่โลกจะต้องถูกครอบงำต่อไปในปีหน้า แต่สิ่งที่ต้องระแวดระวังและตั้งรับให้พร้อมกลับเป็นเป็นปัญหาของภัยพิบัติทางธรรมชาติ
แผ่นดินไหวที่สั่นสะเทือนโลกถี่บ่อยขึ้น และครอบคลุมในหลายภูมิภาค หนักบ้าง เบาบ้าง กลายเป็นพัฒนาการที่นักวิทยาศาสตร์และนักธรณีวิทยากำลังติดตามดูอย่างใกล้ชิด
http://img.timeinc.net/time/asia/magazine/2006/0731/java2.jpg
ก่อนครบรอบ 2 ปี เหตุการณ์สึนามิพัดถล่มมหาสมุทรอินเดียไม่กี่วัน ได้เกิดแผ่นดินไหวกระจายอยู่ทั่วไป อาทิ เมื่อวันศุกร์ที่ 22 ธันวาคม มีรายงานการเกิดแผ่นดินไหวนอกชายฝั่งตะวันออกของสุลาเวสีตอนเหนือ ขนาด 5.6 ริกเตอร์ จากนั้นก็เกิดแผ่นดินไหวขนาดใกล้เคียงกันตามมาอีก 2 จุดในวันอาทิตย์ โดยจุดแรกเกิดขึ้นในช่วงเช้าวันอาทิตย์ มีศูนย์กลางอยู่ห่างจากจาการ์ตา เมืองหลวงของอินโดนีเซียไปทางตะวันตกเฉียงใต้ 150 กิโลเมตร และอีกจุดเกิดขึ้นในช่วงเย็น ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะบาหลี
ภัยพิบัติทางธรรมชาติประเภทนี้เป็นที่วิตกของผู้เชี่ยวชาญว่า อาจคุกคามประเทศนี้ในลักษณะเดียวกับเหตุการณ์เมื่อ 2 ปีก่อน ในวันใดวันหนึ่งในอีกหลายสิบปีข้างหน้า เนื่องจากหมู่เกาะทั้งหมดของอินโดนีเซียตั้งอยู่บนแนววงแหวนไฟแปซิฟิก (Pacific Ring of Fire) อันเป็นรอยต่อของเปลือกโลกหลายๆ อัน ดังนั้นจึงมักจะเกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง รวมทั้งทำให้ภูเขาไฟปะทุขึ้นมาอีก
โดยทีมวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย (แคลเทค) มหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนียและสถาบันอื่นๆ ระบุว่า รอยเลื่อนทางธรณีวิทยาขนาดใหญ่แห่งเดียวกันที่เรียกว่าเมกะทรัสต์ (megathrust) ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดเหตุสึนามิขนาด 9.1 ริกเตอร์ ในปี 2547 ยังคงพาดผ่านไปทางตะวันออกเฉียงใต้ตามแนวชายฝั่งมหาสมุทรอินเดียของเกาะสุมาตรา และมีศักยภาพที่จะทำให้เกิดความเสียหายในบริเวณตอนใต้ของเกาะสุมาตรา เพราะยังคงมีแรงดันเกิดขึ้น และอาจทำให้รอยเลื่อนนี้เคลื่อนตัวเมื่อใดก็ได้ ภายใน 2-3 ทศวรรษข้างหน้า และทำให้เกิดคลื่นยักษ์สูงขนาด 4-6 เมตร หรือราว 15-20 ฟุต
ไม่ใช่แค่อินโดนีเซีย เพราะเมื่อเช้าวันเสาร์ (23 ธ.ค.) ก็เกิดแผ่นดินไหวระดับปานกลาง ขนาด 6.1 ริกเตอร์ เขย่าหมู่เกาะต่างๆ ของอินเดีย ในแถบทะเลอันดามัน
แม้แต่ประเทศไทยเอง นับจากวันที่ 11 ธันวาคม หลังเกิดแผ่นดินไหวทางภาคเหนือ โดยมีจุดศูนย์กลางที่อำเภอแม่ริม ก็มีอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีกหลายครั้ง
หรือข้ามฟากไปที่อเมริกาเหนือ ในช่วงเช้าของวันเสาร์ (23 ธ.ค.) ได้เกิดแผ่นดินไหวขนาด 3.5 ริกเตอร์ ที่บริเวณซานฟรานซิสโกเบย์แอเรีย ทางตอนเหนือของแคลิฟอร์เนีย แม้แผ่นดินไหวครั้งล่าสุดในทุกประเทศที่กล่าวถึงจะไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต หรือความเสียหาย แต่ข้อสังเกตคือ จะเกิดแผ่นดินไหวซ้ำ ณ จุดเดียวกันถี่บ่อยขึ้น ดังกรณีของซานฟรานซิสโกเบย์แอเรียถือเป็นการสั่นไหวครั้งที่ 3 ในรอบ 4 วัน ในจุดเดียวกัน โดย 2 ครั้งแรกเกิดเมื่อวันพุธและวันศุกร์
นี่เป็นแค่ตัวอย่างของภัยพิบัติทางธรรมชาติที่คาดเดาได้ยาก สิ่งที่โลกยังต้องระวังตัวอยู่ ยังเกิดขึ้นในรูปของพายุเฮอร์ริเคน ฝนตกหนัก น้ำท่วม และโคลนถล่ม โดยเฉพาะภัยประการหลังกำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อมาเลเซียและอินโดนีเซีย
http://ads.dailynews.co.th/column/images/2006/politic/12/27/32879_31031.jpg
โลกร้อน
ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลกกำลังขมวดตึง และเรียกร้องความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลอังกฤษได้เผยแพร่รายงานทำนายอนาคตโลกร้อน และต้นทุนที่โลกต้องจ่าย จัดทำโดย เซอร์นิโคลัส สเติร์น อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก ระบุว่า ปัญหาโลกร้อนจะสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจโลกสูงสุดมากถึง 7 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 1 ใน 5 ของมูลค่าเศรษฐกิจโลก หากรัฐบาลของทุกประเทศทั่วโลกไม่ดำเนินมาตรการอย่างจริงจัง ในการควบคุมการแพร่กระจายก๊าซก่อภาวะเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
http://www.foogle.biz/gw/global_warming_smoke_kyoto.jpg
ขณะที่ กลุ่มเฟรนด์ส ออฟ เอิร์ท ได้เผยแพร่รายงานฉบับหนึ่งที่จัดทำขึ้นโดยอ้างอิงงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์และทางวิทยาศาสตร์กว่า 100 ฉบับ ซึ่งให้ข้อสรุปที่น่าตกใจว่า การปล่อยให้ภาวะโลกร้อนดำเนินอยู่ต่อไปเช่นนี้โดยปราศจากการควบคุมและตรวจสอบ จะทำให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 4 องศาเซลเซียส ภายในปี 2643 ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจคิดเป็นตัวเลขสูงสุดถึง 8% ของจีดีพีโลก หรือคิดเป็นมูลค่า 20 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี
แม้แต่ในเอเชียของเราก็กำลังเสี่ยงมากขึ้น โดยรายงานที่ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้โดยมีธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เป็นหัวเรือใหญ่ ระบุว่า ในอีก 25 ปีข้างหน้าภาวะเรือนกระจกในเอเชียจะรุนแรงมากขึ้น อันเนื่องมาจากปัญหามลพิษทางอากาศจะเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าตัว เพราะมีความเป็นไปได้ว่า จำนวนรถยนต์และการใช้ยานพาหนะในจีนอาจเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 15 เท่า จากระดับปัจจุบัน เป็นมากกว่า 190 ล้านคัน ในอีก 30 ปีข้างหน้า ซึ่งในอินเดียก็อาจไม่แตกต่างกัน รายงานประเมินว่า ปริมาณการจราจรมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นในระดับเดียวกับจีนในอีก 30 ปีข้างหน้า นั่นหมายความว่า การแพร่กระจายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากยานยนต์ต่างๆ ในจีน จะเพิ่มขึ้น 3.4 เท่า และในอินเดียจะเพิ่มขึ้น 5.8 เท่า
http://www.nasa.gov/images/content/105583main1_GlobalWarming_2060_t.jpg
อนาคตที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงและต้นทุนมหาศาล ทำให้ปัญหาโลกร้อนจะคุกรุ่นและเป็นประเด็นใหญ่อยู่ต่อไป โดยเฉพาะในปี 2550
นอกเหนือจากประเด็นปัญหาเหล่านี้แล้ว ภัยคุกคามที่จะต้องอยู่คู่กับโลกต่อไปอีกนาน ยังรวมถึงการก่อการร้าย ความขัดแย้งและภัยสงคราม
-----------------------------------
Ref.
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02for03281249&day=2006/12/28
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=500 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle width=500>http://pics.manager.co.th/Images/549000018332601.JPEG </TD></TR><TR><TD class=Image vAlign=baseline align=left></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD vAlign=top align=middle height=5>http://www.manager.co.th/images/blank.gifhttp://www.cnn.com/SPECIALS/2006/bird.flu/images/top.bird.flu.ap.jpg133348</TD></TR></TBODY></TABLE>
ปี 2549 เป็นปีที่เต็มไปด้วยภัยคุกคาม จากปัญหารอบด้าน ทั้งก่อการร้าย ความขัดแย้งในหลายๆ ภูมิภาค ความตึงเครียดระหว่างชาติตะวันตกกับอิหร่าน และเกาหลีเหนือในเรื่องปัญหานิวเคลียร์ จนถึงโรคระบาดร้ายแรงอย่างไข้หวัดนก และภัยพิบัติทางธรรมชาติที่กระหน่ำคุกคามภูมิภาคเอเชีย ทั้งภัยน้ำท่วมและแผ่นดินไหวส่งท้ายปี ซึ่งเป็นลางบอกเหตุว่า ถึงแม้โลกจะย่างเข้าสู่ปีใหม่ (ปี 2550) โลกยังคงต้องเผชิญภัยคุกคามเหล่านี้อยู่ต่อไป
อิหร่าน-เกาหลีเหนือ
ความตึงเครียดที่เริ่มปะทุรอบใหม่ระหว่างอิหร่าน และชาติมหาอำนาจ อันเป็นผลมาจากการประกาศเร่งติดตั้งเครื่องปั่นเพิ่มสมรรถนะยูเรเนียม 3,000 ตัวทันที ของผู้นำอิหร่าน เพื่อตอบโต้มติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น) โดยเฉพาะการห้ามประเทศต่างๆ ให้ความช่วยเหลือการเงิน อุปกรณ์ และเทคโนโลยีนิวเคลียร์กับรัฐบาลเตหะราน ท่ามกลางเสียงเรียกร้องของสหประชาชาติและสหภาพยุโรป ที่ต้องการให้อิหร่านคืนสู่โต๊ะเจรจา
http://i.a.cnn.net/cnn/2006/WORLD/meast/06/01/us.iran/newt1.un.iran.nuclear.deal.jpg
ทั้งนี้คณะมนตรีความมั่นคงลงมติเอกฉันท์ให้ออกมาตรการคว่ำบาตรกับอิหร่าน โดยมุ่งเป้าที่โครงการขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์และโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ถือเป็นครั้งแรกที่ยูเอ็นลงโทษอิหร่าน หลังรัฐบาลเตหะรานปฏิเสธข้อเสนอให้ผลตอบแทนของ 6 ชาติมหาอำนาจแลกกับยุติโครงการเพิ่มสมรรถนะยูเรเนียม ซึ่งสามารถนำไปใช้ผลิตอาวุธนิวเคลียร์
มติยูเอ็นที่ 1737 กำหนดให้ทุกประเทศหลีกเลี่ยงการจัดหา จำหน่าย หรือถ่ายโอน อุปกรณ์ สินค้า และเทคโนโลยีทุกชนิดที่อาจถูกนำไปใช้ในโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับการเพิ่มสมรรถนะสารกัมมันตรังสี หรือการพัฒนาระบบส่งอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน รวมถึงให้มีการอายัดเงินทุน หรือสินทรัพย์การเงินอื่นๆ รวมถึงทรัพยากรทางเศรษฐกิจ ของบุคคลหรือองค์กรที่เกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมนิวเคลียร์หรือการพัฒนาระบบส่งอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน
มตินี้สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงกับอิหร่าน โดยกระทรวงการต่างประเทศเผยว่า อิหร่านจะเดินหน้าติดตั้งเครื่องปั่นเพิ่มสมรรถนะยูเรเนียมต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับท่าทีของนายลาริจานีในเวลาต่อมา
มาห์มูด อาห์มาดิเนจัด ประธานาธิบดีของอิหร่านเรียกขานมติของยูเอ็นว่า เป็นแค่เศษกระดาษ พร้อมประกาศก้องว่า อิหร่านจะเป็นชาตินิวเคลียร์ต่อไป
โครงการอาวุธนิวเคลียร์เป็นที่คัดค้านของชาติตะวันตก เนื่องจากวิตกว่า อิหร่านอาจใช้เทคโนโลยีเพิ่มสมรรถนะแร่ยูเรเนียมที่กำลังพัฒนาอยู่เพื่อช่วยให้ตัวเองสามารถใช้ทักษะดังกล่าวผลิตระเบิดนิวเคลียร์ในอนาคต
กรณีโครงการพัฒนานิวเคลียร์อิหร่านเป็นหนึ่งประเด็นปัญหาโลกที่คาดว่าจะสร้างความอึมครึมและความตึงเครียดต่อเนื่องในปี 2550 เช่นเดียวกับปัญหาเกาหลีเหนือ
ดังความเห็นของ มาร์ค ฟิตซ์แพทริค ผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์ของสถาบันศึกษายุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ ในลอนดอน ที่คาดการณ์ว่า ในปีหน้าแม้จะได้เห็นแท็กติกและกุศโลบายระหว่าง 2 ฝ่าย แต่จุดยืนหลักๆ ของแต่ละฝ่ายยังไม่เปลี่ยนแปลง ในส่วนของมาตรการคว่ำบาตรของยูเอ็น แม้จะไม่สามารถหยุดยั้งอิหร่านในเรื่องนี้ แต่ก็อาจชะลอไปได้บ้าง เพราะอิหร่านยังไม่มีเทคโนโลยีหลักในด้านนี้มากพอ และยังต้องการความเชี่ยวชาญจากนอกประเทศ มาตรการต่างๆ ในมติล่าสุดของยูเอ็นจะช่วยเพิ่มข้อจำกัดในการสกัดกั้นการค้าอาวุธนิวเคลียร์ ระหว่างอิหร่านกับประเทศผู้จัดหาเทคโนโลยีนิวเคลียร์รายหลักๆ
สำหรับปัญหาเกาหลีเหนือค่อนข้างจะแตกต่างจากอิหร่าน ซึ่งแสดงบทบาทอย่างระมัดระวัง นับถึงวันนี้เกาหลีเหนือแบไต๋เขี้ยวเล็บทั้งหมดที่มีเพื่องัดข้อกับชาติมหาอำนาจและยูเอ็น จึงทำให้ตกเป็นเป้าหมายการคว่ำบาตร ทั้งเทคโนโลยีนิวเคลียร์และขีปนาวุธ แต่มาตรการเหล่านี้ก็คงไม่ได้ประโยชน์มากนัก เพราะเกาหลีเหนือยังคงละเมิดมติ และดำเนินการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์อย่างไม่เกรงกลัว
133343
ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า การเจรจาซึ่งเริ่มขึ้นอีกครั้งในกรุงปักกิ่ง เมื่อเร็วๆ นี้ อาจจะดำเนินต่อเนื่องไปได้ในระดับหนึ่ง แม้จะไม่มีใครกล้าฟันธงว่า การเจรจาจะได้ข้อสรุป อย่างไรก็ตามก็ถือเป็นการปูทางที่ดี เพียงแต่นั่นอาจทำให้ประธานาธิบดีคิม จอง-อิล คิดว่าตัวเขาอยู่ในจุดที่สามารถต่อรองได้มากกว่าในการเจรจาปัญหานิวเคลียร์
ภัยพิบัติธรรมชาติ
ถึงแม้หลายฝ่ายจะเห็นตรงกันว่า การก่อการร้ายจะเป็นภัยคุกคามสำคัญอันดับต้นๆ ที่โลกจะต้องถูกครอบงำต่อไปในปีหน้า แต่สิ่งที่ต้องระแวดระวังและตั้งรับให้พร้อมกลับเป็นเป็นปัญหาของภัยพิบัติทางธรรมชาติ
แผ่นดินไหวที่สั่นสะเทือนโลกถี่บ่อยขึ้น และครอบคลุมในหลายภูมิภาค หนักบ้าง เบาบ้าง กลายเป็นพัฒนาการที่นักวิทยาศาสตร์และนักธรณีวิทยากำลังติดตามดูอย่างใกล้ชิด
http://img.timeinc.net/time/asia/magazine/2006/0731/java2.jpg
ก่อนครบรอบ 2 ปี เหตุการณ์สึนามิพัดถล่มมหาสมุทรอินเดียไม่กี่วัน ได้เกิดแผ่นดินไหวกระจายอยู่ทั่วไป อาทิ เมื่อวันศุกร์ที่ 22 ธันวาคม มีรายงานการเกิดแผ่นดินไหวนอกชายฝั่งตะวันออกของสุลาเวสีตอนเหนือ ขนาด 5.6 ริกเตอร์ จากนั้นก็เกิดแผ่นดินไหวขนาดใกล้เคียงกันตามมาอีก 2 จุดในวันอาทิตย์ โดยจุดแรกเกิดขึ้นในช่วงเช้าวันอาทิตย์ มีศูนย์กลางอยู่ห่างจากจาการ์ตา เมืองหลวงของอินโดนีเซียไปทางตะวันตกเฉียงใต้ 150 กิโลเมตร และอีกจุดเกิดขึ้นในช่วงเย็น ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะบาหลี
ภัยพิบัติทางธรรมชาติประเภทนี้เป็นที่วิตกของผู้เชี่ยวชาญว่า อาจคุกคามประเทศนี้ในลักษณะเดียวกับเหตุการณ์เมื่อ 2 ปีก่อน ในวันใดวันหนึ่งในอีกหลายสิบปีข้างหน้า เนื่องจากหมู่เกาะทั้งหมดของอินโดนีเซียตั้งอยู่บนแนววงแหวนไฟแปซิฟิก (Pacific Ring of Fire) อันเป็นรอยต่อของเปลือกโลกหลายๆ อัน ดังนั้นจึงมักจะเกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง รวมทั้งทำให้ภูเขาไฟปะทุขึ้นมาอีก
โดยทีมวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย (แคลเทค) มหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนียและสถาบันอื่นๆ ระบุว่า รอยเลื่อนทางธรณีวิทยาขนาดใหญ่แห่งเดียวกันที่เรียกว่าเมกะทรัสต์ (megathrust) ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดเหตุสึนามิขนาด 9.1 ริกเตอร์ ในปี 2547 ยังคงพาดผ่านไปทางตะวันออกเฉียงใต้ตามแนวชายฝั่งมหาสมุทรอินเดียของเกาะสุมาตรา และมีศักยภาพที่จะทำให้เกิดความเสียหายในบริเวณตอนใต้ของเกาะสุมาตรา เพราะยังคงมีแรงดันเกิดขึ้น และอาจทำให้รอยเลื่อนนี้เคลื่อนตัวเมื่อใดก็ได้ ภายใน 2-3 ทศวรรษข้างหน้า และทำให้เกิดคลื่นยักษ์สูงขนาด 4-6 เมตร หรือราว 15-20 ฟุต
ไม่ใช่แค่อินโดนีเซีย เพราะเมื่อเช้าวันเสาร์ (23 ธ.ค.) ก็เกิดแผ่นดินไหวระดับปานกลาง ขนาด 6.1 ริกเตอร์ เขย่าหมู่เกาะต่างๆ ของอินเดีย ในแถบทะเลอันดามัน
แม้แต่ประเทศไทยเอง นับจากวันที่ 11 ธันวาคม หลังเกิดแผ่นดินไหวทางภาคเหนือ โดยมีจุดศูนย์กลางที่อำเภอแม่ริม ก็มีอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีกหลายครั้ง
หรือข้ามฟากไปที่อเมริกาเหนือ ในช่วงเช้าของวันเสาร์ (23 ธ.ค.) ได้เกิดแผ่นดินไหวขนาด 3.5 ริกเตอร์ ที่บริเวณซานฟรานซิสโกเบย์แอเรีย ทางตอนเหนือของแคลิฟอร์เนีย แม้แผ่นดินไหวครั้งล่าสุดในทุกประเทศที่กล่าวถึงจะไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต หรือความเสียหาย แต่ข้อสังเกตคือ จะเกิดแผ่นดินไหวซ้ำ ณ จุดเดียวกันถี่บ่อยขึ้น ดังกรณีของซานฟรานซิสโกเบย์แอเรียถือเป็นการสั่นไหวครั้งที่ 3 ในรอบ 4 วัน ในจุดเดียวกัน โดย 2 ครั้งแรกเกิดเมื่อวันพุธและวันศุกร์
นี่เป็นแค่ตัวอย่างของภัยพิบัติทางธรรมชาติที่คาดเดาได้ยาก สิ่งที่โลกยังต้องระวังตัวอยู่ ยังเกิดขึ้นในรูปของพายุเฮอร์ริเคน ฝนตกหนัก น้ำท่วม และโคลนถล่ม โดยเฉพาะภัยประการหลังกำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อมาเลเซียและอินโดนีเซีย
http://ads.dailynews.co.th/column/images/2006/politic/12/27/32879_31031.jpg
โลกร้อน
ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลกกำลังขมวดตึง และเรียกร้องความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลอังกฤษได้เผยแพร่รายงานทำนายอนาคตโลกร้อน และต้นทุนที่โลกต้องจ่าย จัดทำโดย เซอร์นิโคลัส สเติร์น อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก ระบุว่า ปัญหาโลกร้อนจะสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจโลกสูงสุดมากถึง 7 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 1 ใน 5 ของมูลค่าเศรษฐกิจโลก หากรัฐบาลของทุกประเทศทั่วโลกไม่ดำเนินมาตรการอย่างจริงจัง ในการควบคุมการแพร่กระจายก๊าซก่อภาวะเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
http://www.foogle.biz/gw/global_warming_smoke_kyoto.jpg
ขณะที่ กลุ่มเฟรนด์ส ออฟ เอิร์ท ได้เผยแพร่รายงานฉบับหนึ่งที่จัดทำขึ้นโดยอ้างอิงงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์และทางวิทยาศาสตร์กว่า 100 ฉบับ ซึ่งให้ข้อสรุปที่น่าตกใจว่า การปล่อยให้ภาวะโลกร้อนดำเนินอยู่ต่อไปเช่นนี้โดยปราศจากการควบคุมและตรวจสอบ จะทำให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 4 องศาเซลเซียส ภายในปี 2643 ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจคิดเป็นตัวเลขสูงสุดถึง 8% ของจีดีพีโลก หรือคิดเป็นมูลค่า 20 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี
แม้แต่ในเอเชียของเราก็กำลังเสี่ยงมากขึ้น โดยรายงานที่ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้โดยมีธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เป็นหัวเรือใหญ่ ระบุว่า ในอีก 25 ปีข้างหน้าภาวะเรือนกระจกในเอเชียจะรุนแรงมากขึ้น อันเนื่องมาจากปัญหามลพิษทางอากาศจะเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าตัว เพราะมีความเป็นไปได้ว่า จำนวนรถยนต์และการใช้ยานพาหนะในจีนอาจเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 15 เท่า จากระดับปัจจุบัน เป็นมากกว่า 190 ล้านคัน ในอีก 30 ปีข้างหน้า ซึ่งในอินเดียก็อาจไม่แตกต่างกัน รายงานประเมินว่า ปริมาณการจราจรมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นในระดับเดียวกับจีนในอีก 30 ปีข้างหน้า นั่นหมายความว่า การแพร่กระจายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากยานยนต์ต่างๆ ในจีน จะเพิ่มขึ้น 3.4 เท่า และในอินเดียจะเพิ่มขึ้น 5.8 เท่า
http://www.nasa.gov/images/content/105583main1_GlobalWarming_2060_t.jpg
อนาคตที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงและต้นทุนมหาศาล ทำให้ปัญหาโลกร้อนจะคุกรุ่นและเป็นประเด็นใหญ่อยู่ต่อไป โดยเฉพาะในปี 2550
นอกเหนือจากประเด็นปัญหาเหล่านี้แล้ว ภัยคุกคามที่จะต้องอยู่คู่กับโลกต่อไปอีกนาน ยังรวมถึงการก่อการร้าย ความขัดแย้งและภัยสงคราม
-----------------------------------
Ref.
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02for03281249&day=2006/12/28